ปรับสมองด้วยธรรม และ NLP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/516556

ปรับสมองด้วยธรรม และ NLP

โดย ราช รามัญ

NLP : คือ Neoro-Linguistic Programming & Dharma Gatewayการเรียนรู้ศาสตร์ NLP (Neoro-Linguistic Programming) หรือศาสตร์แห่งพลังจิตสั่งจิต หรือแปลให้ตรงตัว ก็คือ โปรแกรมภาษาเกี่ยวกับจิต รวมถึงศาสตร์แห่งการเข้าถึงธรรมะภาคสมบูรณ์ที่กล่าวถึงคือกระบวนการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์ (Dharma Gateway) หรือปฏิจจสมุปบาท (Dependent Origination) รวมถึงการสวดมนต์ (To prayer) ตามลำดับที่กล่าวมานั้น

โดยที่หลักการทางวิทยาศาสตร์และหลักการทางศาสนาทั้งสองศาสตร์นั้น ได้เข้ามาเกี่ยวพันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมีหลักปฏิบัติคล้ายๆ กัน ด้านการปฏิบัติ ให้มนุษย์ที่ต้องการแก้ไขปัญหาชีวิต ได้ตอกย้ำแนวคิดแห่งความสำเร็จและแนวคิดที่ทำให้จิตใจผ่องใส สงบ เยือกเย็น ทั้งหมดต้องทำให้เกิดความเคยชินและสื่อนั้นจะเข้าฝังในจิตสำนึก และแสดงออกสู่ภายนอกได้ ถ้าเป็น NLP ก็จะเรียกว่า “ภาษากาย” “วาจา” ถ้าเป็นการปฏิบัติธรรม เรียกว่า รู้ซึ้งถึงกระบวนการ “เกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์”

เมื่อมนุษย์รู้ดังนี้แล้ว พฤติกรรมที่แสดงออกมาจะอยู่ในลักษณะของความมีสติและไม่ประมาทกับชีวิตอีกต่อไป ความประพฤติส่วนใหญ่จะเข้าสู่แนวแห่งการสร้างความเจริญเติบโตให้แก่ชีวิตและมุ่งสู่ความสงบสุข

ดังนั้น ทั้งศาสตร์ NPL จึงเป็นความคิดเดียวกับศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (Dependent Origination) ธรรมอันลึกซึ้งและปรากฏเป็นของลึกซึ้ง หลักธรรมข้อนี้ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “เพราะหลายคนไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่แทงตลอด ที่ว่านี้แหละ หมู่สัตว์นี้จึงวุ่นวายเหมือนเส้นด้ายที่ขอดกันยุ่ง…” รวมทั้งการสวดมนต์ย้ำคิดย้ำทำแต่เรื่องดีๆ (To Prayer)

โดยเฉพาะส่วนของการสวดมนต์นั่งสมาธินั้น เป็นการเข้าถึงจิตใจมนุษย์ได้ด้วยการกระทำซ้ำๆ ทุกๆ วัน เพื่อตอกย้ำจิตสำนึกให้นึกถึงแต่การทำความคิดเชิงบวก ตลอดจนการเข้าวัดทำบุญในบางโอกาสของคนที่ต้องการสงบจิตใจชั่วคราวและสั่งสมแนวคิดที่ได้จากการสวดมนต์ย้ำคิดย้ำทำแต่เรื่องการสร้างความดี

ในการสั่งจิตของทั้งสองศาสตร์ NLP กับปฏิจจสมุปบาท ซึ่งพ่วงถึงการสวดมนต์ภาวนา (T0 Prayer) ก็เพื่อสร้างสมาธิและการสวดมนต์ส่วนหนึ่ง ก็เป็นการบอกกล่าวกับตนเองชนิดหนึ่งเหมือนกันว่าให้ประพฤติปฏิบัติดีกับทุกๆ สิ่งและให้คิดดีทำดีกับทุกๆ สิ่งทั้งที่แวดล้อมรอบตัวเราและอยู่ห่างไกลตัว เช่นเดียวกับ “ศาสตร์สั่งจิต (NLP)” ที่ต้องสร้างสรรค์ความคิดเชิงบวกเพื่อตอกย้ำฝังรากลึกลงไปในจิตใต้สำนึกเพื่อให้สั่งการให้สมองทำงานโดยอัตโนมัติ

ในขณะเดียวกันการล้างความคิดติดลบหรือความคิดเชิงไม่สร้างสรรค์ให้หายไปจากสมอง โดยการลืมสิ่งทิ่มแทงใจเหล่านั้น และตอกย้ำสิ่งที่คิดขึ้นมาใหม่และทำใหม่ โดยคิดถึงแต่สิ่งดีๆ ที่ส่งผลให้เราสามารถยืนอยู่บนโลกมนุษย์นี้ได้อย่างมีความสุขและภาคภูมิใจกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาติภพหนึ่ง

จิตที่ทำให้นิ่งและสงบ จะทำให้การทำงานทั้งของศาสตร์ทั้งสองประเภทกลมเกลียวเป็นเนื้อเดียวกัน คือ การนำสื่อต่างๆ ที่ได้จากความคิด “เชิงบวก” มาสะสมไว้ในส่วนของ “พลังจิตใต้สำนึก” ในขณะที่ต้องมีการใช้ภาษากายประกอบไปด้วย โดยการนำสติสัมปชัญญะเข้ามาช่วยเพื่อความสำเร็จในทุกบททุกตอนของชีวิต

To Prayer ก็เช่นเดียวกัน จะมีวิธีการสร้างสถิติด้วยการสวดมนต์เจริญภาวนาเป็นหลักของศาสนาพุทธซึ่งต้องทำให้กาย วาจา ใจ สำรวมที่สุด ไม่คิดฟุ้งซ่านใดๆ ในขณะสวดมนต์ให้ใจจดใจจ่อกับการเจริญภาวนาและการนั่งสมาธิ โดยตามหลักศาสนาพุทธจิตนั้นต้องนิ่งจริงๆ ห้ามคิดออกนอกประเด็น เพราะการคิดนอกประเด็นจะไม่เรียกว่า การนั่งสมาธิ หรือการทำสมาธิด้วยวิธีอื่นๆ ก็ตาม

สำหรับ NLP จะเน้นเรื่อง “วาจา” มากที่สุด รองลงมา คือ “อาการทางกาย” หรือการใช้ภาษากายที่เกี่ยวข้องกับรูป รส กลิ่น เสียง เพื่อส่งข้อมูลย้อนกลับเข้าไปเปลี่ยนจิตใต้สำนึกให้เป็นไปตามที่ต้องการ หากเปรียบเทียบกับบทสวดมนต์ บทสวดมนต์คือการเน้นถึงการสร้างพลังด้วยแรงศรัทธาหมั่นสวดภาวนา นั่งสมาธิ เพื่อให้จิตสงบ เมื่อจิตสงบสิ่งต่างๆ ที่ต้องการก็มักจะปรากฏให้เห็น

และการแลเห็นเป็นรูปธรรมก็จะตามมา ซึ่งก็จะทำให้คนผู้นั้นสามารถเลือกทางเดินที่ดีได้หากจะเลือกเอาทาง “ธรรม” ไปเลยต่อก็คงต้องบวช แต่หากจะยังคงวนเวียนอยู่กับสังคมมนุษย์โลกก็สามารถสร้างรากฐานชีวิตให้มีความสุขได้ ก็คงต้องศึกษาและเรียนรู้ “วิชาศาสตร์สั่งจิต”

ดังนั้น การอาศัยการฝึกจิตวิญญาณให้มีความนิ่งและสงบให้ได้ทั้งทางกาย วาจา และใจ นั่นคือการละวาง แล้วจิตใจจะโปร่งใส เมื่อจิตโปร่งใส ก็เท่ากับคนเราสามารถเริ่มต้นใหม่กับสิ่งที่ดีๆ ได้เสมอ อย่างไรก็ตามเพื่อความไม่ประมาทจิตใจของคนนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ ดังนั้นตามหลัก NLP มักจะบอกให้ผู้ปฏิบัติตอกย้ำความคิดเชิงบวกใส่ลงไปให้ได้ทุกวัน วันละ 3 ครั้ง หรือมากกว่านั้น

เพราะการกล่าวย้ำๆ ถึงความคิดเชิงบวกหรือการสวดมนต์ภาวนา จะเป็นการลบล้างความคิดเชิงลบที่เป็นอดีตและเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้

 

การฝึกโยคะลดเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 14:15 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/516445

การฝึกโยคะลดเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การฝึกโยคะช่วยพัฒนาทั้งความจำและส่งผลดีอย่างไร สำหรับคนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s)

 

มีงานวิจัยจากต่างประเทศหลายตัว ที่ชี้ให้เห็นว่าการฝึกโยคะในแนวกุณฑาลิณี และภักติโยคะ เช่น เคอตันกริยา (Kirtan Kriya) การเปล่งมนตรา การสวดมนต์และฝึกสมาธิ ให้ผลที่ดี ในเชิงลึกมากกว่า การฝึกกระตุ้นสมองโดยเล่นเกมครอสเวิร์ด หรือเกมกระตุ้นความจำจากคอมพิวเตอร์

ตัวอย่างงานวิจัยจากกลุ่มนักประสาทวิทยา ของ UCLA ได้นำผู้เข้าร่วมทั้งหมด 25 คน ที่มีอายุมากกว่า 55 ปี ขึ้นไปที่มีปัญหาด้านความจำ ไม่ว่าจะเป็นลืมชื่อ ลืมที่อยู่บ้าน ชื่อถนน ลืมการนัดหมาย เข้าร่วมการทดลองโดยได้สแกนสมองและทดสอบความจำ ทั้งก่อนและหลังการทดลอง โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม

ในกลุ่มแรก มีจำนวน 11 คน ให้ใช้วิธีการกระตุ้นความจำด้วยการเล่นเกมและเทคนิคกระตุ้นความจำทั่วไปทุกวันเป็นเวลา 20 นาที และร่วมคลาสพิเศษอีก 1 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นเวลา 1 ชั่วโมงให้ใช้วิธีการเพิ่มพูนความจำ

ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมีทั้งหมด 14 คน เข้าร่วมฝึกโยคะแบบกุณฑาลิณี เป็นเวลา 1 ชั่วโมง/สัปดาห์ และฝึก เคอตันการเปล่งมนตราด้วยตัวเอง เป็นเวลา 20 นาทีที่บ้านทุกวัน (เป็นการใช้เทคนิคพลังแห่งเสียง โดยเปล่ง Saa Taa Naa Maa (ซ้า ทา หน่า มา) ให้เสียงวิ่งในลักษณะเหมือน ตัว แอล L เชพ คือเสียงวิ่งผ่านด้านบนของศีรษะและพุ่งออกที่จุดดวงตาที่ 3 จุดกึ่งกลางระหว่างคิ้ว พร้อมกับทำมือมุทรา เปลี่ยนให้ตรงกับมนตราขณะฝึก)

หลังจาก 12 สัปดาห์ ทั้งสองกลุ่มให้ผลดีในเรื่องกระตุ้นความจำ แต่สำหรับกลุ่มที่ฝึกโยคะ ให้ผลที่มากกว่า ทั้งในเรื่องของความจำ การลดความกังวล ลดอาการซึมเศร้า

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะไม่สามารถรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้ก็ตาม แต่การป้องกันและพัฒนาทั้งด้านความจำ อารมณ์ ความรู้สึกของผู้ป่วยย่อมสำคัญที่สุด ผู้ที่เป็นโรคหลงๆ ลืมๆ มักมีความกังวลใจ และมีความซึมเศร้าร่วมอยู่ด้วย ดังนั้นการฝึกโยคะ จึงเป็นทางเลือกเพื่อลดอาการของโรค และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและคนในครอบครัวและพวกเขาก็จะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป

พบกับคลาสพิเศษ Kirtan Concert เคอตันคอนเสิร์ต จัดเพียงปีละ 1 ครั้ง เท่านั้นในวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ย.นี้ เวลา 14.00-16.00 น. รวมทั้งการเสวนาในหัวข้อพิเศษ “Self Development, Spirituality, Healing” (สำรองที่นั่ง รับจำนวนจำกัด) โทร. 02-636-6758-9

ขอบคุณข้อมูลจาก The Journal of Alzheimer’s Disease

 

Thai-NMSQ แอพเพื่อผู้ป่วยพาร์กินสัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 09:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/516396

Thai-NMSQ แอพเพื่อผู้ป่วยพาร์กินสัน

 โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล          sopitasavang2010@gmail.com

 หากกล่าวถึงโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) คนส่วนใหญ่อาจนึกถึงอาการที่ผิดปกติทางการเคลื่อนไหว เช่น อาการสั่น เคลื่อนไหวช้า กล้ามเนื้อแข็งเกร็งเท่านั้น

แต่ในความเป็นจริงผู้ป่วยพาร์กินสันอาจมีอาการอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากอาการทางการเคลื่อนไหว (non-motor symptoms) ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและผู้ดูแลได้เช่นกัน

โรคพาร์กินสันเป็นโรคเรื้อรังทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุทั่วโลก หรือประมาณ 1% ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ความชุกของโรคจะพบสูงขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันพบผู้ป่วยพาร์กินสันที่มีอายุน้อยลง หรืออายุประมาณ 40-50 ปี เพิ่มขึ้น

รศ.นพ.ประวีณ โล่ห์เลขา หน่วยประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ในระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งมีหน้าที่ในการสร้างสารสื่อประสาทที่เรียกว่า โดปามีน (Dopamine) มีหน้าที่ในการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย

เมื่อปริมาณของสารโดปามีนลดลงจนไม่เพียงพอต่อความต้องการ จะทำให้เกิดอาการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เช่น อาการสั่น เคลื่อนไหวช้า กล้ามเนื้อแข็งเกร็งและทรงตัวลำบาก ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะมีการดำเนินโรคแบบค่อยเป็นค่อยไป

นอกจากนี้ ผู้ป่วยมักมีอาการที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหว เช่น อาการอ่อนเพลีย ซึมเศร้า วิตกกังวล นอนไม่หลับ นอนละเมอ ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก หลงลืมง่าย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวมาก่อนกลุ่มอาการทางการเคลื่อนไหวอีกด้วย

 

“กลุ่มอาการที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหว เช่น อาการท้องผูกเป็นประจำ อาการนอนละเมอคล้ายตอบสนองต่อความฝัน (REM Behavior Disorder, RBD) อาการซึมเศร้าและความผิดปกติของการดมกลิ่นหรือรับรส สามารถพบได้ตั้งแต่ก่อนที่ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการทางการเคลื่อนไหว

“ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเหล่านี้นำมาก่อนล่วงหน้าได้นานถึง 5-10 ปี อาการวิตกกังวล ปวดเกร็ง ปัสสาวะลำบาก อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ สามารถพบได้ในทุกระยะของโรค อาการหลงลืมง่าย ประสาทหลอน กลืนลำบาก สำลัก และทรงตัวลำบาก มักเป็นอาการที่ตามมาในระยะหลัง ประวัติของอาการในข้างต้นและการดำเนินโรคมีความสำคัญและมีส่วนช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยโรค”

ผู้ป่วยพาร์กินสันแต่ละรายอาจมีอาการที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวที่มากน้อยแตกต่างกัน หากผู้ป่วย ผู้ดูแลและแพทย์ตระหนักถึงปัญหาของอาการที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวที่เป็นปัญหาหลักของผู้ป่วยได้อย่างชัดเจน ก็จะสามารถช่วยให้แพทย์ทำการรักษาได้อย่างละเอียดและถูกต้องมากยิ่งขึ้น

ชมรมพาร์กินสันไทยและหน่วยประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้ร่วมกันพัฒนาแอพพลิเคชั่น Thai-NMSQ เพื่อเป็นเครื่องมือในการคัดกรองอาการที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ซึ่งจะทำให้ได้ผลการรักษาที่ยั่งยืนและเหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด

แอพพลิเคชั่น Thai-NMSQ ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นแบบสอบถามอาการที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวจำนวน 40 ข้อ ด้วยคำถามพร้อมภาพประกอบที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจแบ่งเป็น 10 หมวดหมู่ ได้แก่

1.ปัญหาการนอนหลับและอาการอ่อนเพลีย

2.ปัญหาระบบไหลเวียนโลหิตและการอาการหกล้ม

3.ปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรม

4.ปัญหาด้านการรับรู้และอาการประสาทหลอน

5.ปัญหาด้านความจำและสมาธิ

6.ปัญหาทางระบบทางเดินอาหาร

7.ปัญหาทางระบบทางเดินปัสสาวะ

8.ปัญหาทางเพศ

9.ปัญหาอื่นๆ

10.อาการขาดความยับยั้งชั่งใจ ซึ่งอาจเป็นผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยยา

โดยแต่ละคำถามนั้นจะมีระดับความถี่ของอาการในช่วงหนึ่งเดือนให้ผู้ป่วยได้เลือก พร้อมสรุปผลและบันทึกเป็นภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการนำไปเป็นข้อมูลให้แพทย์ทำการวินิจฉัยต่อไป

“การพัฒนาแอพพลิเคชั่น Thai-NMSQ นอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถจดจำอาการของผู้ป่วยได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยลดความเป็นกังวลของผู้ป่วยว่าอาการต่างๆ จะเป็นสัญญาณเสี่ยงถึงโรคอื่นๆ หรือไม่ รวมถึงย่นระยะเวลาการซักประวัติและการวินิจฉัยของแพทย์อีกด้วย” รศ.นพ.ประวีณ โล่ห์เลขา กล่าวเพิ่มเติม

ผู้ป่วยและผู้ดูแลรวมถึงแพทย์สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Thai-NMSQ ฟรี ได้แล้วที่ App Store สำหรับระบบปฏิบัติการ iOS และที่ Google Play Store สำหรับระบบระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์

 

หลีกให้ห่าง… ถ้าอยากมีชีวิตยืนยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/515984

หลีกให้ห่าง... ถ้าอยากมีชีวิตยืนยาว

ใครๆ ก็รู้ว่าอันตรายเมื่อกินอาหารตามใจปาก โรคภัยไข้เจ็บถามหาถ้ากินไม่เลือก ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง ความดันโลหิตสูง ทั้งหมดนี้เป็นต้นเหตุในการคร่าชีวิตคนไทยปีละกว่า 4 แสนรายในปัจจุบัน เพราะเช่นนั้นถ้าอยากมีชีวิตยืนยาว ก็ต้องปรับพฤติกรรมการกินเสียใหม่

พฤติกรรมการกินของคนในยุคสมัยนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เพราะกินผักผลไม้น้อยลง แต่กินแป้ง เนื้อสัตว์ ไขมันและน้ำตาลเพิ่มขึ้น กินอาหารพร้อมปรุงและอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น ออกไปกินอาหารนอกบ้านบ่อยขึ้น กินตามกระแสนิยมหรือโฆษณา

ถามตัวเองว่ากินอาหารพวกนี้อยู่หรือเปล่า เช่น อาหารขยะที่มีแป้งและไขมันในปริมาณสูง ฟาสต์ฟู้ด ขนมกรุบกรอบ เค็มจัดหวานจัดมันจัด ดื่มน้ำอัดลมแทนน้ำ ชา และเครื่องดื่มเสริมพลังงาน ที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าน้ำตาลและสีผสมอาหาร อาหารปรุงแต่งสูง มีผงชูรสและวัตถุกันเสียปริมาณสูง

 

1.อาหารฟาสต์ฟู้ด

อาหารจานด่วน เป็นอาหารหรือขนมที่ปรุงเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว เพราะมีการเตรียมปรุงไว้ล่วงหน้า พร้อมรับประทานได้ทันที แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ ฟาสต์ฟู้ดที่อิ่มท้อง เช่น พิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ ฮอตด็อก เฟรนช์ฟรายส์ ฯลฯ กับอาหารกึ่งขนม เช่น เค้ก โดนัท ขนมขบเคี้ยวกรุบกรอบทั้งหลายที่เต็มไปด้วยแป้ง เกลือ น้ำตาล แต่กลับมีสารอาหารและใยอาหารน้อย ฟาสต์ฟู้ดเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอ้วนและโรคอื่นตามมา

2.อาหารขยะ

อาหารขยะ (Junk Food) เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำหรือไม่มีเลย นอกจากจะไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ถ้ากินมากๆ ติดต่อกันนานๆ อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพ เพราะมีเกลือ น้ำตาล และไขมันสูงมาก โดยเฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำอัดลม หมากฝรั่ง และลูกอม

นอกจากนี้ ยังมีอาหารปิ้งย่างจนไหม้ อาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ อาหารใส่สีฉูดฉาด อาหารที่มีไขมันสูง อาหารเค็มจัดหวานจัด อาหารรมควัน อาหารหมักดอง และอาหารปนเปื้อนสารเคมี

สารปรุงแต่งอาหารเพื่อให้อาหารน่ากิน รสชาติดีขึ้นและเก็บรักษาได้นาน ถือเป็นอาหารอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะที่มีส่วนผสมของสารเคมี เช่น ผงชูรส อาจทำให้เกิดอาหารปวดหัว แสบร้อนบริเวณหน้าและคอ หรือสารให้ความหวาน เช่น ขัณฑสกร ซัคคารีน ซูคาโคส อาจทำให้ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ชักและเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ รวมไปถึงสารแต่งสีต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้

3.น้ำอัดลม

เป็นเครื่องดื่มยอดฮิต เพราะช่วยดับกระหายและให้ความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แต่ส่วนประกอบสำคัญของน้ำอัดลม คือ หัวน้ำเชื้อ ที่มีส่วนผสมของสารแต่งสีกลิ่นรส และกรดบางชนิด เช่น กรดมะนาว บางชนิดมีกาเฟอีนสูงถึง 10-50 มิลลิกรัมในแต่ละกระป๋อง

นอกจากนี้ ยังมีสารให้ความหวานที่หวานกว่าน้ำตาลถึง 100 เท่า แต่น้ำอัดลมกลับให้พลังงานที่มาจากน้ำตาลเพียง 35-45 แคลอรีต่อ 100 มิลลิลิตรเท่านั้น และไม่มีสารอาหารอื่นใดเลย ปริมาณน้ำตาลที่สูงและภาวะเป็นกรด ยังเป็นต้นเหตุสำคัญของฟันผุ กระดูกพรุน ข้อเสื่อม ท้องอืด และโรคกระเพาะ

สรุปว่าอาหารที่ไม่มีประโยชน์เหล่านี้ ทำให้เป็นโรคอ้วน ถ้าอ้วนตั้งแต่ยังเด็ก กระบวนการเผาผลาญอาหารจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน จะมีโอกาสสูงถึง 90% ที่จะกลายเป็นโรคอ้วนแน่นอน เสียชีวิตเร็วกว่าคนปกติ (ที่ไม่เป็นโรคอ้วน) โดยคนอ้วนเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติถึง 2-3 เท่า!

ผู้อยากมีชีวิตยาวยืน แข็งแรงและห่างไกลโรค นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้ถูกหลักแล้ว ยังต้องออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัยและสภาพร่างกาย ทั้งนี้ ต้องทำเป็นประจำและต่อเนื่อง หมายถึงการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 20-30 นาที เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียน เสริมสร้างกล้ามเนื้อและเผาผลาญพลังงาน ขณะเดียวกันต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ทำอารมณ์ให้สดชื่นแจ่มใส อย่าเครียดง่าย

เพียงแค่นี้ ก็จะทำให้มีอายุยืนยาวขึ้น 17-26 ปี รู้อย่างนี้ ยังจะใจแข็งพอที่จะไม่ยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินผิดๆ และหันมาออกกำลังกายกันอีกหรือ 

ข้อมูล : resource.thaihealth.or.th

 

ระวังไว้! มะเร็งร้ายใกล้ตัวผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/515575

ระวังไว้! มะเร็งร้ายใกล้ตัวผู้หญิง

มะเร็งรังไข่ มะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีที่พบมากเป็นอันดับที่ 7 ของมะเร็งสตรีทั่วโลก และพบเป็นอันดับที่ 6 ของมะเร็งสตรีในประเทศไทย รองจากมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด มะเร็งตับ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคมะเร็งรังไข่ได้ทุกช่วงอายุ แต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 50-60 ปี สัญญาณเตือนที่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย หากมีอาการท้องอืดเป็นประจำ อาหารไม่ย่อย ปวดท้องเรื้อรัง รับประทานยาลดกรดไม่ดีขึ้น มักมีอาการท้องโตกว่าปกติและคลำพบก้อนในท้องน้อย หรือปวดแน่นท้อง ตามด้วยอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ในระยะท้ายๆ ของโรคอาจมีน้ำในช่องท้องทำให้ท้องโตขึ้นกว่าเดิม ผอมแห้งและภาวะขาดอาหารร่วมด้วย

เรื่องสุขภาพของคุณสาวๆ พึงระวัง หากเกิดความผิดปกติต้องรีบตรวจเช็ก ก่อนจะเป็นภัยที่คุกคามชีวิตผู้หญิงได้ พญ.ดวงมณี ธนัพประภัศร์ สูตินรีแพทย์และมะเร็งนรีเวช โรงพยาบาลวัฒโนสถ ให้ข้อมูลเอาไว้

การตรวจและวินิจฉัยโรคมะเร็งรังไข่ มักทำร่วมกับการตรวจภายใน ซึ่งจะพบก้อนเนื้อได้ในสตรีวัยหมดประจำเดือนร้อยละ 30 มักเป็นมะเร็งของรังไข่ สำหรับการตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง ช่วยบอกได้ว่ามีก้อนหรือมีน้ำในช่องท้อง สำหรับในบางรายที่อ้วนหรือหน้าท้องหนามาก การตรวจร่างกายตามปกติอาจตรวจได้ยาก

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความละเอียดแม่นยำสูง สามารถเห็นภาพลักษณะ ขนาด และจำนวนก้อนในท้อง สามารถตรวจต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะอื่นๆ ในช่องท้องได้ อาจมีการตรวจเลือดประกอบเพื่อช่วยในการวินิจฉัย และติดตามการรักษา โดยสตรีที่มีอายุ 30-35 ปีขึ้นไป ควรมีการตรวจเช็กสุขภาพ และตรวจภายในอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ร่วมกับการตรวจสุขภาพประจำปี

มะเร็งปากมดลูก พบได้บ่อยที่สุดสำหรับอวัยวะสืบพันธุ์สตรี การค้นหาสามารถทำได้ง่ายและสามารถป้องกันได้ แต่ยังมีสตรีชาวไทยเสียชีวิตจากมะเร็งของปากมดลูกเฉลี่ยแล้วประมาณวันละ 10 คน อาการแสดงของมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มต้นจะไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติ แต่ถ้าเป็นมากพอสมควร อาจมีอาการเลือดออกทางช่องคลอดที่ผิดปกติ การมีระดูขาวที่ผิดปกติ มีกลิ่น ถ้ากระจายไปยังอวัยวะอื่นอาจมีอาการปวด ถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระเป็นเลือดได้ ซึ่งระยะมะเร็งที่เพิ่งเริ่มต้น การรักษาทำได้ง่าย มีโอกาสที่จะหายขาดได้สูง วิธีที่จะทราบได้ คือ การตรวจภายใน เพื่อนำเซลล์จากปากมดลูกมาตรวจ ที่เรียกกันว่า ตรวจแป๊ป (Pap Smear) และถ้าตรวจร่วมกับการหาเชื้อไวรัส HPV จะทำให้ได้รับความแม่นยำมากขึ้น

มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิง และมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งปอด แต่ความน่ากลัวของมะเร็งเต้านมจะลดลงตามความเร็วในการตรวจค้นพบ โดยมะเร็งเต้านมสามารถเกิดได้กับผู้หญิงทุกคน และยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้ สิ่งที่ทำได้ คือ การตระหนักว่าเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ เช่น มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม สตรีที่ไม่เคยตั้งครรภ์ หรือเริ่มมีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อยกว่า 12 ปี หรือประจำเดือนหมดหลังอายุ 55 ปี ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ การใช้ยาฮอร์โมนทดแทนสำหรับวัยทองติดต่อกันเป็นเวลานาน ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ และการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง

การคัดกรองมะเร็งเต้านมให้ตรวจพบได้ระยะแรกๆ คือ การตรวจคลำเต้านม โดยตรวจด้วยตัวเอง เป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และไม่มีค่าใช้จ่าย แนะนำให้ผู้หญิงที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ควรตรวจเต้านมด้วยตัวเองเดือนละหนึ่งครั้ง ช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ หลังหมดประจำเดือนหนึ่งสัปดาห์ แต่หากต้องการตรวจคัดกรองให้พบมะเร็งเต้านมได้เร็วยิ่งขึ้น วิธีที่ได้รับการยอมรับและเป็นมาตรฐาน คือ การตรวจด้วยเครื่องดิจิทัลแมมโมแกรม และอัลตราซาวด์ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการตรวจหาความผิดปกติของเต้านม แม้เพียงขนาดเล็กระดับมิลลิเมตร

สตรีที่มีอายุ 30-35 ปีขึ้นไป ควรตรวจมะเร็งเต้านมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ด้วยเครื่องดิจิทัลแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ ร่วมกับการตรวจสุขภาพประจำปี สำหรับผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งควรตรวจห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม

 

งดแป้งกับออกกำลังกาย ไปด้วยกันไม่ได้จริงหรือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2560 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/515400

งดแป้งกับออกกำลังกาย ไปด้วยกันไม่ได้จริงหรือ

คาร์โบไฮเดรตนั้นเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย ที่เราควรบริโภคเพื่อให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอกับการทำงานในแต่ละวัน และร่างกายไม่สามารถดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานได้ทันที ต้องใช้พลังงานที่ได้จากคาร์โบไฮเดรตและกลูโคสเป็นตัวเริ่มต้นการใช้พลังงานก่อนถึงจะค่อยดึงไขมันมาใช้

ในแนวคิดของการลดน้ำหนักจะถูกแบ่งออกเป็น 2 สาย คือสายแรกเน้นลดน้ำหนักด้วยการลดแป้งและไขมัน กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพแต่พอเหมาะ สายที่ 2 คือออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายดึงไขมันไปเผาผลาญให้มากที่สุด โดยยังคงรับประทานอาหารเหมือนเดิม แต่ถ้าลดแป้งและไขมันได้บ้างก็จะดี แต่ความจริงที่หลายคนไม่ทราบคือ หากคุณออกกำลังกายอย่างหนัก ต้องห้ามงดแป้งอย่างเด็ดขาด

ในสายของการลดน้ำหนักด้วยการงดแป้งนั้นจะเน้นการรับประทานแป้งและไขมัน เพียงแค่เป็นตัวให้ร่างกายดึงไขมันที่สะสมมาใช้ให้มากที่สุด ด้วยอัตราเผาผลาญพลังงานมาตรฐานเฉลี่ยที่ 2,000 กิโลแคลอรี/วัน ถ้าร่างกายเรารับแป้งอยู่ที่ประมาณ 500 กิโลแคลอรี/วัน ที่เหลือก็จะดึงไขมันมาใช้อีก 1,500 กิโลแคลอรีผอมได้เหมือนกันแต่ไม่ฟิตแอนด์เฟิร์มเท่าคนที่ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายด้วยระบบคาร์ดิโอ ได้แก่ การวิ่ง ปั่นจักรยาน และแอโรบิก คือการออกแรงซ้ำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ช่วง 15-30 นาทีแรกของการออกกำลังกาย ร่างกายจะดึงคาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงาน หลังจากนั้นถึงจะเริ่มดึงไขมันสะสมมาใช้ พร้อมกับวิตามินและเกลือแร่ ที่ช่วยให้ระบบประสาทและการทำงานในร่างกายมีความสมดุลให้มากที่สุด

การออกกำลังกายในสายนี้จำเป็นต้องรับประทานอาหารให้เพียงพอ เพราะร่างกายเราต้องการแป้งและน้ำตาลเป็นตัวจุดระบบการเผาผลาญ เมื่อมีการใช้งานต่อเนื่องอย่างหนักเป็นเวลานาน ถึงจะดึงไขมันมาใช้ซึ่งให้พลังงานสูงและต่อเนื่องได้ดีกว่านั่นเอง

ถ้าเราคิดจะออกกำลังกายด้วยการวิ่งแต่ยังต้องการลดแป้งด้วย ผลที่ได้ก็คือร่างกายจะดึงเอาคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเท่าที่มีและถ้าไม่พอใช้ใน 15-30 นาทีแรกก็จะดึงไกลโคเจนมาใช้ ซึ่งไกลโคเจนนี้เป็นพลังงานสำรองฉุกเฉินของร่างกายที่มีอยู่จำกัด เมื่อไกลโคเจนหมดก็จะเริ่มดึงโปรตีนในกล้ามเนื้อมาใช้ หรือพูดง่ายๆ ว่าเปลี่ยนเซลล์กล้ามเนื้อเป็นพลังงานจนกว่าจะถึงจุดที่ไขมันพร้อมถูกนำมาใช้นั่นเอง

อ่านดูเหมือนจะไม่มีอะไรมากก็แค่ดึงมาใช้นิดหน่อย แต่จริงๆ แล้วผลร้ายแรงกว่าที่คิด อย่างแรกคือผู้ออกกำลังกายจะมีอาการปวดกล้ามเนื้อมากกว่าปกติ เพราะเซลล์กล้ามเนื้อสลายกลายเป็นพลังงาน ถ้าคุณยังงดแป้งโดยที่ยังออกกำลังกายแบบนี้อยู่ จำนวนการเผาพลังงานต่อวันก็จะลดลงไปเรื่อยๆ จนถึงระดับที่งดอาหารก็แล้วออกกำลังกายก็แล้วน้ำหนักยังขึ้นอยู่นั่นเอง เขาถึงบอกว่าสายงดแป้ง ไขมัน และน้ำตาลไม่ควรที่จะออกกำลังกายด้วยการวิ่งนั่นเอง

 

(Half Lotus Toe Balance Pose)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/515159

(Half Lotus Toe Balance Pose)

โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อเราฝึกท่า Half Bound Lotus Standing Forward Bend สามารถฝึกท่านั่งปลายนิ้วเท้า ต่อได้ การฝึกท่านี้ไม่ง่ายเพราะการค้างท่าให้นานนั้นยากเนื่องจากต้องทรงตัวด้วยปลายนิ้วเท้า ท่านี้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้นิ้วเท้า ข้อเท้า ขา หลังและหน้าท้อง การวางตำแหน่งส้นเท้าให้อยู่ระหว่างกระดูกรองนั่ง ยืดหลังให้ตรง หน้าแข้งขนานไปกับพื้นจะทำให้ทรงตัวได้ง่าย เทคนิคการค้างท่า ต้องหาจุดโฟกัสการตั้งมั่น อาจโฟกัสที่หัวใจของเรา หรือการจ้อง ที่จุดใดจุดหนึ่ง (Drishti) การฝึกท่านี้จึงนับได้ว่าเป็นการฝึกเทคนิคการจ้อง หรือที่เรียกว่า ดริสที้ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับปรัตยาหาระ (Pratyahara) และธารณา (Dharana) องค์แปดของโยคะ (Eight Limbs)

วิธีปฏิบัติ

1.จากท่า Half Bound Lotus Standing Forward Bend (รูป 1)

และพับตัวลง (รูป 2)

ให้หายใจเข้า-ออกประมาณ 3 รอบลมหายใจ

2.ค่อยๆ นั่งยิงยองลงมาช้าๆ เขย่งส้นเท้า  ทรงตัวด้วยปลายนิ้วเท้า ทั้ง 5 นิ้ว ตำแหน่งส้นเท้าต้องสมดุล อยู่ระหว่างกระดูกรองนั่ง ใช้มือขวาประคองเบาๆ ที่พื้นก่อน หากไม่มั่นคงอาจใช้ปลายนิ้วมือประคองไว้ หายใจเข้า-ออกประมาณ 3 รอบลมหายใจ (รูป 3)

3.ยืดหลังให้ตรง ทรงตัวให้นิ่ง เพ่งสมาธิที่จุดใดจุดหนึ่ง (Drishti) ยกแขนขวายืดมาด้านหน้า หายใจเข้า-ออก ประมาณ 3 รอบลมหายใจ (รูป 4)

จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วนลด DVD โยคะ 50 บาทหรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท โทร. 02-636-6758-9

 

ก้าวต่อไปของ CRISPR – รักษามะเร็ง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 13:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/515157

ก้าวต่อไปของ CRISPR - รักษามะเร็ง?

 โดย โสภณ ศุภมั่งมี ภาพ : อีพีเอ

 ในช่วงปีที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวในวงการแพทย์ที่มีคนพูดถึงมากไปกว่าเทคโนโลยี CRISPR-9 อีกแล้ว

เพราะเทคนิคทางการแพทย์ด้วยการตัดต่อยีนชนิดนี้ อาจจะเป็นหนทางแห่งการรักษาโรคมะเร็ง ที่เราทุกคนกำลังเฝ้ารออยู่ก็เป็นได้

เทคนิคการรักษาด้วยการตัดต่อยีนเพื่อรักษาผู้ป่วยในมนุษย์ เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2009 ครั้งนั้นแพทย์ใช้การดึงเอา ​Immune Cells (เซลล์ที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกาย) ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV ออกมาข้างนอก แล้วทำการดัดแปลงยีน CCR5 เพื่อไม่ให้​ทำงานได้

ซึ่งโดยปกติแล้วเชื้อไวรัส HIV จะอาศัยเจ้า CCR5 ตัวนี้เป็นประตูทางเข้าไปทำลายเซลล์ของร่างกาย เมื่อตัดแต่ง Immune Cells เสร็จเรียบร้อยก็ใส่คืนเข้าไปในร่างกายเช่นเดิม

ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้มีโอกาสสูงที่ไวรัส HIV จะหายไปทั้งหมด และยังไม่มีรายงานผลข้างเคียงใดๆ

ที่จริงถ้าย้อนกลับไปช่วงปี 1990 มีการใช้เทคนิคการเติมยีนเข้าไปในเซลล์ร่างกายเพื่อรักษาโรคทางพันธุกรรมที่ไม่ค่อยพบเห็นกันบ่อยๆ แต่การใช้เทคนิคการตัดต่อยีนแบบ CRISPR นั้นเป็นการปรับเปลี่ยนยีนที่อยู่ในเซลล์ (ไม่ใช่การเติมยีนเพิ่มเข้าไป) เพราะฉะนั้นมันเลยเป็นเทคนิคที่น่าจะรักษาโรคต่างๆ ได้มากกว่าวิธีแบบเก่า

CRISPR เป็นเทคนิคการตัดแต่งยีนของมนุษย์เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีความแม่นยำสูงที่สุดในเวลานี้ และเมื่อเดือน ต.ค. 2016 ที่โรงพยาบาล West China Hospital มันถูกใช้เพื่อทดลองในมนุษย์ (Clinical Trial) เป็นครั้งแรกเพื่อรักษามะเร็งปอด

Immune Cells ของผู้ป่วยถูกเอาออกมาหยุดการทำงานยีนที่ชื่อว่า PD-1 แล้วก็ใส่กลับเข้าไปในร่างกาย

ยีน PD-1 นั้นทำหน้าที่เป็นสวิตช์ “ปิด-เปิด” บอกให้เซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกายนั้นทำงานหรือให้อยู่เฉยๆ ซึ่งปกติแล้วเจ้าเนื้อร้ายจะทำงานโดยการไป “ปิด” สวิตช์ว่าไม่ต้องทำงาน เมื่อ Immune Cells ไม่รู้ว่าตัวเองต้องต่อสู้กับเนื้อร้าย มันก็อยู่เฉยๆ และถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ

เพราะฉะนั้นถ้า CRISPR ตัดการทำงานของยีน PD-1 ไปแล้วโดยการสั่งให้มัน “เปิด” ตลอดเวลา ตามทฤษฎีแล้วเจ้าเนื้อร้ายก็ไม่สามารถหลอกให้ยีน PD-1 ปิดสวิตช์อีกต่อไป แต่ปัญหาคือเรายังไม่รู้ว่าต่อจากนี้ไป Immune Cells ที่ถูกดัดแปลงให้อยู่ในโหมด “Always On” จะเริ่มทำร้ายเซลล์ของร่างกายอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นพิษภัยอะไรรึเปล่า เพราะการทดลองครั้งนี้ยังต้องมีการเฝ้ารายงานผลและจะเสร็จสิ้นในปี 2018

แต่ถึงยังไม่รู้ว่าผลลัพธ์ชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังมีการวางแผนทดลองรักษาด้วย CRISPR ต่อไปในประเทศจีนอีกเป็นสิบรายต่อจากนี้ ทั้งในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ และมะเร็งในลำไส้

ก้าวต่อไปของโครงการทดลองทางการแพทย์โดยใช้ CRISPR คือการปรับแต่งเซลล์ภายในร่างกายของมนุษย์เลย เป้าหมายของการทดลองครั้งนี้คือป้องกันการเกิดของมะเร็งปากมดลูก โดยใช้ CRISPR เพื่อค้นหาและทำลายยีน HPV ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งชนิดนี้ การทดลองครั้งนี้จะเริ่มขึ้นในเดือน ก.ค. ที่ประเทศจีนเหมือนกัน

ถ้าสำเร็จ ผู้ป่วยหลายล้านคนจะได้รับประโยชน์จากการทดลองครั้งนี้ เพราะถึงแม้ว่าตอนนี้มีวัคซีนป้องกัน HPV แต่ก็ไม่ได้ช่วยกำจัดเชื้อไวรัสในร่างกายของคนที่มีเชื้ออยู่แล้ว ซึ่งเจ้าไวรัสตัวนี้เป็นสาเหตุของมะเร็งในปาก ลำคอ ทวารหนัก (ทั้งผู้ชายและผู้หญิง) และแน่นอนว่าเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก

ทางเลือกเดิมอย่างการทำคีโมเทอราปีที่เหมือนการยิงปืนกลแบบกวาดเรียบ ไม่เลือกว่าเซลล์ดีหรือเซลล์มะเร็ง เพราะวิธีการทำงานของเคมีบำบัดคือการรับสารเคมีที่ไปทำลายเซลล์ที่มีคุณสมบัติในการแบ่งตัว ทำให้เซลล์ที่กำลังแบ่งตัวหยุดชะงักและตายลงไป เซลล์ดีเซลล์ร้ายไม่มีการแบ่งแยก

นี่เป็นสาเหตุให้คนที่เข้ารับทำคีโมบำบัดมีอาการเจ็บปากเจ็บคอ ปวดท้อง ท้องเสีย และผมร่วง เพราะเซลล์ของร่างกายเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มที่สารเคมีเข้าไปทำลายเช่นเดียวกัน

แถมยังมีปัจจัยหลายอย่างในการรักษา (ชนิดของมะเร็ง ระยะที่เป็น ความแข็งแรงของผู้ป่วย ฯลฯ) ที่เป็นตัวแปรว่าผู้เข้ารับการรักษาจะหายขาดรึเปล่า เมื่อฟังแบบนี้ CRISPR ดูเป็นทางเลือกที่ดีกว่าแน่นอน

แต่ในขณะเดียวกันที่ CRISPR กำลังถูกมองว่าเป็นผู้ช่วยให้รอด เป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังตกอยู่ในสภาวะที่ไม่ค่อยมีทางเลือกสักเท่าไหร่นัก ต้องย้อนกลับไปมองให้ชัดๆ กันอีกทีหนึ่งว่าการทำงานของ CRISPR นั้นคือการ “ตัดแต่ง” DNA ของร่างกายมนุษย์ แล้วถ้าเกิดมีความผิดพลาดในกระบวนการตัดแต่งขึ้นมาล่ะ

แทนที่จะเปลี่ยนตัวหนึ่งกลับเปลี่ยนตัวอื่นแทน ทีนี้ร่างกายไม่รวนทำงานผิดพลาดกันไปหมดเหรอ ถ้าเราเอา DNA ที่ถูกปรับเปลี่ยนเรียบร้อยใส่กลับเข้าไปในร่างกายแล้วมันเกิดเป๋ขึ้นมา ตอนนี้จะไปตามหามันกลับมาแก้ไขจะง่ายเหมือนตอนแรกที่ดึงมันออกมาจากร่างกายรึเปล่า? นี่เป็นอีกคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้

มีเหตุการณ์หนึ่งในปี 2002 ที่การทดลองโดยใช้ Gene Therapy (คนละแบบกับ CRISPR แต่ไอเดียเหมือนกัน) เกิดผิดพลาดขึ้นมาและไปปรับแต่ง DNA ที่ไม่ได้กำหนดไว้ เด็กผู้ชายที่เข้ารับการรักษาเริ่มมีอาการป่วยโรคลูคีเมียหลังจากที่ได้รับยีนที่ถูกตัดแต่งใส่กลับเข้าไปในร่างกาย ทำให้เกิด DNA ที่เป็นสาเหตุของมะเร็ง ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่สถานการณ์ที่ทุกฝ่ายคาดหวังจะให้มันเกิด แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เสมอ

แน่นอนว่า CRISPR นั้นมีการพูดถึงเป็นอย่างมาก และการทดลองในมนุษย์กำลังเริ่มต้นขึ้นในที่ต่างๆ ของโลก อย่างอังกฤษหรืออเมริกา มันเป็นทั้งเรื่องที่น่าตื่นเต้น และในขณะเดียวกันก็ต้องจับตามองให้ดีว่าผลกระทบที่ตามมาในผู้ที่เข้ารับการรักษาเป็นยังไงบ้าง อย่าเพิ่งไปด่วนสรุปว่า CRISPR คือเจ้าชายที่ขี่ม้าขาวมาช่วยแก้ไขปัญหาทุกอย่าง

เพราะมีคำกล่าวว่า “And no wonder, for even Satan disguised himself as an angel of light.”

“การกระทำเช่นนี้ไม่แปลกประหลาดเลย ถึงซาตานเองก็ยังปลอมตัวเป็นทูตสวรรค์แห่งความสว่างได้”

2 Corinthians 11:14

แต่ถ้าอยากมองโลกในแง่ดีสักนิด CRISPR อาจจะกำลังรักษามะเร็งให้หายไปจากโลกนี้…ก็เป็นได้

 

ชุดตรวจจิ๋วสุดเจ๋ง คัดกรองผู้ติดเชื้อเอชไอวีในพื้นที่ทุรกันดาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 12:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/515152

ชุดตรวจจิ๋วสุดเจ๋ง คัดกรองผู้ติดเชื้อเอชไอวีในพื้นที่ทุรกันดาร

 โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : มจธ.

 ปัจจุบันการตรวจเชื้อเอชไอวี (HIV) ยังมีความสามารถดำเนินการได้จำกัดเฉพาะแต่ในห้องปฏิบัติการในโรงพยาบาลหรือคลินิกขนาดใหญ่เท่านั้น

กระบวนการตรวจยังใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งเข้าถึงได้ยากสำหรับผู้ที่อยู่ห่างไกล ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขด้วยนวัตกรรมใหม่ล่าสุด “ชุดตรวจขนาดเล็กสำหรับคัดกรองผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี”

เจ้าของผลงานคือ ดร.ทัศนีย์วรรณ ลักษณะโสภิณ อาจารย์จากหลักสูตรวิศวกรรมชีวภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดย “โครงการพัฒนาเทคโนโลยีระบบของไหลจุลภาคสำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคในพื้นที่ทุรกันดาร” ยังได้รับรางวัลระดับดีเด่น ประเภทผลงานวิทยานิพนธ์ งานวันนักประดิษฐ์ประจำปี 2560 ด้วย

 สำหรับชุดตรวจขนาดเล็กสำหรับคัดกรองผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี เป็นแนวทางหนึ่งในที่จะช่วยชะลอการแพร่ระบาดของไวรัสเอชไอวี โดยการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยเชื้อเอชไอวี รวมทั้งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เนื่องจากโรคเหล่านี้มักไม่มีอาการที่จำเพาะเจาะจง

ดร.ทัศนีย์วรรณ เล่าว่า การติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส (Syphilis) หนองในเทียม (Chlamydia) หนองในแท้ (Gonorrhea) หรือเริมอวัยวะเพศ (Herpes Simplex Virus Type II) จะเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่และติดเชื้อเอชไอวีสูงขึ้น 3-11 เท่า ดังนั้น การวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องแม่นยำ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งจะได้รับผลกระทบร้ายแรงต่อแม่และลูกในครรภ์ หากไม่ได้รับการตรวจดูแลรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงที

ดังนั้น การพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยโรคที่ใช้สารคัดหลั่งของร่างกายสำหรับการตรวจหาเชื้อ จากเลือด น้ำลาย ในปริมาณน้อยมาก ใช้ระยะเวลาในการวินิจฉัยน้อย แต่มีความแม่นยำสูงนี้ จะมีส่วนสำคัญในการช่วยป้องกันการติดเชื้อและการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีในประชากร

สำหรับการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น ณ จุดดูแลผู้ป่วย (Point-of-Care Test) สามารถส่งเสริมการดูแลและควบคุมโรคเพื่อให้ได้ผลดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ที่ขาดแคลนบุคลากรและห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีระบบของไหลจุลภาค หรือห้องปฏิบัติการบนชิป (Lab-on-a-Chip) ถือว่าเหมาะสมที่สุด

“เนื่องจากเทคโนโลยีนี้มีขนาดเล็ก ราคาถูก พกพาง่าย ทำงานได้อัตโนมัติ จึงสามารถลดระยะเวลาในการรอผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ ทำให้แพทย์สามารถตัดสินใจดำเนินการรักษาผู้ป่วยได้ทันท่วงที และสามารถป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคติดต่อได้”

ดร.ทัศนีย์วรรณ กล่าวว่า ชุดตรวจอย่างง่ายสำหรับตรวจวัดปริมาณแอนติบอดี้ต่อเชื้อเอชไอวีและซิฟิลิสในเลือด เป็นการใช้เทคนิคการทดสอบการคัดกรองแอนติบอดี้ (Immunoassay) บนไมโครฟลูอิดิกชิพ (Microfluidic Chip) ถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีระบบของไหลจุลภาคที่มีราคาถูก พกพาง่าย ใช้วัสดุที่สามารถผลิตได้ง่าย แต่สามารถให้ผลการตรวจที่มีความแม่นยำสูงเช่นเดียวกับการตรวจในห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาล

นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจคัดกรองโรคได้มากกว่า 1 โรคในเวลาเดียวกันจากเลือดปริมาณน้อย (น้อยกว่า 2 ไมโครลิตร) และให้ผลตรวจภายในเวลาเพียง 15 นาที อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายต่อการตรวจต่อครั้งในการเปลี่ยนแผ่นทดสอบประมาณ 200-300 บาท ก็ยังนับว่ามีราคาสูงเกินไปสำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อย

ดร.ทัศนีย์วรรณ เล่าว่า ชุดตรวจยังได้ถูกพัฒนาให้มีการใช้งานที่ง่าย คล้ายคลึงกับเครื่องตรวจน้ำตาลในเลือดหรือตรวจเบาหวานที่บุคคลทั่วไปสามารถตรวจได้ด้วยตนเอง โดยได้ออกแบบให้ส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ไม่ซับซ้อน และไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากจนเกินไป เน้นขนาดเล็กของอุปกรณ์ เพื่อการเชื่อมต่อกับโปรแกรม (หรือแอพพลิเคชั่น) ในสมาร์ทโฟน

“ด้วยวิธีนี้เครื่องมือชุดตรวจจิ๋วนี้ จึงสามารถช่วยในการเก็บข้อมูลด้านสาธารณสุขของภาครัฐได้อีกด้วย”

สำหรับการทดสอบหรือทดลองปฏิบัติงาน ชุดตรวจนี้ได้ทดสอบการใช้งานจริงโดยพยาบาลและเจ้าหน้าที่คลินิกในประเทศรวันดามาแล้ว ได้ให้ผลการทดสอบที่มีความแม่นยำใกล้เคียงกับชุดทดสอบอื่นๆ รวมถึงการอ่านผลการทดสอบ ก็เป็นไปโดยง่าย สะดวกรวดเร็ว

“ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความรู้หรือทักษะการใช้เครื่องมือในห้องปฏิบัติการมาก่อน ชุดทดสอบนี้สามารถพัฒนาและปรับปรุงต่อยอดให้ตรวจโรคอื่นๆ ที่เป็นโรคไม่ติดต่อได้ ด้วยการเปลี่ยนแอนติเจนและแอนติบอดี้ของชุดตรวจเป็นชนิดที่จำเพาะเจาะจงต่อโรคนั้น ง่ายมากๆ” ดร.ทัศนีย์วรรณ กล่าวทิ้งท้าย

 

พฤติกรรมเสี่ยงกล้ามเนื้ออักเสบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 10:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/515123

พฤติกรรมเสี่ยงกล้ามเนื้ออักเสบ

 โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล  sopitasavang2010@gmail.com ภาพ : 3.bp.blogspot.com

 อยากให้ร่างกายแข็งแรงต้องขยับร่างกายบ่อยๆ พฤติกรรมการนั่งนาน ทำกิจกรรรมซ้ำๆ ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย เสี่ยงการเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ (Myositis)

ทั้งการนั่งทำงานนานๆ นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ นั่งเล่นสมาร์ทโฟน จึงทำให้คนทำงานออฟฟิศส่วนใหญ่มักมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อคอ บ่า สะบัก

ข้อมูลจากเว็บไซต์พบแพทย์นำเสนอว่า กล้ามเนื้ออักเสบเป็นภาวะอักเสบที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อและใยกล้ามเนื้อ ซึ่งมักมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและล้ามากหลังเดินหรือยืนเป็นเวลานาน

อาการเจ็บและบวมที่กล้ามเนื้อ โดยอาจเกิดขึ้นในระยะสั้นๆ หรือเป็นอาการเรื้อรัง ทั้งนี้สาเหตุอาจมาจากการติดเชื้อ การได้รับบาดเจ็บ โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง หรืออาจเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาก็ได้

อาการของกล้ามเนื้ออักเสบส่วนใหญ่จะแสดงในลักษณะของกล้ามเนื้ออ่อนแรงและปวดกล้ามเนื้อ บางครั้งผู้ป่วยอาจสังเกตได้เอง แต่บางครั้งก็อาจรู้ได้จากการตรวจเท่านั้น ซึ่งความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นนี้มักจะค่อยๆ แย่ลงเมื่อเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน และส่งผลต่อกลุ่มกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ทั้งหลาย เช่น คอ หัวไหล่ หลัง ขา และสะโพก

ผู้ป่วยที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากโรคนี้มักพบความลำบากในการลุกขึ้นหลังจากหกล้มหรือตกจากเก้าอี้ นอกจากนี้อาการอื่นๆ ที่สามารถเกิดร่วมกับการอักเสบ ได้แก่ มีผื่นขึ้น หรือผิวหนังที่มือหนาขึ้น ในกรณีที่มีผิวหนังอักเสบร่วมด้วย อ่อนล้า กลืนลำบาก หายใจลำบาก

สาเหตุของกล้ามเนื้ออักเสบ อาจเกิดจากปัจจัยใดๆ ก็ตามที่นำไปสู่การอักเสบของกล้ามเนื้อ แบ่งเป็นประเภทได้คือ การอักเสบ ภาวะที่ก่อให้เกิดการอักเสบไม่ว่าบริเวณใดของร่างกายก็สามารถส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อ และมักตามมาด้วยการอักเสบอย่างรุนแรงของกล้ามเนื้อที่จำเป็นต้องรับการรักษาระยะยาว

การติดเชื้อ การติดเชื้อที่เป็นต้นเหตุของกล้ามเนื้ออักเสบส่วนมากเกิดจากการติดเชื้อไวรัส

ยารักษาโรค ยารักษาโรคหลากหลายชนิดที่สามารถส่งผลทำให้กล้ามเนื้อเสียหาย

การได้รับบาดเจ็บ การออกกำลังกายอย่างแข็งขันเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การปวด บวม และอ่อนแรงของกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกาย

นอกจากนี้ กล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงอย่างเฉียบพลัน อาจนำไปสู่เกิดภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย ที่ทำให้มีอาการปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อบวม อ่อนแรง และอักเสบในที่สุด โดยผู้ป่วยอาจมีอาการปัสสาวะเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือสีแดงร่วมด้วย

ข้อมูลจาก เพ็ญพิชชากร แสนคำ ผู้จัดการคลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) แจกแจงถึงการเป็นกล้ามเนื้ออักเสบว่า เกิดจากการที่กล้ามเนื้อทำงานหนักเกินไป เช่น ออกแรงมากกว่าปกติ หรือยืดมากกว่าปกติ มีการเกร็งค้างอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ หรือซ้ำๆ อยู่ในท่าทางที่ไม่ถูกต้องต่อเนื่อง หรือซ้ำๆ ก่อให้กล้ามเนื้อเกร็ง ไม่มีการไหลเวียนของเลือด จึงเกิดการอักเสบขึ้นมา

พฤติกรรมที่เสี่ยงกล้ามเนื้ออักเสบคือพฤติกรรมต่างๆ ในการใช้ชีวิต ทั้งการนั่งที่ไม่ถูกต้องและต่อเนื่องนานๆ เช่น นั่งไขว้ห้าง หลังงุ้ม ก้มคอ ทำให้กล้ามเนื้อบ่า คอ สะบักเกิดการอักเสบ

การนอนที่อยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้อง เช่น นอนตะแคงทับหัวไหล่ข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ข้อไหล่ถูกกดทับอาจเกิดการอักเสบของเส้นเอ็นรอบๆ หัวไหล่ได้ การยืนหรือเดินมากเกินไป อาจทำให้กล้ามเนื้อน่อง เข่า หรือหลังอักเสบ จากการที่ใช้งานหนักทั้งวันได้ การเล่นกีฬาที่ต้องกระแทก หรือเล่นหนักเกินกำลังก่อให้เกิดการอักเสบได้ เป็นต้น

การรักษาเบื้องต้น เมื่อเริ่มมีอาการคือเมื่อเริ่มปวด มีลักษณะบวมๆ เกร็งๆ จับดูอาจจะรู้สึกร้อนๆ รุมๆ หรือถ้าสังเกตบริเวณที่เป็นอาจเห็นบวมๆ แดง หากเป็นลักษณะนี้ควรใช้แผ่นเย็นประคบก่อน พักให้ผ่อนคลาย พักการใช้งานหนัก เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ จนรู้สึกว่าเบาสบายขึ้น แล้วค่อยกลับไปใช้ได้งานได้เหมือนเดิม

หากไม่รักษาหรือดูแลอย่างถูกต้องในตอนแรกที่เป็น อาจทำให้อาการอักเสบนั้นเกิดการอักเสบเรื้อรัง และกลายเป็นพังผืด มีผลกระทบต่อโครงสร้างอื่นๆ ในร่างกาย เช่น เมื่อเกร็งมาก และไม่ได้ผ่อนคลาย การเกร็งนั้นอาจทำให้ไปดึงให้โครงสร้างกระดูกผิดรูป อาจทำให้กระดูกสันหลังคด หลังโก่ง หรือไหล่ติดได้

ทั้งนี้ ถ้าต้องนั่งทำงานนานๆ ควรมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยตัวเองทุกๆ 1 ชั่วโมง คือ ใช้มือประสานกันเหยียดไปทางด้านหน้า เหยียดแขนให้ตึง แล้วยกขึ้นเหนือศีรษะ จนแขนตึงลำตัวตึง ยืดตัวเองให้เหยียดขึ้นด้านบน แล้วค่อยแยกมือออกจากกัน วาดแขนทั้งสองข้างดันไปด้านหลัง และค่อยๆ เคลื่อนไหวลงช้าๆ จนสุด ทำสัก 2-3 ครั้ง/ชั่วโมง

อีกวิธีคือพยายามเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ตอนลุกเปลี่ยนท่าทางก็ควรมีการบิดลำตัว เอี้ยวลำตัวช้าๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลายบ้าง

ที่สำคัญที่สุดคือพยายามนั่งหลังตรง ดึงสะบัก เพื่อผายหัวไหล่ไปด้านหลังไว้เล็กน้อยตลอดเวลา ไม่นั่งก้มคอ หรือไหล่งุ้มมาด้านหน้ามากเกินไป เลื่อนตัวเข้าใกล้จอคอมพิวเตอร์หรือคีย์บอร์ดเพื่อให้หลังตรง จัดอุปกรณ์ต่างๆ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่สูงหรือต่ำ หรือต้องเอี้ยวตัว เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นกล้ามเนื้ออักเสบได้