ยุทธศาสตร์เพิ่ม “เสือโคร่ง” ทุกมิติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674254


29 ก.ค. “วันอนุรักษ์เสือโลก” 13 ประเทศผนึกพลังร่วมลงสัตยาบันต้านล่า-ฆ่า

วันที่ 29 ก.ค.ของทุกปี คือ “วันอนุรักษ์เสือโลก”

สัตว์ที่มีความสง่างามที่สุดในโลก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นสัตว์ป่าที่ถูกคุกคามทำลายมากที่สุดเช่นกัน

ประเทศไทยเป็น 1 ใน 13 ประเทศ ที่เป็นถิ่นกำเนิดและเป็นแหล่งพันธุกรรมของเสือโคร่ง ซึ่งได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน กัมพูชา จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า เนปาล รัสเซีย เวียดนาม และ ไทย

ปัจจุบันเสือโคร่งในประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามเช่นเดียวกับเสือโคร่งในประเทศอื่นๆ สาเหตุมาจากการลดลงของพื้นที่ป่าซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย การถูกล่าและจำนวนเหยื่อของเสือโคร่ง ที่ลดลงจากการถูกลักลอบล่าเช่นกัน

นั่นหมายถึงภารกิจการเพิ่มประชากรเสือโคร่งจึงมีความสำคัญ เพราะการอนุรักษ์เสือโคร่ง ไม่ใช่แค่เรื่องสัตว์ป่า แต่เกี่ยวพันกับระบบนิเวศ แหล่งน้ำ และป่าไม้ทั้งระบบ ทั้งนี้ภารกิจการเพิ่มประชากรเสือโคร่ง ถือเป็นส่วนสำคัญของ แผนปฏิบัติการอนุรักษ์เสือโคร่งแห่งชาติ (Tiger Action Plan) ที่ประเทศไทยให้คำมั่นสัญญา ไว้ในการประชุมสุดยอดผู้นำว่าด้วยการอนุรักษ์เสือโคร่ง (Tiger Summit) ที่ประเทศรัสเซีย เมื่อปี 2553

ซึ่งในที่ประชุมดังกล่าว เห็นพ้องต้องกันที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเพื่อหยุดยั้งการลดลงของจำนวนเสือโคร่ง พร้อมกับการฟื้นฟูประชากรและแหล่งอาศัยของเสือโคร่ง จึงร่วมกันให้สัตยาบันว่าภายในปี 2565 จะเพิ่มประชากรเสือโคร่งในป่าธรรมชาติให้ได้เป็นสองเท่าจากเดิมที่แต่ละประเทศมีอยู่ โดยจากการสำรวจและติดตามประชากรเสือโคร่งในขณะนั้นพบว่าประชากรเสือโคร่งในป่าธรรมชาติของประเทศไทย มีประมาณ 200-250 ตัว นั่นคือประเทศไทยจะต้องเพิ่มประชากรเสือโคร่งในป่าธรรมชาติให้ได้ 300-375 ตัว ภายในปี 2565

หันมาดูข้อมูลจากการศึกษาติดตามและการประเมินสถานภาพประชากรเสือโคร่งประเทศไทย ทำให้สามารถจำแนกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่เป็นถิ่นอาศัยสำคัญของเสือโคร่งได้ 3 ระดับ พิจารณาจากความหนาแน่นของประชากรเสือโคร่งที่ปรากฏ ได้แก่ ระดับที่ 1 พื้นที่ที่มีประชากรค่อนข้างมาก ประกอบไปด้วย กลุ่มป่าตะวันตก ระดับที่ 2 พื้นที่ที่มีประชากรปานกลาง ประกอบไปด้วย กลุ่มป่าเขาใหญ่–ดงพญาเย็น กลุ่มป่าภูเขียว–น้ำหนาว กลุ่มป่าแก่งกระจาน และระดับที่ 3 พื้นที่ที่มีประชากรค่อนข้างน้อย ประกอบไปด้วย กลุ่มป่าอมก๋อย กลุ่มป่าฮาลา–บาลา กลุ่มป่าศรีลานนา โดยพบว่า ประชากรเสือโคร่ง มีความหนาแน่นมากที่สุดตามแนวเทือกเขาตะนาวศรีบริเวณผืนป่าตะวันตกของประเทศไทย โดยแหล่งอาศัยของประชากรเสือโคร่ง
ที่สำคัญอยู่ในพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติทุ่งใหญ่–ห้วยขาแข้ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญของเสือโคร่งทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ปัจจุบันเสือโคร่งในพื้นที่แห่งนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นของประชากร

และหากมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและป้องกันพื้นที่ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพของการลาดตระเวนและการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการสร้างความร่วมมือในการอนุรักษ์ร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะทำให้ประชากรเสือโคร่งในทุกพื้นที่มีโอกาสเพิ่มจำนวนมากขึ้นได้อีก โดยเห็นได้อย่างชัดเจนว่าประชากรเสือโคร่งในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งได้เพิ่มประชากรมากขึ้นและกำลังขยายพื้นที่อาศัยไปอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ข้างเคียง เช่น อุทยานฯแม่วงก์ อุทยานฯ คลองลาน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จส่วนหนึ่งของโครงการอนุรักษ์เสือโคร่งที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้

“การเพิ่มประชากรเสือโคร่งที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีการดำเนินงานโดยการนำระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพมาใช้ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 20 แห่ง ในพื้นที่ 4 กลุ่มป่าหลัก คือ กลุ่มป่าตะวันตก กลุ่มป่าแก่งกระจาน กลุ่มป่าเขาใหญ่–ดงพญาเย็น และกลุ่มป่าภูเขียว โดยฝึกอบรมเจ้าหน้าที่กว่า 3 พันคน ด้านการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ รวมถึง การใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อสนับสนุนการลาด ตระเวนในพื้นที่ ทั้งยังทำการฟื้นฟูประชากรเหยื่อเสือโคร่ง โดยการปล่อยสัตว์กีบ เช่น กวาง เนื้อทราย ในพื้นที่อาศัยของเสือโคร่งกว่า 20 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีโครงการฟื้นฟูถิ่นอาศัยของเสือโคร่ง 47 แห่ง โดย สร้างแหล่งน้ำ แหล่งโป่ง และการทำแนวกันไฟ และสร้างความเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมาย” นายอดิศร นุชดำรงค์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ในฐานะผู้ดูแลรับผิดชอบด้านสัตว์ป่า ระบุ

ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับปัญหาการลักลอบค้าสัตว์ป่าเป็นอย่างมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เสือโคร่ง โดย พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรฯ ได้มอบนโยบายการขับเคลื่อนปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า ให้กรมอุทยานฯ จัดทำแผนปฏิบัติ การระยะสั้นและระยะยาว 20 ปี ภายใต้ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งในทุกมิติ

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม เห็นด้วยกับแผนปฏิบัติการอนุรักษ์เสือโคร่งแห่งชาติ ตามที่ประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมณ์แล้วว่า ภายในปี 2565 ประชากรเสือโคร่งจะได้รับการฟื้นฟูและเพิ่มจำนวนในผืนป่าสำคัญของประเทศ ด้วยการจัดการและระบบตรวจวัดประชากรที่มีมาตรฐานสูงและเป็นเรื่องน่ายินดีที่ดูเหมือนยุทธศาสตร์ในการเพิ่มประชากรเสือโคร่งดูจะไม่ใช่ความฝันที่ไกลเกินเอื้อม แต่สิ่งที่เราอดห่วงไม่ได้คือความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจของคนไทยทุกคนที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและความจริงจังในการที่จะเดินไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ให้จงได้

อย่าให้เสือโคร่งเป็นแค่เพียงภาพสัตว์โลกอีกชนิดที่เก็บไว้เล่าให้เด็กรุ่นหลังต้องจินตนาการเลย…

“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม”

 

แฉอาคารริมคลองแสนแสบก่อมลพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670372


นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยในการสัมมนาเรื่อง แนวทางปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมของแหล่งกำเนิดมลพิษ เพื่อคืนน้ำใสให้คลองแสนแสบ ประจำปีงบประมาณ 2559 ว่า คพ.ได้กำหนดแผนปฏิบัติการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิดมลพิษตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2536 ในพื้นที่ริมคลองแสนแสบและคลองสาขาขึ้น โดยให้ความสำคัญกับแหล่งกำเนิดมลพิษขนาดใหญ่ มีศักยภาพการระบายสูง และอยู่ริมคลองแสนแสบและคลองสาขา ได้แก่ แหล่งกำเนิดมลพิษประเภทอาคาร ได้แก่ โรงแรม อาคารชุด ห้างสรรพสินค้า ตลาด และร้านอาหาร และที่ดินจัดสรร ครอบคลุมพื้นที่ 21 เขตในกรุงเทพมหานคร จำนวน 631 แห่ง

อธิบดี คพ.กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ ตั้งแต่เดือน ต.ค.2558-มี.ค. 2559 จำนวน 128 แห่ง ในพื้นที่ริมคลองแสนแสบ 7 เขต ได้แก่ เขตปทุมวัน ราชเทวี ห้วยขวาง วัฒนา สวนหลวง วังทองหลาง และบางกะปิ พบว่า มีแหล่งกำเนิดมลพิษที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 88 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 70.4 ดังนั้น จากนี้ จะมีการส่งเสริมให้ความรู้แก่เจ้าของในพื้นที่ริมคลองแสนแสบเกี่ยวกับขั้นตอนการตรวจสอบ การดูแลและปรับปรุงแก้ไขระบบบำบัดน้ำเสียให้สามารถบำบัดน้ำทิ้งให้เป็นไปตามมาตรฐาน.

 

สส.ลุยหนุน “สินค้าสิ่งแวดล้อม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668466


น.ส.ภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สส.ได้นำผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองตราสัญลักษณ์ตัว G หรือผลิตภัณฑ์ที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาร่วมงานออกร้านต่างๆ เพราะว่า เมื่อ สส.เข้าไปสนับสนุนผู้ประกอบการให้มีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้วก็สนับสนุนการหาช่องทางการตลาดและจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการด้วย ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการอื่นๆเข้ามาร่วมโครงการให้มากขึ้น ซึ่งเป็นที่น่าดีใจว่า ร้านค้าที่มีตราสัญลักษณ์ตัว G สามารถทำยอดจำหน่ายได้มากซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้น ดังนั้น สส.จะเข้าไปพัฒนายกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าผู้ประกอบการที่ได้รับตรารับรองดังกล่าว ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับดีเยี่ยม เป็นโล่ตัว G สีทอง ระดับดีมาก เป็นโล่ตัว G สีเงิน และระดับดี เป็นโล่ตัว G สีทองแดง เป็นผู้ประกอบการที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง.

 

นายกฯเตือนคนไทยหยุดบริโภคสัตว์ป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667772


แนะเลิกความเชื่อผิดๆ สั่ง ทส.หาวิธีให้ “สัตว์ป่า-คน” อยู่ร่วมกันได้

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์คุกคามสัตว์ป่าเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจการค้า เช่น การฆ่าช้างเอางา การฆ่าเสือ ฆ่ากระทิง การล่าสัตว์สงวนและสัตว์คุ้มครอง ทั้งเพื่อนำไปทำอาหาร ยาอายุวัฒนะ นำไปทำเครื่องประดับ หรือนำไปเลี้ยงประดับบารมี ได้ขยายตัวรุนแรงมากขึ้น จนทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดต้องตกอยู่ในสภาพใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดเพียงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังแพร่ลามสร้างปัญหาให้กับทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งจากความรุนแรงของสถานการณ์ ทส.จึงได้รณรงค์ให้มีการ “หยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า แก้ปัญหาสัตว์ป่าสูญพันธุ์” เพื่อเตือนประชาชนให้ตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์และกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการป้องกันและปราบปรามขบวนการค้าสัตว์ป่าอย่างเด็ดขาด

รมว.ทส.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเป็นห่วงถึงสถานการณ์สัตว์ป่า ว่า โลกนี้ประกอบด้วยคน สัตว์ และพืช ซึ่งทั้ง 3 อย่างต้องอยู่คู่กัน ไม่เบียดเบียนกันและกัน แต่การพัฒนาประเทศในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เราละเลยเรื่องของสิ่งแวดล้อม จนขาดความสมดุลทางธรรมชาติ เกิดเป็นปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ตามมา ซึ่งการแก้ปัญหาส่วนใหญ่ที่ผ่านมา จะเป็นการแก้ที่ปลายทาง คือ การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งสะท้อนถึงการขาดจิตสำนึก ดังนั้นต้องเริ่มแก้ไขที่ตัวเอง ด้วยการระเบิดจากข้างใน ต้องร่วมกันแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ได้ และไม่คิดที่จะเบียดเบียนธรรมชาติเกินความจำเป็น ขอให้เลิกความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับการรับประทานอวัยวะของสัตว์ป่า เพราะมันคือการฆ่าชีวิตโดยไม่จำเป็น

“นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า วันนี้เบียดเบียนเฉพาะคนก็แย่พอแล้วขออย่าไปเบียดเบียนสัตว์ โดยเราต้องรู้อะไรคือต้นเหตุ กลางทาง ปลายทาง แต่วันนี้เป็นการแก้ปัญหาปลายทางทั้งสิ้น ทั้งนี้ ทส.และทุกฝ่ายต้องหาวิธีการให้สัตว์ป่าและมนุษย์อยู่ร่วมกันได้ และขอให้คนไทยร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าปัญหาการค้าสัตว์ป่า พื้นที่ป่าที่ลดน้อยลง ทุกคนต้องช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหา โลกเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนลืมคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม วันหน้าจะเกิดปัญหามากขึ้น จึงต้องเตรียมการรับความเสี่ยงและเรียนรู้ เพราะทุกเรื่องเกี่ยวพันกันหมด” พล.อ.สุรศักดิ์กล่าว.

 

“แอ๊ด-คาราบาว” รณรงค์ลดขอทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662332


เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม.เปิดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559 พร้อมรับมอบเพลงรณรงค์ให้ทานถูกวิธี ลดวิถีการขอทาน จากนายยืนยง โอภากุล หรือแอ๊ด คาราบาว ซึ่งเป็นผู้แต่งคำร้องและขับร้องเพลง โดย พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า พ.ร.บ.นี้จะบังคับใช้วันที่ 28 ก.ค.นี้ สาระสำคัญ คือ แยกผู้แสดงความสามารถออกจากผู้ทำการขอทาน โดยให้แจ้งต่อพนักงานท้องถิ่น มุ่งเน้นคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ขอทานไม่ให้กลับมาขอทานอีก กำหนดความผิดทางอาญาแก่ผู้แสวงหาผลประโยชน์จากการขอทาน โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ากระทำต่อหญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุ คนวิกลจริต คนพิการหรือทุพพลภาพหรือเจ็บป่วย โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พบเห็นคนขอทานหรือคนไร้ที่พึ่งโทร.1300 ได้ 24 ชั่วโมง.

 

“ชลธิศ” ตั้งเพื่อน วน.43 ใกล้เกษียณขึ้นซี 8

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/654839


นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะประธานสรรหาข้าราชการระดับ 9 (รองอธิบดี) เปิดเผยว่า ทส.จะประกาศรับสมัครข้าราชการระดับ 9 ตำแหน่งรองอธิบดี ซึ่งขณะนี้มีว่างอยู่ 7 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รองอธิบดีกรมป่าไม้ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ รองเลขาธิการสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) และรองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม 2 คน ภายในอาทิตย์นี้ ส่วนหลักเกณฑ์ในการสรรหาต้องดูทุกองค์ประกอบ เช่น การแสดงวิสัยทัศน์ ความรู้ สมรรถนะหลักทางการบริหารจัดการที่ดี ประวัติการทำงาน ประสบการณ์ เป็นต้น

ขณะที่นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 8 (อำนวยการสูง) 7 ตำแหน่ง ประกอบด้วย 1.นายฐิติ ตระกูลเลิศรัตน์ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) 2.นายสยาม ช้างเนียม กองการอนุญาต 3.นายสมศักดิ์ โคตะมะ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) 4.นายกรต์ มนัสศรีสุขใส สำนักจัดการที่ดินป่าไม้ 5.นายสมภพ อุ่นใจ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า 6.นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ สำนักแผนงานและสารสนเทศ โดยทั้ง 6 คนจะไปสังกัดสำนักวิจัยฯ และ 7.นายวิชิต เชียร-วิทยาคุณ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) ไปสังกัดสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 (ตาก)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีคำสั่งปรากฏออกไป มีการวิพากษ์วิจารณ์จากข้าราชการในกรมป่าไม้อย่างหนัก โดยเฉพาะการแต่งตั้งนายวิชิต เชียรวิทยาคุณ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นคณะวนศาสตร์รุ่น 43 กับนายชลธิศ ว่าไม่มีความเหมาะสมเนื่องจากนายวิชิต จะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.นี้.

 

สส.ปลื้มโรงเรียนสิ่งแวดล้อม-นำร่องเพิ่ม 4 จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/652734


น.ส.ภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สส. ได้ขับเคลื่อนกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษาในโรงเรียน ผ่านโครงการโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ อีโคสคูล (Eco-School) โดยนำหลักการจัดการโรงเรียนทั้งระบบ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้และฝึกทักษะการใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการบูรณาการประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นเข้าสู่หลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ โดยเชื่อมโยงกับประเด็นปัญหาสำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะและมลพิษ เป็นต้น

ขณะนี้ มีโรงเรียนเข้าร่วมมากกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินงานระยะที่ 3 คือ การขยายผลไปสู่โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศให้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้โรงเรียนอีโคสคูล 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนเมืองกระบี่ จ.กระบี่ โรงเรียนบ้านท่าขาม จ.ประจวบคีรีขันธ์ โรงเรียนมัธยมสุวิทย์เสรีอนุสรณ์ กทม. และโรงเรียนบ้านน้ำมิน จ.พะเยา เพื่อเป็นต้นแบบการดำเนินงานให้กับโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงต่อไป.

 

นายกฯสั่งแก้ ก.ม.ขยะทำมา 2 ปีสุดอืด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/650972


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไข พ.ร.บ.ขยะ เพื่อทำให้เกิดกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เป็นระบบและสอดคล้องกัน เพราะการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยเร่งมา 2 ปีแล้ว แต่ก็ยังได้ผลไม่มากเท่าที่ควร ซึ่งทำให้รู้สึกเป็นกังวลมาก ขณะที่กระบวนการกำจัดขยะตกค้างของหลายท้องถิ่นก็เป็นไปอย่างขาดประสิทธิภาพ ไร้ทิศทาง สาเหตุเพราะปัญหาการจัดการขยะขาดความเชื่อมโยงกัน กฎหมายขาดความชัดเจน ทำให้แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบกันคนละส่วน เกิดปัญหาต่างคนต่างทำ จนขาดเอกภาพในการทำงาน ดังนั้นได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกระทรวงมหาดไทย เป็นแม่งานหลักในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะตามแนวทางประชารัฐ โดยวางกรอบดำเนินงานระยะเวลา 1 ปี คือ ระหว่างเดือน มิ.ย. 2559 ถึง มิ.ย. 2560 พร้อมกับวางเป้าหมายต้องลดปริมาณขยะมูลฝอยในภาพรวมของประเทศให้ได้ร้อยละ 5 จากการเกิดขยะมูลฝอยอัตราเฉลี่ยประมาณ 23 ล้านตันต่อปี โดยยึดหลักการสำคัญ คือ การใช้หลัก “3R” ประกอบด้วย 1.Reduce หรือ การลดการใช้หรือบริโภคทรัพยากรที่ไม่จำเป็นลง 2.Reuse หรือ การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด และ 3.Recycle หรือ การแปรรูปขยะหรือสิ่งของที่ใช้ประโยชน์ในรูปแบบเดิมไม่ได้

ด้าน พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส.กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะการนำหลัก 3R มาใช้เพื่อลดการเกิดขยะโดยไม่จำเป็น เช่น ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ใช้แก้วน้ำแทนแก้วกระดาษที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เป็นต้น.

 

ร้อง “เขาใหญ่” ขโมยไม้-ทุจริตเงินบริจาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มิ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/648926


เอ็นจีโอเสนอ “ปิดอุทยานฯ” ช่วงฤดูแล้ง อธิบดีสวนกลับแก้ปัญหาได้

เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สมาคมเครือข่ายอนุรักษ์ผืนป่าเขาใหญ่ดงพญาเย็น นำโดยนายกฤษติชัย สุขมังสา นายกสมาคมฯ เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส. เพื่อขอให้มีการปิดอุทยานฯเขาใหญ่ในช่วงฤดูแล้ง มีนายสากล ฐินะกุล ผู้ตรวจราชการ ทส. รับเรื่องไว้ โดยนายกฤษติชัยกล่าวว่า สมาคมขอเสนอให้มีการปิด อุทยานฯ เขาใหญ่ในช่วงฤดูร้อน ตั้งแต่เดือน มี.ค-พ.ค.เพื่อให้อุทยานฯเขาใหญ่ได้ฟื้นฟูทั้งด้านผืนป่าและสัตว์ป่า รวมทั้งมีเหตุผล 5 ข้อที่สมควรจะปิด ได้แก่ 1.ปัญหาการลักลอบตัดไม้พะยูง มีทั้งการลักลอบตัดไม้และการขโมยไม้ของกลางซึ่งอยู่บริเวณพื้นที่ทำการของอุทยานฯ คาดการณ์ว่าเจ้าหน้าที่ต้องรู้เห็นและทำกันเป็นขบวนการอย่างแน่นอน 2.สัตว์ป่าออกหากินนอกอุทยานฯ เนื่องจากภัยแล้งขาดแหล่งอาหาร น้ำ 3.สัตว์ป่าในอุทยานฯ เขาใหญ่ถูกรถชนตาย 4.การบริหารและใช้เงินศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ มีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ อาทิ นำไปซื้อรถพยาบาลราคา 1.5 ล้านบาท แต่ไม่มีใครกล้าเซ็นรับรถคันดังกล่าวและเกือบ 2 ปีแล้วที่ไม่สามารถต่อทะเบียนรถได้ ขณะที่วัตถุประสงค์เงินบริจาคศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่มีไว้เพื่อนำเงินไปสนับสนุนการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ เป็นทุนการศึกษาของบุตรหลานเจ้าหน้าที่ เป็นต้น และ 5.การแต่งตั้งคณะกรรมการอุทยานฯเขาใหญ่ ปัจจุบันไม่มีรายชื่อในส่วนของภาคประชาชนเลย

นายกฤษติชัยกล่าวต่อว่า นอกจากนี้สมาคม ทราบว่ามีนักท่องเที่ยวพบงาช้างและได้ส่งคืนให้กับอุทยานฯเขาใหญ่ แต่หัวหน้าอุทยานฯเขาใหญ่กลับนำเอาไปถวายให้กับพระชั้นผู้ใหญ่องค์หนึ่ง ปัญหาทั้งหมดนี้จึงอยากเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมา

ด้านนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯกล่าวว่า ตรวจสอบแล้ว บางเรื่องอุทยานฯ เขาใหญ่อาจจะมีปัญหาจริง แต่อยู่ในวิสัยที่แก้ปัญหาได้ เช่น เรื่องไม้พะยูง แต่คงไม่ถึงขั้นต้องปิดอุทยานฯ ตามที่เสนอมา.

 

งาน “วันสิ่งแวดล้อมโลก” ปลุกสำนึกคนไทยร่วมแก้ปัญหา “สัตว์ป่า” สูญพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/648454


“หยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า แก้ปัญหาสัตว์ป่าสูญพันธุ์”

คำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2559 ที่โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ(United Nations Environment Programme) หรือ UNEP กำหนดให้ทุกประเทศทั่วโลกตระหนักถึงความหนักหน่วงของสถานการณ์การ “ล่า-ค้า” สัตว์ป่าที่เกิดขึ้นทั่วโลก

โดยในส่วนของประเทศไทย สถานการณ์สัตว์ป่ายังน่าเป็นห่วง แม้จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น แต่ขบวนการค้าสัตว์ป่ากลับไม่ได้เกรงกลัว การล่าสัตว์ป่ายังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

คดีการลักลอบค้าสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นทุกปี ข้อมูลล่าสุดจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เฉพาะที่จับได้ตั้งแต่ 1 ต.ค.2557–30 ก.ย.2558 มีถึง 534 คดี

เพราะการลักลอบล่า-ค้าสัตว์ป่า ถือเป็นขบวนการธุรกิจข้ามชาติที่ทำกำไรมหาศาลส่งผลให้มีการลักลอบล่าสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ แล้วนำออกมาขายให้กับขบวนการค้าสัตว์ป่าทั้งในและต่างประเทศ

ผลกระทบจากการค้าผนวกกับการสูญเสียพื้นที่ป่า ส่งผลให้สัตว์ป่าหลายชนิดอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์

ปัจจุบันประเทศไทยมีสัตว์ป่าทั้งสิ้น 1,932 ชนิด แยกเป็น 4 ประเภท ประกอบด้วย 1.สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 335 ชนิด 2.นก 1,012ชนิด 3.สัตว์เลื้อยคลาน 413 ชนิด และ 4.สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 172 ชนิด

โดยสถานภาพของสัตว์ป่าประเภทเลี้ยงลูกด้วยนมได้สูญพันธุ์ไปแล้ว 1 ชนิด คือ สมัน ขณะที่ 4 ชนิด อยู่ในสถานภาพสูญพันธุ์ไปแล้วจากธรรมชาติ คงเหลือเฉพาะในศูนย์เพาะเลี้ยงเท่านั้น ได้แก่ แรด กูปรี กระซู่ และละมั่ง นอกจากนี้ยังมี 12 ชนิดที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง อาทิ ค้างคาวคุณกิตติวัวแดงกวางผา พะยูนและมี 35 ชนิดอยู่ในสภาพใกล้สูญพันธุ์ ขณะที่อีก 69 ชนิด มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์

สำหรับประเภทนก สูญพันธุ์ไปแล้ว 2 ชนิด คือ นกช้อนหอยใหญ่และนกพงหญ้า สูญพันธุ์จากธรรมชาติ 2 ชนิด คือ นกกระเรียนพันธุ์ไทยและนกช้อนหอยดำ และมีอีก 43 ชนิดที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง อาทิ นกตะกราม นกแต้วแล้วท้องดำ และเป็ดก่า ขณะที่อีก 66 ชนิดใกล้สูญพันธุ์ และ 71 ชนิดมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์

ประเภทสัตว์เลื้อยคลาน สูญพันธุ์จากธรรมชาติไปแล้ว 1 ชนิด คือ ตะโขง และอยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง 11 ชนิด เช่น จระเข้น้ำจืด เต่าตนุ เต่าลายตีนเป็ด ตะพาบม่านลาย ขณะที่ 5 ชนิดใกล้สูญพันธุ์ และอีก 16 ชนิดมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ส่วนสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มี 5 ชนิดที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์

“สาเหตุสำคัญที่ทำให้สัตว์ป่าต้องตกอยู่ในสถานภาพดังกล่าว เพราะการบุกรุกทำลายป่าทำให้สัตว์ป่าสูญเสียพื้นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร แต่ที่ร้ายไปกว่าก็คือการคุกคามสัตว์ป่าเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ทั้งการฆ่าช้างเอางา การฆ่าเสือ ฆ่ากระทิง การล่าสัตว์สงวนและสัตว์คุ้มครอง” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงสาเหตุของปัญหา

ดังนั้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างเข้มข้นและสอดรับกับการรณรงค์ของ UNEP ที่เริ่มรณรงค์ “หยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า” ใน “วันสิ่งแวดล้อมโลก” 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรฯ ได้มอบให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ บังคับใช้กฎหมายด้านการคุ้มครองสัตว์ป่าของไทยอย่างจริงจัง

“นอกจากนี้ได้มอบหมายให้กรมส่ง เสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งทำความเข้าใจกับประชาชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของสัตว์ป่า โดยเฉพาะสัตว์ป่าสงวน 15 ชนิด ได้แก่ กระซู่ เลียงผา สมัน นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร กูปรี นกกระเรียน นกแต้วแล้วท้องดำ ควายป่า แมวลายหินอ่อน กวาง ผา เก้งหม้อ สมเสร็จ แรด พะยูน ละมั่ง และสัตว์ป่าคุ้มครอง 1,292 ชนิด เพื่อไม่ให้เกิดการกระทำใดๆที่เอื้อให้เกิดการล่าหรือคุกคามสัตว์ป่าจนอาจทำให้สูญพันธุ์ได้” พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าว

และ ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ กระทรวงทรัพยากรฯ จะจัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก เพื่อเปิดการรณรงค์ “หยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า แก้ปัญหาสัตว์ป่าสูญพันธุ์” ที่ห้างสยามพารากอน เพื่อปลุกจิตสำนึกคนไทยให้เห็นถึงคุณค่าของสัตว์ป่ารวมทั้งเกิดความตระหนักต่อสถานการณ์การคุกคามสัตว์ป่า

“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” เห็นด้วยที่จะต้องหยุดวงจรอันเลวร้ายที่เกิดขึ้น นั่นคือต้องหยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า ตลอดจนหยุดพฤติกรรมทุกๆอย่างที่จะนำมาซึ่งการคุกคามล่าสัตว์ป่าไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

เพราะพฤติกรรมเหล่านี้ ไม่เพียงเป็นสาเหตุทำให้สัตว์ป่าต้องสูญพันธุ์ไปเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างผลกระทบต่อความสมดุลของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ซึ่งท้ายที่สุดผู้ที่จะต้องได้รับผลพวงจากปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ คือ ผู้ล่า ผู้ฆ่า และผู้ซื้อ นั่นเอง

ที่น่าเศร้าใจกว่านั้นคือเมื่อธรรมชาติขาดสมดุล มนุษย์ทุกคนย่อมหนีไม่พ้นตกเป็นเหยื่อเองบ้าง!

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม