ภูฏาน ประเทศเล็กๆ ที่มีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/463817

ภูฏาน ประเทศเล็กๆ ที่มีความสุข

โดย…ส.คนจริง

พระศรีธวัชเมธี (ชนะ ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบุรณะ (วัดเลียบ) เคยเดินทางไปกับคณะมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เพื่อร่วมประชุม เรื่อง ความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH) ที่ประเทศภูฏาน เมื่อปีที่แล้วแต่ยังประทับใจ บอกว่า การที่ประชาชนของประเทศนี้มีความสุข จนกระทั่งองค์การสหประชาชาติประกาศยกย่อง เพราะพระมหากษัตริย์ กับประชาชนทำงานร่วมกัน ประชาชนเชื่อผู้นำ เมื่อพระมหากษัตริย์ต้องการให้ประชาชนทำอะไร รักษาอะไร เขาก็ยินดีปฏิบัติและร่วมมือ ตัวอย่างเช่น การดูแลรักษาป่าไม้ และวัฒนธรรมที่มีพระพุทธศาสนาเป็นแกนหลัก เป็นต้น

นอกจากนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนี้มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย รู้จักแบ่งเวลาเหมือนประชาชนชาวเมียนมา คือ ใช้เวลาไปวัดกี่เปอร์เซ็นต์ อยู่กับครอบครัวกี่เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะวันหยุด ต้องหยุดอยู่กับครอบครัวจริงๆ

การที่ประเทศนี้ใช้ความสุขมวลรวมประชาชนเป็นตัวชี้วัดความเจริญนั้น พระศรีธวัชเมธี กล่าวว่า เท่าที่ทราบสถาบันวางแผนพัฒนาประเทศ หรือ Think Tank ของประเทศนี้เคร่งครัดกับแผนสร้าง GNH อย่างจริงจัง โดยอ้างพระพุทธดำรัสมาเป็นบรรทัดฐานว่า พระพุทธองค์ตรัสเรื่องนี้ว่าอย่างไร ก็นำมาประยุกต์ใช้และปฏิบัติ

ตอนหนึ่งของบทความ เรื่อง Happiness is Real เขียนโดย Eric Weiner ในหนังสือ Bhutan 2009 ที่ไปสัมภาษณ์เจ้าของโรงแรมในภูฏานถึงความหมายของ GNH เขาได้คำตอบมาสั้นๆ ว่า การรู้จักข้อจำกัดของตนเอง และรู้จักพอ

GNH ถูกชี้นำว่าเป็นนโยบายการพัฒนาโดยพระมหากษัตริย์องค์ที่ 4 แห่งภูฏาน พระราชาธิบดี จิกมี ซิงจี วังชุก เมื่อปี 2515 (ค.ศ. 1972) เมื่อพระองค์ทรงประกาศว่าความสุขมวลรวมประชาชาติสำคัญกว่าผลผลิตมวลรวมของชาติ

เดือน ก.ค. 2554 องค์การสหประชาชาติ ผ่านมติ 65/309 เอกฉันท์ ให้บรรจุคำว่า “Happiness” ในวาระการพัฒนาของโลก

ข้อมูลจากบริษัทนำเที่ยวแห่งหนึ่ง ระบุว่า GNH มีหลักการสำคัญ 4 ประการ หรือเสาหลักแห่งความสุขทั้งสี่ (Four Pillars of Happiness) คือ

• ประการที่ 1 การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน (Sustainable Economic Development)

• ประการที่ 2 การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (Conservation of Environment) การพัฒนาใดๆ จะต้องไม่ทำลายความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

• ประการที่ 3 การส่งเสริมและสงวนรักษาวัฒนธรรมประเพณี (Preservation and Promotion of Culture) รัฐบาลก็จะส่งเสริมและให้ชาวภูฏานยึดถือและปฏิบัติตามแบบแผนดั้งเดิมที่เคยทำกันมา เช่น วัฒนธรรมการแต่งกาย การสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ความเชื่อและการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

• ประการที่ 4 การส่งเสริมการพัฒนาธรรมาภิบาล (Good Governance) คือ เน้นให้ชาวภูฏานดำรงชีวิตบนพื้นฐานที่จะช่วยพัฒนาสังคมทั้งระบบให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพโดยยึดถือหลัก 6 ประการ เช่น ความซื่อสัตย์ สุจริต ความมีคุณธรรม จริยธรรม เป็นต้น

นี่คือคำตอบว่า ประเทศเล็กๆ หรือภูฏาน ในหุบเขาหิมาลัย กลายเป็นประเทศที่ประชาชนมีความสุขที่สุดในโลก

 

ระลึกคุณ…บูชาคุณ…พลังแผ่นดิน!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/463816

ระลึกคุณ...บูชาคุณ...พลังแผ่นดิน!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๒๓ ต.ค. ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา พุทธศาสนิกชนจำนวนหลายพันคนที่ล้วนเป็นนักปฏิบัติธรรมได้พร้อมใจกันไปปฏิบัติธรรม เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของชาวไทย…รัชกาลที่ ๙ ในพระบรมราชจักรีวงศ์ โดยมี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เป็นประธานนำพสกนิกรชาวไทยร่วมประกอบศาสนกิจดังกล่าว ณ พระอุโบสถหลวง วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร…

จาก ความกตัญญูกตเวทิตา ที่ชาวไทยได้แสดงออกมาอย่างประจักษ์ต่อสายตาชาวโลก ที่มีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช… นับได้ว่าเป็นพลังอันศักดิ์สิทธิ์ที่ควรแก่การอนุโมทนา… โดยเฉพาะการกล่าวพลีบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลของทุกคนที่มาร่วมปฏิบัติธรรมว่า “…บัดนี้ ด้วยจิตคารวะคุณอันยิ่งในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช… ข้าพเจ้าทั้งหลาย จึงขอน้อมพลีบุญอุทิศถวายแด่พระองค์ท่าน ขอทรงมีพระปีติจิตโสมนัสยินดี ได้ทรงกระทำอนุโมทนาในส่วนบุญกุศลที่สำเร็จด้วยดีแล้วนี้…อันจะนำไปสู่ความไพบูลย์ในทศบารมีของพระองค์ท่าน เพื่อบรรลุความปรารถนาตามพระประสงค์.. เพื่อการตรัสรู้ในพระธรรมคำสั่งสอนที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ดีแล้ว… เทอญ”

จากความสำเร็จอันสูงสุดในการจัดงานปฏิบัติธรรมครั้งประวัติศาสตร์ของศาสนิกชนในครั้งนี้ จึงได้มีมติตามเสียงของสาธุชนว่าควรจะจัดงานปฏิบัติธรรมเพื่อพลีบุญอุทิศแบบนี้อีก โดยน่าจะจัดอีกให้ครบ ๓ ครั้ง ให้ตรงกับวาระ ๕๐ วัน และ ๑๐๐ วัน ของการบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ… ส่วนสถานที่จะเป็นวัดระฆังโฆสิตารามเหมือนเดิมหรือไม่ ก็คงปรึกษาหารือกันอีกครั้ง

การปฏิบัติธรรม การเคารพธรรม การประพฤติธรรมนั้น แท้จริงเป็นการเข้าสู่การศึกษาปฏิบัติ… เพื่อพัฒนาสุขภาพกาย-จิต… เพื่อเสริมสร้างสติปัญญาให้มั่นคงสมบูรณ์พร้อมที่จะรู้เท่ารู้ทันโลก… จะได้เป็นผู้อยู่อย่างไม่มีตัณหาทิฏฐิอิงอาศัย หากจะมีก็สามารถควบคุมได้ แต่ที่สำคัญ เพื่อละจากอุปาทานการยึดถือในโลกหรืออุปาทานขันธ์ ๕… เพื่อดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง…

 

การปฏิบัติธรรม… เพื่อลำดับจิตด้วยสติปัญญาไปตามธรรม จนสัมปยุตกับองค์ธรรมที่มีอุปการคุณในแต่ละหมวดไปจนครบอริยมรรค องค์ธรรม ๘ ประการ ทำให้ชาวไทย… เข้าใจเข้าถึงคุณค่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ยิ่งขึ้นและยิ่งขึ้น และจะเข้าใจ… เข้าถึงการปกครองแผ่นดินโดยธรรมของพระองค์ท่านมาโดยตลอด ๗๐ ปี ที่ทรงทำหน้าที่ “พระเจ้าแผ่นดิน”

ขุมทรัพย์ทางปัญญา ของพระองค์ท่านจะไม่สูญหายไปอย่างแน่นอน… จิตวิญญาณของพระองค์ท่านก็จักมีลูกหลานไทยสืบต่อไป ด้วยการรู้คุณ… การสำนึกในพระคุณ และความต้องการประกาศคุณของพระองค์ท่าน ด้วยการถือปฏิบัติตามแนวพระราโชบาย… หรือตามแนวพระราชดำริ เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง… อันเป็นไปตามหลักทางสายกลางในพระพุทธศาสนา หากสาธุชนชาวไทยเข้าสู่การเคารพธรรมอย่างถูกธรรมวิธี… ในวิถีพุทธศาสนา

หลายปีที่ผ่านมา ชาวไทยได้แสดงพลังความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง… ดังการปฏิบัติธรรมที่จะจัดขึ้นมาในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ในชื่อ สวดพระปริตรอธิษฐานจิตเพื่อแผ่นดินไทย …ตั้งแต่ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง… สวนสราญรมย์… พระอุโบสถหลวง วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ฯลฯ ที่ประชาชนจำนวนมากติดตามมาร่วมปฏิบัติธรรม สวดมนต์ไหว้พระ และอบรมจิตตภาวนาโดยตลอด… จนถึงพระเนตรพระกรรณ ดังที่ได้ทรงแสดงความชื่นชม… ทรงอนุโมทนา ผ่านทางสำนักราชเลขาธิการมาถึงอาตมา ที่ได้น้อมถวายน้ำพระพุทธมนต์ พระเครื่อง หนังสือแผ่นซีดี ถึงพระองค์ท่าน อันเนื่องมาจากการจัดงานการปฏิบัติธรรมของมหาชนชาวไทยที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ถึงปัจจุบัน… อันควรแก่การสืบสานปฏิบัติกันต่อไป เพื่อบูชาคุณของพระองค์ท่าน…

เจริญพร

 

ชมรมโพธิคยาฯ จัดธรรมยาตรา 14 วัน 5 ประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/463815

ชมรมโพธิคยาฯ จัดธรรมยาตรา 14 วัน 5 ประเทศ

โดย…สมาน สุดโต

คณะกรรมการชมรมโพธิคยาวิชชาลัย 980 จัดทัวร์ธรรมะครั้งแรกในประวัติศาสตร์ รวดเดียว 13 คืน 14 วัน 5 ประเทศ วันที่ 10-23 มี.ค. 2560 ตามโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขง ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา

คณะกรรมการชมรมโพธิคยาฯ ที่มี ชัช ชลวร เป็นประธาน และสุภชัย วีระภุชงค์ เป็นเลขาธิการ พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษา ประชุมที่ห้องประชุมชั้น 8 บริษัท ไทยนครพัฒนา ถนนงามวงศ์วาน วันที่ 1 พ.ย. 2559 เพื่อฟังข้อมูลจากผู้แทนประเทศต่างๆ ที่มาประชุม ได้แก่ ผู้แทนสมเด็จพระสังฆราช สปป.ลาว ผู้แทนสมเด็จพระสังฆราช กัมพูชา ผู้แทนสงฆ์ (เถรวาท) เวียดนาม ผู้แทน จากเมียนมา ทั้งนี้โดยมี สมบัติ อยู่เมือง จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลและรายละเอียดแผนที่ลุ่มน้ำโขงที่โยงกับ 5 ประเทศ รวมถึงเส้นทางที่คณะธรรมยาตราจะเดินทางเข้าไปในแต่ละจุด ว่าอยู่ห่างกันแค่ไหน แต่ละจุดใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์นานเท่าไร

จุดประสงค์ของโครงการ คือ สร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศลุ่มน้ำโขงโดยใช้พระพุทธศาสนาเป็นตัวเชื่อม เนื่องจากแต่ละประเทศล้วนแต่รู้จักพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น แม้ว่าการปกครองบางประเทศจะเปลี่ยนไป แต่พระพุทธศาสนายังเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของประชาชนในประเทศนั้นๆ

หลวงพ่อนาคทีปะ สยาดอว์ กับประชาชนชาวมอญที่มารอรับตามสถานที่ต่างๆ

 

เพื่อให้เห็นความสำคัญแห่งธรรมยาตรา สุภชัย บอกว่า เมื่อเดินทางถึงสถานที่กำหนดไว้ในแต่ละประเทศ ต้องมีกิจกรรมที่เนื่องด้วยพุทธธรรมและศาสนพิธี เช่น พระสงฆ์ในคณะธรรมยาตราและญาติโยมต้องไหว้พระสวดมนต์ร่วมกับพระสงฆ์และญาติโยมในประเทศนั้นๆ ในขณะเดียวกันก็จะมีการศึกษาประวัติพระอริยสงฆ์ที่ยอมรับในแต่ละประเทศ พร้อมทั้งจัดเสวนาธรรมเป็นการสร้างความคุ้นเคย รุ่งเช้าพระสงฆ์ออกบิณฑบาต ทำกิจอย่างนี้ต่อเนื่องทุกวัน ทุกคืนตลอดเส้นทาง

ตามโครงการนั้น คณะธรรมยาตรา 120 ชีวิต ประกอบด้วย พระสงฆ์ 40 รูป ซึ่งจะเป็นพระสงฆ์ สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา ประเทศละ 5 รูป ที่เหลือเป็นคณะสงฆ์จากประเทศไทย จะเปิดโครงการที่วัดบุรีรัฐ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นหมู่บ้านและวัดที่ ดร.พระมหาผ่อง สมาเลิก อดีตประธานองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว (อพส.) ถือกำเนิด และบรรพชาอุปสมบท เสร็จแล้วเดินทางตามรอยพระอริยสงฆ์ไปประเทศ สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม จากนั้นเดินทางสู่เมียนมา ผ่านแม่สอด เมียวดี สุดทางวัดเจดีย์เซา (Kyaik Htee Saung) และพระธาตุอินทร์แขวน รัฐมอญ กลับมาปิดโครงการที่วัดสุวรรณภูมิ พุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ วันที่ 23 มี.ค. 2560 โดย พระเทพโพธิวิเทศ หัวหน้าพระธรรมทูต สายอินเดีย-เนปาล

ผู้แทนสังฆราช สปป.ลาว และกัมพูชา เสนอแนะให้ชมรมโพธิคยาฯ ทำหนังสืออย่างเป็นทางการ ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว พร้อมทั้งแจ้งวัตถุประสงค์และให้บอกไปว่า ชมรมโพธิคยาฯ ต้องการให้ประเทศที่ไปพักทำอะไรบ้าง ผู้แทนจากสังฆราช สปป.ลาว กล่าวว่า งานนี้สามารถเปิดตัวชมรมโพธิคยาฯ ให้รัฐบาล คณะสงฆ์ และประชาชนชาวลาว ได้รู้จักมากยิ่งขึ้น เมื่อทำครั้งแรกสำเร็จ ครั้งต่อไปทุกอย่างก็ง่ายแล้ว

ในขณะที่ผู้แทนพระสงฆ์จากเวียดนาม ให้ความเห็นว่า กิจกรรมที่ระบุนั้นทำได้หลายอย่าง เว้นแต่บิณฑบาตห้ามทำ ใครบิณฑบาตจะถูกจับ เพราะเจ้าหน้าที่ถือว่าเป็นพระปลอม ส่วนผู้แทนจาก
เมียนมาขอทราบเพียงข้อมูลว่า พระแต่ละประเทศจะร่วมโครงการจำกัดไว้กี่รูป ส่วนการประสานงานที่เมียนมาไม่น่าจะมีปัญหา เพราะพระเถระชั้นนำในประเทศรู้จักชมรมโพธิคยาฯ ดีอยู่แล้ว

สมบัติ อยู่เมือง (ซ้าย) และสุภชัย วีระภุชงค์ (ขวา) อธิบายแผนธรรมยาตรา

 

เรื่องตื่นตาในเมียนมา

เนื่องจากผู้เขียนร่วมคณะไปสำรวจเส้นทางในสหภาพเมียนมา จึงขอเล่าย่อๆ ดังนี้

ตามโครงการนั้น คณะธรรมยาตราไปเมียนมา ผ่านแม่สอด เมียวดี ปลายทางที่ไจโท ที่ตั้งพระธาตุอินทร์แขวน โดยผ่านเมืองพะอัน เมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยง จากเมืองนี้ใช้เวลาชั่วโมงเศษถึงเจดีย์โสณุตระ หรือโสณะอุตตระ พระเถระที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สุวรรณภูมิ ตั้งที่รัฐมอญ ที่นั่นเราพบหลวงพ่อพระอาจารย์นาคทีปะ สยาดอว์ วัดเจดีย์ซอง (Kyaik Htee Saung )

หลวงพ่อพาขึ้นภูเขาไหว้พระธาตุบนยอดเขา วิหารประดิษฐานหลวงพ่อมหามัยมุนี (จำลอง) ใช้เวลาที่นี่ประมาณ 30 นาที ก็ลงมาที่รับรองที่อยู่ถัดไปมีเจดีย์บรรจุพระธาตุของพระพุทธเจ้า สวดมนต์บูชาแล้วก็เดินทางต่อไปยังวัดเจดีย์ซอง (Kyaik Htee Saung) หรือเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า เส้นทางระหว่าง 2 เจดีย์สำคัญห่างกันประมาณ 30-40 กิโลเมตร นั่งรถยนต์ประมาณ 50 นาที

สถานที่ตั้งวัดเจดีย์ซอง ที่บรรจุพระเกศาธาตุนี้ ชาวเมืองให้การยอมรับนับถือว่าเป็นสถานที่ตั้งสุวรรณภูมิ โดยหลวงพ่อกล่าวว่าเจดีย์ทองที่เห็นงามอยู่นี้สร้างทับเจดีย์เก่าโบราณ โดยหลวงพ่อญาณทีปะ ที่มรณภาพไปแล้ว บูรณะขึ้นใหม่

หลวงพ่อนาคทีปะพาพวกเราชมสิ่งสำคัญในวัด รวมทั้งกราบศพหลวงพ่อญาณทีปะ ที่เก็บในโลงเย็น สภาพศพอยู่ในลักษณะเหมือนหลวงพ่อนอนจำวัด เส้นผมและหนวดยังงอกยาว คนพื้นเมืองและคนไทยไปกราบกันมาก

จากนั้นพาดูต้นมะพร้าวโทน สูงประมาณ 4-5 เมตร อายุประมาณ 20 ปี มีรั้วล้อมรอบ มะพร้าวต้นนี้มี 3 ยอดครับ น่าจะเป็นต้นเดียวในเมียนมา อัศจรรย์ยิ่ง หลวงพ่อกล่าวว่า เมื่อธรรมยาตรามาเดือน มี.ค. 2560 ก็จะทำกิจกรรมที่วัดนี้ก่อน

รุ่งขึ้นวันที่ 22 ต.ค. 2559 ไปบูชาพระธาตุอินทร์แขวน พวกเราในนามชมรมโพธิคยาฯ นิมนต์หลวงพ่อนาคทีปะเป็นประธานสวดมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระธาตุอินทร์แขวน น่าจะเป็นชาวไทยกลุ่มแรกที่ทำณ ที่ศักดิ์สิทธิ์นอกประเทศ ผู้ที่พบเห็นทั้งไทยและเมียนมา ต่างร่วมถวายสักการะและแสดงความไว้อาลัย ด้วยความรำลึกถึงอย่างหาที่สุดมิได้

 

เทพเทวดา พรหม มีไหมในสกลโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/463814

 

โดย…ราช รามัญ

สิ่งที่อยู่ไกลตัวมนุษย์ หรือมนุษย์เข้าไปสัมผัสไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยหลักตรรกะทางฐานวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์หรืออะไรก็ตามเถอะ ด้วยความรู้ที่มีเพียงแค่หัวคั่วหัวเข่าเราก็ต่างไปเหมาเอาเองว่าไม่มีเสียฉิบ แบบนั้นก็คงไม่เป็นธรรมเสียเท่าไหร่

หลายคนที่ไหว้ทั้งพระไหว้ทั้งเทพเทวดาพรหม เขาต่างหลงชื่นชมยินดีและมีคติด้วยว่า อยากได้บุญไปไหว้พระเพื่อให้ได้บุญ ได้ใจสงบพบนิพพาน แต่ถ้าอยากได้ตามที่ใจเราปรารถนานอกจากการลงมือทำเองแล้วเทพเทวดาพรหมอาจช่วยดลบันดาลได้ เป็นเหมือนทางด่วนทางลัด

ด้วยความไม่ประสาของผม เพราะไม่รู้จริงๆ ว่าเทพเทวดาพรหมมีจริงหรือไม่ ก็ต้องหาอ่านจากพระไตรปิฎก เพราะใคร่รู้ใคร่เห็น ถ้ามีก็ขอสักครั้งในชีวิตได้เห็นตัวเป็นๆ แต่จนป่านนี้ก็ไม่เคยเห็นสักครั้ง อาจจะเฉลียวเกี่ยวกับบุญเราคงไม่พอ

องค์พุทธะพระบรมไตรโลกนาถศาสดา ได้สอนเอาไว้ชัดในคาถาบทหนึ่งว่า มนุษย์ทั้งหลายมาแต่พรหม เรียกชื่อชั้นพรหมนั้นว่า อาภัสสรพรหม แล้วล่องหนปนแสงมาตามกลิ่นหอมของพื้นดินที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำเอานิ้วจิ้มดูดดินจนสิ้นแสงแล้วบินกลับไปไม่ได้ ใช้ชีวิตกองรวมอยู่ตรงนั้นกระทั่งพัฒนามาเป็นเผ่าพันธุ์มากมายถึงปัจจุบัน บางเผ่าพันธุ์เรียกมารดาตัวเองว่า แม่  มาม่า มามี้ มาตา มาตู มัม มาเทอร์

ล้วนขึ้นด้วยอักษรไทยเป็นตัว ม.ม้า อักษรฝรั่งด้วย ตัว M เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน

ในชาดกอีกมากมายคาถาที่มีเรื่องของเทพเทวดามาข้องเกี่ยว ดูอย่างสุทัตตะ อนาถบิณฑิกเศรษฐีนั้นอย่างไร บริจาคทานจนเงินเริ่มหมด เทวดาใต้ซุ้มประตูมาเตือนว่า ไม่ควรทำแล้ว ควรหยุดเสีย แต่ท่านไม่หยุด แถมดุตำหนิเทพเทวดาตนนั้นด้วยว่ามาห้ามทำไม แถมไล่ออกไปจากซุ้มประตูบ้าน

เทพเทวดายังแพ้ความดีแห่งจิตใจของผู้ใจบุญ กลายเป็นเทพเทวดาแบบสัมภเวสีไม่มีที่สถิต จึงนำความไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ให้เทพเทวดานั้นไปขอโทษเศรษฐีเสีย เมื่อทำตามจึงได้เข้าไปอยู่ที่เดิม

นี่หมายถึงให้เห็นว่า ถ้าเราเป็นคนดี ไม่ต้องเกรงอำนาจดินฟ้า เทพเทวดาที่ไหนก็ทำอะไรเราไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ยังมีเรื่องของเทพเทวดาอีกเรื่องหนึ่ง คือ วันที่พระสารีบุตรจะนิพพานสังขารธาตุ กลับไปบ้านที่นาลันทา ส่วนแม่ของพระสารีบุตรไม่นับถือพระพุทธศาสนาแต่นับถือองค์เทพ

ครั้นวันหนึ่งเทพเทวดาลงมาฟังธรรมโดยเหาะมาแล้วเข้ามาในห้อง แม่พระสารีบุตรเหลือบมองเห็นแสงก็แปลกใจจึงแอบไปดู กลายเป็นเทพบุตรสุดงามมานั่งพนมมือฟังธรรม ไม่นานแล้วก็เหาะออกไป มีเทพเทวดามาหลายองค์เลยทีเดียว แม่จึงคิดได้ว่าพระสารีบุตรคงจะต้องมีของดี ขนาดเทพเทวดายังมาฟังธรรม ในที่สุดแม่ก็เข้าไปฟังธรรมด้วยจนเข้าถึงธรรมในเบื้องต้น พระสารีบุตรก็นึกได้ว่า การที่ทำให้บุพการีเข้าหาธรรมได้นั้นเป็นการตอบแทนบุญคุณอย่างแท้จริงยิ่งกว่าการให้ข้าว ให้ยา ให้น้ำ

เรื่องนี้ผมมองแค่ว่าเทพเทวดามีจริง…

ยังมีอีกเรื่องที่คล้ายคลึง พราหมณีผู้หนึ่ง ลูกบวชเป็นพระภิกษุกระทั่งอยู่จบพรหมจรรย์เป็นพระอรหันต์ เดินมาบิณฑบาตที่หน้าบ้านทุกวัน แต่แม่พราหมณีไม่เคยใส่บาตรใดๆ เลย แต่ทุกเช้าแม่พราหมณีลุกหุงข้าวทำกับข้าว แล้วนำเอาอาหารนั้นไปวางเซ่นไหว้พระพรหมแทนทุกวัน

นานไปร้อนถึงองค์พรหมธาดา องค์เป็นๆ เสด็จมาให้เห็นจะจะจากสวรรค์ แล้วบอกแก่แม่พราหมณี ว่า

“ขอบใจมากที่ทำอาหารมาสักการะเราทุกวัน แต่เราทานไม่ได้ ได้แต่รับรู้และขอบใจ ขอเจ้าจงนำเอาอาหารนี้ไปถวายใส่บาตรพระลูกชายของเจ้าดีกว่า เพราะเนื่องจากว่าท่านเป็นพระอรหันต์ถวายแล้วจะได้บุญกุศลยิ่งกว่านำมาให้เรา”

แม่พราหมณี จึงทำตามคำแนะนำขององค์พรหมธาดา

ทั้งหมดที่เล่ามานี่ เพื่อให้มองเห็นว่า องค์เทพเทวดาพรหมมีอยู่จริง แต่ท่านทั้งหลายไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมหรือมีบทบาทอะไรกับชีวิตของมนุษย์เลยตามที่เราเข้าใจกันเอาเองตลอดมาว่า เมื่อไหว้แล้วจะได้ผลอย่างนั้นอย่างนี้ แต่นั่นเป็นเพียงพิธีกรรมที่แสดงออกถึงความเคารพอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง

ที่สุดแล้วอย่างไรเสียมนุษย์ก็ต้องพึ่งตนเองเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้และแน่นอนที่สุด ส่วนเรื่องที่อยู่เหตุเหนือผล ก็คงจะต้องปล่อยเอาไว้ให้เป็นเช่นนั้นต่อไป อย่าไปค้านหรือไปปฏิเสธว่าไม่มีจริงนั้นก็มิได้ การที่เรามีใจสงบนิ่ง มีสติ มีสัมปชัญญะ และมีธรรมในพรหมวิหารทั้งสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา นั่นแลที่จะทำให้เรามีหัวใจเดียวกับองค์เทพเทวดาและพรหมทั้งปวงในสกลโลกนี้

เรื่องบางเรื่องที่เป็นสิ่งนอกเหตุเหนือผล จนกรอบวิทยาศาสตร์ก้าวไม่ถึง เราก็ควรจะต้องทำใจกลางๆ มาศึกษาให้โดยรอบ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ต่างก็มีเหตุปัจจัยที่แตกต่างกันไป ต้นไม้หนึ่งต้นประกอบไปด้วยกิ่งก้าน ใบ ดอก ผล ตลอดทั้ง แก่น เปลือก กระพี้ เพราะถ้ามีแต่แก่นเพียงอย่างเดียวต้นไม้นั้นก็คงจะอยู่ยืนยงไม่ได้เช่นเดียวกัน

(จตุรภาคี) สมเด็จวัดระฆัง พระรอด ผงสุพรรณ นางพญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/463813

(จตุรภาคี) สมเด็จวัดระฆัง พระรอด ผงสุพรรณ นางพญา

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เปิดสนามพระวันนี้ มาชมชุดพระเบญจภาคี แต่มี 4 จึงตั้งหัวให้สอดคล้องว่า จตุรภาคี ที่แฟนทางบ้านแบ่งมาให้ศึกษาเพื่อเป็นแนวทางสะสม ทั้งพิมพ์ทรงถูกต้อง วรรณะเนื้อหาจัด ถ้าได้มองบ่อยๆ ก็จะจำติดตา แยกแยะได้ สามารถเข้าไปชมภาพชัดได้ที่เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ หัวข้อ ธรรมะ-จิตใจ ขอขอบคุณ คุณจิตต์ปราณี สกุลก้องเกียรติ ที่แบ่งพระเครื่องทั้ง 4 องค์ มาให้ศึกษาครับ

องค์แรก ชมพระสมเด็จ วัดระฆังโฆสิตาราม สร้างโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี เป็นพระเครื่องที่มีผู้นิยมสูงสุดในประเทศไทย ได้รับการยกย่องให้เป็นจักรพรรดิแห่งพระเครื่อง มวลสารของพระสมเด็จฯ ส่วนใหญ่เป็นปูนขาว ผสมผงวิเศษ เช่น ผงมหาราช อิทธิเจ ปถมัง ตรีนิสิงเห โดยสมเด็จฯ เป็นผู้ทำผงกรรมวิธีแบบโบราณ คือ เขียนบนกระดานชนวน เขียนแล้วลบ นำผงมาผสมกับมวลสารอื่นๆ เช่น ดอกไม้แห้ง ใบลานเผา อิฐแดงจากกำแพงเพชร มาสร้างพระ โดยมีน้ำมันตังอิ้ว ทำให้เนื้อพระแตกหักง่าย องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพระพิมพ์ใหญ่ เนื้อหาจัด ดูง่าย ราคาอยู่ที่ใจครับ

 

องค์ที่สอง ชมพระรอด พิมพ์ใหญ่ กรุวัดมหาวัน ลำพูน สร้างโดยฤๅษีวาสุเทพในสมัยพระนางจามเทวีได้ปกครองเป็นปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรหริภุญไชย พระรอด แบ่งแยกเป็น 5 พิมพ์ มีพิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พิมพ์ต้อ และพิมพ์ตื้น ในแต่ละพิมพ์ก็ยังมีอีกหลายแม่พิมพ์ โดยอาจจะมีส่วนผสมของเนื้อที่ต่างกัน เพราะได้รับการเผาในอุณหภูมิที่ต่างกัน ตลอดจนน้ำหนักการกดพิมพ์ในแต่ละครั้งด้วย จึงทำให้พระรอดแต่ละองค์จึงมีลักษณะของสี ขนาด หรือรายละเอียดของพิมพ์ทรงดูต่างกัน

องค์ที่สาม ชมผงสุพรรณ หน้าแก่พิมพ์ใหญ่ กรุวัดพระศรีมหาธาตุ สุพรรณบุรี หนึ่งในเบญจภาคีเช่นกัน

 

การแตกกรุเพราะชาวจีนอาชีพปลูกผักอยู่ในเขตวัดพระศรีรัตนมหาธาตุได้ปีนขึ้นไปบนองค์พระปรางค์ ได้ไต่ลงไปในองค์พระปรางค์ พบสมบัติมากมาย แล้วขนสมบัติกลับเมืองจีนโดยไม่แตะต้องพระเครื่อง ต่อมาเจ้าเมืองได้ตั้งกรรมการไปเปิดกรุที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุได้พบพระบูชาและพระเครื่องมากมายและพระผงสุพรรณ และยังพบแผ่นลานเงินและลานทองบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่

จากการแปลออกมา ได้ความว่า มีฤๅษี 11 ตน มีพระฤๅษีพิมพิลาไลย พระฤๅษีตาไฟ พระฤๅษีตาวัว ได้สร้างพระพิมพ์โดยนำเอาว่านยาที่มีฤทธิ์กับเกสรดอกไม้และแร่ต่างๆ แล้วทำเป็นพระพิมพ์ สถานหนึ่งแดง สถานหนึ่งดำ และพิมพ์ลายมือของท่านมหาเถระปิยะทัสสี ศรีสารีบุตร ผู้เป็นประธาน และยังได้นำแร่ธาตุต่างๆ หล่อเป็นพระพิมพ์ พระผงสุพรรณ แบ่งออกเป็น 3 พิมพ์ คือ พิมพ์หน้าแก่ พิมพ์หน้ากลาง และพิมพ์หน้าหนุ่ม องค์ที่นำมาให้ชม เนื้อหาจัด ดูง่าย เป็นแนวทางสะสมได้ครับ

 

ปิดท้ายด้วย พระนางพญา กรุวัดนางพญา พิษณุโลก พระนางพญาที่สร้างขึ้นมี 6 พิมพ์ด้วยกัน คือ พิมพ์เข่าตรง พิมพ์เข่าโค้ง พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์เทวดา พิมพ์อกนูนใหญ่ พิมพ์อกนูนเล็ก ว่ากันว่า ผู้สร้างพระนางพญา คือ พระวิสุทธิกษัตรีย์ พระมเหสีของพระมหาธรรมราชา และทรงเป็นพระราชมารดาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ทรงสร้างพระนางพญาขึ้นในคราวบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชบูรณะ ราว พ.ศ. 2090-2100 พุทธคุณเน้นเรื่องแคล้วคลาด โชคลาภ และเมตตามหานิยม องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพิมพ์เข่าโค้ง เนื้อหาจัด ดูง่าย

จากกันด้วยธรรมะ “คนเราจะสุขหรือทุกข์อยู่ที่มุมมอง ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญทำให้ใจเราเปิดกว้าง หรือใจแคบ”

อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/463812

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

คณะสงฆ์ภาค 14 ร่วมด้วยช่วยกัน

พระธรรมโพธิมงคล เจ้าคณะภาค 14 มั่นใจอาหารในพุทธมณฑลรองรับประชาชนได้ยาวนาน

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในพื้นที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม มีประชาชนจาก จ.พังงา จำนวน 15 คันรถบัส 170 คน และประชาชนจาก จ.ราชบุรี กาญจนบุรี สมุทรสาคร อีกจำนวนหนึ่งได้ทยอยเข้ามาใช้บริการ ตั้งแต่เวลา 04.30 น. โดยมี ประดับ โพธิกาญจนวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานพุทธมณฑล สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พิรุณโรจน์ นาคดนตรี ป้องกันจังหวัดนครปฐม อังกูร สุ่นกุล นายอำเภอพุทธมณฑล พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทหาร คอยให้การต้อนรับอำนวยความสะดวก และต่อมาในเวลา 06.40 น. พระพรหมเวที เจ้าคณะภาค 15 เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ พระเทพศาสนาภิบาล (เจ้าคุณแย้ม) เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง และพระธรรมโพธิมงคล เจ้าคณะภาค 14 เจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี ได้เดินทางเข้าตรวจเยี่ยมโรงอาหารพุทธมณฑล

พระธรรมโพธิมงคล กล่าวว่า การให้บริการด้านอาหารและเครื่องดื่มแก่ประชาชนที่เดินทางมาพักคอยที่พุทธมณฑล เจ้าคณะในเขตหนกลางได้ถือปฏิบัติตามดำริของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง มีหลายวัดที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาตั้งโรงทาน ทุกวันที่ผ่านมายังไม่พบว่ามีสิ่งใดขาดแคลน เนื่องจากเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน รวมทั้งประชาชนจากชุมชนต่างๆ ที่มีจิตใจเสียสละให้การช่วยเหลือเป็นอย่างดี ในส่วนของทางวัดนิมมานรดีนั้นได้จัดเตรียมข้าวสารหอมมะลิสำรองไว้แล้ว จำนวน 70 กระสอบ จัดส่งเข้ามาวันละ 4 กระสอบ และน้ำดื่มอีก 1,100 ลัง อาตมาได้ทราบมาว่า วันพรุ่งนี้ หลวงพ่อแย้ม วัดไร่ขิง จะนำซาลาเปาเข้ามาเสริมให้ และก๋วยเตี๋ยวหมูสับอีก 1,000 ชาม

“งานศาสนสงเคราะห์เป็นงานปกติของพระ เมื่อเราเป็นพระของพระราชา เราก็ต้องทำงานเพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระองค์ท่าน เราทุกข์เพียงหนึ่งคน ต้องนึกถึงคนที่ทุกข์อีกนับร้อยนับพันคนที่รอความช่วยเหลือ ดังนั้นความทุกข์ของเราเพื่อความพ้นทุกข์ของคนอื่น จึงไม่เรียกว่าทุกข์สำหรับเรา อาตมาไม่ห่วงเรื่องอาหารและเครื่องดื่มในจุดพักคอยแห่งนี้ แม้จะยาวนานสักเท่าไรก็สามารถจัดหามารับรองได้ไม่มีปัญหา” เจ้าคณะภาค 14 กล่าว

คณะสงฆ์มาฟังพระสวดและเจริญจิตภาวนา

 

ศูนย์ประสานงานพระภิกษุสามเณรและแม่ชี

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เตรียมจัดอุปสมบทพระ 99 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันที่ 2-11 ธ.ค. 2559 ณ มจร วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

ในขณะเดียวกัน สมหมาย สุภาษิต รายงานว่า ศูนย์ประสานงานพระภิกษุสามเณรและแม่ชี จัดตั้งโดยรัฐบาลร่วมกับมหาเถรสมาคม (มส.) มจร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมการศาสนา สมาคมศิษย์เก่า มจร และกองทัพเรือ จัดตั้งศูนย์ประสานงานพระภิกษุสามเณรและแม่ชี ที่ท่าราชวรดิฐ เพื่อรับรองและอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ตั้งแต่ที่นั่งพัก เครื่องดื่ม ภัตตาหาร และทีมแพทย์ โดยทีมนิสิต มจร คอยประสานงานพร้อมลงทะเบียนพระสงฆ์ที่จะเข้าฟังสวดพระอภิธรรม ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท (โทร.08-7585-3794) วันแรก (วันที่ 1 พ.ย.) พระภิกษุสามเณรแม่ชีมาใช้บริการ 42 รูป แม่ชี 4 คน จาก 14 จังหวัด วันที่ 2 พ.ย.มาใช้บริการมากถึง 159 รูป แม่ชี 118 คน จาก 25 จังหวัด วันที่ 3 พ.ย.
มีพระภิกษุสามเณรมาใช้บริการ 26 รูป สามเณร 10 รูป จาก 13 จังหวัด

มหากฐิน 5,000 กอง

คณะกรรมการจัดมหากฐิน เชิญประชาชนร่วมเป็นเจ้าภาพ “มหากฐิน 5,000 กอง” กองละ 1 หมื่นบาท หรือตามศรัทธา เพื่อสมทบทุนสร้างพระมหาเจดีย์พุทธคยา ณ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี 989 (ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ) โดยจะจัดทอดวันที่ 13 พ.ย. 2559 เวลา 14.00 น.ติดต่อจองกฐิน หรือขอข้อมูลได้ที่ 09-0519-7989, 09-6956-9235 มูลนิธิวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี

 

กษัตริย์จิกมี ต้นแบบชาวภูฏาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/462696

กษัตริย์จิกมี ต้นแบบชาวภูฏาน

โดย…ส.คนจริง

พวกเราชาวไทยชื่นชมสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พระมหากษัตริย์แห่งแห่งภูฏาน เนื่องเพราะพระราชจริยวัตรที่งดงาม ถูกตาต้องใจคนไทย (และทั่วโลก) โดยเฉพาะความอ่อนน้อมถ่อมตน (มัททวะ) ความจริงใจ (อาชวะ) และเชื่อว่าทรงวางพระองค์ตรงกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า สังคหวัตถุ 4 คือธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งการสงเคราะห์กัน หรือธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน ได้แก่

1.ทาน การให้ การเสียสละ แบ่งปันเพื่อประโยชน์แก่คนอื่น ช่วยปลูกฝังให้เป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว

2.ปิยวาจา เจรจาไพเราะ จริงใจ  พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เหมาะกับกาลเทศะ

3.อัตถจริยา ช่วยเหลือกัน หรือทำตนให้เป็นประโยชน์

4.สมานัตตตา การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ วางตนเสมอต้นเสมอปลาย วางตัวดี หรือเป็นกันเอง

ผู้เขียนเชื่อว่าหลักธรรมเหล่านี้ เป็นหลักธรรมประจำพระองค์ มิเช่นนั้นคงไม่สามารถผูกใจใครต่อใครไปทั่วโลก และยืนยันได้ เมื่อได้อ่านพระราชดำรัสของพระราชาธิบดี จิกมี ที่มีต่อประชาชนชาวภูฏาน เมื่อครั้งบรมราชาภิเษก ในเดือน พ.ค. 2009 (จากหนังสือ 2009 Bhutan) จะเห็นได้ชัดเจนว่า ทำไมพระองค์จึงทรงเป็นที่รักของประชาชน ส่วนราชอาณาจักรเล็กๆ ในเทือกเขาหิมาลัยที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ที่วัดความเจริญของประเทศด้วยความผาสุกของประชาชน (Gross National Happiness) มิใช่วัดความเจริญจากตัวเลข (GDP) กลายเป็นประเทศต้นแบบที่องค์การสหประชาชาติต้องศึกษา

พระราชาธิบดี จิกมี มีพระราชดำรัสต่อประชาชนของพระองค์ในการเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระราชาธิบดี ลำดับที่ 5 ว่า ตลอดรัชสมัยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่ปกครองในฐานะพระมหากษัตริย์ ข้าพเจ้าจะปกป้องท่านเหมือนบิดามารดา (ปกครองบุตร) เอาใจใส่ท่านเหมือนพี่น้อง รับใช้ท่านเหมือนลูก ข้าพเจ้าจะให้ทุกสิ่งทุกอย่าง และจะไม่เก็บอะไรไว้ ข้าพเจ้าจะดำรงชีพเหมือนมนุษย์ที่ปฏิบัติดีคนหนึ่ง ซึ่งท่านจะพบว่ามีคุณค่าพอที่จะยกเป็นตัวอย่างสำหรับลูกๆ ของท่านได้ ข้าพเจ้าไม่มีเป้าหมายส่วนตัว มากกว่าจะช่วยให้ท่านสมหวัง และมีแรงบันดาลใจ ข้าพเจ้าจะรับใช้ท่าน ทั้งกลางวันและกลางคืน ในจิตวิญญาณของความเมตตากรุณา ความยุติธรรม และความเสมอภาค

(“Throughout my reign I will never rule you as a King , I will protect you as a parent,  care for you as a brother and serve you as a son. I shall give you everything and keep nothing, I shall live such a life as a good human being that you may find it worthy to serve as an example for your children; I have no personal goals other than to fulfill your hopes and aspirations. I shall always serve you, day and night, in the spirit of kindness, justice and equality” )

พระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2549 และในวันที่ 6 พ.ย. 2551 ได้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์อย่างเป็นทางการ ณ พระราชวังในกรุงทิมพู

เสด็จฯ เมืองไทย เมื่อวันเสาร์ที่ 15 ต.ค. 2559 เพื่อทรงร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเสด็จฯ กลับในวันจันทร์ที่ 17 ต.ค. 2559

 

มหาชนน้อมเกล้าฯ ถวาย…แด่ จอมกษัตริย์ผู้ทรงธรรม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/462695

มหาชนน้อมเกล้าฯ ถวาย…แด่ จอมกษัตริย์ผู้ทรงธรรม!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา…ผู้มีจิตกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้มีพระคุณอันยิ่ง วันที่ ๒๓ ต.ค. ๒๕๕๙ วันปิยมหาราชที่ผ่านมาจึงเนืองแน่นไปด้วยนักปฏิบัติธรรมจากสำนักต่างๆ ที่หลั่งไหลมาจับจองพื้นที่เพื่อเข้าสู่การสมาทานพระกรรมฐาน…โดยมีเจตนาในการน้อมเกล้าฯ ถวายอุทิศแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ที่เสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ ๑๓ ต.ค. ๒๕๕๙…

ณ พระอุโบสถหลวง วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ในวันปิยมหาราชปีนี้ จึงมีภาพมหาชนนั่งเจริญภาวนาสงบนิ่งภายใต้เสียงธรรมบรรยายที่ชักชวน แนะนำ ให้ปฏิบัติด้วยการยกลำดับจิตไปตามกระแสธรรมทีละขั้น โดยมี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จเป็นองค์ประธาน นำพสกนิกรชาวไทยสมาทานกรรมฐานเพื่อการปฏิบัติบูชา…

พระวิปัสสนาจารย์ขึ้นสู่ธรรมาสน์กล่าวบูชาพระมหาสติปัฏฐานธรรมเพื่อชักนำจิตใจของคณะศรัทธาสาธุชนที่มาร่วมปฏิบัติธรรมดังคำกล่าวว่า “…ขอท่านทั้งหลายพึงถวายความเคารพในธรรม…ที่พระผู้มีพระภาคแสดงไว้ดีแล้ว…หลักธรรมที่จะนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อการเข้าถึงธรรม…รู้แจ้งแทงตลอดในธรรม เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งนั้น มีหนทางเดียวที่พึงจะดำเนินไปด้วยการปฏิบัติ…หนทางนั้นคือสติปัฏฐานสี่…

…พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ไม่ว่าในอดีต ในอนาคต หรือในปัจจุบัน ก็ย่อมดำเนินไปบนเส้นทางสายนี้ เพื่อการบรรลุมรรคผล…พระนิพพาน…พระพุทธองค์จึงทรงเคารพธรรม…ด้วยพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงธรรม…เป็นธรรมราชา…ทรงอาศัยธรรม ทรงสักการะธรรม เคารพธรรม นอบน้อมธรรม เชิดชูธรรม ยกยอธรรม มีธรรมเป็นใหญ่ ทรงจัดการรักษาปกป้องคุ้มครองกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม โดยธรรม… จึงให้ธรรมจักรยอดเยี่ยมหมุนไปโดยธรรม… จักรธรรมนั้นๆ อันใครๆ ในโลก ไม่ว่าสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม ให้หมุนกลับ (คัดค้าน) ไม่ได้… พระองค์ทรงหนักในธรรม… ทรงเคารพธรรมที่พระองค์ตรัสรู้ บัดนี้ เราทั้งหลาย พึงถวายการเคารพธรรมด้วยการปฏิบัติธรรมกันเถิด…

 

…บัดนี้ ขอถวายพระพร พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ได้ทรงพระกรุณานำพสกนิกรชาวไทย สำรวมกาย วาจา ให้เป็นศีล สำรวมใจให้เป็นธรรม… ดำรงอยู่ในพระสังวรธรรม มีสติควบคุมจิต สัมปชัญญะควบคุมกาย… ตั้งสติกำหนดรู้ลงไปให้เต็มรูปกาย รู้อยู่กับรู้กาย และรู้นั้นให้รู้เป็นกลางๆ… คือ รู้อย่างเป็นธรรมดาอยู่เฉพาะหน้าในสภาวธรรมที่ปรากฏเกิดขึ้นจากการกำหนดรู้ลงไปในวัตถุนั้นๆ… ในเบื้องต้นคือกาย…และจะไปสู่เวทนา จิต ธรรม ตามลำดับ… เพื่อการรู้ลงไปในประการต่างๆ อย่างบริบูรณ์ด้วยตนเอง จะได้เข้าใจถึงคำว่า ชีวิตของเรานั้นแท้จริง คือ สิ่งสมมติที่เรายึดถือว่าเป็นตัวเราของเรามายาวนาน…การตั้งสติลงไปเพื่อกำหนดให้รู้เท่าทัน ตรงตามความเป็นธรรมดาแห่งสภาวธรรมนั้น…เพื่อให้รู้แทงตลอดสภาวธรรม…จนรู้แจ้งจริงในความเป็นสามัญลักษณธรรม ว่า แท้จริง ชีวิตของเรานั้นมีความจริงแท้อย่างไร…เพื่อจะได้ชำระให้สิ้นไปในตัณหา อุปาทาน เพื่อจะได้ถอดถอนอุปาทาน…ความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวเราของเราให้สิ้นไป…ผู้ประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ได้จึงได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่เจริญสติตามรู้ในกาย เวทนา จิต ธรรม ว่าสักแต่เป็นกองรูป เวทนา จิต ธรรม…อย่างแท้จริง…ฯลฯ”

ยุติการให้ธรรมปฏิบัติ จึงนำเข้าสู่ชินบัญชรอธิษฐาน… การถวายสังฆทาน และการพลีบุญอุทิศน้อมเกล้าฯ ถวายโดยพร้อมเพรียงกัน…มหากุศลที่เกิดจากจิตใจของมหาชนชาวไทยในวันนั้น ยิ่งใหญ่ บริสุทธิ์ ไม่มีประมาณในกำลังจริงๆ…ควรค่าแก่การน้อมเกล้าฯ ถวายอุทิศ…จอมกษัตริย์ผู้ทรงธรรม รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์…

ขอถวายพระพร

 

พระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ทุนสำหรับพระสงฆ์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/462694

พระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ทุนสำหรับพระสงฆ์ไทย

โดย…สมาน สุดโต

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ โปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ ประมาณ 15 ล้านบาท ตั้งทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย เมื่อ พ.ศ. 2547 โดยทรงเป็นนายกกิตติมศักดิ์ด้วยพระองค์เอง

วัดโมลีโลกฯรับทุนมาก

พระเทพปริยัติโมลี (สุทัศน์) รองเจ้าคณะภาค 9 เจ้าสำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม ถนนวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ 10600 ซึ่งเป็นสำนักเรียนดีเด่นของหนกลางและของประเทศ รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวง ก่อให้เกิดความภูมิใจและกำลังใจให้ผู้ได้รับทุนศึกษาพระบาลีอย่างตั้งอกตั้งใจ เป็นโครงการสืบอายุพระพุทธศาสนาที่ควรแก่การอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับพระภิกษุสามเณรที่เรียนภาษาบาลีในสำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม ได้รับทุนมาตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มโครการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จวบจนถึงปี 2559 ได้รับทุนรวม 45 ทุน หรือ 45 รูป นอกจากนั้นโครงการทุนเล่าเรียนหลวงได้มอบทุนให้ในฐานะที่เป็นสำนักเรียนดีเด่นของหนกลาง 1 ทุน และในฐานะที่เป็นสำนักเรียนที่มีผู้สอบได้มากที่สุดในประเทศ (สอบได้ 179 รูป ทุกประโยค ตั้งแต่ประโยค1-2 ถึง ป.ธ.9) อีก 1 ทุน

ในแต่ละปีโครงการทุนเล่าเรียนหลวง มอบทุนให้แก่พระภิกษุสามเณรปีละประมาณ 10 ล้านบาท แบ่งเป็นทุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม ทุนศูนย์การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทุนกองงานพระธรรมทูต ทุนสำหรับพระนักศึกษามหาวิทยาลัยสงฆ์ ทั้งสองแห่ง (มจร และ มมร) และทุนกองบาลีสนามหลวง

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์มอบผ้าไตรแก่ผู้ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงที่วัดโมลีโลกฯ

 

นอกจากนั้น ยังจัดมอบทุนการศึกษาต่อเนื่องแก่พระภิกษุสามเณรตามภาคต่างๆ ที่สอบไม่ตก นับแต่ชั้นต้นถึงชั้น ป.ธ.9 เพื่อให้กำลังใจแก่ผู้เรียนในภูมิภาค ส่วนทุนส่งเสริมด้านการเผยแผ่นั้น ครอบคลุมการส่งเสริมการปฏิบัติธรรม หรือวิปัสสนากรรมฐาน ที่ทางโครงการถือว่าการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นแกนหลัก และสำคัญยิ่งในการรักษาพระพุทธศาสนาให้มั่นคงและยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานและรับผิดชอบโครงการนี้

ความเป็นมาของโครงการ

ข้อมูลในเว็บเพจ อ้างพระบรมราโชวาท เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2493 ที่ทรงประกาศเป็นพุุทธมามกะ จากนั้นได้เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระอนุสรณ์คำนึงถึงว่า โดยที่พระภิกษุสามเณรเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามพระวินัยโดยเคร่งครัด และธำรงรักษา ตลอดจนเผยแผ่พระธรรม คำสอนแก่ประชาชนทั่วไป

การบำรุงพระภิกษุสามเณรให้ได้ศึกษาพระธรรมวินัยอย่างลึกซึ้งแตกฉาน เป็นทางสำคัญที่จะช่วยจรรโลงและเผยแผ่พระพุทธศาสนาสืบไป เนื่องในมหามงคลวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 76 พรรษา 5 ธ.ค. 2546 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกองทุนนี้เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2547 พร้อมพระราชทานทุนปฐมฤกษ์จำนวนหนึ่ง เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2547

นอกจากนั้น มติมหาเถรสมาคม (มส.) ให้วัดทุกวัดจัดแสดงพระธรรมเทศนาทศพิธราชธรรมและ จักรวรรดิวัตร ในวันธรรมสวนะหรือวันใดวันหนึ่งตามสมควร รวบรวมเงินบูชากัณฑ์เทศน์เข้าบัญชี โดยเสด็จพระราชกุศลสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย

คุณสมบัติผู้รับทุน

1.เป็นพระภิกษุหรือสามเณรที่กําลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) หรือ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร)

2.เป็นพระภิกษุหรือสามเณรที่ศึกษาต่อเพื่อเข้าสอบเปรียญธรรม 6, 7, 8, และ 9 ในการสอบ

3.มีผลการศึกษาและคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการของแต่ละสถาบันกําหนด

4.ผ่านการคัดเลือกที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมการของแต่ละสถาบัน

พระเทพปริยัติโมลี (สุทัศน์) กับ พนมศรศิลป์

 

การให้ทุน

ทุนเล่าเรียนหลวงสําหรับพระสงฆ์ไทยจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก กํากับดูแลโดย มจร หรือ มมร ทุนระดับปริญญาตรี ทุนละ 7,000 บาท/ปี รวม 4 ปี เป็นเงิน 2.8 หมื่นบาท ทุนระดับปริญญาโท ทุนละ 1.5 หมื่นบาท/ปี รวม 2 ปี เป็นเงิน 3 หมื่นบาท ทุนระดับปริญญาเอก ทุนละ 3 หมื่นบาท/ปี รวม 3 ปี เป็นเงิน 9 หมื่นบาท

2.ทุนการศึกษาระดับเปรียญธรรม (ป.ธ.) 6, 7, 8 และ 9 กํากับดูแลโดยกองบาลีสนามหลวง

ทุนพระธรรมทูต

ปัจจุบัน มส.จัดให้มีหน่วยปฏิบัติการพระธรรมทูตอําเภอ ทําหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปตามเขตต่างๆ ทั่วประเทศ โดยแบ่งออกเป็น 9 สาย โครงการฯ จะพิจารณาถวายทุนพระราชทานแก่หน่วยปฏิบัติพระธรรมทูต ที่มีผลงานดีเด่นสายละ 1 ทุน รวม 9 ทุน ทุนละ 2 หมื่นบาท เพื่อสนับสนุนหน่วยปฏิบัติการต่างๆ ที่สามารถดําเนินการได้อย่างมีผลดียิ่ง โดยมีกองงานพระธรรมทูตเป็นผู้กํากับดูแล

ทุนสํานักเรียน

เขตปกครองคณะสงฆ์ ได้จัดให้มีสํานักเรียนและสํานักศาสนศึกษาตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้การศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรที่จะเข้าสอบเปรียญธรรมหรือศึกษาต่อด้านพระพุทธศาสนาในขั้นสูงต่อไป โครงการฯ จึงจะพิจารณาถวายทุนพระราชทานแก่สํานักเรียนและสํานักศาสนศึกษาที่มีผลงานดีเด่นในแต่ละเขตปกครองคณะสงฆ์ รวม 5 ทุน ทุนละ 3 หมื่นบาท เพื่อเป็นทุนดําเนินการและแรงจูงใจให้สํานักเรียนเหล่านี้สามารถปรับปรุงคุณภาพการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นไป โดยมีกองบาลีสนามหลวงเป็นผู้กํากับดูแล

การบริหารโครงการ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์ องคมนตรี กำธน สินธวานนท์ เป็นประธานกรรมการ และกรรมการอีก 6 ท่าน พล.ท.นพ.ธำรงรัตน์ แก้วกาญจน์, น.ต.เกริก ตั้งสง่า ฯลฯ

หากต้องการทราบรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย สำนักงานเลขาธิการคณะองคมนตรี สำนักราชเลขาธิการ ทำเนียบองคมนตรี พระราชอุทยานสราญรมย์ กทม.10200 โทร.02-225-0051-2 ต่อ 4214, 4118 และ 4224

 

‘ธ ทรงมีพระราชศรัทธาในธรรม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/462693

‘ธ ทรงมีพระราชศรัทธาในธรรม’

โดย…ราช รามัญ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นยิ่งนัก ด้วยจะเห็นว่า เมื่อเสด็จฯ จังหวัดใดจะทรงนมัสการพระเถระที่มีชื่อเสียงของจังหวัดนั้น แม้กระทั่งในพระราชวังสวนจิตรลดา กรุงเทพฯ ก็โปรดฯ ให้สร้างที่พักสงฆ์ในสวนยาง ต่อมาเรียกกันว่า สำนักสงฆ์จิตรลดา หรือพระราชปุจฉาเรื่องปฏิบัติธรรม เช่น พระราชปุจฉาเรื่องนิมิตกับหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ก็เป็นเรื่องที่ควรศึกษา

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วิสัชนาว่า นิมิตก็มีความหมายตรงตัวอยู่แล้วว่าเป็นเครื่องรู้ของจิต นิมิตจะเกิดขึ้นได้ในจิตสมาธิ คือผู้ภาวนาพุทโธ พุทโธ พุทโธ เมื่อจิตมีอาการเคลิ้มๆ ลงไป จิตสงบสว่าง กระแสจิตส่งออกไปข้างนอก แล้วก็เกิดขึ้นมาในลักษณะต่างๆ เช่น ภาพคน ภูตผี ปีศาจ เทวดา และอีกอย่างหนึ่งในการพิจารณาอสุภกรรมฐานหรือธาตุกรรมฐาน ในขั้นต้นผู้ปฏิบัติอาศัยการน้อมนึกพิจารณาน้อมไปสู่การเป็นอสุภกรรมฐาน ความไม่สวย ไม่งาม น่าเกลียดโสโครกของร่างกาย น้อมไปสู่ความเป็นธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นองค์ประชุมของธาตุ 4 ด้วย

ความตั้งใจก็ดี เมื่อจิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว จิตอยู่ในระดับอุปจารสมาธิก็จะเกิดนิมิตภายนอกขึ้นมา เมื่อผู้ปฏิบัติพิจารณาดูนิมิตภายนอกกาย นิมิตภายนอกกายจะย้อนกลับเข้ามาภายใน หมายถึงจิตนั้นน้อมเข้ามาภายในกาย ในขณะที่จิตรู้อยู่ภายในตัวนั้น จิตจะมีลักษณะตั้งอยู่ระหว่างกลางของกาย แล้วจิตจะไปรู้อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งภายในกาย เมื่อจิตมองดูสิ่งที่รู้เห็นอยู่ภายในกายนั้น จิตจะพิจารณากายต่อไปจนกระทั่งจิตละเอียดลงไปจนถึงขั้นอัปปนาสมาธิ เมื่อจิตถึงขั้นอัปปนาสมาธิแล้ว จิตจะมีลักษณะคล้ายๆ กับถอนตัวออกจากร่างกายแล้วจิตจะมาลอยเด่นอยู่ แล้วจิตจะย้อนกลับไปมองดูกายเดิม

ในเมื่อจิตย้อนกลับไปมองดูกายเดิม จิตก็มองเห็นกายในลักษณะที่นั่งหรือนอนอยู่ก็ตาม แล้วกายนั้นจะแสดงอาการขึ้นอืด เน่าเปื่อย ผุพัง สลายไป ในที่สุดก็ยังเหลือแต่โครงกระดูก ก็หลุดออกไปเป็นชิ้นๆ และแตกหักเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ในที่สุดกระดูกก็หลุดละเอียดลงไปและหายไปในที่สุด

อันนี้เป็นนิมิตซึ่งเกิดขึ้นในจิตโดยปราศจากสัญญาใดๆ ที่น้อมนึก นิมิตอันนี้เรียกว่า อุคคหนิมิต ในขณะที่จิตมองเห็นนั้น จิตยังไม่บอกว่าเป็นอะไร เรียกว่าอะไร คือเมื่อกายที่จิตมองเห็นนั้นมีอาการต่างๆ ผิดแปลก เช่น ขึ้นอืด เน่าเปื่อย ผุพังลงไปดังที่ได้บรรยายมานั้น อันนี้จิตอยู่ในขั้นปฏิภาคนิมิต เป็นอุบายฝึกฝนอบรมจิตในขั้นสมถะ

เมื่อจิตมองดูนิมิตนั้น นิมิตนั้นอาจจะหายไป เมื่อนิมิตนั้นหายไป ก็ยังเหลือแต่สภาวะจิต ผู้รู้ นิ่ง สดใส สว่างชั่วขณะหนึ่ง ก็จะเกิดภูมิรู้ขึ้นภายในจิต คือ มีแต่เกิดขึ้น ดับไป อยู่ภายในจิต จิตของผู้ปฏิบัติก็จะจดจ้องมองดูจิตที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยปราศจากเจตนาสัญญาใดๆ ทั้งนั้น สิ่งที่มองเห็นนั้นเรียกว่าอะไร เรียกไม่ถูก ไม่มีความหมายในสมมติบัญญัติที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธัมมจักกัปวัตนสูตร สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งหนึ่งในที่นี้หมายถึงอะไร จะเรียกชื่อตามสมมติบัญญัติไม่ถูก พระพุทธเจ้าตรัสว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันนี้เป็นความรู้ของจิตที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติธรรมขั้นสูง

ถ้าหากว่าจิตมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไปแล้วก็ถอนออกมาจากสภาวะรู้อย่างนั้น จิตของผู้ปฏิบัติดีในขั้นนี้ ก็เรียกว่าจิตอยู่ในขั้นสมถะกรรมฐาน

แต่ถ้าหากสิ่งที่จิตมองดูนั้นเกิดอนิจจสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่า สิ่งที่รู้เห็นนั้นเป็นของไม่เที่ยงแล้วก็เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตของผู้ปฏิบัติก็จะวิ่งเข้าสู่ภูมิวิปัสสนา

ในขณะที่จิตรู้อย่างนั้น ไม่มีอะไรปรากฏ คือ มีแต่จิตผู้รู้นิ่งเด่นอยู่ และสิ่งที่ผู้รู้ก็ปรากฏอยู่ คือ จิตกับความรู้ที่เกิดขึ้นภายในจิต และมีสติตามรู้จิตคือสิ่งรู้อันนั้น อันนี้เรียกว่าการปฏิบัติอยู่ในภูมิจิตภูมิธรรมขั้นสูง และอีกอย่างหนึ่งในลักษณะเช่นนี้ไปตรงกับพุทธสุภาษิตที่ว่า ในกาลใดก็ดีเมื่อธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏอยู่แก่พราหมณ์ผู้มีความเพียร ในกาลนั้นความสงสัยย่อมสิ้นไป