พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) สังฆโสภณของราชอาณาจักรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/466249

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) สังฆโสภณของราชอาณาจักรไทย

โดย…สมาน สุดโต

ผู้เขียนเชื่อว่าผู้ที่เคยพบและเข้าใกล้พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ไม่ว่าจะในช่วงไหน สมัยใด ตั้งแต่ยังเป็นพระมหาประยุทธ์ จนกระทั่งเป็นพระมหา เถระชั้นเจ้าคณะรอง จะพบว่าท่านมีความเสมอต้นเสมอปลาย ปฏิสันถาร ต้อนรับอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นไม่เปลี่ยน แปลง ผู้ที่กราบและใกล้ชิดจึงกราบด้วยความสนิทใจ และฟูใจ เพราะท่านคือสังฆโสภณของคณะสงฆ์และของชาติไทย

อ่านหนังสือกว่าจะพบหลวงลุงฉายแล้วพากันไปวัดญาณเวศก์ (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2) 12 ต.ค. 2558 จะเห็นภาพพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ตั้งแต่เป็นสามเณรน้อยจากวัดบ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี บ้านเกิด เข้ามาเรียนธรรมบาลีในกรุงเทพฯ โดยพำนัก ณ วัดพระพิเรนทร์ ถนนวรจักร เมื่อ พ.ศ. 2494 ที่เป็นคนเก่งเรียนจบทุกชั้นทุกประโยคตั้งแต่เป็นสามเณร คือสอบบาลีได้ ป.ธ.9  เมื่อ พ.ศ. 2504 เป็นรูปที่ 2 ในรัชกาลที่ 9 และรูปที่ 4 ในสมัยรัตนโกสินทร์ และจบพุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) ในปีเดียวกัน ยังไม่รวมวุฒิที่สมัครสอบจากกระทรวงศึกษาธิการ เช่น วุฒิครูมัธยม ศึกษา (พ.ม.) เป็นต้น

เมื่อจบชั้นสูงสุด รวมทั้งเป็นนาคหลวงเมื่ออุปสมบทเดือน ก.ค. 2504 ท่านกลายเป็นพระนักศึกษาที่ทรงความรู้ เป็นที่ต้องการของสถาบันต่างๆ ไม่รวมมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่จองตัวให้เป็นอาจารย์สอน รวมทั้งทำหลักสูตรโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ การเขียนแบบเรียนภาษาอังกฤษ โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์

ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการของคณะสงฆ์ รวมทั้งทำงานที่ชอบคือการเขียนพจนานุกรมท่านเล่าว่า เมื่อเดือน มิ.ย. 2504 สมเด็จพระสังฆราช กิตติโสภณมหาเถระ วัดเบญจมบพิตร เสด็จสหรัฐอเมริกา และยุโรป เยี่ยมเยียนสถาบันการศึกษาที่สอนวิชาพระพทธศาสนา โดยมี ฟุ้ง ศรีวิจารณ์ อธิบดีกรมการศาสนาเดินทางด้วย จึงเกิด ความคิดหลายอย่างเกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าในด้านวิชาการทางพระพุทธศาสนา กลับมาจึงตั้งหน่วยวิจัยทางพระพุทธศาสนาขึ้นวันที่ 1 พ.ย. 2504 มี พระราชาคณะ รวมทั้งพระมหาเปรียญ 9 รวมทั้งตัวท่านเจ้าคุณ ซึ่งเพิ่งบวชใหม่ก็ถูกเรียกไปร่วมงาน ได้รับมอบหมายให้อยู่ในคณะทำงานพจนานุกรมบาลี-ไทย-อังกฤษ เป็นการริเริ่มที่สำคัญ แต่ท่านว่าจะให้กว้างยิ่งขึ้นต้องมีพจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนา ท่านจึงเริ่มเขียนพจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนา บาลี-ไทย-อังกฤษ เดือน ต.ค. 2506 ซึ่งต่อมาคือพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ กับพจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลธรรม งานพจนานุกรมดังกล่าวมาทำที่วัดตอนค่ำ แต่ทำได้ไม่เท่าไรต้องไปทำงานบริหาร เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเลขาธิการ มจร เมื่อ พ.ศ. 2507 คราวนี้งานท่วมท้นทั้งบริหาร และวิชาการ ที่จำวัดของท่านแทนที่จะเป็นวัดพระพิเรนทร์ กลายเป็น มจร วัดมหาธาตุไปเสียแล้ว

อ่านถึงตอนที่ท่านทำงานหลายอย่าง แต่เชื่อหรือไม่ท่านไม่เคยขอให้ใครช่วยเหลือในงานส่วนตัว เช่น ซักสบง-จีวร เช็ดถูพื้นกุฏิ ทำความสะอาด ล้างบาตร ล้างจานที่ฉันอาหาร ท่านทำได้เองได้อย่างง่ายดายเคยชินตั้งแต่เป็นสามเณร เมื่อเป็นพระก็ทำต่อมาจนชรา ท่านว่าการที่ทำอย่างนี้เป็นความสะดวก โปร่ง โล่ง เบาตัว ท่านนั้นใช้ผ้าเพียง 3 ผืน กลางคืนซัก ตากในกุฏิ รุ่งขึ้นนำมาห่มได้เลย ส่วนที่นอนชอบที่สุดคือนอนบนพื้นกระดาน แต่เมื่อมานอนที่ มจร ใช้เสื่อปู 1 ผืน เพราะคนเข้าออกบ่อย หรือถ้านอนบนโต๊ะที่มีกระจกก็ใช้เสื่อปูทับกันเหนอะหนะ

เมื่อรับนิมนต์ไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยที่สหรัฐอเมริกา ปี 2515, 2519 หรือ 2524 ท่านไม่ได้ครองผ้าอื่นนอกเหนือจากจีวรที่พระธรรมวินัยอนุญาต แม้จะมีโยมฝรั่งหวังดีหาผ้าหนาตัดเย็บอย่างดีมาถวายให้ห่มช่วงฤดูหนาว แต่ก็สนองศรัทธาได้ระยะเวลาสั้นเท่านั้นที่น่าตื่นเต้นในการไปปสอนที่ Swartmore สหรัฐอเมริกา เริ่มเดินทาง 23 ม.ค. 2519 โดยมี บุญเลิศ โพธินี เป็นไวยาวัจกร บุญเลิศนำแคนติดตัวไปด้วย ถึงสนามบินฮาวาย ต้องเป่าแคนโชว์ เพราะ ตม. ฝรั่งสงสัยว่ามันคืออะไร อีกครั้งหนึ่งเป่าแคนนำขบวนฝรั่งนักศึกษามาถวายอาหารที่พักของท่านเจ้าคุณ ในช่วงสงกรานต์ผ่านบ้านฝรั่ง ที่ไม่ยอมให้ใครละเมิด ความเป็นส่วนตัว (Privacy) อาจมีอารมณ์ไม่ชอบ หลังจากนั้นทำให้เกิดกรณีเหมือนขู่คือเอาสุนัขดุ ตัวใหญ่มาผูกไว้เมื่อท่านเดินไปมหาวิทยาลัย สุนัขตัวใหญ่ เห่าเสียงดัง ทำให้ตกใจ เมื่อเห็นว่าผูกไว้ ไม่ออกมาทำร้าย วันต่อมาก็เดินห่างออกไป

ท่านย้อนเล่าเรื่องเมื่อ พ.ศ. 2515 ที่ไปบรรยายที่เพนซิลเวเนีย ครั้งนั้นมีพระเถระผู้ใหญ่อีก 2 รูป ไปด้วยคือพระธรรมคุณาภรณ์ (หรือสมเด็จพระพุฒาจารย์ เกี่ยว) พระเทพวรเวที (สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ช่วง) ทั้ง 3 รูป เดินที่ฟุตปาทในนครวอชิงตัน ดี.ซี. เด็กฝรั่งนั่งรถผ่านตะโกนเรียกว่า หริกฤษณะ เพราะเห็นห่มเหลืองเหมือน หริกฤษณะ นักบวชฮินดู ท่านบอกว่าเรื่อง Intolerance ระหว่างศาสนาต้องยันต้องข่มด้วยกฎหมายเท่านั้น

ขณะที่อยู่สหรัฐอเมริกาก็สร้างผลงานมาก เช่น ธรรมนูญชีวิต ที่ได้รับการพิมพ์ซ้ำนับครั้งไม่ถ้วนในปัจจุบัน และเป็นผู้ร่วมการก่อตั้งสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา (21 ต.ค. 2519) ซึ่งเป็นศูนย์รวมคณะสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ถึงทุกวันนี้

อ่านหนังสือนี้นอกจากรู้เรื่องเกี่ยวกับตัวท่าน ยังรู้การเกิดของหนังสือ อีกหลายเล่ม เช่น พุทธธรรม และยังรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์การปกครองของประเทศต่างๆ เช่น เวียดนาม กัมพูชา และ สปป.ลาว อีกด้วย เพราะท่านคือนักบันทึกเหตุการณ์ในสมุดบันทึกประจำวัน

ตามประวัตินั้น ศาสตราจารย์พิเศษ พระพรหมคุณาภรณ์ นามเดิม ประยุทธ์ อารยางกูร ฉายา ปยุตฺโต หรือที่รู้จักกันดีทั่วไปในนามปากกา “ป.อ. ปยุตฺโต” เกิดเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2481 ที่ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 12 ปี เมื่อ ปี พ.ศ. 2494 และเข้ามาจำพรรษาที่วัดพระพิเรนทร์ กรุงเทพ มหานคร จนสอบได้นักธรรมชั้นเอกและเปรียญธรรม 9 ประโยค ขณะยังเป็นสามเณร นับเป็นรูปที่สองในรัชกาลที่ 9 และเป็นรูปที่สี่ในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยได้รับการอุปสมบทโดยเป็นนาคหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2504 ณ พัทธสีมาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณ) เป็นพระอุปัชฌาย์

ท่านได้รับการยกย่องจากทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างมาก ด้วยผลงานของท่านทำให้ท่านได้รับรางวัลและดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลายสถาบัน ทั้งในและนอกประเทศ รวมมากกว่า 20 สถาบัน ซึ่งนับว่าท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ไทยที่ได้รับการยกย่องให้ได้รับ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์มากที่สุดในปัจจุบัน

นอกจากนั้น ท่านเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพ จากองค์การยูเนสโก (UNESCO Prize for Peace Education)

ในปี พ.ศ. 2549 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ปัจจุบันพระพรหมคุณาภรณ์ ดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์พิเศษ ประจำมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และจำพรรษาอยู่ที่วัดญาณ เวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม (เป็นข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)ส่วนเรื่องที่ต้องออกจากวัดพระพิเรนทร์ ไปหาที่สัปปายะ เหมาะแก่สภาพสังขาร ตามที่เล่าไว้ในหนังสือก็เพราะสภาพในวัดพระพิเรนทร์ ที่อยู่กลางกรุงแวดล้อมด้วยตึกรามบ้านช่องด้านนอกแม้จะมีกำแพงกั้น แต่มลพิษไม่มีอะไรขวางกั้น เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส วัดพระพิเรนทร์มรณภาพก่อนวัยอันควรก็เพราะโรคที่มีปัจจัยภายนอกมาเบียดเบียน คือโรคทางเดินหายใจและวัณโรค ตัวท่านเจ้าคุณเองก็ไม่เว้น เริ่มจากเป็นวัณโรค ต่อมารักษาหายแต่ปอดชำรุดแล้ว หลอดลมพิการ หายใจยาก พูดลำบาก ตามมาด้วยเจ็บหน้าอก เสมหะติดคอ เหนื่อย อึดอัดสารพัด

ก่อนจะมาสร้างวัดญาณเวศกวัน ญาติโยมพาไปพักศาลากลางน้ำที่ อ.ลำลูกกา อยู่ 3 พรรษา โดยคณะที่ติดตามได้แก่ พระครูปลัด (อินศร) และพระครูสังฆรักษ์ (ฉาย) รวมทั้งท่านเจ้าคุณ จึงเป็น 3 รูป และทั้ง 3 รูปนี้คือพระสงฆ์คณะแรกที่จำพรรษา ณ วัดญาณเวศกวัน เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2532 แม้จะอยู่วัดญาณเวศกวัน สิ่งแวดล้อมดี แต่พูดนานไม่ได้ จึงต้องไปหาที่ที่ไม่ต้องพูดและใช้เสียง จึงจรหาที่สัปปายะที่จะฟื้นกำลังปอดให้พอแก่งาน เช่น 7 เดือน ใน พ.ศ. 2557 อยู่ถึง 5 จังหวัด เพื่อรักษาปอด

ความสามารถและผลงานไม่สามารถถ่ายทอดได้หมด เพราะมากมายเหลือคณานับจริง แม้จะเป็นพระนักวิชาการ มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพของชนทุกชั้นทั้งในและนอกประเทศ เป็นพระสุปฏิปันโน เป็นสังฆโสภณ แต่ปฏิปทาคงเส้นคงวา กราบไหว้ได้สนิทใจจริงๆ จึงไม่แปลกใจที่ได้ยินเสียงสาธุกึกก้อง เมื่อทราบข่าว ที่เป็นมงคล แต่ยังไม่เป็นทางการว่าท่านจะได้รับการสถาปนาอีกครั้ง

 

รู้อย่างไม่รู้ แต่รู้อย่างผู้รู้ กับ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/466248

รู้อย่างไม่รู้ แต่รู้อย่างผู้รู้ กับ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

โดย…ราช รามัญ

หลายคนเข้าถึงการหมดซึ่งความทุกข์ว่า จะต้องเป็นบุคคลที่มีความเป็นพิเศษเหนือมนุษย์ทั่วไป อาทิ เหาะได้   ได้อภิญญามีฤทธิ์ทางใจรู้ใจผู้อื่น ย่อย่นระยะทางได้ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าผู้นั้นเข้าถึงซึ่งความบริสุทธิ์แห่งพรหมจรรย์เป็นพระอรหันต์อย่างที่เข้าใจเสมอไป

พระอรหันต์บางรูปอาจจะไม่มีความโดดเด่นในเรื่องเหล่านี้เลยก็มี แต่เป็นผู้หมดแล้วซึ่งความทุกข์ทั้งปวง การหมดทุกข์หาใช่จำเป็นที่จะต้องใช้ชีวิตอย่างเหนือคนธรรมดา กลับกันอาจจะใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและธรรมดามากถึงมากที่สุดก็เป็นได้

การปฏิบัติธรรมในแนวทางของหลวงพ่อเทียนนั้น เน้นเทคนิคการปฏิบัติแบบความเคลื่อนไหวที่มือ เคลื่อนไหวด้วยการเดินจงกรม ไม่เน้นการนิ่งๆ ในสมาธิ เพราะการเคลื่อนไหวนี้จะทำให้เรามีสมาธิที่ไม่จมกับอารมณ์ ไม่ดับดิ่งนิ่ง ไม่เหม่อลอยโดยไม่รู้ว่าเหม่อลอย

เก็บอารมณ์ จึงเป็นหลักสูตรหนึ่งของการปฏิบัติในแนวทางนี้ ผมปฏิบัติได้ระดับหนึ่งแต่ก็ยังบกพร่องอีกมากในช่วงแรก ได้รับแนะนำว่า ให้เก็บอารมณ์สัก 10 วัน แต่เมื่อทราบถึงข้อปฏิบัติแล้วอยากจะขอคืนคำสัญญากันเลยทีเดียว

เพราะการเก็บอารมณ์นี้จะต้องงดการสื่อสารทุกชนิด งดพูด งดสื่อสารภาษาเขียน และภาษากาย ห้ามอ่านหนังสือ ห้ามเขียนบันทึก อาหารการกินมีคนคอยดูแลเต็มที่ ฉัน (ทานข้าว) แล้วปฏิบัติอย่างเดียว เดินไปไหนมาไหนใครทักก็ห้ามคุยด้วย ที่คอจะแขวนป้ายเขียนไว้ว่า “เก็บอารมณ์” ถือได้ว่าเป็นอันเข้าใจซึ่งกันและกัน

1-3 วันแรก อึดอัด อยากจะถอนสัจจะ ไม่ไหว ฝืนธรรมชาติ ไม่ได้พูด ได้คุย แต่พอพ้นรอดไปได้ ใจเริ่มสบายเริ่มชิน เริ่มมีกำลังใจจากการปฏิบัติมากขึ้น เมื่อเริ่มเห็นความชัดเจนทางด้านภาวะอารมณ์ ที่คิดนั่น คิดนี่ เดี๋ยวอยากไปทางโน้น เดี๋ยวอยากไปทางนี้ เดี๋ยวอันนั้น อันนี้ สารพัดอย่าง

ตอนที่เห็นอารมณ์นี่นะ เท่ากับเห็นความคิดควบคู่กันไปด้วยเลย มันแจ่มชัด พอเห็นแล้วเข้าใจแล้ว นี่เองตัวที่ทำให้เราเป็นทุกข์ ตัวที่ทำให้เราปรุงแต่ง มันเห็นชัดๆ แบบนี้เลยทีเดียว พอเห็นแล้วเรามีสติรู้ทันอารมณ์ที่ปรากฏ ความทุกข์มันก็คลายจางแบบนี้ ความทุกข์มันไม่ได้หายไปไหน แต่เราอาศัยอยู่กับความทุกข์ได้โดยที่มีสติและความรู้สึกตัวอย่างทันท่วงทีเท่านั้นเอง

การฝึกเคลื่อนไหวทางกายและการเดินจงกรม มีประสิทธิภาพกว่าการนั่งสมาธิตรงที่ทำให้เกิดสติและสัมปชัญญะ หรือความรู้สึกตัวได้อย่างต่อเนื่องและเป็นลูกโซ่ดีแท้ การเห็นแบบนี้ คือ การบรรลุธรรมหรือไม่ …ไม่ได้สนใจชื่อหรือภาษาหรือความหมายของสิ่งที่เกิดขึ้นว่า บรรลุธรรมหรือไม่ สนใจเพียงอย่างเดียว คือ ทุกข์มันน้อยลง แม้จะไม่ได้ปฏิบัติธรรมเคลื่อนไหวต่อไปอีก ก็ยังพอเห็นอย่างเท่าทัน

จึงอาจกล่าวได้ว่า “รู้อย่างไม่รู้” คือ รู้แบบนี้ ส่วนคำว่าและที่กล่าวว่า “รู้อย่างผู้รู้” คือ ผู้รู้ รู้แล้วความทุกข์น้อยลงนั่นเอง

จึงได้มาเข้าใจในเรื่องของ อวิชชา คือ ความไม่รู้ตามความจริง เป็นรากฐานของการปรุงแต่งจริงๆ…

หลายคนที่สนใจแนวทางการปฏิบัติเคลื่อนไหวแบบของหลวงพ่อเทียน มักจะมาตั้งคำถามเสมอว่า จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้จริงๆ หรือ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนแบบนี้นะ ต้องขอเกริ่นกล่าวว่า สิ่งที่หลวงพ่อเทียนสอนนั้นเป็นสิ่งเดียวกับที่พระพุทธเจ้าสอน คือ ให้มีสติและความรู้สึกตัวทั่วพร้อมตลอดเวลา เพียงแต่อาศัยเทคนิคในการปฏิบัติด้วยการเคลื่อนไหว

เพราะชีวิตของเราทั้งหลายอยู่กับความเคลื่อนไหว และ ถ้าเราเคลื่อนไหวอยู่เสมอพร้อมกับมีสติมีความรู้สึกตัวนั้นเท่ากับว่าเราได้ปฏิบัติธรรมอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวเพราะการขับรถ ถูบ้าน ทำกับข้าว ล้างจาน ทุกอย่างเราจะเห็นชัดด้วยตัวของเราเองเลย และก็เข้ากับหลักในการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า

สติปัฏฐานสี่ ผู้ที่มาใหม่ในสายทางธรรม มักมีคตินิยมว่า การนั่งนิ่งในสมาธินานๆ คือ ผู้เข้าฌานและบรรลุธรรม หรือการทำแบบนั้นอย่างนั้นต่างหากที่เรียกว่าการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติแบบอื่นไม่อาจที่จะเรียกได้ว่าเป็นการปฏิบัติธรรม

ขึ้นชื่อว่า การปฏิบัติธรรม คติของผมมองว่าทุกวัดทุกอาจารย์สอนไปในทางกุศลทั้งหมด เพียงแต่เทคนิคอาจจะแตกต่างกัน แต่ผลของการปฏิบัตินั่นต่างหากที่สำคัญ ถ้าผลของการปฏิบัติออกมาแล้ว ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งทุกข์ หรือไม่สามารถปล่อยวางอะไรได้เลยนั้น มันก็จะทำให้การปฏิบัตินั้นสูญเปล่า การปฏิบัติแบบการเคลื่อนไหวจะทำให้เราเห็นความคิด เห็นจิตใจ เมื่อเห็นแล้วจะรู้ตามความเป็นจริงแบบที่เราจะไม่ทุกข์อีกต่อไป เพราะความคิดนี่เอง คือต้นเหตุสืบสายไปจนถึงการปรุงแต่งทางจิตวิญญาณต่อไป

อ่านต่อฉบับหน้า

 

สมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/466247

สมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เปิดสนามวันนี้ หลังจากผ่านพ้น 1 เดือนแห่งการสูญเสียในหลวงอันเป็นที่รักยิ่ง ทั่วทั้งแผ่นดินล้วนเศร้าโศก ขอน้อมนำพระราชดำรัสที่พระองค์ได้ชี้แนะทางสว่างให้เป็นหนทางในการดำรงชีวิตตลอดไป

องค์แรก พระกำลังแผ่นดิน หรือสมเด็จจิตรลดา ที่พระองค์ได้สร้างเพื่อพระราชทานแก่ทหาร ตำรวจและข้าราชการ กล่าวได้ว่าเป็นพระเครื่ององค์เดียวที่พระเจ้าแผ่นดินสร้างและไม่ได้มีพิธีพุทธาภิเษกเหมือนพระเครื่องทั่วไป โดยสร้างและพระราชทานระหว่างปี 2508-2513 พระองค์จะพระราชทานโดยตรงทุกองค์และจะมีใบกำกับพระว่าพระราชทานให้กับผู้ใด พระสมเด็จจิตรลดา เป็นพระเครื่องทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ขอบองค์พระด้านหน้าทั้ง 3 ด้าน เฉียงป้านออกสู่ด้านหลังเล็กน้อย มี 2 ขนาดพิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ กว้าง 2 เซนติเมตร สูง 3 เซนติเมตร พิมพ์เล็ก กว้าง 1.2 เซนติเมตร สูง 1.9 เซนติเมตร มวลสารที่ใช้ในการสร้างพระสมเด็จจิตรลดามาจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทุกจังหวัดของประเทศไทย มารวมกับเรซิน ผงพระพิมพ์ ดอกไม้ที่บูชาพระแก้วมรกตและที่ประชาชนมาถวาย รวมถึงผงสีจากภาพฝีพระหัตถ์และชันยาเรือใบพระที่นั่ง เป็นต้น โดยทรงนำมาบดเป็นผง รวมกับเส้นพระเจ้า คลุกกับกาวเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วกดเป็นองค์พระด้วยพระหัตถ์ องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพระดูง่าย เนื้อฉ่ำ อยู่ระหว่างปี 2511-2512 ราคาเช่าหาปัจจุบันหลักล้านต้น เป็นของคุณภูวเมศฐ์ ธีรตันติเกียรติ

 

องค์ที่สอง ล็อกเกตทรงผนวช ปี 2508 วัดบวรนิเวศฯ ฉากสีองค์นี้ รับฟังมาว่าเลี่ยมนากเท่านั้นเพื่อแจกข้าราชบริพาร ด้านหลังอุดด้วยมวลสารเดียวกับพระจิตรลดาผสมด้วยเส้นพระเจ้าและจีวร ตอกเลข ๙ และปีที่สร้างบนแผ่นเงินปิดด้วยแผ่นทอง สร้างจำนวนไม่มาก องค์ที่นำมาให้ชมนี้เป็นของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนได้เคยขอชมครั้งแรกเมื่อปี 2534 ซึ่งผู้ใหญ่ท่านนี้ได้รับพระราชทานมาจากในหลวง ปัจจุบันมีของเลียนแบบออกมามากมายครับ

องค์ที่สาม สุดยอดพระเมฆสิทธิ์จากหลวงปู่ทับ วัดอนงค์ ยอดเกจิอาจารย์การเล่นแร่แปรธาตุ หลวงปู่ใช้การเพ่งกสิณไฟ ในการหลอมเนื้อพระเมฆสิทธิ์ ซึ่งทำให้ความร้อนในการหลอมพระเนื้อเมฆสิทธิ์นั้นคงที่ และสุดท้ายจะซัดด้วยผงตะไบทองแดงทำให้วรรณะของพระจะปรากฏสีแดงและมีจุดแดงในองค์พระเป็นจุดในการพิจารณา แม้แต่หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ยังมาขอแลกเปลี่ยนวิชาจากท่าน และนอกจากนี้ยังมีคำกล่าวว่าหากบูชาพระเมฆสิทธิ์คู่กับพระราหู กะลาตาเดียวของหลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง จะเป็นการเสริมดวงและแก้เคล็ดสำหรับคนดวงตกด้วย พระเมฆสิทธิ์ยังบอกถึงดวงผู้ที่บูชาได้ หากดวงตกสีของเมฆสิทธิ์จะเปลี่ยนเป็นสีดำ โบราณว่าให้นำพระเมฆสิทธิ์ไปแช่ในน้ำสะอาดแล้วนำมาพรมเพื่อเปลี่ยนดวง ความอัศจรรย์ของพระเมฆสิทธิ์เมื่อเราถูพระจนวรรณะออกขาว แล้วนำไปแช่น้ำร้อนผิวจะกลับมาเป็นดั่งเดิม นำมาให้ชมทั้งพิมพ์หลวงปู่ศุขแบบพิเศษซึ่งหาชมได้ยากและพิมพ์ปิดตา เนื้อหาดูง่ายเพื่อเป็นแนวทางในการสะสม ราคาเช่าหาในปัจจุบันตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนครับ

องค์สุดท้าย เหรียญหลวงปู่ดูลย์ วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ เนื้อทองคำ ปี 2526

จัดสร้างโดยพระครูสถิตสารคุณ สร้างพร้อมกับเหรียญเเซยิด เเต่รุ่นนี้สร้างเพื่อที่จะใช้เเจกในคราวหลวงปู่มีอายุครบ 97 ปี เเต่หลวงปู่ท่านได้ละสังขารเสียก่อน จำนวนการสร้างไม่ทราบจำนวนเเน่ชัด เข้าใจว่าน้อยมาก มีสองเนื้อ คือ เนื้อทองคำเเละเนื้อเงินลงยา เหรียญรุ่นนี้ถึงเเม้จะไม่ทันเเจกตามกำหนด เเต่ทันหลวงปู่อธิษฐานจิตครับ

จากกันด้วยพระบรมราโชวาทจากในหลวงในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 25 ก.ค. 2506 ครับ “การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าที่จริงแล้วคนโดยมากไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้”

 

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/466246

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

สมณศักดิ์

คณะสงฆ์และผู้ที่อยู่ในวงการได้ยินเรื่องที่พูดกันปากต่อปากว่า พระเถระรูปใดจะได้รับการสถาปนาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ใหม่ หลังจากมหาเถรสมาคม (มส.) มีการประชุมเป็นกรณีพิเศษ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2559 โดยมี สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นประธาน ซึ่งการประชุมเป็นกรณีพิเศษนี้มีขึ้นเนื่องจากสำนักราชเลขาธิการ ขอให้คณะสงฆ์ดำเนินการตามปกติในเรื่องพิจารณาพระเถรานุเถระที่สมควรจะได้รับการสถาปนาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ประจำปี แม้ว่าจะเป็นช่วงที่ประชาชนทุกหมู่เหล่า รวมถึงคณะสงฆ์ แสดงความอาลัย บำเพ็ญหิตานุหิตประโยชน์ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ตาม

เมื่อพระเถระประชุมเรื่องนี้เสร็จแล้ว ก็แถลงไม่ได้ จะเปิดเผยได้ก็ต่อเมื่อมีพระบรมราชโองการลงมาก่อนเท่านั้น ซึ่งถือเป็นประเพณีปฏิบัติกันตลอดมา แต่ถึงกระนั้นก็พูดกันว่าพระเถระรูปนั้นๆ จะได้รับการสถาปนาและเลื่อนสมณศักดิ์

สมณศักดิ์ที่จะสถาปนา ได้แก่ ตำแหน่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ที่ว่าง หลังจากเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม มรณภาพ ส่วนตำแหน่งที่จะเลื่อน ได้แก่ เจ้าคณะรอง ที่ว่าง 3 ตำแหน่ง เป็นฝ่ายมหานิกาย 2 และธรรมยุต 1 และตำแหน่งอื่นๆ อีก รวมแล้วประมาณ 90 รูป ขอกระซิบ

การสถาปนาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ เป็นราชประเพณีมาแต่โบราณกาล เป็นราชสักการะที่พระมหากษัตริย์องค์เอกอัครศาสนูปถัมภก พระราชทานแด่พระมหาเถรานุเถระ ผู้ทรงคุณความดี บำเพ็ญหิตานุหิตประโยชน์ แก่สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

วันเกิดสมเด็จสนิท

วันที่ 16 พ.ย. 2559 เวลา 10.00 น. พนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของ พศ.มุทิตาถวายสักการะ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) กรรมการ มส. เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม ณ วัดไตรมิตรวิทยาราม เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 74 ปี พรรษา 53 ในวันพฤหัสบดีที่ 17 พ.ย. 2559

พระธรรมโพธิมงคล ตรวจงานพุทธมณฑล

 

ปรับภูมิทัศน์พุทธมณฑล

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2559 ณ บริเวณด้านหลังอาคาร พศ.หลังใหม่ พุทธมณฑล จ.นครปฐม พระธรรมโพธิมงคล (สมควร ปิยสีโล) เจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี เจ้าคณะภาค 14 พร้อมด้วย ประดับ โพธิกาญจนวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานพุทธมณฑล และโฆษก พศ. ตรวจเยี่ยมการดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่พุทธมณฑล ทั้งนี้ ประดับ กล่าวว่า การดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์พุทธมณฑลนั้น เป็นการดำเนินการตามแผนอนุรักษ์และพัฒนาพุทธมณฑล ระยะ 20 ปี เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก ตามดำริของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ซึ่งแผนดังกล่าวขณะนี้ได้ร่างเสร็จแล้ว และได้รับความร่วมมือจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่งผู้เชี่ยวชาญมาตรวจพิจารณาแผน

พระธรรมโพธิมงคล กล่าวว่า สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ มอบหมายให้เป็นผู้ดูแลการก่อสร้างอาคารปฏิบัติธรรมขนาดใหญ่ในพุทธมณฑล โดยกำหนดจะสร้างเป็นอาคาร 2 ชั้น สามารถรองรับผู้ปฏิบัติธรรมได้ 5,000 คน ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 7 เดือน

 

ชนะเป็นมาร หรือมารชนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/465014

ชนะเป็นมาร หรือมารชนะ

โดย…ส.คนจริง

แรกทีเดียวพาดหัวบทความว่า แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร เพื่อจะบอกผู้อ่านว่าผู้ชนะตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกันคนนี้กลายเป็นมาร สมกับสุภาษิตไทยว่าแพ้เป็นพระชนะเป็นมาร เพราะโดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นผู้ร้ายในสายตาคนที่ไม่ชอบที่มีอยู่ทั้งในอเมริกา และบางส่วนในโลก แต่พออ่านพาดหัวข่าวหนังสือ พิมพ์ทั่วโลก จึงตัดใจเปลี่ยนหัวข่าวว่า ชนะเป็นมาร หรือมารชนะ เพราะอารมณ์พาดหัวข่าว นสพ.ทั่วโลก ล้วนแต่บอกว่าชัยชนะของทรัมป์ เหมือนมารมีชัย ก่อให้เกิดความหวาดกลัว เช่น นสพ.ของสหรัฐ New York Daily News พาดหัวข่าวว่า House of Horrors ทำเนียบแห่งขนหัวลุก โดยมีธงชาติอเมริกากางเต็มผืนตรงกลางหน้าหนังสือพิมพ์ ขณะที่หนังสือ พิมพ์ Le Journal de Montreal แห่ง Canada พาดหัวว่า Oh My God พร้อมทั้งรูปทรัมป์ The Times แห่งอังกฤษ พาดหัวว่า Trump Surge พายุทรัมป์ถล่ม The New Zealand Herald พาดหัวข่าวว่าอเมริกาที่รัก ไม่ คุณทำไม่ได้

The Daily Mail พาดหัวว่า TRUMPQUAKE (ทรัมป์ทำให้ไหว เหมือนแผ่นดินไหว) The guardian ว่า ทรัมป์ ชนะ ตอนนี้โลกคอยอยู่ Daily Mirror พาดหัวว่า ประธานาธิบดี ทรัมป์ ข้อความต่อมาว่า พวกเขาทำอะไรกัน? พร้อมกับมีภาพเทพีเสรีภาพยก 2 มือ ปิดหน้า (ด้วยความอาย) The Sun ว่า ซิมสันส์ คนเขียนการ์ตูนตลกเมื่อ 16 ปี ทำนายว่า Donald จะเป็นประธานาธิบดีปรากฏว่าทางโซเชียลมีเดียทั่วโลกพูดถึงคำทำนายตลกๆ นี้ เพราะวันนี้ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีจริงๆ (ทายตลกๆ แต่จริง ไทยว่าถ้าเป็นหมอดูก็แม่นแท้ๆ) หนังสือพิมพ์ USA Today พาดหัวว่า President Trump พร้อมกับขยายความว่าเป็นชัยชนะที่หัวเสียและงงงวย

ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐ Donald Trump วัย 70 ปี นายทุน หรือเศรษฐีด้านอสังหาริมทรัพย์จากแมนฮัตตัน สร้างความสะเทือนไปทั่วโลก เหมือนแผ่นดินไหวใหญ่ สะเทือนทั้งสองฝั่งแอตแลนติกทีเดียว ทั้งนี้เขาไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่นักเลือกตั้ง แต่เป็นนักธุรกิจ เป็นเจ้าพ่อสื่อมวลชน รวมทั้งเคยล้มละลายมาแล้วด้วย ส่วนพาดหัว นสพ.ไทย ก็ไม่ต่างจาก นสพ.ต่างประเทศ ล้วนแต่บอกอารมณ์ช็อกโลก ที่ทรัมป์ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เหนือความคาดหมายทั้งสิ้น ทั้งนี้ ก่อนลงคะแนนมีการคาดการณ์ว่าฮิลลารี คลินตัน จะชนะแน่นอน เพราะสื่อต่างๆ และโพลทำนายไปในทิศทางเดียวกัน โดยคาดว่าคนอเมริกันไม่เอาคนอย่างทรัมป์ ที่มีพฤติกรรมและคำพูดไม่เหมาะสม แต่ผลออกมาทรัมป์มีชัย พลิกล็อกทั้งโลก คนไม่ชอบหรือผิดหวังจึงชุมนุมประท้วงหลายรัฐหลายเมืองเป็นปรากฏการณ์ที่นานๆ เห็นกันสักครั้งในประเทศที่อวดอ้างเป็นประชาธิปไตยขนาดใหญ่ของโลก

คนที่ประท้วง ทำด้วยความโกรธ จึงไม่สนคำมั่นสัญญาในทางบวก ที่ทรัมป์พูดหลังจากได้รับชัยชนะว่าจะเริ่มงานทันที เพื่อประชาชนชาวอเมริกันและจะทำงานด้วยความหวัง พร้อมทั้งอธิบายถึงแผนงานว่าจะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งใน 100 วัน ซึ่งเป็นสัญญาที่ให้กับผู้ลงคะแนนชาวอเมริกัน

อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปโลกจะเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีอะไรพลาดพลั้งดังพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ Daily Telegraph ของออสเตรเลีย ว่า W.T.F. Will Trump Flourish…or fail ทรัมป์ จะรุ่ง หรือร่วง

 

เหตุเกิด… ที่คีรีวง นครศรีฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/465013

เหตุเกิด... ที่คีรีวง นครศรีฯ

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนที่มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา… ขณะนี้อยู่ในห้วงเวลาแห่งการแสดงความไว้อาลัยแด่การเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์… พ่อหลวงของชาวไทย จากการจัดงานปฏิบัติธรรมเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล เมื่อ ๒๓ ต.ค. ๒๕๕๙ ณ พระอุโบสถหลวง วัดระฆังโฆสิตาราม …เป็นที่ปีติยินดียิ่งของศาสนิกชนที่มาร่วมงานจำนวนหลายพันคน คณะกรรมการจัดงานจึงได้มีมติให้จัดงานสมาทานรับวิปัสสนากรรมฐาน ครั้งที่ ๒ โดยจะกำหนดจัดให้มีงานปฏิบัติธรรม พลีบุญอุทิศน้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช …ในวันเสาร์ที่ ๒๑ ม.ค. ๒๕๖๐ณ พระอุโบสถหลวง วัดระฆังโฆสิตาราม ตั้งแต่เวลา ๐๗.๐๐-๑๐.๓๐ น. ขอสาธุชนได้ติดตามข่าวสารเรื่องดังกล่าวต่อไป

กลับมาติดตามเรื่อง… เหตุเกิด…ที่คีรีวง นครศรีฯ …จริงๆ แล้วต้องตัดสินใจหลายครั้งว่าจะเขียนดีหรือไม่เขียนดี ด้วยเป็นเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความสลดใจของชาวบ้านที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง

จากการที่มีคนร้ายเข้าไปทำลายและวางเพลิงเผาเสนาสนะวัดอย่างจงใจกระทำ ซึ่งมันไม่เคยเกิดปรากฏเรื่องแบบนี้ในเขตแดนบ้านเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นนครแห่งพระพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ในอดีต แม้ในปัจจุบันชาวบ้านชาวเมืองนครศรีธรรมราช ก็ยังภาคภูมิใจ ดังคำขวัญที่ว่า… เราชาวนคร อยู่เมืองพระ มั่นอยู่ในสัจจะ ศีลธรรม กอปรกรรมดี…

หลังจากชาวบ้านที่เป็นคณะศรัทธาของวัดได้ไปแจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอลานสกา นครศรีฯ …การสืบสวนทั้งทางปิดและเปิดจึงเกิดขึ้น ด้วยความรับผิดชอบของผู้กำกับตำรวจภูธรอำเภอลานสกา นครศรีฯ …จึงนำไปสู่การออกหมายเรียกบุคคลผู้ต้องสงสัยไปสอบสวน… ประกอบการสอบข้อเท็จจริงจากทั้งพระภิกษุและสิ่งแวดล้อมในสังคมหมู่บ้าน… โดยเฉพาะชาวคีรีวง หมู่ ๑๐ ท้องที่ตั้งวัดป่าเขาขุนน้ำฯ ในเบื้องต้นไม่พบเหตุความขัดแย้งใดๆ ระหว่างพระภิกษุ-วัด และชาวบ้านในพื้นที่… ในทางตรงข้ามกลับพบความศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อวัดแห่งนี้ ที่ก่อตั้งวัดมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐… บนที่ดินมีเอกสารสิทธิ น.ส. ๓ ก.ถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยการจัดซื้อที่ดินถวายของคณะศรัทธาใน จ.นครศรีธรรมราช ที่ปรารถนาให้มีวัดพระป่ากรรมฐาน ในจังหวัดแห่งนี้

 

แต่จากการสอบทางลึก กลับพบสาเหตุที่ไม่ควรเป็นสาเหตุถึงขั้นให้คิดวางแผนเผาทำลายวัด …โดยทราบจากผู้ชี้เบาะแสว่า… มีบุคคลในพื้นที่บางคนไม่พอใจที่พระภิกษุท่านห้ามตัดไม้ในเขตติดต่อกับวัด…ที่เป็นเขตอภัยทาน…

จึงได้มีการอายัดตัวผู้ต้องสงสัย ภายหลังการสอบปากคำเบื้องต้นแล้ว เพื่อทำการสอบสวนขยายผลต่อไป เพราะผู้ใหญ่หลายท่านไม่เชื่อว่า… เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นด้วยเพียงแค่สาเหตุตามที่กล่าว ทั้งนี้เพราะพื้นที่ อ.ลานสกา …มีข่าวออกมาเป็นระยะในเรื่องยาเสพติดที่ซุกซ่อนตามภูมิประเทศที่เป็นภูเขา อาวุธสงคราม …กลุ่มอิทธิพลตัดไม้ทำลายป่าบนภูเขาหลวงฯ… เรื่องดังกล่าวปรากฏเป็นข่าวสารทางสื่อมาโดยตลอดในห้วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ที่ทลายแก๊งยาเสพติดมีอาวุธสงครามบนภูเขาย่านนี้… และอีกข่าวที่แพร่อยู่ในโลกโซเชียล คือ อิทธิพลนักการเมืองท้องถิ่นกับการขุดภูเขา ตัดไม้ทำลายป่า จนถึงการเปิดบ่อนการพนันของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ที่เขียนเผยแพร่โดยอดีตนายอำเภอลานสกา ปัจจุบันย้ายไปดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดแถวภาคกลาง… จึงได้นำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อสอบขยายผลต่อไปในทุกประเด็นที่อาจจะนำไปสู่เหตุการณ์บุกทำลายและลอบวางเพลิงเผาเสนาสนะของวัดป่ากรรมฐาน ที่ตั้งอยู่บนขุนเขาต้นน้ำ เหนือหมู่บ้านคีรีวงแห่งนี้… (ติดตามต่อไป)

เจริญพร

 

รักษาศีล 5 ได้ เป็นเศรษฐี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/465011

รักษาศีล 5 ได้ เป็นเศรษฐี

โดย…สมาน สุดโต

รักษาศีล 5 ได้อานิสงส์แน่ๆ คือความเป็นเศรษฐีเป็นคำพูดที่พระอาจารย์จาจอย กิตฺติปาโล เจ้าอาวาสวัดไทยวัฒนาราม ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก เทศน์โปรดญาติโยมทุกวันพระ ตามนโยบายคณะสงฆ์ที่ประกาศส่งเสริมหมู่บ้านรักษาศีล 5 ทั่วประเทศ ผู้คนรอบๆ วัด ที่เป็นทั้งชาวไทย ชาวกะเหรี่ยง ชาวมอญ และไทยใหญ่ จึงหันหน้าเข้าวัดและช่วยวัดสม่ำเสมอ

พระอาจารย์จาจอย ซึ่งเป็นพระไทย แต่สำเนียงการพูดหนักไปทางไทยใหญ่ ทำให้ฟังยาก เช่นเมื่อถามชื่อพระอาจารย์ก็บอกตามสำเนียงท้องถิ่น ผมก็เขียนไม่ถูก ท่านก็สะกดให้ฟังเป็นภาษาไทยว่า จ.จาไม้อี (เสียงตามเครื่องอัดเสียง) ฟังแล้วก็เขียนไม่ได้ ท่านจึงเขียนให้ว่า จาจอย กิตฺติปาโล คือ ชื่อพระอาจารย์ เจ้าอาวาส

วันที่ผมไปที่วัดคือวันที่ 23 ต.ค. 2559 วันโกนตอนเช้าได้ยินเสียงจากเครื่องขยายเสียง น่าจะเป็นภาษากะเหรี่ยง หรือไทยใหญ่ โดยมีผู้ชายชุดขาว หลายคน ใส่ทีเชิ้ต สกรีนคำว่าอุปะตะก่า วัดไทยวัฒนาราม แบ่งเป็น 3 คณะ อยู่เป็นกลุ่ม เพื่อเดินชักชวนคนทำบุญ โดยตีกังสดาลนำ เขาบอกว่าเป็นกิจกรรมทุกวันโกน

พระพุทธรูปหินอ่อนในศาลา ศิลปะเมียนมา

 

พระอาจารย์จาจอย อายุ 66 ปี เจ้าอาวาสองค์ที่ 4 ของวัด บอกว่า ทุกวันโกนจะมีอุปะตะก่ามาช่วยงาน รวมทั้งหาเงิน หาปัจจัยมาช่วยวัด รุ่งขึ้นวันพระจะมีอุบาสกอุบาสิกาเต็มวัด เพื่อทำบุญและทำสมาธิบนศาลาใหญ่ แต่ละคนมาเอาศีล 5 ซึ่งพระอาจารย์จะเทศน์ให้ฟังว่าเอาศีล 5 แล้วเป็นเศรษฐีทุกคน

ถ้าใครไม่เชื่อก็ให้เอาศีล 5 ไปปฏิบัติ จะรู้เองว่าทำคนให้เป็นเศรษฐีได้ ศีล 5 ประกอบด้วย ปาณาติปาตา เวรมณี ห้ามเบียดเบียนและฆ่าสัตว์ทุกชนิด อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากลัก ขโมย และทุจริต ฉ้อโกง กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากประพฤติผิดผัวเมียคนอื่น มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากพูดจาโกหก หรือวจีทุจริต และสุราเมรยมัชชปมา ทัฏฐานา เวรมณี เว้นจากดื่มสุราเมรัย ยาเสพติด ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

พระอาจารย์ยังคุยให้ฟังว่าทั้งวัดมีพระภิกษุ 23 รูป สามเณร 23 รูป รวม 46 มีหน้าที่เรียนหนังสือ ทำสมาธิ บำเพ็ญภาวนา และช่วยงานวัดทุกอย่าง

ถาวรวัตถุทางศาสนาพุทธแบบเมียนมาที่วัดไทยวัฒนาราม แม่สอด

 

ส่วนประวัติของวัดนั้น เว็บเพจแนะนำว่า วัดไทยวัฒนาราม แห่งนี้ เป็นวัดในพระพุทธศาสนานิกายมหายานของชาวไทยใหญ่ ศิลปะต่างๆ ที่ตกแต่งประดับประดาทั้งหลายแหล่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศเมียนมาสร้างเมื่อปี 2400 โดย ม้ง เป็นชาวเมียนมารัฐฉาน ที่อพยพ ครอบครัวมาอาศัยอยู่ที่ อ.แม่สอด และได้เป็นผู้ใหญ่คนแรกของหมู่บ้านแม่ตาว ต่อมาได้รับพระราชทานนามว่า หมื่นอาจกำแห่งหาญ

ในปี 2500 ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้เป็นวัดพระพุทธศาสนาในสังกัดกรมศาสนา (ในขณะนั้น)

ที่สะดุดตาอันดับแรกที่เข้าวัดคือซุ้มประตูแบบเมียนมาที่มียอดเป็นชั้นๆ เหมือนปราสาท หรือวังของเมียนมาเข้าไปในวัดจะพบศาลาใหญ่ อุโบสถแบบเมียนมา สิงห์โตขนาดใหญ่ 1 คู่ แบบวัดในเมียนมาที่สร้างจากทองเหลืองงามสง่า ไม่ใช่แต่เท่านั้นยังมีหงส์คู่ ที่เห็นเป็นสัญลักษณ์เมืองหงสาวดีด้วย

บนศาลาที่ประชาชนมาทำบุญแน่นทุกวันพระ มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์หลายองค์ล้วนแต่เป็นพระพุทธรูปหินอ่อนแบบเมียนมาทั้งสิ้น ศาลาเป็นอาคาร 2 ชั้น ด้านหน้าประดับด้วยปูนบั้นลายจำหลักไม้เสาของศาลาทุกต้นเป็นเสากลมประดับด้วยกระจกมีโลหะปิดทองลายก้านขดฝังด้วยเม็ดหยกภายในเป็นที่เก็บเครื่องโต๊ะบูชา ตู้พระธรรม เครื่องดนตรีที่เป็นศิลปะแบบเมียนมา

คณะอุปะตะก่า ที่ช่วยวัดหาปัจจัยทุกวันโกน

 

ในวัดมีพระพุทธมหามัยมุนี ซึ่งเป็นองค์ที่จำลองมาจากมัณฑะเลย์ สหภาพเมียนมา เป็นพระพุทธรูปที่ประชาชนศรัทธาเลื่อมใสกันมากประดิษฐานในวิหาร ที่มีลักษณะคล้ายพระราชวังของกษัตริย์เมียนมา คือมีหลังคาเรียงซ้อนลดหลั่นกันลงมา 7 ชั้น ชั้นสุดประดับด้วยฉัตรสีทอง สวยงามยิ่ง พระพุทธรูปปางไสยาสน์ (พระนอน)

ถัดจากพระอุโบสถเป็นศาลาเปิดโล่ง ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ (พระนอน) ขนาดใหญ่มีความยาว 93 ศอก สร้างด้วยปูนปั้นเป็นลักษณะของศิลปะเมียนมาใหญ่ที่สุดใน จ.ตาก และใหญ่เป็นที่ 2 ของประเทศรองจากพระนอนวัดพระนอนจักรสีห์ สิงห์บุรี

นอกจากนั้น ยังมีศาลาใหญ่เป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ของวัด ผู้เขียนดูแต่ด้านนอก เพราะไม่มีเวลา เกรงว่าคณะที่ไปเมียนมาด้วยกัน ในนามชมรมโพธิคยาวิชชาลัย 980 ยังพักผ่อนที่โรงแรม
เซ็นทารา แม่สอด จะตามหา จึงไปสมทบ เพื่อเดินหน้าตามรายการของการสำรวจเส้นทางธรรมยาตรา วันสุดท้ายก่อนกลับ กทม.

 

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/465010

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

โดย…ราช รามัญ

ปี 2524 ผมจะต้องบรรพชาในวันที่ 1 เม.ย. แต่ปรากฏว่าเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น เลยต้องเลื่อนออกไปในวันที่ 3 เม.ย. 2524 หลังจากสถานีวิทยุกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ โดนยิงเสาอากาศวิทยุหัก บรรพชาที่วัดเบญจมบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพฯ โดยมี สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (มหานิกาย) เป็นพระอุปัชฌาย์ แม้ในส่วนความชอบจะใฝ่ในธรรมยุติกนิกายมาแต่เล็กแต่น้อยก็ตาม เพราะเป็นพระสายปฏิบัติ ก็ไม่อยากขัดใจผู้เป็นมารดา

การบิณฑบาตเป็นไปอย่างสบายมาก เพียงแค่ข้ามธรณีประตูวัดทางฝั่งตรงข้ามกับคลองก็มีรถยนต์มากมายมาจอดรอใส่บาตร เมื่อได้เต็มบาตรก็ต้องกลับเข้าวัดทันที บางวันโชคไม่ดีนกพิราบบินแล้วถ่ายมูลใส่หัวสามเณรก็มีบ่อยครั้ง

ผ่านไป 5 วัน มารดามารับไปบ้านที่ ส.ภาณุรังษี บางกรวย เพื่อไปหาหลวงพ่อรูปหนึ่งที่แม่เคารพมาก ท่านมีนามว่า หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ วัดสนามใน บางกรวย นนทบุรี หลวงพ่อท่านพูดไทยไม่ชัด ฟังไม่ค่อยสะดวกแต่พยายามฟัง ในวันนั้นท่านถามผมว่า

“เณรมาอยู่ที่วัดนี้ไหม”

ผมบอกไปตามประสา ว่า

“ไม่อยู่…วัดมีแต่ต้นไม้กับท้องร่อง (แบบสำหรับทำสวน)

วัดผมวัดหลวงใหญ่กว่า พระอาจารย์ผมเป็นพระมียศนะ เป็นสมเด็จด้วย”

หลวงพ่อเทียนรูปนี้ได้แต่จ้องมองตาเขม็งมองมาที่ผม แต่สอดด้วยนัยแห่งรอยยิ้มแห่งความเมตตา แล้วท่านเดินมาจับแขนบีบเบาๆ พร้อมกับถามว่า

“รู้สึกตัวไหม ลูกเณร”

นึกในใจ…นี่สามเณรไม่ใช่คนตาย จะไม่รู้สึกได้อย่างไร จากนั้นเดินไปที่พื้นกลางวัด มีคนนั่งหลบอยู่ใต้ผ้าใบกันแดดด้วยการนั่งยกมือไปมา แปลกๆ ไม่เคยเห็น มารดาบอกนี่คือการปฏิบัติธรรม ชอบไหม ผมบอกว่า ยกมือแบบนี้เหาะไม่ได้ ไม่ชอบ ชอบแบบมีปาฏิหาริย์ สุดท้ายกลับออกมาจากวัดสนามใน ร่นไปดุสิตถิ่นเดิม นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตที่ได้พบกับหลวงพ่อเทียน

ครั้นในวัยต่อมามีโอกาสอุปสมบทอีกคราว ครานี้เลือกธรรมยุติกนิกายได้ตามที่ใจปรารถนา การปฏิบัติธรรมด้วยรูปแบบสมาธินั่งตรงตัวแข็งฝึกมานานแล้ว แต่ไม่เห็นได้อะไรเสียทีนอกจากอาการนิ่ง ราวกับผี เดินแข็งทื่อ โยมแม่จึงบอกว่าควรไปฝึกกับหลวงพ่อเทียน เพื่อให้เกิดภาวะแห่งปัจจุบันขณะ ด้วยการเจริญสติ

แต่วันนั้นที่ไป ไม่มีแล้วหลวงพ่อเทียน มีแต่หลวงพ่อทอง และหลวงพ่อสมบูรณ์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อเทียน ทั้งสองท่านมีเมตตามาก แนะนำในแนวการปฏิบัติของหลวงพ่อเทียนให้อย่างละเอียด แนวทางการปฏิบัติเจริญสติของหลวงพ่อเทียนบอกได้เลยว่า เป็นการปฏิบัติที่สามารถทำให้ใจตื่นรู้ได้อย่างแท้จริง เป็นการปฏิบัติลดความทุกข์ให้น้อยลงจริง

คำว่า รูปนาม ที่เราคุ้นเคยจากการท่องจำมาจากตำราคัมภีร์ เมื่อมาเจอสภาพสภาวะจริงๆ แล้วเป็นอย่างนี้เองจากการท่องจำ กายนั้นเป็นรูป นามนั้นเป็นใจ หรือจิต แต่เมื่อปฏิบัติจึงทำให้เราทราบอย่างชัดเจน ขณะที่มือของเราเคลื่อนไหวนั้นมันเป็นเพียงกายหรือรูปเคลื่อนไหว ใจก็นิ่งสงบแบบใจของเขาไป จึงทำให้เขียนโศลกธรรมได้ขึ้นมาว่า

“กายไหว ใจสงบ”

กายที่เคลื่อนไหวก็ไหวไป ใจก็คือใจ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องติดพันกันและกัน ไม่มีอะไรที่จะต้องมาร้อยรัดกัน เป็นอิสระจากกัน แต่ทำงานร่วมกัน

“พยายามเอาความรู้สึกตัวให้ชัด เอาสติมารู้ แต่รู้แล้วอย่ายึดว่ามันเที่ยงแท้ รู้แล้วปล่อยนะ รู้แล้วปล่อย”

เป็นคำของหลวงพ่อสมบูรณ์ ท่านสอนไว้ เชื่อแล้วจริงๆ ว่า ความคิดก็ส่วนความคิด และเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวงล้วนมาจากความคิดทั้งสิ้น หลวงพ่อเทียนท่านจึงพูดเสมอว่า เมื่อแมวเห็นหนู ก็จะจับทันที หลายคนอาจสับสนว่า ไม่ให้คิดแล้วจะทำการงานได้อย่างไร คำตอบ คือ ความคิดที่มีความรู้สึกตัว มีสติกำกับ จะคิดทีละเรื่องไม่ใช่คิดไปทีละหลายเรื่องในเวลาไม่ถึง 5 นาที จะคิดแต่สิ่งที่อยู่ตรงเฉพาะหน้าตรงนี้เท่านั้นจริงๆ เมื่อเข้าใจชัดแล้วว่า กายใจตัดขาดจากกัน แต่ทำงานร่วมกันเพื่อการดำรงอยู่ สิ่งที่เราจะเบาลงเองโดยอัตโนมัติ คือ ความทุกข์ จากการปรุงแต่งทางความคิดและความคิดที่ทำให้เราเป็นทุกข์เพราะการรับรู้ในบางสิ่ง โดยที่เราไม่ต้องไปพยายามที่จะทำให้ใจคิดบวก แต่มันจะไม่ลบไม่บวกด้วยของตัวจิตใจเองอย่างนั้นจริงๆ

อ่านต่อฉบับหน้า

 

‘เหรียญทรงผนวชพลังแผ่นดิน’ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/465009

‘เหรียญทรงผนวชพลังแผ่นดิน’ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โดย…เอกชัย จั่นทอง

สำหรับพระเครื่องที่เกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชต้องยกให้ พระสมเด็จจิตรลดา หรือ “พระกำลังแผ่นดิน” ถ้าไม่ผิด ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จะเป็นผู้ขนานพระนามตามพระนามของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คำว่า “ภูมิ” แปลว่า “แผ่นดิน” ส่วนคำว่า “พล” แปลว่า “กำลัง” จึงเป็นที่มาของพระนาม “พระสมเด็จจิตรลดา” ว่า “พระกำลังแผ่นดิน”

นอกจากนี้ ยังมีเหรียญที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง อันเป็นที่นิยมสูงสุด คือ “เหรียญทรงผนวช” มีค่านิยมไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้วัดบวรนิเวศวิหารสร้างเหรียญทรงผนวชเป็นที่ระลึก เมื่อ พ.ศ. 2508 โดยมีข้อความด้านหลังเหรียญว่า “เสด็จฯ สมโภชพระเจดีย์ทองบวรนิเวศ 29 สิงห์ 2508 ในมงคลสมัยพระชนมายุเสมอสมเด็จพระราชบิดา” แต่เชื่อว่าเหรียญดังกล่าวคงหายากและราคาสูงอยากจะเช่าหามาบูชาได้

ด้วยความศรัทธาของประชาชน มูลนิธิรวมพลังคนรักแผ่นดิน ซึ่งมี พล.อ.วันชัย นิลเขียว อดีตเจ้ากรมสวัสดิการทหารบก และอดีตนายสนามมวยเวทีลุมพินี เป็นประธานมูลนิธิ ได้จัดสร้าง “เหรียญที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงผนวช พลังแผ่นดิน” เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในอภิลักขิตสมัยมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. 2557 เป็นมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 87 พรรษา เพื่อเป็นสิริมงคลของปวงชนชาวไทย

โดย พล.อ.วันชัย บอกว่า ในอดีตที่ผ่านมา เหรียญในหลวงทรงผนวช ปัจจุบันมีค่าราคาสูงมาก รวมทั้งหายาก มูลนิธิจัดทำเหรียญดังกล่าวเพื่อเป็นที่บูชาสักการะ ในครั้งนี้เป็นอีกวาระหนึ่งในโอกาสอันดีที่มูลนิธิจัดสร้างเหรียญที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงผนวช พลังแผ่นดิน ขึ้นบูชาอีกครั้ง โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำรายได้ทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อบริจาคแด่โรงพยาบาลสงฆ์

เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2508 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พระชนมายุเสมอ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก โดยทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการกุศล 4 อย่าง อันเรียกว่า “จาตุรงคมงคล”

“อนึ่ง วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ขอพระบรมราชานุญาตสร้างเหรียญพระบรมรูปทรงผนวช ซึ่งมีพระเจดีย์อยู่อีกด้านหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานจาตุรงค มงคลครั้งนี้ เหรียญที่สร้างชิ้นนี้มีรูปกลมขนาดเหรียญบาท ด้านที่มีพระบรมรูปทรงผนวชมีพระปรมาภิไธย ซึ่งเป็นลายพระราชหัตถเลขาทรงไว้ในสมุดทะเบียนวัดว่า ‘ภูมิพลอดุลยเดช ภ.ป.ร. ภูมิพโล’ อยู่ภายใต้พระบรมรูป เบื้องบนมีอักษรว่า ‘ทรงผนวช 2494’

ข้อความด้านบนเป็นบันทึกที่ทางวัดบวรนิเวศวิหารได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดสร้าง ‘เหรียญพระบรมรูปทรงผนวช’ และนำเข้าพิธีพุทธาภิเษกพร้อมกับ ‘พระพุทธรูป ภปร.’ เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2508 ซึ่งเป็นไปตามบันทึกของวัดบวรนิเวศ ที่ระบุรายละเอียดการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างเหรียญพระบรมรูปทรงผนวชอย่างชัดเจน

ส่วนอีกด้านหนึ่งมีรูปพระเจดีย์วัดบวรนิเวศ มีอักษรเป็นวงกลมล้อมรอบเหรียญว่า ‘เสด็จฯ สมโภชพระเจดีย์ทองบวรนิเวศ ในมงคลสมัยพระชนมายุเสมอสมเด็จพระราชบิดา 29 สิงห์ 2508’ และเหรียญทั้งหมดก็ได้นำเข้าในพิธีพุทธา ภิเษกใน วันที่ 27 ส.ค. 2508

ตามที่วัดบวรนิเวศขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดสร้างเหรียญพระบรมรูปทรงผนวช ดังได้ยกบันทึกของวัดบวรฯ มาอ้างอิง มีกำหนดการประกอบพิธีเป็นเวลา 3  วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 27-29 ส.ค. 2508

ในพระราชพิธีพุทธาภิเษกหล่อพระพุทธรูปปางประทานพร ภปร. และพระกริ่ง ภปร. ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ระหว่างวันที่ 27-29 ส.ค. 2508 ดังกล่าว คือ การพุทธาภิเษกวัตถุมงคลดังกล่าว คือ พระพุทธรูปปางประทานพร ภปร.และพระกริ่ง ภปร.ทั้งหมด ด้วยวิธีการหล่อนำฤกษ์ชนวนโลหะแล้วนำไปสร้างด้วยกรรมวิธีปั๊ม พร้อมสร้างเหรียญพระบรมรูปทรงผนวช และนำมาเข้าพิธีดังกล่าวครบทั้ง 3 วัน

ยิ่งศักดิ์สิทธิ์กว่านั้น เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธี ในวันที่ 27-29 ส.ค. 2508 ทำให้เหรียญพระบรมรูปทรงผนวชรุ่นแรกนี้ได้รับความนิยมสูงมาก ส่วนจำนวนสร้างนั้นไม่ทราบแน่ชัด เนื่องจากวัดบวรนิเวศไม่ได้มีการบันทึกไว้ เข้าใจแต่เพียงว่ามีหลายขนาด ที่ได้รับความนิยม เช่น ขนาดเล็ก ส่วนเนื้อเหรียญที่จัดสร้างมีทั้งทองคำ เงิน อัลปากา ทองแดง และทองเหลือง

สำหรับเนื้อทองแดงและทองเหลืองมีทั้งชนิดกะไหล่ทอง กะไหล่เงิน และกะไหล่นาก แต่มีน้อย พบเห็นได้ยากมาก เป็นเหรียญที่นับวันจะยิ่งทรงคุณค่ายิ่งขึ้น กอปรกับพุทธลักษณะแม่พิมพ์อันสวยงาม ถึงแม้ในสมัยนั้นจำนวนการสร้างค่อนข้างมาก แต่ก็เป็นที่นิยมแสวงหาอย่างสูงตลอดมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

ทั้งนี้ แม้ผู้มีจิตศรัทธาจะไม่สามารถเช่าหาเหรียญทรงผนวช ปี 2508 ได้ด้วยเพราะปัจจัยหลายอย่าง แต่ประชาชนผู้ศรัทธาสามารถร่วมทำบุญกับมูลนิธิรวมพลังคนรักแผ่นดิน เช่าซื้อเหรียญที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงผนวช พลังแผ่นดิน” เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในอภิลักขิตสมัยมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. 2557 มาเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้เช่นกัน

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/465007

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

ประชุมมหาวิทยาลัยเถรวาทที่อินโดฯ

คณะอาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) นำโดย พระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว) ไปประชุมสมาคมมหาวิทยาลัยพุทธเถรวาท ที่ Smaratungga Buddhist College JI Semarang-Solo Central Java Indonesia วันที่ 10-14 พ.ย. 2559

สมหมาย สุภาษิต ที่ติดตามไปด้วย แจ้งว่า การประชุมสมาคมมหาวิทยาลัยพุทธเถรวาท ที่อินโดนีเซีย ประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม มีผู้ร่วมประชุมประมาณ 300 รูป/คน จากมหาวิทยาลัยพุทธเถรวาท 20 มหาวิทยาลัย จาก 18 ประเทศ วันแรกเปิดประชุมโดยสุนทรพจน์ต้อนรับ โดย พระคุณเจ้าพระศรีปัญญาวโรมหาเถระ ผู้แทนพระสงฆ์เถรวาท แห่งอินโดนีเซีย พระคุณเจ้าญาณสุรยะนที มหาเถระ ผู้แทนมหาสังฆ์แห่งอินโดนีเซีย พระคุณเจ้าภิกษุธุตวีระมหาสถาวีระ ผู้แทนมหายานแห่งอินโดนีเซีย โดยมีท่านญาณิสระ ซึ่งเป็นประธาน IATBU เป็นประธาน จากนั้นจะประชุมในหลากหลายหัวข้อ เช่น พระพุทธศาสนากับความหลากหลายทางวัฒนธรรม พระพุทธศาสนากับการทำงานเพื่อสังคม การศึกษาพระพุทธศาสนากับในฐานะการเรียนที่เปลี่ยนถ่าย โบราณสถานทางพระพุทธศาสนา การนำเสนอของอินโดนีเซีย และการนำเสนอภาษาบาลี วันที่ 13 พ.ย. ไปสวดมนต์ที่โบโรพุทโธ ชมวัดเมนดุต งานนี้ทั้งวัน กลับกรุงเทพฯ วันที่ 14 พ.ย. 2559

ในการนี้ พระโสภณวชิราภรณ์ ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ด้วย

 

หลวงพ่อแคล้ว วัดดอนเมือง มรณภาพ

รายงานจากวัดดอนเมือง ว่า พระราชวิสุทธิมงคล (หลวงพ่อแคล้ว สุธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดดอนเมือง พระอารามหลวง และที่ปรึกษาเจ้าคณะเขตดอนเมือง มรณภาพแล้วด้วยโรคชรา เมื่อคืนวันที่ 11 พ.ย. 2559 สิริอายุ 92 ปี 4 เดือน 15 วัน คณะสงฆ์วัดดอนเมืองตั้งศพสวดพระอภิธรรมทุกคืนจนถึง 100 วัน ที่ศาลาการเปรียญของวัด ที่พิเศษคือ 7 วันแรกจะสวดทำนองหลวงถวาย จากนั้นจะสวดพระอภิธรรมตามปกติ

ท่านมีนามเดิมว่า แคล้ว ทับแถม เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 27 มิ.ย. 2467 ที่บ้านเลขที่ 6 บ้านเมืองทองนิเวศน์ ต.สีกัน อ.ดอนเมือง กรุงเทพฯ

บรรพชาเมื่ออายุ 13 ปี วันจันทร์ที่ 24 พ.ค. 2480 ณ วัดช่องลม ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มีพระอธิการแจ่ม วัดช่องลม จ.นนทบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ ศึกษาพระปริยัติธรรม จนสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ

อายุครบ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบท วันอาทิตย์ที่ 19 มี.ค. 2487 ที่วัดดอนเมือง มีพระครูพิศาลวิริยกิจ วัดเทวสุนทร เขตบางเขน เป็นพระอุปัชฌาย์

หลังอุปสมบท ท่านช่วยงานศาสนกิจคณะสงฆ์ในวัดดอนเมือง รวมทั้งยังร่ำเรียนวิทยาคมจากบรรดาพระอาจารย์ที่เป็นศิษย์สืบสายหลวงพ่อพร พุทฺธสโร อดีตเจ้าอาวาสและพระเกจิชื่อดัง ในด้านการสร้างวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลัง ตลอดจนการฝึกปฏิบัติทางด้านจิตตภาวนา จนได้รับการยอมรับว่าท่านเป็นเกจิชั้นครูรูปหนึ่งในแวดวงพระเกจิเมืองไทย

 

เซเว่นฯ เปิดสนามสอบ “ธรรมศึกษา”

ธานินทร์ บูรณมานิต กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ เดินหน้าส่งเสริมการศึกษา พัฒนาคุณธรรม-จริยธรรม จัดโครงการ ซีพี ออลล์ เปิดสอบ “ธรรมศึกษา” ประจำปี 2559 ให้กับพนักงานและประชาชนทั่วไป โดยนิมนต์ พระครูพุทธมนต์ปรีชา ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ตัวแทนแม่กองธรรมสนามหลวง อ่านโอวาทแม่กองธรรมสนามหลวง วันจันทร์ที่ 21 พ.ย. 2559 เวลา 08.00-16.00 น. ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ถนนแจ้งวัฒนะ

ซีพี ออลล์ เป็นบริษัทเอกชนรายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตจากแม่กองธรรมสนามหลวงจัดสอบธรรมศึกษา โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 มีพนักงานบริษัทสอบผ่านธรรมศึกษาระดับชั้นตรี, โท, เอก รวมแล้วกว่า 10,424 คน