สิ่งที่ควรทำ ก่อนอายุ 50

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/514725

สิ่งที่ควรทำ ก่อนอายุ 50

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก แป๊บๆ ปี เพิ่งอายุ 30 เมื่อเดือนที่แล้ว เผลอแป๊บเดียวจะ 40 แล้วหรือเนี่ย ดังนั้นควรหันมาทบทวนตัวเองว่ามีอะไรที่ยังไม่ได้ทำก่อนจะเข้าเลขสี่ โลกยิ่งหมุนไวไปเร็วกว่าที่เราคาดคิดไว้เยอะ ลองสละเวลาสักนิดมาเช็กลิสต์ดูซิว่า เราได้ลองพาตัวเองไปลิ้มรสประสบการณ์ชีวิตของคนที่วัย 30-40 กว่าๆ ทำกันมาครบหรือยัง ก่อนท่ี่คุณจะเข้าวัย 50 เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์

1.มาอยู่คนเดียวในเมืองใหญ่ๆ

หากบ้านคุณไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงหรือหัวเมืองใหญ่ๆ หรือถ้าเป็นคนต่างจังหวัดละก็ ต้องลองมาอยู่เมืองหลวงดูสักครั้ง ข้อดีของการใช้ชีวิตในหัวเมืองใหญ่ๆ คนเดียวดูบ้าง คือ การเปิดโอกาสให้ตัวเองได้พบเจอกับผู้คนที่หลากหลาย เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ต่อให้มีเงินถุงเงินถังก็หาซื้อไม่ได้ นอกจากมาลองสัมผัสเอง

2.เช็กความฟิตของร่างกาย

ในวัยหนุ่มสาวที่กำลังวังชายังเต็มร้อย สมรรถภาพร่างกายยังเต็มสูบ ลองหาโอกาสท้าทายร่างกายตัวเองด้วยการไปมาราธอนสักรอบ โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่เพื่อให้ได้รูปเก๋ๆ มาอวดลงโซเชียล แต่เรากำลังสร้างบทเรียนชีวิตครั้งสำคัญ ที่จะได้สัมผัสกับความหมายของคำว่าพยายามเพื่อเอาชนะทุกขีดจำกัดทะยานไปสู่จุดหมาย ไม่แน่ว่าทักษะของความมุ่งมั่นนี้อาจติดตัวเรา จนสามารถนำไปใช้ในการพาตัวเองไปสู่เป้าหมายในอนาคตก็เป็นได้

3.ใช้สมาธิสร้างความสงบ

สิ่งที่มนุษย์เราต้องเผชิญตลอดชีวิต คือ ภาวะความเครียด เพราะฉะนั้นเพื่อรับมือกับสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงในระยะยาว เราจำเป็นต้องฝึกฝนวิธีการสงบจิตใจ หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดคือ การฝึกสมาธิและทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะการหมั่นฝึกสมาธิจะทำให้เราโฟกัสกับสิ่งที่ทำ และมีสติเสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไร

4.กล้าที่จะตกหลุมรัก

ไม่สำคัญหรอกว่าผลลัพธ์จากความรักครั้งล่าสุดจะเป็นอย่างไร แต่ความรู้สึกที่ได้ลองรักใครสักคน ความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กับคนคนหนึ่งต่างหากคือสิ่งที่สำคัญ เพราะแม้สุดท้ายจะต้องเลิกรา แต่ภาพความสุขและประสบการณ์ของการได้ตกหลุมรักคือสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครหามาให้คุณได้

5.อย่ากลัวความล้มเหลว

หนึ่งในประสบการณ์ชีวิตที่วัย 30 อัพ ต้องพาตัวเองออกไปลิ้มลองคือ รสชาติความผิดหวังและล้มเหลว และที่สำคัญต้องไม่ลืมที่จะเรียนรู้วิธีที่จะพาตัวเองก้าวพ้นวันที่โหดร้ายนั้น เพราะเราสามารถผ่านมันมาได้

6.ออกเดินทางคนเดียวสักครั้ง

หากตอนนี้เรายังอยู่ตัวคนเดียว และฐานะการเงินพอจะเอื้ออำนวย อย่าพลาดที่จะลองออกไปดูโลกใบใหญ่นี้ด้วยตาตัวเอง ลองทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง และออกไปเที่ยวคนเดียว ไม่แน่ว่าจบทริปแล้วคุณอาจจะพบคุณคนใหม่ที่น่าหลงใหลกว่าเดิม

7.ลองทำธุรกิจ 

เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ทำให้ยุคนี้ใครๆ ก็เป็นเจ้าของธุรกิจได้ เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลที่เราจะทิ้งโอกาสนี้อย่างน้อยแม้สุดท้ายธุรกิจจะล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ก็ได้บทเรียนล้ำค่ามากมายกลับมาเป็นของรางวัล ซึ่งเราไม่มีวันหาได้จากตำราเล่มไหน หรือมีมหาวิทยาลัยแห่งไหนเปิดสอน

8.เขียนบล็อกดูบ้าง

การเขียนเป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทุกคนพึงมี แต่หลายครั้งถูกมองข้ามหรือถูกสกัดดาวรุ่งด้วยการบอกตัวเองว่า เราไม่ถนัดเขียน เพราะฉะนั้นเพื่อทลายกำแพงคำว่าทำไม่ได้ ต้องลงมือทำ เริ่มจากการเขียนบล็อกส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าว่าบล็อกของเราต้องดัง หรือต้องเป็นบล็อกเกอร์ตัวแม่ของวงการ แต่แค่เขียนในเรื่องที่เราสนใจออกมาให้ดีที่สุดก็พอ

9.ลองเรียนภาษาต่างประเทศ

เปิดโลกของเราให้กว้างขึ้นกว่าเดิม ด้วยการเรียนภาษาอื่นๆ แล้วคุณจะรู้ว่า โลกใบนี้กว้างใหญ่เหลือเกิน

10.เข้าคลาสทำขนมหรืออาหาร

การเรียนรู้ไม่มีคำว่าสิ้นสุด ต่อให้เราจะพอมีเสน่ห์ปลายจวักติดตัวอยู่บ้าง แต่บางครั้งอาหารจานง่ายๆ ที่ทำ ก็ไม่สามารถหยิบมาโชว์หรือใช้เป็นหน้าเป็นตาในโอกาสสำคัญได้ เพราะฉะนั้นคงจะดีไม่น้อย ถ้าหาเวลาไปเข้าคอร์สเรียนทำอาหาร เพื่อสรรหาจานเด็ดสักเมนูไว้เป็นเมนูออกงาน ที่ทำอวดได้ไม่ขายหน้า

11.ลองทำความรู้จักกับคนแปลกหน้า

ในโลกไร้พรมแดน เราไม่จำเป็นต้องขังตัวเองอยู่ในคอมฟอร์ตโซน บางครั้งการเปิดใจ พูดคุยกับคนแปลกหน้าและคนรอบตัวที่เจอบ้าง ก็ทำให้ปริมาณความสุขของคุณเพิ่มขึ้นได้แบบไม่รู้ตัว ได้เรียนรู้วัฒนธรรมและประสบการณ์ที่แปลกใหม่ได้มิตรภาพเพิ่มเติม 

 

ประโยชน์ของ ‘เปปไทด์’ ในเนื้อสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/514488

ประโยชน์ของ ‘เปปไทด์’ ในเนื้อสัตว์

ปัจจุบันกระแสอาหารฟังก์ชั่น หรือฟังก์ชันนอลฟู้ด (Functional Food) กำลังได้รับความนิยม เนื่องจากผู้บริโภคสมัยนี้ หันมาเอาใจใส่ดูแลสุขภาพมากขึ้น ถือเป็นอาหารทางเลือกหนึ่ง เมื่อบริโภคแล้วทำให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายในการเสริมสุขภาพ เนื่องจากเป็นอาหารที่มีสารอื่นที่เป็นประโยชน์ในเชิงการป้องกัน และลดความเสี่ยงต่อโรคบางอย่าง

ดร.ดาลัด ศิริวัน หัวหน้าฝ่ายโภชนาการและสุขภาพ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความรู้ว่า องค์ประกอบหรือสารสำคัญที่ทำให้อาหารธรรมดาๆ กลายเป็นอาหารฟังก์ชั่น คือ สารอาหารฟังก์ชั่น (Functional Ingredient) สารอาหารกลุ่มนี้จะมีคุณสมบัติพิเศษ คือ ไม่ใช่สารอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการแบบปกติทั่วไป แต่จะให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายอย่างจำเพาะเจาะจงต่อระบบใดระบบหนึ่งของร่างกาย เช่น เพิ่มภูมิคุ้มกัน ต้านมะเร็ง ลดไขมันในเลือด เป็นต้น

สารกลุ่มโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ เช่น เปปไทด์ ก็ถือเป็นสารอาหารฟังก์ชั่นที่สำคัญชนิดหนึ่งที่มีการศึกษาและวิจัยกันอย่างกว้างขวาง เพื่อให้ท่านผู้อ่านรู้จักเปปไทด์ได้ดีขึ้น จะขอขยายความว่าเปปไทด์คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร และพบได้ที่ไหนบ้าง

เปปไทด์ คือโปรตีนชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยกรดอะมิโน มาเชื่อมต่อกันเป็นสายสั้นๆ ประมาณ 2-30 กรดอะมิโน ซึ่งการเรียงตัวของกรดอะมิโนที่ต่างชนิดกันไป จะเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้เกิดความแตกต่างกันของการออกฤทธิ์ทางชีวภาพในร่างกายของคน ทั้งนี้ มีรายงานการศึกษาพบว่าเปปไทด์มีคุณประโยชน์เชิงสุขภาพต่อร่างกาย ดังนี้

1. ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง (Anti-hypertensive activity) มีการศึกษาในต่างประเทศพบว่า เปปไทด์ที่ได้จากเนื้อสัตว์ต่างๆ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อไก่นั้น เป็นแหล่งที่ดีในการยับยั้งเอนไซม์ Angioten-converting enzyme หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ACE ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ควบคุมระบบความดันโลหิตของร่างกาย ซึ่งจะส่งผลต่อความเข้มข้นของโซเดียมที่ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น

นักวิจัยพบว่าเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหารรูปแบบต่างๆ อาทิ การรมควัน การหมักเกลือแล้วตากแห้ง จะยิ่งทำให้ได้เปปไทด์ที่มีคุณสมบัติ ลดความดันโลหิตดีขึ้น เมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านกระบวนการดังกล่าว สำหรับในประเทศไทยก็มีการศึกษา โดย เพลินใจ ตังคณะกุล และคณะนักวิจัยของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้พบว่าเปปไทด์ที่ได้จากปลาร้าชนิดต่างๆ ก็มีผลในการยับยั้งเอนไซม์ที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ดีเช่นกัน

2. ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) มีการศึกษาพบว่า เปปไทด์ที่ได้จากเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อปลา และไส้กรอกที่ผ่านกระบวนการหมักแบบธรรมชาติหรือตากแห้งนั้น มีคุณสมบัติในการป้องกันไม่ให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของไขมันจากสารอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวการในการทำให้เกิดโรคชราและโรคที่เกิดจากภาวะการเสื่อมสภาพของเซลล์ได้

3. ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ (Anti-microbial activity) เปปไทด์ที่มีคุณสมบัติต้านเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ ที่ก่อโรคได้นั้น ส่วนใหญ่จะได้จากเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์ของสัตว์ที่ผ่านการหมักแล้ว เช่น แหนม พาร์ม่าแฮม ปลาร้า ปลาส้ม และผลิตภัณฑ์ประเภทนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต ซึ่งเปปไทด์ในกลุ่มนี้จะมีกรดอะมิโนที่มีคุณสมบัติทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของจุลินทรีย์ได้

4. ฤทธิ์เพิ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน (Immunomodula tory activity) มีรายงานวิจัยพบว่าเปปไทด์นั้นสามารถช่วยกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น โดยมีการทดลองในเซลล์พบว่า เปปไทด์จากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ช่วยส่งเสริมการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวให้กำจัดเซลล์แปลกปลอม หรือเซลล์ที่กลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็ง

ถึงแม้เปปไทด์จะมีประโยชน์ แต่ก็มีหน้าที่เป็นสารอาหารฟังก์ชั่น ไม่ใช่สารอาหารหลัก ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน จึงควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย พักผ่อนให้เพียงพอ และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ท่านก็จะมีสุขภาพที่ดีได้ โดยไม่ต้องหาซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่มีราคาแพง

 

สัญญาณเตือนที่ต้องเปลี่ยน เพื่อลูกสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/514291

สัญญาณเตือนที่ต้องเปลี่ยน เพื่อลูกสุขภาพดี

รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า พ่อแม่ต้องตระหนักว่าโภชนาการที่ดีส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็ก โดยใส่ใจพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจ ส่งเสริมโภชนาการเพื่อสุขภาพและวางพื้นฐานให้เด็กสามารถพัฒนาศักยภาพตนได้เต็มที่ การขาดโภชนาการที่ดีจะกีดขวางการเจริญเติบโตของเด็ก ทำให้พัฒนาการล่าช้า ลดทอนศักยภาพในอนาคต

สํานักงานสถิติแห่งชาติ (MICS) ปี 2015 รายงานภาวะโภชนาการว่า ประเทศไทยมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ที่เตี้ยกว่าเกณฑ์ประมาณ 10% น้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ 7% ในขณะที่เด็กอ้วนมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 5.8% ในปี 2552 เป็น 8.5% ในปี 2558 เป็นเครื่องหมายคำถามให้กับพ่อแม่ที่ต้องกลับไปคิด

“พ่อแม่ควรหมั่นสังเกตพัฒนาการลูก รวมถึงพฤติกรรมที่เป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้ต้องเริ่มเปลี่ยน 3 ข้อ ได้แก่ การที่ลูกเริ่มไม่กินผักผลไม้ ดื่มน้ำน้อย และติดหน้าจอ ไม่ค่อยวิ่งเล่น หรือออกกำลังกาย เพราะอาจทำให้เด็กวัย 3-5 ขวบ มีพัฒนาการทางร่างกายไม่สมวัย เช่น อ้วน ผอม หรือส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในเด็กวัยนี้ และเป็นภาพสะท้อนว่าเด็กอาจกำลังมีปัญหาด้านโภชนาการ”

ด้าน กนกทิพย์ ปริญญานุสสรณ์ ผู้จัดการฝ่ายโภชนาการเพื่อสุขภาพ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) กล่าวว่า เนสท์เล่ เจ้าของโครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี (United for Healthier Kids) เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าวจึงจัดกิจกรรม “1 วันสร้างสุขให้ลูกเปลี่ยน” ให้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองและครูที่เข้าร่วมโครงการ

“ในกิจกรรมนี้เราได้แนะนำการสร้าง 3 สุขนิสัยในชีวิตประจำวันที่จะทำให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรงและร่างกายสมส่วน ได้แก่ 1.การดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน 2.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณพอเหมาะ โดยปริมาณอาหารที่เหมาะสมต่อมื้อของเด็กอายุ 3-5 ปี ประกอบด้วยข้าว หรือแป้ง 1 ทัพพีครึ่ง เนื้อสัตว์ 2 ช้อนโต๊ะ ผักสุกครึ่งทัพพี หรือผักดิบ 1 ทัพพี (ประมาณ 1 ฝ่ามือเด็ก) และผลไม้ 4 ชิ้นคำ 3.การขยันขยับเคลื่อนไหวร่างกาย เนื่องจากเด็กสมัยนี้โตมาพร้อมกับเทคโนโลยี บางคนอาจเกิดการติดจอ ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน ครอบครัวจึงควรหากิจกรรมออกกำลังง่ายๆ ที่สามารถสนุกร่วมกัน”

รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ กล่าวเสริมว่า จริงๆ แล้วพ่อแม่ส่วนใหญ่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโภชนาการและเห็นความสำคัญของพฤติกรรมการกินที่ดีเพียงแต่ขาดการลงมือทำ การเปลี่ยนแปลงเพื่อสุขภาพที่ดีของเด็กๆ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ยากหากมีความตั้งใจและพยายาม บางคนบอกว่าทำงานหนักจนไม่มีเวลา หรือไม่มีเงินพอจะหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้ลูกกิน หรือไม่มีความรู้ด้านโภชนาการเพียงพอ แต่จริงๆ ความรู้ทางโภชนาการไม่ใช่ของหายาก และอาหารที่ดีไม่จำเป็นต้องมีราคาสูง มีผักผลไม้มากมายในตลาดที่ราคาถูกและเต็มไปด้วยสารอาหาร

“การปลูกฝังนิสัยการกินผักผลไม้ให้ลูกควรเริ่มแต่เนิ่นๆ เมื่อเด็กเริ่มกินอาหารอื่นนอกจากนมแม่โดยไม่ต้องปรุงรสชาติ เพื่อให้เด็กคุ้นชินกับรสชาติแบบธรรมชาติและฝึกนิสัยกินง่าย หากเด็กมีปัญหากินยาก สามารถใช้หลัก Food Chain โดยสังเกตสิ่งที่เด็กชอบกินและให้เด็กค่อยๆ ลองกินอาหารชนิดใหม่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน หรือการให้เด็กมีส่วนร่วมในการเลือกผัก ผลไม้ และช่วยเตรียมอาหารจะทำให้เด็กมีแนวโน้มกินผักผลไม้มากขึ้นโดยไม่ต้องบังคับ” รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ กล่าว 

 

‘โรคเด็กเตี้ย’ ภาวะซ่อนเร้นที่ต้องเฝ้าระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/514295

‘โรคเด็กเตี้ย’ ภาวะซ่อนเร้นที่ต้องเฝ้าระวัง

ความสูงนับเป็นค่านิยมในสังคมไทยที่คนส่วนใหญ่ให้ค่าความสวยความหล่อจากส่วนสูงและน้ำหนัก จนหลงลืมไปว่า “ความเตี้ย” ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องตระหนักโดยเฉพาะผู้ปกครองที่มีลูกก่อนวัยหนุ่มสาว เพราะส่วนสูงของพวกเขาอาจเป็นสัญญาณของ “โรคเด็กเตี้ยผิดปกติ”

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะที่เป็นกุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อเด็ก (pediatric endocrinologist) กล่าวว่า เด็กเตี้ยเป็นภาวะหรืออาการแสดงที่ทำให้เห็นว่าเด็กคนนั้นตัวเล็กกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน สาเหตุที่ทำให้เด็กตัวเตี้ยมีหลายประการ ทั้งจากพันธุกรรมและจากโรคที่ซ่อนเร้นอยู่ หนึ่งในนั้นคือ ภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต (Growth Hormone)

 

 

ฮอร์โมนเจริญเติบโต เป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อมใต้สมอง หากต่อมใต้สมองไม่ผลิตฮอร์โมนเจริญเติบโตก็จะทำให้ระดับการเจริญเติบโตของเด็กต่ำกว่าที่ควรจะเป็น สาเหตุที่ทำให้ต่อมนี้ทำงานผิดปกติอาจเป็นพันธุกรรมบางอย่าง หรือมีก้อนเนื้อไปกดทับ จึงทำให้ต่อมใต้สมองไม่สามารถทำงานได้

“ผู้ปกครองอาจจะสังเกตด้วยการเทียบความสูงของลูกกับเพื่อนในชั้นเดียวกันว่าตัวเล็กกว่าเพื่อนๆ หรือไม่ หรือสังเกตได้จากอาการบางอย่าง เช่น ถ้ามีอาการที่สัมพันธ์กับก้อนที่ไปกดต่อมใต้สมองก็จะมีอาการของภาวะมีก้อนในเนื้อสมอง เช่น ปวดหัว อาเจียน หรือบางคนถ้าเป็นตั้งแต่กำเนิดก็จะมีอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น มีอาการสายตาผิดปกติร่วมด้วย”

อย่างไรก็ตาม ความเตี้ยมักเกี่ยวข้องกับ 2 สาเหตุหลัก ได้แก่ หนึ่ง ภาวะเตี้ยที่ตรวจพบพยาธิสภาพ บางรายอาจมีเพียงสาเหตุเดียว แต่บางรายอาจมีหลายสาเหตุรวมกัน เนื่องจากการเจริญเติบโตของร่างกายเป็นผลรวมของปัจจัยต่างๆ (Integrated Effects) ได้แก่ พันธุกรรม อาหาร ฮอร์โมนเจริญเติบโต สุขภาพกาย สุขภาพใจ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ดังนั้นความผิดปกติหรือความไม่สมดุลของปัจจัยดังกล่าวจะทำให้การเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ตามศักยภาพของพันธุกรรม

สอง ภาวะเตี้ยที่ไม่ทราบสาเหตุหรือเตี้ยตามพันธุกรรม จะพบได้บ่อย 2 ชนิด คือ ภาวะเป็นหนุ่มสาวช้าโดยที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เชื่อว่าปัจจัยทางพันธุกรรมมีส่วนสำคัญในการกำหนดจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ความเป็นหนุ่มสาว และมักจะมีประวัติครอบครัวว่าบิดาหรือมารดาเป็นหนุ่มสาวช้ากว่าปกติ หรือมารดามีประจำเดือนครั้งแรกช้า (อายุ 14-18 ปี) หรือบิดาเมื่อเป็นเด็กมักตัวเล็กกว่าเพื่อนๆ เริ่มโตเร็วเมื่อเรียนชั้นมัธยมปลาย และมีความสูงสุดท้ายปกติ

รวมถึงภาวะเตี้ยตามพันธุกรรม คือ มีพ่อหรือแม่เตี้ย หรือหากเตี้ยทั้งพ่อและแม่ รวมทั้งปู่ย่าตายาย ก็จะชัดเจนมากขึ้นว่าเตี้ยจากพันธุกรรม แต่ทั้งนี้ผู้ปกครองควรสังเกตการเติบโตอย่างใกล้ชิด โดยดูจากสมุดสุขภาพประจำปีของเด็ก

นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวต่อว่า เด็กที่มีภาวะขาดฮอร์โมนเติบโตจะสังเกตเห็นได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค แต่โดยส่วนใหญ่ผู้ปกครองที่พาลูกมาพบแพทย์จะอยู่ในช่วงวัยประถมศึกษา รวมถึงความสูงของเด็กที่มีภาวะดังกล่าวก็จะไม่เท่ากัน เช่น บางรายอายุ 8 ขวบ มีความสูงเพียง 75 ซม. จะนับว่าเป็นกลุ่มที่มีอาการรุนแรงค่อนข้างมาก ซึ่งความรุนแรงของโรคจะขึ้นอยู่กับระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตที่ต่อมใต้สมองผลิตออกมา หากผลิตไม่ได้เลย หรือไม่มีฮอร์โมนเจริญเติบโตเลย ก็จะทำให้เด็กตัวเล็กแบบสังเกตเห็นได้ชัด

“เด็กที่มีภาวะขาดฮอร์โมนเติบโตจะเตี้ย แต่จะไม่เตี้ยเหมือนเด็กขาดอาหาร เพราะเด็กที่กินไม่ดีมักจะผอมแห้งตัวเตี้ย แต่เด็กกลุ่มนี้จะตัวเตี้ยแล้วดูจ้ำม่ำ เพราะพวกเขาได้รับอาหารที่ดีแต่ไม่ยอมโต” นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับเกณฑ์ความสูงของเด็กนั้น ให้ดูได้จากการเปรียบเทียบกับกราฟมาตรฐานของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวคือผู้ปกครองควรสังเกตการเติบโตอย่างใกล้ชิด หากพบว่าบุตรหลานมีการเจริญเติบโตเบี่ยงเบนไปจากเส้นกราฟการเจริญเติบโตที่ปกติ ควรพาบุตรหลานไปรับคำปรึกษาจากกุมารแพทย์ก่อน เมื่อพาเด็กที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคเด็กเตี้ยผิดปกติไปพบกุมารแพทย์ จะมีการประเมินและตรวจร่างกายเบื้องต้น หากพบความผิดปกติหรือสงสัยจะส่งต่อไปให้กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อ เพื่อตรวจหาสาเหตุความผิดปกติต่อไป และให้การรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ

ในกรณีที่สงสัยว่ามีภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตจะมีการวินิจฉัยผ่านกระบวนการทดสอบทางฮอร์โมนโดยการกระตุ้นฮอร์โมนเจริญเติบโต เมื่อตรวจพบความผิดปกติของระดับฮอร์โมนดังกล่าว กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อจะพิจารณาการรักษา โดยให้ฉีดฮอร์โมนการเจริญเติบโตต่อไป ซึ่งจะเป็นฮอร์โมนชนิดฉีดเท่านั้น เพราะในปัจจุบันยังไม่มีฮอร์โมนเจริญเติบโตชนิดกิน ชนิดพ่น หรือแบบอื่นๆ ตามที่ได้มีการโฆษณาชวนเชื่อ นอกจากนี้ภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเด็กเฉพาะทางด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลทางด้านจิตใจ และระบบร่างกายอื่นๆ เช่น กล้ามเนื้อเล็ก และมีไขมันสะสมมาก เป็นต้น

ด้าน นพ.สุทธิพงศ์ อธิบายถึงการวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า เนื่องจากฮอร์โมนเจริญเติบโตหลั่งขึ้นๆ ลงๆ เป็นรูปคลื่น (Pulsatile Secretion) ตลอดทั้งวัน ดังนั้นการวินิจฉัยโรคจึงต้องให้ยาไปกระตุ้นต่อมใต้สมองให้หลั่งฮอร์โมนเจริญเติบโตออกมา หากกระตุ้นแล้วระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ออกมาเท่าที่ควรจะเป็นก็จะแสดงให้เห็นว่า ความสามารถของต่อมใต้สมองในการผลิตฮอร์โมนเจริญเติบโตนั้นทำได้ไม่ดี

“ถ้าวินิจฉัยแล้วพบว่ามีก้อนเนื้อหรือซีสต์ไปกดต่อมใต้สมองไว้ แพทย์ต้องผ่าตัดนำก้อนพวกนี้ออก แต่ถ้าไม่มีอะไรไปกดทับ แต่เป็นเพราะการทำงานผิดปกติของต่อมใต้สมอง แพทย์จะให้ยาฮอร์โมนเจริญเติบโตสังเคราะห์ไปทดแทน เสมือนกับถ้าน้ำในโอ่งเริ่มพร่อง เราก็จะเติมให้เต็ม โดยทั่วไปในเด็กเราจะมุ่งเน้นเรื่องการเจริญเติบโตเป็นหลัก เพราะฉะนั้นในเด็กที่ขาด แพทย์จะให้ยาจนกระทั่งเด็กได้ความสูงสุดท้าย คือ สูงดีเท่ากับเด็กปกติและจะหยุดการรักษา ส่วนในวัยผู้ใหญ่จะต้องรักษาต่อไหม แต่ละรายจะต้องมารีเทสต์ฮอร์โมนกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะแม้ว่าวัยผู้ใหญ่จะไม่สูงขึ้นแล้ว แต่การขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตอาจมีผลทางด้านอื่น เช่น ทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายผิดปกติ ไขมันในเลือดสูง ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกไม่แข็งแรง เป็นต้น”

 

 

จากการสัมภาษณ์คุณแม่ท่านหนึ่งที่มีบุตรชายเป็นภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต เธอเล่าว่า ได้สังเกตเห็นลูกชายสูงช้าลงในช่วงวัย 4-6 ขวบ คือ มีความสูงเพิ่มขึ้นปีละไม่ถึง 1 ซม. จากปกติต้องเพิ่มขึ้นปีละ 3-5 ซม. จึงพาลูกไปพบกุมารแพทย์และทำให้ทราบว่า ลูกชายคนโตประสบกับภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต

“เราสังเกตได้จากความสูงของลูกที่เพิ่มขึ้นน้อยมาก รวมถึงเสื้อผ้าของลูกที่ใส่ไซส์เดิม ใส่กางเกงเบอร์เดิม และลูกสาวคนเล็กเริ่มมีความสูงเท่ากับพี่ชาย ในตอนแรกเราไม่รู้ว่าลูกเป็นอะไร เพราะเขายังกินได้เหมือนเดิม นอนได้ดีเหมือนเดิม แค่ตัวไม่โตขึ้นเท่านั้น และไม่เคยรู้จักภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตมาก่อน เลยตัดสินใจพาไปหาคุณหมอและรักษาด้วยการฉีดฮอร์โมน ลูกเริ่มฉีดยาครั้งแรกตอนอายุ 9 ขวบ จนตอนนี้อายุ 13 ปี เขาสูงขึ้นเกือบ 10 ซม. ซึ่งสูงไม่ต่างจากเพื่อนร่วมชั้น ทำให้คนเป็นแม่สบายใจขึ้น แต่ก็ยังต้องรักษาต่อเนื่อง คือ ไปพบคุณหมอทุกๆ 3 เดือน และฉีดฮอร์โมนทุกคืนก่อนนอน รวมถึงการดูแลเรื่องเวลานอนว่าต้องนอนหลับก่อนสี่ทุ่ม สนับสนุนให้ลูกเล่นกีฬา และดูแลเรื่องอาหารให้เขารับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้ได้เดือนละ 1 กก. ก็จะเป็นตัวเสริมให้ลูกสูงขึ้นได้”

คุณแม่ท่านนี้ยังได้ฝากถึงผู้ปกครองทุกคนว่า พ่อแม่ควรสังเกตลูกในช่วงวัยเจริญเติบโตว่ามีความผิดปกติเรื่องความสูงหรือไม่ และควรพาลูกไปพบแพทย์ทุกๆ 6 เดือน เพื่อตรวจร่างกาย หากมีความผิดปกติก็จะสามารถรักษาให้หายได้โดยไม่สายเกินไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคนไทยให้ความสำคัญกับความสูงมากขึ้น จึงมีโฆษณาชวนเชื่อเรื่องการเพิ่มความสูงในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการยืดกระดูก การรับประทานอาหารเสริมสำเร็จรูป หรือการฝังเข็มเพิ่มความสูง สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริงโดยไม่ได้ผล ดังนั้นการให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชนในเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนควรให้ความร่วมมือ

“อาหารเสริมเพิ่มความสูงที่โฆษณาตามสื่อออนไลน์ หากดูส่วนประกอบแล้วจะเป็นพวกโปรตีน นม อาจจะมีแคลเซียมปะปน สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเรื่องการเจริญเติบโตของกระดูกอยู่แล้ว แต่ถามว่ากินอาหารเสริมพวกนี้แล้วจะสูงหรือไม่ ยังไม่มีทางการแพทย์พิสูจน์” นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวเพิ่มเติม

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า เด็กจะสูงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หลักๆ คือ พันธุกรรม ซึ่งมีผลต่อความสูงค่อนข้างมาก สอง หากพันธุกรรมดีแต่กินอาหารได้ไม่สมบูรณ์ก็จะส่งผลให้เด็กโตช้า สาม สภาพแวดล้อมที่จะส่งเสริมให้เด็กโตได้ดี ได้แก่ การนอนหลับพักผ่อนที่ดีพอ และการออกกำลังกายที่ดีพอ จะไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเจริญเติบโตซึ่งจะส่งผลให้เด็กโตได้ดี เพราะฉะนั้นถ้าพันธุกรรมดี กินดี พักผ่อนดี ออกกำลังกายดี และฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ผิดปกติ ก็จะทำให้เด็กสูงดีตามไป

รวมทั้งยังเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ ที่ต้องสังเกตบุตรหลานและลูกศิษย์ถึงความผิดปกติทางร่างกาย เพราะเรื่องความเตี้ยที่อาจดูเป็นเรื่องทั่วไป โดยเฉพาะกับเด็กไทยอาจมีภาวะซ่อนเร้นที่ต้องรักษาอย่างทันท่วงที

 

5 กีฬาสุดมัน ฟิตได้ทุกวันแม้ฝนกระหน่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/514129

5 กีฬาสุดมัน ฟิตได้ทุกวันแม้ฝนกระหน่ำ

อยากออกไปวิ่งในสวน ปั่นจักรยานทัวริ่งกับแก๊งเพื่อน ตีเทนนิสกับคู่หู เล่นกีฬากลางแจ้งแบบเท่ๆ แต่ฝนตกอีกแล้ว แค่เห็นบรรยากาศหม่นๆ มัวๆ ก็ชวนให้ง่วงนอน ไม่ต้องพูดถึงความเฉอะแฉะกวนใจที่ทำให้นึกรำคาญและวุ่นวายทุกทีที่อยากออกจากบ้าน

แล้วแบบนี้จะไปออกกำลังกายในแบบที่ชอบได้อย่างไรล่ะ ถ้าฝืนไปนอกจากจะทำให้ป่วยไข้ไม่สบายแล้ว พื้นลื่นๆ ตอนฝนตกยังเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายอีกด้วย

ถึงจะถูกจำกัดบริเวณ แต่อย่าให้สายฝนที่ไม่เป็นใจมาจำกัดความฟิตแอนด์เฟิร์มของเราซะล่ะ หากอยากออกกำลังกายเรียกเหงื่อกันแบบจริงๆ จังๆ แนะนำให้หาทางหนีทีไล่ไว้ก่อนด้วยวิธีง่ายๆ คือ ฟังพยากรณ์อากาศ อย่างน้อยก็ช่วยให้วางแผนชีวิตได้แบบไม่ประมาท คิดไว้เลยว่าถ้าแจ็กพอตเจอฝนขึ้นมา จะหาอะไรอย่างอื่นทำดี ที่เป็นกีฬาหรือการออกกำลังกายซึ่งให้ประโยชน์ไม่ต่างจากสิ่งที่ทำทุกวัน อย่างการกระโดดเชือก วิ่งอยู่กับที่ หรือเต้นตามวิดีโออยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน แต่ถ้าอยากได้ทั้งความฟิต ความมัน และความสนุกละก็ แม้จะอยู่ในอินดอร์ เราก็มีกิจกรรมในร่มมานำเสนอ

1.แบดมินตัน

เป็นกีฬาที่ต้องใช้สมรรถภาพทางร่างกายที่ดี ทั้งด้านความแข็งแรง ความอดทน การทำงานสัมพันธ์กันของระบบประสาทกับระบบกล้ามเนื้อ พลังความยืดหยุ่นของอวัยวะต่างๆ ความคล่องตัว ฯลฯ ดังนั้นคนที่เล่นแบดมินตันจึงมีร่างกายที่แข็งแรง อวัยวะทุกส่วนได้รับการพัฒนาอยู่เสมอ โดยเฉพาะข้อมือ แขนขา และสายตา ทั้งยังเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความฉลาดและไหวพริบสูงอีกด้วย จึงสนุกมากเมื่อได้เล่นกับคู่แข่งที่มีชั้นเชิงพอๆ กัน แค่เลือกคอร์ตในร่มก็สนุกกับการแข่งขันชิงไหวชิงพริบในหน้าฝนได้แล้ว

2.เต้นซุมบ้า

การออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ผสมผสานท่าเต้นตามสไตล์ละตินอเมริกา เวลาเต้นจึงเหมือนได้ระบำหน้าท้อง แอโรบิก และฮิปฮอปไปด้วย แถมเสียงเพลงละตินที่เร้าใจยังทำให้ซุมบ้าเป็นการออกกำลังกายที่สนุกสนานและเพลิดเพลินไปในขณะเดียวกัน ทำให้เราออกกำลังกายได้นานขึ้นแบบไม่รู้สึกเบื่อ และยังช่วยเบิร์นไขมันได้ดีสุดๆ ที่สำคัญคลาสเต้นส่วนใหญ่อยู่ในฟิตเนส ซึ่งไม่ต้องห่วงเรื่องฟ้าฝนอีกด้วย

3.ชกมวย

อีกหนึ่งกีฬาที่ได้ทั้งความมัน สนุก และเผาผลาญได้ดีเยี่ยม เพราะเป็นกีฬาที่เรียกเหงื่อได้เยอะมาก ทั้งยังใช้ทุกส่วนของร่างกาย ทั้งแขน ขา ลำตัว จึงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้จริงๆ ส่วนเรื่องสถานที่ ค่ายมวยส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในร่ม เรื่องฝนจึงหมดกังวล ลองหอบเอาความอึดอัดและความเครียดจากที่ทำงานและสายฝน ไประบายอารมณ์ด้วยการเตะ ต่อย ศอก กับกระสอบทรายให้หายเครียดกันสักหน่อยดีมั้ย

4.ปีนหน้าผาจำลอง

นี่ก็ท้าทายความแข็งแรงของร่างกายและจิตใจไม่น้อย เพราะต้องจับ เกาะ ยึดเหนี่ยว และโหนตัวไปบนหน้าผาที่ทั้งสูงทั้งเสียวดังนั้นนอกจากจะได้เหงื่อแล้ว ยังได้ความตื่นเต้น และไหวพริบเพิ่มมาเป็นของแถมด้วย คนที่รักความเสี่ยงและชอบความมัน ควรเลือกปีนหน้าผาจำลองในยิมหรือศูนย์กิจกรรมอินดอร์ ไปประลองฝีมือกันดูสิ

5.ฟุตซอลในร่ม

ปกติหนุ่มๆ ก็ชอบเตะฟุตบอลกันอยู่แล้ว แค่ลองเปลี่ยนสถานที่ไปเล่นในสนามอินดอร์แล้วเปลี่ยนจำนวนผู้เล่นให้น้อยลง เป็นฟุตซอลฝั่งละ 5 คน รับรองว่าความสนุกและความเหนื่อยที่ได้นั้นไม่ด้อยกว่าสนามใหญ่แน่นอน

เห็นมั้ยว่า ถึงฝนจะตก ฟ้าจะร้อง แต่คนรักการออกกำลังกายก็เรียกเหงื่อได้ด้วยกีฬาในร่มที่แอ็กทีฟได้ไม่แพ้กลางแจ้งเลยละ ว่าแล้วจะรออะไร จองคอร์ตแบด สนามบอล คลาสต่อยมวย แล้วเตรียมชุดกีฬาไว้ให้พร้อม เย็นนี้ไปเสียเหงื่อให้เต็มที่แบบไม่แคร์สายฝนกันดีกว่า

 

หลอดเลือดแดงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 11:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513973

หลอดเลือดแดงใหญ่

โดย นพ.ชนาพงษ์ กิตยารักษ์ สาขาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ “โรคหลอดเลือดแดงใหญ่” กันนะครับ บางคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้าง บางคนก็อาจจะรู้สึกคุ้นๆ จากสื่อต่างๆ

หลอดเลือดแดงใหญ่มีชื่อทางการแพทย์ว่า เอออร์ตา (Aorta) มีหน้าที่รับเลือดแรงดันสูงออกจากหัวใจไปเลี้ยงอวัยวะทั่วร่างกาย ตั้งแต่สมอง แขนขา ลำไส้ ตับ และไต ปกติแล้วจะมีขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตร

โรคที่เราพบได้บ่อยกับหลอดเลือดนี้ ได้แก่ หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง (Aortic Aneurysm) คือการที่หลอดเลือดนี้มีขนาดโตกว่าปกติ เพราะฉะนั้นผนังของหลอดเลือดจึงบางลงเช่นเดียวกับลูกโป่งที่ยิ่งขยายตัวมากก็จะยิ่งบางลงและแตกง่าย หลอดเลือดที่ค่อยๆ โตจะค่อยๆ ก่อให้เกิดอาการปวดตามตำแหน่งของหลอดเลือด เช่น ในช่องอก หรือในช่องท้อง

ความน่ากลัวของโรคนี้คือ ผู้ที่เป็นโรคนี้บางส่วนไม่มีอาการใดๆ เลย แปลว่ามันก็คือมหันตภัยเงียบที่รอวันแตกนั่นเอง อีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยคือ หลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกเซาะ (Aortic Dissection) เกิดจากความอ่อนแอของผนังหลอดเลือด ร่วมกับความดันโลหิตที่สูงผิดปกติฉีกเซาะผนังด้านในหลอดเลือด สร้างทางเดินใหม่ที่ผิดธรรมชาติ

ทั้งนี้ ทำให้ผนังหลอดเลือดอ่อนแอเฉียบพลันและยังฉีกเซาะแขนงเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญต่างๆ ผู้ป่วยจึงมีอาการปวดมากทันทีทันใด ปวดมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ลักษณะฉีกขาดของอวัยวะในช่วงอก หรือแผ่นหลังและอาจจะมีอาการร่วม เช่น อัมพาตครึ่งซีกซ้ายขวา หรืออัมพาตท่อนล่างของร่างกาย ไตวาย ขาขาดเลือดเฉียบพลัน เกิดจากการฉีกเซาะของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเหล่านั้น

โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกเซาะนี้ ถ้าเกิดใกล้ขั้วหัวใจอัตราการเสียชีวิตจะสูงมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดอย่างทันท่วงที และเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การปริแตก (Ruptured Aortic Aneurysm/ Dissection) อัตราการเสียชีวิตจะสูงมากขึ้นไปอีก

ลองนึกภาพท่อประปาขนาด 1 นิ้วแตก แล้วมีน้ำพุ่งออกมาตลอดเวลา กับปริมาณเลือดทั้งตัวที่มีประมาณ 5 ลิตร ผู้ป่วยสามารถ เสียชีวิตจากการเสียเลือดได้ภายในเวลาไม่กี่นาที แต่ท่านผู้อ่านบทความนี้ก็อย่าเพิ่งตื่นตระหนกจนเกินไปนัก ถึงแม้จะเป็นโรคที่น่ากลัว แต่ก็เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยนัก

แล้วใครบ้างที่จะเป็นผู้มีความเสี่ยงในการพบโรคนี้ เรามักพบในผู้ป่วยชายสูงอายุ คนสูบบุหรี่ โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ไม่ดี หรือมีประวัติโรคนี้ในครอบครัว

แต่ในบางครั้งก็สามารถพบได้ในผู้ป่วยอายุน้อยที่มีความผิดปกติทางด้านพันธุกรรม ซึ่งทำให้เนื้อเยื่ออ่อนแอผิดปกติ ที่เราพบบ่อยๆ เช่น Marfan’s Syndrome ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีลักษณะสูงผิดปกติ แขนขาและนิ้วยาวเก้งก้าง มีความผิดปกติทางสายตา

ผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง สงสัย หรือมีความกังวลเกี่ยวกับโรค สามารถไปพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองเบื้องต้น เช่น การทำเอกซเรย์ อัลตราซาวด์ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ตามความเหมาะสม

การรักษาโรคนี้ในปัจจุบันจะรักษาเมื่อมีอาการปวดที่ไม่ขึ้นหลังควบคุมความดัน หรืออาการที่เกิดจากการกดเบียดของเส้นเลือดที่โป่งพอง เช่น กดหลอดลมจนหายใจลำบาก กดหลอดอาหารจนกลืนลำบาก หรือกดกระเพาะลำไส้จนทานอาหารไม่ได้ หรือก้อนมีขนาดใหญ่ ขนาดของเส้นเลือดโป่งพองที่เป็นข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดในปัจจุบันคือ 5-6 เซนติเมตร

การรักษาแบ่งเป็น 2 วิธีใหญ่ๆ ซึ่งมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันคือ การผ่าตัดเปิดแบบมาตรฐาน และการใส่ขดลวดค้ำยันผ่านทางเส้นเลือดแดงบริเวณขาหนีบ (Aortic Endovascular Treatment)

การผ่าตัดแบบเปิดถึงแม้แผลผ่าตัดจะใหญ่กว่าและการพักฟื้นนานกว่า แต่ก็จะสามารถรักษาได้ในทุกพยาธิสภาพ และถือว่าหายขาดในช่วงของเส้นเลือดที่ได้รับการผ่าตัด จึงมักจะเลือกวิธีการรักษานี้ในผู้ป่วยที่แข็งแรงและมีอายุน้อย

ส่วนการรักษาด้วยการใส่ขดลวดค้ำยันนั้นแผลผ่าตัดจะเล็กกว่ามาก การฟื้นตัวของผู้ป่วยก็รวดเร็ว สามารถกลับบ้านภายใน 2-3 วัน แต่ไม่สามารถให้การรักษาได้ในทุกพยาธิสภาพ และจำเป็นจะต้องได้รับการดูแลติดตามอาการต่อเนื่องตลอดอายุขัย เนื่องจากขดลวดมีโอกาสเลื่อน รั่ว ตีบและตันได้

วิวัฒนาการของขดลวดในปัจจุบันดีขึ้น จึงทำให้อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวลดลงมาก จึงพิจารณาใช้วิธีการรักษานี้ในผู้ป่วยที่อายุมาก มีโรคร่วมหลายโรค ร่างกายไม่แข็งแรง และต้องมีพยาธิสภาพของหลอดเลือดที่เหมาะสมกับการใส่ขดลวด

การรักษาทั้งสองแบบต่างก็มีความเสี่ยง ผู้ที่เป็นโรคนี้ควรที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การปริแตก การรักษา ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดแดงใหญ่ในภาวะฉุกเฉินไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็มีอัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนที่สูงมาก

นอกจากนี้โรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการดูแลภาวะนี้ในประทศไทยมีจำนวนจำกัด สำหรับผู้ที่คิดว่ามีความเสี่ยง มีความกังวลเกี่ยวกับโรคนี้ สิ่งที่สามารถทำได้เลย คือ เลิกสูบบุหรี่ และตั้งใจควบคุมความดันให้ดี และอย่าลืมไปพบแพทย์นะครับ

 

 

Ardha Baddha Padmottanasana (Half Bound Lotus Standing Forward Bend)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 12:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513830

Ardha Baddha Padmottanasana (Half Bound Lotus Standing Forward Bend)

ก่อนฝึกท่านี้ควรวอร์มอัพร่างกายก่อน เพราะอาสนะท่านี้เป็นส่วนผสมของหลายท่ารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นท่าครึ่งดอกบัว ท่าก้มพับตัวและท่ายืนทรงตัว

โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ www.YogaSutraThai.com

อาสนะท่านี้ช่วยเปิดสะโพกและยืดต้นขาด้านหลัง การส่งมืออ้อมหลังไปจับเท้าช่วยยืดแขนและไหล่ ส่วนการพับตัวไปแนบขาช่วยนวดอวัยวะในช่องท้อง

สำหรับผู้ฝึกใหม่การส่งมือไปจับเท้าอาจจะยาก ครูแนะนำให้ฝึกจากท่านั่งให้ได้ก่อนแล้วค่อยลองฝึกแบบยืนขาเดียวโดยให้โฟกัสที่หัวไหล่ เพื่อที่จะส่งมือให้ถึงเท้า ให้ดึงปีกหรือกระดูกสะบักออกมาจากกระดูกสันหลัง ในขณะที่พับตัวลง ต้องคอนโทรลร่างกาย ครูแนะนำให้เซฟเข่าด้วยการงอเข่านิดๆ ก่อนค่อยๆ ลงมา

ระวังอาการมึนศีรษะเมื่อลงมาแล้วค่อยๆ ลองยืดขา ขณะคลายออกจากท่า ก็ให้ทำเช่นเดิม งอเข่านิดๆ ขึ้นยืนช้าๆ ระวังอาการมึน คุมลมหายใจให้ดี

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นให้ยืนในท่าต้นไม้แบบครึ่งดอกบัว โดยพับขาซ้ายเป็นครึ่งดอกบัว พนมมือที่อกหายใจเข้าออกประมาณ 3 รอบลมหายใจ จิตตั้งมั่นมีสมาธิ (รูป 1)

2.ให้ส่งมือซ้ายอ้อมจากด้านหลังไปจับฝ่าเท้าซ้าย ยืดหลังให้ตรง ทรงตัวให้นิ่ง หายใจเข้าออกประมาณ 3 รอบลมหายใจ หากจับฝ่าเท้าไม่ได้ให้ใช้ออปชั่น เช่น ใช้เชือกช่วย หรือกำขอบกางเกงหรือเสื้อไว้ หรือฝึกจับเท้าจากท่านั่งให้ชำนาญก่อนแต่หากอยากลองฝึกแบบยืนแม้จะจับเท้าไม่ได้ก็ไม่ต้องกังวล ให้เลือกออปชั่นดู ค่อยๆ ฝึก (รูป 2)

3.หายใจเข้ายืดอกอยู่นิ่งๆ จากนั้นหายใจออกค่อยๆ พับตัวลงช้าๆ จากสะโพก โดยงอเข่าเล็กน้อยเพื่อเซฟข้อเข่าวางมือขวาลงข้างฝ่าเท้าที่พื้น หรือหากไม่ถึงใช้โยคะบล็อกช่วยต่อมือ (รูป 3)

4.ยืดขาขวาที่ยืนให้สุดโน้มตัวพับลงมาเท่าที่ทำได้ ค้างท่าสักครู่หายใจเข้าออกประมาณ 5 รอบลมหายใจ (รูป 4) จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง วิธีการคลาย หากไม่ฝึกท่าอื่นต่อ ให้ลุกขึ้นยืนช้าๆ ระวังมึนศีรษะ หรืออาจต่อท่าด้วยการฝึกท่านั่ง ในสัปดาห์หน้า ครูจะเสนอการต่อท่าจากท่านี้ให้ลองติดตามกัน

 

โปรตีนต่ำ-ไขมันสูง ‘ตักบาตร’… อย่าลืมถามพระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513806

โปรตีนต่ำ-ไขมันสูง ‘ตักบาตร’... อย่าลืมถามพระ

โดย พริบพันดาว

ช่วงปีสองปีที่ผ่านมา มีความตื่นตัวในการจัดกิจกรรมตรวจสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ สามเณรฯ โดยมีการตรวจวัดความดัน ตรวจเลือด ตรวจฟัน ตรวจสายตาให้แก่พระภิกษุสงฆ์และสามเณร

ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่าโรคส่วนใหญ่ที่เกิดกับพระสงค์ได้แก่ โรคไขมันในเลือดผิดปกติ โรคความดันโลหิตสูงโรคเบาหวาน และโรคไตวาย ซึ่งสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการบริโภคอันสืบเนื่องมาจากอาหารที่ญาติโยมใส่บาตร

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2558 พบพระสงฆ์เข้ารักษาที่โรงพยาบาลสงฆ์ ใน 5 กลุ่มโรคสำคัญ คือ 1.โรคเมตาโบลิซึมและไขมันในเลือดผิดปกติ 2.โรคความดันโลหิตสูง 3.โรคเบาหวาน 4.โรคไตวายและไตล้มเหลว และ 5.โรคข้อเข่าเสื่อม

นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่าสาเหตุของอาการเจ็บป่วยของพระสงฆ์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 90 มาจากอาหาร โดยเฉพาะอาหารชุดยอดนิยม เช่น แกงเขียวหวาน พะโล้ ผัดกะเพรา ของทอด รสจัด รวมถึงน้ำปานะที่มีรสหวาน อย่างกาแฟกระป๋อง ชาเขียว เครื่องดื่มชูกำลัง เสี่ยงต่อการอาพาธโรคอ้วน โรคเบาหวาน ถึงร้อยละ 45 ซึ่งจะกลายเป็นโรคเรื้อรังที่จะทำเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในภายหลัง และยังพบภาวะเสี่ยงกระดูกพรุน เนื่องจากพระสงฆ์จำนวนมากมีแคลเซียมต่ำกว่าคนปกติ 8-10 เท่า

เหตุฉันอาหารโปรตีนต่ำ-ไขมันสูง ขยับร่างกายออกกำลังกายน้อยกว่าชายไทย จึงเป็นวิกฤตสุขภาพของพระสงฆ์ไทยยุคปัจจุบัน ที่เป็นเหตุให้เจ็บป่วยและต้องรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง กลายเป็นปัญหาสุขภาวะที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน

พบพระสงฆ์ กทม. และเขตเมืองกว่าครึ่งเสี่ยงโรคอ้วน

พฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เนื่องจากพระภิกษุและสามเณรไม่สามารถเลือกฉันอาหารตามใจชอบได้ แต่จะขึ้นอยู่กับผู้มีจิตศรัทธาที่ไปทำบุญตักบาตร

การทำบุญตักบาตรของคนไทยโดยทั่วไปมาจากความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าเมื่อใดก็ตามจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติผู้ใหญ่ ที่ล่วงลับไปแล้ว อันดับแรกที่ทุกคนนึกถึง คือในขณะที่ญาติผู้ใหญ่มีชีวิตอยู่ชอบรับประทานอะไร ซึ่งหนีไม่พ้นอาหารคาวหวานทั้งหลาย โดยอาหารบางอย่างมีรสชาติหวานจัด มันจัด และเค็มจัด พระภิกษุและสามเณรก็ต้องฉันอาหารตามที่ได้รับมา ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ

อาหารตามท้องตลาดส่วนใหญ่พ่อค้าแม่ค้ามักปรุงรสชาติเข้มข้นจัดเป็นหลัก เมื่อพระภิกษุฉันไปเรื่อยๆ จากที่ไม่มีความเสี่ยงเจ็บป่วย พอผ่านไปสักระยะหนึ่งจะเริ่มมีอาการเจ็บป่วย จากที่มีอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย ก็เริ่มป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะพระภิกษุในไทยอายุเฉลี่ยเกิน 60 ปีขึ้นไปมีมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อพระภิกษุอายุมากและรับประทานอาหารหวานจัด มันจัด และเค็มจัด ย่อมเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ประกอบกับออกกำลังกายน้อย ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย

ความเคลื่อนไหวของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) โดยความร่วมมือของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สช. กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กรณีพระสงฆ์ไทยกำลังเผชิญกับภาวะสุขภาพที่เสื่อมลงจากอหารการกิน ซึ่งก่อให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ

รศ.ดร.ภญ.จงจิตร อังคทะวานิช ผู้จัดการโครงการขับเคลื่อนสงฆ์ไทยไกลโรคเพื่อการดูแลโภชนาการพระสงฆ์ในระดับประเทศ (สสส.) กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลพระสงฆ์ใน กทม. และในภาคอีสานพบว่า พระสงฆ์ใน กทม. และในเขตเมืองกว่าครึ่งมีความเสี่ยงต่อโรคอ้วน

โดยพระสงฆ์ใน กทม. 48% ของกลุ่มตัวอย่างมีภาวะอ้วนลงพุงมากกว่าชายใน กทม. 39% และชายทั่วประเทศ 28% ทั้งยังเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังที่สำคัญได้แก่ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง ส่วนจากการเก็บข้อมูลพระสงฆ์ในภาคอีสาน พบว่า พระสงฆ์ในเขตเมืองเสี่ยงต่อภาวะน้ำหนักเกินสูงกว่าในเขตนอกเมือง

“สาเหตุสำคัญมาจากอาหารใส่บาตรที่มีโปรตีนต่ำหรือได้รับเพียง 60% ของปริมาณโปรตีนที่ควรได้รับ ปริมาณใยอาหารมีระดับต่ำ จึงชดเชยด้วยการดื่มน้ำปานะที่มีน้ำตาลสูงถึง 7 ช้อนชา/วัน”

รศ.ดร.ภญ.จงจิตร ให้ข้อมูลต่อว่า จากการเก็บข้อมูลฝั่งฆราวาสพบว่า อาหารส่วนใหญ่ในการถวายพระมาจากการซื้ออาหารชุดใส่บาตร โดยมีหลักการเลือกอาหาร คือ ความสะดวกและราคา เลือกเมนูที่ผู้ล่วงลับชอบบริโภค ซึ่งเมนูหลักที่แม่ค้านิยม เช่น ไข่พะโล้ แกงเขียวหวาน หมูทอด และขนมหวาน ทำให้พระสงฆ์จำเป็นต้องฉันเพื่อให้ญาติโยมได้บุญ ไม่เสียศรัทธา

นอกจากนี้ ยังพบว่าพระสงฆ์ออกกำลังกายน้อยเพราะกลัวผิดพระธรรมวินัย โดยพบว่า ใน 1 วัน พระสงฆ์เดินเบาประมาณ 30 นาที ซึ่งน้อยกว่าชายไทยที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 100 นาที

“พระสงฆ์จึงเป็นกลุ่มบุคคลที่มีโอกาสในการส่งเสริมสุขภาพต่ำ ได้แก่ ขาดการบริโภคอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ ขาดการตรวจสุขภาพประจำปี และมีข้อจำกัดในการออกกำลังกาย ที่ผ่านมาจึงได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อร่วมกันออกแบบชุดความรู้สงฆ์ไทยไกลโรคในการให้ความรู้ความเข้าใจถึงการสร้างเสริมสุขภาพของพระสงฆ์”

พระธรรมวินัยเรื่อง “ฉันอาหาร”

ข้อมูลในพระไตรปิฎกฉบับประชาชน เกี่ยวกับ “โภชนวรรค” วรรคว่าด้วยการฉันอาหาร เป็นวรรคที่ 4 มี 10 สิกขาบท คือ สิกขาบทที่ 1 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามฉันอาหารในโรงพักเดินทางเกิน 1 มื้อ)

ภิกษุฉัพพัคคีย์ไปฉันอาหารในโรงพักเดินทาง ที่คณะเจ้าของเขาจัดอาหารให้เป็นทานแก่คนเดินทางที่มาพัก แล้วเลยถือโอกาสไปพักและฉันเป็นประจำ เป็นที่ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุพึงฉันอาหารในโรงพักเพียงมื้อเดียว ถ้าฉันเกินกว่านั้น ต้องปาจิตตีย์ ภายหลังทรงผ่อนผันให้ภิกษุไข้ ซึ่งเดินทางต่อไปไม่ไหวฉันเกินมื้อเดียวได้

สิกขาบทที่ 2 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามฉันอาหารรวมกลุ่ม)

พระเทวทัตเสื่อมลาภสักการะ จึงต้องเที่ยวขออาหารเขาตามสกุล ฉันรวมกลุ่มกับบริษัทของตน มนุษย์ทั้งหลายพากันติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุฉันอาหารรวมกัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ภายหลังทรงผ่อนผันให้เมื่อเป็นไข้ เมื่อถึงหน้าถวายจีวร เมื่อถึงคราวทำจีวร เมื่อเดินทางไกล เมื่อไปทางเรือ เมื่อประชุมกันอยู่มากๆ เมื่อนักบวชเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหาร

สิกขาบทที่ 3 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามรับนิมนต์แล้วไปฉันอาหารที่อื่น)

กรรมกรผู้ยากจนคนหนึ่งนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขไปฉันที่บ้าน ภิกษุทั้งหลายไปเที่ยวบิณฑบาตฉันเสียก่อน (อาจจะเกรงว่าอาหารเลวหรือไม่พอฉัน) เมื่อไปฉันที่บ้านกรรมกรคนนั้นจึงฉันได้เพียงเล็กน้อย (เพราะอิ่มมาก่อนแล้ว) ความจริงอาหารเหลือเฟือ เพราะชาวบ้านรู้ข่าวเอาของไปช่วยมาก พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า เป็นอาบัติปาจิตตีย์ เพราะรับนิมนต์แล้วไปฉันอาหารรายอื่นก่อน ภายหลังทรงผ่อนผันให้ในยามเจ็บไข้ ในหน้าถวายจีวร ในคราวทำจีวร มอบให้ภิกษุอื่นฉันในที่นิมนต์แทน

สิกขาบทที่ 4 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามรับบิณฑบาตเกิน 3 บาตร)

มารดานางกาณาทำขนมไว้จะให้บุตรีนำไปสู่สกุลแห่งสามี ภิกษุเข้าไปรับบิณฑบาตแล้วกลับบอกกันต่อไปให้ไปรับ นางจึงถวายจนหมด แม้ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ที่ทำขนมก็เกิดเรื่องทำนองนี้ จนบุตรีของนางกาณาไม่ได้ไปสู่สกุลสามีสักที ทำให้เกิดความเสียหายแก่บุตรีของนาง พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุเข้าไปสู่สกุล ถ้าเขาปรารถนาด้วยขนมหรือด้วยข้าวสัตตุผง เพื่อนำไปได้ตามปรารถนา พึงรับเพียงเต็ม 2-3 บาตร ถ้ารับเกินกว่านั้น ต้องปาจิตตีย์ ทางที่ชอบ ภิกษุรับ 2-3 บาตรแล้ว พึงนำไปแบ่งกับภิกษุทั้งหลาย

สิกขาบทที่ 5 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามฉันอีกเมื่อฉันในที่นิมนต์เสร็จแล้ว)

ภิกษุรับนิมนต์ไปฉันบ้านพราหมณ์คนหนึ่ง แล้วบางรูปไปฉันที่อื่นหรือไปรับบิณฑบาตอีก พราหมณ์ติเตียน แสดงความน้อยใจ จึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุฉันเสร็จแล้วบอกไม่รับอาหารที่เขาเพิ่มให้แล้ว เคี้ยวหรือฉันของเคี้ยวของฉัน ต้องปาจิตตีย์ ภายหลังทรงอนุญาตให้ฉันอาหารที่เป็นเดนได้

สิกขาบทที่ 6 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามพูดให้ภิกษุที่ฉันแล้วฉันอีกเพื่อจับผิด)

ภิกษุรูปหนึ่งรู้ว่า ภิกษุอีกรูปหนึ่งฉันในที่นิมนต์เสร็จแล้ว แกล้งแค่นไค้ให้ฉันอาหารอีก เพื่อจับผิดเธอ (ตามสิกขาบที่ 5) พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ทำเช่นนั้น

สิกขาบทที่ 7 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล)

ภิกษุพวก 17 ฉันอาหารในเวลาวิกาล พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ฉันอาหารในเวลาวิกาล (ตั้งแต่เที่ยงไปจนรุ่งอรุณ)

สิกขาบทที่ 8 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามฉันอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน)

พระเวลัฏฐสีสะเก็บข้าวตากไว้ฉันในวันอื่น พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ฉันอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน

สิกขาบทที่ 9 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามขออาหารประณีตมาเพื่อฉันเอง)

ภิกษุฉัพพัคคีย์ขออาหารประณีต คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม มาเพื่อฉันเอง เป็นที่ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ทำเช่นนั้น เว้นไว้แต่อาพาธ

สิกขาบทที่ 10 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามฉันอาหารที่มิได้รับประเคน)

ภิกษุรูปหนึ่งไม่ชอบรับอาหารที่มนุษย์ถวาย จึงไปถือเอาเครื่องเซ่น ที่เขาทิ้งไว้ตามสุสานบ้าง ตามต้นไม้บ้าง ตามหัวบันไดบ้าง มาฉัน เป็นที่ติเตียนของคนทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ฉันอาหารที่เขามิได้ให้ (ประเคน) เว้นไว้แต่น้ำและไม้สีฟัน

พระราชวรมุนี รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวว่า แม้อาหารบิณฑบาตจะเลือกไม่ได้ แต่สามารถพิจารณาฉันอาหารที่ดีต่อร่างกายตนได้ โดยพระธรรมวินัย พระพุทธเจ้าให้พระสงฆ์เป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ฉันอาหารพอสมควร และพระสงฆ์ไม่สามารถออกกำลังกายเหมือนฆราวาส เพราะพระภิกษุต้องประพฤติตนสำรวม โดยเฉพาะในละแวกบ้านหรือเขตชุมชนตามหลักเสขิยวัตร

“แต่มีหลักกิจวัตร 10 ประการที่พระพุทธเจ้าอนุญาต ซึ่งถือเป็นการออกกำลังกาย เช่น การเดินบิณฑบาต กวาดลานวัด ทำความสะอาดวัด เดินจงกลม ตัดต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ เพื่อขยับร่างกาย รวมถึงแกว่งแขนลดพุงลดโรค ซึ่งทำได้ในพื้นที่วัด ในช่วงจำพรรษาจึงอยากให้พระสงฆ์หันมาดูแลสิ่งของภายในวัด ซึ่งถือเป็นการออกกำลังกายในลักษณะการทำความสะอาด ดูแลงานสาธารณูปการในวัด และฉันอย่างพิจารณา”

พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า จากมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ส่งผลให้เกิดมติมหาเถรสมาคม เรื่อง “พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ” โดยจะมีการขับเคลื่อนร่วมกันต่อไป คือ ความร่วมมือในการพัฒนาธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ เพื่อเป็นเครื่องมือปฏิบัติสำหรับพระสงฆ์ ฆราวาส และหน่วยบริการสุขภาพในการสร้างเสริมสุขภาพที่นำเอาหลักพระธรรมวินัยเป็นตัวนำ และใช้ความรู้ทางสุขภาพเป็นตัวเสริม

ซึ่งในธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์จะมี 3 มิติที่เกี่ยวข้องโดย สช. จะร่วมสนับสนุนการจัดทำและขับเคลื่อนธรรมนูญฯ โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม และแผนเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ก่อนเสนอต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อเห็นชอบ และประกาศให้ภาคีเครือข่ายรับทราบในสมัชชาสุขภาพครั้งที่ 10 ในเดือน ธ.ค. นี้

บุญเชิด กิตติธรางกูร ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า เป็นครั้งแรกและเป็นมิติใหม่ในการขับเคลื่อนสุขภาวะพระสงฆ์อย่างเป็นรูปธรรม

“หลังจากธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติประกาศใช้แล้วจะมีการเสนอไปยังที่ประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนในพระสงฆ์ร่วมกันทั่วประเทศเพื่อให้พระสงฆ์ตระหนักในการดูแลสุขภาพตนเอง หลักปฏิบัติที่ถูกต้องของฆราวาส รวมถึงการส่งเสริมให้พระสงฆ์เป็นผู้นำทางสุขภาพ ซึ่งจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างโลกของสงฆ์และหน่วยบริการสุขภาพในพื้นที่ในการดูแลสุขภาพพระสงฆ์อย่างเป็นระบบ”

นพ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร สสส. กล่าวว่า สสส. มีตัวอย่างการทำงานที่เป็นรูปธรรมเชิงพื้นที่ และทำงานเชิงรุกในมหาวิทยาลัยสงฆ์ โดยทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ให้พระนิสิตมีความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาพระในฐานะนักสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promoter) ด้วยการพัฒนาขีดความสามารถของคณะสงฆ์เพื่อเป็นแกนนำเสริมสร้างสุขภาวะตามแนวพระพุทธศาสนา

“ปัจจุบันมีพื้นที่เรียนรู้ระหว่างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและคณะสงฆ์ทั้งสิ้น 20 จังหวัด ทำให้เกิดชุดความรู้ในการสร้างเสริมสุขภาพของพระสงฆ์ที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย รวมถึงร่วมกับกลุ่มพระสังฆะในการจัดการความรู้ให้ฆราวาสเรื่องสุขภาวะพระสงฆ์ ผ่านโครงการสร้างพระธรรมทายาทนักพัฒนาสร้างเสริมสังคมสุขภาวะ เป็นต้น”

“ปิ่นโตสุขภาพ” ทุ่งตะโกโมเดล จ.ชุมพร

นวัตกรรมออกแบบสุขภาพความสุข อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร มีการบูรณาการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการจัดการบริการสุขภาพที่มีความเข้มแข็งของเครือข่าย เชื่อมระบบตั้งแต่ระดับอำเภอไปสู่ชุมชน ด้วยนวัตกรรมการบริหารที่เรียกว่า “ทุ่งตะโกโมเดล”

นวัตกรรมความร่วมมือที่เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพให้รุดหน้า รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยหัวใจหลักของระบบการทำงานนั้น ประกอบด้วย คนทั้ง 5 ช. คือ คนชง เป็นคนที่พบเจอปัญหา คนชู คือผู้เป็นประธานการทำงานนั้น คนช่วย คือผู้ที่สามารถให้ความร่วมมือช่วยเหลือ คนเชียร์ คือคนที่เป็นแรงสนับสนุนให้กำลังใจ ส่วนสุดท้าย คนชิม คือประชาชนที่ได้รับผลแห่งความสุขนั้นทุ่งตะโกโมเดล

โดยได้ริเริ่มมาเป็นเวลา 9 ปี ทำให้เห็นการทำงานเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากขึ้น ผ่านงานด้านเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนของโรงพยาบาลทุ่งตะโก การสนับสนุนจากเทศบาลทุ่งตะโก สาธารณสุข และความร่วมมือจากภาคประชาชน ที่ในอดีตต่างฝ่ายต่างทำงานแค่ในส่วนของตน แต่วันนี้การทำงานร่วมกันภายใต้ทุ่งตะโกโมเดลนั้น ทำให้เกิดผลสำเร็จ

ประชาชนในพื้นที่มีชีวิตที่ดีขึ้น ได้รับความช่วยเหลือที่อย่างทั่วถึง การส่งเสริมเรื่องสุขภาพและอาหารปลอดภัยที่เข็มแข็ง ตลอดจนกระทั่งการบูรณาการความรู้ไปสู่โรงเรียน เพื่อต่อยอดความรู้ความเข้าใจในการดูแลสุขอนามัยโดยเริ่มต้นจากเยาวชน รากแก้วที่พร้อมจะเติบโตเป็นต้นไม้แห่งความหวังของชุมชนต่อไป

นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ ที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ทุ่งตะโกโมเดล จ.ชุมพร ถือเป็นตัวอย่างธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ในพื้นที่ จากปัญหาสุขภาพพระสงฆ์ทำให้ชาวบ้านมาพูดคุยกันและเกิดกติกา “ปิ่นโตสุขภาพ” เวลาใส่บาตรจะต้องเอาเมนูสุขภาพใส่ในปิ่นโตถวายพระ และพระในชุมชนก็เป็นนักส่งเสริมสุขภาพ ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจะมีการจัดการความรู้ที่ถูกต้อง รวมทั้งการออกกำลังกายของพระสงฆ์เพื่อให้เกิดความรู้ร่วมกัน

พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ

ในการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีการติดตามมติสมัชชาแห่งชาติเรื่อง “พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ” โดยมอบหมายให้กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหน่วยงานหลักไปปรับแผนยุทธศาสตร์ชาติพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ ให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือน และนำเสนอต่อที่ประชุม คมส. โดยให้ยึดหลักการสำคัญ 3 เรื่อง คือ

1.พระสงฆ์กับการดูแลสุขภาพตนเองตามหลักพระธรรมวินัย

2.ชุมชนและสังคมกับการดูแลอุปัฏฐากพระสงฆ์ตามหลักพระธรรมวินัย

3.บทบาทพระสงฆ์กับการเป็นแกนนำด้านสุขภาวะของชุมชนและสังคม

ทั้ง 3 เรื่อง เป็นแนวทางที่คณะทำงานขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ สำนักอนามัยผู้สูงอายุ กรมอนามัย และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ร่วมกันวางไว้

“ต้องการเร่งรัดให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการระยะ 1 ปีรองรับยุทธศาสตร์ฯ  เพราะการเดินหน้าเรื่องนี้ ต้องเร็ว ต้องทำแผนให้ชัดว่าใน 1 ปีจะทำอะไร จะเกิดผลอะไรได้บ้าง และต้องให้สะเทือนทั้งสังคม” นพ.ปิยะสกล กล่าว

ประธาน คมส. กล่าวต่อว่า ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก

“สมเด็จพระสังฆราช ท่านยังเป็นตัวอย่างได้อย่างดีในการดูแลสุขภาพ ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีในการขับเคลื่อนประเด็นสุขภาวะพระสงฆ์ โดยที่ผ่านมา มหาเถรสมาคมได้บรรจุเรื่องวัดส่งเสริมสุขภาพและธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติเข้าสู่แผนงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์”

สถานการณ์ความคืบหน้าล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ เพื่อให้การขับเคลื่อนสุขภาวะพระสงฆ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะนี้อยู่ระหว่างออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อตั้งคณะกรรมการอย่างเป็นทางการต่อไป

“การขับเคลื่อนเรื่องนี้จะสำเร็จได้ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน เพราะเป็นเรื่องความเชื่อและพฤติกรรมด้วยในการตักบาตร หรือใส่บาตรอาหาร รวมถึงถวายภัตตาหารให้กับพระสงฆ์ ที่มุ่งอุทิศให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วได้รับ เป็นต้น และเห็นว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องปรึกษากับมูลนิธิโรงพยาบาลสงฆ์ด้วย ให้ปรับระเบียบกองทุนให้ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ได้ เพราะจะช่วยลดพระสงฆ์อาพาธ ลดภาระของการรักษาพยาบาลได้อย่างดี”

นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา ผู้อำนวยการสำนักอนามัยผู้สูงอายุ กรมอนามัย กล่าวว่า 2 แนวทางหลักที่กรมอนามัยขับเคลื่อน ประกอบด้วย

1.โครงการพัฒนาวัดส่งเสริมสุขภาพ ที่ทำอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี กลไกหลักเป็นการอบรมพระอาสาสมัครสุขภาพประจำวัด (พระ อสว.) แต่พบว่าทำไปได้เพียง 3,000 วัด จาก 30,000 วัด ขึ้นอยู่กับการให้ความสำคัญของเจ้าอาวาสของแต่ละวัดเป็นหลัก

และ 2.ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ที่อยู่ระหว่างการยกร่าง เพื่อนำไปรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศต่อไป

 

ภิกษุสงฆ์อาพาธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 09:30…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513804

ภิกษุสงฆ์อาพาธ

โดย พรเทพ เฮง

พระสงฆ์ที่บวชเข้ามาพระธรรมวินัย แม้บางรูปจะได้บรรลุธรรมชั้นสูง แต่ก็หาหลีกเลี่ยงความเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตไปได้ไม่ ในบาลีพระไตรปิฎก จึงพบเหตุการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับความเจ็บไข้ได้ป่วย ตลอดวิธีการเยียวยารักษาความเจ็บไข้ได้ป่วยเหล่านั้น

พระไตรปิฎก เล่มที่ 5 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 5 มหาวรรค ภาค 2 เรื่องพระอาพาธโรคท้องร่วงได้กล่าวถึง องค์ของภิกษุอาพาธที่พยาบาลได้ยาก5 อย่าง องค์ของภิกษุอาพาธที่พยาบาลได้ง่าย 5 อย่าง องค์ของภิกษุผู้ไม่เข้าใจพยาบาล 5 อย่าง องค์ของภิกษุผู้เข้าใจพยาบาล 5 อย่าง ซึ่งเป็นพระธรรมวินัยในหมู่ภิกษุสงฆ์มาจนถึงปัจจุบันนี้

เมื่อพิจารณาหลักฐานโดยภาพรวมเท่าที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า การแพทย์สมัยพุทธกาลนับว่ามีความเจริญก้าวหน้าพอสมควร การแพทย์สมัยพุทธกาล มีวิธีการรักษาตามความหลากหลายของโรค

ทั้งการดูแลป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บเบื้องต้น ตามหลักการที่สำคัญของพระพุทธศาสนาที่สอนว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ และสมณธรรมจะเป็นไปได้ด้วยดี ก็ด้วยมีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน

วิธีการรักษา หมายถึง การลงมือบำบัด ขจัด ปัดเป่าความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นๆ ด้วยวิธีการต่างๆ คือรักษาโดยการวิธีการทางการแพทย์ ความเจ็บไข้ได้ป่วยของพระภิกษุที่มีหลักฐานจารึกไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฎก มีทั้งระดับธรรมดาระดับปานกลาง กระทั่งระดับรุนแรง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เวลานั้น การรักษาส่วนใหญ่ก็ใช้ยา

อย่างไรก็ตาม ยาเหล่านี้สามารถช่วยป้องกันและบรรเทาความเจ็บไข้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ในกรณีที่อาการหนักก็ได้แต่ดูแลกันตามมีตามเกิดช่วยได้ก็มี ช่วยไม่ได้ต้องปล่อยให้ตายไป

การรักษาโดยการสวดพระปริตรให้ฟัง การสวดพระปริตร หมายถึงการใช้บทสวดต่างๆ สาธยายให้คนป่วยฟัง กรณีดังกล่าวนี้ พบทั้งกรณีการสวดให้ฆราวาสญาติโยมฟัง การสวดให้พระภิกษุด้วยกันฟัง รวมกระทั่งการสวดให้พระพุทธเจ้าฟัง

การสวดในลักษณะดังกล่าว ส่งผลหลายลักษณะ เช่น ในรายที่อาการหนักไม่ไหว ไม่รอดแล้ว ก็ถือเป็นการช่วยประคองจิตให้อยู่ในฐานะที่ควร ที่เหมาะสมอย่างน้อยก็พอจะประกันได้ว่า หากตายไปในสภาพจิตแบบนี้ ไม่ไปสู่ทุคติแน่นอนข้อนี้ได้กลายมาเป็นแบบแผนสำหรับการปฏิบัติของชาวพุทธในปัจจุบัน

ในรายที่เป็นพระสงฆ์สาวก ท่านได้รับการฝึกจิตมาดีแล้ว ท่านมีพลังจิตสูงการสวดพระปริตร จะส่งผลให้ท่านหายจากอาการป่วยไข้ได้ การรักษาโรคด้วยการสวดพระปริตรให้ฟังจึงพบเห็นได้บ่อยทั้งในคัมภีร์พระไตรปิฎก และคัมภีร์อรรถกถา เรียกพระสูตรนี้ว่า มหากัสสปะโพชฌงคะสูตร มหาโมคคัลลานะโพชฌงคะสูตร และมหาจุนทะโพชฌงคะสูตร

นอกจากพระสูตรดังกล่าวแล้ว ยังมีพระสูตรอื่นๆ ที่บันทึกหลักฐานการใช้พระปริตรสวดเพื่อบรรเทาอาการอาพาธ เช่น ในคิริมานนทะสูตร ซึ่งในพระสูตรนี้ใช้บทสวดที่เกี่ยวข้องกับไตรลักษณ์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ป่วยคลายความยึดมั่นถือมั่นในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ปัจจุบันภิกษุสงฆ์อาพาธมาจากโรคเรื้อรังที่กินอาหารล้นโภชนาการและกำลังกลายเป็นวิกฤตสุขภาพอยู่ในทุกวันนี้

 

Smart and stylish in a trench coat

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30320225

Smart and stylish in a trench coat

lifestyle July 08, 2017 11:45

By The Nation

Burberry is celebrating its iconic trench coat with an in-store experience at its Siam Paragon store.

Burberry is celebrating its iconic trench coat with an in-store experience at its Siam Paragon store. Running from Monday (July 10) to July 23 July, the exhibition presents the history of the brand since its establishment in 1856 and the evolution of the Burberry trench coat, showcasing the expert craftsmanship behind it. On display is Burberry gabardine, the enduring weatherproof fabric from which the Burberry trench coat is made and which was invented by Thomas Burberry, along with trench coat imagery from the Burberry Archive, replica Burberry Archive garments and archival trench coats from past runway collections showcasing the evolution of the trench coat over the years.

The second zone showcases the detailed construction of the iconic design. Customers will have the opportunity to monogram their own trench coat with two letters in hand-applied goldwork cording.

“The Portrait Studio”, a purpose-built photography set, first introduced at Maker’s House as part of the Burberry February 2017 show, will also be in-store. The Portrait Studio will allow visitors to become part of the new February collection experience, with the opportunity to share their images through social media.

Also available in-store is Burberry’s latest February collection, first unveiled in full on the runway as part of London Fashion Wee earlier this year. All menswear and womenswear looks are available to purchase in-store and online globally.