Name a penguin, win a prize

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30320644

Name a penguin, win a prize

lifestyle July 13, 2017 12:32

By The Nation

Sea Life Bangkok has plenty to celebrate with the birth of a Gentoo penguin, the first ever to be born here, and is now inviting members of the public to take part in a naming contest for the newborn to win a total of Bt30,000 in prizes along with free admission to the aquarium at Siam Paragon.

The birth of “baby Gentoo” is particularly welcome, as it signals the success of the Sustainable Aquarium Administration mission’s “Breed, Rescue, Protect” project.

When it hatched on June 3, the 95-gram baby couldn’t see. It started opening its eye at three days old and has been thriving ever since.

Its parents were born and raised at Legoland, Billund, Denmark and moved to Bangkok in December 2014. The newborn penguin was covered in light grey fur to protect it from the chilly temperatures in the aquarium but still relies on the warmth from its parents, who will continue to take turns brooding their chick every 12 ro 24 hours until it reaches the age of two months.

Fed with regurgitated food six times a day, the chick has put on weight fast and weighed almost half kilogram at 30 days old. The chick has now started walking and will swim at around two months old after moulting.

“More than two years have passed since the 10 Gentoo penguins travelled across the world to their new home in Bangkok, and now we have welcomed our eleventh member. The aquarium-born penguin is considered a success. Our team of experts are taking great and close care of the chick ,” said Wiboon Rakseree, director of Aquatic Animal Care Department, Sea Life Bangkok.

The winner of the contest will take home Bt15,000 cash along with four annual passes, while the first runner-up gets Bt10,000 and four entry passes

The third prize is Bt5,000 cash and four entry passes

Submission details can be found at Facebook: Sea Life Bangkok Ocean World. The deadline is July 31 and winners will be announced on August 1 2017 via Facebook.

In the meantime, visitors can meet “Baby Gentoo” at the Gentoo Penguin Tank. Adults pay Bt990 and hildren between 3-11 years old get in for Bt790.

Thai Royal wins accolade from style magazine

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30320537

Princess Sirivannavari Nariratana poses during the photocall before The Chanel 2017-2018 fall/winter Haute Couture collection show in Paris on July 4./ AFP
Princess Sirivannavari Nariratana poses during the photocall before The Chanel 2017-2018 fall/winter Haute Couture collection show in Paris on July 4./ AFP

Thai Royal wins accolade from style magazine

lifestyle July 12, 2017 12:40

By The Nation

2,577 Viewed

Online magazine, “Grazia Daily” recently awarded Thai designer Her Royal Highness Princess Sirivannavari Nariratana top of its list of the most stylish princesses in the world.

The article, titled “A Definitive Ranking of the Most Stylish Princesses in the World” stated: “If there were a prize for most enthusiastic fashionista on this list, Princess Sirivannavari Nariratana of Thailand would undoubtedly get the title. As it is, she’s been crowned Most Stylish Princess In The World instead. A regular on the front row at couture, a designer in her own right (she showed in Paris a few seasons ago) and with a wardrobe that boasts pieces by Chanel, Balmain and Hermes, shrinking violet and modest style maven she is not. Unafraid to experiment with more out there, non-princessy looks – including exaggerated shoulders, leather and tuxedos – she’s definitely changing the face of modern royal fashion.”

Interested readers can see the entire article at http://lifestyle.one/grazia/celebrity/style/definitive-ranking-stylish-princesses-world/

Princess Sirivannavari has her own luxury fashion brand Sirivannavari Bangkok and has a boutique at Siam Paragon.

พรพิมล ปฐมศักดิ์ เทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2560 เวลา 16:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/510390

พรพิมล ปฐมศักดิ์ เทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต

เรื่อง อณุสรา ทองอุไรภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ในยุคที่เทคโนโลยีเบ่งบาน หลายอย่างเปลี่ยนไป เพราะเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่งานของมนุษย์ หลายธุรกิจต้องพังพาบ อีกหลายธุรกิจกำลังจะสูญหาย แต่ก็มีอีกหลายธุรกิจที่เกิดขึ้นและกำลังเบ่งบานในยุคที่เทคโนโลยีเฟื่องฟู โลกออนไลน์ทำให้บางธุรกิจเกิดขึ้นและไปได้ดี เช่น งานของเธอคนนี้ พรพิมล ปฐมศักดิ์ Chief Executive officer บริษัท รีฟินน์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดอทคอม

ธุรกิจของรีฟินน์ ก็คือ เว็บไซต์ที่ให้บริการเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์บ้าน โดยจะให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริงของทุกธนาคารว่ามีรูปแบบอย่างไร เพื่อให้ลูกค้าที่สนใจจะรีไฟแนนซ์บ้านได้ทราบข้อมูลเบื้องต้น เพื่อทำการเลือกเปรียบเทียบ และมีการช่วยประเมินหรือวิเคราะห์เบื้องต้นให้ว่า ลูกค้าควรจะเหมาะกับการไฟแนนซ์กับธนาคารใด โดยการมีบทวิเคราะห์เบื้องต้นเพื่อจับคู่คร่าวๆ

กลุ่มลูกค้า คือ อายุระหว่าง 35-45 ปี ซึ่งลูกค้าก็มีความหลากหลายทั้งอาชีพอิสระและพนักงานเอกชน ทางเว็บก็จะพยายามตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุดในทุกๆ กลุ่ม เป็นการบริการแบบให้เปล่าไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ถือว่าเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ไม่ต้องไปเดินหาหรือสอบถามจากหลายๆ ธนาคารด้วยตนเองให้เสียเวลา ขณะเดียวกันก็เหมือนกับทางเว็บช่วยสกรีนลูกค้าให้กับธนาคารได้ระดับหนึ่ง โดยที่ธนาคารเห็นแนวโน้มของลูกค้าได้ชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากลูกค้าที่เข้ามาดูในเว็บไซต์ก็จะกลายเป็นลูกค้าของธนาคารใดธนาคารหนึ่งในอนาคต

 

พรพิมล กล่าวต่อไปว่า หลังจากที่เปิดเว็บไซต์ให้บริการด้านข้อมูลเรื่องรีไฟแนนซ์บ้านไม่ถึงปี ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจมาก มีลูกค้าสนใจเข้ามาดูข้อมูลเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เชื่อว่าตั้งเป้าการเติบโตไว้ในระยะ 1-2 ปีแรก ถึงปีละ 40%

“คิดว่าโลกมันเปลี่ยนไป คนอายุ 40 ปีลงไปก็เริ่มหันมาสนใจการทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านโลกออนไลน์หมดแล้ว ทุกอย่างในโลกนี้รวมอยู่ในอินเทอร์เน็ตไม่ต้องไปเดินหาข้อมูลเองเหมือนสมัยก่อน เทคโนโลยีถ้ารู้จักใช้ คุณจะได้ประโยชน์สูงสุด เป็นข้อมูลดีๆ ที่ให้ฟรีสำหรับทุกคน ในต่างประเทศเขาทำกันมาหลายปีแล้ว มีธนาคารเล็กๆ ทางอินเทอร์เน็ตมากมายไม่มีเคาน์เตอร์ ไม่มีออฟฟิศ ทุกอย่างผ่านออนไลน์ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าด้วย เพราะต้นทุนต่ำกว่า ธนาคารใหญ่ๆ ในอเมริกาก็เริ่มทำแบบนี้ เคาน์เตอร์น้อยลง ตัดให้เป็นเอาต์ซอสให้หมด ลดค่าใช้จ่าย ธนาคารก็ได้กำไรมากขึ้นด้วย ถือว่าการให้บริการในลักษณะนี้จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลายๆ ธุรกิจ ในประเทศไทยเราก็เริ่มมีมากขึ้นแล้ว” เธอ เล่าให้ฟัง

หลังจากให้บริการมาไม่ถึงปี เธอเล่าถึงแผนการในอนาคตของเว็บไซต์รีฟินน์ ว่า ปีหน้าจะเพิ่มบริการ Home for cash คือ นำบ้านมาแลกเงินสด ยังไม่มีเว็บไหนทำมาก่อน ที่มีอยู่คือเอารถมาแลกเงินสด เวลาที่เจอเรื่องเร่งด่วนต้องใช้เงินแล้วอยากจะเอาบ้านมาเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างไร แบบไหน ซึ่งเป็นตลาดที่น่าสนใจ คงเริ่มได้ปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

 

ด้านการศึกษานั้น พรพิมล จบมัธยมศึกษาจากซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย จบปริญาตรีด้านการตลาด จากมหาวิทยาลัยบอสตัน ปริญญาโทด้านการบริหารจากมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐ และเคยไปเรียนภาษาจีนที่ประเทศจีนอยู่ครึ่งปี

ด้านการทำงานนั้นเธอคร่ำหวอดอยู่ในแวดวง สายการเงินอยู่กับธนาคารหลายแห่ง ทั้งธนาคารไทยและธนาคารต่างประเทศเป็นเวลากว่า 20 ปี จนกระทั่งได้มาร่วมงานกับเว็บไซต์รีฟินน์ ก็ถือว่าเป็นสายงาน ที่คุ้นเคย

เธอ บอกว่า ลักษณะการทำงานเปลี่ยนไปบ้าง จากที่เคยอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่มีสายงานแบ่งส่วนงานชัดเจน แต่พอมาอยู่องค์กรเล็ก รวมทุกอย่างไว้ใน จุดเดียวกัน เธอต้องดูแลแบบครบวงจร แต่สายงานก็สั้นและมีความรวดเร็วในการทำงาน ถือว่าเหนื่อยแต่ก็สนุก มีความคล่องตัวสูงถือเป็นความท้าทายใหม่ๆ เป็นธุรกิจแห่งอนาคต

สำหรับหลักการทำงานนั้น เธอ คิดว่า ต้องมีเป้าหมายในการทำงานอย่างชัดเจนว่าทิศทาง หรือเป้าหมายขององค์กรไปทางไหน ติดตามทำตามเป้าหมายให้บรรลุผล มุ่งมั่นให้ถึงเป้าหมายโดยไม่หลงทาง ในการทำงานของเธอแต่ละวัน เธอจะมีสมุดเล็กๆ คอยจด Things to do ไว้ทุกวันว่า วันนี้ต้องทำอะไร ก่อนหลัง เมื่อทำได้เธอจะขีดฆ่าออกทีละข้อ จะได้รู้ว่าแต่ละวันทำอะไรเสร็จไปแล้วบ้าง เพื่อไม่ให้หลงลืมพลาดเป้าหมาย และจะมี Year Plan ในแต่ละปีว่าภาพรวมของชีวิตปีนี้ควรจะเป็นแบบไหน อยากทำอะไร เพื่อกำหนดเป้าหมายกว้างๆ กับตัวเองไว้

 

“ทุกวันนี้เรามีข้อมูลเข้ามามากมาย แต่ละวันเราต้องอ่านเมล เข้ามาเป็น 100 เมล บางอันสำคัญ บางอันก็ไม่ ไหนจะไลน์อีก ถ้าอ่านทุกวันต้องใช้เวลาวันละ 1-2 ชั่วโมง ดังนั้นเธอจะจัดกลุ่มของเมลเป็นไฟล์ไว้ อันไหนส่งตรงถึงเรา อันไหนแค่ก๊อบปี้ถึงเราแค่ควรทราบ บางอันเป็นเมลที่ไม่จำเป็นต้องอ่านก็ได้ จัดเป็นไฟล์แยกไว้ เลือกอ่านที่สำคัญส่งตรงถึงเรา อันไหนแค่แจ้งเพื่อนทราบค่อยอ่านตอนว่าง อะไรแบบนี้ เทคโนโลยีถ้าเราจัดระบบให้ดี ก็เป็นประโยชน์และไม่ดึงเวลาจากเรามากนัก อยู่ที่เราลือกใช้และจัดการได้” เธอ เล่าอย่างเป็นระบบ

เมื่อเจอปัญหาอุปสรรคต้องตั้งสติให้ดีแล้วเริ่มต้นใหม่ หากเกิดผิดพลาดพยายามแก้ไขและรู้จักให้อภัยตัวเอง เรียนรู้เริ่มใหม่ อย่าให้สิ่งที่ผิดพลาดไปนั้นไม่ให้ประสบการณ์อะไรกับตัวเองเลย

ผู้บริหารที่ดีต้องทำงานให้บรรลุเป้าหมาย สนองความต้องการขององค์กรและลูกค้า ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกฝ่าย มีความประนีประนอม ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาตัวเองควบคู่ไปด้วย เปิดรับข่าวสารอยู่เสมอ เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง เพราะโลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน

การเป็นผู้บริหารผู้หญิงมาถึงจุดนี้ได้ แม้จะไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย เวลาทำงานก็คือต้องทุ่มเทให้เต็มที่ โชว์พลังความตั้งใจออกมา ความเป็นผู้หญิงไม่ใช่อุปสรรค ถ้าเรามีความสามารถพอ สำหรับประเทศไทยโอกาสก็มีอยู่เสมอ แน่นอนว่าผู้ชายอาจมีข้อได้เปรียบในบางเรื่อง แต่ผู้หญิงก็มีข้อดีในเรื่องความสุภาพอ่อนโยนและใส่ใจ เข้าถึงลูกน้องได้ดีกว่า

เธอมองภาพตัวเองในอนาคตอันใกล้ 2-3 ปีข้างหน้า ว่าคงมองธุรกิจที่เกี่ยวข้องในเรื่องสตาร์ทอัพมากขึ้น และพยายามจะเชื่อมโยงธุรกิจกับคนกลุ่มนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

“หากเราหยุด โลกก็จะแซงหน้าจนเราอาจจะตามไม่ทัน เพราะปัจจุบันนี้เราไม่ได้แข่งขันกับคนในประเทศเราเองเท่านั้น แต่เรายังแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งใกล้และไกล เพราะโลกแคบลงทุกวัน ที่สำคัญต้องพยายามยกระดับบุคลากร ส่งเสริมทีมงานให้สามารถแข่งขันในระดับโลกให้มากขึ้น”

นอกจากทุ่มเทกับงานใหม่ที่เธอเพิ่งเข้ามาเป็นแม่ทัพแล้ว เธอก็ยังบริหารเวลาให้กับเรื่องส่วนตัวด้วย ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายทุกวัน นอกจากนี้ เธอยังมีงานอดิเรกเป็นการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่าจะเดินทางไปให้ครบในสถานที่ที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกทั้ง 7 แห่ง เธอตามเก็บได้หลายสถานที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาชูปิกชู ที่เปรู พระราชวังเภตรา ประเทศจอร์แดน โคลอสเซียม ประเทศอิตาลี ทัชมาฮาล ประเทศอินเดีย โดยปลายปีนี้เธอตั้งเป้าจะไปไครสต์ ออฟ รีดีมเมอร์ ประเทศบราซิล

“การเดินทางสำหรับเรามันเป็นของขวัญของชีวิต เป็นของหวานแบบหนึ่งที่เราควรได้รับแล้วทำให้เราสดชื่นมีพลังยิ่งขึ้น การเดินทางมันได้เรียนรู้โลกในมุมที่แตกต่างออกไปจากชีวิตประจำวันเดิมๆ ได้เห็นบ้านเมืองตึกราม สถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่แตกต่าง การเดินทางทำให้เราเปิดกว้างมากขึ้น ยอมรับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

แล้วเราชอบถ่ายภาพ ด้วยตอนเด็กๆ เป็นช่างภาพของโรงเรียนเวลามีกิจกรรมต่างๆ เวลาไปเที่ยวก็ชอบถ่ายรูปเอง แอบฝันไว้ว่า ถ้าเดินทางไปดู 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นที่ประกาศขึ้นมาใหม่ครบ จะเขียนหนังสือถึงสถานที่เหล่านั้นเป็นแนวคู่มือท่องเที่ยว ให้ทั้งความรู้และความบันเทิงเกี่ยวกับสถานที่นั้น มีภาพประกอบที่เราตั้งใจถ่ายเองอย่างสวยงาม (หัวเราะ) คิดว่าจะทำออกมาเป็นหนังสือให้ได้คงสักปีหน้า หวังไว้นะน่าจะทำได้” เธอ กล่าวอย่างมุ่งมั่น n

 

3 วิธี หนีโรคสมองเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/518550

3 วิธี หนีโรคสมองเสื่อม

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ใช้มันหรือยอมเสียมันไป” ซึ่งเป็นคำเปรียบเปรยที่ใช้ได้กับ “สมอง” เว็บไซต์ time.com เผยแพร่ผลการศึกษาที่เกี่ยวกับสมองมนุษย์ว่า ผู้ที่ใช้สมองอยู่เสมอไม่ว่าจะใช้กับการศึกษา เรียนรู้ภาษาใหม่ๆ หัดเล่นเครื่องดนตรีชนิดใหม่ หรือมีสังคมเพื่อนและครอบครัวที่เข้มแข็ง คนกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมต่ำกว่าและจะมีปัญหากับระบบคิดน้อยกว่าด้วย

อย่างไรก็ตาม ทุกคนไม่สามารถปฏิเสธความเสื่อมถอยของสมองตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้นได้ แต่เราสามารถรักษาการทำงานของระบบสมองให้มีประสิทธิภาพตามช่วงวัยได้ ตาม 3 วิธีหนีโรคสมองเสื่อมที่คนสูงวัยควรทำ

 

1.การศึกษา

จากการศึกษาในวารสารเกี่ยวกับสมองของฝั่งอังกฤษ (Neuroepidemiology) ได้วิเคราะห์แบบทดสอบด้านความจำจากคนสูงวัยชาวยุโรปจำนวน 1.1 หมื่นคน พบว่า การศึกษาสามารถต่อต้านภาวะสมองเสื่อมได้

ผู้เข้าร่วมต้องตอบแบบสอบถามทุกๆ 2 ปีในระยะเวลาเกือบ 10 ปี เพื่อนักวิทยาศาสตร์จะสามารถเปรียบเทียบผลของแบบสอบถามดังกล่าว ซึ่งพบว่า ผู้ที่มีการศึกษาสูงดูเหมือนจะมีอัตราการเป็นโรคสมองเสื่อมต่ำกว่า แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าการศึกษาสามารถป้องกันภาวะการรับรู้ทางสติปัญญาเสื่อมได้ (Cognitive decline)

2.เล่นบอร์ดเกมกับเพื่อน

การศึกษาดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ผู้ที่เล่นเกมการ์ดและมักทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนหรือครอบครัวจะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคสมองเสื่อมกว่าผู้ที่ไม่สังสรรค์กับสังคม นอกจากนี้ จากการศึกษาผู้สูงวัยจำนวนกว่า 1,200 คน ยังพบว่า ผู้ที่แอ็กทีฟอยู่ตลอดเวลาจะทำให้เป็นโรคสมองเสื่อมช้ากว่า หรือหากเผชิญกับโรคนี้แล้ว ผู้ที่แอ็กทีฟจะสามารถต่อต้านได้ดีกว่าคนที่ไม่มีชีวิตชีวา ซึ่งวิธีที่ทำให้คุณเป็นคนแอ็กทีฟสามารถทำได้ง่ายๆ คือ นัดเพื่อนฝูงหรือครอบครัวแล้วหากิจกรรมใหม่ๆ ทำร่วมกัน เช่น ไปพิพิธภัณฑ์ หรือฝึกทักษะใหม่ๆ เพื่อให้สมองได้ทำงาน

3.ออกกำลังกาย

จากการศึกษาผู้มีอายุมากกว่า 65 ปี จำนวน 1,600 คน พบว่า ผู้ที่ชอบนั่งเป็นเวลานานมีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์สูง หมายความว่า การขยับเขยื้อนร่างกายเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้สมองฟิตไปด้วย เนื่องจากการออกกำลังกายทำให้หัวใจแข็งแรง เมื่อหัวใจแข็งแรงก็จะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงสมองได้ดี การออกกำลังกายจึงทำให้สมองแข็งแรงตามไปด้วย

การออกห่างโรคสมองเสื่อมจึงสามารถทำได้ด้วย 3 วิธีควบคู่กันไป ซึ่งนอกจากสมองของคุณจะมีสุขภาพดีแล้ว อายุขัยของคุณก็จะยืนยาว

 

กรดอะมิโน และโอเมก้า สารอาหารเพื่อพัฒนาการสมอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/518353

กรดอะมิโน และโอเมก้า สารอาหารเพื่อพัฒนาการสมอง

โอเมก้า (Omega) หรือกรดไขมันแบบไม่อิ่มตัวช่วยในการบำรุงสมอง โดยกระตุ้นให้สมองพัฒนาระบบประสาทส่วนกลางและช่วยเรื่องการมองเห็นได้อย่างสมบูรณ์ และทำให้มนุษย์เกิดความจำ อีกทั้งมีส่วนให้ร่างกายปรับสมดุลของสารเคมีที่มีผลให้รู้สึกสบาย ไม่เครียด มีความมั่นคงทางอารมณ์และมีสุขภาพจิตที่ดีด้วย โอเมก้านั้นแบ่งออกเป็นหลายประเภท แต่กลุ่มที่มีประโยชน์โดยตรงต่อการพัฒนาในเด็ก ก็คือ กรดไขมันโอเมก้า 3 โอเมก้า 6 และโอเมก้า 9

นํ้านมนับว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าสำหรับเด็กและคนทุกวัย และเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ มีปริมาณโปรตีนสูงและเป็นโปรตีนคุณภาพดีไม่ด้อยไปกว่าโปรตีนที่ได้รับจากไข่ เนื้อสัตว์ และถั่ว นอกจากนี้ในน้ำนมยังอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ มากมาย อาทิ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส แล็กโทส วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินซี น้ำ และเกลือแร่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโอเมก้า 369 (Omega 369) และกรดอะมิโนจำเป็น (Amino Acid) จากผลวิจัยพบว่าในนมแม่จะมีกรดอะมิโนครบถ้วนต่อเด็กมากที่สุด ตามมาด้วยนมโค และนมแพะ ส่วนนมที่มีโปรตีนน้อยที่สุด คือ นมจากพืช 

กรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3) เป็นกรดไขมันจำเป็นต่อโครงสร้างไขมันในสมองและจอประสาทตา มีส่วนให้เกล็ดเลือดมีความสมดุลอยู่เสมอ จึงลดความเสี่ยงในการเป็นโรคทางเดินหายใจ โรคไขมันในเส้นเลือด และโรคหัวใจอีกด้วย ขณะที่กรดไขมันโอเมก้า-6 (Omega-6) มีส่วนให้เลือดไหลเวียนได้ดี รักษาระดับคอเลสเตอรอลที่ดีในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายลดอาการปวดและลดการอักเสบได้ รักษาความชุ่มชื้นของผิวพรรณ ช่วยคุมระดับฮอร์โมน และที่สำคัญคือช่วยให้สมองทำงานได้ดี และกรดไขมันโอเมก้า-9 (Omega-9) ช่วยควบคุมระบบการแข็งตัวของเลือด สร้างฮอร์โมนโพรสตาแกลนดินในร่างกาย ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี จึงมีผลให้อวัยวะในร่างกายทำงานได้อย่างสมบูรณ์ขึ้นด้วย

ขณะที่กรดอะมิโนนั้นมีทั้งแบบที่ร่างกายสร้างเองได้และสร้างไม่ได้ กรดอะมิโนที่ร่างกายสร้างเองได้ที่รู้จักกันทั่วไปมีราว 20 ชนิด ส่วนกรดอะมิโนที่ร่างกายสร้างไม่ได้มีอยู่ 9 ชนิด ซึ่งจำเป็นต้องรับจากการรับประทานอาหาร ใน 9 ชนิดนี้สำคัญต่อสมองมาก โดยมีการทำงานที่ซับซ้อนและสำคัญ กรดอะมิโนจำเป็น (Amino Acid) ได้แก่ 

1.ทริปโตเฟน (Tryptophan) มีส่วนเสริมสร้างคุณภาพในการนอนหลับอย่างเป็นธรรมชาติ

2.ทรีโอนีน (Threonine) ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย สู้เชื้อโรคและช่วยเผาผลาญไขมัน

3.ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) เพิ่มความตื่นตัว และสร้างความทรงจำในสมอง

4.เมไธโอนีน (Methionine) เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยสลายไขมัน

5.ลิวซีน (Leucine) ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มพลังกล้ามเนื้อ ช่วยให้เซลล์ประสาทแข็งแรงขึ้น

6.ไลซีน (Lysine) ช่วยเสริมสมาธิ ทำให้กระดูกแข็งแรง 

7.วาลีน (Valine) กระตุ้นการทำงานสมอง ทำให้กล้ามเนื้อประสานกันได้ดี

8.ไอโซลิวซีน (Isoleucine) เสริมสร้างการเจริญเติบโตของระบบประสาท เตรียมพร้อมสมองต่อพัฒนาการเรียนรู้

9.ฮิสทิดีน (Histidine) จำเป็นต่อการเจริญเติบโตในเด็ก ช่วยการทำงานของระบบประสาท ป้องกันภาวะพัฒนาการช้า

อย่างไรก็ตาม เด็กในวัยกำลังเจริญเติบโตควรรับประทานอาหารอย่างเพียงพอให้ครบทั้ง 5 หมู่ เมื่อเห็นว่าลูกกินได้น้อย คุณพ่อคุณแม่ควรจัดอาหารระหว่างมื้อมาเพิ่ม แต่ต้องไม่บ่อยจนรบกวนอาหารมื้อหลัก และอาหารต้องไม่มีรสชาติหวานจัด เพราะจะทำให้ลูกไม่อยากอาหารได้ อย่าติดสินบนเพื่อให้เด็กยอมกินอาหาร จะทำให้เด็กติดนิสัยและไม่ยอมกินเมื่อไม่มีของมาแลกเปลี่ยน และพยายามอย่าบังคับขู่เข็ญให้เด็กกินอาหาร เพราะจะทำให้รู้สึกไม่ดีต่อการกินและไม่อยากกิน จะกลายเป็นคนกินยากไปแทน 

 

นักวิชาการพบอาหารไทยปัจจุบันหวานกว่าตำรับโบราณเกือบ2เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2560 เวลา 19:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/518027

นักวิชาการพบอาหารไทยปัจจุบันหวานกว่าตำรับโบราณเกือบ2เท่า

นักวิชาการเปิดตำราอาหารคาวย้อนหลัง 40 ปี ทั้ง แกง ยำ น้ำพริก และอาหารจานเดียว พบปัจจุบันสัดส่วนปริมาณน้ำตาลเพิ่มทุกเมนู 1.63 เท่า

ทพ.ญ.ศิริเพ็ญ อรุณประพันธ์ ทันตแพทย์จากสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ในฐานะนักวิชาการเครือข่ายไม่กินหวาน เปิดเผยว่า หลังจากมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาหารไทยในยุคปัจจุบัน มีความหวานเพิ่มขึ้นในหลายเมนู ทั้งประเภทยำ น้ำพริก ผัด แกง อาหารจานเดียว จึงตั้งสมมติฐานในการค้นคว้า ว่าเมนูตำรับอาหารโบราณของไทยมีส่วนผสมของน้ำตาลเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ เนื่องจากคนไทยกินอาหารคาว 3 มื้อเป็นอาหารหลัก ถ้ามีปริมาณน้ำตาลมาก อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

การศึกษาครั้งนี้ ทพ.ญ.ศิริเพ็ญ ใช้วิธีการค้นหาตำรับอาหารไทยโบราณ 57 ตำรับจากนิตยสารแม่บ้านรวมเล่ม ตีพิมพ์เมื่อปี 2520 เทียบกับตำรับอาหารจากเว็บเพจอาหาร วิเคราะห์ศึกษาเพื่อตอบโจทย์ว่าการใส่น้ำตาลในอาหารคาวเปลี่ยนแปลงในอาหารประเภทไหนบ้าง และเปลี่ยนอย่างไร โดยใช้หลักการคำนวณน้ำตาล และเครื่องปรุงทุกชนิดเป็นน้ำหนักต่อกรัม และสรุปเป็นสัดส่วนน้ำตาลออกมาเป็นค่าเฉลี่ยร้อยละในแต่ละกลุ่มของอาหารประเภทแกง น้ำพริก ยำ ผัด และอาหารจานเดียว

“เมื่อนำมาเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบัน พบว่า ปี 2560 มีสัดส่วนการใส่น้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น 1.63 เท่า โดยได้คำตอบว่าอาหารไทยในยุคนี้มีการใส่น้ำตาลร้อยละ 3.15 มากกว่าสัดส่วนในอดีตที่ใส่น้ำตาลเพียงร้อยละ 1.93 ส่วนใหญ่มาจากน้ำตาลจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ และถ้าแยกเป็นประเภทอาหาร พบว่า อาหารประเภทยำ พบสัดส่วนการใส่น้ำตาลเพิ่มสูงเป็นอันดับแรก 2.16 เท่า โดยอดีตเคยใส่น้ำตาลเพียงร้อยละ 0.43 แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็นร้อยละ 8.93 รองลงมาอาหารประเภทจานเดียว พบสัดส่วนการใส่น้ำตาลเพิ่มขึ้น 1.65 เท่า โดยอดีตเคยใส่น้ำตาลร้อยละ 2.29 แต่ปัจจุบันใส่น้ำตาลร้อยละ 3.77 ส่วนที่คงที่คือกลุ่มน้ำพริกและประเภทแกง เช่นแกงขี้เหล็ก แกงหมูเทโพ แกงฮังเล เป็นต้น” ทพ.ญ.ศิริเพ็ญ ให้ข้อมูล

ทั้งนี้นักวิชาการเสนอว่าควรต้องส่งเสริมให้คนไทยรณรงค์งดน้ำตาลในอาหารคาว และอาหารจานเดียว รวมทั้งเตรียมจะศึกษาข้อมูลในกลุ่มอาหารยอดฮิตเมนูมื้อเช้า ทั้งข้าวมันไก่ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวหมูแดง เพื่อดูว่ามีปริมาณการใช้น้ำตาลมากน้อยเท่าไหร่

 

งานวิจัยใหม่ที่น่่าทึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 15:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/517802

งานวิจัยใหม่ที่น่่าทึ่ง

โดย 0000000

เจ้าหน้าที่ดูแลส่วนบุคคลเปิดตู้ยาแล้วอบเค้ก จากนั้นก็วางเค้กบนจานตรงหน้าผู้ป่วยที่กำลังหมดแรง เขาถอนใจ ดึงจานเข้ามาใกล้ เวลายกส้อม แขนเขาเจ็บ ต้องพยายามกลืนเค้กนั้น แต่เขาก็กินมันจนหมดไม่เหลือเศษ เพราะกัญชาในเค้กอาจจะช่วยชะลอโรคปลอกประสาทอักเสบ (Multiple Scelrosis) ที่เขาเป็นอยู่ได้ โรคนี้ทำให้ เขามีอาการป่วยข้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อเป็นตะคริว และเจ็บจี๊ดๆ ตามผิวหนัง

ผู้ดูแลส่วนบุคคลหันไปหาผู้ป่วยคนถัดไปที่เป็นโรคข้อเสื่อม เขายิ้มในขณะที่ควันจากบ้องสูบไหลเข้าปอด ช่วยผ่อนคลายอาการปวดข้อลงได้ ในระหว่างวันผู้ดูแลจะไปเยี่ยมผู้ป่วยหลายโรค จากคลื่นไส้อาเจียนไปจนถึงอัลไซเมอร์ผู้ป่วยที่ต้องให้ช่วยป้อนยา ทั้งยาแบบเม็ด เค้ก ยาฉีดพ่น และบุหรี่ ทั้งหมดนี้มีสิ่งหนึ่งร่วมกัน นั่นคือมีกัญชา เป็นส่วนผสม

นี่คือเรื่องจริงที่กำลังเกิดขึ้นในเนเธอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา ขณะที่คุณอ่านอยู่นี้ ทุกๆ ปี ร้านขายยาดัตช์จะขายยาจากกัญชาหลายพันขวด มีอีกหลายประเทศกำลังดำเนินรอยตามด้วยการทบทวนบทกฎหมายใหม่ ตัวอย่างล่าสุดคือเยอรมนี ซึ่งเริ่มกฎหมายใหม่แล้วในปี 2017 จนกลายเป็นประเทศที่ 9 ในทวีปยุโรปที่อนุญาตให้แพทย์สั่งยาจากกัญชาได้

อีกหลายแห่งอนุญาตให้ทดสอบทางการแพทย์กับกัญชาได้ จากการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ล่าสุด พืชต้องห้ามนี้มีศักยภาพอย่างใหญ่หลวง เพราะไม่เพียงช่วยรักษาโรคร้ายหลายชนิด เช่น โรคสมองเสื่อมและลมชัก แต่ยังพบว่า พวกเขาสามารถผลิตยาจากกัญชาให้ออกฤทธิ์ตามที่ต้องการ เพื่อนำไปรักษาโรคร้ายแรงที่อยู่ในสมอง และร่างกายได้โดยผู้ป่วยไม่ต้องได้รับผลข้างเคียง

หยุดสมองเสื่อม

กัญชาซึ่งมีชื่อเรียกอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ปุ๊น เนื้อ หรือมารีฮวนนา เป็นที่รู้จักในนามยาเสพติด องค์การสหประชาชาติ บอกว่า คนทั่วโลกราว 200 ล้านคนใช้กัญชาเป็นประจำ ทั้งสูบ บริโภค หรือไม่ก็ใช้วิธีดูดซึม ทั้งใบ เมล็ด ดอก หรือยาง จากกัญชา 2 สปีชีส์ คือ Cannabis Stiva และ Cannabis Indica ส่วนต่างๆ ของกัญชามีโมเลกุล THC แคนนาบิดิโอล (Cannabidiol) และสารเคมีอื่นๆ อีกอย่างน้อย 100 ชนิด ซึ่งทำให้ผู้ใช้รู้สึกดีอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ส่วนผสมของกัญชาก็ทำให้เกิดผลข้างเคียงทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น หัวใจเต้นเร็ว ปัญหาเรื่องสมาธิ การเสพติด จิตหลอน ดังนั้น กัญชาจึงเป็นยาผิดกฎหมายในหลายส่วนของโลก ถึงกระนั้นนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อ หาว่ากัญชาเปลี่ยนสารเคมีในร่างกายอย่างไร และสร้างสมดุลสุขภาพขึ้นได้ อย่างไรในผู้ป่วยโรคร้ายแรงหลายโรค

ความก้าวหน้าครั้งใหญ่ได้เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เมื่อนักวิทยาศาสตร์นำโมเลกุล THC ที่มีผลทางจิตประสาทใส่ในจานเพาะเชื้อที่มีเซลล์สมองที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมอยู่ เดฟ ชูเบิร์ต นักชีววิทยา จากสถาบันซอลก์เพื่อการศึกษาทางชีววิทยา (Salk Institute for Biological Studies) ในแคลิฟอร์เนีย ได้ศึกษาก้อนโปรตีนเบต้าอะมีลอยด์ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งทำให้เซลล์สมองติดเชื้อร้ายแรงได้ โดยหลังจากใส่โมเลกุล THC ลงไปเพียงแค่ 2 วัน เขาพบการเปลี่ยนแปลงที่น่าทีึ่งมาก นั่นคือก้อนโปรตีนในเซลล์สมองเริ่มหายไป การติดเชื้อก็หายไปด้วย โมเลกุลจากกัญชาทำสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พยายามจะทำมานานหลายปี มันป้องกันเซลล์สมองป่วยไม่ให้ตายจากโรคอัลไซเมอร์

ผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่งที่สิ้นหวังเริ่มมีหวังใหม่ในปี 2016 เมื่อนักประสาทวิทยาจากนิวยอร์กยืนยันว่า ส่วนผสมจากกัญชาอีกชนิดก็สามารถสร้างความอัศจรรย์ได้ ออร์ริน เดวินสกี้ จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กในสหรัฐอเมริกาได้ทดสอบสารออกฤทธิ์ แคนนาบิดิโอลกับคนหนุ่มสาว 214 คนที่เป็นโรคลมชักรุนแรง พวกเขาป่วยจากอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง ซึ่งแพทย์หยุดอาการนี้ไม่ได้ เมื่อผู้ป่วยที่ยังหนุ่มสาวดื่มเครื่องดื่มที่มีสารแคนนาบิดิโอลเป็นประจำทุกวันนาน 3 เดือน อาการชักลดลงครึ่งหนึ่ง จากเฉลี่ยชักวันละครั้ง กลายเป็นว่าชักวันเว้นวัน อีกร้อยละ 4 ไม่มีอาการชักเลยตลอดเวลา 3 เดือนที่ทดลอง เป็นอีกครั้งที่กัญชาช่วยผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งได้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่แพทย์เกือบยอมแพ้ไปแล้ว

องค์ประกอบต่างๆ ในกัญชาทำงานต่างกัน

นักวิทยาศาสตร์สนใจเป็นพิเศษในสาร 2 อย่าง คือ THC และแคนนาบิดิโอล THC ทำให้คนเกิดอาการ “เมา” ในขณะที่แคนนาบิดิโอลลดอาการเมานั้น ผลของ THC นั้นเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว แต่ผลของแคนนาบิดิโอลยังไม่แน่ชัด นักวิทยาศาสตร์รู้เพียงว่า สารนี้ไปปรับสัญญาณในเซลล์สมอง จึงส่งผลต่อสมองทั้งหมด ดังนั้นแพทย์ต้องแยกสาร 2 อย่างนี้เวลานำไปใช้ทางการแพทย์ การศึกษาแสดงว่าแคนนาบิดิโอลนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าเมื่อนำไปใช้กับโรคปลอกประสาทอักเสบและอาการเครียด หลังเกิดเหตุการณ์ร้าย ในขณะที่ THC ช่วยลดอาการคลื่นไส้ของผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังทำเคมีบำบัด ผู้ป่วยที่ต้องการลดอาการปวดดูจะเป็นกลุ่มที่ได้ผลดีที่สุดถ้าจะกินกัญชาเข้าไปทั้งต้น ทำให้ได้รับสารทั้งสองในเวลาเดียวกัน

อาจรักษาผู้ป่วย 47 ล้านคนได้

รายชื่อโรคร้ายที่อาจรักษาได้ด้วยกัญชาเพิ่มขึ้นไปอีกมาก ถ้าพิสูจน์สาร THC ได้ว่า มีผลการรักษาในเซลล์สมองมนุษย์ที่ได้รับผลกระทบจากโรคสมองเสื่อมเหมือนที่ทำได้ในห้องแล็บ ถ้าทำได้จริง คน 47 ล้านคนที่เป็นโรคสมองเสื่อมในปัจจุบัน และที่คาดว่าอาจจะเพิ่มขึ้นอีก 4 เท่าก่อนปี 2050 ก็อาจได้รับการรักษาได้

ผลการวิจัยใหม่นับว่าเปลี่ยนทัศนคติในแง่ลบต่อกัญชา และอาจจะทำให้ผู้มีอำนาจในหลายๆ ประเทศเปลี่ยนมุมมองต่อกัญชาไปด้วย

ในอนาคตอันใกล้ ดูเหมือนกัญชาจะไม่ต้องทำ การซื้อขายกันอย่างลับๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะต่อไปจากนี้ยาเม็ด ยาผสม และอาหารที่มีสาร THC และสารแคนนาบิดิโอล ก็จะวางจำหน่ายในร้านขายยา สถานพยาบาล และบ้านพักคนชราทั่วโลก

 

อภิวิชญ์ คุณาดิเรก ว่ายน้ำสร้างความฟิตแอนด์เฟิร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 09:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/517829

อภิวิชญ์ คุณาดิเรก ว่ายน้ำสร้างความฟิตแอนด์เฟิร์ม

โดย  ภาดนุ ภาพ พาณุวัฒน์ เงินพจน์

หนุ่มหล่อหน้าใสวัย 25 ปี บูม-อภิวิชญ์ คุณาดิเรก ก้าวเข้าสู่การเป็นนายแบบตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 ในรั้วมหาวิทยาลัย ปัจจุบันก็ยังรับงานเดินแบบถ่ายแบบอยู่ตลอด จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะรักการออกกำลังกายและฟิตหุ่นด้วยการเล่นกีฬาอยู่เสมอ

“ปัจจุบันผมเรียนจบปริญญาตรีและทำงานประจำ โดยเป็นพนักงานฝ่ายการตลาดของบริษัทแห่งหนึ่ง แต่ก็ยังรับงานเดินแบบถ่ายแบบอยู่เหมือนเดิม ที่ผ่านมาผมมีงานละครช่วงเย็นเรื่อง ‘สงครามเพลง’ ทางช่อง 28 ที่เพิ่งจบไป และล่าสุดก็กำลังถ่ายละครเรื่อง ‘คุณแม่สวมรอย’ เป็นละครช่วงเย็นทางช่อง 3 ออริจินัล (ช่อง 33) โดยรับบทนักกายภาพสุดหล่อ แสดงทั้งหมด 4 ตอนด้วยกัน

ส่วนผลงานอื่นๆ เมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้เข้ารอบ 20 คนในกิจกรรมเฟ้นหาหนุ่มหล่อสุขภาพดี ‘Men’s Fitness Cool Guy Search 2017’ ซึ่งนิตยสาร Men’s Fitness จัดขึ้นด้วยครับ โดยออนแอร์ใน Line TV และทางช่อง Men’s Fitness ล่าสุดผมก็มีผลงานถ่ายแบบแนวเซ็กซี่สไตล์ผู้ชายๆ บนนิตยสารออนไลน์ที่ชื่อว่า Real Men ด้วย ยังไงก็ฝากติดตามนะครับ”

บูมบอกว่า การเป็นนายแบบและนักแสดงคืออาชีพที่ต้องฟิตร่างกายและดูแลหน้าตาให้ดูดีอยู่ตลอดเวลา สำหรับเขาแล้วถือว่าโชคดี เพราะเขาชอบเล่นกีฬาคือเล่นบาสเกตบอลมาตั้งแต่เรียนมัธยมต้น แถมยังเป็นนักกีฬาโรงเรียนด้วย ส่วนกีฬาโปรดประเภทอื่นที่ยังคงเล่นอยู่ต่อเนื่องก็คือ ฟิตเนสกับว่ายน้ำ

“ผมผูกพันกับการว่ายน้ำมาตั้งแต่เด็กๆ เลย พอจำความได้คุณแม่ก็จะพาไปว่ายน้ำที่สวนสนุกบ้าง สระของหมู่บ้านบ้าง ผมมาเรียนว่ายน้ำจริงๆ ก็ตอนเรียนชั้นประถม 6 เพราะเป็นคลาสในชั้นเรียนที่มีคุณครูสอนและมีการให้คะแนนด้วย จากนั้นก็มาว่ายน้ำอย่างจริงจังอีกทีตอนเรียนชั้นมัธยมต้นโดยมักไปว่ายน้ำกับลูกพี่ลูกน้องที่สระในหมู่บ้านเป็นประจำ ทุกวันนี้แม้ผมจะเล่นเวตสัปดาห์ละหลายวัน แต่ในวันที่หยุดพักจากการเล่นเวต ผมมักจะไปว่ายน้ำเสมอ โดยว่ายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โชคดีว่าผมเป็นคนผิวขาวอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยดำเพราะการว่ายน้ำสักเท่าไหร่” (หัวเราะ)

บูมบอกว่า การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโออย่างหนึ่ง ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก ทั้งดีต่อระบบหัวใจ ดีต่อกล้ามเนื้อ แล้วยังช่วยผ่อนคลายจากความเครียดได้ด้วย

“ผมว่าการว่ายน้ำเป็นสิ่งที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถทำได้ แม้เป็นผู้ป่วยโรคอ้วน โรครูมาตอยด์ ก็สามารถว่ายน้ำได้หมด ถือเป็นกีฬาที่ปลอดภัยซึ่งแพทย์แนะนำให้ผู้ป่วยกระดูกหัก หรือผู้ป่วยพักฟื้นสามารถทำได้ เนื่องจากจะช่วยเซฟข้อต่อ เอ็น และกล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บ เพราะการว่ายน้ำไม่มีแรงปะทะหรือกระแทก แถมร่างกายยังได้ออกกำลังกายทุกสัดส่วนอีกด้วย

แต่การว่ายน้ำก็มีข้อควรระวังเหมือนกัน หากว่ายน้ำไม่เก่ง แนะนำว่าให้เลือกสระว่ายน้ำที่เท้าเราสามารถยืนถึง เพราะหากเกิดเป็นตะคริวที่ขาขึ้นมา จะได้ใช้ขาอีกข้างหนึ่งพยุงตัวยืนทรงตัวในน้ำได้ หรือมีเวลาเรียกให้คนอื่นเข้ามาช่วยได้”

บูมเสริมว่า สำหรับคนที่ว่ายน้ำเก่งแล้วก็ไม่ควรประมาท เพราะอุบัติเหตุมักเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นก่อนว่ายน้ำทุกครั้งควรมีการวอร์มอัพ ยืดเหยียด เพื่อให้กล้ามเนื้อรู้สึกตัวก่อนทุกครั้ง และถ้าวันไหนฝนตกหรืออากาศหนาวก็ไม่ควรลงว่ายน้ำ เพราะอาจจะป่วยหรือเป็นตะคริวได้

“สำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น แต่อยากว่ายน้ำ แนะนำให้หาครูสอนว่ายน้ำที่มีประสบการณ์และสอนได้ถูกวิธีมาสอนให้ เพราะทักษะการว่ายน้ำนั้นสามารถฝึกฝนกันได้ อีกอย่างการที่เราว่ายน้ำเป็นนั้นมีข้อดี เวลาไปเที่ยวทะเล หรือนั่งเรือข้ามแม่น้ำ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา เราจะได้ช่วยเหลือตัวเองได้ และบางครั้งยังอาจช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย ถ้ารู้วิธีการช่วยที่ถูกต้อง

อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการว่ายน้ำ ถ้าเป็นผู้ชายก็ควรมีกางเกงว่ายน้ำในสไตล์ที่ตัวเองชอบ ใส่แล้วรู้สึกมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นทรงบิกินี่หรือทรงขาสั้นก็ใช้ได้หมด และที่ขาดไม่ได้ก็คือ แว่นตาว่ายน้ำ เพราะนอกจากช่วยป้องกันน้ำเข้าตาแล้ว ยังช่วยป้องกันคลอรีนในสระหรือเชื้อโรคที่อยู่ในน้ำเข้าตาซึ่งอาจทำให้ตาแดงหรือตาอักเสบด้วย สุดท้ายคือ หมวกว่ายน้ำ ควรใส่ทุกครั้งเมื่อลงสระว่ายน้ำ เพื่อช่วยป้องกันเส้นผมหลุดร่วงลงไปอุดตันในท่อน้ำ จนอาจมีปัญหาตอนทำความสะอาดได้”….ติดตามได้ที่ IG : @Boom_Apiwit

 

 

Yoga Pose for Office Workers : Malasana (Garland Pose)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 08:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/517663

Yoga Pose for Office Workers : Malasana (Garland Pose)

โดย: ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ www.YogaSutraThai.com

หลายๆ คนที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือนั่งเขียนหนังสือ ทำงานหน้าโต๊ะหลายๆ ชั่วโมงต่อเนื่อง มักจะนั่งในท่าที่ผิด เช่น นั่งแบบหลังโก่ง Hunching หลังงอ Slouching ส่งผลเสียให้กระดูกสันหลังและข้อต่อหลายๆ ชิ้น เพราะร่างกายมนุษย์ออกแบบมาให้เคลื่อนไหว

การนั่งนานๆ ในท่าที่ผิดๆ ทำให้เกิดประสิทธิภาพที่ลดลงในการเคลื่อนไหว และการลดลงของความยืดหยุ่น พอหลายเดือนผ่านไป คุณก็จะพบว่าคุณมีประสบการณ์ของการปวดตามข้อ ปวดหลัง พอเริ่มปวดก็ทำให้เริ่มนอนไม่หลับ เลือดลมไหลเวียนติดขัด การไหลเวียนของเลือดไม่ดี คุณก็จะเริ่มเครียด ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง สมองไม่แล่น ไม่สดชื่น

เมื่อคุณทำงานได้ไม่ดี ก็ส่งผลไปถึงความสัมพันธ์ของคุณกับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้าของคุณ ส่งไปจนถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว เพราะการทำงานคือแหล่งรายได้ให้ครอบครัว สิ่งเหล่านี้คือปัญหาลูกโซ่

ดังนั้น เมื่อคุณมองเห็นปัญหา คุณจึงต้องหาทางออก การกระตุ้นให้ฝึกโยคะและเห็นความสำคัญของการฝึกได้ส่งผลที่ดีมากมาย ทั้งกับลูกจ้างและเจ้าของบริษัท วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย ต่างก็ได้ประโยชน์ เพราะนอกจากจะช่วยในส่วนของร่างกายแล้ว ในส่วนของจิตใจยังช่วยลดความเครียด กระตุ้นระบบประสาทให้ผ่อนคลาย และช่วยพัฒนาสมาธิขณะทำงานให้โฟกัสต่อเนื่องกับงานได้อย่างยาวนานขึ้น

สำหรับท่ามาลาสนะที่เราจะฝึกกันในวันนี้ ช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังให้ตรง เพิ่มความยืดหยุ่นให้สะโพก หัวเข่า และข้อเท้า รวมทั้งช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารอีกด้วย เริ่มต้นให้ยืนแยกขาออกจากกันกว้างกว่าสะโพกก่อนแล้วหายใจเข้าเพื่อเตรียม (รูป 1)

จากนั้นหายใจออกพับตัวลงมาจากสะโพก ให้เลือดลงศีรษะ ค้างท่าประมาณ 3 รอบลมหายใจสักครู่ (รูป 2)

วางมือทั้ง 2 ข้างลงสู่พื้น หายใจเข้า (รูป 3)

จากนั้นหายใจออก ค่อยๆ หย่อนก้น นั่งท่าสคอทลงมา ให้ระวังหัวเข่า ขากว้างกว่าลำตัวเปิดปลายฝ่าเท้าออกทั้ง 2 ข้าง จากนั้นพนมมือที่อกโดยให้ข้อศอกทั้ง 2 ข้าง ขัดที่ด้านในต้นขาไว้ จะทำให้ช่วยยืดลำตัวได้ดีขึ้น สำหรับผู้ที่ยังลงสุดไม่ได้ให้ใช้ผ้ารองใต้ก้นได้ ค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจเข้าออก แล้วค่อยๆ คลาย (รูป 4)

 

เตรียมตัวให้พร้อม จะกี่มาราธอนก็พร้อมลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2560 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/516717

เตรียมตัวให้พร้อม จะกี่มาราธอนก็พร้อมลุย

เริ่มจากมาทำความเข้าใจความแตกต่างของมาราธอนแต่ละประเภทกันก่อน — สำหรับการวิ่งมาราธอน หมายถึงการวิ่งในระยะทางประมาณ 42.195 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นการวิ่งระยะไกลมาก และอาจจะหนักเกินไปสำหรับมือใหม่ เพราะฉะนั้นช่วงเริ่มต้นแนะนำเป็นการวิ่งมินิฮาล์ฟมาราธอน ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร หรือการวิ่งฮาล์ฟมาราธอน ระยะทาง 21.1 กิโลเมตร ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ก่อนลงสนาม อย่าลืมเตรียมพร้อมให้ดี หรือศึกษาคู่มือนักวิ่งมาราธอนที่รวบรวมและคัดสรรมาให้แล้วว่าจำเป็น!

เทรนด์วิ่งมาราธอนยังไม่มีทีท่าจะจางลงง่ายๆ เพราะยังคงเป็นหนึ่งในกีฬาท็อปฮิตที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ นอกจากจะได้สุขภาพแล้ว ยังได้คอนเนกชั่น แถมมีรูปสวยๆ ถ่ายลงโซเชียล ทว่า สำหรับมือใหม่หัดวิ่งมาราธอน หรือใครที่ยังเอาแต่กลัวๆ กล้าๆ ปลอบใจตัวเองว่าแค่เดินยังเหนื่อย ลองคิดใหม่ เพราะแค่เตรียมตัวให้พร้อม ไม่ดูถูกศักยภาพตัวเอง จะมาราธอนไหนก็พิชิตได้ไม่เกินเอื้อม

 1.อย่าอ่อนซ้อม

ไม่ว่าเป้าหมายของคุณจะเป็นมาราธอน หรือมินิฮาล์ฟมาราธอน ต้องมั่นใจก่อนว่าร่างกายพร้อมจะวิ่งระยะไกลแล้ว ทางที่ดีก่อนจะผลีผลามริลงสนาม ข้อมูลจากเว็บไซต์ของทีมบียอนด์ ทีมนักวิ่งที่มีฝันจะเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมเล่นกีฬาได้อย่างเท่าเทียมกัน แนะนำว่าควรซ้อมวิ่งออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ และต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี พอร่างกายเริ่มชินแล้ว ก็เริ่มเพิ่มบททดสอบที่ท้าทายขึ้นด้วยการฝึกวิ่งระยะไกล เพื่อเป็นการเทรนร่างกายในเบื้องต้น

ควรต้องซ้อมวิ่งให้ได้ระยะทางรวมกันสัปดาห์ละ 24-32 กิโลเมตร อย่างน้อยเป็นเวลา 4-6 เดือน ก่อนลงวิ่งมาราธอน หากคิดว่าฝึกซ้อมจนร่างกายฟิตแล้ว 2-3 เดือนก่อนลงแข่งขัน ให้ลองซ้อมวิ่งในระยะทาง 24 กิโลเมตรแบบม้วนเดียวจบ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้โอกาสที่เป้าหมายที่จะพิชิตเส้นชัยอยู่ใกล้แค่เอื้อม แถมยังช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อไปด้วย

2.รู้จักลิมิตร่างกาย

หากระหว่างการซ้อมวิ่งเกิดบาดเจ็บหรือป่วยขึ้นมา ห้ามซ้อมวิ่งต่อเด็ดขาด จนกว่าอาการเจ็บป่วยจะหายสนิทจริงๆ  นอกจากนี้ อีกเคล็ดลับที่สำคัญ คือ ถึงจะมุ่งมั่นในการฝึกซ้อมขนาดไหน แต่อย่ามองข้ามอานุภาพของการพักผ่อนให้เพียงพอ ทางที่ดีก่อนลงสนามวิ่งมาราธอนจริงๆ ต้องพักผ่อนให้เต็มอิ่ม อย่างน้อยต้องนอนหลับไม่ต่ำกว่า 7 ชั่วโมง เพื่อที่ตื่นมาจะได้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า

นอกจากนี้ ยังต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในช่วงที่ซ้อมวิ่งระยะไกล แต่ในช่วงก่อนเริ่มลงสนามวิ่งประมาณ 1 ชั่วโมง ควรกินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเล็กน้อย เช่น ขนมปังหรือกล้วย 1 ลูก เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานไปใช้ในการวิ่งที่สำคัญ ก่อนถึงเวลาลงสนามประมาณ 20-30 นาที นักวิ่งควรดื่มน้ำ 1-2 แก้ว และเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย ส่วนในระหว่างที่วิ่งอยู่ ควรจิบน้ำเป็นระยะๆ หรือถ้ารู้สึกกระหายน้ำจนปากคอแห้ง หมายถึงร่างกายกำลังอยู่ในสภาวะขาดน้ำ ควรแวะหยิบน้ำจากจุดบริการมาจิบแก้กระหายโดยเร็วที่สุด

3.ยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพิ่มความฟิต

ก่อนวิ่งมาราธอนก็ควรยืดเหยียดร่างกาย เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมกล้ามเนื้อ และกระตุ้นการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดไปพร้อมๆ กัน โดยควรวอร์มร่างกายประมาณ 10-15 นาทีล่วงหน้า 

4.เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม

ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า เสื้อผ้า หมวก ผ้าคาดหัวเพื่อกันเหงื่อไหลเข้าตา ต้องเตรียมให้พร้อม แนะนำให้เลือกใช้ของที่คุ้นเคยที่สุด เช่น รองเท้า ไม่จำเป็นต้องให้รางวัลตัวเองด้วยการซื้อคู่ใหม่ เพราะอาจจะกัดหรือทำให้วิ่งไม่ถนัด จนกลายเป็นว่าซ้อมแทบตาย มาตกม้าตายเพราะรองเท้าทำพิษ

สำหรับนักวิ่งหญิง ถ้ามีประจำเดือนในช่วงนั้นพอดี แนะนำให้ใส่ผ้าอนามัยแบบสอด และอย่าลืมทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวด้วย