พระเจ้าแผ่นดิน…ผู้ทรงสถิตในจิตใจชั่วนิรันดร!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/460531

พระเจ้าแผ่นดิน...ผู้ทรงสถิตในจิตใจชั่วนิรันดร!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนชาวไทย… ยามนี้คงไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องราวใดๆ ด้วยทุกคนกำลังอยู่ในช่วงไว้อาลัยต่อการสวรรคต เมื่อวันที่ ๑๓ ต.ค.ที่ผ่านมาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ ในพระบรมราชจักรีวงศ์ …ซึ่งได้รับการกราบบังคมทูลเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ ๙ มิ.ย. ๒๔๘๙ ขณะที่มีพระชนมายุได้ ๑๘ พรรษา ๖ เดือน ๔ วัน …เนื่องจากทรงพระเยาว์ จึงได้มีการแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้น ต่อมาในวันที่ ๕ พ.ค. ๒๔๙๓ จึงได้เสด็จเข้าสู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษก อันเป็นพิธีรับรองฐานะความเป็นพระประมุขของประเทศไทย ตามขัตติยราชประเพณี เฉลิมพระปรมาภิไธย ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ ว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” …โดยในพระราชพิธีได้ทรงมีพระบรมราชโองการต่อผู้ที่มาประชุมในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งนี้ว่า

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม”

แผ่นดินไทย จึงเป็นแผ่นดินธรรม ที่ประกอบไปด้วยศาสนาต่างๆ ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แม้ชนส่วนใหญ่มากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ จะนับถือพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ด้วยเพราะการปกครองแผ่นดินโดยธรรม… ถือหลักการเป็นสำคัญ ถือธรรมเป็นใหญ่… ดำเนินไปอย่างมีความยุติธรรม เป็นธรรมาธิปไตยและยกย่องธรรมาธิปไตย จึงเป็นประเทศที่สมฐานะแผ่นดินธรรม… ด้วยพระประมุขของประเทศทรงอุปถัมภ์คุ้มครอง และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกศาสนา ดังปรากฏชื่อเสียงสมเป็นพุทธประเทศ

การเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอน หรือให้เกิดการเรียนรู้ในพระธรรม จึงเจริญเติบโตมาก ดังปรากฏในปัจจุบัน เพื่อการพัฒนาประชาชนให้เป็นผู้รู้ธรรม คือ รู้สิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง เพื่อการประพฤติอย่างมีธรรม ที่จะนำไปสู่การสร้างธรรมนำชีวิต… พัฒนาชีวิตที่มีธรรม นำองค์กร… และสังคมประเทศชาติ

 

ปัญหาในสังคมจึงแก้ไขได้ในทุกครั้ง ไม่ว่าจะใหญ่หลวงขนาดไหนแห่งปัญหาเรื่องราวนั้นๆ และไม่ว่าปัญหานั้นจะมาจากภายใน… ภายนอก… มาจากคนด้วยกัน หรือมาจากสิ่งแวดล้อมดินฟ้าอากาศ สัตว์ทั้งหลาย… ทั้งนี้ ด้วยอำนาจการปกครองแผ่นดินโดยธรรมของพระองค์ ที่ยึดแผนการปกครองตามแบบธัมมิกสูตร ในพระพุทธศาสนา ดังมีเนื้อหาสาระกล่าวโดยสรุปว่า “…เมื่อใดพระราชาไม่ทรงตั้งอยู่ในธรรม ในสมัยนั้นข้าราชการ พราหมณ์คหบดี ชาวนิคมชนบท ก็พลอยไม่ตั้งอยู่ในธรรมด้วย… พระอินทร์ พระอาทิตย์ ดาวฤกษ์ กลางคืน กลางวัน ฤดูเดือนปี ก็จักแปรปรวนไปด้วย

แต่หากพระราชาทรงตั้งอยู่ในธรรม ผู้อื่นก็จักพลอยตั้งอยู่ในธรรมด้วย ฤดูเดือนปี… ดินฟ้าอากาศ ก็ไม่แปรปรวนวิปริต พืชผลไร่นา ก็จักพลอยอุดมสมบูรณ์ หมู่ชนก็จักมีความสงบสุข เข้าถึงฐานะประโยชน์ความเหมาะควร… โดยมีสาระสำคัญในท้ายพระสูตรดังกล่าวว่า… ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดได้รับยกย่องว่าประเสริฐ หากไม่ประพฤติธรรม ประชาชนก็พลอยไม่ประพฤติธรรมตามด้วย แผ่นดินก็จักมีแต่ความเดือดร้อน ชนทั้งปวงก็จะจมอยู่ในความทุกข์… หากตรงกันข้ามก็จักเป็นสุข… กล่าวเปรียบว่า โคหัวหน้าฝูง เมื่อข้ามน้ำว่ายไปคดเคี้ยว โคทั้งปวงก็ว่ายน้ำคดไปตาม หากไปตรง โคทั้งปวงก็ว่ายน้ำไปตรงตาม…”

หากนับวันฉัตรมงคลที่ ๕ พ.ค. ๒๔๙๓ เป็นวันเวลาเริ่มต้นแห่งการปกครองแผ่นดินโดยธรรม… ก็จักครบ ๖๗ ปีแห่งการครองราชย์ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในวันที่ ๕ พ.ค. ๒๕๖๐… ที่เหลืออีกไม่กี่เดือน ประชาชนชาวไทยจะได้ร่วมเฉลิมฉลองอายุครองราชย์มายาวนานที่สุดในโลกของพระเจ้าแผ่นดิน ที่ทรงเปี่ยมล้นด้วยพระทศพิธราชธรรม… อันจะหาพระราชาแห่งแว่นแคว้นประเทศใดมาเสมอเหมือนมิได้ สมดังที่ชาวโลกถวายการเรียกขานว่า พระองค์ท่านเป็น King of the King ที่แท้จริง

“ขอน้อมถวายพระพร ขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เสด็จสู่แดนธรรมชาติ ในวิถีพุทธธรรม…เทอญ” ถวายพระพร

 

พ.อ.ปิ่น คนต้นแบบ และแรงบันดาลใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/460530

พ.อ.ปิ่น คนต้นแบบ และแรงบันดาลใจ

โดย…สมาน สุดโต

เสียงกังสดาลที่ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ ประธานในพิธี บรรจงตี 9 ครั้ง เพื่อเป็นสัญลักษณ์การเปิดงาน 100 ปี ชาตกาล พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ อดีตอธิบดีกรมการศาสนา บนชั้น 2 อุโบสถศาลาวัดสัมพันธวงศ์ เมื่อเช้าวันที่ 11 ต.ค. 2559 นั้น ดังกังวานสะท้านอยู่ในใจทุกคนที่ร่วมพิธี เพราะปูชนียบุคคล เช่น พ.อ.ปิ่น ไม่ได้ดังแล้วดับ หากแต่ยังมีคลื่นเสียงอมตะอยู่ในหัวใจของบุคคลที่ใกล้ชิด จึงเป็นที่มาของงานในวัดที่ พ.อ.ปิ่น เคยได้รับการบ่มเพาะด้านการศึกษา เมื่อแรกเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ  ตั้งแต่ พ.ศ. 2477

คุณความดีและความสามารถของ พ.อ.ปิ่น อดีตอธิบดีกรมการศาสนา (พ.ศ. 2506-2515)  ยังเป็นแรงบันดาลให้ พล.อ.วิชิต ในฐานะประธานชมรมอนุศาสนาจารย์ไทย ที่จะกระตุ้นให้บรรดาอนุศาสนาจารย์กองทัพบก นำปฏิปทาและวิธีการของ พ.อ.ปิ่น ไปเป็นแบบอย่างในการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ต่อไป

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร ป.ธ.9) กล่าวว่า ขณะที่เป็นพระมหาปิ่น วิริยากโร นั้น ท่านช่วยรับภาระงานในวัดอย่างแข็งขัน ชอบการศึกษาค้นคว้าทั้งทางโลกและทางธรรม มีความชำนาญด้านการเผยแผ่ ได้รับยกย่องว่าเป็นนักเทศน์ที่สามารถประยุกต์เรื่องทางโลก ทางธรรมมาสอนให้เท่าทันกับโลกสมัยใหม่ นำเกียรติคุณ ปัญญา ความรู้ความสามารถที่ได้รับจากวัดสัมพันธวงศ์ไปสู่สาธารณะ จนเป็นที่พูดกันติดปากมาถึงทุกวันนี้ว่า วัดสัมพันธวงศ์ เป็นวัดแห่งนักปราชญ์

ความที่ใกล้ชิดกับวัด จึงเป็นผู้สร้างเกียรติประวัติให้แก่วัดสัมพันธวงศ์ ที่มีอธิบดีกรมการศาสนาเป็นไวยาวัจกร ประจำวัดคนแรก และ ร.อ.อดุลย์ รัตตานนท์ ผู้เป็นศิษย์วัดนี้ เจริญรอยตาม พ.อ.ปิ่น ผู้เป็นอาจารย์ โดยรับราชการมีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่ ได้เป็นอธิบดีกรมการศาสนา ในกาลต่อมา (พ.ศ. 2531) ไม่ใช่แต่เท่านั้น ร.อ.อดุลย์ ยังดำรงตำแหน่งไวยาวัจกรของวัดสัมพันธวงศ์อีกตำแหน่งหนึ่ง ถึงทุกวันนี้ จึงถือว่าวัดสัมพันธวงศ์มีไวยาวัจกรที่สืบต่อกันมาจากอาจารย์และลูกศิษย์เป็นวัดแรก (ของไทย)

พ.อ.ปิ่น เกิดวันที่ 11 ต.ค. 2459 ที่ จ.อุบลราชธานี ถึงแก่กรรมวันที่ 4 เม.ย. 2515 สิริอายุ 55 ปี 5 เดือน 24 วัน

พระพรหมเมธี ปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กล่าวในเรื่องปฏิปทากุศลกถา ว่า พ.อ.ปิ่น มีความสามารถในการพูด ใครฟังก็จับใจในคำอุปมาอุปไมย จึงจัดหมวดหมู่การพูด พร้อมทั้งคำจำกัดความไว้ 7 หัวข้อด้วยกัน ตั้งแต่การบรรยาย ปาฐกถา เทศนา ปราศรัย กล่าวสุนทรพจน์ อภิปราย และการสอน รวมทั้งแนะวิธีปรุงคำพูดแบบ 4 ส. คือ สันทัสสนะ ให้แจ่มแจ้งชัดเจน สมาทปนะ ให้อยากทำตาม สมุตเตชนะ ให้กล้าหาญ และสัมปหังสนะ ให้ร่าเริงแจ่มใส โดย พ.อ.ปิ่น บอกว่า ใครปรุงคำพูดได้ครบ 4 ส. การพูดของคนนั้นจะได้รับความนิยมจากมหาชนอย่างกว้างขวาง

คณะผู้เสวนามุมสว่าง ทางสงบ ครบ 100 ปี พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ (จากขวา) ร.อ.อดุลย์พระราชญาณกวี พ.อ.นเรศร์ จิตรักษ์ และจันทิมา มุทุกันต์ เชยสงวน

 

ส่วนบุตรสาว จันทิมา มุทุกันต์ เชยสงวน อดีตรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้กล่าวว่า พ.อ.ปิ่น ในฐานะบิดา ได้อบรมธรรมะให้ซึมซับตลอด เช่นเมื่อเป็นวัยรุ่นก็ให้พิมพ์บทความทางธรรมทุกวัน พร้อมทั้งให้รางวัล 200 บาท จึงไม่ได้ไปเที่ยวเหมือนวัยรุ่นทั่วไป เมื่อนึกถึงว่าบิดาเป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งในการขับเคลื่อนศีลธรรมและจริยธรรมเข้าสู่สังคมไทยด้วยพลังความคิดและผลงานเป็นอเนกประการ จึงคิดมาตั้งแต่ปี 2556 เพื่อจัดงาน 100 ปี ชาตกาลของท่าน โดยได้ปรึกษากับผู้ที่เกี่ยวข้องมาตลอด แต่มาสรุปเป็นรูปธรรมเมื่อได้พบกับ ร.อ.อดุลย์ อดีตอธิบดีกรมการศาสนา ที่พามาพบพระพรหมเมธี ผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2559 จึงได้งานเป็นรูปธรรมดังที่เห็น

ขณะที่พระราชญาณกวี (สุวิทย์) วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก ซึ่งแสดงพระธรรมเทศนา และเขียนรำลึกในหนังสือ 100 ปี ชาตกาล พ.อ.ปิ่น ในชื่อบทความ วชิรบงกช ว่า

ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เป็นสามเณรอายุ 15 ปี เช่น งานของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ สุชีพ ปุญญานุภาพ แสง จันทร์งาม (ธรรมโฆษ) วิศิน อินทสระ อ่านทุกเล่มทุกเรื่องที่มีในตู้หนังสือหลวงปู่ วันหนึ่งได้อ่านหนังสือของ พ.อ.ปิ่น ปรากฏว่าอ่านแล้วติดงอมแงม เหมือนอ่านกำลังภายใน ทั้งๆ ที่เป็นหนังสือธรรมะ เพราะอ่านง่าย อ่านสนุก มีหลักในการขบคิดธรรมะที่แยบยล โดยเฉพาะการอุปมาอุปไมย ยกตัวอย่างประกอบให้คนคล้อยตาม จากนั้นมาก็ติดตามอ่านงานของท่านทุกเล่มทุกเรื่อง จนถึงเรื่องสุดท้ายที่ท่านเขียนคือ ความรัก ปรากฏว่าเกิดแรงบันดาลใจอย่างมหัศจรรย์ขึ้นต่อข้าพเจ้า เหมือนคนหลงทางพบแผนที่ ข้าพเจ้าจึงเริ่มฝึกเขียน ฝึกพูด มุ่งทำงานเผยแผ่ ออกบรรยายธรรมะตั้งแต่เป็นสามเณร เกิดความรู้สึกว่า งานเผยแผ่นี่แหละคือทางรอดของพระพุทธศาสนา ข้าพเจ้าจึงได้อธิษฐานจิตอุทิศตน ทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พระราชญาณกวี กล่าวอีกว่า สิ่งที่เป็นคุณลักษณะพิเศษของ พ.อ.ปิ่น คือ เป็นคนคิดก้าวหน้าในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้เกิดการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ จึงได้เห็นว่ากระแสความนิยมพระพุทธศาสนาของคนตะวันตก ได้เห็นพระสงฆ์ไทยเดินทางไปสร้างวัดทั่วโลก ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นทิศตะวันตก แปลว่า มีคนไทยที่ไหน ก็มีวัดเกิดขึ้นที่นั่น ข้าพเจ้าเชื่อว่าโลกที่กำลังตึงเครียดทางความเชื่อจนมองไม่เห็นสันติภาพ จะได้พึ่งบุญบารมีคำสอนในพระพุทธศาสนา เสียงระเบิดยิ่งดัง เสียงระฆังพุทธะยิ่งกังวาน

จากประมวลความสามารถและคุณธรรมอื่นๆ ข้าพเจ้าถือว่า ท่านเป็นเพชรเม็ดงามของชาวอุบลราชธานี จึงขอมอบรางวัลเกียรติยศทางความคิดแก่ท่านในโอกาสครบ 100 ปี ว่า “วชิรบงกช-ดอกบัวเพชร” เพื่อจะได้เป็นแบบอย่าง เป็นแรงบันดาลใจของภิกษุสามเณร อุบาสก อนุศาสนาจารย์ และองค์กรเผยแผ่พระพุทธศาสนา สืบไป

 

ปัญญา เป็นสิ่งเดียวที่จะนำพาให้พบความสุข’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/460529

'ปัญญา เป็นสิ่งเดียวที่จะนำพาให้พบความสุข'

โดย…ราช รามัญ

การศึกษาธรรมเพื่อจะน้อมนำเอามาใช้กับชีวิตเป็นสิ่งที่ดี แต่บางคนพอศึกษาแล้วก็แบกอวดว่าเรารู้เป็นเต่าแบกคัมภีร์อย่างที่หลวงพ่อพุทธทาสท่านเคยปรารภก็มีเยอะ บางคนไม่รู้คัมภีร์แต่มุ่งเน้นปฏิบัติเพียงอย่างเดียวซึ่งก็ดีอีกเช่นกัน แต่การปฏิบัตินี่มีความจำเป็นที่จะต้องมีครูบาอาจารย์คอยกำกับดูแลให้ มิเช่นนั้นจากสมาธิธรรมดาอาจเป็นมิจฉาสมาธิแล้วจะยุ่งยากลำบากใจ

คำสอนขององค์พุทธะนั้น มีอยู่หลากหลายแนวทางให้เลือก บางคนนิยมในเรื่องของการสร้างทานบารมี บางคนนิยมรักษาสัจจบารมีในศีล และบางคนอาจจะมุ่งเน้นเพื่อดับทุกข์หลุดพ้นเพื่อให้เกิดปัญญา เมื่อถามว่าทั้งหมดนี้อะไรเหมาะกับคนธรรมดาแบบเราๆ ท่านๆ บ้าง ก็ต้องบอกว่าเหมาะสมทุกหัวข้อธรรม แต่จะทำอย่างไรให้เกิดความพองาม พอดี

ชีวิตจริงของผู้คนตามที่เคยเขียนมาบ่อยครั้งว่า จะต้องทำมาหากินเลี้ยงชีพ ดังนั้นควรเลือกธรรมะที่เหมาะสมกับตนเองที่ประคองให้อยู่ในครรลองคลองธรรม พ่อค้าวาณิชในครั้งพุทธกาลจึงมุ่งเน้นไปในเรื่องของการบริจาคทานเป็นเรื่องใหญ่ แล้วการให้ของเขามิใช่ให้แต่เฉพาะเพียงแค่นักบวช แต่เขาให้กับยาจกคนพเนจรทั่วไปด้วย ผลทานที่ให้แก่สมณะชีพราหมณ์เป็นการให้เพื่อความสุขทางจิตวิญญาณ ส่วนการให้ทานแก่ทั่วไปนั้น ให้เพื่อเป็นการลดละความตระหนี่ถี่เหนียวลง ผลทานที่ให้เขาเหล่านั้นกลับยิ่งใหญ่ด้วยการต่อลมหายใจให้แก่เราด้วยพลังแห่งความกรุณาและเมตตา

พูดมาถึงตรงนี้ผมได้หนังสือมาเล่มหนึ่งที่อยากนำเสนอมากๆ เพราะเป็นหนังสือธรรมะที่อ่านง่าย ย่อยง่าย และเป็นหนังสือดีมากอีกเล่มหนึ่งที่ควรค่าแก่การไปหามาอ่านเพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่มีดีเพียงแค่ตัวอักษรแต่จิตวิญญาณของผู้เขียนเองก็ไม่ธรรมดา

หนังสือเล่มนี้ชื่อ “พลังปัญญา พลังชีวิต” เขียนโดย สม ณ ปัญญา เป็นการถ่ายทอดธรรมะผ่านการทดลองนำเอามาใช้กับตัวของผู้เขียนแล้วนั่นเอง… ผู้เขียนเป็นนักธุรกิจที่ล้มลุกคลุกคลานมาหลายครั้งหลายหน ความรู้ก็พอประมาณแค่ประถมหก ก็ได้แต่อาศัยธรรมะของพระพุทธเจ้าเท่านั้นมาประโลมใจให้ลุกขึ้นมาสู้จนวันนี้ธุรกิจของเขาประสบความสำเร็จในระดับหลักหลายล้าน มีโรงงานเป็นของตนเอง

จากนั้นจึงได้พยายามรวบรวมหัวข้อธรรมะต่างๆ ที่เขาเอาไปใช้ในชีวิตจริงเพื่อให้เกิดความสำเร็จกับชีวิต มารวบรวมเขียนเอาไว้อย่างละเอียด แต่มิได้เป็นการเล่าเรื่องประวัติตนเองแต่อย่างใด หนังสือเล่มนี้อ่านง่าย มีบทความไม่มาก แต่ละบทความจะพูดถึงความเหมาะสมแต่ละเหตุการณ์ของชีวิตแบบมนุษย์ทั่วไป ยามท้อควรใช้ธรรมะข้อใด แบบไหน แล้วชีวิตจะดีขึ้นอย่างไร

ตลอดทั้งได้มีหน้าว่างๆ ให้เราบันทึกความรู้สึกทางจิตวิญญาณด้วยว่า เรารู้สึกอย่างไรเมื่อได้อ่านแล้วนับได้ว่าเป็นหนังสือธรรมะสไตล์ How to ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เป็นสี่สีทั้งเล่ม ต่อเมื่อผมได้พบกับผู้เขียนในคราวก่อนได้ถามแบบตรงไปตรงมาว่า เหตุใดให้ชื่อหนังสือว่า พลังปัญญา พลังชีวิต คุณสม ณ ปัญญา กล่าวว่า

“คนบางคนบางครั้งทุกข์เศร้า เหงาตรม ผิดหวัง ล้มเหลว ไม่สำเร็จ ก็ไม่รู้ว่าจะหาธรรมะข้อใดมาเป็นกำลังใจให้กับตัวเองดี ซึ่งเรื่องเหล่านี้ผมผ่านมาแล้วทั้งสิ้น ในยามที่เราล้ม หลายคนอาจจะข้ามเราไป หลายคนอาจจะไม่สนับสนุนเรา และหลายคนอาจจะไม่มองเราพูดคุยกับเราเหมือนเก่าเลยก็ว่าได้ ถ้าไม่มีธรรมะเข้ามาประโลมใจ มีหวังชีวิตพังแน่ๆ

 

พระสมเด็จจิตรลดา ในหลวงทรงสร้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/460528

พระสมเด็จจิตรลดา ในหลวงทรงสร้าง

โดย…เอกชัย จั่นทอง

หลากหลายโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างไว้ให้ปวงชนชาวไทยได้ใช้ประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะด้านสาธารณูปโภค เกษตรกรรม หัตถกรรม กีฬา สิ่งแวดล้อม พระพุทธศาสนา ฯลฯ ล้วนมาจากความคิดที่พระองค์ทรงริเริ่มตลอดระยะกว่า 70 ปีที่ผ่านมา

ถึงกระนั้นก็ตาม พระองค์ยังทรงเคยสร้างพระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน ช่วงปี 2508-2513 มีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 2,500 องค์เพื่อพระราชทานแก่ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และพลเรือน นับว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดพระมหามงคล เพราะเป็นพระเครื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ (มือ) ของพระองค์เอง

สำหรับการจัดสร้างพระสมเด็จจิตรลดานั้น พระองค์ทรงใช้ผงมงคลอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งส่วนพระองค์และวัตถุศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่ศาสนิกชนทั่วพระราชอาณาจักรได้ปฏิบัติบูชาสืบเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านาน โดยส่วนของพระองค์เองจะประกอบด้วย ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่ประชาชนได้ทูลเกล้าฯ ถวายในการเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกต และได้ทรงแขวนไว้ที่องค์พระพุทธปฏิมากรตลอดเทศกาล จนถึงคราวที่จะเปลี่ยนเครื่องทรงใหม่ ดอกไม้แห้งนี้ได้โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมไว้ หรือแม้แต่เส้นพระเจ้า (เส้นผม) ซึ่งเจ้าพนักงานได้รวบรวมไว้หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ทุกครั้ง

 

นอกจากนี้ ยังมีดอกไม้แห้งจากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตรและด้ามพระขรรค์ชัยศรีในพระราชพิธีฉัตรมงคล ทั้งนี้ยังมีสีซึ่งขูดจากผ้าใบที่พระองค์ทรงเขียนภาพฝีพระหัตถ์ไว้ ส่วนชันและสีซึ่งทรงขูดจากเรือใบพระที่นั่งขณะที่ทรงตกแต่งเรือใบพระที่นั่ง

ส่วนวัตถุมงคลหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มาจากสถานที่อื่นๆ เช่น ดินหรือตะไคร่น้ำแห้งจากปูชนียสถาน เปลวทองคำปิดพระพุทธรูป ผงธูปหน้าที่บูชา น้ำจากบ่อศักดิ์สิทธิ์ซึ่งได้เคยนำมาใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ผงธูปและดินจากกระถางธูปที่บูชาในศาลหลักเมืองทุกกระถาง ผงจากพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร เปลวทองคำจากพระมงคลบพิตร ผงจากพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย วัดสวนหลวงสบสวรรค์ จ.พระนครศรีอยุธยา ฯลฯ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายมวลสารต่างๆ เหล่านี้ ต่อมาภายหลังได้พระราชทานให้แก่วัดบวรนิเวศวิหาร และทางวัดได้นำไปจัดสร้างพระเครื่องบางรุ่น เป็นที่รู้จักกันในนามพระเครื่องผสมมวลสารจิตรลดา

พระทุกองค์มีเอกสารส่วนพระองค์ หรือใบกำกับพระ แสดงชื่อ-สกุล วันที่รับพระราชทาน หมายเลขกำกับทุกองค์ โดยทรงมีพระราชดำรัสแก่ผู้รับพระราชทานว่า “ให้ปิดทองที่หลังองค์พระปฏิมาแล้วเอาไว้บูชาตลอดไป ให้ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ”

 

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลความเป็นมาของการจัดสร้างพระสมเด็จจิตรลดานั้น ในปี 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิณคุณโปรดเกล้าฯ ให้ ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ข้าราชการกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร เป็นผู้แกะแม่พิมพ์พระพุทธรูปนี้ในพระราชฐาน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และทรงตรวจพระพุทธศิลป์ของพระพุทธรูปพิมพ์นี้จนเป็นที่พอพระราชหฤทัย

พระพุทธรูปพิมพ์ที่แกะถวายนั้น เป็นพระพุทธรูปพิมพ์นั่งปางสมาธิแบบขัดราบ พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย ประทับเหนือดอกบัวบาน บน 5 กลีบ ล่าง 4 กลีบ รวมเป็น 9 กลีบ รูปทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว พิมพ์ใหญ่ขนาดกว้าง 2 เซนติเมตร สูง 3 เซนติเมตรพิมพ์เล็กขนาดกว้าง 1.2 เซนติเมตร สูง 1.9 เซนติเมตร

พระพุทธลักษณะขององค์พระสมเด็จจิตรลดา ซึ่งทรงสร้างขึ้นระหว่างปี 2508-2513 มีความแตกต่างกันออกไป ความลึกและคมชัดขององค์พระในแต่ละปีก็ไม่เท่ากัน เนื้อพระ สีพระ ความหนาบางขององค์พระในแต่ละปีก็แตกต่างกัน

พระสมเด็จจิตรลดาพิมพ์เล็กมีไม่มากนัก ทรงมีการพระราชทานให้เพียง 2 ปีเท่านั้น คือปี 2508 และปี 2509 องค์พระดูเหมือนจะไม่มีความแตกต่างสำหรับพิมพ์เล็ก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้เวลาว่างหลังจากทรงพระอักษรและทรงงานอันเป็นราชภารกิจในเวลาดึก สร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง

หมายเหตุ : ข้อมูลจาก http://thaprajan.blogspot.com/2011/07/blog-post.html

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 10:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/460527

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

แนวทางบำเพ็ญพระราชกุศล

พระพรหมเมธี โฆษกมหาเถรสมาคม แถลงว่า มหาเถรสมาคม (มส.) ประชุมเป็นกรณีพิเศษเช้าวันที่ 14 ต.ค. 2559 หลังจากเจริญจิตตภาวนาปลงธรรมสังเวชเป็นเวลา 9 นาที มีมติให้คณะสงฆ์และวัดทุกวัดทั้งในและต่างประเทศ ดำเนินการดังนี้

1.จัดโต๊ะหมู่บูชา ประดิษฐานพระบรมรูป/พระบรมฉายาลักษณ์/พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ พร้อมทั้งเครื่องบูชาทองน้อย ภายในพระอุโบสถ/อุโบสถ หรือสถานที่ที่สมพระเกียรติภายในวัด

2.ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ในเวลา 15.52 น. หรือเวลาที่เหมาะสมทุกวัน เป็นเวลา 1 เดือน เริ่มวันที่ 14 ต.ค. 2559 โดยทุกวัดเป็นเจ้าภาพ และเชิญชวนประชาชนร่วมถวายพระราชกุศล

3.ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เมื่อครบกำหนดสัตมวาร (7 วัน) ปัญญาสมวาร (50 วัน) ศตมวาร (100 วัน)

4.สำหรับสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด เมื่อครบกำหนดสัตมวาร (7 วัน) ปัญญาสมวาร (50 วัน) ศตมวาร (100 วัน) ให้จัดปฏิบัติธรรมมีกำหนดคราวละ 7 วัน

5.เจริญจิตตภาวนาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล หลังทำวัตรสวดมนต์เย็นทุกวัน

6.เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมบำเพ็ญบุญด้วยการสวดมนต์ เจริญจิตตภาวนา รักษาศีล ฟังธรรม และปฏิบัติธรรม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ตลอดเวลา 1 ปี

ประกาศ ณ วันที่ 14 ต.ค. 2559

ปีหน้า พระราชทานเพลิงศพ หลวงพ่อปัญญา

เมื่อวันที่ 10 ต.ค. พระพรหมบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ในฐานะประธานอำนวยการงานรำลึก 9 ปี มรณกาล พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) กล่าวถึงความคืบหน้าการเตรียมงานพระราชทานเพลิงศพพระพรหมมังคลาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ ว่า ขณะนี้ภายในวัดชลประทานฯ ได้ปรับภูมิทัศน์ภายในวัด รวมทั้งการดำเนินงานก่อสร้างอาคารปัญญานันทานุสรณ์ใกล้แล้วเสร็จ โดยคณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์ เตรียมจัดงานสลายสรีรธาตุ ประกาศสัจธรรม หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ในปี 2560 ภายใต้แนวคิด “ถวายดอกไม้ใจ แทนดอกไม้จันทน์” จึงได้ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปเป็นองค์ประธานพระราชทานเพลิงสรีรธาตุหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ในวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ย. เวลา 17.30 น.

 

พระจีน พระญวนก็สอบนักธรรม

ผมมีโอกาสไปเยี่ยมสนามสอบนักธรรมสนามหลวงชั้นตรี ที่สนามสอบวัดพระพิเรนทร์ ถนนวรจักร เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2559 เห็นแล้วขอพูดด้วยความชื่นชมที่ทางวัด นำโดยเจ้าอาวาส พระครูภัทรกิตติสุนทร (พระมหาแถม) จัดการได้เรียบร้อย

แม่กองธรรมสนามหลวง ประกาศเปิดสอบนักธรรมชั้นตรีสำหรับพระภิกษุสามเณรทั่วประเทศระหว่างวันที่ 11-13 ต.ค. ทั้งหมด 1,018 สนาม โดยมีผู้เข้าสอบประมาณ 93,628 รูป ในจำนวนนั้น 158 รูป มาจากจากสำนักเรียนต่างๆ ในเขตป้อมปราบฯ-ปทุมวันซึ่งสอบที่สนามสอบวัดพระพิเรนทร์ วรจักร

สำนักเรียนที่ส่งมา สอบ ได้แก่ วัดสระเกศ วัดสิตาราม วัดชำนิหัตถการ วัดมหรรณพาราม และวัดพระพิเรนทร์ ที่นำมาซึ่งความชื่นใจ คือ ได้เห็นบักบวชจากจีนนิกาย และอานัมนิกาย หรือมหายาน เข้าสอบในนามสำนักเรียนวัดพระพิเรนทร์ ทำให้สนามสอบแห่งนี้คับคั่ง

นักเรียนนักศึกษาธรรม จีนนิกาย และอานัมนิกาย ส่วนมากเป็นสามเณรผู้เรียนระดับมัธยมต้น จากโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา วัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) ถนนเจริญกรุง และโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา วัดกุศลสมาคร เยาวราช

ในวันที่ผมไปเยี่ยม พระศรีธวัชเมธี (ชนะ) วัดราชบูรณะ ได้มาเยี่ยมสนามสอบด้วย ผู้เข้าสอบต้องปฏิบัติตามระเบียบ ไม่ได้รับอนุญาตให้นำย่ามเข้าห้องสอบเด็ดขาด ซึ่งห้องสอบ ได้แก่ ศาลาบำเพ็ญกุศลของวัดนั่นเอง

 

พรบ.ปริยัติธรรมใหม่ จบ ป.ธ.9 ได้ ป.เอกด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 10:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/459270

พรบ.ปริยัติธรรมใหม่ จบ ป.ธ.9 ได้ ป.เอกด้วย

โดย…ส.คนจริง

ชาวพุทธส่วนหนึ่งวิตกกังวลว่าพระพุทธศาสนาจะเสื่อมถอย เพราะคนบวชเรียนน้อยลง เนื่องจากขาดแรงจูงใจ ไม่อยากเรียนสายปริยัติธรรมไม่ว่าบาลี และนักธรรม ต่อไปนี้อุ่นใจได้ เรียนนักธรรม-บาลี มีความหมาย เพราะพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. … ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เสนอให้มหาเถรสมาคม (มส.) เห็นชอบเมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา ปรับวุฒิ หรือเทียบวุฒิ ให้เรียบร้อย

เพื่อความรอบคอบ ก่อนเสนอ มส.ครั้งสุดท้าย จึงมีประชุมกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2559 ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมี พระพรหมโมลี ประธานอนุกรรมการจัดร่าง พ.ร.บ. และพระราชวรมุนี ผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะกรรมการ ร่วมประชุมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ประชุมได้แก้ไขเพิ่มเติมจาก 28 มาตรา เป็น 31 มาตรา เมื่อเสนอ มส.พิจารณา ท่านก็เมตตาเห็นชอบ

แต่กว่าจะเป็น พ.ร.บ.ได้ต้องไปผ่าน สนช.ก่อน มส.บางท่านจึงเห็นว่า ถ้าสมาชิก สนช.ที่เป็นชาวพุทธสนับสนุนก็ผ่านแน่ แต่ที่ผ่านมาสมาชิกสภาในอดีตมักค้าน พ.ร.บ.เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา จึงไม่แน่ใจว่าร่าง พ.ร.บ.จะถูกตีตกหรือไม่

ถ้าคลอดออกมาเป็น พ.ร.บ.ได้ คนเรียนนักธรรมและบาลี จะไม่ต้องมีคำถามว่าเรียนทำไม จบแล้วได้อะไร เพราะร่าง พ.ร.บ.นี้เทียบวุฒิให้ถึงปริญญาเอก หรือดอกเตอร์ ถ้าเรียนจบตามเงื่อนไข

จุดเด่นอยู่ที่ มาตรา 22 เรื่อยไป ถึงมาตรา 25 คือเทียบความรู้ปริยัติกับการศึกษทางโลก คือ

(1) แผนกธรรมสนามหลวง ชั้นนักธรรมเอก เป็นการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

(2) แผนกบาลีสนามหลวง ชั้นเปรียญธรรม 3 ประโยค เป็นการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

(3) แผนกสามัญศึกษา เป็นการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

มาตรา 23 ให้ผู้เรียนที่พ้นการศึกษาภาคบังคับแล้วซึ่งได้สำเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรมสนามหลวง และแผนกบาลีสนามหลวง มีวิทยฐานะดังต่อไปนี้

(1) แผนกธรรมสนามหลวง ชั้นนักธรรมเอก มีวิทยฐานะระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

(2) แผนกบาลีสนามหลวง ชั้นเปรียญธรรม 3 ประโยค มีวิทยฐานะระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

มาตรา 24 ให้ผู้สำเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีสนามหลวง ชั้นเปรียญธรรม 9 ประโยค มีวิทยฐานะระดับปริญญาตรี

มาตรา 25 ให้ผู้สำเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีสนามหลวง ที่ได้ทำการศึกษาเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงมีวิทยฐานะ ดังต่อไปนี้

(1) แผนกบาลีสนามหลวง ชั้นเปรียญธรรม 6 ประโยค มีวิทยฐานะระดับปริญญาตรี

(2) แผนกบาลีสนามหลวง ชั้นเปรียญธรรม 8 ประโยค มีวิทยฐานะระดับปริญญาโท

(3) แผนกบาลีสนามหลวง ชั้นเปรียญธรรม 9 ประโยค มีวิทยฐานะระดับปริญญาเอก

ใครเรียนตามเกณฑ์ได้ ป.ธ.9 พ่วงปริญญาเอกได้เลย แต่เกณฑ์มีอย่างไรต้องคอยกฎกระทรวง

 

เข้าใจ…ไม่ดูถูก…คนไทยรับได้เสมอ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/459269

เข้าใจ...ไม่ดูถูก...คนไทยรับได้เสมอ!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา… พุทธภาษิตที่ว่า “เรือล่มเพราะรูรั่วภายในเรือนั่นเอง…พุทธศาสนาจะเสื่อมหรือเจริญ ก็เพราะพุทธบริษัท ๔ มิใช่จากภายนอก…”

สัจธรรมดังกล่าวสามารถนำมาใช้ได้ในบริบทแห่งชีวิต… สังคมของมนุษยชาติ… ซึ่งจะต้องเป็นอย่างนี้เป็นธรรมดา ดังจะเห็นได้จากในยุคสมัยของเรื่องราวแห่งความล่มสลายเสื่อมสูญของบุคคล… องค์กรหรือสังคมนั้นๆ

รัฐนาวา… ที่มั่นคงจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยความสามัคคีธรรม หรือรู้รักสามัคคี บนพื้นฐานแห่งศีลธรรม จริยธรรม และคุณธรรม

อะไรทำให้ชีวิตคนเราต่างค่าคุณความหมาย… สิ่งนั้นคือ กิเลสที่ห่อหุ้มจิต ปรุงแต่งจิต จนสูญเสียอิสรภาพ กลับผูกพันยึดติดอยู่กับความคิดนั้น… คำว่า คิดมาก ทุกข์มาก… คิดน้อย ทุกข์น้อย ความคิดสงบได้ สิ้นทุกข์… ดังภาษิตที่ว่า เตสัง วูปะสะโม สุโข… ความสงบสังขาร (ความคิดนึกปรุงแต่งด้วยอำนาจกิเลส) เป็นสุขอย่างยิ่ง

การดำเนินชีวิตของสังคม จึงต้องมีทำนองคลองธรรม เพื่อมุ่งสู่ความเป็นอิสรภาพ ๓ ขั้น ได้แก่ สามารถกำหนดแนวทางชีวิตของตนเองด้วยตนเองได้… ไม่ต้องพันธนาการ แสวงหาทางเดินให้ตนเองได้… ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ความเกรงกลัวอำนาจใดๆ มากดขี่ข่มเหง… และการสามารถสลัดอำนาจกิเลสที่ควบคุมจิตให้สิ้นไป เพื่อความเป็นอิสรภาพจากความยึดมั่นถือมั่นความเป็นตัวตน… อันเป็นยอดแห่งอิสรภาพของชีวิตอย่างแท้จริง ที่จะสำเร็จได้ด้วยการศึกษาปฏิบัติตามทางสายกลาง เพื่อนำชีวิตไปบนหนทางที่มุ่งสู่ความเป็นอิสรภาพ มีชีวิตอยู่เหนือดี-ชั่ว… บาปไม่ทำ บุญกุศลไม่ติด ที่เรียกว่า อตัมยตา!

 

ความเป็นไทย… แสดงถึงเจตจำนงที่มุ่งหวังชีวิตที่เป็นอิสรภาพ… การพึ่งพาหลวงพ่อธรรมชาติ ที่ประกาศศาสนธรรมชาติว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงเป็นธรรมลักษณะตรงจิตวิญญาณคนไทย ที่สืบเนื่องความเป็นไทยๆ มายาวนาน… คนไทยจึงมีจิตสันดานที่ไม่ชอบการกดขี่ข่มเหง… ไม่ชอบการหลอกลวง… และไม่ชอบดูหมิ่นใคร หรือให้ใครดูหมิ่น และไม่ชอบปรารถนาทุกข์ให้กันและกัน มีจิตเมตตากรุณา รู้จักเอื้ออาทรต่อเพื่อนในสังคม… จึงมีสถาบันสังคมที่เข้มแข็งมั่นคง โยงใยจิตวิญญาณภาคสังคมเป็นระบบเครือญาติ… ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดในโลก

สังคมของคนไทย จึงนิยมการปกครองแบบมีเมตตากรุณา… ดังเช่น ระบบพ่อปกครองลูก ที่สถาบันการปกครองแผ่นดินในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ใช้มาตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแรกของคนไทย แม้สืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบัน คนไทยก็ยังยึดหลักธรรมดังกล่าว ดังปรากฏหลักทศพิธราชธรรม เพื่อการปกครองแผ่นดินโดยธรรม

นี่คือ จิตวิญญาณแท้จริงของชาวไทย ที่ต้องเข้าใจ… ซึ่งแม้ในความเป็นไทยปัจจุบันก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง… จึงเห็นความล้มเหลวของฝ่ายปกครอง… การเมือง ที่คิดดูถูกคนไทยและคาดว่า… คนไทยง่ายๆ อะไรก็ได้… ข่มขู่สักหน่อย ตบหัวสักที… ลูบหลังสักนิด เดี๋ยวก็ยอม…

นั่นเป็นความคิดที่ผิด อย่างไม่น่าสงสารเลย… จึงพึงควรตระหนักว่า ถ้าคนไทยไม่เคารพธรรม… ไม่มีนิสัยรักอิสรเสรี… มุ่งหาสันติ ก็คงไม่เป็นชาติที่รักษาสืบทอดพระพุทธศาสนามายาวนาน… มีประชากรมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แสดงตนเป็นชาวพุทธ…

จึงเห็นปรากฏการณ์ในทุกเรื่องราวของสังคม… ที่คนไทยพร้อมเข้าใจให้อภัยและในทำนองเดียวกัน พร้อมลุกขึ้นมาต่อสู้… ถ้าจำเป็น!

ผู้มีหน้าที่ปกครองบริหารราชการแผ่นดิน… จึงพึงควรเข้าใจในธรรมชาติของความเป็นคนไทยให้มาก… และควรศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทยให้แจ่มแจ้งรู้จริง… อย่าได้ประมาทคนไทยเป็นอันขาด… เพราะเพียงแค่ชั่วข้ามคืน ก็เปลี่ยนแปลงความรู้สึกได้ ด้วยอิสรภาพแห่งความคิดที่เป็นวิสัยจิตของคนไทยแท้จริง!

เจริญพร

 

ประชุม พ.ส.ล.ช่วยชาวพุทธตื่นตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/459268

ประชุม พ.ส.ล.ช่วยชาวพุทธตื่นตัว

โดย…สมาน สุดโต

การประชุมใหญ่องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ที่พุทธศาสนานิกายจินกัก (Jin Gak) เป็นเจ้าภาพ ที่กรุงโซล วันที่ 25-29 ก.ย. 2559 ปลุกชาวพุทธให้ตื่นตัวดูแลด้านสิ่งแวดล้อม และให้โลกเกิดสันติเพราะหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์

พัลลภ ไทยอารี เลขาธิการ พ.ส.ล. กล่าวสรุปว่า พ.ส.ล.ซึ่งเป็นองค์กรชาวพุทธนานาชาติ ที่รวมตัวจัดตั้งเมื่อ พ.ศ. 2493 ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่ทุก 2 ปี และปีนี้ที่ประะชุมได้เลือก แผน วรรณเมธี อายุ 93 ปี ให้ดำรงตำแหน่งต่อไปโดยปราศจากคู่แข่ง

ความคิดเห็นและข้อเสนอต่างๆ นั้น เห็นว่าชาวพทธตื่นตัวกันมากในเรื่องการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ พร้อมกับเรียกร้องให้ประเทศที่มีชาวพุทธเป็นส่วนใหญ่ ต้องมีหลักและแสดงจุดยืนในเอกลักษณ์ของความเป็นพุทธให้มากขึ้น มิเช่นนั้นจะถูกศาสนาอื่นเข้าแทรกแซง

ผมคิดว่าประเทศที่เป็นหลักหรือศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแห่งโลก ไม่ว่าประเทศไทย หรือประเทศศรีลังกา ก็พยายามทำเช่นนี้อยู่เสมอ เช่น นำหลักธรรมคำสอนออกเผยแผ่ตามสื่อสมัยใหม่ให้เป็นที่สนใจของประชาชนทุกเพศทุกวัย รวมทั้งรณรงค์เรื่องรักษาสิ่งแวดล้อม และการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เมื่อเกิดภัยพิบัติโดยไม่เลือกเชื้อชาติและศาสนา

สำนักงานใหญ่จินกักที่เกาหลีใต้ ที่ประชุม พ.ส.ล.ครั้งที่ 28

 

ส่วนที่ผู้เข้าประชุมนำเสนอการที่ชาวพุทธในโลกลดลง น่าจะมีสาเหตุจากการยึดติดกับประเพณี และพิธีกรรมมากเกินไป ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ให้ความสนใจ จะแก้ไขเรื่องนี้ได้ต้องพัฒนาเรื่องข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีต่างๆ รวมทั้งวิธีการด้านเผยแผ่ด้วย

เรื่องพัฒนาใช้ไฮเทคในการเผยแผ่นั้น มีทุกศาสนา รวมทั้งศาสนาอิสลามที่เติบโตรวดเร็วก็ใช้เทคโนโลยีใหม่มาช่วยเผยแผ่คำสอนศาสนาของเขา ส่วนศาสนาคริสต์ก็พันฒาการใช้ไฮเทคเพื่อเผยแผ่เช่นกัน แต่ไปเงียบๆ

เมื่อพระพุทธศาสนานำเทคโนโลยีมาช่วยเผยแผ่บ้าง คงไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องที่จำนวนประชากรชาวพุทธลดลง

พ.ศ.ล.ก็ตระหนักในเรื่องนี้ พยายามพัฒนาทุกรูปแบบ รวมทั้งเว็บไซต์ด้วย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการปรับเปลี่ยนอะไร หลังจากการประชุมครั้งนี้ พัลลภ กล่าวว่า อันดับแรกคือปรับเปลี่ยนโครงสร้าง โดยกระจายภาระหน้าที่ให้กับผู้ที่มีความสามารถ มอบตำแหน่งหน้าที่ที่รับผิดชอบไปยังประเทศอื่นๆ รวมทั้งการเปลี่ยนตัวบุคคลด้วย เพราะบางคนอยู่มานาน อายุมาก จึงควรเอาคนใหม่เข้ามา

ที่สำคัญยิ่ง ก็คือ การต้องปรับปรุงข้อมูลข่าวสาร และนำเทคโนโลยีมาเผยแผ่ โดยต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรมใน 4 ปี

เจ้าภาพพาคณะผู้บริหาร พ.ส.ล.ทัวร์ชายแดนเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือ ที่ปัมมุนจองถ่ายภาพที่สัญลักษณ์ให้รวมเกาหลีเป็นหนึ่งประเทศ

 

เมื่อถามถึงประเทศที่เข้าประชุม พัลลภ กล่าวว่ามี 52 ประเทศ หากนับจริงๆ แล้วอาจมากถึง 70-80 ประเทศก็ได้ เพราะหนึ่งองค์กรมีหลายประเทศซ่อนอยู่ เช่น สหภาพยุโรป ซึ่งมีสมาชิกถึง 20 ประเทศ แต่ พ.ส.ล.นับ 1 เท่านั้น หรือโฝกงซาน องค์การชาวพุทธใหญ่ในไต้หวัน มีสาขากระจายในทวีปต่างๆ และประเทศต่างๆ ทั่วโลก เราก็นับเขาเพียง 1 เท่านั้น

สิ่งที่เขาเรียกร้องจาก พ.ส.ล.มีไหม พัลลภ กล่าวว่า เรามีองค์กรใหญ่และเล็ก องค์กรใหญ่ช่วยทุกอย่าง ส่วนองค์กรเล็กก็ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลด้านการเงินให้เขา

พัลลภ กล่าวว่า ในอดีตการทำกิจกรรมของ พ.ส.ล.อาจติดขัดบ้าง เพราะเมื่อกลับบ้านก็ไปทำกิจอย่างอื่น จึงแก้ไขด้วยการตั้ง สแตนดิ่ง คอมมิตตี ขึ้นมา จาก 9 คณะ เป็น 11 คณะ แต่ละคณะต้องทำให้ได้ เพราะเรามีความสะดวกด้านการสื่อสาร

ส่วนจำนวนรองประธานได้เพิ่มจาก 15 เป็น 16 คน รวมทั้งส่งคณะกรรมการ พ.ส.ล.เข้าไปช่วยมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาโลกด้วย

ในเรื่องมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาโลกนั้น พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (ดร.อนิลมาน ศากิยะ) ในฐานะที่ปรึกษา พ.ส.ล. เสนอให้รื้อข้อบังคับในธรรมนูญของมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาโลก

(The World Buddhist University) เพราะก่อตั้งกว่า 10 ปีแล้ว มหาวิทยาลัยนี้ก่อตั้งโดย พ.ส.ล.อย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่ปี 2543 ในโอกาสที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก อดีตเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ครบรอบ 84 พรรษา เพื่อถวายพระเกียรติพระองค์ในฐานะที่ทรงส่งเสริมการศึกษาพระพุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่อง รูปแบบการก่อตั้งจะเป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่มีอาคารเรียน ไม่มีอาจารย์สอน และไม่มีนักศึกษา จึงดูไม่เป็นรูปธรรม ดังนั้นจึงมีข้อถกเถียงกันถึงความชัดเจนในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยดังกล่าวมาโดยตลอด เนื่องจากก่อตั้งในนามมหาวิทยาลัย ในที่ประชุมกรรมการมหาวิทยาลัยที่เกาหลี เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2559 มีผู้เสนอให้เปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยไปใช้เป็นสถาบันเพื่อไม่ให้สับสน แต่ข้อเสนอนี้ตกไป เพราะกรรมการฝ่ายไทยว่าชื่อมหาวิทยาลัยพุทธโลกซึ่งมีสำนักงานที่ พ.ส.ล. กรุงเทพมหานครนั้น ได้เป็นที่รับรู้ของรัฐบาลไทย และเหตุผลที่ตั้งก็เพื่อเป็นเกียรติแก่สมเด็จพระญาณสังวร สมด็จพระสังฆราช

พระ ดร.อนิลมาน เสนอให้มีผู้บริหารจัดการ เพื่อประสานงานกับมหาวิทยาลัยพุทธทั่วโลก เพื่อนำข้อมูลมาสร้างเครือข่ายให้เป็นมหาวิทยาลัยเชิงการวิจัย โดยไม่ต้องมีโครงสร้างเหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป ซึ่งมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาโลก จะเป็นมหาวิทยาลัยกลางที่มีข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยพุทธมากที่สุด

ขณะที่ นรนิติ เศรษฐบุตร รักษาการอธิการบดี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีงบอุดหนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปีละ 5 ล้านบาท ใช้เพื่อดำเนินการสำนักงานเท่านั้น ส่วนผลงานก็พิมพ์ผลงานวิจัยทางพระพุทธศาสนาที่องค์การเครือข่ายค้นคว้า เป็นภาษาอังกฤษออกเผยแพร่ มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาโลก มีนักศึกษาทั่วโลก

 

‘อย่าเอาความทุกข์ มาเป็นภาระให้หัวใจ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/459267

‘อย่าเอาความทุกข์ มาเป็นภาระให้หัวใจ’

โดย…ราช รามัญ

การเกิดเป็นมนุษย์ นอกจากการได้ซึ่งอัตภาพแห่งความเป็นมนุษย์ที่ได้มายากแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ ความสมบูรณ์ทางด้านจิตใจ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ใจ เป็นประธานของทั้งหมด การมีลมหายใจ ถ้าใจเราเสียเพียงอย่างเดียว สิ่งที่เรียกได้ว่า ความสำเร็จ ก็คงจะห่างไกลเราออกไปอยู่มาก

คนทุกคนย่อมจะเคยท้อ ย่อมเคยจะเหนื่อยหน่ายจนกระทั่งเป็นทุกข์เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่แปลก แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะทำให้เรามีแนวคิดและมีกำลังใจเพิ่มมากขึ้นได้ ก็คือ การเรียนรู้ธรรมะ แต่ไม่ใช่เรียนรู้เพื่อการท่องจำ แต่รู้เพื่อนำเอามาปฏิบัติ

ได้มีโอกาสพบนักร้องดัง สร่างศัลย์ เรืองศรี พอพูดถึงชื่อนี้หลายคนอาจจะงงๆ ว่าใคร แต่ถ้าบอกว่า “หนู มิเตอร์” คนทั้งประเทศร้องอ๋อนักร้องคนนี้เหล้า เบียร์ ไวน์ บุหรี่ และยาเสพติดทุกประเภทไม่แตะต้องเลย เรียกได้ว่าเป็นนักร้องที่ควบคุมคุณภาพของตัวเอง และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เยาวชนได้เป็นเลิศ รางวัลชีวิตที่ได้รับจากการสร้างสรรค์ผลงานเพลงมีมากมาย เคยเรียบเรียงเสียงประสานดนตรีให้กับศิลปินดังมานับไม่ถ้วน

เมื่อได้พูดคุยถึงเรื่องของการใช้ชีวิต หนู มิเตอร์ พูดเสมอว่า เขาใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ได้หรูหราอะไร ไม่ได้แปลกแยกไปจากคนธรรมดาทั่วไป กินง่าย อยู่ง่าย วันๆ ก็คิดแต่สร้างงานตามจินตนาการที่ต้องการ เบื่อบางครั้งก็ไปเดินเล่นบ้างในบางโอกาส แต่โดยมากจะอยู่กับบ้านทำงานเสียส่วนใหญ่

เพราะความธรรมดาๆ นี่แหละ จะทำให้เรามีความสุขมากที่สุดในการใช้ชีวิต เพราะทุกชีวิตเกิดมาตามที่พระท่านสอนก็เพราะกรรมเก่าเป็นแรงผลักดัน คือ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม เมื่อถามว่าคุ้นเคยกับธรรมะและพระศาสนามากน้อยเพียงไหน หนู มิเตอร์ เล่าว่า…

ครอบครัวผมสนิทกับพระศาสนามาก ทุกคนจะทำตามที่คุณพ่อสอนหมด เราพี่น้องสามคนปฏิบัติตามคำสอนเลย เพราะว่าคุณพ่อครูแล้วก็เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อพุทธวรญาณ จ.ลพบุรี เมื่อพ่อแม่ไปวัดเราก็ตามไปด้วย ไปทำบุญ ไปช่วยงานวัดต่างๆ เท่าที่ทำได้ ชื่อผมนี่ท่านก็ตั้งให้ สร่างศัลย์ แปลว่า ผู้ที่คลายความทุกข์โศก แต่มีคนทักนะว่า กาลกิณี เพียบเลยชื่อนี้ แต่ท่านก็บอกว่า ไม่เกี่ยว ทุกตัวอักษรพ่อขุนรามท่านสร้างมาให้ใช้ทั้งหมดจะมีตัวไม่ดีได้อย่างไร อีกอย่างผู้ทรงศีลทรงธรรมตั้งให้ ไม่น่าที่จะมีอะไรกระทบ ก็เลยไม่เคยคิดเปลี่ยนเลย ก็เห็นว่าดีมาโดยลำดับ

เวลาที่ผมทำงาน บางทีก็ต้องเข้าใจนะว่า งานศิลปะ ทำตามความรู้สึกเป็นเสียส่วนใหญ่ มันไม่ใช่งานพาณิชย์ศิลป์ที่ต้องทำตามตลาดที่สนใจ แต่กว่าจะมาให้คนเข้าถึงความรู้สึกได้ก็ต้องใช้เวลาและประสบการณ์อย่างมาก

บางครั้งคิดไม่ออก ก็ต้องปล่อยไป ไม่ไปเค้นความคิด แต่เอาความคิดนั้นแหละมาพิจารณา มาขบคิดดู แต่ที่สำคัญไม่ไปจมกับความรู้สึก ไปจมกับอารมณ์ เพราะมันจะทำให้เราไม่สามารถทำงานได้ต่อไป ปกติมนุษย์นี่มันก็มีสารพัดเรื่องอยู่แล้ว และถ้าบางทีเรายังไปจดๆ จ่อๆ จมกับอารมณ์ความรู้สึกทำให้เราทุกข์เพิ่มขึ้นผมมองว่าไม่ดีนะ มันเป็นภาระให้หัวใจของเราเปล่าๆ

ต่อมาเมื่ออะไรที่ทำแล้วเป็นทุกข์ผมจะวางก่อนนะ ไม่รีบร้อน ปล่อยวางให้มันจนเย็นและตกผลึกเสียก่อนจึงค่อยมาคิดทบทวนกันใหม่อีกครั้งว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป ไม่ใช่เฉพาะเรื่องงานนะ เรื่องการใช้ชีวิตทุกอย่างใช้หลักการเดียวกันหมดเลย

แม้แต่เรื่องอัตตาในการทำงานนี่เหมือนกัน…อย่าลืมว่าศิลปินต้องใช้อารมณ์ความรู้สึกสูงมากในการสร้างงาน แล้วถ้าเรามีอัตตา อีโก้ มากๆ มันเป็นทุกข์นะ งานก็เดินต่อไปไม่ได้อีก เหมือนตอนเด็กๆ เราเล่นกีตาร์เราฝึกเล่นเพลงแจ๊ซ เพลงฟิวชั่น เพลงบลู จนเก่งและคล่องกว่าคนอื่นมาก แล้วมองว่าคนอื่นยังไม่ได้เรื่อง นี่เป็นอัตตาแล้ว แต่พอโตมาเรามีสมาธิมากขึ้น มีสติมากขึ้น สิ่งเหล่านั้นมันก็หายไป เหมือนโดนหลอมละลายไปด้วยหัวใจที่เข้าใจธรรมะมากขึ้นนั่นเอง

ผมยังเชื่อเสมอว่า มนุษย์ทุกคนทุกอาชีพ สามารถเข้ามาใกล้ธรรมะได้ แม้จะอยู่บ้าน อยู่คอนโด จะนุ่งกางเกงยีนส์ หรืออะไรก็ตามถ้าหัวใจพร้อมไม่เอาความทุกข์มาเป็นภาระให้หัวใจ ชีวิตนี้ก็มีความสุขได้เหมือนกันทุกคนอย่างแท้จริง แต่หลายคนที่ยังทุกข์อยู่ เพราะว่าไม่เข้าใจในคำว่า สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม พยายามที่จะฝืนกรรม อีกทั้งไม่ทำความเข้าใจในเรื่องของอัตตา เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีแต่ความทุกข์ทั้งนั้นเลย พอเข้าใจแบบนี้สบาย ทำงานอะไร ที่ไหน ก็มีแต่ความสุข ไม่มีความทุกข์อะไรเลย

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ หนู มิเตอร์ สุดยอดนักร้องเพลงรักที่ร้องเองแต่งเองและทำดนตรีเองซึ่งในยุคนี้มีน้อยคนที่จะทำแบบนี้ได้แล้ว…เพราะว่าวันนี้ตลาดเพลงไทยเปลี่ยนไป ทุกอย่างเปลี่ยนไป เพราะชีวิตของคนเราล้วนอยู่กับการเปลี่ยนแปลง ธุรกิจก็เช่นเดียวกัน ก็ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงเสมอ เมื่อรู้แบบนี้แล้วคงไม่ต้องนำเอาความทุกข์ให้มาเป็นภาระของหัวใจอีกต่อไป

 

อมตะเหรียญหล่อ และพระชัยวัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/459266

อมตะเหรียญหล่อ และพระชัยวัฒน์

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เปิดสนามวันนี้ด้วยธรรมะสะกิดใจ “กิเลสทำให้เกิดทุกข์ ความอยากทำให้ลำบาก ปัญญาทำให้พบทางออก ปล่อยวางทำให้พบความสุข” ขอบคุณแฟนทางบ้านที่ส่งพระเครื่องมาให้ชมกันและสามารถชมภาพพระสวยงามชัดเจน ผ่านทางเว็บไซต์์ของโพสต์ทูเดย์ หัวข้อ ธรรมะ-จิตใจ อีกช่องทางหนึ่งครับ

องค์แรก ชมวัตถุมงคลของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว วัตถุมงคลของท่าน เช่น พระเนื้อผง พระเนื้อดิน พระเนื้อโลหะ พระเนื้อชิน และเครื่องราง เช่น เบี้ยแก้ เม็ดยาวาสนาจินดามณี ผ้ายันต์ ตะกรุด และงาแกะ ที่นำมาให้ชมวันนี้คือเหรียญเจ้าสัว เดิมทีไม่ได้เรียกเหรียญเจ้าสัว สมัยเริ่มสร้างชื่อว่า เหรียญหล่อซุ้มกระจัง เหรียญรุ่นนี้สร้างปี 2477 เพื่อแจกในงานทำบุญฉลองอายุครบ 7 รอบของหลวงปู่บุญ พระที่เหลือจากการแจกได้บรรจุไว้บนเพดานมณฑปพระพุทธบาทจำลองภายในวัด ต่อมาเมื่อปี 2516 วัดเปิดกรุนำเหรียญหล่อออกมาให้บูชา เพื่อนำปัจจัยบูรณะวัด บางเหรียญมีรอยเหล็กจาร ในเรื่องของพุทธคุณ เด่นทางด้านโชคลาภ ทำมาค้าขาย และทางด้านแคล้วคลาดอีกด้วย เชื่อกันว่าผู้ที่ห้อยบูชาเหรียญนี้จะร่ำรวยทุกคน จึงได้รับสมญานามว่าเหรียญเจ้าสัว อย่างในสมัยก่อนนั้นผู้ที่บูชาเหรียญเจ้าสัวทุกท่านล้วนแต่มีฐานะร่ำรวย เทียบเคียงคำว่า เจ้าสัว เป็นภาษาจีน มีความหมายถึงคหบดีผู้มีฐานะความร่ำรวย เหรียญที่นำมาให้ชมนี้สวยแชมป์ครับ ราคาซื้อขายหลักล้านต้นๆ เป็นของคุณเจียระไน สกุลก้องเกียรติ

 

องค์ที่สอง ชมพระชัยวัฒน์เนื้อโลหะผสม พิมพ์บัวฟันปลา ท่านเจ้ามา วัดสามปลื้มองค์พระนั่งสมาธิและแบบมารวิชัย องค์พระนั่งแบบบัวคว่ำ บัวหงาย หรืออีกชื่อคือบัวฟันปลา เป็นพิมพ์หายากไม่แพ้พิมพ์ล้มลุก ท่านได้เริ่มสร้างพระชัยวัฒน์ หรือพระกริ่งแต่ไม่มีกริ่งบรรจุในองค์พระ ภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็น “พระปลัด” ที่วัดสามปลื้ม พุทธคุณเน้นด้านเมตตามหานิยมและด้านคงกระพัน กระทั่งท่านเจ้าคุณนรฯ เคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า บิดาของท่านสมัยที่เป็นนายอำเภอที่บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี มีพระท่านเจ้ามาติดตัวองค์เดียว ถูกเสือร้ายชื่อดังยิงด้วยปืน แต่ปืนไม่ลั่น เสียงดังแชะๆ เรื่องนี้ ท่านเจ้าคุณนรฯ เป็นผู้เล่าให้บรรดาศิษย์ฟังครับ ราคาเช่าหาว่ากันหลักแสน องค์นี้เป็นของคุณภูวเมศฐ์ ธีรตันติเกียรติ

องค์ที่สาม ชมพระชัยวัฒน์ พิมพ์เขื่อนใหญ่ ก้นอุดชันโรง ของหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง สร้างในโอกาสสร้างเขื่อนที่หน้าวัดในปี 2463 เพื่อกันน้ำเซาะ จึงได้สร้างพระชัยวัฒน์เพื่อหาเงินสมทบทุนสร้างเขื่อน จึงเป็นที่มาของพระชัยวัฒน์รุ่นสร้างเขื่อนใหญ่ จะมีทั้งเนื้อเหลืองและเนื้อดำมีลักษณะการหล่อเป็นช่ออุดชันโรงที่ก้นพระเนื้อดำทุกองค์และจะมีรอยการแต่งด้วยตะไบที่ฐานพระและบัว ส่วนพระเนื้อเหลืองจะไม่มีรอยแต่งตะไบเลย ด้านพุทธคุณแคล้วคลาด มหานิยม ครบเครื่อง องค์นำที่มาให้ชมเนื้อจัด สวย ดูง่าย ราคาว่ากันหลักแสนปลาย เป็นของคุณภูวเมศฐ์ ธีรตันติเกียรติ นักสะสมพระสวยเช่นกัน

 

องค์ที่สี่ ชมพระกริ่งที่พิธีดี และยิ่งใหญ่ คือ พระกริ่งดำรงราชานุภาพ ของกระทรวงมหาดไทย สร้างในโอกาสที่กระทรวงมหาดไทยครบ 100 ปี ในปี 2535 พระกริ่งดำรงราชานุภาพ ได้ถอดแบบจากพระกริ่งองค์ที่เสด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงใช้ประจำพระองค์ คือ พระกริ่งบาเก็ง พระกริ่งดำรงราชานุภาพ ค่อนข้างหายากเพราะผู้ที่มีไว้ต่างหวงแหน ว่ากันว่าผู้ใดอยากขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดให้หามาบูชาและอธิษฐานมักจะพบความสำเร็จเสมอ เนื้อทองคำ สร้างเพียง 100 องค์ ปัจจุบันราคาเป็นล้าน เนื้อนวโลหะสร้างจำนวน 2535 องค์ ปัจจุบันว่ากันหลักหมื่นกลาง องค์นี้แฟนทางบ้านแบ่งมาให้ชม

จากกันด้วยธรรมะ “ระงับความโกรธ ด้วยสติ ระงับความมีทิฐิ ด้วยปัญญา ระงับความอยาก ด้วยความพอเพียงบนความจริง”