“ถ้าสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสังฆราช ธรรมกายจะเฟื่องฟู” ส.ศิวรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2559 เวลา 07:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/410673

"ถ้าสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสังฆราช ธรรมกายจะเฟื่องฟู" ส.ศิวรักษ์

เรื่อง….อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ….พรพรหม สาตราภัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองจากทุกฝ่าย

หลังจากมีกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช

เหตุผลสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาต่อต้านคือ รอยมลทินจากข้อครหาหลายประการ ตั้งแต่คดีครอบครองรถหรู การรับรูปหล่อทองคำหลวงพ่อสดหนัก 1 ตันจากวัดพระธรรมกาย โดยเฉพาะการปกป้องพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไม่ให้ต้องปาราชิก

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2535 โดยเฉพาะมาตรา 7 ใจความสำคัญระบุว่า

“พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง วรรคสอง เมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช หรือสมเด็จพระสังฆราชไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบตามมติของมหาเถรสมาคม (มส.) เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบตามมติของ มส. ให้เสนอสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสชั้นรองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”

ข้อเท็จจริงอยู่ตรงที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ปัจจุบันมีอายุย่าง 89 ปี ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2538 ถือว่าอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ที่สำคัญยังดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  

นั่นหมายความว่า “สมเด็จช่วง” คือผู้ที่จะได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง “สุลักษณ์ ศิวรักษ์” นักคิด นักเขียน และปัญญาชนคนสำคัญ จะมาวิเคราะห์ถึงปมปัญหาการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช อันสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งของวงการพุทธศาสนาเมืองไทย

มีการตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่ต่อต้านสมเด็จช่วงไม่ให้ขึ้นเป็นสังฆราช เพราะธรรมกาย

ถ้าสมเด็จช่วงได้ขึ้นเป็นพระสังฆราช ธรรมกายจะเฟื่องฟู คุณไปดูได้ การเลื่อนสมณศักดิ์เมื่อวันที่ 5 ธันวาที่ผ่านมา สายธรรมกายขึ้นตรงเลย วัดธรรมกายตอนนี้มีสาขาเกือบทั่วโลก มีการตั้งสมณศักดิ์ในต่างประเทศเยอะแยะไปหมด ธรรมกายทั้งนั้น และวัดธรรมกายมาจากวัดปากน้ำ สมเด็จช่วงก็เป็นพระอุปัชฌาย์ให้ธัมมชโย แกปกป้องพระธรรมกายมาตลอด ธรรมกายมีเงินและอำนาจมากมายมหาศาลที่จะซื้อกรรมการมหาเถรสมาคมได้แทบทั้งหมด

ผมเคยเขียนหนังสืออกมาเล่มหนึ่งซึ่งเจ้าคุณประยุทธ์ (พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน จ.นครปฐม)  ชี้ให้เห็นเลยว่า ธรรมกายเป็นสัทธรรมปฏิรูป หมายความว่าไม่ได้สอนตามพระพุทธเจ้า แต่สอนให้ต่อต้านพระพุทธเจ้า สิ่งที่ธรรมกายสอนตรงข้ามกับพระพุทธเจ้าสอนทั้งหมด พระพุทธเจ้าสอนให้คนละความโลภ โกรธ หลง ธรรมกายเขาสอนให้เพิ่มความโลภ เอาเงินถวายมากๆเป็นของดี จะได้ขึ้นสวรรค์ จะได้เห็นพระพุทธเจ้า ซึ่งมันโกหกตอแหลทั้งนั้น  ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้เห็นพระพุทธเจ้า เพ่งลูกแก้วแล้วได้นั่นได้นี่

เวลานี้มันนับถือศาสนาใหม่กันหมด ศาสนาทุนนิยม ศาสนาบริโภคนิยม คนก็มาทางนี้เยอะ แม้กระทั่งพวกที่ไม่ได้อยู่ในธรรมกาย วัดต่างๆสอนให้คนนับถือชูชก ชูชกเป็นตัวเลวร้ายในพระเวสสันดรชาดกเลย เขาบอกไอ้นี่ขอเก่ง บางวัดหล่อองค์พระพิฆเนศองค์ใหญ่เลย บนบานแล้วได้ บางวัดหล่อเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่เลย ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะมันเป็นคำสอนที่ตรงข้ามกับพระพุทธเจ้า ฝ่ายต้านเลยกลัวว่าถ้าสมเด็จช่วงขึ้น โอกาสที่จะพังก็เร็วขึ้น

นี่คือเหตุผลที่พุทธะอิสระ (เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม) ออกมาต่อต้าน

มองสมเด็จช่วงอย่างไร

พูดตรงไปตรงมา สมเด็จช่วงก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนะครับ ท่านเป็นคนน่ารัก ไอ้มลทินนี่เคยมีเรื่องอื้อฉาวสมัยก่อน พวกในคณะสงฆ์เขาปิดกันเพราะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ แล้วแกก็เปิดเผยว่าธัมมชโยเป็นลูกศิษย์แก เคยบวชให้ก็ต้องสนับสนุน นี่แง่หนึ่ง อีกแง่หนึ่งแกก็ naive (ไร้เดียงสา) ไม่เห็นโทษของธรรมกาย เห็นไหมตอนออกมาบิณฑบาตเดินบนดอกไม้ ยังบอกนุ่มตีนดี (หัวเราะ) ถ้าเทียบเรื่องมลทินแกก็ไม่เลวร้ายไปกว่าสมเด็จองค์อื่นๆหรอก

ข้อสำคัญคือ ฝ่ายมหานิกายเขาต่อสู้ว่าถ้าไม่ได้แกก็กลัวฝ่ายธรรมยุติกนิกายจะมา เพราะฝ่ายธรรมยุตเป็นสังฆราชนานเต็มทีแล้ว ตั้งแต่วัดราชบพิธ วัดมกุฎ วัดบวร มหานิกายเป็นประเดี๋ยวเดียวเอง อย่างสมเด็จเกี่ยวเป็นสังฆราชแป๊บเดียวก็ตาย ทีนี้เลยอยากให้มหานิกายขึ้นบ้าง มันเป็นเรื่องแบ่งพวกกันเท่านั้นเอง ไม่มีอะไร

ว่ากันว่าสมเด็จช่วงมีพาวเวอร์มากในมหาเถรสมาคม

ธรรมดา ก็ท่านเป็นประธานนี่ครับ พระเขาก็กลัว จะเอาเงินของพวกธรรมกายมาทำอะไรก็ได้ สามารถซื้อใครก็ได้

แต่ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์พ.ศ.2505 สมเด็จช่วงมีสิทธิอันชอบธรรมโดยสมณศักดิ์

ก็ต้องเป็นไปตามนั้น วิษณุ(เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี)เขาก็ออกมาพูดแล้วว่าคสช.ไม่ขัด คนที่ยับยั้งได้คือนายกรัฐมนตรี แต่คงไม่กล้า สุดท้ายก็คงเป็นสมเด็จช่วงนั่นแหละ

แต่ถ้าถามความเห็นผม ไม่ควรจะให้เป็นเลยสมเด็จช่วงเนี่ย (หัวเราะ)

เป็นไปได้ไหมว่าอาจเว้นวรรคการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช แล้วไปแก้กฎหมายสงฆ์ก่อน

เป็นไปไม่ได้หรอกครับ มหาเถรสมาคมไม่ต้องการสูญเสียอำนาจ ประยุทธ์ก็ไม่กล้าแตะต้องเรื่องนี้ เมืองไทยมันเต็มไปด้วยคนแหยทั้งนั้น ไม่มีใครกล้าเลยสักคน การแก้กฎหมายนี่มันต้องใช้ความกล้า

ยกตัวอย่าง สฤษฎ์ (จอมพลสฤษฎ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 11 ผู้มีส่วนสำคัญในการออกกฎหมายพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 โดยเฉพาะการก่อตั้งมหาเถรสมาคมให้สงฆ์ปกครองกันเอง) เขาเป็นเผด็จการ เขายุบพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484 ทิ้งเลย แล้วเอาฉบับใหม่มาใช้ เพราะเขาเด็ดขาด เป็นเผด็จการที่มีความกล้า แต่ประยุทธ์เป็นเผด็จการที่แหย มันผิดกัน

อีกอย่างคณะรัฐมนตรีนี้ไม่มีใครเข้าใจเรื่องคณะสงฆ์ ขณะที่สฤษฎ์เข้าใจเพราะมีหลวงวิจิตรวาทการเป็นมันสมอง หลวงวิจิตรวาทการแกเป็นคนร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484 แต่ดันกะล่อนเปลี่ยนมาเข้าพวกกับฝ่ายสฤษฎ์เลยยุบทิ้ง หลวงวิจิตรวาทการแกรู้เรื่องพระดี แกจบเปรียญ 5 ประโยค เปรียญ 6 ประโยค รัฐบาลนี้ไม่มีใครรู้เรื่องพระ

สมณศักดิ์ต่างๆจำเป็นแค่ไหน

เดิมทีสมัยก่อนเมื่อสิ้นสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคมจะปรึกษาหารือคัดเลือกสมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสสูงสุด ใครบวชพรรษาสูงสุดคนนั้นได้เป็นสังฆราช ต่อมาเบื่อก็เลยให้คนที่ได้สมณศักดิ์ก่อนใครขึ้นเป็นสังฆราชโดย Automatic เลย ไม่สนใจเรื่องพฤติกรรม

ผมเคยพูดกับอาจารย์ปรีดี (พนมยงค์ หนึ่งในคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ผู้มีส่วนสำคัญในการออกพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484)ว่า หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มีการยกเลิกบรรดาศักดิ์ ขุน หลวง พระ พระยา เลิกหมดเลย แต่ดันไม่เลิกสมณศักดิ์ของพระ ตรงนี้ถือว่าผิดพลาด ไอ้สมณศักดิ์นี่มันทำให้พระเป็นศักดินา สมณศักดิ์เป็นสิ่งที่ต้องยกเลิก

มหาเถรสมาคมนี่ก็ต้องยุบทิ้ง ยกตัวอย่างกรณีลายพระหัตถ์สมเด็จพระสังฆราชชี้ชัดว่าธัมมชโยต้องอทินนาทานปาราชิก แล้วกรรมการมหาเถรสมาคมกลับไม่ทำตามมติสมเด็จพระสังฆราช โดยที่อ้างว่าเขาคืนเงินให้แล้ว เป็นอันหมดมลทิน นั่นเป็นเรื่องตะแบงพระวินัยอย่างชัดเจน แต่นี่ไม่ใช่คราวแรกที่มหาเถรสมาคมมีพฤติกรรมเช่นนี้ เช่น เมื่อคราว กิตฺติวุฒฺโฑภิกขุสั่งรถวอลโว่เข้ามาโดยไม่ยอมเสียภาษี นี่ก็เป็นอทินนาทานปาราชิกเช่นเดียวกัน คราวนั้นมหาเถรสมาคมก็ลงมติว่าเป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์ และให้เอาเงินไปเสียภาษี เพื่อจบเรื่อง

กรณีธัมมชโยก็เช่นกัน อ้างว่าได้คืนเงินคืนทองไปแล้ว ยังสามารถคงความเป็นลัชชีไว้ได้ นี่เป็นตัวอย่างแห่งความอัปลักษณ์ของกรรมการมหาเถรสมาคม

 ถ้าไม่มีมหาเถรสมาคม ไม่มีคณะปกครองโดยสงฆ์ด้วยกันเอง จะวุ่นวายไหม

ยกตัวอย่างพม่ามีพระมากกว่าเมืองไทย มีหลายนิกาย แต่ไม่มีมหาเถรสมาคม หลายอย่างพระพม่าก็แย่กว่าพระไทย หลายอย่างก็ดีกว่า พระพม่าเขาถือตามปรัมปราคติ ถือตามสายครูบาอาจารย์ พระที่ดีในเมืองไทยเหลืออยู่สายเดียวตอนนี้คือ สายอาจารย์ชา (พระโพธิญาณเถร หรือหลวงปู่ชา สุภทฺโท เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี) ท่านสอนให้ลูกศิษย์เข้มงวดกวดขันในพระธรรมวินัย สูบบุหรี่ก็ไม่ได้ จับเงินจับทองก็ไม่ได้

ผมเคยส่งพระไพศาล วิสาโล (เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ) ไปอยู่ที่ลอนดอน ตอนนั้นพระสุเมโธ (พระราชสุเมธาจารย์  อดีตเจ้าอาวาสวัดอมราวดีและวัดป่าจิตตวิเวก กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ) เป็นสมภาร ท่านบอกว่าพระไพศาลมาก็ได้ แต่ต้องเอาลูกศิษย์มาด้วย พระเดินทางคนเดียวจับเงินจับทองไม่ได้ เข้มงวดมาก หัวใจของพระพุทธศาสนาอยู่ตรงนี้

มหาเถรสมาคมจะทำอะไรได้ จับเงินจับทองกันทั้งนั้น

ที่ผ่านมา การแต่งตั้งพระสังฆราชอยู่ในความสนใจของประชาชนไหม

พูดตรงๆ ประชาชนไม่เคยสนใจเรื่องยศช้างขุนนางพระ ประชาชนเขาสนใจแต่พระข้างบ้านเขา เขาไม่สนใจพวกพระยศถาบรรดาศักดิ์ ยศถาบรรดาศักดิ์นี่เรื่องในวังทั้งนั้น มีคนพูดว่าศาสนากับพระมหามหากษัตริย์ต้องไปด้วยกัน ผมว่าเลอะ มันต้องแยกจากกัน

ยกตัวอย่างสวนโมกข์เก่าที่ท่านพุทธทาสเคยอยู่ เป็นวัดที่ติดกับหมู่บ้านมุสลิม มีเรื่องสมภารนอนกกผู้หญิง รุ่งเช้าชาวบ้านเอากางเกงไปถวายให้สึกเลย เพราะเขาเห็นว่าพระต้องบริสุทธิ์ แต่ตอนนี้ไม่มีใครสนใจแล้ว ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ ใครก็ได้ หัวเมืองทางภาคอีสานนี่เยอะเลย สร้างวัดกันเยอะ แต่ไม่มีพระ ทำยังไงรู้ไหม เอาตาแก่อย่างผมมาบวช บางทียังอยู่กับเมียอยู่เลย ตกเย็นกินเหล้า เขาต้องการแค่คนมาทำบุญ ทำพิธีบังสุกุล เพราะเชื่อในรูปแบบ แต่ไม่เข้าใจสาระที่แท้จริงของศาสนาพุทธ

นายกฯมีอำนาจเข้ามาจัดการเรื่องนี้ไหม

ผมบอกคุณแล้ว ประยุทธ์เป็นคนแหย ตอนเกิดเรื่องธรรมกาย ทีแรกก็ทำท่าเข้มแข็ง ตั้งคณะกรรมการ เอา มโน(นพ.มโน เลาหวณิช อดีตพระที่มีบทบาทสูงในวัดพระธรรมกาย และอดีตกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ) มาด้วย มโนเคยเป็นเบอร์สามของธรรมกาย เขารู้ความชั่วร้ายสารพัด แต่ผ่านไปได้สักพักเดียวก็แหย เลิก อาจเป็นเพราะธรรมกายมีเงิน มีอำนาจเยอะ เขาก็คงกลัว ไม่กล้าสู้

มโนเขารู้เรื่องเยอะ สามารถทำให้ธรรมกายพังได้ไม่ยาก เพราะหนึ่ง สมเด็จพระสังฆราชมีพระลิขิตมาแล้วว่าธัมมชโยเป็นปาราชิก หมดความเป็นพระแล้ว ชัดเจน สอง คดีมันขึ้นไปถึงอัยการเตรียมสั่งฟ้องแล้ว แต่ภายหลังสั่งให้ถอนฟ้อง ทังที่มันผิดกฎหมาย แค่ทำตามรูปแบบธรรมกายก็พังแล้ว แต่ก็ไม่ทำ

อย่าลืมว่าประยุทธ์เขาเป็นเผด็จการ เผด็จการมีทั้งข้อดีข้อเสีย อาจารย์พุทธทาสเคยพูดว่า ‘เผด็จการโดยธรรม’ หมายถึงถ้าคุณกล้าตัดสินใจก็สั่งได้ทันทีเลย ความดีของเผด็จการมันอยู่ตรงนี้ คุณใช้อำนาจส่วนตัวสามารถทำให้ดีได้ แต่ส่วนมากมันเสียเพราะตรวจสอบไม่ได้

มีอะไรอยากฝากไปยังมหาเถรสมาคมไหม

มหาเถรสมาคมตอนนี้มันเหมือนไม้หลักปักขี้ควาย พูดกับมันไม่รู้เรื่อง แต่ละองค์ใหญ่ทั้งนั้น ยศ ช้าง ขุนนาง พระ มันหลง แถมเงินก็เยอะ

ถ้ารัฐบาลเก่งจริงก็ให้พระพวกนี้เปิดบัญชีทรัพย์สินให้หมดสิครับว่ามีเงินมากขนาดไหน และคนทำบุญกับพระก็เอาไปลดหย่อนภาษีได้ เท่านี้ก็สุุดยอดแล้ว คุณรู้รึเปล่าเงินเดือนพระเงินเดือนเท่าไหร่ เจ้าคุณได้เดือนละกี่หมื่น เมื่อก่อนถวายเงินพระกันเป็นของเล่นเลย 5 บาท 10 บาท เดี๋ยวนี้เป็นหมื่นๆ คนชิบหายก็เพราะพระพวกนี้ไม่น้อย เรื่องพวกนี้ควรจะเลิก เลิกแล้วพระไม่อดตายหรอก

พระธรรมเจดีย์ (กี มารชิโน) อดีตเจ้าอาวาสวัดทองนพคุณ สมัยเป็นเจ้าคณะจังหวัดธนบุรี ท่านเคยประกาศว่าทุกวัดต้องตรวจสอบบัญชีได้หมด พระมีค่าตัวบาทเดียว โกงเงินเขาบาทเดียวก็หมดจากความเป็นพระแล้ว ตอนหลังมีการรวมฝั่งพระนครเข้ากับฝั่งธนบุรี พวกพระฝ่ายพระนครก็กลัว สุดท้ายเลยเล่นงานจนท่านจะหลุดจากตำแหน่ง

ฝ่ายต่อต้านประกาศว่าถ้าตั้งสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสังฆราช จะเดินขบวนปิดกรุงเทพฯ

พวกนี้คุยโม้ ทำไม่ได้หรอก แต่ถ้ารวมตัวกันนี่ทำได้นะ ยกตัวอย่างสมัยก่อน พระพิมลธรรม (สมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช) เป็นพระภิกษุจากภาคอีสาน ตอนนั้นผู้คนยังรังเกียจคนอีสานที่ขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นโต ท่านมีความเจริญก้าวหน้า เป็นสังฆมนตรีด้านการปกครองที่มีบทบาทในการส่งพระไทยไปเรียนที่พม่า ทั้งยังได้เดินทางไปยุโรปและนำแนวคิดใหม่ ๆ มาปรับปรุงการศึกษาของสงฆ์ให้ก้าวหน้า จึงเป็นที่ไม่พอใจของธรรมยุตและพระผู้ใหญ่บางรูปในมหานิกาย มีการร่วมมือกันต่างๆ จนนำไปสู่การใส่ร้ายว่าเป็นคอมมิวนิสต์

ท่านติดคุกอยู่ 5 ปี แต่ไม่ได้สึก นุ่งผ้าขาวแทน ระหว่างนั้นบรรดาพระภิกษุสามเณรและสาธุชนผู้เลื่อมใสนับพันคนต่างก็เชื่อมั่นว่า พระพิมลธรรมคือผู้บริสุทธิ์ จึงพากันยื่นจดหมายร้องขอความเป็นธรรมให้แก่ท่าน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการพิจารณาคดีใหม่อยู่ตลอดเวลา จนต่อมาศาลตัดสินว่าท่านไม่มีความผิด จึงคืนตำแหน่งและสมณศักดิ์ให้ สุดท้ายท่านได้รับตำแหน่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ รักษาการณ์สมเด็จพระสังฆราช ก่อนที่สมเด็จพระญาณสังวรจะขึ้นมาเป็นสังฆราช

แต่สำหรับพุทธะอิสระ ผมไม่รู้ว่าเขามีน้ำยาแค่ไหน

สุดท้ายคิดว่าการแต่งตั้งสังฆราชครั้งนี้จะยืดเยื้อไหม

ไม่หรอกครับ ประยุทธ์ต้องเป็นคนตัดสินใจ ซึ่งผมเชื่อว่าเขาคงจัดการให้มันเสร็จๆไป ทิ้งไว้จะยืดเยื้อมากกว่า ผมเดานะ อาจจะผิดก็ได้

 

“แฟนบอลไม่ต้องการคุณวรวีร์แล้ว” สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2559 เวลา 20:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/410297

"แฟนบอลไม่ต้องการคุณวรวีร์แล้ว" สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด/ภาพ….วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

การเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยน่าจับตามองขึ้นทันที เมื่อหนึ่งในแคนดิเดต ผู้ท้าชิงขั้วอำนาจเก่านั้นปรากฎชื่อของ “พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 10 โดยได้รับแรงสนับสนุนจาก เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน

ชื่อของ “บิ๊กอ๊อด” กำลังสร้างความฮือฮาให้วงการฟุตบอลไทย หลายคนมองว่า เขาคือคนที่มีภาษี มีความสามารถ มีเพาเวอร์ เเละบารมี เพียงพอที่จะพลิกหรือเปลี่ยนขั้ววงการฟุตบอลไทยได้

วันนี้หนุ่มใหญ่ในชุดเสื้อโปโลขาว ปักข้อความ FAIR  อันเป็นนโยบายสำคัญในการชิงตำแหน่ง  เปิดบ้านหลังโต ย่านถนนประดิษฐ์มนูธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่มาของการลงสมัคร พร้อมประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า

“วันนี้วงการฟุตบอลไทย ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงแล้ว”

อะไรคือสาเหตุหลักที่ทำให้ตัดสินใจลงสมัครนายกสมาคมฟุตบอล

มีอยู่ 3 ประเด็นหลัก อย่างแรกคือ การบริหารจัดการองค์กรภายในสมาคม ซึ่งทุกคนทราบดีว่าไม่โปร่งใส ไม่มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม มีการเล่นพรรคเล่นพวก แก่งแย่งชิงดี ทะเลาะเบาะแว้ง จนเป็นเหตุนำไปสู่การฟ้องร้องต่างๆ รวมทั้งสูญเสียศรัทธาจากแฟนฟุตบอล

ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ กรณีผู้บริหารของสมาคมฟุตบอล ไปแก้ไขข้อบังคับลักษณะการปกครอง ตามธรรมนูญ ฟีฟ่าใหม่  โดยข้อที่ 77 ระบุว่า “สมาคมและสมาชิก” ถือเป็นเจ้าของสิทธิ์ทั้งหมด ในการจัดการแข่งขันที่อยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจของสมาคม แต่กลับมีการไปตัดคำว่า “สมาชิก” ออก จนมีสมาชิกไปฟ้องร้องต่อศาล และศาลตัดสินลงโทษนายกสมาคมและเลขาธิการ แต่คดีนี้ยังไม่สิ้นสุดเนื่องจากมีการ ยื่นอุทธรณ์

เหตุผลที่สอง  หนีไม่พ้นเรื่องเงินๆ ทองๆ และความไม่เป็นธรรมของสมาคมฟุตบอลฯ ที่ไม่สามารถชี้แจงรายรายรับรายจ่ายให้กับสมาชิกได้ บอกแค่ว่าใครอยากรู้ให้ไปเปิดเว็บไซด์ดูเอาเอง ซึ่งหากมีความบริสุทธิ์ใจในการเปิดเผย ไม่จำเป็นต้องชี้แจงทุกเดือนก็ได้ เพียงแค่ปีละ 2 ครั้งก็ยังดี

ตัวอย่างคือ งบดุลของสมาคมฯประจำปี 2556 มีการแจ้งรายได้จากค่าบัตรผ่านประตู ในการแข่งขันฟุตบอล ซูซูกิ คัพ ปี 2012  นัดชิงชนะเลิศระหว่างทีมชาติไทยกับสิงคโปร์ ที่สนามศุภชลาศัย นัดนั้นมีแฟนบอลเข้าชมเต็มสนาม ไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคน ราคาบัตรตั้งแต่ 100 200 จนถึง 500 บาท แต่งบดุลของสมาคมฟุตบอลฯ กลับระบุรายได้จากบัตรเข้าชมไว้เพียง 46,660 บาทเท่านั้น เรื่องนี้แสดงให้เห็นชัดเจน ถึงความผิดปกติในเรื่องเงินๆ ทองๆ

เหตุผลที่สาม การทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน ซึ่งได้รับการร้องทุกข์จากสโมสรสมาชิกจำนวนมาก หลายคนบอกว่าผู้บริหารสมาคมได้ใช้อำนาจของตัวเองไปบังคับให้กรรมการผู้ตัดสิน ทำหน้าที่เอนเอียง เข้าข้าง ช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ ทีมที่เป็นพรรคพวกของตัวเองหรือทีมใกล้ชิดสนิทสนม จนนำมาสู่ความเสียหายระยะยาว

ระยะยาวยังไง

ลองไปดูเหตุแฟนบอลทะเลาะวิวาท ทำร้ายผู้ตัดสิน พวกนี้มีสาเหตุสืบเนื่องมาจากความรู้สึกของแฟนบอลที่มีต่อการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินทั้งนั้น เขามองว่าทำหน้าที่ไม่เป็นธรรม ขัดสายตาคนดู เชื่อเถอะว่าวันนี้แฟนบอลดูบอลเป็น ยอมรับความพ่ายแพ้ได้ หากเป็นไปเพราะจังหวะฝีมือ ไม่มีการเกกมะเหรกเกเร ส่วนใหญ่ที่ทะเลาะกันเพราะมองว่า การตัดสินของกรรมการนั้นไม่ถูกต้อง ค้านสายตาในระดับที่ยอมรับไม่ได้

ผมเห็นว่าการแทรกแซงกรรมการจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างยุติธรรมมันส่งผลเสียในระยะยาว ทีมที่ได้รับการช่วยเหลือจากการตัดสินจะไม่พัฒนา ไม่มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์เกม เพราะคอยจ้องแต่จะหาตัวช่วย ขณะที่สโมสรอื่นๆที่เสียเปรียบก็ไม่อยากจะพัฒนาตัวเอง ลงทุนแต่ละครั้ง 10-20 ล้าน หรือ 100 ล้าน แต่สุดท้ายมาแพ้แค่เสียงนกหวีด เรื่องนี้ในที่สุดก็ส่งผลเสียต่อทีมชาติ ขาดความน่าเชื่อถือในระดับโลก ทั้งหมดเป็นเหตุผลสำคัญที่ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่คนในวงการฟุตบอล ต้องกอบกู้ศักดิ์ศรีคืนมา

อีกจุดหักเหที่ตัดสินใจเข้ามาลงสมัครครั้งนี้ ก็คือ ความวุ่นวายในเกมการแข่งขันระหว่าง สตูล ยูไนเต็ด และ ขอนแก่น ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2558 ที่แฟนบอลบางส่วนได้ยกพวกเข้าไปทำร้ายผู้ตัดสิน เนื่องจากไม่พอใจการตัดสินที่ค้านสายตา งานนั้น สุดท้ายมีตำรวจที่ควบคุมสถานการณ์ ถูกสั่งย้าย ผมแปลกใจ มันเกี่ยวอะไรกัน ตำรวจห้ามไม่ได้หรอก คนเยอะขนาดนั้นจะตีกัน จริงๆ ต้นเหตุมันเกิดจากความไม่ยุติธรรมในสนามต่างหาก

ปัจจุบันสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยได้รับเม็ดเงินจากทางไหนบ้าง

เท่าที่ทราบสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ดูแลบริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด และการแข่งขันทุกทัวร์นาเมนต์ของทีมชาติไทยทั้งชายและหญิง ไปจนกระทั่งฟุตซอล การแข่งขันพวกนี้มีสปอนเซอร์ที่ให้การสนับสนุน มีลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ค่าบัตรเข้าชม และการจำหน่ายของที่ระลึก นี่คือแห่งที่มาหรือรายรับหลักของสมาคมฟุตบอลฯ

ยอดรวมๆ ผมว่าน่าจะอยู่ในราวหลักพันล้าน แต่ยังไม่ทราบว่ากี่พันล้าน เพราะยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปดูทั้งหมดอย่างละเอียด

แล้วนโยบายสู้ศึกครั้งนี้ของคุณคืออะไร

หัวใจของการทำงานผม คือ “FAIR” โปร่งใส และเป็นธรรม

FAIR 1 คือ ปรับปรุงการบริหารงานของสมาคมให้เป็นองค์ธรรมมาภิบาล โปร่งใสบริสุทธิ์ ยุติธรรม ตรวจสอบได้ ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก เปิดโอกาสให้สมาชิกและผู้แทน มีส่วนร่วมกับการบริหารงานมากที่สุด โดยจะมีการปรับโครงสร้างสภากรรมการใหม่ ประกอบด้วยผู้แทนจากลีกภูมิภาค 6 คน โดยเลือกกันมากเองภูมิภาคละ 1 คน ผู้แทนดิวิชั่น 1 จำนวน 4 คน ผู้แทนไทยพรีเมียร์ลีก 4 คนและผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการบริหารจำนวน 4 คน รูปแบบนี้เชื่อว่าการบริหารงานของสมาคมจะโปร่งใสและเป็นธรรม

ตอนนี้จะเห็นว่า ผู้สมัครกรรมการสมาคมของผมทั้ง 18 คนเป็นตัวแทนจากสโมสรทั้งนั้นไม่ได้มี นาย ก นาย ข  ที่ไปคัดมาเป็นพิเศษ เป็นตัวแทนคนของของสโมสรจริงๆ เพื่อให้เขาเข้ามามีส่วนในการบริหารสมาคม รับรู้ รับทราบ รับฟัง ขณะเดียวกันก็ช่วยกันคิด ตัดสินใจ และช่วยกันรับผิดชอบ

FAIR 2 ปรับปรุงการบริหารสิทธิและประโยชน์  รายรับ รายจ่าย ของสมาคมฟุตบอลฯ โดยเปิดเผยและกระจายงบประมาณให้เพื่อนสมาชิกอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

FAIR 3 ปรับโครงสร้างบริษัทจัดการแข่งขันฟุตบอลลีก ให้ทุกสโมสรในลีกนั้นได้สิทธิเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นผู้บริหาร ต่างจากปัจจุบันที่บริษัทไทยพรีเมียร์ลีกถูกบริหารโดยกลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่คน ผิดกับอารยประเทศที่เจริญแล้ว ตัวอย่างเช่น พรีเมียร์ลีกอังกฤษ เขาเปิดโอกาสให้ตัวแทน 20 ทีมในทุกสโมสรได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร ทำให้เกิดความโปร่งใส เนื่องจากทุกสโมสรจะทราบที่มาของรายได้ และเม็ดเงินที่ถูกกระจายออกไป  การมีส่วนร่วมตรงนี้เป็นพื้นฐานความแข็งแกร่งของสโมสร

FAIR 4 ทุกเกมในสนามต้อง Fair Play ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันฟุตบอล ซึ่งวันนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกสโมสรต้องเจอคือ การทำหน้าที่ของกรรมการผู้ตัดสินบางกลุ่ม

FAIR 5 การพัฒนาทีมชาติไทย ต้อง FAIR กับทุกสโมสรและ FAIR กับเด็กๆ ทุกคน ต้องสร้างทีมชาติไทยขึ้นมาด้วยการวางรากฐานที่แข็งแกร่งตั้งแต่ระดับเยาวชน โดยผมจะสร้างอะคาเดมี่ ของทีมชาติไทย เปิดโอกาสให้ทุกสโมสร ส่งนักฟุตบอลระดับเยาวชนเข้ามาพัฒนาอย่างเท่าเทียมด้วยมาตรฐานสากล โดยสมาคมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด เป้าหมายคือ ภายใน 5 ปี ทีมชาติไทยชุดอายุ 17 ปี และ 19 ปี จะต้องไปให้ถึงฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

ความแข็งแกร่งสมาคมฟุตบอลฯ นำไปสู่อะไร

เมื่อโครงสร้างสมาคมฟุตบอลแข็งแกร่ง มีความโปร่งใส ยุติธรรม สโมสรสมาชิกก็จะแข็งแรงตาม และยังส่งผลให้ทีมชาติแข็งแรงไปด้วย

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ สโมสรเหมือนร้านตลาด เต็มไปด้วยวัตถุดิบ หมู เห็ด เป็ดไก่ ที่เราต้องช่วยกันพัฒนาให้มีคุณภาพ พร้อมให้โค้ชทีมชาติได้เลือกสรรหา เพื่อนำมาปรุงอาหารให้มีรสชาติอร่อย กลมกล่อม วัตถุดิบดีก็เหลือเพียงแต่โค้ชที่เป็นเสมือนกุ๊ก คอยจัดการปรุงแต่งสิ่งเหล่านั้นให้ดี แต่วันนี้สโมสรแต่ละแห่งยังไม่แข็งแรงพอ วัตถุดิบไม่ดี ต่อให้โค้ชดีแค่ไหน ทำอย่างไรก็ไม่อร่อย ฉะนั้นต้องเสริมสร้างสโมสรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

บางคนมองว่าธุรกิจฟุตบอลดูแลยาก เงินรางวัลน้อยไม่คุ้มทุน รายได้หลักมากจากสปอร์เซอร์ หลายทีมเมื่อสปอนเซอร์หลักถอนการสนับสนุน มีการเบี้ยวค่าเหนื่อยนักเตะ ทีมแตก จนกระทั่งยุบทีม เรื่องนี้มีแนวทางแก้ไขอย่างไร?

ผมตั้งใจบริหารให้สมาคมฟุตบอลมีรายได้เพิ่มขึ้น และนำเงินนั้นมาสนับสนุน อุดหนุนสโมสรสมาชิกให้มีความเข้มแข็ง

เบื้องต้นสิ่งที่ต้องทำก็คือ จัดสรรงบประมาณอุดหนุนสโมสรสมาชิกอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง  โดยสร้างระบบโบนัสขึ้นมาทุกตำแหน่งในตารางมีความหมายโดยได้รับเงินรางวัล และเพิ่มงบอุดหนุนพิเศษ ตัวอย่างเช่น สโมสรในระดับดิวิชั่น 1 จะได้เงินอุดหนุนค่าเดินทาง เมื่อเป็นทีมเยือนนัดละ 1 แสนบาท ส่วนดิวิชั่น 2 เมื่อเป็นทีมเยือนจะให้นัดละ 5 หมื่นบาท เป็นต้น

ได้ฟังเสียงสะท้อนจากสโมสรต่างๆบ้างไหม

ที่ได้ฟังมากที่สุดคือ เรื่องความยุติธรรม การลงโทษที่ไม่มีมาตรฐาน ความผิดรูปแบบเดียวกัน บางทีมโดน 3 ปีบ้าง 5 ปี บ้าง ไม่มีกติกาชัดเจน ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าสมาคมฟุตบอล บริหารงานแบบร้านก๋วยเตี๋ยว หรือเถ้าแก่ร้านของชำ คือ ตัดสินใจคนเดียว ไอ้นี่มาซื้อของกูขาย 10 บาท ไอ้นี่ 8 บาท ไอ้นี่ลดให้เยอะหน่อยเหลือ 5 บาท น้องรักกู เอาลูกชิ้นไป 5 ลูก ถ้าเกียจ ให้มันแค่ลูกเดียวพอ แล้วแต่ความพึงพอใจ

ตอนนี้วงการฟุตบอลเติบโตจนทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว งานระดับชาติ ระดับโลก การบริหารต้องเปรียบเทียบกับห้างสรรพสินค้า มีหน่วยงานหรือแผนกต่างๆ แบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน ภายใต้การบริหารของผู้ที่มีความรู้ความสามารถ แบบนี้ถึงจะแข่งกับโลกเขาได้ ไม่ใช่ทำแบบเดิม

มีกระแสข่าวว่า กรรมการแจกใบเหลืองใบแดงจำนวนมาก เพื่อทำยอดเป็นค่าปรับส่วนตัว

เวลาคุณขับรถฝ่าไฟแดง ถูกตำรวจเขียนใบสั่ง คุณก็ต้องไปเสียค่าปรับที่โรงพัก เงินส่วนนั้นจะถูกโอนไปที่กระทรวงการคลัง และ กทม. ก่อนจะถูกหักส่วนแบ่งมาให้กับตำรวจ

แต่วงการฟุตบอลไม่ใช่อย่างนั้น ผมได้รับการร้องทุกข์จากหลายสโมสรว่า เงินค่าปรับจากใบเหลืองใบแดง ถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวใครก็ไม่รู้ ตรงนี้เป็นคำถามที่สมาชิกสโมสรเขาสงสัยและเคลือบแคลง จนอดตั้งข้อสังเกตกันไม่ได้ว่า ผู้ตัดสินแจกใบเหลือง ใบแดง เพื่อทำยอดหรือเปล่า

ร้ายกว่านั้น บางครั้งเมื่อกรรมการถูกกำหนดให้ตัดสินเข้าข้างฝ่ายไหน ก็ลามไปถึงเรื่องการพนัน ทีมไหนมีโอกาสชนะก็ไปเล่นการพนันเสียเลย 

ที่ผ่านมาแม้ว่าผู้สมัครชิงตำแหน่งจะมีนโยบายยอดเยี่ยมขนาดไหนก็มักแพ้ให้คุณวรวีร์เสมอ เพราะอะไร

เพราะกฎกติกามันถูกล็อค และไม่เปิดช่องให้คนอื่นมีโอกาสเข้าแข่งขัน กติกามันถูกวางไว้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่ม บางคนอยู่ในวงการมายาวนาน ย่อมมีความผูกพันกับสโมสรต่างๆ ช่วยเหลือเอื้อประโยชน์แก่กัน จนเกิดเป็นระบบอุปถัมภ์

ใครก็รู้ว่าการเข้ามาสู่อาณาจักรฟุตบอลนั้นเป็นเรื่องยาก วันนี้ผมเสี่ยงเข้ามาก็มีหลายคนเป็นห่วง บอกคุณจะเข้ามาทำไม ไม่รู้เหรอ วงการนี้คนนอกไม่มีทางเข้ามาได้ แต่ผมคิดว่าเรากำลังนำสิ่งดีๆมานำเสนอ หากสมาชิกคิดว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงก็ต้องร่วมมือกับผมคือเลือกผม ถ้าไม่เลือก ก็เอวัง ผมก็กลับบ้าน วันนี้อยู่ที่ว่าทุกคนพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือยัง

ครั้งนี้ผมเชื่อว่าสมาชิกที่อึดอัด เริ่มกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงและสนับสนุนผม เพราะเห็นว่าผมเอาจริง หน่วยก้านดี ความสามารถสูสี ในอดีตเขาไม่กล้า เพราะหากสมมุติคนที่เขาสนับสนุนพลาดท่าแพ้ขึ้นมา เขาจะซวย ถูกกลั่นแกล้งอย่างโน้นอย่างนี้ มีบางทีมเล่าให้ผมฟังว่าโดนสองใบแดง สิบใบเหลือง สองลูกโทษในเกมเดียว

มีคนบอกว่าสมยศจะกลายเป็นมาเฟียฟุตบอลคนใหม่ เป็นกลุ่มอำนาจใหม่ โดยเฉพาะเมื่อมีความสนิทสนมกับคุณเนวิน

ผมลงสมัครเพราะเห็นว่ามันถึงเวลาแล้วที่สมาคมฟุตบอลจะต้องเปลี่ยนแปลง จะได้หรือไม่อยู่ที่เสียงสนับสนุนจากสมาชิกทุกสโมสร ผมต้องแคร์ทุกๆเสียง เพราะทุกเสียงมีความหมาย

หลายคนบอกว่าผมได้รับการสนับสนุนจากคุณเนวิน ก็ใช่ เพราะเขามีหนึ่งเสียง ผมก็ต้องให้ความสำคัญ แต่ไม่ใช่ว่าผมสนิทกันแล้ว ผมจะไม่สนใจคนอื่น ผมต้องสนใจ เพราะทุกสโมสรมีความสำคัญและมีหนึ่งเสียงเท่ากัน นโยบายต่างๆที่พูดออกมาก็ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้สโมสรใดเพียงสโมสรเดียว ทุกสโมสรต่างได้รับสิทธิเสมอภาคกัน

วันนี้ใครประกาศว่าจะเลือกผม ผมจะไปหาเลย เป็นเรื่องของการแข่งขัน แต่หากได้รับเลือกแล้ว ไม่ใช่ว่าผมต้องไปอยู่ใต้อาณัติใคร หรือตกอยู่ในพันธะกรณีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคุณเนวินหรือใครก็ตาม การทำงานของผมถือเอาความถูกต้อง โปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม และตรวจสอบได้ ไม่มีการช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ กลั่นแกล้ง หรือใส่ร้ายป้ายสีกันแน่นอน

ที่สำคัญ ผมคิดว่า คุณเนวินไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากผมหรอก ที่ผ่านมา ผมอยู่ข้างนอก เขาก็ได้แชมป์มา 4 สมัยติดต่อกัน ปีนี้ก็คว้าไปอีก 5 ถ้วย คุณเนวินสนับสนุนผม เพราะอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เขาบอกอยากเตะฟุตบอล 11 ต่อ 11 ไม่ใช่ 11 ต่อ 14 เขาไม่เห็นต้องแคร์ผมเลย นี่คือข้อเท็จจริง

ส่วนใครบอกว่า ผมจะกลายเป็นมาเฟียกลุ่มใหม่ โธ่…ในเมื่อชาวบ้านเขาด่าว่าคนในสมาคมทำไม่ดีอย่างโน้น อย่างนี้ ผมเป็นตำรวจ ถ้าเข้ามาแล้วทำอย่างเขา ผมก็เลวยิ่งกว่าเขาน่ะสิ ทำแบบนี้ถามหน่อยว่าผมจะอยู่ได้อย่างไร

เข้าไปแล้วจะล้างบางขั้วอำนาจเก่าให้หมดไหม

ผมไม่ใช่คนบ้าที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง อะไรที่ไม่ดี แน่นอนต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ใครไม่ดีต้องให้โอกาสแก้ไข พัฒนา ส่วนอะไรที่มันดีอยู่แล้ว ต้องส่งเสริม

หลายคนสงสัยว่า เปลี่ยนขั้วอำนาจแล้ว ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมืองจะถูกเด้งจากการเป็นโค้ชแน่ นี่ผมไม่ได้บ้านะ จะไปเด้งเขาทำไม เมื่อวันนี้ซิโก้เขาทำได้ดีอยู่แล้ว สร้างความสุขให้กับคนไทย ขืนผมไปเปลี่ยนก็เหมือนผมฆ่าตัวตาย มีแต่จะสนับสนุน ทำอย่างไรให้ทีมชาติดีกว่านี้

มีการวิเคราะห์ว่าสุดท้ายแล้วคนที่ได้เป็นนายกสมาคมฟุตบอลขึ้นอยู่ที่ว่าคนนั้นเป็นคนของพรรคการเมืองไหน

การเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลครั้งนี้ไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมไม่มีพรรคการเมืองใดๆสนับสนุน จะได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับสโมสรสมาชิกไม่ใช่เพราะพรรคการเมือง

มีใครใหญ่กว่าคุณวรวีร์ ที่ทำให้คะแนนเสียงหักเหได้ไหม

คราวนี้ผมว่ามันเป็นมิติใหม่ที่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ที่เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เพราะผมไปไล่คุณวรวีร์ หรือมีใครไปกลั่นแกล้ง ไม่ใช่เลย แต่เป็นเพราะเขาทำตัวเอง  ใครจะไปบังคับฟีฟ่าให้ลงโทษแบนเขา 90 วันได้ ผมไม่มีความสามารถขนาดนั้น วันนี้จริงๆแล้วผมว่า แฟนบอลต่างหากล่ะที่เขาไม่ต้องการคุณวรวีร์แล้ว

แล้วทีมฟุตบอลหญิงล่ะ มีนโยบายอย่างไรบ้าง

ผมทำงานได้กับทุกคน ถ้าผมได้เป็นนายกสมาคม ผมยินดีสนับสนุนคุณแป้ง (นวลพรรณ ล่ำซํา) คุมทีมฟุตบอลหญิงเต็มที่ คุณแป้งมีฝันอยากสร้างลีกฟุตบอลหญิงในประเทศ ซึ่งผมพร้อมพัฒนา ผมไม่เคยมองว่าเขาเป็นคนละขั้วกับเรา ถ้าทำดี เราจะปฎิเสธได้อย่างไร คุณแป้งเขาสร้างทีมฟุตบอลหญิงไปบอลโลกเลยนะ

ถ้าให้พูดถึงตัวเอง ในความเป็นนักบริหาร คุณเป็นประเภทไหน

ปรัชญาในการทำงานของผม ยึดถือหลักเกณฑ์ความถูกต้อง บริสุทธิ์ ยุติธรรม เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับและกฎหมาย ไม่กลั่นแกล้ง ใส่ร้ายป้ายสี ไม่ช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง เมื่อมีความยุติธรรมเหล่านี้แล้ว ความเท่าเทียม ความเสมอภาคจะมาเอง และเป็นที่มาของคำว่า Fair ไง โปร่งใส ยุติธรรม เสมอภาค และเท่าเทียม

ผมว่าคนไทยเราชอบแฟร์ๆ อยู่แล้ว อย่าเอาเปรียบ ถ้าเอาเปรียบกู เดี๋ยวกูหาทางเอาเปรียบมึงบ้าง แบบนี้มันเลยเกิดความแตกแยกในวงการฟุตบอล

 

ในฐานะผู้ท้าชิงประมุขลูกหนัง คุณเล่นบอลเป็นไหม

(หัวเราะ)  ผมเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่สมัยถอดรองเท้าเล่น เป็นนักฟุตบอลโรงเรียนมาตลอด อยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจก็เป็น เล่นตำแหน่งแบ๊คขวา แต่ตอนนี้ชอบเล่นกองหน้า

ชอบนักฟุตบอลคนไหนเป็นพิเศษ

ผมชอบนักฟุตบอลที่สร้างโอกาสให้ตัวเอง และทำสกอร์ได้ ปัจจุบันคือพวกเมสซี่ โรนัลโด้ พวกนี้นอกจากเก่งแล้ว ต้องอยู่ถูกที่ถูกเวลาด้วย ในสมัยเป็นเด็ก นักฟุตบอลไทยที่ผมชอบคือ ยรรยง ณ หนองคาย  ปรีชา กิจบุญ นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ ส่วนในเมืองนอก อดีตผมชอบ เอริก คันโตน่า เพราะเป็นแฟนแมนยู แต่ตอนนี้เป็นแฟนเลสเตอร์แล้ว (หัวเราะ)

ถ้าล้มเหลวจากการลงสมัคร คิดจะตั้งทีมฟุตบอลของตัวเองไหม

ยังไม่ได้คิดถึงขนาดนั้น ถ้าไม่ได้รับเลือกก็กลับบ้าน ผมเป็นคนชิลๆ อยู่แล้ว ไม่ใช่คนยึดติด แพ้ก็แพ้ ไม่เห็นเสียหาย บางคนบอกแพ้แล้วเสียชื่อ อับอาย ผมไม่คิดอย่างนั้น ต้องฆ่าตัวตายเสียเมื่อไหร่ เรานำเสนอสิ่งดีๆ ถ้าเขาไม่เอา ก็กลับบ้าน มีอะไรให้ทำอีกตั้งเยอะ

จะบอกว่าหลายอย่างที่เกิดขึ้นในชิวิตผม มันรวดเร็วไม่ทันตั้งตัว เหมือนตอนเป็น ผบ.ตร. ผมไม่ได้คิดจะเป็นเลย ช่วงเดือน ธ.ค.ปี 57 ผมวางแผนจะไปเที่ยว เวนิส ลอนดอนด้วยซ้ำ แต่ต้องยกเลิก เพราะได้เป็น ผบ.ตร. เช่นเดียวกับปีนี้ ตอนแรกตั้งใจจะไปเที่ยวอเมริกา ญี่ปุ่น อินเดีย ชีวิตถูกวางไว้แล้วว่าจะทำอะไร แต่ทุกอย่างต้องยกเลิก เพราะลงสมัครชิงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอล ผมกำลังจะบอกว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน แต่ผมเป็นคนที่มีความตั้งใจสูง ถ้าเลือกทำสิ่งใดแล้ว เต็มเหนี่ยว ทุ่มเท ชนิดบ้างาน ที่สำคัญเป็นคนแปลก คิดไม่เหมือนคนอื่น ถ้าทำดี ผมต่อยอด ถ้าไม่ดี เราพลิกเลย เพราะผมคิดว่าถ้าทำแล้วต้องทำให้ดีกว่าเขา คิดได้แค่เขา อย่าทำ

วันนี้ต้องถามสมาชิกฟุตบอลว่า ท่านอยากเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่เป็นอยู่ไหม บ้านวันนี้ ผุพัง หลังคารั่ว สกปรกรกรุงรัง อยากจะเปลี่ยนไหม ถ้าอยาก เปิดโอกาสให้ผม ผมจะปัดกวาด เช็ดถู ปรับปรุงบ้านหลังนี้ให้สะอาดและน่าอยู่จนทุกคนชื่นชอบ แต่ถ้าท่านพร้อมจะอยู่ในสังคมแบบเดิม บรรกาศแบบเดิม ก็ตามใจ ผมเป็นเพียงผู้เสนอตัวเข้ามาแก้ปัญหาเท่านั้น.

 

เปิดใจพี่ใหญ่เอ็นจีโอ “ปลดบอร์ด สสส.” แค่ผิดพลาดโดยสุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 18:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/410051

เปิดใจพี่ใหญ่เอ็นจีโอ "ปลดบอร์ด สสส." แค่ผิดพลาดโดยสุจริต

โดย…เลอลักษณ์ จันทร์เทพ, ธนพล บางยี่ขัน

แรงกระเพื่อมก่อตัวทันทีหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)งัดไม้แข็งใช้อำนาจตามมาตรา 44 เด้งกรรมการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 7 ตำแหน่ง ที่มาจากสัดส่วนภาคประชาสังคม

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านี่อาจเป็น “ยาแรง” สำหรับเปิดทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ ทั้งเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการใช้งบไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ จนอาจเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่จะผลักเอ็นจีโอที่เคยยืนอยู่ฝั่ง คสช.ให้กลายไปเป็นศัตรู

ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลายไปกว่านี้ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ประธานสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา คุณหมอเอ็นจีโอที่ออกตัวว่าอยู่ตรงกลางระหว่าง สสส. และ คสช. คุมนโยบายรัฐและหนุนให้ภาคประชาสังคมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานล่าง ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์วิเคราะห์ ปรากฏการณ์ “ผิดคิว” ที่เกิดขึ้น และแนวโน้มทางออกในอนาคต

หมอพลเดช มองว่า คำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44 รอบที่ 3 นี้เป็นเรื่องปกติ ต่อไปก็อาจมีรอบที่ 4 เป็นกลไกการทำงานตามปกติ เพียงแต่รอบนี้มีเรื่อง สสส. พ่วงเข้ามาด้วย ซึ่งที่ผ่านมาตรวจสอบแล้วก็ไม่มีปัญหาเรื่องทุจริต แต่คำสั่งที่ออกมากลับไปมัดเป็นพวงเดียวกับกรณีอื่นที่เป็นเรื่องทุจริต

ทั้งที่กรรมการที่มีรายชื่อทั้ง 7 ท่าน ล้วนแต่เป็นคนดี ทำงานสาธารณะ เพื่อประโยชน์สังคม แล้วท่านมีมูลนิธิของท่าน บางท่านถูกตั้งหรือเป็นกรรมการอยู่ก่อนแล้ว หรือทำมานานแล้ว และด้วยผลงานเป็นที่ยอมรับทำให้ สสส.เชิญท่านมาเป็นกรรมการหรือส่งรายชื่อเข้ามาสู่กระบวนการสรรหา

…ที่น่าเสียใจคือเอารายชื่อเหล่านี้ไปปนกับเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามย่อมกระทบกับความรู้สึกของท่านเหล่านั้นและเสียหายทางจิตวิทยา โดนแบบนี้ก็เฮิร์ต เป็นที่น่าเสียใจ และเห็นใจผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 7 ท่าน ถ้าจะรู้สึกดีกว่านี้ควรแยกคำสั่งออกมาเป็นคนละส่วนมากกว่ามามัดรวม”​

ถามว่าคำสั่งที่ออกมาดูรุนแรงเกินไปหรือไม่ นพ.พลเดช ตอบแบบเลี่ยงๆ ว่า น่าเสียใจ ถ้าทำอย่างอื่นที่ดีกว่านี้ได้ก็จะดีกว่า แต่มันเกิดไปซะแล้ว เราต้องมาคิดว่าจากนี้ไปจะเป็นยังไง เพราะต้องยอมรับว่ากระบวนการของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ก็ทำงานตามปกติ

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน หากเป็นความเห็นของคนนั้นคนนี้ก็ไม่มีน้ำหนักเท่าไร แต่เมื่อเป็นความเห็นหลักๆ ของหน่วยงานรัฐ ทั้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ออกมาทำนองเดียวกันว่ามีลักษณะที่น่าจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ถ้าเป็นนายกฯ อันนี้ก็ลำบาก เพราะหน่วยงาน 3 หน่วยงานออกมาเห็นไปในทางเดียวกัน หากไม่ทำอะไรสายบังคับบัญชาก็จะรวนไปหมด เพราะเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับคนคนเดียว เพราะฉะนั้นน่าเห็นใจนายกฯ และ พล.อ. ไพบูลย์

“พอเห็นอย่างนี้ต้องฟันไป แต่แทนที่จะมัดพวงรวมกับกรณีทุจริต น่าจะเขียนเฉพาะกรณีนี้ หรือเขียนเวิร์ดดิ้งให้ชัดเจนว่ากรณีนี้ไม่มีปัญหาเรื่องทุจริต เป็นเรื่องความไม่เหมาะสม หรือประโยชน์ทับซ้อนเอื้อประโยชน์ให้องค์กร ควรจะแยกล็อต ออกมาก็จะเบาต่อความรู้สึกเยอะ กระทบต่อความรู้สึกน้อยลง”

อีกทั้งข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นก็ยังไม่ใช่ เพราะ​คนเหล่านี้ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรส่วนตัว แต่เป็นเรื่องขององค์กรที่ไปพิจารณาให้ทุนไปทำประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตัว กรณีนี้จะไปใช้เหมือนกับเรื่องประโยชน์ทับซ้อนแบบภาคธุรกิจไม่ได้

“แต่ทางสังคมเข้าใจว่าอธิบายได้ยากว่าบริสุทธิ์ใจ ซื่อสัตย์ ซื่อตรง ไม่มีปัญหา แต่เชื่อถือได้เพราะไม่มีหลักฐานที่จะไปพิสูจน์ความทุจริตคอร์รัปชั่น คุณไม่มีหลักฐานว่าเขาได้รับผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ว่าอธิบายกับสังคมลำบากมาก”​

นายกฯ เป็นคนเจรจา หาทางออกด้วยตัวเอง

นพ.พลเดช กล่าวว่า ดังนั้นจึงต้องไปปรับแก้กฎระเบียบให้รัดกุม ต่อจากนี้ไปถ้าคุณเป็นกรรมการมูลนิธิแล้วมาเป็นกรรมการ สสส.​องค์กรคุณจะต้องไม่รับทุนจาก สสส. ต้องเลือกเอาอันหนึ่ง ลาออกจากที่ใดที่หนึ่ง อย่าเป็นพร้อมกันสองที่ อย่างนี้มีเหตุมีผล

“ตรงนี้มีการแก้กฎระเบียบให้รัดกุม แต่ก่อนอาจหละหลวม ซึ่งมีทั้งหมด 26 ข้อที่แก้ไปแล้ว มอบให้ปิยะสกล รมว.สาธารณสุข และ สสส. ไปประชุมร่วมกัน รอบแรกแก้ไปแล้ว 26 ข้อ เตรียมเอาเข้าที่ประชุมบอร์ด เตรียมรายงานนายกฯ จากนายกฯ ปลดล็อกมาตรการตรวจสอบการใช้เงินของ สสส.ที่ผ่านมา

…กระบวนการที่จะทำตรงนี้จะเสร็จวันที่ 15 ม.ค.นี้จะจบ แต่พอดีมีเพิ่มมาอีก 3 ข้อ จากเดิม 26 ข้อ เป็น 29 ข้อ กำลังรอเอาเข้าที่ประชุมบอร์ดวันที่ 15 ม.ค. แล้วค่อยรายงานนายกฯ ขณะที่กรรมการคนที่เป็นปัญหาก็เตรียมลาออก บางคนลาออกไปแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมถึงมีคำสั่งนี้มาวันที่ 5 ม.ค.”

ถามย้ำว่า คำสั่งปลด 7 กรรมการที่ออกมา “ผิดคิว” หรือ “ตั้งใจ” ที่จะให้ผลออกมาเป็นเช่นนี้ นพ.พลเดช คิดสักพักก่อนตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกัน แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะแยกออกมาเป็นคำสั่ง คสช. ที่ 4 หรือเป็นคำสั่งพิเศษต่างหาก การที่รอบนี้มาพ่วงคำสั่งนี้ด้วยความร้อนรน
เช่นนี้ ไม่รู้ว่าด้วยเจตนาอะไร​

ส่วนที่มีการวิเคราะห์ว่านี่อาจเป็นแผนที่ต้องการสกัดไม่ให้คนจากฝั่งภาคประชาชนไม่ให้มานั่งเป็นผู้จัดการ สสส.คนใหม่นั้น นพ.พลเดช มองว่าเป็นเรื่องของการวิเคราะห์ เป็นเรื่องของความเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง แล้วแต่ใครจะวิเคราะห์ คนหนึ่งมีพื้นฐาน ทัศนคติแบบหนึ่งก็จะวิเคราะห์ไปแบบหนึ่ง ไม่เหมือนกัน

“ผมไม่วิเคราะห์ แต่คิดว่าในทางเทคนิคมันมีข้อที่อาจจะเรียกว่าความบกพร่องผิดพลาด หรือมีข้อจำกัดในกระบวนการ เพราะทางฝั่งที่จะออกคำสั่งอันนี้ เขาอาจจะไม่รู้ … แต่เมื่อนายกฯ ​เซ็นคำสั่งไปแล้ว ประกาศไปเมื่อวันที่ 5 ม.ค. เหมือนแก้ไขไม่ได้ ผมเข้าใจว่าท่านนายกฯ รู้สึกไม่สบายใจและพยายามแก้ปัญหา”

ทั้งนี้ เป็นสิทธิที่บางกลุ่ม บางเครือข่าย จะออกมาเคลื่อนไหว เพราะเรื่องที่ออกมากระทบความรู้สึก ก็อาจมีการแสดงออกบ้าง ซึ่งหวังว่าตัวนายกฯ ผู้ที่เกี่ยวข้อง พล.อ.ไพบูลย์ ซึ่งมีความตั้งใจดีจับเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นดีอยู่แล้ว ส่วนตัวเชียร์เต็มที่

“ผมหวังว่าท่านจะหนักแน่นต่อเรื่องความไม่พอใจสังคม หรือเครือข่ายที่ออกมา ท่านเป็นทหาร แต่ตอนนี้ท่านอยู่ในตำแหน่งทางการเมือง เป็นบุคคลสาธารณะต้องพร้อมถูกเยาะเย้ย วิพากษ์วิจารณ์ ด่าทอ แต่เห็นใจท่าน ท่านไม่ได้เป็นนักการเมืองอาชีพ อาจรู้สึกเซนซิทีฟ ซึ่งหวังว่าท่านจะไม่เซนซิทีฟมากเกินไป เขามีปฏิกิริยาก็ต้องปล่อย เรามีหน้าที่อธิบายและหาทางออก”

นพ.พลเดช กล่าวว่า นายกฯ ได้เชิญตัวเขาและคนที่เกี่ยวข้องมาหาทางออก เริ่มตั้งแต่ประเด็นโครงการที่ยังค้างคารอการพิจารณาอยู่ ซึ่งหากโครงการที่ใช้งบเกิน 5 ล้านบาท ต้องผ่าน คตร. กลั่นกรอง ซึ่งทำให้กระบวนการเพิ่มขั้นตอนใช้เวลานาน และส่วนใหญ่ไม่ผ่านการกลั่นกรอง

“​เพราะความเข้าใจเรื่องสุขภาพ สุขภาวะ มิติกว้าง เขาไม่เคยอยู่ในแวดวงนี้ก็อาจเข้าใจได้ยาก เพราะฉะนั้นเราบอกเรื่องสุขภาพสังคม สุขภาวะสังคมเป็นไง เขาฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ เขาคนละแวดวง เมื่อเป็นแบบนี้โครงการต่างๆ เมื่อไปถึงเขาและให้เขาเป็นคนกลั่นกรองเขาก็ไม่เข้าใจหมด เขาจะเข้าใจทุกเรื่องได้อย่างไร ยิ่งเรื่องในวงการแพทย์ วงการสาธารณสุข เป็นคนละฝั่ง มันก็ไม่ผ่าน ไม่ผ่าน ไม่ผ่าน เข้าไปสิบยี่สิบโครงการถูกบล็อก ตีกลับมา กระบวนการล่าช้า”

ประเด็นนี้ทางออก คือ นายกฯ บอกแนวปฏิบัติ ระยะยาวโครงการที่คาอยู่ทั้งหมดจะปลดล็อกทั้งหมดเร็วๆ นี้ โดย คตร. หลังแก้ระเบียบ 29 ข้อ ที่จะผ่านความเห็นชอบในวันที่ 15 ม.ค.นี้ หากผ่านบอร์ด พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ประธานบอร์ด สสส. ก็จะทำหนังสือถึงนายกฯ และทำถึง คตร. ขอให้ปลดล็อกมาตรการตรวจสอบที่ทำอยู่

“จากนั้นก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ มันจะปลดหมดเลยไม่มี คตร.มายุ่ง เหมือนดำน้ำอึดอีกนิดเดียวก็จะเห็นปลายทางแล้ว เพราะวันที่ 15 ม.ค. จะเห็นปลายทาง​ นายกฯ พูดประเด็นนี้ บอก พล.ร.อ.ณรงค์ พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ ประธาน คตร.​ไปจัดการตรงนี้ซะ ผมรอเซ็นปลดล็อก ผมว่าท่านเป็นคนหาทางออกให้เป็นคนเจรจาด้วย บอกณรงค์ ชาตอุดมไปทำอย่างนี้นะ ตัวท่านอยู่ตรงนี้ เมื่อเขาเป็นคนออกมาตรการ ก็ต้องเป็นคนปลดล็อกมาตรการตามระบบราชการ”​

เปิด 3 แผน ผ่าทางตัน 4,000 โครงการ

ขณะที่โครงการต่างๆ กว่า 4,000 โครงการที่ติดขัดนั้น แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.โครงการที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ พ.ร.บ.สสส. 6 ข้อ ก็ไม่ต้องตีความเรื่องสุขภาวะ มิติแคบ มิติกว้าง ถ้าทำตามวัตถุประสงค์ 6 ข้อ ต้องให้ผ่าน แต่จะมีความเห็นว่างบประมาณสูงเกินไป ก็เป็นความเห็นให้ปรับแก้ได้ แต่ต้องให้ผ่าน

2.โครงการทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับประชารัฐ ที่ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจฐานราก สุขภาวะสังคม นายกฯ บอกอันนี้ต้องให้เขา เป็นนโยบายที่สั่ง พล.อ.ชาตอุดม พล.ร.อ.ณรงค์ และ 3 ส่วนที่ไม่ใช่ ทั้งข้อ 1 และข้อ 2 ถ้ามีข้อแก้ไขก็ไปปรับแก้กันต่อไป

“ตรงนี้ท่านหาทางออกในการบริหารจัดการเสร็จเรียบร้อย เป็นนิมิตหมายที่ดี ผมไม่รู้ว่าเหมือนกับรู้สึกว่าคำสั่งแบบนี้เคยมี คือเซ็นคำสั่งแล้วรู้สึกพลาดไปหน่อย แต่ดีที่ท่านแก้เกมไว วันรุ่งขึ้นบังเอิญผมจะต้องมีประเด็นไปปรึกษากับนายกฯ อยู่แล้ว ท่านก็เชิญมาหลายคน”​

นพ.พลเดช กล่าวว่า นายกฯ ช่วยคลายปัญหาต่อไปอีกว่า สำหรับในส่วนของบอร์ด 7 คนนั้น นายกฯ ถามว่าต้องสรรหาใหม่หรือไม่ ก็ได้คำตอบว่าบอร์ดก็ยังทำหน้าที่ต่อไปได้ เพราะมี 21 คน ออกไป 7 คน เหลือ 14 คน องค์ประกอบยังครบองค์ประชุม

อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบของบอร์ดมี 3 ส่วน คือ การเมือง ราชการ และภาคประชาสังคม ซึ่งมี 9 คน แต่เมื่อภาคประชาสังคมขาดไป 7 คน เหลือ 2 คน ในแง่นี้ก็อาจเสียสมดุล แต่ยังทำงานต่อไปได้

“นายกฯ ให้แนวไว้ว่าไม่ต้องสรรหา หรือสรรหาไม่ครบก็ได้ เพราะว่าให้ออกไปก่อนเพื่อให้มีการชี้แจง ก็สามารถทำได้ ตรงนี้แฟร์ดี ออกไปก่อน แต่ถ้าท่านไหนไม่มีปัญหา เข้าใจผิด ก็ต้องคืนให้เขา ก็ต้องกลับมาได้ อยู่ที่กรรมการบอร์ดที่เหลือ เป็นเรื่องที่ทางบอร์ดต้องตัดสินใจ”

ประชาสังคมต้องใจเย็น ใช้เหตุใช้ผล

ถามว่าจากคำสั่งเรื่องนี้จะทำให้ปัญหาบานปลายในอนาคตหรือไม่ หลังมีหลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหว นพ.พลเดช กล่าวว่า อดีตมาอย่างนี้แล้ว แต่มันยังมีทางออก ถ้ายังมาติดตรงจุดเดิม มันไปต่อไม่ได้ หรือทะเลาะกันโดยไม่จำเป็น

“แต่ว่ามันก็ห้ามกันไม่ได้ บานปลายไม่บานปลาย ขึ้นอยู่กับภาคประชาสังคม จะใช้เหตุใช้ผล ข้อเท็จจริง แต่ดูจากความพยายามในการแก้ปัญหาของนายกฯ ผมพูดได้เต็มที่เพราะอยู่ในนั้น ส่วนกรรมการท่านใดจะมีปฏิกิริยาเป็นสิทธิของท่าน ผมเคารพ แต่ไม่อยากให้ใช้อารมณ์ เพราะจะทำให้สังคมเกิดบานปลาย บ้านเมืองเราจะเจอเรื่องราวอีกเยอะ”

นพ.พลเดช กล่าวว่า พอดีตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. หลายคนยังไม่เห็นว่ามีทางออก ก็เป็นธรรรมดาที่จะมีอารมณ์ บางคนเขียนบทความลงเฟซบุ๊ก เขาเหมือนถูกปล่อยหมัด แต่เราเห็นความตั้งใจดีทุกคน ทางนายกฯ มีความตั้งใจเสียสละ ท่านถูกแซะ ถูกซักฟอกทุกวัน เราเป็นท่านก็หนัก

“เราฟังทั้งหมดมีทางออก ผมเชื่อว่าพี่น้องเราที่กำลังฮึ่มๆ พอถึงจุดนั้น บางทีไม่ต้องอธิบาย มันจะคลายตัวไปเอง ถ้าวันนี้ไปพยายามอธิบาย สวนกระแสอารมณ์ ก็อาจกระแทกเราไปอีก”

ส่วนคำถามที่ว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาจากความขัดแย้งภายในแวดวงสาธารณสุขหรือไม่ นพ.พลเดช กล่าวว่า ปนๆ กัน แต่ว่าเรื่องนี้จะว่าไม่เกี่ยวก็ไม่ใช่ มันมีความเป็นมายาวนาน เรื่องของแนวคิดใหม่กับแนวคิดเก่าในกระบวนการสุขภาพ สาธารณสุข

“ส่วนเรื่องการตัดสินใจออกคำสั่งครั้งนี้ เราไม่รู้ ต้องถามคนออกคำสั่ง ไม่ควรเดา คนมีอำนาจหน้าที่ ทั้ง พล.อ.ไพบูลย์ ทั้งนายกฯ มีข้อมูลรับมาหลายทางเหลือเกิน จะทางโปรคอน จะไปปิดกั้นเขาให้ฟังข้อมูลด้านเดียว เชื่อด้านเดียวไม่ได้”

สำหรับความเป็นห่วงว่าประเด็นนี้จะถูกหยิบยกไปปลุกปั่นสร้างปัญหาแทรกซ้อนหรือไม่ นพ.พลเดช กล่าวว่า อยากฝากให้แง่คิดพี่น้องเครือข่ายเอ็นจีโอภาคประชาสังคมท้องถิ่น ที่ทำงานกับ สสส. ห่วงใย เป็นเดือดเป็นแค้น ตั้งสติ ตอนนี้มีทางออกหมดแล้ว

อยากให้ตั้งสตินิดหนึ่ง แน่นอนเราเสียใจ เราไม่พอใจ ไม่แฮปปี้ แต่มันผ่านไปแล้ว ต้องกลับมาดู หาทางออก ทุกคนรับบัญชาพร้อมๆ กัน จะเบี้ยวทีหลัง
ไม่ได้ นายกฯ บอก ถ้าปรับแก้ระเบียบ
26 ข้อ แล้วคุณส่งมาผมก็อนุมัติ ก็จบ เข้าใจกันเปล่า ซักซ้อมด้วยนะ ชาตอุดม ท่านณรงค์ เข้าใจตรงกัน นายกฯ รอเซ็นอย่างเดียว

“ในใจท่านนายกฯ คิดอะไรไม่รู้ แต่ไม่มีใครไม่เคยทำงานพลาด บางทีเรารู้สึกพลาดอะไรไปบางอย่างต้องกลับมาแก้ ซึ่งแก้ทันควันแบบนี้ผมก็ซูฮกเหมือนกัน” นพ.พลเดช กล่าว

24 ซีอีโอตัวช่วยเศรษฐกิจประชารัฐ

“แนวคิดสานพลังประชารัฐ เพื่อเศรษฐกิจฐานราก” มีจุดกำเนิดเกิดมาจากแนวคิดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายหลังจากการปรับคณะรัฐมนตรี ดึงสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นแม่ทัพคุมทีมเศรษฐกิจ โดยผนึกกำลังกับภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ เพื่อหามาตรการและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรให้แตกต่างและมีผลบวกมากกว่า “ประชานิยม”

ในฐานะมือไม้คนสำคัญ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ฉายภาพของการต่อยอดและการผลักดัน “ประชารัฐ” ว่า หากจะให้ประชารัฐเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็วต้องมีการขับเคลื่อน 3 กลไกด้วยกันคือ 1.กลไกระดับชาติ ต้องมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้จัดตั้งคณะกรรมการประชารัฐระดับชาติเพื่อเศรษฐกิจฐานราก มิเช่นนั้นงานที่เกิดขึ้นจะ
กลายเป็นคนต่างคนต่างทำ งานจะไม่สัมฤทธิผล

2.กลไกระดับจังหวัดที่จะเป็นผู้ที่รับนโยบายมาปฏิบัติ เช่น อาจจะตั้งอนุกรรมการขึ้นมาทำงานโดยมี ภาคประชาสังคม ภาครัฐ ภาคเอกชน และมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และ 3.กลไกระดับอำเภอ ซึ่งจัดให้เป็นเวทีสาธารณะตามอำเภอ เพื่อมาติดตามโครงการต่างๆ ของชุมชน โดยผู้เข้าร่วมมีทั้งผู้นำชุมชน ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ นักธุรกิจท้องถิ่นและนักวิชาการ

“แต่จากวันที่คิกออฟมาตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 2558 จนถึงวันนี้ผ่านไป 4 เดือนแล้ว กลไกคณะทำงานยังไม่เกิด ซึ่งเมื่อครั้งที่ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ผมมีโอกาสได้เจอกับ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ดูแลประสานงานกับเครือข่ายประชารัฐ ซึ่งท่านบอกกับผมว่ากลไกต่างๆ ที่ท่านได้เสนอมาวันนี้ยังไม่เกิดขึ้นเลยนะหมอ และผมก็ย้อนถามท่านไปว่าแล้วจะทำยังไงต่อ ท่านก็บอกว่าท่านอาจารย์สมคิด ยังไม่อยากให้ตั้ง เพราะมองว่าให้ดำเนินการในลักษณะปกติดีกว่า ไม่ต้องมีคำสั่งอย่างเป็นทางการ หางบประมาณจากตรงนั้นตรงนี้มา ไม่ต้องไปรบกวนนายกฯ ซึ่งถ้าถามผมว่าทำงานได้ไหม ผมตอบว่าทำได้”

นพ.พลเดช อธิบายต่อว่า หากไม่มีกลไกมาขับเคลื่อนจะไม่แรงผลักดัน เมื่อมีกระบวนการ เป้าหมายชัดเจนแล้วต้องเคลื่อนขบวน เดินหน้าต่อ แต่ถ้าเคลื่อนทัพไปแล้วต้องไปคุ้ยเขี่ยหางบประมาณมา อย่าลืมว่าทุกกิจกรรมต้องใช้เงินทั้งสิ้นแต่ภาคประชาสังคมไม่มีเงิน ถ้าเป็นแบบนี้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไม่ได้แน่ แต่ในเมื่อมันไม่ได้เราก็ไม่ได้หยุดที่จะทำ เรามีใจให้ช่วยทำเต็มที่ โดยทุกๆ 2 เดือน จะมีเวทีประชุมกันตามปกติ มีรองนายกฯ สมคิด มี นพ.ประเวศ วะสี มาเป็นประธานในการประชุมขับเคลื่อนงานอยู่ตลอด

“แต่ก็จะขับเคลื่อนได้เท่านี้เพราะไม่มีทรัพยากร ไม่มีกระสุนดินดำ ถ้าคนทำงานยิ่งคิดงานมากก็จะยิ่งเหนื่อยมาก เพราะต้องไปหาเงินเอง ดังนั้นเวลาที่ผ่านมาจึงหมดไป แต่ผมก็เข้าใจว่าที่ผ่านมาสังคมที่มีแต่ความขัดแย้ง สู้กันไปมา ทำให้สังคมไทยเกิดความหวาดระแวง ไม่ค่อยไว้วางใจกัน พอพูดถึงองค์กรกลุ่มภาคประชาสังคม (เอ็นจีโอ) ซึ่งท่านคงแยกไม่ออกว่าเอ็นจีโอไหนมีแนวทางแบบไหน เพราะเอ็นจีโอมีทั้งสุดทางขวา และสุดทางซ้าย แต่พวกเราเป็นทางสายกลาง ท่านอาจจะแยกไม่ออก เพราะไม่ได้ทำงานอยู่ในแวดวงเอ็นจีโอ

ส่วนเรื่องของงบประมาณของภาคประชารัฐที่จัดไว้ พร้อมแล้วสำหรับไปลงหมู่บ้าน จังหวัด แต่เหตุใดไม่จัดตั้งกลไกขึ้นมาแทนนั้น นพ.พลเดช ชี้แจงว่า งบที่ลงไปสู่จังหวัด กองทุนหมู่บ้าน เป็นคนละส่วนกัน มีกติการะเบียบกำกับอยู่ เราจะไปนำเงินนั้นมาเป็นส่วนจัดกระบวนการ หรือมาจัดเวทีต่างๆ คงไม่ได้ ส่วนงบตำบลละ 5 ล้านบาท ที่รัฐให้ไปผ่านทางจังหวัด ท้องที่ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่จะต้องเสนอโครงการมา โดยมีนายอำเภอเป็นผู้อนุมัติ ซึ่งก็ได้ส่งสัญญาณห้ามไปกินหัวคิวเด็ดขาด เพราะมีข่าวออกมามากว่าเงิน 5 ล้านบาทมีการแบ่งหัวคิวกันเรียบร้อย

“การหักหัวคิวหรือทุจริตถ้าใครกล้าในยุค คสช.แบบนี้ผมคิดว่ามีสิทธิที่หัวจะกระเด็น การตรวจสอบยุคนี้ง่ายจะทุจริตยาก เพราะมีช่องทางให้ประชาชนร้องเรียนได้มากขึ้น ไหนจะมีศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) คอยดูแลอีก แล้วส่งผลให้งบ 5 ล้านบาทที่คิดว่าจะให้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กลับไม่ได้ช่วยได้จริง เพราะงบปล่อยไม่ออก เพราะนายอำเภอไม่กล้าเซ็นอนุมัติ ขยาด

นพ.พลเดช เล่าด้วยว่า ได้มีโอกาสนั่งคุยในโต๊ะอาหารกับ นพ.ประเวศ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี โดย สมคิดบอกว่า งบประมาณในส่วนนี้ 4 หมื่นล้านบาท ผ่านไปแล้ว 4 เดือน พึ่งจะอนุมัติไปได้เพียง 44 ล้านบาท จะเห็นว่ามันน้อยมาก รัฐบาลระวังมากจึงตรวจสอบเข้มงวด แต่เมื่อระวังมากก็เสียอย่าง

นพ.พลเดช เสนอทางออกว่า รัฐบาลควรมีงบอีกก้อนหนึ่งที่ไม่มากอำเภอละไม่เกินแสนบาท นำไปสร้างกระบวนการเสริมในการตรวจสอบ รู้ ติดตามความก้าวหน้า เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง ฉลาดขึ้น แต่ที่ผ่านมางบประชานิยมคืองบที่ไหลตรงไป โดยไม่ลงทุนในกระบวนการตรวจสอบ ดูถูกดูแคลนเอ็นจีโอทั้งหลายว่าเป็นนายหน้าค้าความจน ที่ในยุคทักษิณตัดตัวกลางเหล่านี้ออกแล้วนำงบลงไปโดยตรงส่งถึงรากหญ้า โดยไม่เห็นคุณค่าภาคประชาสังคม

“ดังนั้นประชารัฐจึงต้องมีตัวกลางแปรเปลี่ยนเม็ดเงินให้เป็นปัญญาจะได้ยั่งยืน ซึ่งเสนอไปนานแล้วแต่รัฐบาลยังไม่เห็นความจำเป็น ยิ่งเมื่อ สสส.ถูกทุบด้วยแล้ว งบในส่วนของภาคประชาสังคมก็หงายเก๋งเลย ทีนี้ก็ยากลำบากพอสมควร จึงได้บอกว่า ต้องให้นายกฯ ช่วยปลดล็อกปัญหางบการทำโครงการต่างๆ ให้สะดวกขึ้น ไม่อย่างนั้นภาคประชารัฐและในส่วนของอื่นจะยิ่งแย่ โดยคำสั่งมาตรา 44 ที่กระทบต่อคนสำคัญภาคประชาสังคมใน สสส. ทำสะเทือนไปหมด”

นพ.พลเดช กล่าวว่า ขณะนี้ในส่วนของภาคประชารัฐที่เมื่อต้นปี 24 ซีอีโอ ที่ได้เข้านายกรัฐมนตรี โดยได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 12 ชุด ซึ่งในชุดที่ 5 เป็นชุดคณะทำงานเศรษฐกิจฐานราก และประชารัฐ ซึ่งมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และฐาปน สิริวัฒนภักดี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน โดยที่ประชุมล่าสุดเห็นถึงทิศทางที่ดีตั้งความหวังไว้ว่าถ้านายกฯ และ สมคิด สามารถที่จะให้ภาคธุรกิจมาทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและมีใจแบบนี้ จะเป็นทางออกที่ดีของบ้านเมืองได้เหมือนกัน

เวลานี้การทำงานในส่วนของประชารัฐและเศรษฐกิจฐานราก ในส่วนงบประมาณที่มาแรงกว่างบจาก สสส. คือภาคธุรกิจ เขาเข้ามาไม่ได้ขออะไร เขามีเงินมากกว่านั้นเยอะ เขาสามารถมาช่วยได้เยอะสิ่งที่เห็นแนวคิดดีๆ จากคนรุ่นใหม่ เช่น ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น  โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะแก้ปัญหาที่ภาคอุตสาหกรรมสร้างปัญหาต่างๆ ไว้ ด้วยการทำธุรกิจเพื่อสังคม แต่จะเป็นกระแสทางเลือกที่จะมาลดช่องว่าง โดยจะทำให้เกิดขึ้นในรูปแบบของสหกรณ์ ร่วมกับการทำธุรกิจภาคเกษตร โดยภาคธุรกิจจากปูนซีเมนต์ไทย, บางจาก, ปตท. เข้ามามีส่วนสนับสนุนพื้นที่ร่วมทำโครงการดังกล่าว

ข้อสงสัยที่ว่าการที่ภาคธุรกิจเข้ามาสานต่อนโยบายเศรษฐกิจและประชารัฐ ภายใต้คณะกรรมการภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (Public-Private Steering Committee) จะได้อะไรจากตรงนี้ หมอพลเดช อธิบายว่า นักธุรกิจไทยได้ผ่านบทเรียนจากสังคมมาก และบทเรียนนั้นทำให้เขารู้ว่าธุรกิจของเขาจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน จะปล่อยให้สังคมมีช่องระยะที่หางแบบนี้ไม่ได้ ในท้ายที่สุดแล้ว จะเกิดมิคสัญญีกาลียุค สงครามกลางเมือง คนจะฆ่ากันตาย เพราะนั้นสิ่งที่นักธุรกิจสร้างขึ้นมาทุกอย่างจะจบหมด เมื่อบ้านเมืองเกิดสงคราม เศรษฐีกับยาจกจะเท่ากันเป็นตายเท่ากัน

สำหรับความก้าวหน้าในส่วนของภาคประชาสังคม และเศรษฐกิจฐานรากภาคประชารัฐในอนาคต หมอพลเดชวาดฝันไว้ว่า มีความตั้งใจว่าปี 2559 เราจะตะลุยทำงานเพื่อตรึงพื้นที่สร้างกลไกและลักษณะความเป็นประชารัฐขึ้นมาทุกจังหวัด ซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นแล้ว เพราะภาคประชาสังคมได้ทำไว้ก่อนแล้ว 2 ปี ที่เรียกว่าโครงการปลุกพลังเปลี่ยนไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเคลื่อนมาตั้งแต่การปฏิรูปประเทศ สมัยท่านอานันท์ ปันยารชุน และอาจารย์ประเวศ วะสี ขับเคลื่อน โดยเราเปลี่ยนแปลงความคิดที่จะสร้างสังคมแนวราบ สร้างชุมชนที่เข้มแข็ง

นอกจากนี้ อีกส่วน คือ ศูนย์ประสานภาคีพัฒนาทุกจังหวัด (ศปจ.) ที่มี 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยทุกจังหวัดจะผนึกกำลัง 2 ส่วน คือ ภาคประชาสังคมในจังหวัดกับหอการค้าจังหวัด และเมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาทำนโยบายประชารัฐ นายกรัฐมนตรีก็มีแนวคิดที่จะให้ภาคประชาสังคมเสริมกำลังทำงานร่วมกับกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ทั้งระดับชาติและระดับจังหวัดไปด้วยอีกทาง จึงเป็นที่มา กรอ.จังหวัดพลัสขึ้นมา เมื่อทุกอย่างมีทางออกแบบนี้ เชื่อว่าในเดือน ก.พ.เป็นต้นไป การขับเคลื่อนการทำงานทั้งภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และปัญหา สสส. ถูกปลดล็อก ทุกอย่างจะเดินหน้าไปได้ จากนี้เราไม่มีเวลามาก เราต้องมีเป้าหมายว่าภายใน 3 เดือน

 

“ใช้มาตรา44 ทำร้ายองค์กรสสส.ระวังคนเกลียดเพิ่ม” ศ.นพ.ประเวศ วะสี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2559 เวลา 18:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/409545

"ใช้มาตรา44 ทำร้ายองค์กรสสส.ระวังคนเกลียดเพิ่ม" ศ.นพ.ประเวศ วะสี

“เป็นการทำร้ายองค์กร ผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ แล้วไปกระทบคนจำนวนกว้างเลย ที่เขาจะมาเกลียดรัฐบาล เพราะเขารู้ว่าองค์กรเหล่านี้ทำงานด้วยความเป็นธรรม”

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้สัมภาษณ์ที่ โรงแรมเดอะสุโกศล ถึงการปลดบอร์ดสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ของคสช. และเป็นความผิดพลาดในการบริหารประเทศ ทั้งนี้การยึดอำนาจมันไม่ยาก แต่การบริหารประเทศมันยาก เพราะต้องจัดการเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ทีนี้การบริหารประเทศ ต้องมีคนที่ช่วยทำงานเรื่องที่ยากๆ แล้วต้องมีคนสนับสนุน

ศ.นพ.ประเวศ  กล่าวว่า ถ้ามาดูงานขององค์กรตระกูลส. ไม่ว่าจะ สปสช. หรือ สสส.ก็ล้วนเกิดขึ้นเพื่อช่วยให้รัฐบาลทำงานที่ยากๆ เช่น ความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ เพราะมันไม่มีหน่วยงานราชการที่ไหนทำได้ จึงต้องเกิดสององค์กรนี้ขึ้นองค์กรตระกูลส. จำเป็นต้องคงความอิสระ มีความคล่องตัว และทำโดยอำนาจไม่ได้ จึงต้องเปิดพื้นที่ทางสังคม และทางปัญญาอย่างกว้างขวาง เพื่อทำเรื่องยากให้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ก็เป็นเครื่องมือช่วยรัฐ ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลไหน ก็ควรจะดีใจที่มีองค์กรเหล่านี้ ช่วยทำเรื่องยากๆ ให้

ราษฎรอาวุธโส กล่าวว่า คสช. อาจจะพลาด เพราะมีคนไปฟ้อง เพราะงานพวกนี้มันจะมีคนที่ไม่ชอบ เพราะเป็นความแปลกไปจากการเป็นอำนาจรัฐ ซึ่งการยึดอำนาจรัฐทุกครั้งเลยจะมีคนไปฟ้องคนที่ตัวไม่ชอบ เหมือนตอน 6 ต.ค. 2519 ก็มีคนไปฟ้องตำรวจว่าหมอประเวศว่าเป็นคอมมิวนิสต์ (หัวเราะ) คราวนี้ก็มีคนไปฟ้องคสช.ว่าตระกูลส.เป็นระบบทุจริต

“เมื่อพบว่า ทั้งสปสช. ทั้งสสส.ไม่มีการทุจริต เจอแต่การตีความต่างกันเรื่องสุขภาพ กว้าง-แคบ เช่น สวดมนต์เกี่ยวกับสุขภาพไหม สสส.ว่าเกี่ยวเพราะเอาคนตั้งเยอะไม่ไปกินเหล้า หรือสนัเบสนุนนักข่าวไม่เกี่ยวกับสุขภาพ สสส.ยืนยันว่าเกี่ยว เพราะถ้าสื่อสารมันดีมันเกี่ยว เพราะถ้ารู้ข่าวที่มีคุณภาพดี คนมันได้ปัญญาก็เกี่ยวกับสุขภาวะ แต่ทีนี้เขาก็เอาเรื่องพวกนี้ไปโฆษณาให้เขาเสียหายว่าใช้เงินผิดประเภท ทั้งที่เป็นเรื่องตีความต่างกัน”ศ.นพ.ประเวศ ระบุ

“แต่คนตรวจสอบกลับไปโฆษณาว่ามีประโยชน์ทับซ้อน มิหนำซ้ำดันไปใช้มาตรา 44 ปลดเขาอีก เป็นการทำร้ายองค์กร ผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ แล้วไปกระทบคนจำนวนกว้างเลย ที่เขาจะมาเกลียดรัฐบาล เพราะเขารู้ว่าองค์กรเหล่านี้ทำงานด้วยความเป็นธรรม ทำงานด้วยความตั้งใจ ทำงานด้วยความสุจริต ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็มาใช้อำนาจตรวจสอบโดยไม่รู้บริบท

เขาอาจจะไม่ชำนาญเรื่องยุทธศาสตร์สังคม ถนัดยุทธศาสตร์การสู้รบ แต่เมื่อเข้ามารับผิดชอบบ้านเมือง มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่าเยอะ เหมือนสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ รบชนะแคว้นต่างๆ เก่งมาก หวังว่าจะอยู่ได้หมื่นปี แต่อยู่ได้ 15 ปีแค่นั้นก็ไปแล้ว เพราะฉะนั้นการบริหารประเทศมันยาก มันต้องรู้ว่าใครดี ใครไม่ดี ใครตั้งใจทำงานเพื่อประเทศ แล้วก็ต้องรักษามวลชน ซึ่งทางคสช.ก็ต้องเรียนรู้ว่ากำลังทำผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ แล้วต่อไปก็ต้องทำให้ดีขึ้น เพราะยังต้องทำงานให้กับบ้านเมืองไปอีกระยะ”ศ.นพ.ประเวศกล่าว

 

“ถ้าไร้ยุทธศาสตร์ รถไฟไทยจะล้มเหลว” ประมวล สุธีจารุวัฒน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 13:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/409217

"ถ้าไร้ยุทธศาสตร์ รถไฟไทยจะล้มเหลว" ประมวล สุธีจารุวัฒน

โย…วรรณโชค ไชยสะอาด

แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นที่ฐานระบบราง กลายเป็นนโยบายที่ทุกรัฐบาลต้องหยิบยกขึ้นมาพูดถึง โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน ซึ่งกำลังตกเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ของผู้คนในสังคม

ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญระบบรางคนสำคัญเมืองของไทย เคยผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนในฐานะนักวิชาการระบบขนส่ง ตั้งแต่อดีตรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคมสภาผู้แทนราษฎร ปี 2556 ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการคมนาคมระบบราง สภาผู้แทนราษฎร ปี 2555 คณะทำงานพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับแผนการพัฒนาบุคลากรด้านปฏิบัติการระบบขนส่งทางราง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ปี 2554

วันนี้เขาจะมาปูพื้นฐานเรื่องรถไฟไทย โดยเฉพาะเรื่องยุทธศาสตร์ อันเป็นพื้นฐานสำคัญแท้จริงของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางที่จะนำไปสู่รถไฟความเร็วสูงในอนาคต

รถไฟไทยเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่

“ขนส่งระบบราง” เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ยุคสมัยล่าอาณานิคม โดยเฉพาะมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศสและอังกฤษที่อยู่ล้อมรอบประเทศไทย ราวปี พ.ศ.2398 สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักรโปรดให้อัครราชทูตนำเครื่องราชบรรณาการมาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งรวมถึง “ขบวนรถไฟจำลอง” ย่อส่วน พร้อมเสนอที่จะทำระบบรางให้กับไทย เมื่อพิจารณาบริบทแวดล้อมในขณะนั้น ก็พอจะเข้าใจได้ว่านั่นอาจจะเป็นการสนับสนุนการล่าอาณานิคมของอังกฤษ แต่ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฎิเสธด้วยเหตุผลว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะมีระบบราง

ต่อมาเมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริให้กำเนิดกิจการรถไฟในไทย ก็ทรงเลือกแนวทางที่จะบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ โปรดเกล้าฯให้บริษัทแห่งหนึ่งของอังกฤษทำหน้าที่สำรวจเส้นทางรถไฟ และโปรดเกล้าฯให้บริษัทแห่งหนึ่งจากสหพันธรัฐเยอรมนีเป็นผู้เดินรถ โดยแนวเส้นทางแรกที่ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้าง คือ เส้นทางจากกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา และอีกเส้นทางไปยังเชียงใหม่ เป้าหมายของระบบรางในช่วงนั้นถูกใช้เพื่อการปกครอง และการตรวจราชการแผ่นดิน

เกร็ดสำคัญที่ควรทราบคือ แนวรถไฟสองสายแรกของราชการไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น มีทางกว้าง 1.435 เมตร หรือทางมาตรฐาน (standard gauge) สันนิษฐานว่าเป็นการต่อต้านการรุกคืบของการล่าอาณานิคม ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านของไทยในขณะนั้นล้วนใช้ทางกว้าง 1 ม. ทั้งสิ้น แต่ในเวลาต่อมาระบบรางของไทยก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นทางกว้างขนาด 1 เมตร (meter gauge) ทั่วประเทศ

ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน

ทำไมต้องเปลี่ยนขนาดรางกว้างเหลือ 1 เมตร

ในช่วงรัชกาลที่ 5 รางรถไฟไทยมีขนาดความกว้างทาง 1.435 ม. ทั้งสิ้น แต่ล่วงมาถึงช่วงรัชกาลที่ 6 ปรากฎว่าระบบรางของไทยมีการใช้ขนาดทางปะปนกันทั้งขนาดทาง 1 ม. และ 1.435 ม. แยกเป็นระบบรถไฟสายเหนือและระบบรถไฟสายใต้

ระบบรถไฟสายใต้ใช้ขนาดทาง 1 ม. ตามเงื่อนไขสัญญาการกู้เงินก่อสร้างเส้นทางซึ่งรัฐบาลไทยในสมัยนั้นกู้ยืมจากอังกฤษ กระทั่งปี พ.ศ.2460 เมื่อมีโครงการก่อสร้างสะพานพระราม 6 เชื่อมต่อระบบรางของรถไฟสายใต้และสายเหนือ จึงมีการเปลี่ยนรางรถไฟเส้นทางขนาด 1.435 ม. มาเป็น 1 เมตรทั้งหมดทั่วประเทศ นัยว่าเพื่อประโยชน์ในการบริหารอะไหล่เพื่อการซ่อมบำรุง ทั้งเส้นทางและตัวรถไฟ

แล้วรถไฟในเมืองเกิดขึ้นได้อย่างไร

ถ้าเรามองดูจุดเริ่มต้นของรถไฟ จะเห็นว่ามันเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองเหตุผลทางการเมือง การดูแลอาณาประชาราษฎร์ และการบริหารราชการแผ่นดิน แต่หลังจากเวลาผ่านไปกว่า 100 ปี ประเทศพัฒนาขึ้น ผู้คนในเมืองเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ปริมาณรถยนต์เพิ่มขึ้นมาก ถนนไม่เพียงพอ กลายเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลต้องหาทางแก้ไขปัญหาจราจร

บทสรุปของเรื่องนี้ คือที่มาของโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ของกรุงเทพมหานคร เปิดให้เดินรถในปี พ.ศ.2542  โครงการต่อมาคือรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที (MRT) ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (MRTA หรือ รฟม.)  เปิดเดินรถในปี พ.ศ.2549 และสุดท้ายโครงการที่ 3 คือ รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (SARL) โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. เป็นเจ้าของ ดูแลเองทั้งหมด เปิดให้บริการเมื่อปี พ.ศ.2553

สังเกตได้ว่าทั้ง 3 โครงการ มีเจ้าของโครงการที่แตกต่างกัน  ปัญหาจากการมีหน่วยงานดูแลที่แตกต่างกันคือ เรื่องของการบูรณาการระบบและการเชื่อมต่อ ทุกวันนี้ไม่มีสถานีเชื่อมต่อที่สะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารอย่างแท้จริง เรียกได้ว่าการออกแบบไม่ได้ใช้ผู้โดยสารเป็นศูนย์กลาง เมื่อต้องเปลี่ยนสายเราต้องเดินออกจากอีกอาคารของรถไฟสายหนึ่ง ไปเข้าอีกอาคารของรถไฟอีกสายหนึ่ง หากเทียบกับต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ หรือหลายประเทศในยุโรปแล้ว จุดเชื่อมต่อจะถูกออกแบบให้รวมอยู่ในอาคารเดียวกัน เผลอๆ อยู่บนชานชาลาเดียวกัน หรือผู้โดยสารอาจเปลี่ยนสายโดยไม่รู้ตัวเลยเสียด้วยซ้ำ เพราะมีการออกแบบให้มีบริการแบบวิ่งข้ามระบบ (run-through service)

อนาคตของระบบรถไฟฟ้าในเมือง 10 สาย ที่กำลังจะเกิดขึ้นตามแผนแม่บทของกระทรวงคมนาคม ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรก็จะเป็นลักษณะแยกส่วนแบบนี้ เพราะเท่าที่ทราบก็ไม่ได้มีการคิดถึงการเชื่อมต่อแบบบูรณาการทั้งระบบ เพื่อความสะดวกสบายโดยมีผู้โดยสารเป็นศูนย์กลางตั้งแต่แรก

แอร์พอร์ตเรลลิงก์

ถ้าดูเฉพาะรถไฟในเมือง ดูเหมือนว่า “แอร์พอร์ตเรลลิงก์” จะไม่ประสบความเร็จ เพราะอะไร

โครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ คือระบบรถไฟฟ้าเชื่อมต่อท่าอากาศยาน 3 แห่ง คือ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และอู่ตะเภา ทั้งระบบมี 3 เฟส  เฟสแรกคือ พญาไท – สนามบินสุวรรณภูมิ เฟสสอง พญาไท – สนามบินดอนเมือง และเฟสสาม สนามบินสุวรรณภูมิ – สนามบินอู่ตะเภา แต่ปัจจุบันการพัฒนาโครงการนั้นแล้วเสร็จเพียงแค่เฟสเดียว คือ พญาไท – สุวรรณภูมิ มีลักษณะการเดินรถ 2 แบบ คือ ซิตี้ไลน์ ที่จอดทุกสถานี และรถด่วน หรือเอ็กซ์เพรสไลน์ วิ่งยาวจากสถานีมักกะสัน ถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยไม่จอดระหว่างทาง

นอกจากนี้ยังมีการออกแบบให้สถานีมักกะสันเป็น “ซิตี้แอร์เทอมินอล” เหมือนเมืองใหญ่ๆทั่วโลก ที่ผู้โดยสารสามารถเช็คอินและส่งสัมภาระไปกับขบวนรถไฟที่สถานีมักกะสันส่งตรงไปที่เครื่องบินได้เลย แต่ปัญหาก็คือ ผู้ใช้บริการแบบเอ็กซ์เพรสไลน์นั้นมีน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ จำนวนเฉลี่ยรวมเพียงวันละ 20-30 ราย เนื่องจากหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือ ขาดการประชาสัมพันธ์ น้อยคนจะรู้ว่ามีให้บริการเช็คอินที่สถานีมักกะสันด้วย ปัจจุบันได้มีการระงับการให้บริการระบบเอ็กซ์เพรสไลน์ลงชั่วคราว

ย้อนกลับไปตอนเปิดดำเนินการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ สั่งซื้อรถไฟมา 9 ขบวน เป็นเอ็กซ์เพรสไลน์ 4 ขบวน ซิตี้ไลน์  5 ขบวน แต่เกิดปัญหาการบริหารจัดการที่ไม่สามารถจัดหาอะไหล่เพื่อการซ่อมบำรุงได้ตามเวลา ในที่สุดก็ต้องจอดเอ็กซ์เพรสทิ้งไว้ 1 ขบวน ถอดอะไหล่ออก แล้วนำไปใช้ซ่อมบำรุงให้กับ 8 ขบวนที่เหลือ ปัญหาของแอร์พอร์ตเรลลิงก์ส่วนหนึ่ง คือบริษัทผู้ให้บริการเดินรถอย่าง SRTET ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ รฟท. ไม่ได้เป็นอิสระโดยสิ้นเชิงจาก รฟท. การตัดสินใจทุกอย่างต้องผ่านทั้งบอร์ดของตัวเองและ รฟท. ทำให้กระบวนการจัดซื้อต่างๆ ซึ่งโดยปกติต้องดำเนินการภายใต้กระบวนการจัดซื้อตามระเบียบการจัดซื้อของกระทรวงการคลัง ไม่สอดคล้องกับเงื่อนเวลาของกระบวนการซ่อมบำรุง ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนอะไหล่  ต่างจากกรณีของบีทีเอสและเอ็มอาร์ทีที่มีโมเดลทางธุรกิจต่างออกไป

มาถึงยุคเมกะโปรเจคต์ อะไรคือที่มาของรถไฟความเร็วสูง

ตามโครงการ “แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย” ตั้งแต่ยุค 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลที่แล้วจนถึงยุคของ คสช. มีการอ้างเหตุผลและแรงผลักดันต่างๆ ที่ทำให้ไทยต้องมีการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง

1.ประเทศไทยมีการใช้ประโยชน์จากระบบรางในสัดส่วนน้อยมาก ทั่วประเทศมีทางรถไฟประมาณ 4,000 กม. และเป็นทางเดี่ยวมากถึงราวๆ 3,600 กม. ทางคู่เพียง 300 กม. ผิดกับ ถนนที่มีเป็นแสนกม. 2.ต้นทุนต่อหน่วยของการขนส่งสินค้า ถนนมีต้นทุน 1.72 บาทต่อตัน-กม. ราง 0.93 บาท/ตัน-กม. ทางน้ำ 0.64 บาท/ตัน-กม  วันนี้เราใช้โหมดขนส่งทางถนนถึง  90 % แปลว่า เรากำลังใช้โหมดการขนส่งที่แพงที่สุด ในปริมาณมากที่สุด 3.ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ที่บอกกันว่าอันดับด้านโครงสร้างพื้นฐานของเราสู้คนอื่นเขาไม่ได้ 4.การเชื่อมต่อกับ เออีซี ทั้งหมดคือแรงกดดันหลักที่มักถูกใช้เป็นเหตุผลให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมไปถึงการเกิดขึ้นของรถไฟฟ้าความเร็วสูงด้วย

ปัญหาที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดตอนนี้คืออะไร

ปัญหาคือเราไม่เคยได้ยิน “ยุทธศาสตร์ของชาติ” ที่แน่ชัดว่าเราจะทำอะไร เพื่ออะไร ไม่มีแผนรองรับอย่างรอบด้าน มีแผนกับไม่มีแผน จุดจบนั้นต่างกัน ว่ากันตามจริงโดยพื้นฐานแรงกดดันต่างๆที่มักยกมาอ้างกัน (driver of change) ไม่เคยถูกอธิบายด้วยข้อมูลพื้นฐานของประเทศกันแบบจริงๆ จังๆ ซึ่งควรจะถูกนำมาวิเคราะห์ว่าเรามีทางเลือกอะไรบ้าง ก่อนจะมาถึงสารพัดโครงการต่างๆ ที่รวมกันมีมูลค่าหลายล้านล้านบาท ตรรกะของประเทศมีปัญหา เรามองไม่เห็น “ความเชื่อมโยง” จากยุทธศาสตร์ไปถึงโครงการที่เรากำลังจะทำ

ผมไม่ปฎิเสธการพัฒนาประเทศ แต่เราต้องการความชัดเจน กำหนดยุทธศาสตร์ วางแผนการใช้งานกันแล้วหรือยัง เคยตั้งคำถามผ่านสื่อไปหลายครั้งว่า ถ้าเรามีเงินจำกัด รถเบนซ์กับรถกระบะเราเลือกอะไร รถเบนซ์ดูแพง หรู หวือหวา เซ็กซี่ แต่ถ้าเราเป็นเกษตรกร เราคงไม่เลือกรถเบนซ์ เพราะรถกระบะจะมีประโยชน์กับเรามากกว่า

เราบอกว่าอยากได้รถไฟฟ้าความเร็วสูง แต่ถามว่าคุณไปเชียงใหม่ หนองคาย หรือหัวหิน บ่อยแค่ไหน ชีวิตคนๆ หนึ่งถ้าไม่ได้มีธุรกิจอะไรที่นั่นจะเดินทางไปเชียงใหม่บ่อยที่สุดสักกี่ครั้ง รถไฟฟ้าความเร็วสูงมันดูหวือหวา แต่สิ่งที่ต้องถามคือ จะมีปริมาณการใช้สูงแค่ไหน ถ้ามีแผนยุทธศาสตร์ชัดเจน รู้ว่ากำลังจะใช้ระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงไปทำอะไร มีแผนธุรกิจ มีแนวทางบริหารการซ่อมบำรุง พัฒนาอุตสาหกรรม บุคลากรรองรับ โดยเฉพาะด้านเทคนิคและวิศวกรรม ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ตัวเลข 5 แสนล้านบาท ถ้ามีเหตุผลชัดเจน เคาะเครื่องคิดเลขแล้วคุ้มค่า อย่างไรก็ต้องทำ แต่ไม่มีแผนรองรับ ไม่มียุทธศาสตร์ ไร้แผนระยะยาว ต่อให้ราคาแค่  3 แสนล้าน ก็ไม่ควรทำ หรือต่อให้จีนใจป้ำ บอกจะทำให้ฟรี ก็ยังมีคำถามอยู่ดีว่า ผลดี-ผลเสียคืออะไร เป็นการชักศึกเข้าบ้านหรือไม่ มีผลกระทบไปถึงอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีในประเทศหรือเปล่า ถ้ามีผลเสียมากกวาผลดี ต่อให้แจกฟรีก็ไม่ควรเอา

ถ้าต้องการทำทางเชื่อมโครงการไทย-จีน คำถามแรกคือ โมเดลธุรกิจระหว่างเส้นทางนี้เป็นอย่างไร มีสินค้าใดบ้างที่ไทยจะขายจีน และจีนจะขายไทย จะเอาสินค้าไทยไปลงที่จุดไหนของจีนบ้าง สอง ถ้าคิดเรื่องการท่องเที่ยว ช่วยอธิบายยุทธศาสตร์ ระหว่างไทยและจีนอย่างชัดเจนได้ไหม กระทรวงการท่องเที่ยวไม่เห็นพูดอะไร  สาม มีแผนดำเนินการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อทำให้ไทยสามารถพัฒนาต่อยอดเทคโลยีต่อไปในระยะยาวได้อย่างไร และสี่ แผนการพัฒนาเทคโนโลยี และโดยเฉพาะบุคคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยเป็นอย่างไร

หลายคนบอกว่า สร้างก่อนแล้วการพัฒนาจะตามมาเอง

การออกแบบเส้นทางทำให้พฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคแตกต่างกัน ลองดูบีทีเอสกับเอ็มอาร์ที  บีทีเอสมีผู้ใช้บริการหนาแน่นทั้งวัน เพราะตลอดเส้นทางผ่านศูนย์การค้าขนาดใหญ่ สถานที่ท่องเที่ยวเต็มไปหมด แต่เอ็มอาร์ทีไม่ได้ผ่านศูนย์การค้าขนาดใหญ่จำนวนมากเหมือนบีทีเอส ทำให้ปริมาณการใช้งานมีลักษณะสูงแค่สองช่วง คือเช้าและเย็น คนไปทำงานในตอนเช้า และเดินทางกลับบ้านในตอนเย็น ช่วงเวลาระหว่างวันจะค่อนข้างโล่ง ซึ่งไม่เป็นผลดีกับบริษัทนัก ระบบขนส่งมวลชนจะมีประโยชน์เมื่อแนวเส้นทางผ่านไปในบริเวณที่มีความหนาแน่นของชุมชนสูง

ตรงนี้เป็นกรณีตัวอย่างว่าปริมาณผู้โดยสาร ส่งผลกระทบต่อการผลกำไรหรือขาดทุน คำถามแรก คือการทำรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมจังหวัดใหญ่อย่าง กทม.และเชียงใหม่ หรือหนองคายนั้น วันนี้ปริมาณผู้โดยสารเยอะขนาดไหน ถ้าเยอะจริงนั่นคุ้ม แต่ถ้าไม่เยอะอย่างที่คิดล่ะ

ต้องถามว่า ความจำเป็นคืออะไร หากเอาเงินหลายแสนล้านไปลงทุนในสิ่งที่มีผู้ใช้มากกว่า สัดส่วนคนใช้สูงกว่า ก็อาจมีประโยชน์กับคนส่วนใหญ่มากกว่า ตัวอย่างเช่น เช้าๆ คุณเคยเห็นเด็กนักเรียนห้อยโหนอยู่ตามท้ายรถสองแถว ซ้อนกันอยู่บนเบาะรถมอเตอร์ไซค์ คุณไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ ถ้าเราสามารถปรับปรุงระบบขนส่งมวลชน โดยเฉพาะระบบรถเมล์ในกรุงเทพฯ ให้มีคุณภาพสูงกว่านี้ จะดีกว่าไหม ผมไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา ถ้าคุณมีเงินเยอะ คุณทำได้ทุกอย่าง แต่ถ้ามีเงินจำกัด เราก็ควรจัดสรรในสิ่งที่เหมาะสมและมียุทธศาสตร์มากกว่า

นอกจากขนส่งผู้โดยสารแล้ว เหตุผลที่ต้องสร้างรถไฟความเร็วสูงก็เพื่อขนส่งสินค้าด้วย

การส่งสินค้าทางถนนหรือทางรถไฟมันมี 2 ทิศทาง คือ ขาไปและขากลับ คำถามคือ ถ้าบังเอิญสินค้าเป็นแบบเดียวกันล่ะ ถ้าในที่สุดแล้วกลายเป็นว่าจีนผลิตได้มากกว่า ราคาถูกกว่า เผลอๆ คุณภาพดีกว่า จะทำอย่างไร สินค้าจากจีนจะไหลมาไทยมากกว่าสินค้าไทยจะไหลไปจีนหรือเปล่า ที่ร้ายกว่านั้น เหตุผลที่จีนอยากเชื่อมต่อกับเรา เพราะเราสามารถเป็นทางผ่านในการกระจายสินค้าไปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้

จีนรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ต้องทำอะไร เพื่ออะไร ยุทธศาสตร์ของเขาชัด แต่เราสิ มีใครพูดหรือยังว่าจะเอาอะไรไปขายที่จีน ปริมาณเท่าไหร่ ขายที่ไหน ตรรกะของเรื่องนี้คือความต้องการค้าขาย ต้องเป็นแรงกดดันให้เกิดการพัฒนา แล้วค่อยพิจารณาทางเลือกว่ามีอะไรเป็นไปได้บ้าง เรื่องแบบนี้ไม่เคยมีแรงกดดันจากผู้ใช้ อย่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยว กดดันให้กระทรวงคมนาคมสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ พูดง่ายๆว่า ดูผ่านๆเหมือนจะมี แต่จริงๆ เราไม่มียุทธศาตร์

ล่าสุดเห็นว่ารัฐบาลจับมือกับจีน ไม่ใช่รถไฟความเร็วสูงแต่เป็นความเร็วปานกลาง

ตรงนี้น่าสนใจ ตอนนี้เรามีโครงการปรับปรุงทางคู่เดิม 1 เมตร ทั่วประเทศ และ ก็มีโครงการทางคู่ใหม่ 1.435 เมตร ซึ่งรัฐบาลบอกว่าจะเอารถไฟความเร็วปานกลาง 180 กม./ชม. มาวิ่งบนรางนี้ คำถามคือ แนวเส้นทาง 1.435 เมตรนั้น ทับซ้อนกับเส้นทางเดิมที่เรามีอยู่แล้วหรือไม่  ถ้าไม่ก็ยังพอยอมรับได้ แต่ลองคิดดูนะ ถ้าไปเลือกแนวเส้นทางใหม่ ต้องใช้เวลาในการเวนคืนที่ดิน ต้องผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม มีขั้นตอนต่างๆไม่ต่ำกว่า 2 ปี แต่รัฐบาลประกาศแล้วว่าจะทำเลย ฉะนั้นมันหนีไม่พ้นต้องใช้เขตทางเดิมของ รฟท. กลายเป็นทางคู่ 2 ระบบ ตีขนานกันไประหว่างราง 1.435 เมตรกับ 1 เมตรเดิม

สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ ทางคู่ 1 เมตรเดิม ถ้าปรับปรุงเส้นทางและเปลี่ยนหัวจักรรถใหม่ที่วันนี้มีอายุเฉลี่ย 30 – 40 ปี คุณก็สามารถวิ่งได้ในระดับ 160 กม./ชม. ซึ่งเป็นความเร็วในระดับปานกลางเหมือนที่รัฐบาลอยากได้ รู้อย่างนี้แล้วคุณจะทำรถไฟความเร็วปานกลาง 180 กม./ชม.บนเส้นทาง 1.435 เมตร คู่ขนานกับราง 1 เมตรเดิม ไปเพื่ออะไร

ตามตรรกะมันไม่มีทางจบลงที่รถไฟความเร็วปานกลางแน่ๆ เพราะไม่มีคำอธิบาย ถ้าจบแบบนี้จะตอบคำถามไม่ได้ว่า ทำไมต้องทำสองระบบที่มีความใกล้เคียงกันในเขตทางเดียวกันด้วย แต่อาจจะเริ่มดูมีเหตุมีผลมากขึ้น ถ้ากลายเป็นรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นย้อนศรกลับไปหาความขัดแย้งเดิมที่เคยเกิดขึ้นกับโครงการ 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลที่แล้วที่นำไปสู่การประท้วงขนาดใหญ่ และการรัฐประหารในที่สุด

มีคนบอกว่า ขนาดราง 1.435 เมตร ปลอดภัย เป็นสากล และสะดวกในการเชื่อมต่อกับประเทศต่างๆ

รถไฟตกรางบ่อยครั้งไม่ได้เกี่ยวกับขนาดทาง ลองดูข่าวเมื่อปี 2557  รถไฟตกรางที่มอสโก รางนั้นกว้างตั้ง 1.520 เมตร หรือเหตุการณ์รถไฟตกรางที่อินเดียเมื่อปี 2558 รางนั้นมีความกว้างถึง 1.676 เมตร สาระสำคัญเรื่องความปลอดภัยไม่ได้อยู่ที่ขนาดความกว้างทาง หากแต่อยู่ที่การบำรุงรักษาและการเดินรถ รถไฟที่โตเกียวเขากว้างแค่ 1.067 เมตรเท่านั้นเอง คือกว้างกว่าไทยแค่ 6-7 ซม. แต่ฝีมือในการบำรุงรักษาเขาสูงมาก

การอ้างว่า “เพื่อวางมาตรฐานใหม่สำหรับอนาคต” เวลาพูดคำว่ามาตรฐานใหม่ ผมจะบอกว่า ทางมาตรฐานหรือ “สแตนดาร์ดเกจ” ขนาดทางกว้าง 1.435 เมตรนั้นเป็นเพียงมาตรฐานยุโรป อย่าพาลไปคิดว่ารางรถไฟขนาดทางกว้าง 1 เมตรของไทยไม่ได้มาตรฐาน เป็นคนละเรื่องกัน ความกว้างของรางในโลกนี้มีหลายแบบ มีหลายระบบมาก

ส่วนเรื่องการเชื่อมต่อกับต่างประเทศ เวลาคนบอกว่า คุณต้องทำทางกว้าง 1.435 เมตร เพื่อจะได้เชื่อมต่อกับจีน พูดแบบนี้ถูกครึ่งเดียว เพราะการเชื่อมต่อมีหลายระดับ เช่น วิ่งผ่านกันไปได้เลย (run-through service) หรือใช้ชานชลาร่วมกัน เมื่อเดินออกมาจากตู้รถไฟขบวนหนึ่ง ก็เปลี่ยนรถไฟด้วยการเดินข้ามมาขึ้นอีกฝั่งหนึ่ง หรืออาจเป็นการเชื่อมต่อระบบโดยใช้อาคารเดียวกัน หรือแม้แต่จะอยู่กันคนละอาคาร แต่สามารถไปหากันได้ด้วยการเดินเท้า แบบนี้ก็ถือว่ามีการเชื่อมต่อ ฉะนั้น การเชื่อมต่อระหว่างไทยกับจีน เราวิ่งมา 1 เมตร แล้วเดินข้ามไปอีกฝั่งเพื่อขึ้นของจีน 1.435 เมตร แบบนี้ก็เรียกว่ามีการเชื่อมต่อได้ ไม่ได้แปลว่าเรามีแค่ทางเลือกเดียวที่จะทำระบบเชื่อมต่อด้วยรถไฟฟ้าทางกว้าง 1.435 เมตรเท่านั้น

อาจารย์เคยให้สัมภาษณ์ว่า ถึงเวลาที่ไทยจะพัฒนาอุตสาหกรรมรถไฟ ช่วยขยายความตรงนี้อีกทีได้ไหม

ประเทศเรามีปัญหาเรื่องผลิตภาพต่ำ ใช้แรงงานมากในงานที่สร้างรายได้น้อย อยู่ในกลุ่มประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งหมายถึงประเทศที่โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การศึกษา สาธารณสุข และการผลิตนวัตกรรมต่ำหมด ศักยภาพของทรัพยากรบุคคลโดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเราโตไม่ทันระดับการพัฒนาของเทคโนโลยี ต่างชาติมาลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยไม่ใช่มาเพราพื้นฐานของเราดี แต่เพราะค่าแรงของเราถูก อยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลง

ผมมองว่า ในเมื่อวันนี้ เรากำลังจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ต้องนำเข้ารถไฟฟ้าเป็นปริมาณมาก อย่างน้อยมี 10 เส้นทางจะเกิดขึ้นในเมืองและรอบๆ ต้องการปริมาณรถไฟหลายร้อยตู้ แบบนี้เรามีทางเลือกสองทางคือ 1.ทยอยซื้อจากต่างประเทศเข้ามา ด้วยวิธีคิดแบบเดิม 2.ชักชวนต่างชาติให้มาตั้งโรงงานผลิตในไทย เหมือนอุตสาหกรรมรถยนต์ที่โตโยต้าตั้งโรงงานผลิตในไทย เราต้องเริ่มกระบวนการดูดซับเทคโนโลยีผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี (technology transfer) ช่างฝีมือคนไทยจะได้เรียนรู้กระบวนการประกอบและผลิตชิ้นส่วนต่างๆของรถไปด้วย อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อุปทานจะต้องโตไปด้วยกัน วันข้างหน้า ถ้าเราเก่งพอ ก็ส่งทีมทำงานวิจัยและพัฒนา  (R&D) เรียนรู้คู่กันไป อีก 5-10 ปี ข้างหน้า เราอาจจะทำรถไฟฟ้าของเราเองก็ได้

ผมขอยกตัวอย่างประเทศมาเลเซีย ตอนนี้เขาไปทำสัญญาพัฒนาบุคคลากรกับบริษัทรถไฟชื่อดังของฝรั่งเศส มีโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตรถไฟกับจีน รวมถึงตั้งโรงงานผลิตรถไฟฟ้าในประเทศได้แล้วอย่างน้อย 2 โรงงาน

หมายถึงวันนี้รัฐบาลจะคิดเพียงแค่เรื่องการเดินทางอย่างเดียวไม่ได้

ใช่ คนทั่วไปคิดแค่ว่า เราจะซื้อรถไฟยี่ห้ออะไรมาใช้ แต่ไม่เคยคิดไปถึงการเตรียมการพัฒนาคน หรือพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สิ่งที่ต้องรู้คือ ถ้ายังซื้อแบบเดิมก็จะเจอปัญหาแบบเดิม ชิ้นส่วนต้องนำเข้า ต้องว่าจ้างบริษัทต่างประเทศดำเนินการซ่อมบำรุงอยู่เสมอ ผมเห็นว่าถึงเวลาเสียทีที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ของชาติให้ชัดเจน ไม่ใช่คำพูดสวยๆที่ไม่มีรูปธรรม

เป้าหมายขอรถไฟคือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ต้องใช้รถไฟเป็นเครื่องมือในการพัฒนา จากนี้ไปซื้อรถไฟต้องกำหนดเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เป็นรูปธรรม ประเทศที่จะขายให้เราต้องมีกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่ไม่ใช่แค่พาการฝึกอบรม พาเราไปดูงานช่วงสั้นๆ เหมือนไปเที่ยว กลับมาแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ผมมักพูดเล่นอยู่เสมอว่า วิชาวิศวกรรมที่เราเรียนๆกัน เหมือนเป็นวิชาปราบมังกร และน่าเศร้าว่าที่ผ่านมาดูเหมือนเราจะไม่มีมังกรในประเทศ รถไฟควรเป็นมังกรตัวใหม่ที่รัฐบาลใช้กลไกต่างๆสร้างขึ้น แล้วเตรียมพัฒนาคน พัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ๆออกไปปราบมังกร ถ้าทำได้เราก็จะจับเทคโนโลยีที่สูงขึ้นต่อไปได้

ถ้าไม่คิดจะทำเองสักที ทยอยซื้อรถไฟไปทีละสายๆ จนปริมาณรถไฟฟ้าที่ต้องการเหลือน้อยลงๆ เมื่อนั้นในที่สุดจะถึงจุดที่การพัฒนาอุตสาหกรรมไม่คุ้มอีกต่อไป ตอนนี้คือจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุด เป็นจังหวะเวลาที่ต้องทำ แต่การพัฒนาที่ว่าแค่กระทรวงคมนาคมอย่างเดียวไม่ได้ ต้องร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทย์ฯ กระทรวงพานิชย์ กระทรวงเหล่านี้ต้องมียุทธศาสตร์ร่วมกันแบบ strategic partnership

เรื่องนี้ แม้ในที่สุดจะมีข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2558 ให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทย แต่ก็ยังน่าเป็นห่วงว่า แต่ละกระทรวงที่อยู่ในคำสั่งนั้นจะเข้าใจในภารกิจของตัวเอง และสามารถร่วมมือกันพาประเทศไทยไปในทิศทางที่ควรจะไปหรือไม่ ก็ต้องจับตาดูกันต่อไป

 

เปิดใจ‘ตู่’เตือน‘ปู’จากบทเรียน‘แม้ว’(ฉบับเต็ม)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160122/221025.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 22 มกราคม 2559
เปิดใจ‘ตู่’เตือน‘ปู’จากบทเรียน‘แม้ว’(ฉบับเต็ม)

เปิดใจ‘ตู่’เตือน‘ปู’จากบทเรียน‘แม้ว’(ฉบับเต็ม) : สัมภาษณ์พิเศษ โดยสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์, จักรวาล ส่าเหล่ทู

            ตลอดระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งทางการเมืองของคนไทย บุคคลที่มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งก็คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) วันนี้เขาได้เปิดใจกับรายการ“คม ชัด ลึก” เนชั่นทีวี ถึงแนวทางการทำงาน และอุดมการณ์การเคลื่อนไหว วิเคราะห์ถึงการต่อสู้ของ “อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และพรรคเพื่อไทย รวมถึงร่างรัฐธรรมนูญ

ตอนที่ไปนั่งร่วมโต๊ะในงานแต่งกับสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งเกิดเสียงวิจารณ์มาก ตอนนั้นรู้สึกอย่างไร?

ผมเองผ่านการต่อสู้ฟาดฟันกับคุณสุเทพมานาน แล้วก็มีเวทีก่อนการพูดคุยร่วมกันก็มี เช่นก่อนการยึดอำนาจ เพราะฉะนั้น ทั้งผมและคุณสุเทพเองก็แยกแยะออกว่านี่คืองานแต่งงาน ไม่ใช่สนามการต่อสู้ใดๆ หากต้องการฟาดฟันทางการเมือง จะต้องไม่ใช่ที่นี่ เพราะฉะนั้นทุกเรื่องราวที่พูดกันในงานแต่ง จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง

ความรู้สึกในตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่า บุคคลที่อยู่ตรงหน้าเป็นคนที่เราไม่ชอบ?

ผมไม่ได้มีความรู้สึกเป็นการส่วนตัว เพราะว่าเราไม่ได้มีปัญหาส่วนตัวกัน แต่ว่าเรื่องที่ต่อสู้กันเป็นประเด็นสาธารณะ เป็นความเชื่อซึ่งนำไปสู่การต่อสู้ทางการเมืองที่มีความคิดแตกต่างกัน ดังนั้นเรื่องส่วนตัวผมขอวางไว้บนหิ้งดีกว่า แม้ว่าสิ่งที่ทำจะมีผลลัพธ์สร้างผลกระทบมากมาย แต่ผมรู้จักแยกแยะว่าควรจะทำตัวอย่างไรในช่วงเวลาไหน ซึ่งไม่ใช่งานแต่ง

แต่บางคนก็ดูเหมือนว่าจะชอบภาพที่นั่งกับคุณสุเทพแล้วยิ้มแย้มแจ่มใส เหมือนเป็นบรรยากาศความปรองดอง ในความเป็นจริงแล้วบรรยากาศเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ไหม?

ตั้งแต่เกิดการยึดอำนาจมา คณะที่เกี่ยวกับปรองดองก็มีอยู่ 2 ชุด คือศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป(ศปป.)โดยทหาร 1 ชุด และคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ 1 ชุด ไม่ว่าชุดไหนขอความร่วมมือกับผม ผมก็ให้ความร่วมมือทุกครั้ง ในการที่จะออกความคิดเห็น ซึ่งข้างนอกบอกว่าเป็นการเรียกไปปรับทัศนคติ แต่ความไม่เช่นนั้น หากเป็นการขอความคิดเห็น และผมก็บอกไปทุกเรื่องราวถึงแนวทางการปรองดองต่างๆว่าจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นไม่มีเรื่องใดที่ยังไม่เคยพูด เพียงแต่ว่าคนที่มาคุยนั้น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของคณะกรรมการชุดใดก็ตามนั้น มีหน้าที่เพียงแค่คุย แต่ว่าไม่มีอำนาจ ผมขอเปรียบว่าพวกนี้เป็นเหมือนยักษ์ แต่ว่าถูกตัดเขี้ยว ถูกริบกระบอง

เพราะฉะนั้นนี่คือปัญหาที่ทำให้ปรองดองไม่ได้?

ติดอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพียงคนเดียว พูดง่ายๆว่า ให้คนอื่นเขาไปทำ แต่ตัวเองในฐานะผู้มีอำนาจก็ไม่ได้เอาผลสรุปจากคนเหล่านั้น นำมาปฏิบัติแม้แต่เพียงเรื่องเดียว

ส่วนตัวแล้วมองจะต้องทำอย่างไร ถึงจะเกิดความปรองดองขึ้นได้?

ต้องเริ่มต้นที่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ ยอมรับความเป็นจริงว่า ไม่ว่าจะตั้งคณะกรรมการเป็นร้อยๆคณะ ก็ไม่มีความหมาย เป็นเพียงแค่การเล่าสู่กันฟังในเรื่องเดิมๆ เรียกเราไป เราก็ไปตอบคำถามเดิมๆ คนถามก็ถามเหมือนเดิม แล้วก็ส่งให้คนเดิมๆ และคนเดอมๆก็ไม่ยอมทำอะไรเหมือนเดิม ไม่มีผลใดๆ

ในช่วงที่ต่อสู้ทางการเมืองมาหลายปี มีช่วงไหนที่รู้สึกเหนื่อยบ้าง หรือมีวิธีไหนที่จะทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายเลิกขัดแย้งกัน?

ในช่วงก่อนการยึดอำนาจ 2 วัน ผมเองก็อธิบายในวงประชุมด้วยบริบทแห่งความเข้าใจ ว่าเราในฐานะแกนนำของฝ่ายนี้ ทางคุณสุเทพก็เป็นแกนนำอีกฝ่ายหนึ่ง อยู่ดีๆหลังประกาศว่าต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง พอวงเจรจาบอกว่าให้เลือกตั้งก่อนปฏิรูป เขาเองก็พูดได้ แต่ชาวบ้านไม่มีวันยอม เพราะฉะนั้นผมจึงได้เสนอทางว่า เราทำประชามติกันไหม ว่าถ้าประชาชนเห็นด้วยกับคุณสุเทพ ก็ปฏิรูปไปก่อนการเลือกตั้ง แต่ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วย คุณสุเทพก็ต้องยอมรับแต่ท้ายที่สุดก็เดินทางไปไม่ถึงจุดนั้น เพราะว่า พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจยึดอำนาจ ความจริงแล้วท่านก็ตัดสินใจก่อนหน้านี้ ไม่ได้ตัดสินใจในเวลานั้นหรอก

เพราะฉะนั้นก็วนกลับมาที่เดิมคือว่าการปรองดองจะเกิดขึ้นได้ อยู่ที่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ เป็นสำคัญ?

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล้านิรโทษกรรมให้ตัวเอง ทางผมเองก็พยายามที่จะคุยกับทุกฝ่ายว่า เราในฐานะแกนนำ เรามาร่วมปลดปล่อยประชาชนทุกฝ่ายดีไหม ส่วนแกนนำก็ไม่ขอนิรโทษกรรมใดๆ คือปลายทางไม่ว่าจะฝั่งไหน ทั้ง กปปส. หรือแม้กระทั้งม๊อบเสธ.อ้าย รวมถึงฝั่งพวกผม ในส่วนของประชาชนเราร่วมมือกัน แล้วภาระทั้งปวงขอให้ตกอยู่กับแกนนำ ในการต่อสู้คดีแล้วก็ให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้ตัดสิน

ในเรื่องนี้หลายฝ่ายก็เห็นพ้องต้องกัน แต่ว่าเราเดินทางไปไม่ถึงจุดนั้น ซึ่งผมพยายามอธิบายจุดนั้นต่อหลายๆฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนของรัฐบาลเอง หรือคณะกรรมการชุดไหนก็ตามที่เข้ามาคุย ผมบอกว่าเราต้องเริ่มต้นจากประชาชน เพราะว่าไม่มีโทษใด ใหญ่ไปกว่าโทษจากคดีก่อการกบฏ ที่มีโทษสูงสุดประหารชีวิตตามมาตรา 113 ซึ่งผม และคุณสุเทพ หรือตัวคุณสนธิเอง ก็มีสิทธิโดนโทษประหารชีวิต

เพราะฉะนั้นแกนนำทุกฝ่าย ก็ต้องคดีประหารชีวิตทั้งนั้น ก็เทียบเท่ากับที่ พล.อ.ประยุทธ ก่อการยึดอำนาจ ผิดตาม ม.113 มีโทษประหารชีวิตเช่นเดียวกัน ซึ่งผมไม่ได้ขอให้ทำแบบประยุทธ์ คือขอให้นิรโทษกรรมให้ตัวเอง แต่ขอนิโทษกรรมให้กับประชาชน และผมเองก็เห็นว่าแกนนำไม่ควรได้รับการนิรโทษใดๆมาเป็นสาเหตุของการปรองดองเนื่องจากการที่ประชาชนเข้าร่วมชุมนุม เป็นเพราะเขาเชื่อในแกนนำแต่ละฝ่าย ซึ่งผมรู้ว่าเวลาขึ้นศาลนั้น ประชาชนเองก็ได้รับความลำบาก ดังนั้นชะตากรรมแบบนี้ เราเองก็เห็นว่าไม่ควรจะเกิดขึ้นกับประชาชน

ตอนนี้ดูเหมือนกับว่าแกนนำในแต่ละส่วน มีความเห็นตรงกันว่าให้นิรโทษเฉพาะประชาชนที่มาร่วมชุมนุม ไม่รวมแกนนำ แต่คราวนี้ก็ยังมีปัญหาอีกว่า พอพูดถึงเรื่องนิรโทษกรรม ก็จะมีการนึกถึงเรืองการนิรโทษกรรมแบบสุดซอย?

ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมแบบสุดซอย ถ้าจำได้ผมเคยถูกถอดรายการออกจากช่องทีวีของคนเสื้อแดงออกทั้งของผมเอง ของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และก็ของคุณสมบัติ บุญงามอนงค์

หมายความว่ากลุ่มของคนเสื้อแดงเองที่เป็นฝ่ายพรรคเพื่อไทยถอดรายการ เพราะมีความเห็นไม่ตรงกันใช่ไหม?

ที่ผมเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ก็เพราะจะบอกว่า พวกผมเองนั้นก็ไม่ได้เห็นด้วยกับทุกอย่าง แม้กระทั้งจากพวกเดียวกัน เพราะว่าหลักการนิรโทษกรรมแบบสุดซอยนั้น เป็นเรื่องที่เราไม่อาจยอมรับได้ แล้วก็พยายามที่จะต่อสู้ โดยการพูดคุยหลายหลายครั้งว่ามันจะทำลายเจตนารมณ์การต่อสู้ที่ผ่านมา

ทำไมขณะนั้นต้านไม่อยู่?

จะโดยข้อมูลอะไรก็ตาม ผมได้พิสูจน์ให้ดูทุกครั้งว่า ที่ผ่านมามีอะไรที่ไม่ใช่บ้าง เพราะผมไม่ได้คิดเรื่องส่วนตัวมาเจือปน ดังนั้นเมื่อเกิดเรื่องนี้ในทุกวิถีทาง ไม่ใช่เพียงแต่พวกผมและคณะเท่านั้น แต่ก็มีคนในพรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย แต่เมื่อการตัดสินใจเป็นเช่นนั้น ผมเองก็ประกาศชัดในหมู่ นปช. ที่เหลือว่า ในอีก 3 วันถ้ายังไม่ถอยเรื่องสุดซอย ผมจะไปลาออกจากพรรค ผมไม่ขอร่วมด้วยแต่หลังจากแถลงจุดยืนไปในวันรุ่งขึ้น เขาก็ได้มีการถอยเรื่องนี้

ถอยนี่ถอยอย่างไร เพราะสุดท้ายก็ดัน?

ถอยครับ หลังจากที่ประกาศกันมาแล้ว และเกิดเรื่องกันมาแล้ว

คือประกาศถอยตอนที่ผ่านวุฒิสภาแล้ว?

ถูกต้อง ซึ่งผมเองก็สู้กันมานาน

ถอยกันตอนนั้นก็ต้องถือว่า สายไปแล้วหรือเปล่า เพราะว่าได้ผ่านกระบวนการ ทั้งลักหลับตอนกลางคืน จนจุดสุดท้ายก็ยอมเพราะไปผลักดันต่อไม่ได้จริงๆ?

คือการคิดอะไรก็ตาม จะต้องเอาตัวเองออก ต้องไม่ให้ตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ หรือสิ่งที่ตัวเองจะได้ ก็จะสามารถทำให้มองเห็นทุกภาคได้อย่างชัดเจน ผมอาจจะมองคนละบริบทกับคุณสุเทพในเรื่องของนิรโทษกรรมสุดซอย

เรื่องนี้ด้านคุณสุเทพมองในมุมของคดีทุจริต แต่ผมมองในมุมของคดีฆ่า โดยสองกรณีนั้นส่วนตัวมองว่าไม่ควรได้รับการนิรโทษกรรมเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ความรู้สึกของเราก็ได้แสดงออกมาเป็นแรมเดือน เพราะว่าตอนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ นายวรชัย เหมะนำเสนอนั้น ผมก็บอกว่าเฉพาะประชาชนเท่านั้น นี่ก็คือเรื่องที่สิ่งที่แสดงเจตนารมณ์ชัดเจน

แสดงว่าตัวร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ที่ถูกเรียกว่าสุดซอยขณะนั้น ทางคุณจตุพรเองก็เห็นในจุดที่อาจจะเรียกได้ว่า มีผลประโยชน์ของผู้ที่พยายามจะผลักดัน อย่างประเด็นผลประโยชน์ของคุณทักษิณที่มีการตีความมากมาย?

ผมเองเห็นว่า คือนอกจากจะผลักดันไม่สำเร็จแล้ว ก็ยังจะต้องเกิดเรื่อง ก่อนที่จะเกิดนิรโทษกรรมสุดซอย เมื่อก่อนนั้นม๊อบของคุณสุเทพก็แค่ระดับข้างสถานีรถไฟสามเสน แต่พอมีความพยายามผลักดันร่างกฎหมายให้เป็นสุดซอย กลายเป็นว่าไปเพิ่มพลังให้กับคุณสุเทพ ซึ่งคนที่เข้าร่วมชุมนุมด้วย ไม่ได้ไปเพราะตัวคุณสุเทพ แต่เป็นเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแบบสุดซอย และเมื่อเกิดกรณีเช่นนี้ จึงเกิดการถาโถมใส่เพิ่มพลังให้คุณสุเทพโดยไม่จำเป็นเลย ท้ายที่สุดสถานการณ์ที่ถูกมองว่าง่าย ก็กลายเป็นเรื่องยาก

พอจะบอกได้ไหมว่า ใครเป็นเสียงสุดท้ายที่ตัดสินให้ดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแบบสุดซอย?

เมื่อตอนหลังที่พรรคเพื่อไทยเห็นต่างกับผมแล้ว ผมก็ไม่ก้าวก่าย เพราะได้แสดงจุดยืนชัดเจนแล้ว ว่าไม่อาจยอมรับได้ จนพวกเขาทนผมไม่ได้จึงถอดรายการผมออกไป เพราะฉะนั้นใครจะตัดสินใจอย่างไรผมก็ไม้รู้ด้วย ทั้งนี้ผลลัพธ์เราก็ได้เห็นว่า นอกจากจะไม่สำเร็จแล้ว ยังได้ไปสร้างความชอบธรรมขึ้น จากระดับแค่สถานีรถไฟสามเสน แต่กลับส่งผลเพิ่มขึ้นอีกพันเท่า ดังนั้นปัญหาทางการเมือง มันไม่ใช่ว่าใครเป็นใคร ปัญหาก็คือใครก็ได้ที่มีความชอบธรรม

คุณสุเทพก่อนหน้าที่จะเป็นลุงกำนัน เขาก็รู้ว่าถ้าอ้างประวัติเป็นนักการเมืองจะเรียกคนไม่ได้ แต่ใช้ประวัติที่เคยเป็นกำนัน พอเมื่อมีความชอบธรรม ก็ไม่มีใครสนใจประวัติความเป็นมาว่าคนนำนั้นเป็นใคร

ต่อเนื่องจากนิรโทษกรรม ขอถามว่าแนวทางการต่อสู้ของคนกลุ่มคนเสื้อแดงจะก้าวข้ามคุณทักษิณได้ไหม?

เมื่ื่อกล่าวถึงคุณทักษิณ เขารู้ดีว่าผมไม่ได้ต่อสู้เพื่อตัวบุคคล แต่สู้เพื่อหลักการประชาธิปไตย ซึ่งคุณทักษิณเองก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ไม่ใช่ว่าการต่อสู้ที่ประชาชนบาดเจ็บล้มตายเพื่อคนๆหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของประชาธิปไตย ดังนั้นไม่ว่าประชาชนได้อะไร คุณทักษิณก็ได้เท่านั้น และผมเองก็พูดชัดทั้งต่อหน้าและลับหลังว่าผมเองไม่ได้ต่อสู้เพื่อตัวบุคคล

เราเดินทางมาไกลจนอายุเกินครึ่งร้อยแล้ว ผมมองเห็นว่าถ้าบ้านเมืองเราไม่เป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ไม่สามารถเริ่มต้นได้ แม้กระทั้งวันนี้เหมือนกัน ถ้าเราจะเริ่มต้นเลือกตั้งด้วยกติกาที่ไม่ถูกต้อง แม้ว่าเราจะชนะการเลือกตั้งก็ปกครองไม่ได้ ปัญหาก็จะกลับมาที่จุดเดิม

ที่ผ่านมาคุณทักษิณได้ประกาศชัดเจนว่า จะถือธงนำมวลชนคนเสื้อแดง การเคลื่อนไหวต่างๆที่บอกว่าสู้เพื่อประชาธิปไตย มักจะมีคุณทักษิณมาเกี่ยวข้องตลอด เพราะฉะนั้นจะมีวิธีการใดที่บอกว่าการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ได้ก้าวข้ามคุณทักษิณไปแล้ว?

ความจริงแล้วกลุ่มต้อต้านคุณทักษิณต่างหากที่ไม่ยอมก้าวข้ามเรื่องนี้ ถ้าได้ติดตามการเคลื่อนไหวของเรา มีหลายเรื่องที่เราไม่เห็นด้วยกับคุณทักษิณ และก็ไม่เห็นด้วยชัดเจน เช่นเรื่องนิรโทษกรรมสุดซอย แม้กระทั่งการนัดใส่เสื้อก็ตาม แปลว่าแม้ราเคารพกัน แต่ในกระบวนการประชาธิปไตยเรามีความคิดเห็นต่างกันได้ ผมพยายามอธิบายกับพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่พรรคพลังประชาชนมา หรือไทยรักไทยก็ตาม ว่าพลังของประชาชนไม่ใช่ของตายของพรรคเพื่อไทยจะทำอะไรก็ได้ ดังนั้นหลักการที่ถูกต้องเท่านั้น ที่จะดำรงอยู่ได้

ผมไม่ต้องการให้ประชาชนไร้เหตุผลไร้หลักการ เพราะว่าจะอยู่ได้เพียงแค่ระยะสั้น แม้จะชนะการต่อสู้ ก็จะชนะได้แค่เวลาสั้นๆ หลังจากนั้นก็จะพ่ายแพ้ในระยะยาว เราเดินทางมาค่อนชีวิต ผมไม่มีวันยอมสู้เพื่อตัวบุคคล แต่ผมจะสู้เพื่อหลักการ ตามหลักการก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผมเคยอยู่ไทยรักไทย หลังประชาชนมา แต่ว่าเราก็มีความเป็นตัวตนในองค์กรภาคประชาชน และก็หลายเรื่องได้ชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วยถ้าหลักการไม่ใช่ประชาธิปไตย ซึ่งพรรคเองก็ต้องปรับเข้าหาประชาชน ปรับเข้าหากระบวนการประชาธิปไตย ประชาชนไม่ได้มีหน้าที่ตามใจพรรคการเมือง ถ้าไม่ได้ยึดตามหลักประชาธิปไตย

จำเป็นที่จะต้องประกาศแนวทางที่ชัดเจนไหม ว่าเราไม่ได้ต่อสู้เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง?

ผมประกาศชัดเจนมาแล้ว ถ้าต่อสู้เพื่อบุคคล บุคคลธรรมชาติองมนุษย์นั้น มีทั้งดีและไม่ดีแล้วแต่เวลา แต่หลักการหรืออุดมการณ์นั้นมันไม่มีเวลาผิด ถ้าสู้เพื่อตัวบุคคลแล้ว ตัวคนนั้นตายแปลว่าทุกอย่างจบสิ้นใช่ไหม?เพราะฉะนั้นถ้าเราสู้เพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ก็จะมีคนแต่ละรุ่นทำหน้าที่ต่อไป โดยไม่มีวันที่จะขาดตอน

ถามต่อเนื่องไปยังพรรคเพื่อไทย ที่ยังถูกมองว่าเป็นสองขาร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เดินไปด้วยกัน แต่ไม่ว่าพรรคจะถูกยุบกี่ครั้ง ก็ยังอยู่ได้เพราะมีคุณทักษิณ ส่วนนี้พรรคจะต้องปฏิรูปไหม และถ้าไม่มีคุณทักษิณ พรรคเพื่อไทยจะอยู่ได้ไหม?

ผมก็พูดเรื่องนี่มาตั้งแต่หลังการยึดอำนาจว่า นปช. เองก็ต้องปฏิรูป และพรรคเพื่อไทยเอง หรือแม้แต่ส่วนต่างๆ ก็ต้องปฏิรูป เพื่อจะรองรับเหตุการณ์ในวันข้างหน้า ผมก็บอกกับพรรคเพื่อไทยว่า เรื่องชนะเป็นเรื่องเล็ก แต่ว่าชนะแล้วอยู่ได้นานเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเลือกตั้งอย่างไรก็ชนะ แต่ชนะเพื่อรอการพ่ายแพ้ระยะยาวทุกครั้ง ผมบอกว่าผมเกรงใจประชาชน ที่ให้โอกาสแต่ไม่สามารถรักษาอำนาจนั้นไว้ได้ เพราะฉะนั้นปัญหาในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองเพื่อการเลือกตั้งที่ได้มาซึ่งชัยชนะ แต่ว่าเราต้องปฏิรูปเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางประชาธิปไตยที่ยั่งยืนต่อไปได้อย่างไร ถ้าไม่ปรับตัว ชนะเหมือนเดิม แล้วก็ถูกล้มเหมือนเดิม

อย่าคิดเอาว่าที่ผ่านมานั้นเราถูกอย่างเดียว เราก็มีส่วนผิด อีกฝ่ายก็เป็นเหมือนกัน ทุกฝ่ายมีทั้งถูกและผิด ถ้าเราไม่ปรับตัว และก็คิดแบบเดิมชนะสั้นๆ เพื่อแพ้ระยะยาวทุกครั้ง ผมถามว่าแล้วประชาชนเขาจะอยู่อย่างไร เพราะฉะนั้นครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมถึงบอกว่าให้มองข้ามเรื่องการเลือกตั้งเสีย แต่ควรที่จะยกเครื่องทั้งพรรคการเมือง นปช. และประชาชน

แต่ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยก็วนแค่ ชนะเลือกตั้ง แล้วโดนล้ม ซึ่งปัญหาที่ผ่านมาก็คือพรรคไม่สามารถตัดคุณทักษิณออกได้ ส่วนตัวแล้วมองอย่างไรถึงจะหลุดพ้นวงจรนี้ได้?

ในทางการเมืองเราจะต้องยอมรับความเป็นจริงว่า คุณทักษิณเมื่อพ้นจากการเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว คนที่มารับตำแหน่งต่อไม่ว่าใครก็ตาม ก็ยังไม่สามารถลบล้างสิ่งที่คุณทักษิณทำให้กับประชาชนได้ ผมเคยได้พบยายามอธิบายว่า ทุกฝ่ายที่ขึ้นมาแล้วต้องการให้ผู้คนลืมอดีตนายกทักษิณ ผมว่าทำไม่ยาก แต่ที่ทำไม่ว่าจะเป็นการไล่ล่า ถอดยศ ถอนพาสปอร์ต คุณไม่มีวันชนะได้ ซึ่งวิธีที่จะชนะคุณทักษิณได้ ก็คือต้องทำให้ดีกว่าเขา ถ้าดำเนินการได้ก็จะชนะนะ แต่ความไล่ล่าก็มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ซึ่งผลลัพธ์ก็ไม่สำเร็จ เพราะคุณไม่ได้ใช้วิธีที่จะไปทำสิ่งที่ดีกว่า เพราะฉะนั้นการเล่นที่เปลือกนอกเช่นนี้ ยิ่งจะไปสร้างความเห็นใจในหมู่ประชาชนมากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมาไม่ใช่การกำจัดคุณทักษิณ แต่เป็นการเพิ่มพลังให้เขามากกว่า

ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ที่ยังคงเป็น ‘ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ’ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พรรคยังคงวนอยู่กับปัญหาหรือไม่?

ต้องยอมรับว่าเวลาเลือกตั้ง พรรคการเมืองเขารู้ว่าอะไรคือจุดขาย ประชาชนจะเลือกเพราะอะไร อย่างที่ผมบอกว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ยังไม่สามารถลบล้างผลงานของรัฐบาลยุคทักษิณได้ เพราะฉะนั้นเวลาหาเสียง แต่ละพรรคการเมืองก็ต้องอาเรื่องที่ชรนะใจประชาชน แม้ว่าหลักใหญ่ใจความนั้น ถ้ากระบวนการประชาธิปไตยแข็งแรง ระบบก็จะกำหนดทิศทาง ไม่ใช่บุคคลกำหนดทิศทาง แต่ว่าเราเดินไปไม่ถึง เราอยู่ในระยะเวลาอันสั้นๆ แล้วก็เจอกับวิกฤติการทางการเมือง มันไม่มีเวลาให้ตั้งหลัก เพราะฉะนั้นเมื่อถามถึงความนิยมแล้ว ขณะนั้นอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ยังไม่ค่อยเป้นที่นิยม

ทั้งนี้คนไทยมีความรู้สึกว่าผ่ายเราถูกกระทำ เพราะฉะนั้นอารมณ์ความรู้สึกนี้ ซึ่งทางคณะทหารเขาไม่เข้าใจ อย่างกรณีนางอองซาน ซูจี ที่ไม่ได้ทำอะไร แต่ทหารกักขังเขาในบ้าน คนก็ยังให้การยอมรับแบบท่วมท้น ไม่ว่าจะลงเลือกตั้งสมัยไหน ก็ชนะอย่างถล่มทลาย เพราฉะนั้นปรากฏการณ์ก็คือว่าต้องทำให้ดีกว่าคนเก่า เพื่อให้ประชาชนลืมคนเก่า แต่ว่าไม่ใช่ไปเล่นงานคนเก่า เพื่อพยามยามให้ประชาชนลืม วันนี้เราเห็นสิ่งที่เขาทำกับอดีตนายกยิ่งลักษณ์ แบบที่ทำกับคุณทักษิณ ซึ่งเราเห็นแล้วว่ามันไม่สำเร็จ

สุดท้ายแล้ว ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่มีคุณทักษิณ จะอยู่ได้ไหม?

ความจริงอดีตนายกฯทักษิณก็ไม่ได้อยู่นานแล้ว แต่ก็เป็นประวัติศาสตร์ของพรรคการเมือง เช่นพรรคประชาธิปัตย์เองก็มีนายชวน หลีกภัยหรือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นต้น เวลาจะอธิบายทางการเมืองก็มีการเท้าความกันทั้งนั้น ดังนั้นประวัติศาสตร์ทางพรรคการเมืองของแต่ละพรรคก็หนีกันไม่พ้นกัน เพราะเป็นเรื่องราวที่มีอยู่จริง สิ่งสำคัญที่สุดก็คือว่า ประชาชนเจ้าของอำนาจเขาคิดอะไร เนื่องจากอำนาจนอกระบบที่เข้ามาเป็นครั้งคราวจนประเทศเดินหน้าไปไหนไม่ได้ เขาจะอยู่ภายใต้หน้าที่เขาได้อย่างไร

ปัญหาทางการเมืองต้องแก้ไขด้วยการเมือง และให้ประชาชนจัดการกันเอง แต่ประเทศไทยหนีวงจรอุบาทว์นี้ไม่ได้ ก็คือมีเลือกตั้ง มีอำนาจ มีการต่อสู้ของประชาชนบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย แล้วก็มีการเลือกตั้งอีกรอบ นักการเมืองกับทหารสลับกันเข้ามามีอำนาจ แต่ประชาชนไม่เคยถูกสลับตาย คือตายอยู่ฝ่ายเดียว เพราะฉะนั้นผมไม่เรียกร้องให้ทหารคิดเห็นใจประชาชน แต่ผมจะบอกนักการเมืองว่า คุณต้องคิดและยกระดับตัวเองให้เป็นนักประชาธิปไตย ถ้ายังทำตัวเป็นนักเลือกตั้ง อย่างไรก็ไปไม่รอด และที่ผ่านมาก็พิสูจน์ชัดว่ามันไปไม่ได้ เพราะนั้นจะทำอะไรจงคิดถึงประชาชน

ที่ผ่านมาก็ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองสำคัญมากมาย มองว่าตัวเองประสบความสำเร็จทางด้านการเมืองหรือยัง อีกคำถามหนึ่งคือ สู้แล้วรวย?

ผมเคยเป็นทั้งเด็กวัด เป็นครูดอย และเป็นนักกิจกรรม จนเมื่อเหตุการณ์ พฤษภา 35 ก็ถือว่าเป็นไม้สุดท้ายที่ ม.รามคำแหง และก็จนถึงปัจจุบัน ความจริงในช่วงที่แสวงหา ถ้าทิศทางทางการเมืองผมคือสู้แล้วรวย ผมไม่เลือกทางนี้ เพราะว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ถ้าคิดบนมิติแบบนักการเมือง ผมไม่มีความจำเป็นจะต้องไปแสวงหาคดี เพราะว่าการที่จะสู้แล้วรวยนั้น มันต้องไม่ให้เกิดเรื่อง แล้วในยามการต่อสู้ที่ไม่รู้ว่าความตายจะมาถึงเมื่อไหร่

วันนี้ถ้าคิดแบบบริบทที่ว่าสู้แล้วรวย ผมจะมีสภาพอีกอย่างหนึ่ง เพราะระยะเวลาชีวิตเราตอนนี้อายุ 51 แล้ว ระหว่างทางผ่านมามากมาย ถ้ามีชื่อทางการเมืองผมว่ามีมายาวนานแล้ว แต่ว่าเราก็เลือกหนทางพอที่เราจะใช้ชีวิตอยู่ได้ ไม่ได้คิดว่าจะสะสมเพื่อเกิดมากี่ชาติก็ใช้ไม่หมด ผมคิดว่าปัจจุบันให้สามารถดำรงตนอยู่ได้ และบนพื้นฐานที่ว่า ความตายจะมาเยือนเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เงินไม่ได้มีความหมายเลย คือคนที่คิดอยากมีเงินก็ต้องไม่อยากตาย แต่ของผมตายได้ทุกวัน

เคยมีคดีติดตัวประมาณ 40 คดี คือชีวิตก็อยู่ในศาลมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิต ดังนั้นสู้แล้วมีคดีติดตัว มีเรื่องมีศัตรู มีมิตร และอะไรอีกมากมาย ผมบอกได้เลยว่าในการต่อสู้นั้นมีแต่พวกทรยศเท่านั้นที่จะรวย ซึ่งฝ่ายผมทุกคนก็รู้ว่าผมไม่ใช่คนแบบนั้น ถ้าตัวเองต้องการสู้เพื่อความรวย ก็ต้องไม่ทำแบบนี้ ถ้าคิดแบบนักการเมืองอยู่ในสภา อภิปรายดีๆ ก็ไม่มีความอึดอัดใจ ไม่มีใครต่อต้าน เพราเป็นนักการเมืองอย่างที่คนอื่นเขาเป็นกัน แต่ว่าเราไม่ได้เลือกหนทางนั้น

หลักใหญ่ใจความสำคัญก็คือว่า ชีวิตที่เหลืออยู่ของเรานั้น เราทำเพื่อใคร ซึ่งจะพิสูจน์ในวันตาย ว่าคนจะสาปแช่ง หรือว่าจะมีคนมาร่วมมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นช่วงที่เรามีชีวิต อะไรที่เราสามรถไทได้ ใจเราก็ตองมีความสุขก่อนนะ ถ้าใจไม่มีสุขก็ทำไม่ได้ ผมเป็นประเภทเสแสร้งไม่เป็น ปากกับใจตรงกันก็เป็นแบบนี้ หากจะถามว่าก้าวกระโดดหรือเปล่า ผมขอบอกว่ามาตาระยะทางที่ควรจะเป็น

คุยกับคุณทักษิณครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

หลังจากที่ได้รับการปล่อยตัว ตอนยึดอำนาจ ท่านก็โทรมาด้วยความห่วงใย ซึ่งผมก็ขอบคุณ คือหลายคนเข้าใจว่ามีเรื่องอะไรจะต้องโทรหา คือความสัมพันธ์ระหว่างผมกับคุณทักษิณไม่ใช่ประเภทที่จะเที่ยวโทร เที่ยวส่งข้อความ ยกเว้นว่ามีเรื่องมีราวก็อาจจะคุยกันบ้าง ถามสารทุกข์สุขดิบ

ก่อนหน้านี้ นปช. ถูกมองว่าเคลื่อนไหวเพื่อช่วยทักษิณ ล่าสุดเหมือนว่าสถานการณ์ปัจจุบันเหมือนว่าจะซ้ำรอย ก็คือว่าคุณยิ่งลักษณ์กำลังโดนดำเนินคดีเหมือนกัน นปช. ก็ถูกมองว่าต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อช่วยคุณยิ่งลักษณ์ใช่ไหม?

ผมมีโอกาสเจออดีตนายกยิ่งลักษณ์ตามงานบอล หรือพิธีไว้อาลัย เขาบอกว่า สิ่งที่คณะรัฐประหารทำทุกอย่างนั้น คือต้องการกดดันให้หนีเท่านั้น เพราะว่าค่าเสียหายหลายแสนล้านบาท เป็นการเรียกร้องที่ไม่ได้ต้องการตัวเงินจริงๆ เพราะใครจะมีเงินไปจ่าย ต่อให้เรียกเรียก 5 แสนล้าน แล้วลดครึ่งหนึ่งเหลือ 2.5 แสนล้าน ก็มีผลเท่ากัน โดยบทเรียนของอดีตนายกทักษิณ ที่สำคัญ ซึ่งคุณยิ่งลักษณ์จะต้องเข้าใจก็คือ ถ้าออกแล้วจะไม่ได้กลับ เพราะฉะนั้น เรื่องราวทั้งหมดคือต้องการกดดันให้หนี ผมก็บอกว่าทำใจให้สงบ นึกอะไรไม่ออกก็ไปไหว้พระ

เพราะฉะนั้นอดีตนายกยิ่งลักษณ์ จะไม่ใช้วิธีเดียวกับพี่คือหนีไป?

คือกรณีของคุณทักษิณคือบทเรียนราคาแพง ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าถ้าหากคุณทักษิณยังอยู่ สถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นเช่นไร เมื่อดูกรณีที่เกิดขึ้นกับคุณยิ่งลักษณ์ก็เห็นชัดเจน ถามว่าการเรียกร้องค่าเสียหายเช่นนี้ ใครๆก็รู้ว่าไม่ได้ต้องการตัวเงิน แต่ไม่ต้องการจะให้อยู่ เมื่อเราเองเห็นเจตนาเช่นนี้ ผมก็มีโอกาสคุยว่า ยืนให้แข็งแรง และอย่าไปตกใจ ถ้าเขาต้องการอะไร เราก็จะทำตรงกันข้าม

คุณยิ่งลักษณ์คิดอย่างไร?

ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส คือผมคิดในแง่ที่ว่า เรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องของการวัดหัวใจทั้งสิ้น เมื่อปี 2553 ผมถูกถอนประกันทุกสัปดาห์ เพราะเขาต้องกันบีบหัวใจให้ผมหนี เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เช่นเดียวกัน ลองนึกดูว่าถ้าอดีตนายกทักษิณไม่หนี กลับสู้แบบอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ผมว่าเหตุการณ์บ้านเมืองอาจจะเป็นคนละอย่างกับปัจจุบัน

วันนี้ก็เช่นกัน ถ้าคุณยิ่งลักษณ์ยังคงอยู่ ซึ่งผมเองก็เห็นว่าประชาชนเองก็ให้ความเห็นใจมากกว่าตอนเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำ ผมจึงมองว่าการโจมตีชุดนี้เป็นการวัดหัวใจ มันอยู่ที่ใจ

คิดว่าคุณยิ่งลักษณ์จะยืนไหวไหมเพราะมีหลายคดีที่ต้องเผชิญ ทั้งทางอาญา และทางแพ่ง?

คือถ้าคิดว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด คือผมเองไม่ได้ไปยุให้ใครติดคุก เพราะผมเองก็ต้องโทษเหมือนกัน แต่ผมมองว่าเรื่องทางการเมืองที่เขาต้องการผลักไสให้ออกจากประเทศไทยเพราะฉะนั้นเมื่อกระบวนการทุกอย่างมีเพื่อวัตถุประสงค์นี้ ไม่ได้ต้องการเรียกเงินคืน

แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะคุมเข้มไม่ให้หนี?

ในทางปฏิบัติเขาอยากให้หนี แต่ว่าเวลาที่จะออกไปนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่ว่าการเดินเกมนี้ถ้านายกทักษิณไม่ออกจากประเทศในวันนั้น เหตุการณ์บ้านเมืองคงไม่เป็นเช่นนี้ มันจะต้องมีเรื่องอื่นที่ไม่เป็นเช่นนี้ กล่าวคือเขาต้องการวัดหัวใจว่า พอที่จะทนต่ออนาคตที่จะต้องถูกจองจำได้ไหม ถูกเรียกเงินจำนวนมหาศาลซึ่งไม่มีใครจ่ายได้ ถ้าจิตใจแข็งพอ ผมก็เชื่อว่าประวัติศาสตร์การเมืองก็จะเป็นอีกแบบ แต่ว่าถ้าไม่อยู่ ประวัติศาสตร์ก็จะซ้ำรอย ไม่มีโอกาสได้กลับประเทศ

หมายความว่ากรณีของทักษิณไม่ได้กลับ?

ผมเห็นว่าว่ามีโอกาสยากจริงๆ ทุกคนที่มีความรักต่ออดีตนายกทักษิณ ก็ต้องการให้กลับบ้าน แต่ก็พยายามจนแล้วจนเล่าก็ยังไม่ได้กลับ ส่วนอนาคตจะได้กลับหรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องอีกยาวไกล ซึ่งก็ยังไม่เห็นว่าจะได้กลับอย่างไร เพราะเห็นว่าเวลาที่จะได้กลับ ก็ไม่ได้กลับ

ถ้าเกิดว่านิรโทษกรรมฉบับสุดซอยผ่าน คุณทักษิณก็จะได้กลับ?

คือผมมองตอนอื่นๆอีกหลายตอน นิรโทษสุดซอยก็ไม่ได้กลับ เพราะว่าผมรู้ว่าจะตกเป็นเหยื่อ แต่ว่าปรากฏการณ์หลากหลายเรื่องราว มันจะตรงกันข้ามกับความรู้สึกเสมอ เพราะฉะนั้นถ้าอยู่สู้เพื่อรอด ถึงหนีอย่างไรก็ไม่รอด และก็เรื่องที่ตามาจะเต็มไปด้วยเรื่องที่ผิดหมด แต่ถ้าสู้โดยไม่ไหวหวั่น เงยหน้าไม่อายฟ้าก้มหน้าไม่อายดิน พร้อมจะเผชิญทุกอย่าง ผมเชื่อว่าเหตุการณ์จะไม่เป็นอย่างที่คิด

อีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องคุยในสถานการณ์ตอนนี้ก็คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฝ่ายของคนเสื้อแดงเองก็ชัดเจนว่าจะโหวตคว่ำ แต่การคว่ำนั้นจะเข้าทางฝ่ายตรงข้ามไหม เพราะว่าการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ จะไม่มีการเลือกตั้ง?

นี่ก็เป็นลักษณะเดียวกันกับการบีบให้คุณยิ่งลักษณ์หนี ก็คือบีบให้เราเลือกตั้ง โดยไม่สนใจกติกา เพราะฉะนั้นร่างรัฐธรรมนูญที่จะออกมานั้น ก็เป็นเหมือนอาจารย์ใหญ่ของโรงพยาบาล เพราะว่าตายตั้งแต่ร่างฉบับแรก เพราะว่าเนื้อหาใจความมันอธิบายประชาธิปไตยไม่ได้เลย แล้วก็เป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ไขไม่ได้ เพราะว่าพรรคการเมืองที่มีเกิน 40%ต้องร่วมลงชื่อด้วย ยังมีเรื่องของอำนาจขององค์กรอิสระ ที่มาของนายกฯคนนอก ส.ว. ก็มาจากการลากตั้ง 100%

เป็นเรื่องที่ฝ่ายประชาธิปไตยไม่อาจรับได้ ถ้าเกิดมีการเลือกตั้ง เลือกตั้งก็เผชิญวิกฤติ เมื่อเกิดวิกฤติก็มีคนนอกเข้ามา ถ้าไม่ยอมประเทศก็กลับมาเหมือนเดิม แล้วก็มาคืนความสุขอีกครั้ง เพราะฉะนั้นเราต้องอดทน อย่ากลัวว่าจะไม่มีการเลือกตั้ง แต่จงกลัวว่าการเลือกตั้งภายใต้กติกาไม่เป็นประชาธิปไตย ประเทศไทยไม่สามารถนับ1ได้ เราจะต้องกลับมาที่จุดเดิม เราจะกลายเป็นประเทศที่ล้าหลังหนักกว่านี้เสียอีก

เพราะฉะนั้นผมก็พยายามอธิบายว่าอย่าเป็นห่วงการเลือกตั้ง ส่วน คสช.อยากจะอยู่เป็นชาติ ก็เรื่องของเขา แต่ถ้าจะคืนอำนาจ ก็ต้องคืนมาให้ครบ ถ้าเลือกตั้งก็ต้องมีความเป็นประชาธิปไตย ถ้าเขียนรัฐธรรมนูญออกมาไม่เป็นประชาธิปไตยก็ต้องคว่ำ แต่ผมไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้คว่ำหรือเปล่า กลัวจะมีคนแย่งคว่ำเสียก่อน เพราะว่าตอนร่างฉบับนายบวรศักดิ์ สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ ฉบับนี้ก็เหมือนกันผมอยากคว่ำในชั้นประชามติ แต่ปัญหาก็คือว่า ผมกลัวว่าจะมีคนแย่งหน้าที่นี้ผมไป

ถ้าจะมีคนทำอย่างนั้น อาจจะเป็นเพราะว่าเขาเห็นว่าทำประชามติไม่ผ่านแน่ๆ?

ผมว่ายังไงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไม่ผ่าน เพราะว่าเนื้อหาแบบนี้ใครจะยอมให้ผ่าน คือถ้าเลือกตั้งภายใต้กติกาที่เขียนกันอยู่ กล่าวคือคุณมีชัย ท่านเป็นคนเก๋าเกม ตอนปี 34 ผมก็เจอท่าน ตอนบัญญัติ ม.27 ที่ให้อำนาจประธานคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(รสช.)ยังอยู่ในรัฐธรรมนูญ เราก็ประท้วงกัน จนในที่สุดเขาก็ยอมถอย แต่ว่าความประสงค์จริงๆของเขาคืออยากได้นายกคนนอก

คิดว่า คสช. อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านไหม?

ใครก็อยากอยู่ในอำนาจ เพราะอำนาจคือสิ่งเสพติดชนิดหนึ่ง

ดังนั้นการโหวตคว่ำ จะยิ่งเข้าทางเขา ให้อยู่ในอำนาจต่อไปหรือเปล่า?

คนป่วยระยะสุดท้าย แม้ว่าคิดอยากจะอยู่ ก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัวว่าเขาจะอยู่ต่อ เพราะผมเองก็ไม่กลัวว่าเขาจะอยู่เป็นขาติ เพราะผมเห็นระยะสุดท้าย ที่หมอจะทอย่างไรก็ช่วยไม่ได้ เช่นเดียวกับอำนาจ ได้ 1 สมัยก็อยากอยู่ 2 3 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นความอยากที่ไม่มีวันจบ ดังนั้นผมจึงไม่สนใจว่า คสช.จะอยู่นานเท่าไหร่ เพราะผมเห็นระยะสุดท้าย ไม่ว่าคุณจะคิดว่าหากรัฐธรรมนูญถูกคว่ำ คุณจะอยู่นานขึ้น แสดงว่าคุฯคิดในเชิงคณิตศาสตร์ แสดงว่าคุณไม่รู้จักการเมืองไทยเลย ในโลกความเป็นจริงขณะนี้ผู้คนก็ยากจนจะตายแล้ว ในแต่ละเรื่องราว แค่ขนมของนายกฯก็ยังเป็นปัญหา

แต่ถ้าเราคิดอีกด้านหนึ่ง ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แล้วนำไปสู่การเลือกตั้ง ด้วยกติกาเช่นนี้ จุดยืนของคนเสื้อแดง หรือพรรคเพื่อไทยจะส่งคนลงรับสมัครเลือกตั้งไหม?

ผมไม่ทราบว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร แต่ส่วนตัวผมเองจะไม่ขอลงสมัครเลือกตั้งภายใต้กติกาเช่นนี้ ที่บอกว่าเฉพาะตัวผมเองนั้น คือขณะนี้เรายังไม่ได้พูดคุยใดๆ แต่ว่าโดยส่วนตัวที่บอกตั้งแต่ต้น อย่างเรื่องของนายกฯคนนอก ผมก็ไม่ลงรับสมัครเลือกตั้งแล้ว เพราะฉะนั้นจุดยืนชัดเจนก็คือว่า เมื่อเราไม่ยอมรับอำนาจของเผด็จการ รัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย เราเองก็ควรที่จะ ปฏิเสธแล้วก็แสดงเจตนาตั้งแต่ต้น แล้วผมก็เชื่อว่า นำมาใช้ได้ไม่กี่วันก็เกิดวิกฤติ แต่ผมเชื่อว่าไม่ได้ใช้ และไม่ได้ลงประชามติ

ด้วยกติกาเช่นนี้ มีความเป็นไปได้ไหมว่าพรรคเพื่อไทยจะไมบอยคอตการเลือกตั้ง?

ผมไม่ทราบ และตัวผมเองก็เชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญจะถูกคว่ำ การไปเสนอให้บอยคอตการเลือกตั้งล่วงหน้า ก็ไม่มีประโยชน์ แต่ว่าผมเองสามารถรับผิดชอบตัวเองได้ ก็คือว่าตัวเองคิดอย่างไรก็ ไม่ลงเลือกตั้งถ้าเป็นเช่นนี้ แต่โดยตัวผมเอง ผมอ่านกระดานนี้ขาดจึงไม่มีข้อต่อรอง ผมว่าไม่ได้ใช้ และไม่ได้โหวตลงประชามติ

ทิศทางจะเป็นอย่างไร หากเป็นตามที่บอก?

ผมไม่ทราบว่าจะเป็นยอย่างไรต่อไป แต่ผมมีความรู้สึกได้ว่า เจตนาของการเขียนนั้น เขียนเพื่อให้มีเรื่อง เขียนเพื่อไม่ต้องการที่จะใช้ คนระดับนายมีชัยไม่รู้หรือว่าแต่ละเรื่องราวมีความเป็นมาเช่นไร เขาเก๋าเกมที่สุด ดังนั้นจึงเป็นการเขียนทียั่วเพื่อให้เกิดการคว่ำ

แต่ตอนนี้ถ้าไม่นับในส่วนของคนเสื้อแดง ในส่วนอื่นก็ไม่ได้ปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญแบบแรงหรือเปล่า?

ผมไม่ได้ต้องการให้ใครเป็นอย่างผม แต่นี่เป็นจุดยืนของผม ที่ไม่อาจยอมรับได้ แล้วก็ประกาศชัดว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ใช้ ก็ไม่ลงรับการเลือกตั้ง ส่วนใครจะลงก็เป็นสิทธิของคนนั้น เพราะยังไม่ได้คุย แต่ว่าส่วนตัวเชื่อว่าอย่างไรก็ไม่ได้ใช้ และก็ไม่ได้โหวต เพราะมีคนมาแย่งสิทธิไป

ถ้าดูกลไกแล้ว ครั้งก่อนใช้ สปช. เป็นคนคว่ำ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว?

คือการคว่ำครั้งนั้น ผมก็เชื่อว่าคนที่คว่ำเขาก็รู้ว่าเขาจะคว่ำอย่างไร แต่ปัญหาตอนนี้คือว่า ในท่ามกลางที่เรามีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจรุนแรงมา และก็การเขียนกติกาสูงสุดของประเทศไม่มีอนาคตเลย ใครก็รู้ว่าทางการเมืองไม่มีใครเขาทำกัน เว้นแต่ว่ามีเป้าหมายพิเศษ

มองว่าแค่ร่างไม่ให้ผ่านเท่านั้น แต่ไม่ได้มองว่าเขียนกฎเข้มงวดเพื่อคุมพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งใช่ไหม?

ถ้าเป็นภายใต้กติกานั้น เข้ามาก็ตายเปล่า ผมก็บอกอยู่เสมอว่ายังไม่ชนะก็ไม่ควรจะรีบไปตาย และเราจะชนะไปทำไม ไชโยได้ไม่กี่วันหลังจากนั้นก็ซึมเศร้า เพราะฉะนั้นต้องชนะและปกครองได้ ก็ต้องเป็นไปตามกติกาที่ถูกต้อง ถ้าชนะแล้วบริหารไม่ได้แล้วจะชนะไปทำไม

จะมีโอกาที่ชนะแล้วอยู่ได้นานไหม?

ก็ต้องให้บ้านเมืองมีกติกาที่อำนาจที่แท้จริงเป็นของประชาชน ตามเจตนารมณ์ของรัชกาลที่7หรือของคณะราษฎรก็ตาม แต่ว่าถ้าอำนาจไม่ได้เป็นของประชาชนจริงๆ เลือกตั้งมาให้ตาย ก็ต้องตายภายใต้กลไกของรัฐธรรมนูญภายใต้องค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งเราก็ผ่านมาแล้ว มีอำนาจไปทำไม ถ้าอำนาจนั้นใช้ในการบริหารไม่ได้

ชนะเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ว่าชนะแล้วอยู่ได้ ไม้ไดขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไหร่ แต่ต้องเมื่อเวลาที่ประเทศชาติมีความเป็นประชาธิปไตย ที่คนในชาติเห็นพ้องต้องกันว่าอำนาจนั้นเป็นของประชาชน

เราพูดแต่เพียงว่ารัฐธรรมนูญจะถูกคว่ำ มองว่ามีปัจจัยอื่นที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้ไหม?

คือไม่มีช่องทางเลย เว้นแต่ว่าจะใช้อำนาจสั่งประกาศใช้ก็ไม่จบ แต่ว่าถ้าโดยประชาชน ผมเชื่อว่าคนไทยลำบาก และเห็นแล้วว่า ระบอบที่แก้ไขได้ก็คือระบอบประชาธิปไตย เขียนรัฐธรรมนูญแบบนี้จะสร้างปัญหาให้กับประเทศ จะลำบากมากกว่าปัจจุบัน ทุกวันนี้เดือดร้อนกันหมด ไม่มีอาชีพใดไม่เดือดร้อน ยกเว้นอาชีพรัฐบาล อาชีพ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท),สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช)และ กรธ. แต่ประชาชนอาชีพอื่นเขาเดือดร้อนหมด ถ้าใครยอมก็เท่ากับว่าคุณกำลังเปิดประตูเพิ่มวิกฤติให้กับประเทศ

ดังนั้นความเห็นผมก็คือว่า ถ้าไม่เป็นประชาธิปไตยก็ไม่เอา และก็ไม่กลัวว่าจะต้องเสียเวลา เพราะผมเห็นว่าคนที่ต้องการต่อเวลาอยู่ในอำนาจ กำลังอยู่ช่วงระยะสุดท้าย

ถ้ามีการเลือกตั้งในกติกาเองที่พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะลงสนามเลือกตั้ง ใครจะเป็นเบอร์ 1 ของพรรค จะเป็นคนที่คุณทักษิณสั่งได้หรือเปล่า เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าคุณทักษิณ คุณสมชา คุณยิ่งลักษณ์ก็ไปหมดแล้ว?

ผมเองคิดว่าตัวพรรคเองยังไม่ได้วางแผนถึงจุดนั้น ที่พรรคแสดงเจตนารมณ์มาหลายคนก็คือจุดยืนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เวลานี้อย่าเพิ่งคิดว่าใครจะเป็นนายกฯ

คือการหาผู้นำขึ้นมา ซึ่งผมมองว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะหาว่าต้องไปเลือกใคร เพื่อจะเป็นแคนดิเดตนายกฯของประเทศไทย หน้าที่ของพรรคเพื่อไทยเวลานี้คือต้องคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ได้ และต้องดำเนินการทุกวิถีทางให้บ้านเมืองมีความเป็นประชาธิปไตย และเมื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแล้ว ค่อยมาคิดว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่ใช่ว่าในขณะที่บ้านเมืองเป็นเผด็จการ จะมากำหนดว่าคนนู้นเป็นอย่างนี้ คนนี้อยากได้อย่างโน้น แค่คิดก็ผิดแล้ว ดังนั้น ณ ตอนนี้ข้ามเรื่องนี้ไปได้เลย เพราะว่าคิดไปก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า ในขณะที่ประชาชนกำลังต้านร่างรัฐธรรมนูญ แต่คุณกลับคิดว่าใครจะมารับสมบัติต่อไป

หน้าที่ของพรรคเพื่อไทยตอนนี้ก็คือแสดงตนรับผิดขอบต่อประชาชน ต่อกระบวนการประชาธิปไตย ย่าคิดว่าใครจะมามีอำนาจในพรรค แต่ต้องคิดว่าจะต่อสู้เคียงข้างประชาชน ให้บ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ควรจะตอบแทนคือนความสุขให้กับประชาชน

คุณจตุพรอยากเห็นใครเป็นนายกฯคนต่อไป?

ใครก็ได้ที่มาตามกระบวนการที่ถูกต้อง และมีจิตใจที่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีอัตตา ไม่มองประชาชนเป็นศัตรู ซึ่งต้องมองข้ามมิติทางการเมือง เพราะว่าปัญหาของประเทศจะเริ่มต้นด้วยปัญหามากมาย ถ้าได้คนที่มีจิตใจคับแคบ ก็แก้วิกฤตินี้ไม่ได้ และที่สำคัญต้องเป็นคนที่ประชาชนได้ตัดสินเลือกแล้ว และคนก็เห็นแล้วว่าคนนี้แหล่ะที่จะมาทำหน้าที่คลี่คลายปัญหาของประเทศ มิเช่นนั้นจะเริ่มต้นไม่ได้ ขณะนี้ยังไม่เห็นตัวบุคคล แต่ก็กำหนดคุณสมบัติ แต่ว่าตัวบุคคลเอาไว้เวลาที่บ้านเมืองควรจะมีนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง เราค่อยมาอธิบายกัน

‘จตุพร’เตือน‘ยิ่งลักษณ์’จากบทเรียน‘ทักษิณ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160122/221020.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 22 มกราคม 2559
‘จตุพร’เตือน‘ยิ่งลักษณ์’จากบทเรียน‘ทักษิณ’

‘จตุพร’เตือน‘ยิ่งลักษณ์’จากบทเรียน‘ทักษิณ’ : สัมภาษณ์พิเศษ โดยสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์, จักรวาล ส่าเหล่ทู

            ตลอดระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งทางการเมืองของคนไทยยังคงเห็นเด่นชัด ซึ่งปรากฏเป็นเหตุการณ์สำคัญอยู่หลายครั้ง โดยบุคคลที่มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งก็คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)โดยวันนี้เขาได้เปิดใจกับรายการ“คม ชัด ลึก”ถึงแนวทางการทำงาน และอุดมการณ์การเมืองในปัจจุบัน

ภาพที่นั่งร่วมโต๊ะกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ เหมือนเป็นบรรยากาศความปรองดอง มีความเป็นไปได้ไหมที่การปรองดองจะเกิดขึ้น?

ผมเองผ่านการต่อสู้ฟาดฟันกับคุณสุเทพมานาน เราไม่ได้มีปัญหาส่วนตัวกัน แต่ว่าเรื่องที่ต่อสู้กันเป็นประเด็นสาธารณะ เป็นความเชื่อซึ่งนำไปสู่การต่อสู้ทางการเมืองที่มีความคิดแตกต่างกันโดยที่ผ่านมามีคณะกรรมการที่เกี่ยวกับปรองดองหลายชุด ซึ่งผมให้ความร่วมมือกับทุกคณะ ในการที่จะออกความคิดเห็น และผมได้พูดทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นไม่มีเรื่องใดที่ยังไม่เคยพูด เพียงแต่ว่าคนที่มาคุยนั้น มีหน้าที่เพียงแค่คุย แต่ว่าไม่มีอำนาจดังนั้นจึงติดอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ เพียงคนเดียวในฐานะผู้มีอำนาจก็ไม่ได้เอาผลสรุปจากคนเหล่านั้น นำมาปฏิบัติแม้แต่เพียงเรื่องเดียว

จากการที่คุยกับทุกฝ่าย ต่างก็เห็นว่าควรนิรโทษกรรมให้กับประชาชน ส่วนแกนนำไม่ขอนิรโทษกรรมใดๆ ทั้งนี้ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมแบบสุดซอย ถ้าจำได้ผมเคยถูกถอดรายการออกจากช่องทีวีของคนเสื้อแดงออก

หมายความว่ากลุ่มของคนเสื้อแดงเองที่เป็นฝ่ายพรรคเพื่อไทยถอดรายการ เพราะมีความเห็นไม่ตรงกันใช่ไหม?

ที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ก็เพราะจะบอกว่า พวกผมเองนั้นก็ไม่ได้เห็นด้วยกับทุกอย่าง แม้กระทั้งจากพวกเดียวกัน เพราะว่าหลักการนิรโทษกรรมแบบสุดซอยนั้นทำลายเจตนารมณ์การต่อสู้ที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงแต่พวกผมและคณะเท่านั้น แต่ก็มีคนในพรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย แต่เมื่อการตัดสินใจเป็นเช่นนั้น ผมเองก็ประกาศชัดว่า ถ้ายังไม่ถอยเรื่องสุดซอย ผมจะไปลาออกจากพรรค ไม่ขอร่วมด้วย

อย่างไรก็ดีเมื่อก่อนนั้นม๊อบของคุณสุเทพก็แค่ระดับข้างสถานีรถไฟสามเสน แต่พอมีความพยายามผลักดันร่างกฎหมายให้เป็นสุดซอย กลายเป็นว่าไปเพิ่มพลังให้กับคุณสุเทพ ซึ่งคนที่เข้าร่วมชุมนุมด้วย ไม่ได้ไปเพราะตัวคุณสุเทพ แต่เป็นเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายเรื่องนั้น จากสถานการณ์ที่ถูกมองว่าง่าย ก็กลายเป็นยาก

แนวทางการต่อสู้ของคนกลุ่มคนเสื้อแดงจะก้าวข้ามคุณทักษิณได้หรือไม่?

คุณทักษิณเขารู้ดีว่าผมสู้เพื่อหลักการประชาธิปไตยไม่ใช่เพื่อตัวบุคคล ซึ่งเขาเองก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง ที่ต่อสู้เหมือนกับผม ไม่ว่าประชาชนได้อะไร คุณทักษิณก็ได้เท่านั้น แม้กระทั่งวันนี้ ถ้าเรามีการเลือกตั้งด้วยกติกาที่ไม่ถูกต้อง ถึงจะชนะการเลือกตั้ง แต่ก็ปกครองไม่ได้ ปัญหาก็จะกลับมาที่จุดเดิม

แต่จริงๆแล้วกลุ่มต้อต้านคุณทักษิณต่างหากที่ไม่ยอมก้าวข้ามเรื่องนี้ ถ้าได้ติดตามการเคลื่อนไหวของเรา มีหลายเรื่องที่เราไม่เห็นด้วยกับคุณทักษิณชัดเจน เช่นเรื่องนิรโทษกรรมสุดซอย หรือการนัดใส่เสื้อก็ตาม แม้เราเคารพกัน แต่เราก็เห็นต่างในกระบวนการประชาธิปไตย ถ้าสู้เพื่อตัวบุคคลแล้ว คนนั้นตายแปลว่าทุกอย่างจบสิ้นใช่ไหม?แต่ถ้าเราสู้เพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ก็จะมีคนแต่ละรุ่นทำหน้าที่ต่อไป โดยไม่มีวันขาดตอน

สุดท้ายแล้ว ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่มีคุณทักษิณ จะอยู่ได้หรือไม่?

ความจริงคุณทักษิณก็ไม่ได้อยู่นานแล้ว แต่เป็นประวัติศาสตร์ของพรรคการเมือง เช่นพรรคประชาธิปัตย์เองก็มีนายชวน หลีกภัยเป็นต้น เวลาจะอธิบายทางการเมืองก็มีการเท้าความกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือว่า ประชาชนเจ้าของอำนาจเขาคิดอะไร เนื่องจากอำนาจนอกระบบที่เข้ามาเป็นครั้งคราวจนประเทศเดินหน้าไปไหนไม่ได้ เขาจะอยู่ภายใต้หน้าที่เขาได้อย่างไร ปัญหาทางการเมืองต้องแก้ไขด้วยการเมือง และให้ประชาชนจัดการกันเอง แต่ประเทศไทยหนีวงจรอุบาทว์ให้ได้ ซึ่งผมจะบอกนักการเมืองว่า คุณต้องคิดและยกระดับตัวเองให้เป็นนักประชาธิปไตย ถ้ายังทำตัวเป็นนักเลือกตั้ง ก็ไปไม่รอด และที่ผ่านมาก็พิสูจน์ชัดว่ามันไปไม่ได้ เพราะนั้นจะทำอะไรจงคิดถึงประชาชน

พรรคเพื่อไทยเอง หรือแม้แต่ส่วนต่างๆ ก็ต้องปฏิรูป เพื่อจะรองรับเหตุการณ์ในวันข้างหน้า ผมก็บอกกับพรรคเพื่อไทยว่า เรื่องชนะเป็นเรื่องเล็ก แต่ว่าชนะแล้วอยู่ได้นานเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเลือกตั้งอย่างไรก็ชนะ แต่ชนะเพื่อรอการพ่ายแพ้ระยะยาวทุกครั้ง ผมบอกว่าผมเกรงใจประชาชน ที่ให้โอกาสแต่ไม่สามารถรักษาอำนาจนั้นไว้ได้ฉะนั้นปัญหาในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองเพื่อการเลือกตั้งที่ได้มาซึ่งชัยชนะ แต่ว่าเราต้องปฏิรูปเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางประชาธิปไตยที่ยั่งยืนต่อไปได้อย่างไร ถ้าไม่ปรับตัว ชนะเหมือนเดิม แล้วก็ถูกล้มเหมือนเดิม

มีคนมองว่า การที่มีบทบาททางการเมืองเด่น เป็นการสู้เพื่อความร่ำรวย?

ถ้าทิศทางทางการเมืองผมคือสู้แล้วรวย ผมไม่เลือกทางนี้ เพราะว่าการที่จะสู้แล้วรวยนั้น มันต้องไม่มีคดีติดตัว ซึ่งบางคดีที่ผมต้องหาอยู่มีโทษสูงสุดประหารชีวิต ดังนั้นสู้แล้วมีเรื่อง มีศัตรู และอะไรอีกมากมาย อีกทั้งไม่รู้ว่าความตายจะมาถึงเมื่อไหร่ ผมบอกได้เลยว่าในการต่อสู้นั้นมีแต่พวกทรยศเท่านั้นที่จะรวย ซึ่งฝ่ายผมทุกคนก็รู้ว่า ผมไม่ใช่คนแบบนั้นชีวิตที่เหลืออยู่ของเรานั้น เราทำเพื่อใคร โดยจะพิสูจน์ในวันตาย ว่าคนจะสาปแช่ง หรือว่าจะมีคนมาร่วมมากน้อยแค่ไหน

ล่าสุดเหมือนสถานการณ์ของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจะย่ำแย่ ทาง นปช. จะออกมาเคลื่อนไหวช่วยไหม?

ผมมีโอกาสเจอคุณยิ่งลักษณ์ตามงานต่างๆ เขาบอกว่าสิ่งที่คณะรัฐประหารทำทุกอย่างนั้น คือต้องการกดดันให้หนีเท่านั้น เพราะค่าเสียหายหลายแสนล้านบาท เป็นการเรียกร้องที่ไม่ได้ต้องการตัวเงินจริงๆ ใครจะมีเงินไปจ่าย?ดังนั้นกระบวนการทั้งหมดคือต้องการกดดันให้หนีได้ ถ้าจิตใจแข็งพอ ผมก็เชื่อว่าประวัติศาสตร์การเมืองก็จะเป็นอีกแบบ แต่ว่าถ้าไม่อยู่ ประวัติศาสตร์ก็จะซ้ำรอย ไม่มีโอกาสได้กลับประเทศ เหมือนกรณีของคุณทักษิณคือบทเรียนราคาแพง ซึ่งผมเห็นว่ามีโอกาสยากจริงๆที่จะกลับมาได้

ในวันนี้ถ้าคุณยิ่งลักษณ์ยังคงอยู่ จะเห็นว่าประชาชนก็ให้ความเห็นใจมากกว่าตอนเป็นนายกรัฐมนตรี ผมจึงมองว่าการโจมตีชุดนี้เป็นการวัดหัวใจ และผมก็บอกเขาว่า ยืนให้แข็งแรง และอย่าไปตกใจ ถ้าเขาต้องการอะไร เราก็จะทำตรงกันข้าม

มีความเห็นอย่างไรต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันการโหวตคว่ำจะเข้าทางผู้มีอำนาจไหม?

ร่างรัฐธรรมนูญที่จะออกมานั้น ก็เป็นเหมือนอาจารย์ใหญ่ของโรงพยาบาล เพราะตายตั้งแต่แรก เมื่อพิจารณาเนื้อหาแล้ว ทางฝ่ายประชาธิปไตยไม่อาจรับได้ ถ้าเกิดมีการเลือกตั้ง ก็ต้องเผชิญวิกฤติ จากนั้นก็มีคนนอกเข้ามา ประเทศก็กลับมาสู่ปัญหาเดิม เพราะฉะนั้นเราต้องอดทน อย่ากลัวว่าจะไม่มีการเลือกตั้ง แต่จงกลัวว่าการเลือกตั้งภายใต้กติกาไม่เป็นประชาธิปไตย

ผมจึงไม่สนใจว่า คสช.จะอยู่นานเท่าไหร่ หากคิดว่าการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำจำให้จะอยู่นานขึ้น แสดงว่าคุณไม่รู้จักการเมืองไทยเลย เพราะขณะนี้ผู้คนก็ยากจนจะตายแล้ว ผมจึงมีความรู้สึกว่า เจตนาของการเขียนนั้น ต้องการให้มีเรื่อง คนระดับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ไม่รู้หรือว่าแต่ละเรื่องราวมีความเป็นมาเช่นไร เขาเก๋าเกมที่สุด ดังนั้นจึงเป็นการเขียนทียั่วเพื่อให้เกิดการคว่ำ

ส่วนปัจจัยที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านได้นั้น ก็มีทางเดียวคือให้ประกาศใช้เลย แต่ถ้าลงประชามติก็ไม่ผ่านแน่ๆ ดังนั้นความเห็นผมก็คือว่า ถ้าไม่เป็นประชาธิปไตยก็ไม่เอา และก็ไม่กลัวว่าจะต้องเสียเวลา เพราะผมเห็นว่าคนที่ต้องการต่อเวลาอยู่ในอำนาจเขา แต่ถ้าจะคืนอำนาจ ก็ต้องคืนมาให้ครบ ถ้าเลือกตั้งก็ต้องมีความเป็นประชาธิปไตย ถ้าเขียนรัฐธรรมนูญออกมาไม่เป็นประชาธิปไตยก็ต้องคว่ำ แต่ผมไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้คว่ำหรือเปล่า กลัวจะมีคนแย่งคว่ำเสียก่อน เพราะว่าตอนร่างฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ สุดท้ายก็โดน สปช. คว่ำก่อนทำประชามติ

หากมีกติกาที่พรรคเพื่อไทยยอมรับได้ ใครจะเป็นเบอร์ 1 ของพรรค?

ผมคิดว่าตัวพรรคเองยังไม่ได้วางแผนถึงจุดนั้น มีแต่เพียงเจตนารมณ์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ตอนนี้ต้องดำเนินการทำให้บ้านเมืองมีความเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าในขณะที่บ้านเมืองเป็นเผด็จการ แล้วมากำหนดว่าใครจะเป็นเบอร์ 1 สำหรับส่วนตัวนั้นในอนาคตใครมาเป็นนายกก็ได้แต่ขอให้มาจากกระบวนการที่ถูกต้อง และมีจิตใจที่เป็นประชาธิปไตย ไม่มองประชาชนเป็นศัตรู และที่สำคัญต้องเป็นคนที่ประชาชนได้ตัดสินเลือกแล้ว และคนก็เห็นแล้วว่าคนนี้แหล่ะที่จะมาทำหน้าที่คลี่คลายปัญหาของประเทศ

เปิดใจ‘กำนันสุเทพ’หากย้อนกลับไปได้ยังทำแบบเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160115/220570.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2559
เปิดใจ‘กำนันสุเทพ’หากย้อนกลับไปได้ยังทำแบบเดิม

เปิดใจ‘กำนันสุเทพ’หากย้อนกลับไปได้ยังทำแบบเดิม : สัมภาษณ์พิเศษ สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ จักรวาล ส่าเหล่ทู

                     ช่วงเวลานี้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เป็นจุดเริ่มต้นประกาศชุมนุมปิดกรุงเทพฯ หรือที่เรารู้จักว่า “Bangkok Shutdown” โดยมีมวลชนกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ภายใต้การนำของอดีตนักการเมือง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ผู้ผันตัวจากการเล่นการเมืองในรัฐสภา โดยใช้เวทีบนท้องถนน ซึ่งขณะนั้นผู้ชุมนุมต่างมีข้อเรียกร้องต่างๆ นานา ทั้งต้องการกำจัดระบอบทักษิณ เรียกร้องให้ปฏิรูปประเทศ และอีกมากมาย โดยในวันนี้ สุเทพ ได้เปิดใจต่อ รายการ “คม ชัด ลึก” ถึงความเห็นทางการเมือง ความรู้สึกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ความพึงพอใจต่อ คสช. ณ วันนี้ รวมถึงการปฏิรูปประเทศและการปรองดอง
ถ้าเทียบความรู้สึกต่อสถานการณ์ประเทศไทยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว กับวันนี้ต่างกันอย่างไร?
                     ตอนนั้นเราไม่มีทางเลือก เป็นห่วงว่าบ้านเมืองจะล่มจมเสียหาย เพราะว่าระบบการปกครอง กลุ่มคนที่มีอำนาจในบ้านเมืองได้ทำความเสียหายให้กับบ้านเมืองอย่างรุนแรง แล้วก็มีแนวโน้มว่าจะขยายตัวมากขึ้น เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้กำลังของมวลมหาประชาชน เรามาแก้ไขปัญหา แต่ว่ามาวันนี้เหตุการณ์ได้คลี่คลายไปบ้างแล้วในแง่ของการเมือง วันนี้เรามีรัฐบาลเฉพาะกิจมาในสถานการณ์พิเศษ คือ รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งกำลังแก้ไขปัญหาบ้านเมือง พูดได้ว่า จริงๆแล้วเสมอว่ารัฐบาลนี้ได้มารับช่วงดูแลบ้านเมือง จากที่มวลมวลมหาประชาชนได้เข้ามาแก้ปัญหา
                     อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัญหาบ้านเมืองเรื้อรังมามาก รัฐบาลของ คสช. ที่เข้ามารับภาระ ก็ต้องรับบทหนักมีหลายปัญหาที่อาจจะแก้ไขไม่ได้ในเวลาสั้น เพราะฉะนั้นมันก็เกิดความอึดอัด เกิดความกดดันทั้ง ประชาชน และ คสช. เอง ซึ่งจุดนี้ผมคิดว่าเราจะต้องใช้สติปัญญาในการที่จะฝันฝ่าวิกฤติการของประเทศไปให้ได้ บางคนอาจจะมองกันในแง่ร้าย ดูข่าวร้ายกันอยู่เรื่อยๆว่าเหตุการณ์นั้น เหตุการณ์นี้แย่แล้ว แต่ผมกลับมองว่านี่เป็นโอกาส กล่าวคือในภาวะวิกฤตเช่นนี้ มันจะได้เห็นธาตุแท้ของคนไทยฝ่ายต่างๆที่เราจะต้องกอดคอเข้ามาร่วมมือแก้ไขปัญหาด้วยกัน เพื่อเอาชนะปัญหานี้ให้ได้
                     ฉะนั้นผมคิดว่าเราต้องมองเรื่องนี้ในแง่ดี เป็นโอกาสที่คนไทยระดมความคิดความเห็น มาช่วยแก้ปัญหาประเทศชาติ ซึ่งผมคิดว่าจากประสบการณ์ที่เราได้ร่วมกันต่อสู้เมื่อ 2 ปีที่แล้วเห็นชัดว่า คนไทยแม้จะเป็นคนที่อยู่สบาย ส่วนใหญ่ไม่อยากจะวุ่นวายกับใคร แต่พอเมื่อถึงเวลาที่ชาติมีภัย คนเหล่านั้นก็พร้อมที่จะเสียสละ จนวันนี้ผมคิดว่าประชาชนได้ตื่นตัวมาก และตระหนักว่าเป็นภาระหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ ต้องร่วมกันรักษาชาติบ้านเมือง จากเมื่อก่อนที่คิดว่าเรื่องการเมืองเป็นหน้าที่ของนักการเมือง เราเลือกตั้งกันแล้วก็จบกันไป
ตอนนี้ถือว่าผ่อนคลาย?
                     ถ้าจะบอกว่าผ่อนคลายก็มีเฉพาะบางเรื่องเท่านั้น เช่น เห็นแล้วว่าจากนี้ไปรัฐบาลที่เคยทำร้ายประเทศชาติ พวกคนทุจริต แสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชน ไม่มีโอกาสได้มากุมอำนาจอีกแล้ว แต่ที่ไม่สบายใจก็คือว่า การที่เราจะปฏิรูปประเทศในวันข้างหน้า มันจะต้องการความร่วมมืออย่างแข็งแรง และมันไม่ง่าย เพราะว่าผู้คนในบ้านเมืองมีประสบการณ์ที่ต่างกันมาก ต่างคนก็ต่างคิด  ประชาชนอาจจะคิดอย่างหนึ่ง ข้าราชการคิดอย่างหนึ่ง สื่อมวลชนอาจจะคิดอย่างหนึ่ง คสช. ก็คิดอย่างหนึ่ง
เรื่องการปฏิรูปเป็นเป้าหมายหลักอย่างหนึ่งในการเคลื่อนไหวของ กปปส. มาถึงวันนี้ ในมุมมองของคุณสุเทพ คิดว่า คสช. ได้ดำเนินการปฏิรูปประเทศในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่?
                     ส่วนนี้แหล่ะที่ผมบอกว่าต้องทำความเข้าใจ การต่อสู้ของ กปปส ในขณะนั้นมี 2 อย่างคือ ต้องไม่ให้ผู้ที่กุมอำนาจบ้านเมือง ทำร้ายบ้านเมืองต่อไป ต้องยุติเขาเสีย ซึ่งเรื่องนี้สำเร็จไปแล้ว อย่างที่สอง เราจะพัฒนาประเทศเราไปข้างหน้าอย่างไร และป้องกันไม่ให้เกิดความเลวร้ายอย่างเดิมอีก ซึ่งเรามีข้อเรียกร้องหลายประการที่ต้องปฏิรูปไปพร้อมๆกัน แต่คราวนี้คนที่ลงมือทำคือ คสช. ในเวลาที่จำกัด เขาจะต้องทำทั้ง 2 เรื่องคือ กอบกู้สถานการณ์ที่ทรุดหนัก การทุจริตที่ใช้เงินบ้านเมืองแทบจะสิ้นเนื้อประดาตัว ปัญหาที่ถามโถมเข้ามา เรื่องของเศรษฐกิจโลกที่เข้ามาซ้ำ หรือเรื่องปัญหาปัจจัยภายนอกที่กระทบ อะไรต่างๆ มันกลายเป็นเรื่องที่เขาจะต้องทำส่วนนั้น ซึ่งเป็นเรื่องของการบริหาร
                     ขณะเดียวกัน ความคิดที่จะปฏิรูปประเทศ ก็จะมีคนที่เห็นต่างมากมาย ซึ่งก็ไม่ง่ายที่จะทำให้เสร็จสิ้นภายในเวลาสั้นๆ ผมยกตัวอย่างเช่น เรื่องของการปฏิรูปการเมือง การปกครอง การบริหารราชการแผ่นดิน ต้องทำกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกรอบหลัก อย่างใน กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญชุด อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ร่างรัฐธรรมนูญด้วยความตั้งใจ เอาเข้าจริงๆ มีคนออกมาต่อต้านไม่เห็นด้วย แม้แต่ คสช. เองก็ต้องหยุดไป ส่งผลให้คุณมีชัย ฤชุพันธุ์ มารับช่วงต่อ ถ้าเราติดตามข่าวก็จะเห็นว่า มีคนที่ไม่เห็นด้วยวิพากษ์อยู่เรื่อยๆ คนนั้นเสนออย่างนี้ คนนี้อยากจะทำอย่างนั้น ซึ่งเป็นภาวะปกติ
มีประเด็นไหนในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ติดใจบ้าง?
                     ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่า ผมก็บอกตัวเองและพี่น้องประชาชนรวมถึงเพื่อฝูงด้วยว่า เราต้องตั้งสติ บางทีเรารีบกังวลใจจนเกินไป เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยนั้น ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี ขณะนี้ท่านก็คือไปทำไป แต่ว่าที่ดีอย่างหนึ่งคือท่านมีชัยนั้นคิดดังๆ และให้เราได้ยินและคิดตามว่าเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร ถ้าประเมินแล้วว่าคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในประเด็นใด อันไหนที่ทำความเข้าใจได้ท่านก็ทำ อันไหนที่ดันต่อไปไม่ได้ท่านก็ปรับ สังเกตดีว่าท่านมีชัยเป็นคนที่มีประสบการณ์สูงมาก
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ อ.บวรศักดิ์ ในตอนท้ายมีเรื่อง คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ขึ้นมา ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดตายของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ในมุมมองแล้วสไตล์การร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัยจะทำให้ ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติหรือเปล่า?
                     เรื่อง คปป. ที่ อ.บวรศักดิ์ เสนอมานั้น ผมเห็นด้วย และไม่เห็นว่าเป็นจุดตาย เพียงแต่ว่ากระแสของคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่รับและก็มีกำลัง ผมเห็นใจ อ.บวรศักดิ์มาก เพราะท่านเป็นคนที่มีความรู้และความสามารถมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำงานให้บ้านเมือง คือต้องยอมรับว่า หากเราจะประกาศปฏิรูปประเทศ แล้วก็ทำให้เสร็จในปีนี้หรือปีหน้า ก็จะต้องมีหลักประกันว่า แล้วปีต่อๆไปจะทำอย่างไร ทำเมื่อไหร่ ทำให้สำเร็จได้อย่างไร เพราะฉะนั้น คปป. จึงเป็นองค์กรที่มีหน้าที่เช่นนี้ แต่ว่าคนที่ลุ่มหลงในประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ก็รับไม่ได้ มองว่าเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับ อ.บวรศักดิ์ จะสังเกตได้ว่าขณะนั้น กปปส. ก็สนับสนุนแนวคิดของ อ.บวรศักดิ์ ด้วย ซึ่งตนก็ได้เสียเพื่อเก่าไปคนหนึ่งก็คือนาย กษิต ภิรมย์ เพราะท่านก็เป็นคนประเภทประชาธิปไตยจ๋า
ตอนนั้น คปป. ถูกมองว่าเป็นกลไกที่จะนำมาสืบทอดอำนาจ?
                     เรื่องนั้นเข้าใจกันเอง คนในตอนนี้น่ากลัวมาก เพราะชอบหวาดระแวง แต่ว่าผมที่มายอมลำบากนอนอยู่กลางถนน เป็นเพราะเราต้องการเห็นการปฏิรูป เพราะฉะนั้นหากไม่มีการปฏิรูป สิ่งที่ประชาชนได้ทุกเทไปก็สูญเปล่า คปป. จึงเป็นเราที่เราพอใจ แม้วันนี้ไม่มีกลไกดังกล่าวก็ไม่เป็นไร ท่านมีชัย ก็ต้องคิดกลไกใหม่ให้เราว่า ทำอย่างไรให้กระบวนการปฏิรูปประเทศเดินหน้าต่อไปได้
                     คุณลงคิดดูว่า หากมีนักการเมือง พรรคการเมือง มีรัฐบาลใหม่ที่ไม่ต้องการทำงานปฏิรูป แล้วหยุดไปเฉยๆ ประเทศจะเป็นอย่างไร ไม่ทำอะไรให้เลย อย่างนี้ก็ไม่ได้ ยกตัวอย่างทางเราเคยได้เรียกร้องว่าจะต้องมีการปฏิรูประบบราชการ การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ประชาชนต้องการ แต่จะอย่างไรก็ตาม ก็ยังมีคนที่หวงอำนาจ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปฏิรูป
ในมุมมองส่วนตัวแล้วมองว่า การร่างรัฐธรรมนูญควรจะต้องผ่านประชามติหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญของ สปช. บางคนมองว่าเป็นแผนยืดเวลา คสช. ออกไป ร่างให้ผ่านจะต้องทำอย่างไร?
                     ผมไม่ไดคุยกับคนใน คสช. แต่คิดว่าคราวที่แล้ว ที่ สปช. มีมติไม่เห็นด้วย คงจะกังวลใจเรื่องประชามตินี่แหล่ะ เพราะเป็นประเด็นที่ฝ่ายการเมืองสามารถเอาไปปลุกระดมประชาชนได้ ในขั้นทำประชามติ หากไม่ผ่านก็จะสูญเสียเงินหลายพันล้าน ซึ่งจะเป็นปัญหาตามมา แต่สำหรับผมมองว่าประชามติไม่ได้ช่วยให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดีหรือไม่ดี สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ ในฐานะ กปปส. ผมทำใจอยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญที่ถูกร่างออกมา ไม่มีทางที่จะถูกใจประชาชนได้อย่าง 100%
แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ กระบวนการที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งก็จะช้าออกไปอีก?
                     ส่วนนี้ต่างกัน สำหรับผมกระบวนการช้านั้น ไม่กลัว ผมกลัวว่ากระบวนการมันจะไปซ้ำรอยเดิมมากว่า ถ้าทำช้านหน่อย แต่ทำออกมาแล้วมันดีชสมบูรณ์ ประเทศชาติสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น ผมยอมช้า แต่ถ้าพูดอย่างนี้ คนที่รอเลือกตั้งรอไม่ได้หรอก
มีกำหนดเวลาไหมว่าต้องภายในกี่ปีถึงจะมีการเลือกตั้ง?
                     ผมไม่เคยหวั่นใจเรื่องของเวลา ซึ่งเป็นความคิดที่ทำให้ทำงานยาก ที่จริงผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไม คสช. เข้ามายึดอำนาจแล้วต้องวางโร้ดแมพ ต้องตีกรอบตัวเอง แต่ว่าเมื่อทำไปแล้วก็ต้องทำตามนั้น และผมก็เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ เองก็พยายามเดินตามโร้ดแมพตามกรอบที่วางเอาไว้ แต่ว่าถ้ามีเหตุที่สุดวิสัยเกิดขึ้น ผมคิดว่าก็ต้องต้องสินใจเอาประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ดังนั้นกรอบที่วางไว้จะทำเพื่อดูดีอย่างเดียวไม่ได้ แล้วก็ถูกกดดันโดยฝ่ายนิยมประชาธิปไตยทั้งในและนอกประเทศ เราต้องคิดว่า เรากำลังทำให้ชาติอยู่รอด
คิดว่า คสช. วางกรอบให้ดูดีเพียงเท่านั้นหรือเปล่า?
                     ผมไม่คิดว่าเช่นนั้น และคิดว่าตัว พล.อ.ประยุทธ์ มีความตั้งใจที่จะทำทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อย เพราะว่าเท่าที่ผมรู้จักท่าน ท่านไม่ใช่คนมักใหญ่ใฝ่สูง ไม่ใช่คึนที่อยากอยู่ในอำนาจ แม้กระทั่งให้เป็นนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าเขายังคิดหนัก แต่ว่าเทื่อเข้ามาแล้ว เขาก็พยายามทำให้ดีที่สุดและให้เร็วที่สุด เมื่อก่อนผมรู้จักเขาอย่างนั้น แต่วันนี้เขาเปลี่ยนไปหรือไม่ผมไม่ทราบ ด้วยเหตุนี้ผมจึงมองว่าการวางกรอบไม่ได้ทำเพื่อให้ดูดีเท่านั้น เขาต้องคิดว่าน่าจะทำเสร็จ ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ง่าย
จริงๆแล้วปัญหาอยู่ที่การร่างรัฐธรรมนูญ หรือเป็นเพราะว่าสภาพแวดล้อมไม่พร้อม?
                     อยู่ที่ความคิดของคนในบ้านเมืองมีความหลากหลายเกินไป และเมื่อเป็นเช่นนั้น แต่ละคนแต่ละส่วนก็ยึดมั่นในทิศทางความคิดของตัวเอง ส่วนนี้คงต้องใช้เวลาหลอมรวมพอสมควร ผมเรียนเลยว่าสำหรับ กปปส. นั้นประทับใจ อยากจะได้ 100% ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ผมยกตัวอย่างเช่น เราอยากให้เลือกผู้ว่าราชการได้ทุกจังหวัดเหมือนอย่างกรุงเทพ ถ้าเขาทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ทำใจแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าทำใจทุกเรื่อง ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไป
ในช่วงรัฐบาล คสช. มีประเด็นไหนบ้างที่ปฏิรูปแล้วตรงกับสิ่งที่ กปปส. ต้องการ?
                     ต้องเรียนว่า 1.ที่เห็นๆอยู่ก็คือการจัดการคนทุจริตคอรัปชั่น ผมคิดว่านี่จะเป็นผลงานที่โดดเด่นของ คสช. เขาตั้งใจทำเลย แต่ก็ยังก็ต้องทำต่อไป 2.เรื่องความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ โดยเกี่ยวเนื่องกับเรื่องสถาบันด้วย ซึ่งประชาชนพอใจ 3.เท่าที่เห็นแนวโน้มเรื่องทิศทางของการเมือง พรรคการเมืองระบบการเลือกตั้ง กรแก้ปัญหาเมื่อเวลาวิกฤติ ดูท่าทางทำให้ประชาชนอุ่นใจได้ แต่ก็ยังมีหลายเรื่องที่ต้องใช้เวลามา อย่างเรื่องการดูแลสุขภาพอานามัยของประชาชน สสส. ที่กำลังมีปัญหากันอยู่ ก็เป็นเรื่องใหญ่มาก ที่จะต้องดูแลด้วยความระมัดระวังกันมาก หรืออย่างเรื่องปฏิรูปการศึกษาที่จะต้องใช้เวลาอย่างมาก
                     ทั้งนี้สิ่งที่ผมคิดว่า คสช. น่าจะทำไม่สำเร็จในเรื่องปฏิรูปทั้งหมดก็คือเรื่องปฏิรูปตำรวจ เพราะคงจะมีความกังวลใจว่า องค์กรใหญ่เกินไป คนมากเกินไป แล้วก็สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ คสช. เองก็คงไม่อยากทะเลาะกับตำรวจอย่างรุนแรง แต่ผมก็คิดว่าคงแก้เรื่องนี้ไดบ้าง หรือมีพัฒนาการดีขึ้น
สิ่งที่ทำเรื่อยมาคือการสมคบคิดหรือเปล่า เพราะ คสช. ก็มารับไม้ต่อในข้อเรียกร้องต่อการปฏิรูปประเทศของ กปปส ซึ่ง สุเทพเคยตอบไม่ใช่ เมื่อรู้แล้วว่าการเรียกร้องของ กปปส. ทำให้ทหารต้องออกมายึดอำนาจ หากย้อนเวลากลับไปได้ ทำให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้คณะรัฐบาลทหาร คุณสุเทพยังจะทำเช่นเดิมไหม?
                     แน่นอน ผมเรียนแล้วว่า เรื่องของประชาชนจะต้องหยุดยั้งรัฐบาลที่ชั่วร้าย ที่กำลังทำลายประเทศ ทำลายสถาบัน เราเห็นความเสียหาย เราเห็นหายนะ ดูสิครับ อย่างเรื่องโครงการจำนำข้าว เพียงเรื่องเดียวประเทศชาติเราเสียหายถึง 7 แสนล้านบาท แล้วก็มีปัญหาตามมาเยอะแยะเป็นต้น เพราะฉะนั้นเป้าหมายใหญ่ของเราในขณะนั้นคือ ต้องหยุดยั้งรัฐบาลนั้นให้ได้ ต้องไม่ให้เขามีอำนาจมาบริหารบ้านเมืองด้วยวิธีการอันเลวร้ายต่อไป
                     แต่ถ้าถามว่าสิ่งที่เราต้องการคืออะไร พูดกันวันนี้โดยไม่ต้องกังวลใจแล้วว่า เราต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยประชาชน ผมเรียกร้องให้กองทัพ ข้าราชการ ร่วมมือกับประชาชน เพื่อสร้างรัฐบาลของประชาชนชนขึ้น แล้วก็ทำหน้าที่รัฐบาลชั่วคราวดำเนินการปฏิรูปประเทศ
                     เมื่อกองทัพไม่สามารถร่วมกับเราได้ ทั้งๆที่เราเชิญชวนหลายครั้งผ่านการพูดบนเวทีว่า ถ้าเราทำแบบนี้ อเมริกา ยุโรป ไม่สามารถแทรกแซงได้ เพราะนี่คือประชาชน แต่ว่ากองทัพอาจจะไม่คุ้นเคยกับวิธีการนี้ ไม่ไปร่วมมือกับประชาชน เขาจึงต้องใช้วิธีการพิเศษ คือการยึดอำนาจ ซึ่งสำหรับผมแม้ว่าไม่ค่อยชอบการยึดอำนาจเท่าไหร่ แต่ก็พอใจที่ทำให้รัฐบาลที่ชั่วร้ายเหล่านั้นหมดอำนาจไป และไม่สามารถที่จะทำร้ายประเทศชาติและประชาชนได้อีก และพอใจมากขึ้นเมื่อผู้ที่เป็นหัวหลักในการยึดอำนาจคือ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และประกาศที่จะปฏิรูปประเทศไทย อย่างนี้ผมก็พอใจ ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็นการสมคบคิด ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง วันนี้ผมและนายกฯคงได้ทำงานร่วมกัน
                     นี่ตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์ ยึดอำนาจ ผมยังไม่ได้พบกับเขา หรือติดต่อกันเลย พวกผมขอพูดแทนประชาชนทั้งหมดว่า เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง เรามาต่อสู้เพื่อรักษาชาติและแผ่นดิน ทำเสร็จแล้วเราก็กลับบ้าน เป็นประชาชนต่อไป แต่ว่าเราจะไม่ทอดทิ้งประเทศชาติบ้านเมือง ซึ่งเราจะต้องดูแลต่อไป ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดวังวนเดิมอีก
ถึงแม้ว่านานาชาติบอกว่า การที่ทหารยึดอำนาจ ส่งผลลบต่อภาพลักษณ์ของไทย ยังคิดว่าต้องทำเหมือนเดิมไหม?
                     ต้องทำเหมือนเดิม และผมคิดว่าต่างชาติไม่มีสิทธิที่จะก้าวก่ายเรื่องภายในประเทศ ซึ่งผมไม่พอใจทูตหลายๆประเทศเหมือนกัน ผมเจอหน้าเขาก็ว่าตรงๆ ไม่ใช่เรื่องของคุณ เรายังไม่เคยยุ่งเรื่องประเทศของคุณเลย เพราะฉะนั้นคุณก็ไม่ควรยุ่งเรื่องของประเทศผม เรื่องนี้ต้องพูดให้ชัด เพราะไม่เช่นนั้นเขาจะวุ่นวายกับเรามากเกินไป
อีกมุมหนึ่งที่หลายคนอยากรู้ก็คือ มองอย่างไรกับพรรคประชาธิปัตย์ ถึงแม้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับพรรคแล้ว แต่ก็ยังถูกมองว่าเป็นผู้มีอิทธิพลตัวจริงของพรรค ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
                     ก่อนเข้าเรื่องพรรค วันนี้พวกเรามวลมหาประชาชน ก็ยังยืนยันในความคิดนั้น เรายังจะเดินหน้าผลักดันให้มีการปฏิรูปประเทศ ในทิศทางที่ประชาชนมุ่งหวัง เราจึงได้เรียกชื่อพวกเราจาก กปปส. เป็นมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ผมยังพยายามที่จะรวบรวมกำลังพี่น้องประชาชน ผลักดันการปฏิรูปประเทศ เรื่องไนที่เราทำได้ด้วยมือของเรา ก็จะทำทันที เรื่องไหนที่ต้องเรียกร้องให้ฝ่ายอื่นทำ เราก็จะทำ
                     ส่วนเรื่องพรรคประชาธิปัตย์เรียนตรงๆว่า ผมไม่มีความเกี่ยวพันกับพรรค อีกต่อไป ที่จริงได้ประกาศตั้งแต่ตอนที่เริ่มนำขบวนแล้ว คือต้องแยกให้ชัดเจนว่า การต่อสู้ของมวลมหาประชาชนไม่ได้ทำเพื่อใครคนหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง เป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของประเทศไทย ต่อสู้เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์จริงๆ เพราะฉะนั้นจุดนี้ผมจึงต้องตัดสินใจ ลาออกจากพรรค และประกาศว่าไม่กลับไปยังพรรคอีกแล้ว
                     เพราะฉะนั้นวันนี้ผมไม่มีความผูกพันเกี่ยวข้องใดกับพรรคอีก แม้ว่ามีเพื่อนฝูงที่รักใคร่ดุจพี่น้องกัน แต่ก็ต้องตัดใจ เพราะเราเดินคนละเส้นทางกัน แต่ถ้าถามว่าไปมีอิทธิพลอะไรนั้น ไม่มีแน่นอน ผมนั้นโชคร้ายนิดเดียว คือมีคนสงสัยเรื่อย แต่ผมก็พยายามทำให้ชัดเจนว่า ผมไม่มีอิทธิพลอะไร มีแต่ความรักกันเท่านั้น เจอหน้ากันก็พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นปกติ คุยอย่างประชาชนที่คุยกับนักการเมือง
แต่ก็มีแกนนำของ กปปส. ที่เป็นอดีต ส.ส. ที่แสดงออกชัดเจนว่า หากทีการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็จะสมัครในนามของพรรค ปชป.?
                     ก็บางคนอาจจะเป็นเช่นนั้น แต่บางคนก็อาจจะไม่แน่ ผมก็ไม่ขอวิจารณ์เป็นรายบุคคล แต่พูดได้ว่า เมื่อเขามาต่อสู้ร่วมกับมวลมหาประชาชน เมื่อเสร็จแล้ว เขาก็จะไปทำอะไรก็เป็นสิทธิของแต่ละคน เราไม่กีดกั้น ซึ่งผมเชื่อว่าบางคนก็อาจจะกลับพรรค บางคนก็ไม่กลับ หรืออาจจะไปพรรคอื่นก็ได้
ช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จะจับมือกับคุณสุเทพ เพื่อตั้งพรรคใหม่ เรื่องนี้มีมูลความจริงไหม?
                     เรื่องนี้ไม่มีมูลความจริงเลย ผมก็สงสาร มรว.สุขุมพันธ์ คือผมเข้าใจดีว่าทำไม่เขาถึงไม่ชอบ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ เขามีปัญหาอะไรกัน แต่ผมก็รักษามารยาทไม่พูจา ส่วนตัวผมเองกับม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ชอบพอกัน ซึ่งตัวเขาเองก็เป็นลูกผู้ชายในประสบการณ์ที่ผมได้คบหามา จำได้ไหมว่าสมัยหนึ่งที่บ้านเมืองเราประสบปัญหาเรื่องผู้ก่อการร้ายเขายอมเป็นตัวประกัน ซึ่งหาคนอย่างนี้ยาก แล้วก็เมื่อมวลมหาประชาชนร่วมต่อสู้ที่กรุงเทพ ผมต้องเรียนตรงๆว่าได้รับความเอื้อเฟื้อจาก กทม. ไม่ต้องอะไรมาก แค่รถสุขา ทำความสะอาดให้ ถ้าไม่มีการช่วยเหลืออย่างนี้ ตอนนั้นก็คงแย่
ตอนนี้เหมือนกับว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ อยู่ในสภาวะลำบาก ได้มีการพูดคุยให้กำลังใจกันบ้างไหม?
                     ผมให้กำลังใจ แต่ตอนนี้ไม่สามารถพบกันได้ ถ้าผมไปพบในช่วงนี้ก็จะทำให้ข่าวลือเรื่องตั้งพรรคเหมือนมีมูลขึ้นมา และไม่มีการโทรหาด้วย ไม่คุยคือไม่คุย แต่ว่าถ้ามีจังหวะเหมาะสมเมื่อไหร่ ก็จะไปคุย ซึ่งในชีวิตผมเป็นคนรักษาสัจจะ ผมเคยพูดบนเวทีว่า 1.ผมไม่กลับพรรคประชาธิปัตย์ 2.ผมได้พูดกับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อสมัยยังบวชอยู่ ผมก็บอกว่านอกจากจะไม่กลับไปพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ผมก็จะไม่ตั้งพรรคการเมืองมาแข่งกับพรรคประชาธิปัตย์ 3.ผมสนับสนุนรัฐบาล คสช. ให้ทำงานปฏิรูปสำเร็จ ถ้าใครมาขวางการทำงานของ คสช. ในเรื่องเหล่านี้ ผมจะช่วย คสช. ไม่กลัวเปลืองตัว
ชัดเจนเลยว่านี่คือสิ่งที่พูดกับอภิสิทธิ์?
                     ใช่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็นำมาเปิดเผยได้ แล้วก็จะพูดอย่างนี้ต่อไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะนิยมรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร แต่เฉพาะสถานการณ์ตอนนี้เท่านั้น ซึ่งจำเป็นต้องสนับสนุนให้รัฐบาลชุดนี้ทำงานปฏิรูปให้สำเร็จ ซึ่งตอนที่ผมบวชก็พูดแบบนี้เหมือนกัน และขณะนั้นก็มีคนชวนมา ชวนคิดเรื่องการเมือง และผมก็ให้ความเห็นไป โดยคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง เพื่อให้นักการเมืองที่จะนำความเห็นไปดำเนินการ รู้ว่าเราในฐานะที่มีประสบการณ์ด้านการเมืองมีความคิดอย่างไร
                     เพราะฉะนั้น ใครจะมาคุยการเมืองกับผมก็ได้ ไม่มีปัญหา ผมก็พูดในฐานะคนที่อยู่ในวงการการเมือง 30 กว่าปี ก็มีประสบการณ์หลากรูปแบบที่ได้เปรียบคนอื่น คนในพรรคประชาธิปัตย์เองก็มาพบผมขอความเห็น ผมก็ได้บอกว่ายุคนี้เป็นยุคปฏิรูปประเทศไทย ถ้าผมขอแนะนำให้พวกคุณต้องปฏิรูปตัวเอง โดยการทำพรรคการเมืองให้เป็นของประชาชนที่สมบูรณ์แบบ
จริงๆที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ มักจะบอกว่าเป็นพรรคที่มีระบบ ไม่ได้เป็นของคนใดคนหนึ่ง แต่ที่ผ่านมายังไม่ถือว่าเป็นพรรคของประชาชนหรือไม่?
                     ผมถือว่าไม่สมบูรณ์ ขออธิบายว่าพรรคการเมืองที่จะเป้นของประชาชนจริงๆนั้น ประชาชนต้องออกมาแสดงความเป็นเจ้าของพรรค ดูแลพรรค กำกับการบริหารพรรค ดูแลค่าใช้จ่ายของพรรค เงินของพรรคการเมืองจะต้องมาจากประชาชน สมมตินะครับถ้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าจะเป็นพรรคการเมืองของประชาชน ขอเชิญประชาชนทั้งหลายมาร่วมกันเป็นเจ้าของพรรค ถ้ามีคนสักล้านคนก็เข้ามาทำสัญญาเลยว่า ข้าพเจ้าจะรับผิดชอบพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะเจ้าของพรรค ในทุกปี รายได้ของข้าพเจ้า 1 วันขอมอบให้พรรค ซึ่งพรรคเองก็ไม่ควรใช้จ่ายเงินจำนวนนี้ผิดวัตถุประสงค์ด้วย
                     อย่างต่อมา การแต่งตั้งกรรมการพรรค หัวหน้าพรรค หรือตำแหน่งสำคัญของพรรค ประชาชนจำนวนล้านคนที่เป็นเจ้าของพรรค จะเป็นคนเลือกตั้งเอง ไม่ใช่ให้ ส.ส. หรือนักการเมืองมาเลือกกันเอง แล้วก็สถาปนากันเอง อีกทั้งการกำหนดนโยบายพรรคจะต้องมาจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของพรรค ไม่ใช่ให้นักการเมืองมาคิดนโยบายกันเอง และเวลาจะส่งใครลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ต้องให้เจ้าของพรรคในแต่ละพื้นที่เลือกคนที่จะเป็นตัวแทน จะได้ไม่ต้องมีปัญหากันว่า หัวหน้าพรรค กรรมการพรรคชอบใจผู้สมัครคนนั้นคนนี้ ผมว่าลักษณะการบริหารพรรคก็น่าจะเป็นเช่นนี้
จากกระแสข่าวเรื่องการเลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนตัวแล้วมองว่าหัวหน้าพรรคต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?
                     เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผม ผมให้ความเห็นไม่ได้ อีกทั้งผมก็ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรหากคุณอภิสิทธิ์ ยังคงเป็นหัวหน้าพรรค หรือจะเปลี่ยนเป็นคนอื่น แต่ว่าในแง่ของประชาชนแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ก็จะเป็นพรรคที่ผมพิจารณาตอนที่จะลงคะแนนเสียงให้ ซึ่งผมก็อยากจะเห็นผู้นำพรรคที่มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกับยุคปฏิรูปประเทศไทย การทำงานด้านการเมืองจะต้องทำเพื่อชาติและประชาชน นักการเมืองไม่คิดแต่เพียงเรื่องของตัวเอง และผลประโยชน์ของพรรคอย่างเดียว
หลายๆคนวิเคราะห์ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ชนะการเลือกตั้งยาก อีกมุมหนึ่งพรรคเพื่อไทยเองก็มั่นใจว่าจะชนะเลือกตั้งแน่นอน ไม่ว่าจะมีกติกาแบบไหน ถ้ามีการเลือกตั้งอีกแล้วพรรคเพื่อไทยชนะ จะยอมรับได้ไหม?
                     พรรคการเมืองไหนชนะมาเราก็ยอมรับได้ทั้งนั้น แต่ว่าถ้าพรรคเพื่อไทยยังเป็นพรรคที่ถูกบงการโดยคุณทักษิณ คือทักษิณคิดให้ แล้วก็ทำทุกอย่างเหมือนที่เคยทำมาแล้ว ผมไม่มีวันยอมรับ ประชาชนก็ไม่เอา เพราะเห็นแล้วว่าทำร้ายชาติ ทำร้ายบ้านเมือง ยอมรับไม่ได้ ถ้าพรรคเพื่อไทยปรับปรุงตัวเองเป็นพรรคของประชาชนจริงๆ คิดนโยบายเพื่อประชาชน ไม่ได้คิดนโยบายเพื่อมาโกงและมาแบ่งกัน อย่างนี้ยินดีต้อนรับ และพรรคประชาธิปัตย์เองก็เช่นกัน ต้องทำให้ประชาชนเห็นแนวทางว่าจะพาประเทศชาติเดินหน้าไปได้ เขาก็จะไปเลือกตั้ง ผมถึงแนะนำพวกเขาว่า ปฏิรูปพรรครวมถึงปฏิรูปความคิดของนักการเมืองด้วย
เป้าหมายอย่างหนึ่งของ กปปส ก็คือการกำจัดระบอบทักษิณ ตอนนี้การดำเนินงานของ คสช. เป็นไปตามที่หวังไว้ไหม?
                     ใช้คำว่า “กำจัด” ก็ถือว่ารุนแรงไปนิดนะ ความจริงแล้วเราต้องการให้เขาออกไปจากการยึดกุมอำนาจประเทศ เพราะเราเห็นว่าระบอบดังกล่าวทำร้ายประเทศไทย ทำร้ายสถาบันสำคัญของเรา แต่ว่าถ้าวันนี้เขาจับกลุ่มรวมกัน และทำให้ระบอบนี้กลับมาเหมือนเดิม อย่างนี้เราก็ต้องลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเมืองอีก แต่ว่าถ้าไม่มีแนวความคิดแบบให้ทักษิณสั่งการมาจากต่างประเทศ แล้วก็ทำตามโดยที่ไม่คิดถึงความถูกต้อง ถ้าเป็นเช่นนั้นเราไม่เอา ถ้าเป็นเช่นนี้เราก็เชิญ
ขณะนี้กลไกการปรองดองถือเป็นเรื่องสำคัญ มีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไรบ้าง?
                     คนไทยทุกคนต้องการความสงบเรียบร้อย ต้องการเห็นความเป็นเอกภาพ เห็นคนไทยรักกัน ไม่แบ่งฝ่ายกัน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเป้าหมาย พวกผมก็คิดเช่นนั้นและยินดี และต้องเรียนว่า แม้ในขณะที่พวกตนต่อสู้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก็มีความพยายามที่จะเจรจากับฝ่ายที่เห็นต่างด้วยตลอด ถ้าจำได้ผมก็เคยบอกบนเวทีว่า แม้แต่คนเสื้อแดงก็ขอให้มาต่อสู้ร่วมกันเพื่อประเทศไทย อย่าทำเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลชินวัตร ผมพยายามเจรจา เอาเป็นว่าวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยึดอำนาจ ก่อนหน้านั้นไม่ถึง ชม. ผมยังนั่งเจรจากับคุณจตุพร หมอเหวง ธิดา แกนนำของ นปช. ทั้งหลาย ผมยังบอกในที่ประชุมว่านักการเมืองทั้งเพื่อไทย ประชาธิปัตย์นั้น พูดกันไม่จบหรอก ถ้าฝ่าย นปช. กับ กปปส. มาพูดคุยกัน ก็จะคลี่คลายปัญหาการเมืองในขณะนั้นได้ ผมก็ได้พูดเปิดใจทุกอย่าง เพียงแต่ว่าเขาไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้มีอิสระในการตัดสินใจแบบผม ซึ่งผมเองสามารถตัดสินใจในฐานะประชาชน แต่เขาต้องรอคำสั่งคุณทักษิณ ผมก็เข้าใจ การเจรจาถึงไม่สำเร็จ
                     วันนี้ก็เหมือนกัน จะมีการปรองดองได้ ก็ต้องมีการพูดคุยกันอย่างจริงใจ และก็ต้องมีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของชาติโดยส่วนรวม ถ้าเป็นการพูดคุยกันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มการเมือง หรือกลุ่มอำนาจใดกลุ่มหนึ่ง อย่างนี้ไม่มีทางปรองดอง
คิดว่าการพูดคุยกันโดยเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นพื้นฐานจะเกิดขึ้นได้ไหม?
                     ผมว่ายาก วันนี้ผมยังคิดว่ากลุ่มผู้นำ นปช. ยังฟังคำสั่งคุณทักษิณอยู่ ยังต้องรายงานเขาและรักษาผลประโยชน์ของเขาอยู่ ถ้าอย่างนี้ก็ยาก แต่ถ้าเขาทำใจได้ ผมยินดีนั่งคุยกับเขาทุกแห่ง จะกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ ขอให้ร่วมมือกันโดยเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง อย่างไปยึดติด และผมก็แสดงตัวออกชัดเจนว่าผมพร้อมที่จะคุยได้ เพราะผมเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์แล้ว
ในส่วนของคนเสื้อแดง เขายังบอกว่าการสร้างความปรองดองเป็นเพียงคำพูดที่สวยหรู แต่สิ่งที่เขาต้องการก็คือกติกาที่เป็นธรรม ซึ่งเขาบอกว่ายังถูกไล่บี้อยู่ฝ่ายเดียว จากกติกาที่ไม่เป็นธรรม มองว่านี่เป็นเพียงข้ออ้างหรือไม่?
                     อันนั้นเป็นเพราะว่า คนที่พูดเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ต้องถามว่าจะเป็นคนเสื้อสีอะไรก็ตามที่กำลังมีปัญหาอยู่ ถูกดำเนินคดี ก็ต้องถามว่าตอนที่ถูกดำเนินคดีนั้น เรามีพฤติกรรมอย่างไร คราวนี้เราอยู่ในประเทศไทย เราก็ต้องเคารพกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม เมื่อถูกดำเนินคดี เราก็สู้กันในชั้นศาลตามกระบวนการ
                     ที่คนเสื้อแดงเขาโวยวายกัน ผมยังไม่เห็นโวยวายเลย ขึ้นศาลอยู่เป็นประจำ ผมมีคดีเยอะแยะเช่นข้อหา ฆ่าคนตาย เป็นกบฏ ขัดขวางกรเลือกตั้ง บุกรกุสถานที่ เยอะแยะ ผมก็สู้คดี ก็ต้องทำใจว่าเมื่อเราเข้ามาทำงานอย่างนี้ แม้เราจะมีความตั้งใจดี แต่ว่าถ้ามีส่วนใดที่ผิดกฎหมายก็ต้องยอมรับ แต่ว่าที่เขากำลังทำกันอยู่คือการต่อสู้เพื่อให้ตนเองพ้นความผิด ให้คุณทักษิณพ้นผิด ซึ่งอย่างนี้ไม่ได้เรียกว่าการปรองดอง อย่างนี้ใครทำผิดแล้วได้รับการยกเว้น ไม้ต้องถูกลงโทษ วันข้างหน้าประเทศวุ่นวายมาก เมื่อไหร่ไม่พอใจยกพวกมาปะทะกันแล้วก็มานิรโทษ อย่างนี้ก็ไม่ได้
หมายความว่าไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม?
                     ไม่ใช่ครับ บางระดับนั้นผมยอมรับได้ เช่น พวกผมมาเดินขบวนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีเรื่องที่ผิดกฎหมายเยอะ เช่นละเมิด พรก.ฉุกเฉิน เอาผิดกับประชาชน อย่างนี้เรื่องเล็ก หรือว่าขัดขวางการเลือกตั้ง หรือผิดกฎจราจรก็ให้ได้ กรณีของคนเสื้อแดง ประชาชนเอารถอีแต๋น มาปิดกั้นถนน ผมคิดว่าอย่างนี้นิรโทษได้ แต่ว่าพวกที่เผาศาลากลาง หรือฆ่าคน อย่างนี้ไม่ได้ อย่างผมเองก็โดนข้อหาฆ่าคนตาย อย่างนี้ไม่ต้องนิรโทษให้ผม ดำเนินคดีกลับผมได้เลย ถ้ารู้ว่าผิดผมก็พร้อมที่จะติดคุก ต้องว่าไปตามกรับวนการยุติธรรม จะได้จบ ไม่อย่างนั้นวันหลังคนอื่นก็เช่นนี้อีก และบ้านเมืองก็กลับมาวุ่นวานอีก เราต้องคิดถึงอนาคตข้างหน้าด้วย
หลังจากที่ไปบวชมา ซึ่งหลักธรรมของพุทธได้พูดถึงการปล่อยวาง ณ ตอนนี้ความรู้สึกที่มีต่อทักษิณ และยิ่งลักษณ์ มีความเปลี่ยนแลงจากเมื่อก่อนไหม?
                     ผมบวชเป็นเวลาปีกว่า เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ผมกำลังจะทำต่อ มูลนิธิฯ มาชวนคนเข้าวัดปฏิบัติธรรม เราส่งเสริมให้คนเข้าวัด ธรรมมะมีความหมายและสำคัญ สิ่งที่ตนทำระหว่างบวชนั้นก็ไม่ได้เป็นการสร้างภาพ แต่ทำให้เห็นว่า ถ้าบ้านเมืองมีธรรมมะก็จะเป็นประโยชน์ เมื่อถามถึงคุณยิ่งลักษณ์ และคุณทักษิณ โดยส่วนตัวผมแล้วเดี๋ยวนี้ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย ผมเจอได้ นั่งกินข้าวด้วยกันก็ได้ คุยด้วยก็ได้
หมายความว่ารู้สึกผ่อนคลายขึ้น?
                     ไม่ได้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่ได้มีความโกรธเกลียดเป็นการส่วนตัว แต่ถ้าคุณทักษิณยังมาบงการประเทศไทยอยู่ ผมก็สู้ต่อไป แล้วถ้าคุณยิ่งลักษณ์จะกลับมาทุจริตคอรัปชั่นอีก ผมก็จะไล่ต่อไป เมื่อ2วัน ผมไปงานแต่งที่ จ.อุทัยธานี คุณจตุพรนั่งโต๊ะเดียวกับผม เราก็ได้คุยกันเรื่องปัญหาของชาวสวนยาง ผมก็ได้บอกว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ต้องใช้สติรอบคอบ อย่านำมาเป็นประเด็นทางการเมือง มีคนถามว่าซูเอี๋ยกันหรือเปล่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เจอกันที่ไหนก็ชกกันตรงนั้น ไม่มีความเคียดแค้นเป็นการส่วนตัว แต่ว่าถ้าเขาทำผิดต่อประชาชนต่อบ้านเมือง ผมไม่มีวันยอม

 

————————

(หมายเหตุ : รายการ คมชัดลึก‘สุเทพ เทือกสุบรรณ’)