หมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติ84 พรรษา”พระมารดาแห่งไหมไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

สารคดีพิเศษ เฉลิมพระเกียรติ แม่ของแผ่นดิน

หมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติ84 พรรษา”พระมารดาแห่งไหมไทย”

เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2559 กรมหม่อนไหมได้จัดทำโครงการสำคัญหลายโครงการเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้ทรงทุ่มเทพระวรกายในการพัฒนางานศิลปาชีพและส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมแก่พสกนิกรไทยมายาวนานกว่า 40 ปี และทรงเป็น “พระมารดาแห่งไหมไทย” ซึ่ง “โครงการหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้าน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2559″เป็นหนึ่งโครงการที่กรมหม่อนไหมได้สนองพระราชดำริและสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการอนุรักษ์อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมทั้งอนุรักษ์ไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน วิธีการเลี้ยงไหม และการผลิตเส้นไหมไทยพื้นบ้านให้คงอยู่เป็นมรดกทางภูมิปัญญาของประเทศสืบไป

คุณอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวว่า กรมหม่อนไหมได้ดำเนินโครงการหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้าน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถจำนวน 84หมู่บ้านในพื้นที่ 24 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี หนองบัวลำภู สกลนคร บึงกาฬ หนองคาย เลย ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ ขอนแก่น มุกดาหาร นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ฉะเชิงเทรา สระแก้ว เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ชุมพร อุทัยธานี ราชบุรี และนราธิวาส มีเกษตรกรเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเข้าร่วมโครงการหมู่บ้านละไม่น้อยกว่า 10 คน เป้าหมายรวมกว่า 840 คนทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถที่ทรงเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ พร้อมสนองพระราชดำริของพระองค์ในการอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านให้คงอยู่อย่างยั่งยืนทั้งยังมุ่งพัฒนายกระดับการเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านของเกษตรกรรายย่อยให้มีประสิทธิภาพ และเป็นแหล่งผลิตเส้นไหมที่มีคุณภาพมาตรฐานสำหรับนำไปผลิตผ้าไหมไทยภายใต้เครื่องหมายรับรองตรานกยูงพระราชทานสีทอง (Royal Thai Silk) ขณะเดียวกันยังมุ่งให้ความรู้และฝึกทักษะอาชีพด้านหม่อนไหมให้แก่นักเรียนในโรงเรียน เป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมและให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้มีส่วนร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้านหม่อนไหมด้วย

เบื้องต้นได้สำรวจและคัดเลือกหมู่บ้านที่มีเกษตรกรเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเข้าร่วมโครงการ จากนั้นกรมหม่อนไหมก็บูรณาการร่วมกับเกษตรกร ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่วางแผนพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบครบวงจรโดยเริ่มตั้งแต่การจัดการแปลงหม่อนเพื่อเพิ่มผลผลิตใบ เช่น พัฒนาระบบน้ำในแปลงหม่อน หรือสนับสนุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมี เพื่อใช้บำรุงแปลงหม่อนครอบคลุมทั้ง 84 หมู่บ้าน นอกจากนั้น ยังปรับปรุงพื้นที่และส่งเสริมการปลูกหม่อนพันธุ์ดีในโรงเรียน จำนวน 8 โรงเรียน ซึ่งอยู่ใกล้เคียงหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้าน พร้อมผลักดันให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมของเกษตรกรไปสู่เยาวชนในสถานศึกษา ทั้งการผลิตหม่อน การเลี้ยงไหม สาวไหม ย้อมสี ทอผ้า และการแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหม เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาและองค์ความรู้ของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบต่อไป

ขณะเดียวกันยังส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพไหมไทยพื้นบ้าน โดยให้คำปรึกษาและวางแผนการผลิตไข่ไหม การเลี้ยงไหม และการผลิตเส้นไหมไม่น้อยกว่า 6 รุ่น/ปีทั้งยังให้ความรู้เรื่องการคัดเลือกพันธุ์ไหมไทยพื้นบ้านเพื่อขยายพันธุ์ในท้องถิ่นเพิ่มขึ้นรวมถึงการสาวไหม การสาวไหมเส้นยืนการตีเกลียวเส้นไหมและให้การสนับสนุนวัสดุสำหรับทำห้องเลี้ยงไหมแบบประหยัด วัสดุการเลี้ยงไหมและการผลิตไข่ไหมให้แก่เกษตรกรในโครงการ

นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนายกระดับคุณภาพเส้นไหมไทยสู่มาตรฐาน โดยส่งเสริมให้ความรู้เรื่องการจัดทำเส้นไหมไทยตามมาตรฐานเส้นไหมไทย (มกษ.8000-2555) มาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และมาตรฐานเส้นไหมอินทรีย์ เป็นต้นและคัดเลือกเกษตรกรที่มีความพร้อมในการผลิตเส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านสำหรับเป็นเส้นไหมยืน พัฒนารูปแบบป้ายติดเส้นไหม พัฒนาบรรจุหีบห่อเส้นไหม จัดทำระบบตรวจสอบรับรองคุณภาพเพื่อจัดชั้นคุณภาพเส้นไหม และระบบการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิตเส้นไหม

ที่สำคัญยังส่งเสริมการผลิตและการตรวจรับรองผ้าไหมไทยของ 84 หมู่บ้าน ภายใต้เครื่องหมายมาตรฐานตรา “นกยูงพระราชทานสีทอง” ซึ่งเป็นผ้าไหมที่ผลิตโดยใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน มีกระบวนการผลิตที่อนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยอย่างแท้จริงสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับเกษตรกรได้

คุณอภัยกล่าวอีกว่า ทั้ง 84 หมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนรับรองให้เป็นหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติฯโดยกรมหม่อนไหมจะจัดทำฐานข้อมูลแหล่งผลิต สินค้าที่ผลิต และเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในรูปแบบข้อมูลสารสนเทศ ตลอดจนส่งเสริมการสร้างอัตลักษณ์ด้านหม่อนไหมประจำหมู่บ้าน ซึ่งพิจารณาจากจุดเด่นของแต่ละแห่ง อาทิ อัตลักษณ์ด้านเส้นไหม และลวดลายผ้า เป็นต้น และมีแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวหม่อนไหมเชิงอนุรักษ์ และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิตและผู้บริโภคเพื่อขยายช่องทางการตลาดให้เกษตรกรด้วย

“อนาคตคาดว่า หมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านฯจะช่วยเพิ่มผลผลิตเส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านที่มีคุณภาพมาตรฐานสำหรับใช้ทอผ้าเกิดระบบการผลิตไข่ไหมและเส้นไหมยืนในชุมชนที่มีการผลิตตามหลักวิชาการและมีการควบคุมคุณภาพ และเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการผลิตไข่ไหม เลี้ยงไหม การผลิตเส้นไหมไทยพื้นบ้าน แก่นักเรียน เยาวชน และผู้สนใจทั่วไป มีการขยายผลทายาทด้านหม่อนไหมซึ่งจะช่วยสืบสานและอนุรักษ์ไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านให้คงอยู่ต่อไป”อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าว

พันธุ์หม่อน “ศรีสะเกษ84”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

สารคดีพิเศษ เฉลิมพระเกียรติ แม่ของแผ่นดิน

พันธุ์หม่อน “ศรีสะเกษ84”

หม่อนถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมนอกจากเกษตรกรจะต้องบริหารจัดการแปลงหม่อนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ใบหม่อนที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพเหมาะสมสำหรับการเลี้ยงไหมแล้ว การเลือกใช้พันธุ์หม่อนพันธุ์ดีก็เป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิตได้ ปัจจุบันมีพันธุ์หม่อนที่เกษตรกรนิยมปลูกหลายพันธุ์ อาทิ พันธุ์สกลนคร พันธุ์บุรีรัมย์60 พันธุ์นครราชสีมา60 พันธุ์ศรีสะเกษ33 พันธุ์น้อย และพันธุ์คุณไพ เป็นต้นล่าสุดศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯศรีสะเกษ กรมหม่อนไหม ได้ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์หม่อนพันธุ์ใหม่เพิ่มอีก 1 พันธุ์ คือ พันธุ์ “ศรีสะเกษ84” (ศก 84) และประกาศให้เป็นพันธุ์หม่อนแนะนำของกรมหม่อนไหม เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2559 นี้

คุณอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวว่าศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯศรีสะเกษได้ใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงพันธุ์หม่อนศรีสะเกษ84นานถึง19 ปี ซึ่งหม่อนพันธุ์ใหม่นี้ เดิมชื่อพันธุ์ SRCM9105-46เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างหม่อนพันธุ์นครราชสีมา60 เป็นแม่พันธุ์กับหม่อนพันธุ์ S1เป็นพ่อพันธุ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์2534 ได้เมล็ดพันธุ์หม่อนจำนวนหนึ่งนำไปเพาะเมล็ดในถุงชำจนได้ต้นกล้าหม่อนจำนวน 83 ต้น (พันธุ์) เมื่อต้นกล้าอายุได้ ประมาณ 3 เดือน นำลงปลูกในแปลงคัดเลือกพันธุ์และผ่านขั้นตอนการเปรียบเทียบผลผลิตในเบื้องต้น โดยมีหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์60 และพันธุ์นครราชสีมา60 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบมาตรฐาน

นอกจากนี้ ยังมีการเปรียบเทียบผลผลิตใบในท้องถิ่นต่างๆ4 แห่ง ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และนครราชสีมา ทั้งยังเปรียบเทียบผลผลิตใบหม่อนในแปลงเกษตรกรจังหวัดร้อยเอ็ดและศรีสะเกษ จังหวัดละ 2 แปลง พร้อมทดสอบความทนทานต่อโรคราสนิมหม่อนในสภาพแปลงปลูกในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคราสนิมอย่างรุนแรง มีการทดสอบคุณค่าทางอาหารในใบหม่อนโดยการเลี้ยงไหม วิเคราะห์คุณค่าทางอาหารในใบหม่อน และทดสอบการออกรากจากท่อนพันธุ์ด้วย ถือเป็นหม่อนอีกหนึ่งพันธุ์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรได้ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องโรคราสนิมหม่อน และการให้ปริมาณผลผลิตใบต่อไร่สูง

หม่อนพันธุ์ศรีสะเกษ84มีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตใบสูงถึง 1,740 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี ในพื้นที่ของเกษตรกรในเขตเกษตรอาศัยน้ำฝน และสามารถนำไปเลี้ยงไหมได้ดีไม่แตกต่างจากหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 อีกทั้งยังทนทานต่อโรคราสนิมหม่อนดีกว่าพันธุ์บุรีรัมย์60 ถึง 18.88% เป็นทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่จะนำพันธุ์ไปปลูกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ช่วยยกระดับรายได้และสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้

ทั้งนี้ หม่อนพันธุ์ศรีสะเกษ 84 เหมาะที่จะปลูกในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคราสนิมในภาคเหนือ เช่น จังหวัดน่าน และภาคใต้ เช่น จังหวัดชุมพร เป็นต้น แต่หม่อนพันธุ์นี้มีข้อจำกัดคือไม่ทนทานต่อโรครากเน่า หากจะขยายพันธุ์โดยใช้ท่อนพันธุ์ ควรใช้ท่อนพันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 9 เดือนขึ้นไป จะมีเปอร์เซ็นต์รอดหลังปักชำสูง

อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวอีกว่า หม่อนพันธุ์ศรีสะเกษ84 เป็นพันธุ์หม่อนที่มีคุณภาพใบใกล้เคียงกับหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์60 โดยใบหนาปานกลางและอ่อนนุ่ม จากผลวิเคราะห์คุณค่าทางอาหารในใบหม่อนพันธุ์ศรีสะเกษ84 พบว่า มีเปอร์เซ็นต์โปรตีน 22 คาร์โบไฮเดรต 46.4% ไขมัน 3.5% เส้นใยหยาบ 11.5% และเปอร์เซ็นต์เถ้า 12.8% เมื่อนำใบหม่อนไปเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน พบว่า ผลผลิตรังไหม ได้น้ำหนักเปลือกรัง 1 รัง อยู่ที่ 14.6 เซนติกรัม ให้เปอร์เซ็นต์เปลือกรัง 12.5% เปอร์เซ็นต์เลี้ยงรอดวัยอ่อน 89.5% เปอร์เซ็นต์เข้าทำรัง 96.4% และมีเปอร์เซ็นต์ดักแด้สมบูรณ์ 90.1%

ปัจจุบันศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯศรีสะเกษมีแปลงพันธุ์หม่อนศรีสะเกษ84จำนวน 2 ไร่ และอยู่ระหว่างเร่งขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมรองรับความต้องการของเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่จะนำพันธุ์ไปใช้ ซึ่งจากการขยายพันธุ์หม่อนศรีสะเกษ84จำนวน 20,000 ถุง ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ได้ประสบปัญหาภัยแล้งและสภาพอากาศร้อนจัด ทำให้มีแมลงหวี่ขาวมาดูดกินน้ำเลี้ยงจากท่อนพันธุ์หม่อน ทำให้ท่อนพันธุ์แห้งตายและเสียหายทั้งหมดขณะนี้ศูนย์ได้ปรับปรุงเทคนิคการผลิตท่อนพันธุ์ใหม่ โดยใช้วิธีการติดตาบนท่อนพันธุ์ล็อตนี้มี จำนวน 15,000 ถุง ซึ่งคาดว่า ภายใน 2เดือนข้างหน้าจะสามารถแจกจ่ายกิ่งพันธุ์ให้กับเกษตรกรที่ต้องการนำไปปลูกได้ และปี 2560 คาดว่า จะผลิตกิ่งชำหม่อนพันธุ์นี้ได้ไม่น้อยกว่า 20,000 ถุง

ขณะเดียวกันยังมีแหล่งขยายพันธุ์หม่อนศรีสะเกษ84 ที่ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดศรีสะเกษ และที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯนครราชสีมา รวมพื้นที่ 2.5 ไร่ คาดว่า จะสามารถผลิตท่อนพันธุ์ป้อนให้กับเกษตรกรได้ปีละไม่น้อยกว่า 100,000 ท่อน

“เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษเริ่มนำหม่อนพันธุ์ศรีสะเกษ84ไปปลูกแล้ว อาทิ เกษตรกรในอำเภอพะยุห์ และอำเภอภูสิงห์ ซึ่งเบื้องต้นพบว่า เกษตรกรมีความพึงพอใจที่หม่อนศรีสะเกษ84แตกยอดดีและแตกยอดได้ทั้งปี ทำให้สามารถเก็บผลผลิตใบเลี้ยงไหมได้ตลอดปีด้วย นอกจากนั้น ยังค่อนข้างทนแล้งดีกว่าหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์60″อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าว

อย่างไรก็ตาม หากสนใจ “พันธุ์หม่อนศรีสะเกษ84” สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (045) 916-659 ในวันและเวลาราชการ

อุทยานบัว “ราชินีพรรณไม้น้ำ” แหล่งรวบรวมพันธุ์บัว และเรียนรู้พันธุ์ไม้น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

สารคดีพิเศษ เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

จุไร เกิดควน

อุทยานบัว “ราชินีพรรณไม้น้ำ” แหล่งรวบรวมพันธุ์บัว และเรียนรู้พันธุ์ไม้น้ำ

เปิดให้ชมแล้ว ที่ ม. เกษตรฯ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ สกลนคร

“บัว” เป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชินีของพรรณไม้น้ำ” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร ได้จัดสร้างอุทยานบัว ให้เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์บัวทั้งในและต่างประเทศ ในพื้นที่ 50 ไร่ และมีพันธุ์บัวมากกว่า 34 สายพันธุ์ พร้อมการแสดงพันธุ์บัวในกระถางกลางแจ้ง 74 พันธุ์ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้พันธุ์ไม้น้ำซึ่งผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยมายาวนาน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเปิดอุทยานบัว และทอดพระเนตรภาพวาดบัวของศิลปิน นิทรรศการบัว ส่วนแสดงพันธุ์บัว รวมทั้งทอดพระเนตรตัวอย่างผลงานวิจัยการใช้ประโยชน์จากบัว ณ อุทยานบัว อุทยานหนองหารเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จังหวัดสกลนคร โดยมี นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร รศ.ดร. วิโรจ อิ่มพิทักษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร. จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ รศ.ดร. วิไลศักดิ์ กิ่งคำ รักษาการแทนรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร พร้อมด้วยข้าราชการ บุคลากร และนิสิต เฝ้ารับเสด็จ ณ อุทยานหนองหารเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559

โอกาสนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปลูกบัวผัน-เผื่อน “สุทธาสิโนบล” (N.Sutdhadinobol) ซึ่งเป็นชื่อของ บัวผัน-เผื่อน ที่มีการนำเข้ามาสู่ประเทศไทยจากหมู่เกาะชวา เมื่อ พ.ศ. 2444 ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมมาจากทวีปแอฟริกา โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nymphasea capensis var.zanaibariensis (นิมเฟียคาร์เพนซิส วาไรตี้ แซนซิบาร์เรนซิส) โดย พระวิมาดาเธอกรมขุนสุทธาสินีนารถ จึงเป็นที่มาของชื่อสามัญ ของบัวพันธุ์นี้ในไทย เพราะทรงดอก กลีบดอกซ้อนมาก และมีสีฟ้าอมม่วงเนียนสวยหวาน (ลาเวนเดอร์) ที่แตกต่างจากบัวผัน-เผื่อน ที่มีอยู่ในประเทศไทยสมัยนั้น

บัวผัน-เผื่อน ถือเป็นพันธุ์บัวต้นแรกๆ ที่มีหลักฐานบันทึกว่า ได้มีการนำเข้าจากต่างประเทศอย่างเป็นทางการ และเป็นเวลานานถึง 105 ปี (นับถึง ปี 2559) และเป็นบัวพันธุ์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาวะแวดล้อมของพื้นที่อุทยานบัวได้เป็นอย่างดี เพราะฟื้นตัวได้เร็วที่สุดในบรรดาบัวที่นำมาปลูกศึกษา เมื่อ ปี 2553

ความเป็นมาอุทยานบัว

อุทยานบัว มีพื้นที่ทั้งหมด 50 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานหนองหารเฉลิมพระเกียรติ เดิมเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำและแปลงปลูกบัว ต่อมา ปี 2548 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร ได้เริ่มนำบัวพันธุ์ต่างๆ มาทดลองปลูก และเริ่มทำการวิจัยเกี่ยวกับพันธุ์บัวและการใช้ประโยชน์จากบัวพันธุ์ต่างๆ ต่อมา ปี 2551 ปรับปรุงพื้นที่เพื่อนำบัวพันธุ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธุ์บัวหลวงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ได้ทำการวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง จน ปี 2552 ทางมหาวิทยาลัยได้ร่วมกับสมาคมบัวแห่งประเทศไทยและกลุ่มผู้รักบัว ได้ริเริ่มดำเนินการโครงการสร้างอุทยานบัว เพื่อให้เป็นสถานที่จัดงานมหกรรมบัวนานาชาติ เมื่อ ปี 2553 โดยใช้งบประมาณจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และการสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ ออกแบบและพันธุ์ไม้ต่างๆ จากสวนนงนุช และทางจังหวัดได้สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

อุทยานบัว แบ่งเป็น 5 ส่วนสำคัญ คือ

ส่วนรวบรวมพันธุ์บัว ได้รวบรวมพันธุ์บัวทั้งในและต่างประเทศ มากกว่า 34 พันธุ์ เช่น บัวกระด้ง บัวสาย บัวผัน-เผื่อน และบัวฝรั่ง รวบรวมไว้ในรูปแบบสระบัว บนพื้นที่ 10 ไร่ โดยมีทางเดินที่สามารถเดินลงไปชมบัวได้อย่างใกล้ชิด

ส่วนแสดงพันธุ์บัว ได้นำบัวสายพันธุ์ต่างๆ จำนวน 74 สายพันธุ์ มาจัดแสดงในกระถางกลางแจ้ง เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัย และประชาชนที่มาชมสามารถถ่ายภาพกับดอกบัวที่มีสีสันสวยงามอย่างใกล้ชิด พร้อมป้าย อธิบายชื่อวิทยาศาสตร์สายพันธุ์บัว

ส่วนนิทรรศการถาวร เป็นส่วนที่รวบรวมองค์ความรู้และความเป็นมาเกี่ยวกับบัวพันธุ์ต่างๆ เพื่อประโยชน์ผู้เข้ามาศึกษา ค้นคว้า ได้เป็นอย่างดี ซึ่งประกอบด้วย ข้อมูลเกี่ยวกับบัวต่างๆ เช่น การจำแนกพันธุ์บัว ประวัติบัวในประเทศไทย การปลูกบัว การดูแลรักษา โรคและศัตรูที่สำคัญ การปรับปรุงพันธุ์ การทำนาบัว และประโยชน์จากบัว

ส่วนแสดงบัวธรรมชาติ ที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ และปลูกบัวหลากหลายพันธุ์ให้เจริญเติบโตมีความสวยงามตามธรรมชาติและเพื่อใช้ประโยชน์ในการศึกษาวิจัยบัวสายพันธุ์ต่างๆ

ส่วนนาบัวสลับนาข้าว เป็นพื้นที่ปลูกบัวเพื่อสร้างเศรษฐกิจ

“บัว” ราชินีของพรรณไม้น้ำ

“บัว” จัดเป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชินีแห่งพรรณไม้น้ำ” เนื่องจากมีความงดงามของดอกบัวหลวงและบัวสายที่ชูบนผิวน้ำ หรือเหนือผิวน้ำ ลักษณะดอกมีขนาดใหญ่เห็นได้ชัดเจน มีสีสันที่สดสวยหลากหลาย

คนไทยรู้จัก “บัว” มานานมาก จากศิลาจารึกที่มีอายุมากกว่า 600 ปี ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้บันทึกถึงบัวหลายชนิด และยังพบในพระไตรปิฎก ในวรรณคดี บทประพันธ์ ตลอดจนภาพวาดในวัดและศิลปะอื่นๆ อีกมากมาย คนไทยรู้จักนำ “บัว” มาใช้ประโยชน์โดยเฉพาะทางพุทธศาสนิกชน นิยมนำ ดอกบัวหลวง มาใช้บูชาพระและพิธีทางศาสนา แม้แต่ประเทศอินเดีย ที่กำเนิดของศาสนาพุทธ ก็ใช้ดอกบัวหลวงเป็นดอกไม้ประจำศาสนาพุทธ และเป็นดอกไม้ประจำชาติ ส่วน “บัวสาย” ก็เช่นกัน เป็นพืชที่มีกำเนิดมายาวนาน และยังเป็นดอกไม้ประจำชาติของอียิปต์

ทั้งบัวหลวงและบัวสาย เป็นพืชที่มีมานานแล้ว และหลักฐานทางพฤกษศาสตร์ ก็จัดให้พืชในวงศ์บัวหลวงและบัวสายอยู่ในอันดับแรกๆ ของอาณาจักรพืช และจัดว่าเป็นพืชที่มีวิวัฒนาการต่ำสุดของกลุ่มพืชมีดอกประเภทพืชใบเลี้ยงคู่

วงศ์บัวหลวง ลักษณะทั่วไปมีทั้งลำต้นเป็นเหง้าในดินและไหล เหนือดินใต้น้ำใบเดี่ยวแตกจากข้อของลำต้นใต้ดิน ในประเทศไทยมีหลายสายพันธุ์ เช่น บัวหลวงพันธุ์ดอกสีชมพู บัวหลวงพันธุ์ดอกสีชมพูซ้อน บัวหลวงพันธุ์ดอกเล็กสีชมพู บัวหลวงพันธุ์ดอกสีขาว บัวหลวงพันธุ์ดอกสีขาวซ้อน บัวหลวงพันธุ์ดอกเล็กสีขาว ซึ่งแต่ละสายพันธุ์จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น สัตตบงกช สัตตบุษย์ บัวหลวงจีนชมพู เป็นต้น

วงศ์บัวสาย ลักษณะทั่วไป ลำต้นอยู่ในดินใต้น้ำ ลักษณะเป็นเหง้า หรือเป็นหัว มี 6 สกุล คือ สกุลไส้ปลาไหล สกุลบัวยูรีอาเล่ สกุลนูพ่าร์ สกุลออนดิเนีย สกุลบัววิกตอเรีย (บัวกระด้ง) และสกุลบัวสาย

ประโยชน์ของบัว ปลูกเป็นไม้ประดับ รับประทานเป็นอาหาร ทั้งสดและสุก เหง้า เมล็ด ดีบัว เกสรเพศผู้ ไหลบัว กลีบดอก หรือใช้เป็นประโยชน์อื่นๆ เช่น ใยบัว ใบบัว นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณทางยา แก้ร้อนใน บำรุงกระดูก เป็นต้น

อุทยานบัว เปิดให้ประชาชนไปชมความงดงามและถ่ายภาพดอกบัว พร้อมทั้งหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องบัว ซึ่งที่ได้รวบรวมพันธุ์บัวจากทั่วโลกไว้ที่อุทยานบัว กว่า 300 สายพันธุ์ ตั้งแต่ เวลา 08.30-18.00 น. ทุกวัน

สวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชเพื่อประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05037010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

สารคดีพิเศษ เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชเพื่อประชาชน

เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 61 พรรษา วันที่ 2 เมษายน 2559 ผู้เขียนได้เข้าชมกิจกรรมการเกษตรในสวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา บริเวณเกษตรกลางบางเขน

เป็นสวนที่กรมวิชาการเกษตร ได้จัดสร้างถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 55 พรรษา ปี 2553 สวนแบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน คือ ศูนย์รวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพรรณไทย และศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ เป็นศูนย์เรียนรู้การเกษตรที่ให้ประชาชนได้เรียนรู้เพื่อนำไปใช้ในวิถีการดำรงชีวิตที่พอเพียงมั่นคง วันนี้จึงได้นำเรื่อง สวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชเพื่อประชาชน มาบอกเล่าสู่กัน

คุณสมเพชร พรมเมืองดี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 พิษณุโลก กรมวิชาการเกษตร เล่าให้ฟังว่า ได้รับมอบหมายจากกรมวิชาการเกษตรให้เป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารสวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา เป็นสวนที่กรมวิชาการเกษตร ได้จัดสร้างถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 55 พรรษา ปี 2553

สวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา แบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ศูนย์รวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพรรณไทย พื้นที่ 7 ไร่ และ ส่วนที่ 2 ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ พื้นที่ 10 ไร่ ทั้ง 2 แห่ง ได้จัดเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรสำหรับทุกคน ทั้งนักเรียน นักศึกษา เกษตรกร หรือประชาชน ได้เข้าเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และได้เกิดแนวคิดเพื่อนำไปประกอบอาชีพการเกษตรให้ดำรงชีพได้ในวิถีพอเพียงมั่นคงยั่งยืน

ศูนย์รวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพรรณไทย เป็นการเก็บรวบรวมพันธุกรรมพืชที่นำมาปลูกรักษาไว้ในสภาพธรรมชาติ เพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์และรวบรวมพันธุ์พืชหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ เป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับกรุงเทพฯ และช่วยปกป้องการฉกฉวยการใช้ประโยชน์พันธุ์พืชของไทยโดยชาวต่างชาติ จัดรูปแบบสวนสวยงาม แยกพันธุ์ไม้ออกเป็นหมวดหมู่ ได้แก่ กลุ่มผักพื้นบ้าน กลุ่มปาล์มไทย กลุ่มไม้พื้นเมือง กลุ่มไม้เศรษฐกิจ กลุ่มไผ่ กลุ่มพืชสมุนไพร และกลุ่มไม้หอม ที่น่าสนใจมี ดังนี้

โสกเหลือง เรียกชื่อต่างกัน เช่น โสกป่า โสกน้ำ หรือโสกใหญ่ ชื่อวิทยาศาสตร์ Saraca thaipingensis Cantley ex Prain ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE – CAESALPINIOIDEAE ชื่อสามัญ Yellow Saraca เป็นต้นไม้ขนาดเล็กถึงกลาง สูง 10-15 เมตร เป็นพืชโตช้า ใบเป็นใบประกอบ เรียงสลับ ใบย่อย 2-7 คู่ ใบกว้าง 3-9 เซนติเมตร ยาว 7-32 เซนติเมตร โคนใบเป็นรูปลิ่ม ดอกออกเป็นช่อตามปลายกิ่งและลำต้น ดอกสีเหลืองอมน้ำตาล มีกลิ่นหอม ผลเป็นฝักแบน ยาว 15-40 เซนติเมตร เมล็ดผิวเรียบสีแดงคล้ำ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปลูกเป็นไม้ประดับ เริ่มออกดอกตั้งแต่เดือนมกราคม เป็นสมุนไพรแก้ไอ ขับเสมหะ

ชำมะนาด เรียกชื่อต่างกัน เช่น ชมนาด หรือดอกข้าวใหม่ ชื่อวิทยาศาสตร์ Vallaris solanacea Kize ชื่อวงศ์APOCYNACEAE ชื่อสามัญ Bread Flower. เป็นพรรณไม้พุ่มกิ่งเลื้อย สูงประมาณ 7 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตัวเป็นคู่ออกตรงข้ามกัน ใบเป็นรูปรี กว้างและยาวประมาณ 4 และ 8 เซนติเมตร เนื้อใบบาง ออกดอกที่ปลายกิ่งหรือตามง่าม ออกดอกเป็นช่อ มี 10-15 ดอก ดอกสีขาว มี 5 กลีบ กลิ่นหอมอ่อนๆ คนสมัยก่อนนิยมนำไปทำน้ำหอม ภายในดอกจะมีเกสรตัวผู้ เกสรตัวเมีย ออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ชอบดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี

กระดังงาจีน เรียกชื่อต่างกัน เช่น สะบันงาจีน การเวก สะบันงาเครือ ชื่อวิทยาศาสตร์ Artabotrys hexapetalus (L.F.) Bhandari ชื่อวงศ์ ANNONACEAE เป็นไม้เถาเลื้อย ปลูกเลี้ยงง่าย ชอบแสงแดด ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ด้านบนใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ช่อดอกออกตรงข้ามกับใบ ดอกใหญ่ มี 6 กลีบ เนื้อกลีบหนา ดอกอ่อนสีเขียวเมื่อแก่เป็นสีเหลืองมีกลิ่นหอมชื่นใจ ออกดอกตลอดปี นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ

ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ เป็นพื้นที่ส่วนที่ 2 พื้นที่ 10 ไร่ แบ่งพื้นที่ศูนย์เป็น 4 สัดส่วนตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการดินและน้ำอย่างเหมาะสมและคุ้มค่ามากที่สุด พื้นที่ภายในศูนย์มี 4 สัดส่วน ดังนี้

สัดส่วนแรก 30% เป็นพื้นที่แหล่งน้ำเพื่อกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้ในการเกษตร สามารถเลี้ยงสัตว์น้ำขนาดเล็ก เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนในครัวเรือน

สัดส่วนที่สอง 30% เป็นแปลงนาข้าว สำหรับปลูกข้าวเพื่อการบริโภคในครัวเรือนและจำหน่ายในกรณีที่เหลือจากการบริโภค หลังการเก็บเกี่ยวข้าวควรปลูกพืชบำรุงดิน เช่น พืชตระกูลถั่ว

สัดส่วนที่สาม 30% เป็นพื้นที่สำหรับปลูกพืชไร่ เช่น พืชตระกูลถั่ว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือปลูกพืชสวน เช่น ไม้ผล พืชผัก พืชอายุสั้น สำหรับการบริโภคในครัวเรือนและจำหน่ายในกรณีที่เหลือจากการบริโภค และ

สัดส่วนสุดท้าย 10% เป็นที่อยู่อาศัยของเกษตรกร จัดเป็นโรงเรือนเพื่อเก็บเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตร และใช้เป็นสถานที่เลี้ยงสัตว์ขนาดเล็ก เช่น เป็ด ไก่

คุณสมเพชร เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ เป็นการจัดการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ใช้งานแรงงานเหมาะสม จัดการใช้ปัจจัยการผลิตที่เกื้อกูลกันเพื่อให้ต้นทุนการผลิตลดลง หรือมีการบันทึกกิจกรรมเพื่อให้ได้รับรู้ข้อดี ข้อด้อย แล้วนำไปปรับปรุงหรือพัฒนาการผลิตให้มีประสิทธิภาพ

ประชาชน เกษตรกร หรือผู้สนใจ สามารถนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ก็จะดำรงชีวิตได้ในแนวทางแห่งความพอเพียง แม้ปัจจัยภายนอกหรือภาวะเศรษฐกิจจะผันผวนก็ไม่มีผลกระทบต่อวิถีการดำรงชีพ

สวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชเพื่อประชาชน เป็น ศูนย์รวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพรรณไทย และ ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรที่เปิดให้ประชาชนเข้าไปเรียนรู้ แล้วนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อการดำรงชีพที่พอเพียงและมั่นคง

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 579-0583 หรือ (02) 940-5484-5 หรือที่ คุณสมเพชร พรมเมืองดี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 พิษณุโลก กรมวิชาการเกษตร โทร. (081) 888-3236 ก็ได้ครับ