กินเจสร้างบุญ คุ้มรักษาโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/615408

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 พ.ค. 2559 12:01

 

วารสารของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มีการศึกษาพบว่า การกินเจให้มากขึ้นจะช่วยป้องกันอุณหภูมิให้โลกร้อนลงได้ หากมีผู้ประพฤติกันเป็นเรือนล้าน จะสามารถช่วยลดอุณหภูมิลงได้ ภายใน พ.ศ.2593 นี้

เพราะการลดการกินเนื้อสัตว์ทั่วโลก จะสามารถพิทักษ์จากแก๊ส ที่ทำให้โลกร้อนได้ถึง 2 ใน 3 และยังจะลดงบประมาณ ที่จะใช้ในการรักษาความเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ และสุขภาพลงได้ไม่ต่ำกว่า 33 พันล้านบาท

ดร.มาร์โก สปริงมาน ผู้ร่วมศึกษาโครงการอาหารอนาคตของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้กล่าวว่า การกินอยู่ของคนจะเป็นผลให้โลกต้องแบกภาระใหญ่ที่สุดจากสุขภาพและเกือบจะทั่วอาณาบริเวณ เท่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ระบบอาหารมีส่วนทำให้เกิดแก๊สที่ทำให้โลกร้อน ไม่ต่ำกว่า 1 ใน 4 ดังนั้น จึงเป็นตัวการใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงดินฟ้าอากาศ 257,300,000 บาท.

ไม้สักพิทักษ์โลก ดับร้อนผ่อนเย็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/615394

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 พ.ค. 2559 08:01

 

สำนักวิจัยและศึกษาสิ่งแวดล้อมของแคว้นคชราช แห่งอินเดีย ค้นพบว่าไม้สักเป็นต้นไม้ที่สามารถดูดซึมแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากที่สุด ยิ่งกว่าต้นไม้อื่นใดหมดในอินเดีย

ในขณะที่ไม้สักสามารถที่จะดูดเก็บแก๊ส ได้มากประมาณ 3.7 ตันต่อปี ต้นยูคาลิปตัสจะดูดได้เพียง 2.47 เท่านั้น

ต้นไม้ที่ดูดเก็บแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จะสามารถเก็บดูดเอาจากบรรยากาศ เก็บเอาไว้ อยู่ได้เป็นเวลานาน ตัวอย่างเช่น ต้นสักที่โตขนาด 10-30 เซนติเมตร สามารถที่จะดูดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศได้เป็นปริมาณมาก.

สหประชาชาติเตือน โลกจะร้อนเต็มท่ี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/614899

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ค. 2559 08:01

 

สหประชาชาติไม่อาจจะทนเฉยอยู่ต่อไปได้ รวบรวมนักวิทยาศาสตร์ให้มารวม หัวกัน หาหนทางที่จะจำกัดอุณหภูมิของโลก ไม่ให้ร้อนรุนแรงไปกว่านี้ ด้วยเกรงว่า หากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอีกแม้แต่เพียงเล็กน้อย อาจจะเป็นความพินาศได้

คณะนักวิทยาศาสตร์จะค้นหาหนทางเพื่อที่จะจำกัดอุณหภูมิเพื่อไม่ให้สูงขึ้นเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวว่า หากปล่อยให้อุณหภูมิขึ้นไปอีก จากระดับปัจจุบันแม้แต่เพียงเล็กน้อย จะเกิดอันตรายร้ายแรงจากปะการังตามริมฝั่งทะเลที่ถูกทำลายและระดับน้ำทะเลล้นฝั่ง.

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ตามพระราชดำริ นำร่องแก้วิกฤติภัยแล้ง : น้ำคือ…ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/614330

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ค. 2559 05:15

 

น้ำคือชีวิต!

มี “น้ำ” มี “ชีวิต”

โครงการน้ำคือชีวิต คือ โครงการสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของ กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ดำเนินการ “ทำดีเพื่อแผ่นดินถวายพระเจ้าแผ่นดิน สนองพระมหากรุณาธิคุณ” ที่ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระราชทานแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลกันดารมาเป็นเวลายาวนาน

ทั้งยังเป็นโครงการซึ่งถูกนำมาใช้แก้ปัญหา “ภัยแล้ง” ที่กำลังคุกคามคนไทยอย่างหนักหนาสาหัส โดยร่วมกับแนวทางประชารัฐของรัฐบาลในการบริหารการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะต้องยอมรับว่าสถานการณ์ภัยแล้งขณะนี้ส่งผลต่อทุกภาคส่วนรุนแรงมาก

ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยฯ รวม 2,228 ล้านลูกบาศก์เมตร ตั้งแต่เริ่มต้นฤดูแล้ง วันที่ 1 พ.ย.2558 มีน้ำไหลลงเขื่อนเพียง 1,036ล้านลูกบาศก์เมตร น้อยกว่าค่าเฉลี่ย และได้มีการระบายน้ำไปแล้ว 2,674 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งน้อยกว่าแผนที่วางเอาไว้

ส่วนเขื่อนอื่นๆ ก็ล้วนตกอยู่ในสภาพวิกฤติไม่แพ้กัน หลายแห่งปริมาณน้ำใช้การได้จริงหมดลงไปแล้ว และอยู่ในภาวะใช้น้ำใต้ระดับเก็บกักต่ำสุดหรือน้ำก้นอ่าง โดยขณะนี้ใช้น้ำใต้ระดับเก็บกักต่ำสุดไปแล้ว 11 ล้านลูกบาศก์เมตร

ขณะที่พื้นที่ป่าต้นน้ำของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำปิง กลายเป็น “เขาหัวโล้น” ส่งผลให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น มีอากาศร้อนถึงร้อนจัด โดยในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง มีอุณหภูมิสูงสุดช่วงกลางวันกว่า 41 องศาเซลเซียส ส่วนภาคตะวันออก ภาคใต้และ กทม. อุณหภูมิสูงสุด 39-40 องศาเซลเซียส เมื่อยิ่งร้อนก็ยิ่งเท่ากับซ้ำเติมทำให้สถานการณ์น้ำแล้งยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก

นี่ยังไม่รวมถึงปริมาณฝน ตั้งแต่ต้นปีปริมาณฝนโดยรวมของประเทศไทยน้อยกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ น้อยกว่าค่าเฉลี่ยถึง 45%

ด้วยเหตุนี้ การบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว จึงถูกหยิบยกขึ้นมาแก้วิกฤติภัยแล้ง ตามนโยบายและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ซึ่งรัฐบาลมอบให้กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวหอกเร่งแก้ไขปัญหา

โดยโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ต.แม่แฝก อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นโครงการนำร่อง

“ขณะนี้ประเทศไทยกักเก็บน้ำในเขื่อนไม่เพียงพอกับความต้องการ จากที่ควรจะกักเก็บได้ตามมาตรฐาน
โลกที่ประมาณ 20% จากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา แต่ประเทศไทยกักเก็บได้เพียง 10% เท่านั้น จึงเป็นต้นเหตุให้เกิดความขาดแคลนน้ำ ความจริงควรจะหาแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่ม ดังนั้นโครงการพระราชดำริฯ ด้านน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเหมาะสมกับสถานการณ์มากที่สุด โดยขณะนี้ กรมทรัพยากรน้ำได้ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ตามพระ ราชดำริแก้วิกฤติน้ำแล้ง ตามกระแส พระราชดำรัส ที่ว่า “หลักสําคัญ ว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำ คนอยู่ได้ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟ คนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้ำคนอยู่ ไม่ได้” นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าว

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ตามพระราชดำริ แก้วิกฤติน้ำแล้ง ที่ถูกยกเป็นโครงการนำร่อง เคยเป็นพื้นที่ซึ่งประสบปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการเกษตร สภาพเดิมเป็นลำห้วยพื้นราบระหว่างช่องเขาหลายลูกเรียงรายอยู่รอบๆอ่าง เรียกม่อนห้วยแก้ว ม่อนหินไหลหินชัน ม่อนห้วยพระเจ้า ม่อนหอย มีทางน้ำไหลมาจากช่องเขา 2 สายมาบรรจบกันเรียก 2 สบแล้วมาเป็นลำน้ำห้วยแก้ว จึงเท่ากับรับน้ำที่ไหลทอดยาวมาจากม่อนหรือดอยดังกล่าวผ่านพื้นราบช่องเขามารวมกัน ซึ่งในอดีตพอได้เก็บกักน้ำให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ในช่วงหน้าแล้ง แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปอ่างดังกล่าวตื้นเขิน น้ำที่ไหลมาเก็บกักไว้ได้น้อยลง เข้าหน้าแล้งก็แห้งไปเกือบหมดทำให้ประชาชนที่เคยได้ใช้ประโยชน์พลอยเดือดร้อนไปด้วย กรมทรัพยากรน้ำจึงเข้าไปแก้ปัญหา ทำเป็นเขื่อนดินขึ้นมาพร้อมระบบส่งน้ำเพื่อกระจายน้ำให้ประชาชนอย่างทั่วถึง มีลักษณะโครงการเป็นเขื่อนดิน สูง 24 เมตร ยาว 329 เมตร ความจุ 2,180,000 ลูกบาศก์เมตร ความยาวระบบส่งน้ำ 12.429 กิโลเมตร งบประมาณ 130.6960 ล้านบาท มีประชาชนได้รับประโยชน์ 950 ครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูก 5,000 ไร่

นายสุพจน์ ได้ฉายภาพโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ตามพระราชดำริ ว่า เป็นโครงการนำร่องของกระทรวงทรัพยากรฯ ตามความร่วมมือกันตามแนวทางประชารัฐในการบริหารการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการติดตั้งมิเตอร์วัดน้ำที่ส่งให้กับพื้นที่การเกษตรเพื่อควบคุมปริมาณน้ำได้อย่างเหมาะสม ทำให้พื้นที่มีน้ำพอใช้ ไม่ขาดแคลนน้ำเหมือนพื้นที่อื่นๆ ช่วยให้เศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างทั่วถึง โครงการนี้เป็นตัวอย่างของความสำเร็จที่เกิดจากความ ร่วมมือร่วมใจแบบประชารัฐ โดยรัฐบาลได้ส่งมอบโครงการให้กับประชาชนและท้องถิ่นใช้ประโยชน์ร่วมกันไปแล้วเมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา

“วันนี้ชาวบ้านตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ ตระหนักถึงความห่วงใยที่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวทรงมีต่อประชาชน จึงได้ร่วมกันสร้างสำนึกในการที่จะใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดและช่วยกันดูแลรักษา ให้ความรู้ในการดูแล เช่น ไม่ตัดไม้ทำลายป่า มีกติกาห้ามตัดห้ามทำลาย ชาวบ้านร่วมกันดูแลและปลูกเสริม” อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ระบุชัดในที่สุด

และจากนี้จะมีการขยายโครงการออกไปทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนในเรื่องน้ำในพื้นที่ห่างไกลกันดารให้สมกับเป็นโครงการสนองพระราชดำริ “น้ำคือชีวิต” ทำดีเพื่อแผ่นดิน ถวายพระเจ้าแผ่นดิน

สนองพระมหากรุณาธิคุณพ่อของแผ่นดิน ซึ่งได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งการจัดการทรัพยากรน้ำ”

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

“สุรศักดิ์” โอดถูกเย้ยเขาหัวโล้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/614572

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ค. 2559 05:01

 

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวในการประชุมการป่าไม้ ประจำปี 2559 หัวข้อ “เศรษฐกิจเชิงนิเวศบนฐานการป่าไม้” เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปีการป่าไม้ และ 80 ปีวนศาสตร์ ว่า ขณะนี้โซเชียลมีเดียมีการเผยแพร่ภาพภูเขาหัวโล้นอย่างแพร่หลาย แม้แต่ตนก็ได้รับการส่งต่อภาพทางไลน์จากเพื่อนฝูง รุ่นพี่ รุ่นน้องที่เป็นทหารจำนวนมาก ซึ่งมีการระบุข้อความในภาพว่าถ้ากูเป็น รมว.ทรัพยากรฯ กูจะลาออก เขาบอกเห็นภาพแล้วของขึ้น ซึ่งตนก็อธิบายให้ฟังว่าขณะนี้ ทส.กำลังทำอะไรบ้าง โดยได้หารือกับนายกรัฐมนตรี ว่าจะทำแผนยุทธศาสตร์แก้ปัญหาเขาหัวโล้น 20 ปีและจะมีการดำเนินการในพื้นที่เร่งด่วนนำร่องที่ จ.เชียงใหม่และน่าน.

สร้างน้ำพุพุ่ง6 ม. กลางทะเลทราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/611376

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 เม.ย. 2559 08:01

 

ช่างแกะสลักชาวดัตช์สร้างน้ำพุ น้ำพ่นขึ้นสูงถึง 6 เมตร โดยไม่ต้องใช้แหล่งน้ำ หรือพลังไฟฟ้าแต่อย่างใด เป็นการต่อสู้กับที่ดินแดนส่วนใหญ่ของโลกต้องประสบภัยแล้งอยู่ในขณะนี้

นายแอฟเบอร์เฮเกน ได้อุทิศเวลาถึง 6 ปี สร้างน้ำพุนี้ดูดน้ำขึ้นมาได้มากวันละ 2 ลิตร ด้วยเครื่องลดความชื้นธรรมดา กับ แผงทำไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ขนาด 250 วัตต์ 2 แผง และแบตเตอรี่สำหรับเก็บไฟอีก 1 เครื่อง เขาคุยอวดว่า “ใช้วิชาแกะสลักประกอบกับเทคโนโลยีทำขึ้นมา ผมต้องการแสดงให้เห็นว่า โครงการนี้เราสามารถทำได้ และเป็นทางออกในการพัฒนาในอนาคตอันหนึ่ง
ในขณะที่อุปกรณ์ที่ใช้หาได้ไม่ยาก และใช้งบราว 37,125บาท ทำขึ้นมานั้น เขายอมรับว่า ยังไม่ใช่เป็นวิธีที่จะแก้ปัญหาความแห้งแล้ง ในดินแดนที่เป็นทะเลทรายอย่างแท้จริง “เราเพียงแต่หวังว่าจะสร้างกำลังใจให้คนอื่นลงมือคิดหาวิธีหาน้ำที่ทำนี้เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น”

การหาน้ำในสภาพดินฟ้าอากาศแบบทะเลทรายนั้นเป็นงานหนัก เนื่องจากต้องสู้กับแดดที่แรง ที่สำคัญเครื่องลดความชื้นไม่อาจจะหาน้ำจากอากาศที่ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า 13 องศาเซลเซียสได้.

จับทางพยากรณ์ ลมมรสุมได้แม่นยำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/610382

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 เม.ย. 2559 08:01

 

(ภาพ : REUTERS)

นักวิทยาศาสตร์สวิส ได้ค้นพบหนทางพยากรณ์ การเริ่มต้นและสิ้นสุดของฤดูมรสุม มหาสมุทรอินเดียประจำปี ได้อย่างแม่นยำกว่าแต่ก่อน โดยอาศัยข้อมูลดินฟ้าอากาศของท้องถิ่นเป็นหลัก

ฤดูฝนนับว่ามีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาเรือนเป็นล้าน ที่ปลูกข้าวป้อนพลเมืองอันแน่นหนาของอนุทวีป โดยที่ดินฟ้าอากาศในวันหน้า มีอิทธิพลที่จะทำให้ลมมรสุมแปรปรวนไปได้

นักวิทยาศาสตร์ได้เผยว่า เราพบว่าทิวเขาทางเหนือของปากีสถาน และตะวันออกของเมืองกัต ที่อยู่ติดกับมหาสมุทรอินเดีย ได้ทำให้อุณหภูมิและปริมาณความชื้น อันมีความสำคัญต่อลมมรสุมเปลี่ยนแปลงไป การพยากรณ์วิธีใหม่นี้ สามารถจะพยากรณ์การเริ่มต้นได้ถูกต้องมากกว่าร้อยละ 70 และการหมดสิ้นได้ถูกต้องเกินกว่าร้อยละ 80.

ทส.ปลื้มลดถุงพลาสติกได้ 43 ล้านใบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/607511

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 เม.ย. 2559 05:15

 

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แถลงข่าว “โครงการรวมพลังสร้างวินัยคนในชาติ ลดใช้ถุงพลาสติก” ว่า ตามที่ ทส.ร่วมกับองค์กรภาคธุรกิจเอกชน ประกอบด้วยห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ ขอความร่วมมืองดให้บริการถุงพลาสติกกับลูกค้าในวันที่ 15 ของทุกเดือน ตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. 2558 ต่อมาขยายผลโดยการเพิ่มความถี่ เป็นงดให้บริการถุงพลาสติกในวันที่ 15 และ 30 ของทุกเดือน แต่เพื่อให้โครงการนี้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายธุรกิจภาคเอกชน 16 องค์กร ประกาศเพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินกิจกรรมด้วยการรณรงค์งดให้บริการถุงพลาสติกในทุกวันพุธ เพิ่มขึ้นในเดือนเม.ย.นี้ ตั้งเป้าลดถุงพลาสติกให้ได้ 88 ล้านใบ “88 ล้านใบถวายพ่อ” ภายในวันที่ 5 ธ.ค.2559

ด้าน น.ส.ภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ผลการดำเนินงานโครงการ จากข้อมูลล่าสุดนับจากวันที่ 15 ส.ค.2558 ถึงปัจจุบัน สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้แล้ว 43,000,000 ใบ ชี้ให้เห็นว่าประชาชนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ดังนั้น ทส.และภาคเอกชนจะเพิ่มความเข้มข้นในการรณรงค์สร้างความตระหนักเรื่องการลดการใช้ถุงพลาสติกอย่างต่อเนื่อง เพราะการลดใช้ถุงพลาสติก เป็นการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน เนื่องจากในกระบวนการผลิตถุงพลาสติก 1 ใบ จะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาประมาณ 0.2 กิโลกรัม ถ้าใน 1 วัน ใช้ถุงพลาสติก 5 ใบ แล้วทิ้งเป็นขยะ ก็เท่ากับมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้ถุงพลาสติก 1 กิโลกรัมต่อวัน หรือ 365 กิโลกรัมต่อปี.

คพ.แฉพื้นที่เสี่ยงทิ้งกากของเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/605992

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 เม.ย. 2559 05:30

 

นายสุวรรณ นันทศรุต รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สถิติการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรม ตั้งแต่ปี 2553-ปัจจุบัน มีไม่น้อยกว่า 63 ครั้ง เป็นการลักลอบทิ้งกากของเสียจำพวกสารเคมี 22 ครั้ง กากของเสียรวมจากโรงงานอุตสาหกรรม 21 ครั้ง น้ำเสียปนเปื้อนสารเคมี 11 ครั้ง กากตะกอนและน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้ว 9 ครั้ง โดยในปี 2558 ได้เกิดเหตุการณ์ลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรม 4 ครั้ง จากปัญหาดังกล่าวก่อให้เกิดการแพร่กระจายมลพิษปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนบริเวณใกล้เคียงโดยตรง โดยปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการลักลอบทิ้งกากสารเคมีและของเสียอุตสาหกรรมอย่างผิดกฎหมาย คือ ค่าใช้จ่ายในการบำบัดและกำจัดกากของเสียมีอัตราสูง ประกอบกับสถานที่รับกำจัดกากของเสียที่ถูกต้องตามกฎหมายมีไม่เพียงพอ ทำให้มีการหลีกเลี่ยงและส่งกากของเสียอุตสาหกรรมไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง โดยมีพื้นที่เสี่ยงลักลอบทิ้งและต้องให้เจ้าหน้าที่ไปเฝ้าระวัง คือ จ.ปทุมธานี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรีและสระบุรี.

ขั้วโลกก็เคยแล้ง จนน้ำแข็งเกลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/605398

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 เม.ย. 2559 12:01

 

นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่า ขั้วโลกเหนือก็เคยแล้งหนักไร้น้ำแข็งโดยสิ้นเชิงมาก่อน สมัยเมื่อ 6–10 ล้านปีมาแล้ว และอุณหภูมิของน้ำทะเลแถบนั้นก็ได้ขึ้นสูง จากระหว่าง 4–9 องศาเซลเซียส ซึ่งผิดกับปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหน ทะเลก็จะปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งหนาบ้าง บางบ้างทั้งสิ้น

นักธรณีวิทยาได้เปิดเผยเรื่องนี้ เมื่อได้ไปเก็บพบตัวอย่างของตะกอน จากสันเขาโลโมโนซอฟ สันเขายักษ์ใต้ของภาคกลางของทะเลอาร์กติก

นักดาราศาสตร์คนหนึ่งกล่าวว่า ข้อมูลได้ยืนยันชัดแจ้งว่า 6-10 ล้านปีมาแล้ว ขั้วโลกเหนือและทั่วภาคกลางของมหาสมุทรอาร์กติก เมื่อช่วงฤดูร้อนได้ไร้น้ำแข็งโดยสิ้นเชิง ปกติแล้วภาคกลางของมหาสมุทรอาร์กติก จะมีแดดก็ระหว่างฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ส่วนช่วงอื่นจะมืดมิด แต่ข้อมูลที่ได้จากตัวอย่างสาหร่ายของตะกอนก้นทะเล ทำให้รู้ว่าพื้นผิวเคยได้รับแดดมาแล้ว.