คำถามที่พบบ่อย ในการใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพ (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

สมุนไพร อภัยภูเบศร

คำถามที่พบบ่อย ในการใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพ (ตอนจบ)

มาถึงตอนท้ายของหัวข้อ คำถามที่พบบ่อยในการใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพ ข้อแนะนำในการใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพที่ผ่านมา (1-6 โรค) น่าจะเกิดประโยชน์กับผู้นำไปใช้ได้บ้าง หลังจากนี้จะมีคำถามที่พบบ่อยในการใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพชุดต่อไปมานำเสนออีก

7. นอนไม่หลับ

แนะนำให้รับประทานสมุนไพรที่มีผลช่วยผ่อนคลาย ลดความเครียด อย่าง บัวบก คั้นน้ำสดจากใบบัวบก ดื่มวันละ 1 แก้ว มื้อใดก็ได้ หรือรับประทานบัวบก วันละ 2 เม็ด มื้อใดก็ได้ หรือ ดีบัว 2 แคปซูล ก่อนนอน และยาหอมสูตรนวโกฐ ช่วยนอนหลับ ผ่อนคลายอารมณ์ ในรายงานการวิจัยพบว่า ยาหอมนวโกฐ ทำให้หลอดเลือดเล็กที่ไปเลี้ยงสมองขยายตัว และปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเพิ่มขึ้น โดยรับประทาน 1 ช้อนชา ละลายน้ำสุก ค่อยๆ จิบขณะอุ่นๆ สามารถรับประทานได้ วันละ 2-4 ครั้ง (เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน)

8. ท้องผูก

กรณีท้องผูกเรื้อรัง แนะนำให้ดื่มยาต้มตรีผลา ประกอบด้วย สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม ปรับสมดุลลำไส้ วันละ 1 แก้ว ก่อนนอน สามารถดื่มได้ต่อเนื่องทุกวัน ตรีผลาเป็นสมุนไพร รู้ปิดรู้เปิด มีฤทธิ์ระบายและหยุดได้ถ่ายเอง จากสมดุลความเปรี้ยว ฝาด ในตัวตำรับยา และยังมีสรรพคุณอื่นๆ อีกมากมาย เช่น มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ล้างพิษในเลือดและตับ (detoxifying actions) ลดไขมันในเลือด ต้านความชรา ชะลอความเสื่อมของตา หรือหากท้องผูกมาก อาจต้องใช้ตำรับยาล้างลำไส้ กรณีท้องผูกเป็นครั้งคราว ยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ระบาย ฤทธิ์ระบายเรียงจากน้อยไปมาก ดังนี้ ยาระบายน้ำฝักคูน ไม่ทำให้ไซ้ท้อง เหมาะกับเด็กและคนแก่ ยาเม็ดแคปซูลมะขามแขก ชาชงชุมเห็ดเทศ อย่างไรก็ตาม การปรับพฤติกรรม ก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น เช่น รับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง พวกผักต่างๆ มากขึ้น (แอปเปิ้ล กล้วย ลูกพรุน กระเจี๊ยบเขียว มะละกอสุก) ลดการรับประทานเนื้อสัตว์ลง ดื่มน้ำอย่างน้อย วันละ 6-8 แก้ว ออกกำลังกายมากขึ้น เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ หรือรับประทานโยเกิร์ตบีบน้ำมะนาว 1 ลูก ตอนตื่นนอนทุกวัน

9. โรคริดสีดวงทวารหนัก

แนะนำให้รับประทานเพชรสังฆาต โดยรับประทาน ครั้งละ 3 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น หากขนาดที่แนะนำรับประทานแล้วระบายมากเกิน ให้ลดขนาดการรับประทานลงมาค่ะ เนื่องจากมีฤทธิ์ระบายอ่อนๆ สามารถรับประทานได้จนกว่าอาการจะดีขึ้น ส่วนใหญ่รับประทานต่อเนื่อง อย่างน้อย 1 เดือน สำหรับการรักษาริดสีดวงทวาร และควรดูแลรักษาสุขภาพ ไม่ควรปล่อยให้ท้องผูก หรือเบ่งอุจจาระ เนื่องจากอาจทำให้อาการ หรือโรคริดสีดวงทวารหนักกำเริบได้ เช่น รับประทานผักเยอะๆ ดื่มน้ำอย่างน้อย วันละ 6-8 แก้ว ออกกำลังกายมากขึ้น เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ โดยมีงานวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของเพชรสังฆาตในการรักษาริดสีดวงทวารหนัก ไม่ต่างกับยารักษาแผนปัจจุบัน (Daflon) แต่ราคาถูกกว่า และยังให้ผลดีในริดสีดวงที่มีการปวดและอักเสบ เพราะเพชรสังฆาตสามารถลดอักเสบ ลดปวดได้ และยังทำให้หลอดเลือดแข็งแรง จากสารฟลาโวนอยด์ที่พบในเพชรสังฆาต ปัจจุบัน ใช้เป็นยารักษาหลักในผู้ป่วยริดสีดวงทวารหนักที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพชรสังฆาตของอภัยภูเบศร มีความแรง 400 มิลลิกรัม ประกอบด้วย ผงเพชรสังฆาต 250 มิลลิกรัม และตัวยาอื่นๆ 120 มิลลิกรัม บรรจุ 70 แคปซูล/กระปุก 140 บาท

10. โรคกระเพาะ โรคกรดไหลย้อน

แนะนำรับประทานขมิ้นชัน ครั้งละ 2 เม็ด หลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน ขมิ้นชันมีสรรพคุณบรรเทาอาการแน่น จุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย (Helicobacter pylori) ที่เป็นสาเหตุของแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี และเอนไซม์ต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับกระเพาะอาหาร ยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากความเครียด แอลกอฮอล์ ยาแก้ปวด นอกเหนือจากนี้ ขมิ้นชันยังถูกนำมาใช้ในการป้องกันมะเร็ง และเป็นสมุนไพรทางเลือกในการรักษามะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร (ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้) ซึ่งมีการศึกษาในหนูทดลอง และในเซลล์มะเร็งของมนุษย์ในหลอดทดลอง พบว่า ขมิ้นชันสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้

และหากมีภาวะกรดไหลย้อน แนะนำให้รับประทานยอ เพราะยอช่วยเพิ่มการบีบตัวของหลอดอาหาร ทำให้หูรูดหลอดอาหารแข็งแรงขึ้น และทำให้อาหารเคลื่อนจากกระเพาะไปสู่ลำไส้เล็กได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันหลอดอาหารอักเสบจากกรดไหลย้อน ช่วยย่อยอาหาร ขับลม และยังช่วยเร่งการสมานแผลของกระเพาะอาหาร ลดการอักเสบของกระเพราะอาหาร ลดการหลั่งกรดได้ดีเทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบัน (ยารานิทิดีน และยาแลนโซพราโซล) สำหรับการรับประทานยอเพื่อรักษากรดไหลย้อน สามารถดื่มเป็นน้ำลูกยอ 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือรับประทาน 1-2 แคปซูล ก่อนอาหาร 15-30 นาที วันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น

โดยทั่วไปโรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน จะใช้เวลารับประทานยารักษา ประมาณ 4-6 สัปดาห์ โดยผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้สม่ำเสมอ ที่สำคัญคือ การปรับพฤติกรรมหลีกเลี่ยงสาเหตุต่างๆ ที่อาจทำให้โรคกำเริบ เช่น ลดการรับประทานอาหารรสจัด ลดการดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และกาเฟอีน รับประทานอาหารให้เป็นเวลา ไม่ซื้อยาแก้ปวดรับประทานเองโดยไม่จำเป็น หากสูบบุหรี่ ควรงดสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่ทำให้อัตราการเป็นแผลกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น แผลหายช้า เป็นใหม่ได้ง่าย ทำให้การตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาได้ผลไม่ดี

กรณีกรดไหลย้อน มีข้อแนะนำว่า ไม่ควรรับประทานอาหารอิ่มเกินไป ไม่นอน หรือเอนตัวทันทีหลังรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ ควรเดินเล่น นั่งเล่น ประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนค่อยนอน ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊สหรือการหลั่งของกรดมากขึ้น เช่น น้ำอัดลม กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง แอลกอฮอล์ หัวหอม กระเทียม ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ น้ำองุ่น น้ำผลไม้เปรี้ยว ผลไม้เปรี้ยว ช็อกโกแลต สะระแหน่ หรืออาหารเผ็ดจัด เป็นต้น

นอกจากนี้ อาหารย่อยยาก เช่น อาหารทอด อาหารมัน และยาบางชนิด จะทำให้กระเพาะอาหารเคลื่อนที่ช้าลง โอกาสเกิดกรดไหลย้อนก็มากขึ้น การดูแลตัวเอง ควรลด ละ ปัจจัยเสริมทั้งหมดที่กล่าวไว้ เพื่อลดการกำเริบของโรค

เรื่องเล่าจากการศึกษาดูงาน ระบบการใช้ตำรับสมุนไพร ณ ประเทศญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

สมุนไพร อภัยภูเบศร

เรื่องเล่าจากการศึกษาดูงาน ระบบการใช้ตำรับสมุนไพร ณ ประเทศญี่ปุ่น

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ข้าพเจ้าและผู้บริหารของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับระบบการจัดการเกี่ยวกับสมุนไพรอย่างครบวงจรของประเทศญี่ปุ่น จึงอยากนำประสบการณ์ที่ได้รับมาเล่าสู่กันฟังครับ

สำหรับยาสมุนไพรในประเทศญี่ปุ่น จะเรียกว่า Kampo จากหลักฐานพบว่า มีการใช้มามากกว่า 1,400 ปี โดยหากแยกดูในความหมายของคำแล้ว Kam ซึ่งน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า Kan หรือ Han (ราชวงศ์ฮั่นของประเทศจีน) ดังนั้น ความหมายก็จะสื่อถึงสิ่งที่มาจากจีน ส่วน po หมายถึง วิถีการรักษา ซึ่งความหมายโดยรวมคือ แบบแผนการรักษาที่มาจากประเทศจีน แต่ได้มีการพัฒนาจนมีเอกลักษณ์เฉพาะในแบบของญี่ปุ่นเอง ทำให้ไม่แปลกใจว่า ตำรับยา Kampo จะประกอบไปด้วยสมุนไพรจากเมืองจีนทั้งนั้น โดยในหนึ่งตำรับจะมีสมุนไพรไม่เยอะ เฉลี่ยประมาณ 4-5 ชนิด แต่ในบางครั้งส่วนประกอบของตำรับมาจากอวัยวะของสัตว์ก็มีเหมือนกัน

การสั่งใช้ตำรับยา Kampo ในประเทศญี่ปุ่นนั้น แพทย์แผนปัจจุบันจะเป็นผู้สั่งใช้ ส่วนใหญ่จะมีความรู้เกี่ยวกับตำรับยาสมุนไพร Kampo ด้วยเช่นกัน และบางท่านก็สามารถตรวจรักษาด้วยวิธีแบบแผนตะวันออกได้ด้วย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น umified system อธิบายอย่างง่ายคือ เหมาหมดทั้งแผนปัจจุบันและ Kampo นั่นเอง โดยตัวคนไข้นั้นสามารถเบิกค่ายาได้แต่ไม่ทั้งหมดตามระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งต้องจ่ายค่ายาเอง ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ข้าพเจ้าได้ฟังการบรรยายจากบริษัทผลิตตำรับยา Kampo ที่มียอดการใช้สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตำรับยา Kampo ที่ผลิตโดยบริษัทนี้ จะไม่ใช่สมุนไพรชิ้นแห้งนำมาบดผงรวมกันแบบที่เราเห็นกันในปัจจุบัน แต่จะถูกแปรรูปให้เป็นสารสกัดและผ่านเครื่องผลิตยาให้ออกมาในรูปแบบของ granule (สารสกัด) โดยในหนึ่งสูตรตำรับจะใช้หมายเลขกำกับแทนชื่อตำรับ เมื่อแพทย์แผนปัจจุบันสั่งจ่ายตำรับยา Kampo ก็เพียงแต่ระบุยี่ห้อและตัวเลขของสูตรตำรับก็เป็นอันเสร็จสิ้น คนไข้จะรับประทานเป็นซองต่อ 1 ครั้ง จะดื่มน้ำตามหรือสามารถรับประทานผงโดยตรงเลยก็ยังได้ ซึ่งตำรับยา Kampo ที่ผลิตจากที่นี่มีถึง 129 ตำรับ ถือว่าครอบคลุมเกือบทุกชนิดของตำรับยาของ Kampo

ในส่วนของการวิจัยและพัฒนายา การควบคุมคุณภาพของตำรับยา การเก็บรักษาวัตถุดิบ รวมทั้งด้านการผลิต ก็เป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก เพราะใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีระดับสูง ใช้คนน้อยแต่ได้ปริมาณผลิตภัณฑ์มาก เหนือสิ่งอื่นใดคือนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญที่คอยควบคุม คิดค้น และศึกษาวิจัยอย่างไม่หยุดนิ่ง ทำให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นที่เชื่อมั่นของทุกคน โดยในอนาคตอันใกล้เราอาจได้เห็นตำรับยา Kampo ของญี่ปุ่น ถูกใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดในการขึ้นทะเบียนยาใหม่มากที่สุด เนื่องจากในเวลานี้ตำรับยา Kampo กำลังถูกศึกษาวิจัยในมนุษย์และผลักดันเพื่อขึ้นทะเบียนยาในต่างประเทศได้ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายมากที่สุดสำหรับยาที่มาจากสมุนไพร

หลังจากที่ได้เดินทางไปยังบริษัทที่มียอดจำหน่ายมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่นแล้ว อีกสถานที่หนึ่งที่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมคือ มหาวิทยาลัยโทยาม่า และโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย ซึ่งสถานที่ที่นำการแพทย์แผนตะวันออกผสมผสานกับการแพทย์แผนตะวันตกมาใช้ในการรักษาคนไข้ได้อย่างลงตัว

จังหวัดโทยาม่า เป็นจังหวัดที่ติดชายฝั่งทะเลทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะญี่ปุ่น โดดเด่นทางด้านอุตสาหกรรมการผลิตยา โดยมีบริษัทเล็กๆ ที่ผลิตยาสมุนไพรกว่า 80 บริษัท เลยมีฉายาของเมืองคือ Kusuri town หรือเมืองแห่งการผลิตยา

มหาวิทยาลัยโทยาม่า มีชื่อเสียงด้านการนำตำรับ Kampo medicine มาศึกษาวิจัยทั้งในสัตว์ทดลองและศึกษาในมนุษย์ เช่น การศึกษากลไกการออกฤทธิ์จากผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ การคิดค้นหาสารใหม่ที่ได้จากพืชในการต้านเซลล์มะเร็ง เป็นต้น ซึ่งการวิจัยลักษณะนี้เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนสูง ต้องใช้ทั้งความเชี่ยวชาญและเครื่องมือที่มีความทันสมัยมาก เช่นเดียวกับสถานการณ์ของสมุนไพรไทยที่ยังต้องการงานวิจัยที่มากขึ้น เพื่อนำมาสนับสนุนการใช้และยืนยันในประสิทธิภาพสำหรับการรักษาทางการแพทย์

นอกจากนี้บริเวณมหาวิทยาลัย มีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประวัติความเป็นมาของตำรับยา Kampo เก็บรวบรวมพันธุ์พืชจากทั่วโลก และชิ้นส่วนของสัตว์ที่นำมาทำเป็นยา ในลักษณะ Herbarium แบ่งหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ จุดเด่นของ Herbarium แห่งนี้ คือรวบรวมจำนวนตัวอย่างที่หลากหลายชนิด ที่เป็นชิ้นส่วนของพืชกว่า 26,000 ชิ้น ตำรับยา Kampo กว่า 200 ตำรับ รวมทั้งเก็บรักษาตำรายาโบราณ

ในอาคารที่ไม่ไกลกันนักคือ โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยโทยาม่า ส่วนที่ข้าพเจ้าได้เข้าไปศึกษาดูงานคือ แผนก Kampo diagnostics โดยแพทย์แผนปัจจุบันของแผนกนี้ จะใช้การตรวจทฤษฎีแบบแผนตะวันออก เช่น Ki หรือที่เราคุ้นๆ หูคือ พลัง “ชี่” พลังลมปราณในร่างกายนั่นเอง อีกทฤษฎีหนึ่งคือ Yin-Yang หรือ หยิน-หยาง หลักแห่งความสมดุลของร่างกาย โดยอาการป่วยที่แสดงออกมาคือการร่างกายคนไข้ขาดสมดุลหรือถูกรบกวน จึงต้องทำให้คนไข้กลับเข้าสู่จุดสมดุล เพื่อทำให้อาการเจ็บป่วยดีขึ้น

หลังจากตรวจเสร็จ แพทย์จะสั่งยาตำรับยา Kampo ให้คนไข้ตามอาการด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับระบบคอมพิวเตอร์ของห้องยาของโรงพยาบาล ภายในห้องจ่ายยานี้ จะมีทั้งยาแผนปัจจุบัน ตำรับ Kampo บรรจุเสร็จ และสมุนไพรแบบชิ้นแห่งสำหรับเตรียมผสมให้คนไข้เป็นรายๆ ไป โดยจะมีบริการต้มยาใส่ขวดบรรจุให้คนไข้ที่นอนโรงพยาบาล ระบบที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงเหล่านี้ ท่านผู้อ่านจะได้เห็นในโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศรอีกไม่นานเกินรอ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ภก. ณัฐดนัย มุสิกวงศ์ ผ่านอภัยภูเบศรสาร ฉบับที่ 157 และ ฉบับที่ 158

สมุนไพร…ในสภาวะโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

สมุนไพร อภัยภูเบศร

สมุนไพร…ในสภาวะโลกร้อน

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันเรากำลังเข้าสู่ “สภาวะโลกร้อน” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสังเกตได้จากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ฤดูฝนที่สั้นลง รังสี UV ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงสภาวะจิตใจผู้คนมีความตึงเครียด ฉุนเฉียวมากขึ้น ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากภาวะโลกร้อน ในทางการแพทย์แผนไทย ได้มองปัญหาสุขภาพที่เกิดจากภาวะโลกร้อน คือ การกำเริบของปิตตะ หรือธาตุไฟ ทำให้เกิดความร้อนภายในสูงขึ้น ปิตตะที่เพิ่มมากขึ้นย่อมส่งผลต่อ วาตะ หรือธาตุลม ให้มีความแห้งและกำเริบได้ เกิดการเสียสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเราจะพบความผิดปกติ หรืออาการเจ็บป่วยในช่วงนี้ได้บ่อย เช่น อาการร้อนใน ผิวแห้งเหี่ยว มีริ้วรอยเกิดง่ายขึ้น ภูมิแพ้ โรคผิวหนัง โรคระบบทางเดินอาหาร ท้องร่วง โรคติดเชื้อ ท้องผูก ริดสีดวงทวาร โรคลมแดด ตาเสื่อม การเกิดต้อ ภาวะความเครียด และจิตประสาท เป็นต้น

ภญ.ดร. สุภาภรณ์ ปิติพร รองผู้อำนวยการ ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร และหัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ภาวะโลกร้อน นอกจากจะมีผลเสียต่อระบบนิเวศน์แล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราหลายประการ ดังนั้น อภัยภูเบศรจึงได้เตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเอง ดูแลสุขภาพในสภาวะโลกร้อนนี้ได้ โดยทางโรงพยาบาลจะเริ่มต้นเผยแพร่ความรู้ภายในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 13 ที่จะมีขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้จัดเตรียมข้อมูลความรู้และพันธุ์สมุนไพรต่างๆ เพื่อนำไปจัดเป็นนิทรรศการและสวนสมุนไพรในสภาวะโลกร้อน อาทิ มะตูมนิ่ม-เครื่องยาอายุวัฒนะ, ตาลเดี่ยว-ยาแก้ฝ้า พามดลูกเข้าอู่, ผักเบี้ยใหญ่-บำรุงผิวงามยามแดดแรง ซึ่งจะจัดแสดงพร้อมตัวอย่างตำรับวิธีการนำไปใช้ เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และแน่นอนกับการแจกพันธุ์สมุนไพรหายาก ใส่ใจสภาวะโลกร้อน ที่นำมาแจกให้ประชาชนที่สนใจฟรีทั้ง 4 วัน วันละ 1 ชนิด ชนิดละ 300 ต้น

และที่ขาดไม่ได้ คือ หนังสือบันทึกแผ่นดิน ซึ่งในปีนี้เราจะเปิดตัว “หนังสือบันทึกแผ่นดิน 9 สมุนไพรในสภาวะโลกร้อน” ที่ได้บันทึกเรื่องราวการเดินทางของภูมิปัญญาพื้นบ้าน พร้อมการศึกษาสมัยใหม่ ที่จะช่วยให้เราอยู่ในโลกร้อนนี้ได้ ด้วยพลังของพืชสมุนไพรใกล้ตัว พร้อมแจกให้ประชาชนที่ร่วมงานฟรี วันละ 200 เล่ม

นอกจากนี้ ภายในงานมหกรรมสมุนไพร ครั้งที่ 13 อภัยภูเบศรยังได้มีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ จากภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน ที่ช่วยในการดูแลผิวและต่อสู้กับสภาวะโลกร้อน อาทิ Soothing overnight mask มอบความชุ่มชื้น ฟื้นฟู พร้อมกระชับผิวระหว่างการนอนหลับ, CC Cream SPF 50 PA+++ บำรุงพร้อมปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะ, Whitening body lotion SPF30 PA++ บำรุงผิวกายให้ขาวขึ้น พร้อมปกป้องผิวจากแสงแดด และกิจกรรมพิเศษมากมาย เช่น กิจกรรมเสริมประสบการณ์ การใช้สมุนไพรในชีวิตประจำวัน กับศูนย์การเรียนรู้การดูแลสุขภาพฯ การสาธิตการแปรรูปสมุนไพร การให้ความรู้เรื่องสมุนไพรแบบเจาะลึกจากผู้เชี่ยวชาญ การบริการนวดรักษาโดยศาสตร์การนวดไทยอภัยภูเบศร การนวดแบบผสมผสานเพื่อการรักษาและส่งเสริมสุขภาพอย่างตรงจุด ปรึกษา เจียดยา ชาบุฟเฟ่ต์ และตำรับยาพิเศษ อาทิ น้ำมันกระดูกไก่ดำ-ขัดมอน สุดยอดตำรับยาแก้ปวด ยาหอมสู้โลกร้อน ยาแก้อาการวัยทอง ตำรับยารักษาโรคสะเก็ดเงิน จากร้านยาไทยโพธิ์เงินอภัยภูเบศรโอสถ การตรวจสุขภาพด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย ฟรี อาทิ การดูลิ้น จับชีพจร ตรวจธาตุเจ้าเรือน ดูเยื่อบุตา ดูกำเดา โดยแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศร

สำหรับงานมหกรรมสมุนไพร ครั้งที่ 13 นี้ จะมีขึ้นในระหว่าง วันที่ 31 สิงหาคม – 4 กันยายน 2559 ณ อิมแพ็คเมืองทองธานี ฮอลล์ 6-7-8 โดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ผนึกกำลังจัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพมากมาย และในปีนี้ยังนับเป็นครั้งแรกที่จะได้มีการจัดตลาดเชิงธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย และการส่งเสริมการใช้อย่างครบวงจรอีกด้วย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทร. (037) 211-289, (087) 582-0597, (090) 984-6751