เหรียญในหลวงนั่งบัลลังก์ ฉลองศิริราชสมบัติ 50 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/462692

เหรียญในหลวงนั่งบัลลังก์ ฉลองศิริราชสมบัติ 50 ปี

โดย…เอกชัย จั่นทอง

วงการพระเครื่องตอนนี้คึกคักอย่างมาก ประชาชนแห่แหนกันไปหาเช่าซื้อเหรียญพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทุกรุ่นที่มีวางจำหน่ายตามแผงพระเครื่องชั้นนำ ไม่ว่าจะเหรียญเก่าใหม่ หรือเหรียญที่ระลึกในงานมงคลต่างๆ ประชาชนก็พยายามเสาะหามาเก็บไว้เป็นที่ระลึก เพื่อความเป็นมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว ใช่หาเพื่อเชิงพาณิชย์ในห้วงเวลานี้ตลาดพระเครื่องกลับมากระชุ่มกระชวยพอสมควร ไม่ว่าเหรียญอะไรก็ตามที่มีรูปในหลวงล้วนก็ขายดีแบบเทน้ำเทท่าหมดตู้โชว์ ส่วนเหรียญพระเกจิ พระดัง พระยอดนิยม ชั่วโมงนี้เก็บเข้าตู้ไว้โชว์เพียงอย่างเดียว

อย่างเช่นเหรียญในหลวงนั่งบัลลังก์ เนื้ออัลปากา บล็อกนิยม กระบี่ยาว เป็นเหรียญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นเหรียญรูปทรงใบเสมาแบบมีหู ด้านหน้าเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับนั่งบนบัลลังก์ ส่วนด้านหลังเหรียญจะเป็นตราสามง่ามและจักรีอย่างสวยงาม

โดยกระทรวงมหาดไทยได้ขออนุญาตจัดสร้างพระบรมรูปและเหรียญเสมาที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ออกแบบโดยกรมศิลปากร เหรียญเสมาที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านหน้าเป็นพระบรมรูปประทับเหนือพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์บนบัลลังก์ โดยมีข้อความว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ขณะที่ด้านหลังเป็นรูปสัญลักษณ์ตราจักรี โดยมีข้อความว่า “พ.ศ. 2539”

สำหรับชื่อเหรียญนี้รุ่นนี้ หากเรียกเป็นทางการจะเรียกเหรียญรุ่นนี้ว่า เหรียญทรงเสมา (อาร์ม) ที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเฉลิมฉลองทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2539 โดยเป็นการจัดสร้างของกระทรวงมหาดไทยในวาระเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี นับว่าเป็นเหรียญประสบการณ์ดังในด้านทางแคล้วคลาดปลอดภัย นายทหารและตำรวจมักนิยมแขวนหรือพกติดตัวเสมอ

ดังเช่นเหตุการณ์มีผู้ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำสภาพความเสียหายพังยับเยินและเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน หรือ ตชด. ขณะปฏิบัติหน้าที่ทางภาคใต้ถูกกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ซุ่มยิง แต่โชคดีไม่ได้รับอันตราย เนื่องจากคล้องเหรียญนั่งบัลลังก์รุ่นดังกล่าว และกลับรอดชีวิตได้อย่างปาฏิหาริย์ ก่อนปรากฏลงข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ต้องถือว่าเป็นเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกที่มีความนิยมมากในหมู่นักสะสมหรือผู้ชื่นชอบในปัจจุบัน

เรื่องราวปาฏิหาริย์ก็ล้วนแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละคนที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่สิ่งเหล่านี้เราไม่อาจมองเห็นหรือพิสูจน์ได้จากหลักวิทยาศาสตร์แม้จะก้าวล้ำเพียงใด เรื่องราวความเชื่อปาฏิหาริย์ก็ไม่เคยถูกพิสูจน์ได้ว่า แท้จริงการรอดชีวิตหรือการแคล้วคลาด มาจากเหรียญหรือพระที่เราแขวนติดตัวหรือเปล่า ไม่ใช่เฉพาะเหรียญรุ่นเฉลิมฉลองทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีเท่านั้น แต่เหรียญพระเกจิดังๆ ก็ไม่มีใครพิสูจน์ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์เห็นกันมานานหลายร้อยพันปี คือ ความดีจะอยู่คู่กับตัวเราไปตลอดเท่านั้น

การสร้างเหรียญเสมาที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเฉลิมฉลองทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีนั้น ผู้จัดสร้างได้นำเนื้อโลหะชนวนมวลสารโลหะจากพิธีสำคัญๆ เช่น ชนวนโลหะพระกริ่งดำรงราชานุภาพในงาน 100 ปี กระทรวงมหาดไทยจัดสร้างเมื่อปี 2533 และชนวนโลหะพระนิโรคันตรายที่กระทรวงมหาดไทยและประชาชนทั่วประเทศจัดสร้างเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2538 และแผ่นจารอาคมจากพระเกจิอาจารย์ทุกภาคทั่วประเทศ

ขณะที่พิธีกรรมทางศาสนาได้สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงประกอบพิธีเจริญจิตตภาวนาด้วยพระองค์เอง ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร การจัดสร้างเหรียญครั้งนี้ เหรียญมีราคาถูกเป็นพิเศษเพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าแสดงความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดกาลนาน รายได้ทั้งหมดได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายโดยพระราชกุศลมูลนิธิชัยพัฒนา

จัดสร้างทั้งหมด 3 เนื้อ คือ 1.เนื้อทองมี 2 เนื้อ คือ เนื้อทองสัมฤทธิ์ จัดสร้างจำนวน 25,390 เหรียญ และเนื้อทองคำขัดเงา น้ำหนักเหรียญละ 15 กรัม สร้างจำนวน 25,390 เหรียญ 2.เนื้อเงินขัดเงา น้ำหนักเหรียญละ 8 กรัม สร้างจำนวน 5 ล้านเหรียญ และ 3.เนื้ออัลปากา สร้างจำนวน 5 ล้านเหรียญ

นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหรียญในหลวงที่ได้รับความนิยม โดยการจัดสร้างแต่ละครั้งส่วนใหญ่จะมีการจัดสร้างครั้งละจำนวนมากๆ ทำให้ประชาชนสามารถหาเช่าซื้อได้ง่าย อีกทั้งราคาก็ไม่แพง คนทั่วไปสามารถเป็นเจ้าของได้ ในความเป็นจริงเหรียญที่เกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งเหรียญที่ระลึกในงานพระราชพิธีต่างๆ หรือเหรียญที่ปลุกเสกโดยพระเกจิอาจารย์ต่างๆ ที่สร้างเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายนั้นมีอยู่มากมายเพื่อให้ประชาชนได้พึ่งระลึกถึงพระองค์ท่าน

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/462691

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

อาคารปฏิบัติธรรม อุทิศพระเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง และประธานพัฒนาพุทธมณฑล ตามมติมหาเถรสมาคม (มส.) เปิดเผยว่า คณะสงฆ์กำลังวางแผนสร้างอาคารปฏิบัติธรรมขนาดใหญ่ที่พุทธมณฑลเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อสร้างเสร็จอาคารนี้จะใช้ในงานวันสำคัญของพระพุทธศาสนาและของชาติ เพราะในอดีตเมื่อมีงานในวันสำคัญของพระพุทธศาสนา ที่มีพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนร่วมประชุมจำนวนมาก ไม่มีอาคารรองรับ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ต้องไปเช่าเต็นท์เอกชนมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมประชุม ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณหลายล้านบาท

สถาปนิกได้ออกแบบอาคารให้ดูแล้ว เป็นสถานที่ไม่ต้องใช้วัสดุที่มีราคาแพง และไม่หรูหรา เป็นอาคาร 2 ชั้น สามารถบรรจุผู้เข้าประชุมได้ประมาณ 2,000 คน คาดว่าจะใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 80 ล้านบาท

สำหรับวิธีการก่อสร้างนั้นจะขอความอุปถัมภ์หรือซื้อวัสดุในราคาต้นทุนจากผู้ประกอบการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการว่ามีวัสดุอะไรที่จะสนับสนุนก็ขอให้นำสิ่งนั้นมา เช่น เหล็ก หิน ทราย และปูนซีเมนต์ เป็นต้น ในขณะที่พวกเราชาวพุทธจะร่วมมือกันก่อสร้าง โดยมีวิศวกรและสถาปนิกควบคุม

ในฐานะที่เป็นประธานพัฒนาพุทธมณฑล สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ จะนำเหรียญ 25 พุทธศตวรรษ เนื้ออัลปากา ที่ยังมีเหลือจำนวนหนึ่ง มอบให้ประชาชนที่บริจาคสนับสนุนการก่อสร้าง แต่ยังไม่ได้กำหนดเงื่อนไข จึงต้องให้ พศ.ประชุมหารือในเรื่องนี้ก่อน

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กล่าวว่า คณะสงฆ์สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ที่ทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างเหนียวแน่น ครอบคลุมทั้งศาสนวัตถุ ศาสนธรรม ศาสนบุคคล และศาสนพิธี อย่างสมบูรณ์ยิ่ง

สีจีวรพระราชนิยม

ในอดีตถ้าสังเกตหรือไม่ลืมจะเห็นพระภิกษุสงฆ์เมื่อรับนิมนต์มาในงานพระราชพิธี มักมีจีวรสีต่างๆ กันเหมือนสีลูกกวาด แต่ปัจจุบันพระภิกษุสงฆ์ทุกรูปไม่ว่าธรรมยุตหรือมหานิกายจะครองจีวรสีเดียวกัน เรียกว่า สีพระราชนิยม

พระพรหมเมธี (จำนงค์) กรรมการ มส. ผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เล่าเรื่องให้ฟังว่า สีพระราชนิยมนั้นเกิดจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หลังจากทรงฟังพระสหายต่างชาติปรารภขึ้นว่า ทำไมจีวรพระภิกษุสงฆ์จึงมีหลายสีเหมือนสีลูกกวาด กระทั่งวันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจัดผ้าไตรจำนวน 3 ไตร ต่างสีกัน ขอพระวินิจฉัยจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงเลือกสีจีวรของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทั้งๆ ที่เมื่อวางเรียงกัน 3 ไตร ไม่ได้ระบุพระนาม ซึ่งเป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 1 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 1 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 1 จากนั้นก็ขอพระวินิจฉัยว่าจะเรียกว่าสีจีวรทรงเลือกนั้นว่าอย่างไร สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ถวายพระพรว่า สีพระราชนิยม และได้ใช้จนถึงทุกวันนี้

ชมรมโพธิคยาวิชชาลัย 980 ถวายปัจจัย ดร.พระมหางอน ประธาน อพส.ลาว

 

ชมรมโพธิคยาฯ ประชุมเตรียมพร้อม

วันที่ 1 พ.ย. 2559 สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการชมรมโพธิคยาวิชชาลัย 980 นิมนต์ตัวแทนพระสงฆ์ 5 ประเทศ ไทย สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา พร้อมทั้งกรรมการและที่ปรึกษา ประชุมใหญ่เตรียมความพร้อมของงานธรรมยาตราตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขง (และสาละวิน) เวลา 13.00 น. ณ ชั้น 8 อาคารบริษัท ไทยนครพัฒนา งามวงศ์วาน หลังจากทีมสำรวจเส้นทาง นำโดย เกษม มูลจันทร์ ทำงานเรียบร้อย โดยได้ไปสำรวจเส้นทาง ไทย สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมื่อวันที่ 19-28 ก.พ. 2559 และสำรวจเส้นทาง จ.ตาก เมียวดี และพระธาตุอินทร์แขวนในเมียนมา วันที่ 19-23 ต.ค. 2559

ส่วนคณะธรรมยาตรา ประกอบด้วยพระสงฆ์ 5 ประเทศ ญาติโยมชาวไทยและสื่อมวลชน โดยกำหนดยาตราเป็นเวลา 14 วัน ใน 5 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 10-24 มี.ค. 2560

 

ประทับใจอักษรสาสน์ ของกษัตริย์จิกมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/461583

ประทับใจอักษรสาสน์ ของกษัตริย์จิกมี

โดย…ส.คนจริง

ผู้นำทั่วโลกแสดงความไว้อาลัยในการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อย่างสุดซึ้ง แต่ที่ผู้เขียนอ่านแล้วซาบซึ้งอย่างยิ่งเป็นพระอักษรแสดงความไว้อาลัยที่สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน ที่เสด็จฯ มาถวายบังคมและทรงวางพวงมาลาพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2559 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ในฐานะพสกนิกรชาวไทยที่เป็นชาวพุทธรู้สึกว่า พระอักษรสั้นๆ แต่ลึกซึ้งแบบชาวพุทธที่เข้าใจตรงกันว่า เป้าหมายสูงสุดของชาวพุทธนั้นคือพระนิพพาน พระอักษรถวายความไว้อาลัย จึงว่าเสด็จฯ สู่พระนิพพาน และ (ถ้า) มีพระราชสมภพใหม่ ขอให้เป็นธรรมราชา สมแล้วที่ราชอาณาจักรภูฏานประกาศว่า เป็นประเทศที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

ความในพระอักษรแสดงความอาลัยดังนี้ (ผู้เขียนแปลอย่างไม่เป็นทางการ)วันที่ 16 ต.ค. 2559 กรุงเทพฯ ประเทศไทย ถวายบังคมพระมหากษัตริย์ที่หาผู้เปรียบเทียบได้ยาก ผู้ทรงวิสัยทัศน์ พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นรัตนเลอค่ายิ่ง พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเสด็จสู่พระนิพพาน ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายความเคารพอย่างสูงสุด และภาวนาจากหัวใจ ขอให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงอุบัติเสมอในฐานะพระธรรมราชา เพื่ออวยประโยชน์แด่สรรพสัตว์ทั้งมวล

ผู้เขียนขอขยายความคำว่า เสด็จสู่พระนิพพาน เป็นคำที่แสดงถึงการเข้าถึงคำสอนพระพุทธองค์ และเป้าหมายสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง คือ พระนิพพาน

นอกจากนั้น ยังเชื่อเรื่องชาติหน้า ตามหลักความเชื่อชาวพุทธว่า มีอดีต ปัจจุบัน และอนาคต (ชาติหน้า) พระอักษรจึงกล่าวถึง (ถ้า) เกิด ขอให้เป็นพระธรรมราชาเพื่อยังประโยชน์สุขแก่สรรพสัตว์

ในความเชื่อตามวัชรยาน ธรรมราชา ไม่น่าจะแปลอย่างอื่น นอกจากพระโพธิสัตว์

เราชาวไทยสำนึกในพระมหา กรุณาธิคุณเสมอว่าพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอด 70 ปี นอกจากทรงเป็นพลังแผ่นดินแล้ว ไม่มีใครปฏิเสธว่าพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ และโครงการเพื่อแผ่นดินนับพันโครงการ ทรงทำเพื่อช่วยเหลือพสกนิกรให้หลุดพ้นจากความทุกข์ นั่นคือปฏิปทาแห่งพระโพธิสัตว์โดยแท้ ที่มีปณิธานช่วยเหลือสรรพสัตว์ก่อน

ผู้เขียนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ  สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน ที่ถวายความไว้อาลัยแบบที่ชาวพุทธทั้งหลายจะพึงมีต่อกัน

ภูมิหลังของประเทศภูฏาน ตามที่ผู้เขียนเคยไปเห็นด้วยตาตนเองเมื่อปี 2550 นั้น เป็นประเทศเล็กๆ ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัย ที่มีประเพณีวัฒนธรรมของตนเอง ไม่ยอมรับอิทธิพลของประเทศข้างเคียงที่ใหญ่ๆ ไม่ว่าอินเดียและจีน จึงไม่ต้องพูดถึงวัฒนธรรมแบบตะวันตกไม่สามารถทะลุทะลวงเทือกเขาแห่งความจงรักภักดีในชาติได้ จึงเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเรียบง่าย

ตั้งแต่การเรียนการศึกษา และอาคารที่ก่อสร้างมีรูปแบบเฉพาะตัว เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ เพราะวงกบกรอบประตูหน้าต่างจะเหมือนกันทุกแห่ง

ภูฏานเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนามหายานแบบตันตระ หรือวัชรยานเป็นศาสนาประจำชาติ

 

วันแห่งการเคารพธรรม ของมหาชน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/461582

วันแห่งการเคารพธรรม ของมหาชน!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตกตัญญูกตเวทิตา… พระบาทสมเด็จพระปรมิน ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย ไปตามธรรมวิถี… ฝากไว้แต่คุณความดี… คุณธรรมของความเป็นจอมกษัตริย์ผู้ทรงธรรม… เพื่อสัตว์โลก

พุทธภาษิต เหนือฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ขณะทรงประทับใต้ต้นอชปาลนิโครธว่า “บุคคลผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรง ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เราพึงสักการะเคารพ อาศัยสมณะหรือพราหมณ์ คนไหนหนอ แลอยู่ …” และได้ทรงพิจารณาว่า… ควรสักการะเคารพ อาศัยสมณะหรือพราหมณ์ ที่มีศีลขันธ์สมบูรณ์ สมาธิขันธ์สมบูรณ์ ปัญญาขันธ์สมบูรณ์… วิมุตติขันธ์สมบูรณ์ และวิมุตติญาณทัสสนะสมบูรณ์… แต่เมื่อพิจารณาไปตลอดโลกนี้แล้ว ไม่พบว่าจะมีใครๆ ไม่ว่าจะเป็นสมณะพราหมณ์อื่นในโลก… หรือในเทวโลก มารโลก พรหมโลก ที่จะมีความสมบูรณ์ในองค์ธรรมทั้ง 4 ไปยิ่งกว่าพระองค์… ดังนี้แล้ว จึงทรงทราบด้วยพระสัพพัญญุตญาณว่า… พระองค์ควรแก่การสักการะเคารพ อาศัยธรรมที่ทรงตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง… ดังพระพุทธเจ้าในอดีต… ในอนาคต และแม้ในปัจจุบัน ที่ควรเคารพพระสัทธรรม… อันเป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย… เพราะเหตุนี้ สาธุชนทั้งหลายผู้ใฝ่ประโยชน์ มุ่งหวังความเป็นใหญ่ ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงควรเคารพพระสัทธรรม… ดุจดังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ที่ทรงเคารพพระสัทธรรมมาโดยตลอด สมดังที่มีพระบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อันที่ 5 พ.ค. 2493 ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

70 พรรษา แห่งการครองราชย์ ปกครองแผ่นดินของพระองค์ ทรงดำเนินไปอย่างมีแบบแผน โดยมีพระสัทธรรมเป็นเนติฉบับ สมดังที่ทรงแสดงพระองค์ต่อหน้าคณะสงฆ์ว่า… “ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ แต่เดิมมาโยมก็ได้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส และได้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ด้วยวิธีนั้นๆ อยู่แล้ว ฉะนั้น บัดนี้ โยมได้เถลิงถวัลยราชสมบัติ บรมราชาภิเษกแล้ว จึงขอมอบตัวแด่พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงฆ์เจ้า กับจะได้จัดการให้ความคุ้มครองรักษาพระพุทธศาสนาโดยชอบธรรมตลอดไป ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ขอพระสงฆ์จงทรงจำไว้ด้วยดีว่า โยมเป็นพุทธศาสนูปถัมภกเถิดฯ” (พระดำรัสในวันเถลิงถวัลยราชสมบัติ)

 

ดังนั้น เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต ศาสนิกชนชาวไทยจึงพร้อมใจกัน น้อมระลึกถึงคุณธรรมความดี และพระมหากรุณาของพระองค์ท่าน ที่ทรงปฏิบัติมาอย่างมั่นคงในชีวิตด้วยความเคารพบูชาพระสัทธรรม ดังที่ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม คำนึงถึงประโยชน์สุขของแผ่นดินเป็นที่สุด… วันที่ 23 ต.ค. 2559 นี้ สาธุชนชาวไทยจึงได้ร่วมใจกันมาสมาทานรับกรรมฐานครั้งประวัติศาสตร์ โดยมีเจตนาเพื่อปฏิบัติธรรม… บูชาธรรม… ก่ออธิการกุศล และร่วมใจกันถวายสังฆทาน “มตกภัต”… แด่คณะสงฆ์ ที่รองรับด้วยองค์คุณแห่งศีล… ที่สมาทานด้วยดีแล้ว เพื่อยกขึ้นสู่ความเป็นอธิการกุศล น้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงธรรมมาตลอดชีวิต… ที่ชาวไทยรักเคารพเทิดทูนเป็น “พ่อแห่งแผ่นดิน”

วันประวัติศาสตร์แห่งการบูชาธรรม… รับกรรมฐานของพสกนิกรชาวไทยในครั้งนี้ มี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จเป็นองค์ประธาน เพื่อนำศาสนิกชนชาวไทย อบรมจิตตภาวนา… อธิษฐานชินบัญชรธรรม… โดยมี พระอาจารย์อารยะวังโส เจ้าสำนักปฏิบัติธรรม จ.ลำพูน (ธรรมยุต) แห่งที่ 1/วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จ.ลำพูน เป็นพระวิปัสสนาจารย์ ในระหว่างเวลา 07.00-10.30 น. ณ พระอุโบสถหลวง วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร… เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเนื่องในวันปิยมหาราช จึงจะได้อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่บุรพกษัตริย์ไทยทุกพระองค์… จึงนับเป็นวันประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่งในชีวิตที่ควรจดจำและไม่ควรพลาดต่อการเข้าร่วม… (งานครั้งนี้จะมีการบันทึกภาพทั้งหมดส่งสำนักพระราชวัง…) เจริญพร

 

เปลี่ยนใจครั้งเดียว สำเร็จทั้งชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/461581

เปลี่ยนใจครั้งเดียว สำเร็จทั้งชีวิต

โดย…ราช รามัญ

หนทางในการเดินตามวิถีชีวิตของคนแต่ละคนเมื่อมาถึงจุดหนึ่งต่างก็ต้องพบกับทางแยกบ้าง และทางแยกนั้นอาจจะต้องทำให้เราได้ระลึกนึกคิดว่าเราจะไปทางไหนดี เพื่อให้เหมาะกับชีวิตของเรา แม้เจ้าชายสิทธัตถะเองพระองค์ก็ได้พบทางแยกของชีวิต แล้วพระองค์เฝ้าถามตัวเองว่าจะไปทางไหน ระหว่างการอยู่ในทางโลกและการอยู่ในที่อันสงบเย็น สุดท้ายพระองค์เลือกทางที่สงบเย็นเป็นสรณะ

การเปลี่ยนใจครั้งเดียวเพื่อให้สำเร็จไปทั้งชีวิต จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นได้จริง ถ้าเรามีหลักในการคิดพิจารณาอย่างรอบคอบ แต่บางคนอาจจะเปลี่ยนหลายครั้ง ทำมาหลายอาชีพแล้วยังไม่ประสบผลสำเร็จก็มี สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับภาวะของจิตแต่ละคนด้วยในขณะนั้น

เป้าหมายถือได้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ความสามารถของตนเองเป็นสิ่งที่สำคัญ ตลอดทั้งโอกาสเป็นเหมือนลม เพียงวูบเดียวเท่านั้น ถ้าสามองค์ประกอบมาจ่อพร้อมกันเมื่อไหร่ ถ้าเราพร้อม เชื่อเหลือเกินว่าการตัดสินใจครั้งนั้นย่อมไม่ผิดพลาด

สัปดาห์นี้ผมเลยขออนุญาตนำเอาผลงานเล่มใหม่ล่าสุดของผมขึ้นมาเขียน เป็นผลงานที่นำเอาข้อคิดและมุมมองต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตและสิ่งที่มีความเชื่อมโยงกับธรรมะมารวบรวมเอาไว้เพียงเพื่อให้ได้พบกับหนทางที่จะนำพาให้คุณก้าวไปสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง จึงตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า เปลี่ยนใจครั้งเดียวสำเร็จทั้งชีวิต

ใครที่สับสนในชีวิต ใครที่ไม่รู้ว่าเราจะเดินไปในเส้นทางชีวิตทางไหนดี ใครก็ตามที่ยังมองไม่เห็นว่าเนื้อแท้ที่จริงเราควรจะต้องเลือกทางไหน หนังสือเล่มนี้พอที่จะเป็นแนวทางให้คุณได้ลองพิจารณาแล้วนำไปทำตาม ผมพูดเสมอว่า หลายคนที่ขยันแต่ทำไมไม่รวยก็มีใช้ไปวันๆ หลายคนทำไมเขาทำงานไม่ได้หนักอะไรเลยแต่ทำไมเขาจึงร่ำรวย

ทุกอย่างเริ่มต้นจากหลักวิธีคิด ในเล่มผมยังนำเอาเรื่องของกรรมมารวบรวมไว้ด้วย คำว่ากรรม จะว่าไปนั้นเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนมาก แต่หลายคนมองกรรมเพียงมิติเดียว คือ ทำดีได้ดี และ
ทำชั่วได้ชั่ว จึงเป็นการมองที่สุ่มเสี่ยง พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่าเรื่องของกรรมนั้นเป็นอจินไตย เพราะการสนองย้อนคืนของกรรมนั้นมีภาวะปัจจัยในการแทรกอยู่มากมายหลากหลาย

ในหนังสือวิสุทธิมรรค ได้มีการกล่าวถึงกรรม 12 ไว้ได้อย่างน่าสนใจ เมื่อคุณเข้าใจคำว่ากรรมครบรอบแบบนี้แล้ว จะเข้าใจชีวิตมากขึ้นว่า ทำไม…เราไม่ประสบความสำเร็จเสียที ทำไมเรารวยช้าและทำไมคนอื่นรวยเร็ว คำถามเหล่านี้จะหมดไป มาดูกันว่ากรรมทั้ง 12 แบบนั้นมีอะไรบ้าง

กรรมให้ผลตามเวลาทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาตินี้อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาติหน้า อปราปรเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาติต่อๆ ไป อโหสิกรรม กรรมที่เลิกให้ผล คือให้ผลเสร็จไปแล้ว หรือหมดโอกาสจะให้ผลต่อไป

กรรมให้ผลตามหน้าที่ ชนกกรรม กรรมที่แต่งมาดีหรือชั่ว อุปถัมภกกรรม กรรมที่สนับสนุน คือ ถ้ากรรมเดิมหรือชนกกรรมแต่งดี ส่งให้ดียิ่งขึ้น กรรมเดิมแต่งให้ชั่ว ก็ส่งให้ชั่วยิ่งขึ้น อุปปีฬกกรรม กรรมบีบคั้นหรือขัดขวางกรรมเดิม คอยเบียนชนกกรรม เช่นเดิมแต่งมาดี เบียนให้ชั่ว เดิมแต่งมาชั่ว เบียนให้ดี อุปฆาตกกรรม กรรมตัดรอน เป็นกรรมพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เช่นเดิมชนกกรรมแต่งไว้ดีเลิศ กลับทีเดียวลงเป็นขอทานหรือตายไปเลย หรือเดิมชนกกรรมแต่งไว้เลวมาก กลับทีเดียวเป็นพระราชาหรือมหาเศรษฐีไปเลย

กรรมให้ผลตามความหนักเบาครุกรรม กรรมหนัก กรรมฝ่ายดี เช่น ทำสมาธิจนได้ฌาน กรรมฝ่ายชั่ว เช่นทำอนันตริยกรรม มีฆ่าบิดามารดาเป็นต้น เป็นกรรมที่จะให้ผลโดยไม่มีกรรมอื่นมาขวางหรือกั้นได้ พหุลกรรม กรรมที่ทำจนชิน อาสันนกรรม กรรมที่ทำเมื่อใกล้ตาย หรือที่เอาจิตใจจดจ่อในเวลาใกล้ตาย อาสันนกรรม ย่อมส่งผลให้ไปสู่ที่ดีหรือชั่วได้ เปรียบเหมือนโคแก่ที่อยู่ปากคอก แม้แรงจะน้อย แต่เมื่อเปิดคอกก็ออกได้ก่อน กตัตตากรรม กรรมสักแต่ว่าทำ คือ เจตนาไม่สมบูรณ์ อาจจะทำด้วยความประมาทหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็อาจส่งผลดีร้ายให้ได้เหมือนกัน ในเมื่อไม่มีกรรมอื่นจะให้ผลแล้วในหนังสือเปลี่ยนใจครั้งเดียวสำเร็จทั้งชีวิตเล่มนี้ผมได้หยิบเอาเรื่องนี้ไปเป็นหลักในการคิดพิจารณาเพื่อทั้งคลายปัญหาชีวิตและเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ผมวางจำหน่ายในร้านหนังสือซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์เพียงที่เดียวเท่านั้นครับ

 

เบญจภาคี ยอดขุนพล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/461580

เบญจภาคี ยอดขุนพล

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เปิดสนามวันนี้ชมพระเบญจภาคีเนื้อโลหะตระกูลพระกรุกันครับ ในอดีตเช่าหากันแพงมากและหายาก จึงทำให้นักสะสมรุ่นใหม่ไม่เห็นองค์จริงกันเท่าไร ตลาดพระกรุก็ตกลงมาเรื่อยๆ ทั้งที่ศิลปะและพุทธคุณสุดยอด ขอบคุณ คุณพรชัย วินวินพระเครื่อง ที่นำพระมาให้ชมครับ

องค์ที่หนึ่ง พระพุทธชินราช ใบเสมา เนื้อชินเงิน เป็นหนึ่งในชุดเบญจภาคี พระเนื้อชินยอดนิยม พบจากกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก องค์พระเหมือนพระพุทธชินราช ที่เป็นพระประธาน และมีแบบคล้ายใบเสมา ตามรอบอุโบสถวัด จึงมีชื่อเรียกว่า พระพุทธชินราช ใบเสมา มี 3 พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง และพิมพ์เล็ก แต่ละพิมพ์สามารถแบ่งได้เป็นพิมพ์ใหญ่ ฐานสูง พิมพ์ใหญ่ ฐานเตี้ย พิมพ์กลาง ฐานสูง พิมพ์กลาง ฐานเตี้ย และพิมพ์เล็ก ฐานสูง การแบ่งแยกเป็น “ฐานสูง” นั้นสังเกตจากองค์พระมีส่วนเกินใต้ฐาน ทำให้ฐานขององค์พระดูสูงขึ้น ผิวเนื้อขององค์พระจะออกสีนวลดำๆ มีคราบปรอทให้เห็นประปราย อาจพบรอยระเบิดจากภายในออกสู่ภายนอก พระพุทธชินราช ใบเสมา แตกกรุออกมาเมื่อประมาณปี 2440 ในสมัยรัชกาลที่ 5

 

องค์ที่สอง ชมพระร่วงหลังลายผ้า กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองลพบุรี ได้รับการจัดเป็นหนึ่งในชุดพระเบญจภาคี พระกรุเนื้อโลหะ ปัจจุบันหาชมได้ยาก แตกกรุออกมาครั้งแรกประมาณปี 2430 ที่พระปรางค์องค์ใหญ่ในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ต่อมาแตกกรุอีก 2 ครั้ง คือ ปี 2455 และปี 2458 ในบริเวณใกล้เคียงกัน ด้านพุทธคุณครบเครื่องทั้งด้านเมตตา อำนาจ แคล้วคลาด จะมีเพียง 2 เนื้อ คือ เนื้อชินเงินและตะกั่วสนิมแดง พุทธลักษณะองค์พระประธานประทับยืน แสดงปางประทานพร ศิลปะเขมร ยุคบายน แบ่งแยกพิมพ์ได้ 2 พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ ซึ่งเรียกว่าพิมพ์นิยม และพิมพ์เล็ก ส่วนพิมพ์ด้านหลังเป็นหลังลายผ้า องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพิมพ์ใหญ่เนื้อตะกั่วสนิมแดง

องค์ที่สาม ชม พระเทริดขนนก กรุวัดเสมาสามชั้น สนิมแดง มีอายุกว่า 700 ปี ขุดพบที่วัดเสมาสามชั้น ซึ่งเดิมเป็นวัดร้าง แตกกรุออกมา 2 ครั้ง ครั้งแรกในราวปี 2473 ครั้งที่ 2 เกิดจากนักเรียนและภารโรง โรงเรียนการช่างชายเพชรบุรี ทำความสะอาดพื้นที่ด้านหลังโรงเรียน ซึ่งติดกับวัดร้าง (วัดเสมาสามชั้น) โดยจุดไฟเผาพงหญ้าแห้ง ซึ่งสุมกองเป็นเนิน ไฟได้ลุกลามไปถึงเนินดินใกล้ แล้วไฟก็ดับไปเฉยๆ ทั้งที่บนเนินดินมีหญ้าแห้งที่เป็นเชื้อไฟได้อย่างดี เลยคิดกันว่าใต้ดินคงมีของดี จึงช่วยกันขุดพบเศษอิฐเก่าและอิฐโบราณขนาดใหญ่ปูเรียงไว้ ต่อมาชาวบ้านคนหนึ่งทราบข่าวจากเพื่อนภารโรง จึงมาขุดได้พบพระเนื้อชินสนิมแดง ประมาณ 200 องค์ เป็นพระศิลปะลพบุรี มี 2 พิมพ์ คือ มีองค์พระประทับนั่งในซุ้มเรือนแก้ว เรียกว่า พระยอดขุนพล และอีกพิมพ์หนึ่ง องค์พระตัดปีกชิด เรียกกันว่า พระเทริดขนนก

 

องค์ที่สี่ ชมพระหูยาน ลพบุรี ถ้าพูดถึงพระพิมพ์นั่งของเมืองลพบุรีแล้ว ต้องยกให้พระหูยาน ถ้าเป็นพระพิมพ์ยืนก็ต้องพระร่วงหลังลายผ้า พระหูยานต้นกำเนิดอยู่ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ แตกกรุออกมาครั้งแรกเมื่อประมาณปี 2450 ซึ่งเราเรียกว่า “พระกรุเก่า” พระที่แตกออกมาครั้งแรกนั้นจะมีผิวสีดำมีปรอทขาวจับอยู่ตามซอกขององค์พระ เล็กน้อย เมื่อผ่านการใช้ผิวปรอทก็จะหายไป ต่อมาก็มีแตกออกมาบ้างแต่ก็ไม่มากจนกระทั่งปี 2508 ก็มีแตกกรุออกมาอีกเป็นจำนวนมาก ที่บริเวณเจดีย์องค์เล็กหน้าองค์พระปรางค์ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งเรียกกันว่า “กรุใหม่”
องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพิมพ์ใหญ่ กรุเก่า เป็นพระดูง่าย ของคุณชรัฐ ตามไท

จากกันด้วยข้อคิดจากขงจื๊อ “เมื่อประตูบานหนึ่งเปิด อีกบานหนึ่งก็ย่อมจะปิด บ่อยครั้งที่เรามัวแต่จ้องประตูบานที่เปิดอยู่ จนไม่ทันเห็นว่ามีอีกบานปิดอยู่”

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/461579

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

คณะสงฆ์ (ธ) กทม.-สป.สวดมนต์ถวายในหลวง

17 ต.ค. 2559 เมื่อเวลา 15.00 น. เจ้าคณะพระสังฆาธิการ กรุงเทพมหานคร-สมุทรปราการ (ธรรมยุต) จัดการบำเพ็ญกุศลสวดพระพุทธมนต์ อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ณ พระอุโบสถวัดราชาธิวาสวิหาร โดยมี พระพรหมมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม แม่กองธรรมสนามหลวง เลขาธิการกรรมการบริหารคณะธรรมยุต เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร เลขาธิการ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

นอกจากนั้น ยังมีพระเถระหลายรูปเข้าร่วมการบำเพ็ญกุศลครั้งนี้ อาทิ พระพรหมวิสุทธาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 11 (ธรรมยุต) รองแม่กองธรรมสนามหลวง เจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์วรวิหาร พระธรรมกวี เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร พระธรรมปาโมกข์ เจ้าคณะเขตดุสิต (ธ) เจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม พระเทพวิสุทธิกวี เจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธ) พระเทพสังวรญาณ เจ้าคณะกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ (ธ)

โดยได้อัญเชิญบทพระพุทธมนต์สำคัญๆ อย่างบท อนัตตลักขณสูตร ซึ่งจุดมุ่งหมายของพระสูตรนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเป็นอนัตตาของสรรพสิ่ง ให้เล็งเห็นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ หรือขันธ์ 5 นั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรไปเป็นธรรมดา ไม่ควรที่จะเห็นโดยสำคัญด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิ ว่า นั่นเป็นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา

150 วัด ศูนย์ประกอบพิธีทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2559 นายบุญเชิด กิตติธรางกูร รองโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า ตามที่มหาเถรสมาคม (มส.) มีมติให้คณะสงฆ์และวัดทุกวัดทั้งในและต่างประเทศ ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค. 2559 เป็นต้นไปนั้น มีวัดที่เป็นศูนย์กลางในการประกอบพิธี ในเขตกรุงเทพฯ มีจำนวน 150 วัด อาทิ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ วัดสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร วัดสระเกศฯ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย วัดหัวลำโพง เขตบางรัก วัดยาง เขตสวนหลวง วัดเทพลีลา เขตบางกะปิ เป็นต้น

ส่วนภูมิภาค จำนวน 96 วัด แบ่งเป็นหนใต้ 14 วัด หนตะวันออก จำนวน 24 วัด หนกลาง จำนวน 22 วัด หนเหนือ มีจำนวน 16 วัด ทั้งนี้สามารถเข้าไปดูรายละเอียดชื่อวัดที่ประกอบพิธีได้ที่เว็บไซต์ของ พศ. www.onab.go.th

สำหรับแนวทางในการประกอบพิธีนั้นให้ปฏิบัติ ดังนี้ 1.จัดโต๊ะหมู่บูชา ประดิษฐานพระบรมรูป พระบรมฉายาลักษณ์ พระสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ภาพสีหรือขาวดำ) พร้อมตั้งเครื่องบูชาทองน้อย ภายในพระอุโบสถหรืออุโบสถ หรือสถานที่ที่สมพระเกียรติภายในวัด 2.ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ในเวลา 15.52 น. หรือตามเวลาที่เหมาะสมทุกวัน เป็นเวลา 1 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค.นี้เป็นต้นไป โดยวัดทุกวัดเป็นเจ้าภาพและเชิญชวนประชาชนร่วมถวายเป็นพระราชกุศล 3.ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เมื่อครบกำหนดสัตมวาร (7 วัน) ปัญญาสมวาร (50 วัน) และศตมวาร (100 วัน) 4.สำหรับสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด เมื่อครบสัตมวาร (7 วัน) ปัญญาสมวาร (50 วัน) และศตมวาร (100 วัน) ให้จัดปฏิบัติธรรมมีกำหนดคราวละ 7 วัน 5.เจริญจิตตภาวนาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลหลังทำวัตรสวดมนต์เย็นทุกวัน และ 6.เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมบำเพ็ญบุญด้วยการสวดมนต์ เจริญจิตตภาวนา รักษาศีล ฟังธรรม และปฏิบัติธรรม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ตลอดระยะเวลา 1 ปี

 

นานาชาติศาสนาที่กุสินารา สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

วันที่ 15 ต.ค. 2559 เวลา 17.00 น. ที่ลานพระบรมรูปวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ พระเทพโพธิวิเทศ (วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมทั้งจุดเทียนรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แด่พระผู้สถิตอยู่ในใจตราบนิรันทร์ โดยมีพระสงฆ์นานาชาติ เจ้าอาวาส 9 ชาติ คือ ไทย เมียนมา อินเดีย กัมพูชา ศรีลังกา ธิเบต ภูฏาน เวียดนาม เนปาล มีพระอภิธช อัคคมหาสัมธัมมโชติกะ ดร.ภัททันตะ ญาณิสสระ เจ้าอาวาสวัดเมียนมาเมืองกุสินารา เป็นประธาน พระมหินเดอร์ รัฐมนตรีพระพุทธศาสนารัฐอุตตรประเทศ และข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน ทุกชาติศาสนา มีประธานสมาคมมวยปล้ำรัฐอุตตรประเทศ เป็นประธาน ทั้งผู้นำศาสนาต่างๆ พุทธ พราหมณ์-ฮินดู อิสลาม ซิงห์ ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

 

เจ้าอาวาสวัดบวรเผยความทรงจำเมื่อครั้งที่ในหลวงทรงพระผนวช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2559 เวลา 21:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/460874

เจ้าอาวาสวัดบวรเผยความทรงจำเมื่อครั้งที่ในหลวงทรงพระผนวช

“สมเด็จพระวันรัต” เจ้าอาวาสวัดบวรฯย้อนเหตุการณ์ถึงครั้งที่ในหลวงรัชกาลที่9ทรงพระผนวช เผยทรงมีพระขันติธรรมสูงยิ่ง

“เมื่อเสด็จลงพระอุโบสถทำวัตรเช้าเย็นที่ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง พระองค์ประทับพับเพียบโดยไม่ผลัดเปลี่ยนท่าประทับเลย ต่างจากพระทั่วไปๆ พอปวดเมื่อยก็ต้องผลัดเปลี่ยนท่านั่ง หรือขยับขาเพื่อให้คลายปวดเมื่อย แต่อาตมาเห็นพระองค์ทรงอยู่นิ่งมาก แสดงให้เห็นถึงการมีพระขันติธรรมสูงยิ่ง”

นั่นคือสิ่งที่ สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต และกรรมการมหาเถรสมาคมจำได้แม่น ขณะเล่าย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระผนวชที่วัดบวรนิเวศวิหารในปี 2499 เป็นเวลา 15 วันระหว่าง ระหว่างวันที่ 22 ต.ค. -5 พ.ย. 2499

สมเด็จพระวันรัต ซึ่งได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในปีเดียวกับที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระผนวช กล่าวว่า ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงดำรงสมณเพศ ได้ทรงปฏิบัติพระศาสนกิจเช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เช่น ถ้าไม่ได้ทรงรับนิมนต์ที่ไหนทุกเช้าก็จะเสด็จออกรับบิณฑบาตจากประชาชนทั่วไปทั้งใกล้และไกล รวมถึงเสด็จลงพระอุโบสถ ทรงทำวัตรเช้าและเย็นไม่เคยขาด และทรงรับการถวายความรู้เกี่ยวกับข้อธรรมวินัยจากพระภิกษุพระราชาคณะในวัดบวรฯที่หมุนเวียนมาถวายทุกเช้าและเย็นตลอด 15 วัน ที่ทรงดำรงในพระสมณเพศ

“อาตมาได้เห็นพระจริยวัตรที่งดงามของพระองค์หลายอย่างน่าเลื่อมใสมาก เช่น ทรงเคารพในพระราชอุปัชฌาย์อาจารย์ และที่เด่นชัดมากคือทรงเปี่ยมไปด้วยขันติธรรม”สมเด็จพระวันรัต กล่าว

เจ้าอาวาสวัดบวรฯ กล่าวอีกว่า เมื่อครั้งผนวชยังได้ทรงปลูกต้นสัก ที่พระตำหนัก วัดบวรนิเวศวิหารเป็นอนุสรณ์ นอกจากนี้ทรงเป็นประธานประกอบพิธีเททองปฐมฤกษ์พระกริ่งพระพุทธชินสีห์ หรือพระกริ่ง 7 รอบ เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 7 รอบ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระราชอุปัธยาจารย์ ในวันที่ 3 พ.ย. 2499

ขณะที่พระศากยวงศ์วิสุทธิ์  (อนิล ธัมมสากิโย) กล่าวเสริมว่า ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลาผนวชได้นำฉลองพระบาทถวายให้กับพระพี่เลี้ยง ซึ่งก็คือเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช หรือ พระสาสนโสภณ ในขณะนั้น

สมเด็จพระวันรัต

 

“คำถวายสังฆทาน”เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2559 เวลา 16:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/460849

"คำถวายสังฆทาน"เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่9

“คำถวายสังฆทาน” สำหรับประชาชนที่ต้องการทำบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ได้แต่งคำถวายสังฆทานทั้งภาษาบาลีและภาษาไทยเพื่อให้ประชาชนคนไทยที่ต้องการทำบุญสังฆทานอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้กล่าวคำถวายอย่างถูกต้อง ดังนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ หน)

อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน

ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ ปะระมินทะมะหาภูมิพะละอะตุ

ละเตชะมหาราชัสสะ เจวะ อัมหากัญจะ ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ฯ

คำแปล

ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายภัตตาหาร พร้อมกับของบริวารทั้งหลายเหล่านี้ แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับภัตตาหารพร้อมกับของ
บริวารทั้งหลายเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข เพื่ออุทิศถวายเป็น พระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย และแก่ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ด้วย ตลอดกาลนาน เทอญ ฯ

 

ทรงเป็นเทพคุ้มครองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/460533

ทรงเป็นเทพคุ้มครองไทย

โดย…ปิยโสภณ

ยิ่งรักยิ่งโศก ยิ่งภักดียิ่งเศร้า ความโศกเศร้าเพราะพลัดพราก สูญเสียคนรัก คือพ่อแม่ญาติมิตร แม้จะทำใจได้ยาก แต่ก็กระเทือนเพียงเครือญาติ แต่คราวนี้กระเทือนหัวใจคนไทยทั้งชาติ เมื่อทราบข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตแล้วจะมีธรรมะข้อไหนบ้างเล่า ที่พอจะบรรเทาเยียวยาจิตใจคนไทยในคราครั้งนี้ลองใคร่ครวญตามนะ

1.ให้คิดว่าพระเจ้าอยู่หัวเสด็จอุบัติมาสร้างบุญบารมี ทรงช่วยเหลือประชาชน บนราชบัลลังก์แห่งกษัตริย์มานานถึง 70 ปี เมื่อเหนื่อยหนัก ก็อยากพักผ่อนบ้าง วันนี้ พระองค์ท่านทรงพักพระวรกายให้สบายใจ ทรงพ้นทุกข์โศกโรคภัยทุกประการแล้วเพียงร่างกายเท่านั้นที่เจ็บป่วย แต่ดวงใจยังแจ่มใส สงบนิ่ง อิ่มบุญ เพียงพระองค์ลงมาสร้างบารมีเยี่ยมเยียนโลกมนุษย์ชั่วขณะหนึ่ง เสร็จภาระแล้ว วันนี้ขอเดินทางกลับไปสู่สวรรคาลัยที่ทรงประทับ บุญบารมีที่ทรงบำเพ็ญ 89 ปี บนโลกมนุษย์ ก็เพียงพอแล้ว ที่จะต่ออายุบนโลกสวรรค์ พระองค์ไม่ได้ทิ้งคนไทยไปไหน แต่ทรงไปเป็นเทพไท้เทวา ผู้มีศักดิ์ใหญ่ คอยปกป้องคุ้มครองผืนแผ่นดินไทย พสกนิกรไทยที่จงรักภักดีต่อพระองค์ ให้ทุกคนร่มเย็นเป็นสุข เหมือนที่เราขอพึ่งพระบารมีของสมเด็จพระปิยมหาราช

2.นึกในทางผ่อนคลาย การมาเกิดบนโลกใบนี้เหมือนออกสู่สนามรบ ในหลวงทรงรบกับความทุกข์ยากลำบากของชาตินานาประการ ทรงผ่านมาทุกสมรภูมิ มีทั้งโศกเศร้าและสูญเสีย ทรงเป็นนักรบที่แม้แต่ข้าศึกก็ยังรัก ทรงรบกับความยากจน ให้คนจนมีรอยยิ้ม รบกับกิเลสโกรธเกลียดและทรงอภัย สุดท้าย ทรงรบกับกาลเวลา ชรา พยาธิ อย่างอดทนที่สุดถึง 89 พรรษา จนร่างกายของพระองค์ชราและเสื่อมสภาพร่างกายเหมือนเครื่องบิน จิตเหมือนนักบิน ชราพยาธิเหมือนลูกกระสุนจากข้าศึก เมื่อเครื่องถูกยิง นักบินต้องรีบดีดตัวออกจากเครื่องบิน กดร่มชูชีพให้กาง เพื่อพยุงตัวลงสู่ที่ปลอดภัย ฉันใดวันนี้ ดวงจิตของพระองค์ ได้วางเรือนร่างที่ใช้งานมานาน จนชราชำรุดมากเกินการเยียวยาแล้ว ยิ่งรักษายิ่งทรุดโทรม จึงต้องให้ธรรมชาติหลอมรวมหล่อใหม่ให้ดีกว่าเดิมนักบินคือดวงจิตของพระองค์ ทรงมีบุญกุศลพลังจิตจากพสกนิกรทั้งแผ่นดินส่งไปให้ เป็นเหมือนร่มชูชีพ ที่จะพยุงส่งให้พระองค์ปลอดภัยในสวรรคาลัย

3.คิดในทางโลกุตระ สังสารวัฏนี้ ไม่มีเกิด ไม่มีตายจริง มีเพียงปรากฏการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงตามหลักไตรลักษณ์เท่านั้น ทุกอย่างล้วน เป็นกฎแห่งธรรมชาติและสัจธรรม

ขณะที่คนร้องไห้โศกเศร้าเสียใจเพราะสูญเสียคนที่รัก แต่อีกภพภูมิหนึ่งอาจดีใจคอยต้อนรับการกลับมาใหม่ของเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่ก็ได้เพราะมีเกิดจึงมีตาย เพราะมีตายจึงมีเกิดเมื่อมีเด็กมาเกิดใหม่ในบ้าน เราดีใจ แต่เบื้องหลังอีกภพภูมิที่เด็กคนนี้จากมาอาจมีคนมากมายกำลังร้องไห้เสียใจ เหมือนที่เกิดกับเราในขณะนี้ก็ได้นี่คือสังสารวัฏของชีวิต

ชีวิตเป็นสัจธรรม ทำงานเหมือนฤดูกาล เกิดเหมือนฤดูใบไม้ผลิ แก่เหมือนฤดูใบไม้ร่วง ตายเหมือนฤดูหนาว หิมะลงหนา ดูเหมือนต้นไม้ตายเพราะทั้งต้นดูแห้งโกร๋น มีเพียงกิ่งก้านสาขา แต่ไร้ดอกใบ แต่เมื่อถึงฤดูสปริง ก็ผลิดอกออกใบคืนชีพมางดงามอีกรอบ เหมือนการมาเกิดใหม่ของชีวิต ครั้งแล้วครั้งเล่า ต้องเผชิญกับชรา พยาธิ และมรณะ หมุนเวียนไปเช่นนี้ทุกชีวิต ไม่สิ้นสุด จนกว่าจะหมดเชื้อกิเลสเป็นเหตุให้มาเกิด พิจารณาให้สูงขึ้น เกิดกับตายไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการสมมติเรียกธรรมชาติอย่างหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง ชีวิตจึงหมายถึงการเดินทางแห่งกาลเวลา การเห็นคุณของบุญบารมีขอพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ที่เต็มเปี่ยมงดงามสูงส่ง ได้ส่งพระองค์ให้ไปเป็นเทพผู้มีศักดิ์ คอยดูแลปกป้องคุ้มครองไทยให้ร่มเย็นตลอดไป เทอญ