นพ.รัศมี – คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร : ศิษย์ต้นแบบหลวงพ่ออาจ อาสภเถระ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/640164

วันที่ 13 ธ.ค. 2563 เวลา 10:01 น.นพ.รัศมี - คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร : ศิษย์ต้นแบบหลวงพ่ออาจ อาสภเถระโดย อุทัย มณี

*****************

นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร ชื่อนี้ในสังคมไทยอาจไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ในวงการคณะสงฆ์ถือว่าเป็น “อนาถบิณฑิกเศรษฐีและนางวิสาขา” จุติลงมาเกิด เพราะทั้งสองท่านมีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา สนับสนุนให้ทุนการศึกษาให้พระภิกษุ-สามเณรหลายสิบรูป บริจาคเงิน บริจาคทรัพย์ให้กับคณะสงฆ์มากมาย

โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง ทั้งมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทั้งสองท่าน เหมือนกับยาทิพย์ชโลมใจ “ยามต้องการน้ำมันเดินเครื่องจักร”

ทั้งสองท่านรักและศรัทธาพระพุทธเจ้า เทิดทูนพระสงฆ์ ยิ่งกว่าชีวิต

ไม่มี นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยวังน้อยไม่เกิด ทั้งสองท่านยอมสละทรัพย์บริจาคที่ดินจำนวน 100 ไร่ สำหรับสร้างมหาวิทยาลัยเพื่อสร้าง “ศาสนทายาท” แก่วงการคณะสงฆ์

ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร บริจาคเงินให้กับมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้แล้วไม่ต่ำกว่า 594,000,000 ล้านบาท ย้ำ ห้าร้อยเก้าสี่ล้านบาท หากคนไม่รักและศรัทธา ไม่มีจิตใจที่เสียสละดังพระโพธิสัตว์กระทำเยี่ยงนี่มิได้

ทั้งหมดที่บริจาค มิใช่เพราะ พระธรรมปัญญาบดี นายกสภา,มิใช่เพราะ พระพรหมบัณฑิต อดีตอธิการบดี และมิใช่ เพราะ พระราชปริยัติกวี อธิการบดีรูปปัจจุบัน

แต่เพราะทั้งสองท่านศรัทธาต่อ หลวงพ่ออาจ อาสภเถร อดีตผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อดีตผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทย

ศรัทธา..เพราะหลวงพ่ออาจ เป็นพระนักวิปัสสนา เป็นพระนักสู้เพื่อความยุติธรรม เป็นพระที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล  เป็นพระที่ยอมติดคุกเพื่ออุดมการณ์ในการปกป้องพระธรรมวินัยและพระพุทธศาสนา

วันที่ 8 ธันวาคม 2563 เป็นวันครบรอบชาตกาล 117 ปี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภเถร) นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร  และ พระเทพประสิทธิมนต์ เจ้าอาวาสศรีสุดาราม ผู้ที่ชักชวนทั้งสองท่านให้มาร่วมสร้างมหาวิทยาลัยสงฆ์ ถือว่าฤกษ์ดีวันนี้ ประกอบพิธีเททองหล่อรูปเหมือนของหลวงพ่ออาจ อาสภเถร ณ หน้าอุโบสถกลางน้ำ วัดมหาจุฬาราชูทิศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หล่อเสร็จแล้วจะไปประดิษฐานรูปเหมือนของหลวงพ่ออาจเอาไว้ ณ อาคารวิปัสสนาธุระ ภายในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งอาคารหลังนี้นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร  ก็ได้บริจาคสร้างเอาไว้เช่นเดียวกัน เพื่อให้อนุชนรุ่นหลัง คณาจารย์ นิสิต ได้สักการะบูชา และเพื่อเป็นอนุสาวรีย์รำลึกถึงคุณแห่งความดีของของท่านด้วย

ผู้เขียนสัมผัสกับคุณหญิงสมปอง วรรณิสร ทั้งแต่ยุคทำงานอยู่ช่อง 11 สัมผัสแบบผิวเผิน เฉกเช่นเดียวกันกับพระเทพประสิทธิมนต์ เจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม เมื่อพบเจอก็จะเข้าไปกราบและเข้าไปสวัสดี แนะนำตัวเอง ในฐานะพระเทพประสิทธิมนต์ เป็นผู้สร้างอาคารภายในวัดศรีสุดารามให้พวกเราได้เรียน ได้อยู่ แบบสุขสบาย ส่วนนายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร แนะนำในฐานะผู้สร้างคุณูประโยชน์ต่อการศึกษาสงฆ์ไทยอย่างมหาศาล คือ กราบไหว้ได้อย่างสบายใจ

ด้วยวัย 90 กว่า ๆ ทั้งสองท่านในวันประกอบพิธีเททองหล่อรูปเหมือนของหลวงพ่ออาจ อาสภเถร เห็นทั้งสองนักรถเข็น ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว อดเป็นห่วงมิได้ ยืนดูอยู่ห่าง ๆ แต่เมื่อเห็นทั้งสองยิ้มแย้มแจ่มใจทักทายพูดคุยกับคณะสงฆ์และฆราวาส ผู้บริหารมหาจุฬา ฯ ก็อดปลาบปลื้มยินดีกับสิ่งที่ท่านทำลงไม่ได้..นี่แหละหนอโบราณว่าไว้..เมื่อสุขใจกายแม้จะทุกข์ร้อนเพียงใดก็เป็นเรื่องรองลงไป

ผู้เขียนทราบว่า นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร ในวัยไม้ใกล้ฝั่งแบบนี้ อยากเห็นผู้บริหารและนิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้ความสำคัญกับวิปัสสนากัมมฐาน ตามรากฐานที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ หรือหลวงพ่ออาจ อาสภเถร ผู้เป็นอาจารย์ของทั้งสองท่านวางแบบ วางรากฐานไว้ในสถาบันแห่งนี้ อยากให้สืบสานต่อยอดต่อไป อย่างเข้มข้น

ตอนนี้ก็อยู่ที่ ผู้บริหารมหาจุฬา ฯ แล้วว่า จะตอบสนองปณิธานของนายแพทย์รัศมี และ คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร อย่างไร ในฐานะผู้มีบุญคุณอย่างใหญ่หลวงต่อสถาบันการศึกษาพุทธศาสนาแห่งนี้ ในฐานะผู้บริจาคทรัพย์สินเกือบ 600 ล้าน ให้กับมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ที่มีจำนวนพระนิสิตและนิสิตนานาชาติมากที่สุดในประเทศไทย มีวิทยาเขตและสถาบันสมทบมากที่สุดในโลก..

มมร.อนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์ ‘สมเด็จพระพุฒาจารย์-เจ้าสัวธนินท์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/639687

วันที่ 06 ธ.ค. 2563 เวลา 11:09 น.

กำลังโหลด

มมร.อนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์'สมเด็จพระพุฒาจารย์-เจ้าสัวธนินท์' 

สภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ประกาศเกียรติคุณยกย่องผู้ทำคุณประโยชน์แก่พระศาสนา นักวิชาการ และผู้ทำคุณประโยชน์แก่สังคม จำนวน 13 รูป/คน

โดย สมาน สุดโต

*******************

พระราชปฏิภาณโกศล (สมคิด จินฺตามโย) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) เปิดเผยว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จมาทรงเป็นประธานในพิธีประทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ประจำปี 2563 ณ อาคารสุชีพ ปุญญานุภาพ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยพิธีประทานปริญญาบัตรประจำปี 2563 นี้ สภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย อนุมัติปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จำนวน 13 รูป/คน ปริญญาดุษฎีบัณฑิต จำนวน 33 รูป/คน ปริญญามหาบัณฑิต จำนวน 131 รูป/คน และปริญญาบัณฑิต จำนวน 1,214 รูป/คน รวมทั้งสิ้น 1,391 รูป/คน

สำหรับ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สภามหาวิทยาลัยได้มีฉันทามติ ในการประชุมครั้งที่ 9/2563 เมื่อวันที่ 25 ก.ย.พ.ศ. 2563 โดยได้พิจารณาผู้ทำคุณประโยชน์แก่สังคม ประเทศชาติและพระพุทธศาสนา  จำนวน 13 รูป/คน ให้เข้ารับประทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ดังนี้ 1. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  สาขาวิชาพุทธศาสตร์ 2.พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  สาขาวิชาพุทธศาสตร์ 3. พระธรรมปัญญาบดี (พีร์ สุชาโต) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  สาขาวิชาพุทธศาสตร์

มมร.อนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์'สมเด็จพระพุฒาจารย์-เจ้าสัวธนินท์' 

4.พระพุทธิวงศมุนี (บำรุง ฐานุตฺตโร) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสตร์ 5.พระธรรมเมธาจารย์ (อิ่ม อรินฺทโม) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสตร์ 6.พระธรรมมงคลวุฒาจารย์ (บุญยนต์ ปุญฺญาคโม) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสตร์  7.ศาสตราจารย์คนึง ฦาไชย รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการปกครอง 8.ศาสตราจารย์กิตติคุณ อำไพ สุจริตกุล ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาศึกษาศาสตร์

9.ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการปกครอง 10.ศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา 11.นายธนินท์ เจียรวนนท์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ 12.นายสด แดงเอียด ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา และ 13.นายพรชัย ศรีชัยยงพานิช ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์

มมร.อนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์'สมเด็จพระพุฒาจารย์-เจ้าสัวธนินท์' 
มมร.อนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์'สมเด็จพระพุฒาจารย์-เจ้าสัวธนินท์' 
มมร.อนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์'สมเด็จพระพุฒาจารย์-เจ้าสัวธนินท์' 

เสน่ห์มหาจุฬา ฯ งานประสาทปริญญาประจำปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/639686

วันที่ 06 ธ.ค. 2563 เวลา 10:56 น.เสน่ห์มหาจุฬา ฯ งานประสาทปริญญาประจำปีโดย อุทัย มณี

*****************

หลังจากเจอวิกฤติการณ์โควิด-19 กิจกรรมต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดเอาไว้ถูกยกเลิกบ้าง เลื่อนบ้าง ไม่เว้นแม้กระทั้งงานประสาทปริญญาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)  ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยด้านพระพุทธศาสนาที่มีนิสิตมาเรียนทั้งพระและฆราวาสประมาณ 20,000 ท่าน นิสิตนานาชาติอีก 20 กว่าประเทศมากกว่า 1,200 ท่าน มีวิทยาเขตอีก 40 กว่าแห่ง สถาบันสมทบในต่างประเทศอีก 6 แห่ง มีคณาจารย์เจ้าหน้าที่ 3,680 ราย เปิดสอน 5 คณะ (รวมบัณฑิตวิทยาลัย) 105 สาขาวิชา มีวิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ มีวิทยาลัยพระธรรมทูต มีสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มีสถาบันวิปัสสนา มีการเรียนการสอนทั้งศาสตร์สมัยใหม่และพระไตรปิฎก ตามพระราชปณิธานของผู้ก่อตั้งคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

ปัจจุบัน มจร น่าจะเป็นมหาวิทยาลัยด้านพระพุทธศาสนาที่เข้มแข็งที่สุด มีจำนวนพระสงฆ์เรียนมากที่สุดและมีนิสิตนานาชาติในประเทศไทยมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ มจร ที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้สู่การเป็น “มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาระดับโลก”

สำหรับปีนี้งานรับปริญญาจะมีขึ้น  ระหว่างวันที่ 12 -13 ธันวาคม 2563 นี้ มีผู้รับปริญญาทั้งพระและฆราวาสจำนวน 3,482 ท่าน ผู้เขียนในฐานะศิษย์เก่า คงไม่พลาดต้องไปดูบรรยากาศดังเช่นทุกปี

ผู้เขียนเคยไปร่วมงานรับปริญญาตามสถาบันต่าง ๆ มาเป็นจำนวนมาก ที่ มจร ไม่เหมือนที่อื่น

@ ที่นี่ ทุกปีมีคนจำนวนคนมาร่วมงานหลายหมื่นคน

@ ที่นี้ เป็นแหล่งรวมของนิสิตนานาชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ต่ำกว่า 30 ชาติพันธุ์

@ ที่นี้มีคนมาร่วมงานจำนวนมาก เพราะนิสิตบางรูปเป็นเจ้าอาวาส บางรูปเป็นเจ้าคณะอำเภอ บางรูปพระภิกษุที่มารับกิตติมศักดิ์ เป็นเจ้าคณะจังหวัด คนติดตามก็หลายร้อยคน รถบัสจำนวนนับสิบคัน

@ ที่นี้มีซุ้มแสดงนิทรรศกาลทั้งของวิทยาเขต ของนิสิตนานาชาติ ของหลักสูตรต่าง ๆ นับ 100 ซุ้ม แต่และซุ้มต่างก็ประชันตบแต่งซุ้มที่สื่อถึงวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นของตนเอง เช่น กัมพูชา ลาว พม่า มอญ ยะไข ไทใหญ่

อันนี้ไม่นับรวมซุ้มขายของที่ระลึกอีกหลายสิบร้าน โรงทานฟรีที่เคยเจอของมูลนิธิร่วมกตัญญูบ้างของแม่ชีทศพร จากวัดพิชยญาติการามบ้าง ส่วนร้านที่เสียงเงินมีนับร้อยร้าน

ทั้งหมดคือจุดเด่นและเสน่ห์ของความเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้

เสียดาย..ปีนี้ผู้รับที่เป็นบรรดากิตติมศักดิ์ มาร่วมงานไม่ได้ เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ยกไปปีหน้าหรือหากสถานการณ์โควิด-19 ลดเบาลง ผู้รับจะเดินทางมารับเองหรือจะเชิญผู้บริหาร มจร ไปมอบก็ว่ากันไปเป็นราย ๆ

และเสียดาย..ปีนี้เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 และงานแบบนี้จำนวนคนก็มากสมเด็จพระสังฆราช ประมุขสงฆ์ไทย มิได้เสร็จมา แต่ทรงมอบให้สมเด็จพระวันรัต และสมเด็จพระมหาธีราจารย์ มาปฎิบัติหน้าที่แทน

นอกจากนี้ เนื่องจากตอนนี้เราอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มจร จึงเข้มงวดเรื่องการป้องกันโควิด-19 ทั้งวันซ้อมรับปริญญา ในวันที่ 10 -11  ธันวาคม และวันรับจริงวันที่ 12 – 13 ธันวาคม พ.ศ.2563 ให้ใส่แมสทุกท่าน และบัณฑิตทุกระดับต้องเข้าร่วมการซ้อม จึงสามารถเข้ารับประทานปริญญาบัตรในวันรับจริงได้

ผู้เขียนในฐานะศิษย์เก่าสถาบันการศึกษาแห่งนี้ขอแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษาทุกท่าน รวมทั้งผู้ที่ได้รับกิตติมศักดิ์ทั้งหลายด้วย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ด้านพระพุทธศาสนาที่มีศิษย์เก่าตอนนี้น่าจะครอบคลุมในวงการพระสงฆ์ตั้งแต่ระดับมหาเถรสมาคม ลงมาจนถึงเจ้าอาวาสแล้ว ถือว่าเป็นสถาบันการศึกษาสงฆ์ที่หล่อเลี้ยงกล่อมเกลาวิธีคิด วิสัยทัศน์ และวิธีทำงานในวงการสงฆ์ทุกระดับชั้น รวมทั้งหล่อหลอมศาสตร์ในพระไตรปิฎกประยุกต์เข้ากับศาสตร์สมัยใหม่ให้กับคณะสงฆ์ได้อย่างลงตัว และที่สำคัญศิษย์เก่า มจร มีบทบาทไม่น้อยในการสร้างความเจริญและความมั่นคงให้กับพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

ที่พึ่งสุดท้ายของ..คณะสงฆ์ ??? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/639115

วันที่ 29 พ.ย. 2563 เวลา 10:20 น.ที่พึ่งสุดท้ายของ..คณะสงฆ์ ???โดย อุทัย มณี

********************

หลังจากเดินสายไปรับฟังสถานการณ์คณะสงฆ์ในยุคปัจจุบันแล้ว ยอมรับเลยว่าเหนื่อยใจ หดหู่ใจ สังเวชใจสงสารองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีผู้ใช้ “ผ้ากาสาวพัสตร์” ของพระองค์ชิงดีชิงเด่น ชิงอำนาจ ชิงตำแหน่ง “พี่ทำลายน้อง น้องทำลายพี่ เพื่อนฆ่าเพื่อน” ทำลายพระธรรมวินัยที่พระองค์วางเอาไว้เมื่อ 2 พันกว่าปีมาแล้วอย่างย่อยยับ

ยิ่งรู้เบื้องลึกเบื้องหลังการจับกุมอดีตกรรมการมหาเถรสมาคมและพระลูกวัดอีกหลายรูป ที่มีคุณค่าต่อความเจริญเติบโตและความรุ่งเรืองพระพุทธศาสนาในประเทศไทย เวลาเจอกลุ่มก๊วนผู้ก่อเหตุเหล่านี้แล้ว จิตผู้เขียนมีแต่ “อกุศล” หากไม่ติดผ้าเหลืองคลุมกาย คิดถึงความชั่วร้ายของพระคุณเจ้าบางรูปแล้ว “กราบไหว้ไม่ลงจริง ๆ”

ฟัง..กรรมการมหาเถรสมาคมบางรูป ฟังพระผู้ใหญ่บางท่าน พูดถึงสถานการณ์ในสังคมสงฆ์ ฟังกลุ่มยุวสงฆ์ในมหาวิทยาลัยสงฆ์เล่าสิ่งที่พวกเขาอยากเห็น อยากให้เป็นไป ฟังนักการเมือง นักวิชาการที่สนใจเรื่องในสังคมสงฆ์ ยิ่งหาทางออกไม่เจอ

ฟัง…บรรยากาศการประชุมมหาเถรสมาคมจากกรรมการมหาเถรสมาคมบางรูปแล้วทุกเรื่องที่เป็น “มติของมหาเถรสมาคม” แล้ว กรรมการมหาเถรสมาคมบางรูปถึงกับเปรยว่า “สงสารสมเด็จพระสังฆราช”

ฟัง….เรื่องลึกลับเบื้องลึกเบื้องหลังการตั้ง 5 เสือหรือคณะผู้ช่วยสนองงานในสมเด็จพระสังฆราช ยิ่งรู้ว่า “อำนาจฝ่ายนอกสังคมสงฆ์”กำลังจับตาและเข้ามาพยุงสถานการณ์ได้อยู่มิใช่น้อย

ฟัง…กรณีเจ้าคณะประกอบอดีตพระราชมงคลดิลก มือขวาสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้มีอนาคตไกล  สึกแบบเงียบ ๆ  แบบสังคมสงฆ์งงงวย ยิ่งหดหู่ใจ

ยิ่งฟัง…อำนาจนอกมหาเถรสมาคมที่เป็นโซ่ข้อกลางแล้ว…ไม่แปลกใจต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มยุวสงฆ์ปลดแอก หรือคณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนาใหม่เลยที่เรียกร้อยให้แยกอำนาจรัฐออกจากคณะสงฆ์,หยุดใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ทุกอย่างมี “เชื้อและมูล” ประเภท “ไม่มีมูลฝอยหมาไม่ขี้”

ยิ่งดูบทบาทของฝ่ายการเมืองที่เรียกเจ้าคณะภาค 1 เรียกพระเถระ เข้าไปให้ข้อมูล ชี้แจง ความเป็น “สมณเพศ” นับวันยิ่งถอยห่างจาก “พระธรรมวินัย” ที่เป็นที่พึ่งของคณะสงฆ์และที่เรียกศรัทธาจากพุทธบริษัท ลงไปเรื่อย ๆ

# ทั้งหมดที่ฝ่ายการเมืองเขาทำได้ เพราะเราไปอิงกับ รัฐ ไปอิงกับงบประมาณของรัฐ ใช่หรือไม่ ??

# ทั้งหมดทั้งมวลที่ฝ่ายการเมืองเขาทำได้..เพราะคณะสงฆ์เราอ่อนแอใช่หรือไม่??

#ทั้งหมดทั้งมวลที่คณะสงฆ์กำลังขาดความน่าเชื่ออยู่ตอนนี้เพราะเราห่างจากพระธรรมวินัยใช่หรือไม่??

# ทั้งหมดทั้งมวลที่คณะสงฆ์กำลังเผชิญอยู่กับวิกฤติศรัทธาเพราะเราทำตัวห่างจากชุมชนใช่หรือไม่??

# ทั้งหมดทั้งมวลที่คณะสงฆ์กำลังเผชิญถูกสังคมว่ากล่าวอยู่ตอนนี้เพราะเรามีพฤติกรรมเยี่ยงฆราวาส ใช่หรือไม่ ??

# ทั้งหมดทั้งมวลที่คณะสงฆ์ประสบอยู่ตอนนี้เพราะเราไปทอดทิ้ง ไม่ใส่ใจ ธุระ 2 ประการที่พระภิกษุพึงปฎิบัติใช่หรือไม่ ??

การอบกู้วิกฤติศรัทธาและที่พึ่งสุดท้ายของคณะสงฆ์ ตอนนี้มีทางออกและเหลืออะไรบ้างครับ…

ส่องการเคลื่อนไหวของยุวสงฆ์ “ยุคแรก” ย้อนมองม็อบยุวสงฆ์ “ยุคปัจจุบัน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/638613

วันที่ 22 พ.ย. 2563 เวลา 11:57 น.ส่องการเคลื่อนไหวของยุวสงฆ์"ยุคแรก"ย้อนมองม็อบยุวสงฆ์ "ยุคปัจจุบัน"โดย อุทัย มณี   

****************

การปรากฎการณ์ของกลุ่ม “คณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนา” หรือกลุ่มยุวสงฆ์ปลดแอก มิใช่ปรากฎการณ์การใหม่ในสังคมไทยและสังคมสงฆ์ เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อปีพุทธศักราช 2477 มีกลุ่มยุวสงฆ์ฝ่ายมหานิกายประมาณ 300 รูปจากวัดต่าง ๆ ในเขตพระนครและธนบุรี เช่นวัด พระเชตุพน ฯ วัดอรุณ วัดสุทัศน์ฯ นัดประชุมกันที่บ้านคหบดีเขตบางรักชื่อบ้าน “ภัทรวิธม” และเรียกกลุ่มตนเองว่า “คณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนา”

คณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนา กลุ่มนี้มีความเห็นร่วมกันในการปฎิรูปการปกครองคณะสงฆ์ให้เสมอภาคตามแนวประชาธิปไตยโดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือเนื่องจากการปกครองคณะสงฆ์ให้ความเสมอภาคแก่คณะสงฆ์ไม่เท่าเทียมกัน กล่าวคือ เจ้าคณะธรรมยุตปกครองคณะสงฆ์มหานิกายได้ แต่เจ้าคณะมหานิกายปครองคณะสงฆ์ธรรมยุตไม่ได้ จึงขอให้รัฐบาลและมหาเถรสมาคมแก้ไขเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 ให้มีการบริหารด้วยสิทธิเสมอกัน

เพื่อให้มีการร่วมสมานสังวาสในระหว่างคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายและธรรมยุติกนิกาย อาทิ ให้มีการร่วมอุโบสถสังฆกรรมด้วยกันได้ตำแหน่งหน้าที่ทั้งในการศึกษาและปกครอง หรืออำนาจสูงสุดในการปกครองสังฆมณฑลพระภิกษุในสิทธิมหานิกาย ต้องมีสิทธิในตำแหน่งนั่นด้วย

เมื่อมองจากการเคลื่อนไหวทั้ง 3 ประเด็นนี้แล้ว ต้นตอล้วนเกิดจากพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 แทบทั้งสิ้นที่ฝ่ายพระมหานิกายมองว่า คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายเอาเปรียบฝ่ายมหานิกายซึ่งมีประชากรสงฆ์มากกว่า โดยเฉพาะตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ที่มีการวางสืบทอดกันเป็นช่วง ๆ มิให้ฝ่ายมหานิกายได้ขึ้นมาครอง

การเคลื่อนไหวของคณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนาเมื่อปี 2477 รัฐบาลให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวและจัดการแก้ไขพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ร.ศ.121 จึงเป็นที่มาของ พ.ร.บ.การปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 เมื่อเราศึกษาเนื้อหาของ พ.ร.บ. การปกครองคณสงฆ์ ร.ศ. 121 พอสรุปได้สังเขปว่า พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ถอดถอน สมณศักดิ์ และตำแหน่งบริหารตั้งแต่ระดับพระราชาคณะจังหวัดขึ้นไปมหาเถรสมาคมปกครองและบริการกิจการคณะสงฆ์สนองพระปรมาภิไธยขององค์พระมหากษัตริย์หน่วยงานของรัฐ

โดยเฉพาะกระทรวงธรรมการ ควบคุม วางระเบียบเกี่ยวกับการบริหารทรัพย์สินของวัดและศาสนสมบัติทั้งปวง กระทรวงมหาดไทยดูแลการตั้งวัดและศาสนาสถาน เป็นต้น มีบทลงโทษพระภิกษุสงฆ์ เช่น พระภิกษุที่ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ ไม่สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่ง หรือไม่มีวัดที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ให้พระภิกษุรูปนั่นสละสมณเพศตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด

ปัจจุบันกลุ่มยุวสงฆ์ปลดแอกหรือคณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนาใหม่เรียกร้อง 2 ประเด็นหลัก คือเพื่อทุกศาสนา

– แยกศาสนาออกจากรัฐ

– หยุดใช้ศาสนาเป็นเครืองมือ “สร้างความแตกแยก”

– หยุดใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ “โฆษณาชวนเชื่อ”2. เพื่อพุทธศาสนา

– ปฎิรูปโครงสร้างอำนาจสงฆ์และร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ใหม่ให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัย

– สิทธิพลเมืองของพระภิกษุ

-สามเณรตามวิถีประชาธิปไตย

ประเด็นข้อเรียกร้องของคณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนาใหม่ มีลักษณ์คล้ายคลึงกับข้อเรียกร้องของคณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนาเมื่อปี 2477 เพียงแต่กลุ่มคณะปฎิสังขรณ์การพระศาสนาเมื่อปี 2477 รัฐบาลสนับสนุน…ปัจจุบันรัฐบาลตามบี้ ทั้งหมดล้วนบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ และเป็นที่น่าสังเกตการเคลื่อนไหวของกลุ่มยุวสงฆ์ล้วนเกิดจากคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย

พ.ส.ล.เปิดหมู่บ้านรักษาศีล 5 ช่วยสร้างความสงบสันติและสมานฉันท์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/638163

วันที่ 16 พ.ย. 2563 เวลา 21:23 น.พ.ส.ล.เปิดหมู่บ้านรักษาศีล 5 ช่วยสร้างความสงบสันติและสมานฉันท์โดย สมาน สุดโต

****************

องค์การพุทธศาสนิกสัมพัน์แห่งโลก (พ.ส.ล) ส่งเสริมหมู่บ้านรักษาศีล 5 โดยนิมนต์พระพรหมเสนาบดี ประธานที่ปรึกษาโครงการหมู่บ้านรักษาศีล ู5 กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอวาสวัดปทมคงคา เป็นประธานเปิดและเจิมป้ายหมู่บ้านรักษาศีล 5 ที่สำนักงาน พ.ส.ล.ท่ามกลาง กรรมการ สมาชิก พ.ส.ล.และคณะนักเรียน โรงเรียนวิถีพุทธ บางปะกอกวิทยาคมร่วมพิธีจำนวนมาก

นายพัลลภ ไทยอารี รองประธานและเลขาธิการ พ.ส.ล.กล่าวถึงการส่งเสริมโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ว่า โครงการนี้ช่วยสร้างความสงบ สันติ และความสมานฉันท์ ให้แก่สังคมและประเทศชาติได้ดีมาก

พระพรหมเสนาบดี กรรมการมหาเถรสมาคม กล่าวอนุโมทนาว่า โครงการนี้เกิดขึ้น เมื่อ พ.ศ.?2557  โดยหัวหน้าคณะคสช.ขอความอนุเคราะห์จากมหาเถรสมาคมเพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข และมีความสามัคคี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในขณะนั้นจึงจัดโครงการนี้ขึ้น

ปัจจุบันโครงการนี้ขยายไปทุกพื้นที่เกือบทั่วประเทศ น่าชื่นชม โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม ที่ส่งเสริมนักเรียนให้เรียนและสอบธรรมศึกษา ซึ่งสามารถสอบธรรมศึกษาเอกชั้นสูงสุดได้ 100%  และทราบว่าทุกวันพฤหัสบดี นักเรียนแต่งกายชุดขาวแสดงสัญลักษณ์ถึงการรักษาศีล 5 อย่างชัดเจน ซึ่งอานิสงส์การรักษาศีล 5 นอกจากทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปตามปรกติแล้ว ยังมีอานิสงส์ให้ชีวิชิตเข้าสู่ความสุข สงบ เพียบพร้อมด้วยโภคทรัพย์และเข้าถึงพระนิพพาน

มท.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทานวัดเศวตฉัตร วรวิหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/636893

วันที่ 30 ต.ค. 2563 เวลา 20:52 น.มท.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทานวัดเศวตฉัตร วรวิหารมท.1 นำคณะผู้บริหารร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงมหาดไทย ประจำปี 2563

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงมหาดไทย ประจำปี 2563  โดยมี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนบริษัท ห้างร้าน และประชาชนผู้มีจิตศรัทธา เข้าร่วมในพิธีฯ  ที่พระอุโบสถ วัดเศวตฉัตร วรวิหาร เขตคลองสาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินให้กระทรวงมหาดไทยนำมาถวายพระสงฆ์จำพรรษาถ้วนไตรมาส ณ วัดเศวตฉัตร วรวิหาร เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในวันนี้ ประกอบด้วย พิธีถวายเครื่องบริวารพระกฐินพระราชทาน ได้แก่ บาตร เครื่องอัฐบริขาร ตาลปัตรฯ และเครื่องไทยธรรม แด่พระสงฆ์รูปที่ครองผ้า และถวายปัจจัยที่ผู้มีจิตศรัทธา ร่วมโดยเสด็จพระราชกุศลแด่เจ้าอาวาสเพื่อถวายแด่พระภิกษุ สามเณร เพื่อนำไปบูรณปฏิสังขรณ์พระอาราม หรือทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของวัด โดยมียอดเงินที่ถวายผ้าพระกฐินพระราชทานถวายเป็นพระราชกุศล เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 5,317,839 บาท พร้อมทั้งมอบเงินให้โรงเรียนวัดเศวตฉัตรเพื่อเป็นทุนบำรุงการศึกษาแก่นักเรียน 

สำหรับ วัดเศวตฉัตร วรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ในเขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร เดิมชื่อ วัดบางลำพูล่าง สันนิษฐานว่าก่อสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งต่อมาได้รับการบูรณะโดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ต้นราชสกุลฉัตรกุล ในช่วงปี พ.ศ. 2359–2373 ต่อมาได้รับการปฏิสังขรณ์โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานชื่อวัดใหม่ว่า วัดเศวตฉัตร โดยกรมศิลปากรได้ประกาศกำหนดให้วัดเศวตฉัตร วรวิหาร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 94 ตอนที่ 75 วันที่ 16 สิงหาคม 2520

พช.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน วัดเสนาสนารามฯเมืองกรุงเก่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/636428

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 15:00 น.พช.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน วัดเสนาสนารามฯเมืองกรุงเก่ากรมการพัฒนาชุมชนถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน วัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา  ได้เงินบำรุงพระพุทธศาสนา กว่า 4 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานผ้าพระกฐินให้ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ตามที่ได้ขอพระราชทานเพื่อน้อมนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส โดยมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2563 ในการนี้ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คณะผู้บริหาร ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจากจังหวัดต่าง ๆ ภาคีเครือข่าย รวมทั้งพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมในพิธีฯ ณ วัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน(พช.)กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานผ้าพระกฐินให้กรมการพัฒนาชุมชน น้อมนำไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร โดยมีพิธีสมโภชองค์พระกฐินพระราชทานไป เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา สำหรับการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ขอปวารณาถวายจตุปัจจัยถวายเป็นพระราชกุศล รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,209,805 บาท ในการนี้ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชนได้ร่วมบริจาคเงินจำนวน 1 ล้านบาท เข้ากองกฐินเพื่อนำเงินไปบูรณปฏิสังขรณ์โรงเรียนพระปริยัติธรรม “ลมาอมบุญนิธิ” ที่สร้างมานานเกือบร้อยปี ที่ชำรุดทรุดโทรมมาก

สำหรับ ประวัติและความเป็นมาของ วัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ฝ่ายธรรมยุตนิกาย เดิมชื่อวัดเสื่อ สร้างตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาพร้อมพระราชวังจันทรเกษม ที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลกในยามเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงศรีอยุธยา ตัววัดสร้างขึ้นด้านหลังเพื่อเป็นวัดประจำพระราชวัง วัดเสื่อได้เจริญรุ่งเรืองมาพร้อมกับพระราชวังจันทรเกษมและได้กลายเป็นวัดร้างไปคู่กันเมื่อกรุงศรีแตกใน พ.ศ. 2310 จวบจนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ 300 ชั่งเศษและโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสงคราม (ทัด หงสกุล) เป็นประธานในการบูรณะวัดเสื่อจนแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2406 โดยพระราชทานนามใหม่ว่า วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร หรือเรียกกันทั่วไปว่าวัดเสนาสน์แล้วถวายเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกฝ่ายธรรมยุตนิกาย สถาปัตยกรรมงดงามภายในวัดที่น่าชม ได้แก่ พระอุโบสถศิลปะสมัยอยุธยา หน้าบันไม้แกะสลักปิดทอง มีพระราชลัญจกรในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รูปพระมหามงกุฏ บ่งบอกว่าพระองค์เป็นผู้โปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเทพชุมนุมและภาพพระราชพิธีเดือนสิบสองที่วาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 มีพระประธานในพระอุโบสถ คือ พระสัมพุทธมุนี เป็นพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัยลงรักปิดทองศิลปะสมัยอยุธยา ประดับด้วยซุ้มเรือนแก้วยอดพระมหามงกุฎ มีขนาดหน้าตักกว้าง 2 ศอก 2 นิ้ว สูงตลอดพระรัศมี 3 ศอก 1 นิ้ว ที่ซุ้มเรือนแก้วมีอักษรขอมจารึกไว้

ถัดมาคือพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ศิลปะสมัยอยุธยาที่นำศิลามาเรียงต่อกันแล้วแกะสลักยาว 14.2 เมตร ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธไสยาสน์องค์นี้มาจากวัดมหาธาตุ และยังมีพระวิหารพระอินทร์แปลง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ขนาด 5 ห้อง กว้าง 2.5 ห้อง หลังคามุงกระเบื้องดินเผาเคลือบหน้าบันและเครื่องประดับเป็นปูนปั้น มีประตูด้านหน้า 2 ประตู ตอนกลางระหว่างประตูมีหน้าต่าง 1 บาน หน้าต่างด้านข้างด้านละ 4 บาน บานสุดท้ายทางด้านหลังทำเป็นประตูออกข้างผนังด้านหลังติดต่อกับวิหารพระพุทธไสยาสน์ จึงเป็นผนังทึบด้านหน้ามีมุข สร้างสกัดหน้า ทำช่องซุ้มโค้งเป็นประตูหน้าต่าง ทุกซุ้มประตูหน้าต่างประดับลายปูนปั้นถอดพิมพ์ บานประตูหน้าต่างด้านนอกเขียนลายรดน้ำ ด้านในเขียนสีลายทวารบาล พื้นปูหินอ่อน ยกพื้นขึ้นเป็นอาสนสงฆ์ เพดานปิดทองลายฉลุ รูปดาวล้อมเดือน ตรงกลางผนังด้านหลังสร้างเป็นห้องประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ ตอนหน้าของห้องสร้างเรือนแก้ว ประดิษฐาน “พระอินทร์แปลง” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่อัญเชิญมาจากนครเวียงจันทน์ เป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง หล่อด้วยโลหะสำริดปางมารวิชัย และพระสาวกยืนถวายสักการะอยู่ทั้ง 2 ข้าง สามารถเดินชมเสนาสนะและงานพุทธศิลป์ต่าง ๆ ได้ทั่วบริเวณวัด เช่น ซุ้มศรีมหาโพธิ์ ธรรมาสน์หินปิดทอง 2 แท่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังตำนานพระอินทร์ ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิถีชีวิตผู้คนวัดในสมัยรัชกาลที่ 4

ปัจจุบันวัดเสนาสนารามเป็นวัดเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ธรรมยุต) มี พระเทพมงคลโสภณ (โสภณ ปญฺญาโสภโณ) เป็นเจ้าอาวาส และเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดำรงสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นเทพ ที่พระเทพมงคลโสภณ โกศลวิหารกิจ นิวิฐธรรมสุนทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี วัดเสนาสนารามเป็นคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนมาอย่างยาวนาน และได้รับกฐินพระราชทานเป็นประจำทุกปี

คุณูปการ“สถาบันพระมหากษัตริย์”ต่อข้าพเจ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/636391

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 09:05 น.คุณูปการ“สถาบันพระมหากษัตริย์”ต่อข้าพเจ้าโดย อุทัย มณี    

****************

ผู้เขียนเคยเขียนเตือนในขณะที่เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองยังกรุ่น ๆ อยู่แล้วว่าระวัง วัฒนธรรมสองขั้วปะทะสองความคิด คือ ความคิดของคนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งที่มองว่า วิกฤติความคิดวัฒนธรรมกำลังถูกท้าทาย หนึ่ง คนรุ่นใหม่ กำลังหมดศรัทธากับวัฒนธรรมแบบเดิมของไทย สองคนรุ่นเก่า มองว่า คนรุ่นใหม่กำลังทำลาย สิ่งที่มีอยู่เดิมของสังคมไทย

สุดท้ายก็เป็นไปตามนั้น

ผู้เขียนเติบโตมาในยุคที่ถูกสอนให้เชื่อในความดี และ การเห็นแบบอย่างที่ดีของคนที่สังคมประทับตราให้ว่าเป็นคนดี เราจึงมีแบบอย่างที่ดีให้เจริญรอยตามตามทัศนะของพระพุทธศาสนา ผู้เขียนจึงภักดีทั้งในสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันสงฆ์

ผู้เขียน“มาจากคนยากจนชีวิตติดลบ”เรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ที่ก่อตั้งริเริ่มและผลักดันโดย “สมเด็จย่า” สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และโรงเรียน ตชด. ส่วนใหญ่ก็อยู่ตามป่าเขา ถิ่นทุรกันดาร รสชาติความอดอยาก ความหิวโหย ในยุคผู้เขียนเป็นเด็กคนเมืองไม่เคยรับรู้

ทุกปีในเทศกาลวันเด็กซึ่งมีของเล่นและเสื้อผ้ามือสอง วันนั้นคือ วันที่พวกเรามีเสื้อผ้าใหม่ใส่กัน ชื่อที่ปักไว้บนเสื้อที่พวกเราสวมใส่ ไม่เคยมีนักเรียนคนไหนสวมใส่ตรงกับตัวจริงสักคน

หลังสมเด็จย่าสวรรคต “สมเด็จพระเทพฯ” สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  พระองค์ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด จากสมเด็จย่า เจริญรอยตามดูแลเยี่ยมชมโรงเรียน ตชด.ทั่วประเทศ

ด้วยพระบารมีของพระองค์ ปัจจุบันโรงเรียน ตชด.ทั้งอาหารกลางวัน ทั้งทุนให้นักเรียนได้ศึกษาต่อทั้งการรับราชการเป็นครุทายาทพระองค์ก็ทรงสนับสนุนให้พวกเรา

อันนี้คือ พระคุณที่ผู้เขียนได้รับจากสถาบันพระมหากษัตริย์

หลังจบประถม 6 บวชเรียนเร่ร่อนอยู่หลายวัดหลายจังหวัด สุดท้าย มาอยู่วัดอรุณราชวรารามและวัดสังกระจายวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพ ฯ ทั้งสองวัดก็เป็นวัดหลวง อยู่ภายในการอุปถัมภ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เมื่อศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ก้าวแรกที่เหยียบบนพื้นหินอ่อนก็เป็นสถาบันที่สถาปนาโดยสถาบันพระมหากษัตริย์ คือ องค์รัชกาลที่ 5

หากไม่มีพระองค์ท่านที่ทรงเห็นคุณค่าของพระภิกษุ-สามเณร เด็กยากจนขาดโอกาสแบบผู้เขียน ทุกวันนี้ก็คงไม่มีที่ยืนในสังคม

ผู้เขียนจึงภักดีและกตัญญูกตเวทีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันพระพุทธศาสนา มีอยู่ มีกินทุกวันนี้ ก็เพราะทั้งสองสถาบันแห่งนี้มีส่วนสนับสนุนและส่งเสริม

ส่วนใครจะคิดอย่างไรถือว่าเป็นสิทธิ ไม่โกรธหรือต่อว่ากัน เพราะสิ่งที่ได้รับไม่เหมือนกัน

และคิดว่า เรื่องราวที่บานปลายทุกวันนี้ คนวัยกลางคนและวัยสูงอายุ ต้องหัดปล่อยวางและโทษตัวเองให้เป็นบ้าง..มองคนรุ่นใหม่แบบลูกหลาน ที่จะต้องรับภาระนำพาประเทศชาตินี้ต่อไป

ขอบคุณภาพ : อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

มหัศจรรย์งานจุลกฐิน วัดพระธรรมวรนายก โนนแต้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/635388

วันที่ 13 ต.ค. 2563 เวลา 18:53 น.มหัศจรรย์งานจุลกฐิน วัดพระธรรมวรนายก โนนแต้วโดย สมาน สุดโต

***************

งานจุลกฐิน ประเพณีที่หาคนประกอบการได้ยาก เพราะเป็นงานที่ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง ตั้งแต่กำลังความสามัคคีของชุมชนที่มีเวลาทำงานเพียง 1 วัน และการวางแผนงานที่ต้องติดตามใกล้ชิดเป็นเดือน แต่ได้เกิดขึ้นแล้วที่วัดพระธรรมวรนายก โนนแต้ว ตำบลตู อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 11-12 ตุลาคม 2563  เพราะได้ผู้นำ ผู้อุปถัมภฺ์และคนวางแผนที่ดี ประกอบกับชุมชนสามัคคี

วัดพระธรรมวรนายกโนนแต้ว อายุ 12 ปี สร้างในนามพระธรรมวรนายก ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา บนที่ดินที่เคยเป็นป่าช้ามาก่อน ผู้ที่ให้การอุปถัมภ์จุลกฐิน คือ มูลนิธิวีระภุชงค์ ที่วินัย วีระภุชงค์ เป็นประธาน ชมรมโพธิคยาวิชชาลัย 980 ที่มี สุภชัย วีระภุชงค์ เป็นเลขาธิการมูลนิธิฯ พร้อมด้วยสมาชิกชมรมอีกจำนวนหนึ่ง

สุภะชัย วีระภุชงค์ นักธุรกิจระดับอินเตอร์ ที่ไม่เคยละเลยพระพุทธศาสนา นอกจากเรียนรู้พระธรรมคำสอนแล้วยังเป็นนักปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอ ได้กล่าวว่า ขมรมโพธิคยา อุปถัมภ์งานจุลกฐิน เพราะต้องการสานเจตนารมณฺ์หลวงพ่อพระธรรมวรนายก ที่ต้องการรักษาโบราณประเพณีไม่ให้สูญหาย และได้รับความร่วมมือจาก ดร.สายพุทธศาสนา 2 สาว คือ ดร.อัจ และ ดร.โอ ช่วยวางแผนตั้งแต่หาพันธุ์ฝ้ายมาปลูกเป็นต้น

ดร.อัจฉราวดี กล่าวว่า การได้พันธุ์ฝ้ายมาปลูกที่โนนแต้ว บนพื้นที่ 1 งานเศษ ก็ได้รับความอุปถัมภ์จากผู้มีประสบการณ์ โดยมอบเมล็ดพันธุ์ที่ให้ปุยฝ้ายเป็นสีกรัก นำมาปลูกในวันวิสาขบูชา เก็บเกี่ยวเดือนกันยายน 2563 และนำมาใช้ในการทำพิธีจุลกฐินวันที่ 11-12 ตุลาคม

งานจุลกฐินที่ต้องทำให้เสร็จใน 1 วัน เริ่มนับเมื่อนำปุยฝ้ายมาผ่านกรรมพิธีต่างๆ เช่น หีบฝ้าย ดีดฝ้าย ปั่นฝ้าย ทำเป็นเส้นด้ายแล้วนำเข้ากี่เพื่อทอเป็นผ้าผืน เพื่อไปตัดเป็นจีวร สังฆาฏิ หรือ ผ้าสบง อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อถวายเป็นผ้ากฐินแก่พระสงฆ์ อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำผืนผ้านั้น เป็นอุปกรณ์โบราณที่คนในชนบทสมัยก่อนใช้ในการทอผ้าใช้เอง ใครที่ได้เห็นก็พากันอัศจรรย์ เช่น เครื่องปั่นด้าย ที่มหาตมะคานธี ใช้จนเป็นโลโก้ ประจำตัวมหาบุรุษท่านนี้ คนไทยโบราณก็ใช้เป็นเรื่องปกติ

พระธรรมวรนายก ประธานสงฆ์กล่าวว่า คำว่ายุ่งเหมือนจุลกฐินนั้น นำมาใช้ที่วัดโนนแต้วไม่ได้ เพราะที่นี่ชุมชนมีความสามัคคี มีจิตอาสา ทำงานตามหน้าที่ มีความรับผิดชอบ ทุกอย่างจึงราบรื่น เป็นไปตามเจตนารมณ์ ท่านเห็นแล้วมีความพึงพอใจถึง 90%  ส่วนบริวารกฐิน หรือปัจจัยถวายวัดนั้น สถาบันโพธิคยา พร้อมทั้งสมาชิกมูลนิธิวีระภุชงค์ รวบรวมได้ 2 ล้านบาทเศษ ได้ถวายสงฆ์ ซึ่งทางวัดจะนำไปใช้ในการถก่อสร้างเสนาสนะที่ขาดเหลือต่อไป

งานอัศจรรย์จุลกฐินครั้งแรกที่วัดพระธรรมวรนายก โนนแต้ว ปักธงชัยสำเร็จเสร็จเรีบยร้อยลุล่วงลงด้วยดี ซึ่งได้รับการอนุโมทนาจากทุกฝ่าย….สาธุ