ทำงานเกี่ยวกับสารเคมีเสี่ยงมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/495769

ทำงานเกี่ยวกับสารเคมีเสี่ยงมะเร็ง

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

ปัจจุบัน ชีวิตการทำงาน มีโอกาสเสี่ยงกับมลภาวะและสารพิษ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสารเคมี มีโอกาสสัมผัสสารก่อมะเร็ง ผ่านการสูดดมและสัมผัสทางผิวหนังแนะหลีกเลี่ยงด้วยการสวมชุดป้องกัน หรือปฏิบัติงานในที่อากาศถ่ายเท

ร.ต.นพ.วิวัฒน์ เอกบูรณะวัฒน์ ที่ปรึกษาด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และพิษวิทยา บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ (N Health) เปิดเผยว่า ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับโรงงานอุตสาหกรรมที่มีสารเคมีชนิดต่างๆ มีโอกาสสูงที่จะสัมผัสกับสารเมทธิล ไอโซบิวทิล คีโตน (MIBK) ที่มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี มีกลิ่นหอมหวาน ติดไฟและระเหยเป็นไอได้ นิยมใช้เป็นตัวทำละลาย ได้แก่ การผลิตสี น้ำมันเคลือบเงา แล็กเกอร์ หมึก สีสเปรย์ กาว ไนโตรเซลลูโลส เทปแม่เหล็ก สารกึ่งตัวนำ และผลิตภัณฑ์อุดรอยรั่ว นอกจากนี้ยังใช้สำหรับการล้างคราบมันบนผิวโลหะ มีโอกาสเสี่ยงโรคมะเร็ง เนื่องจากสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ได้บรรจุสาร MIBK อยู่ในกลุ่มของสารที่อาจจะเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์

สำหรับผู้ที่ทำงานตามโรงงานอุตสาหกรรม อาจสัมผัสสาร MIBK ได้ผ่านทางการสูดดมไอระเหย และการสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง ในกรณีที่สูดดมไอระเหยของ MIBK เข้าไป อาจทำให้มีอาการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจ และถ้าสูดดมในปริมาณที่มีความเข้มข้นสูง สารนี้จะไปกดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ อาเจียน ท้องเสีย เบื่ออาหาร เซื่องซึม จนกระทั่งนอนไม่หลับ หากสัมผัสโดยตรงทางผิวหนังหรือดวงตา จะทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณที่สัมผัส และเป็นอันตรายต่อระบบประสาทรับความรู้สึกได้เช่นกัน  นอกจากนี้ยังทำให้ตับโตได้อีกด้วย

ข้อแนะนำหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมใส่ชุดป้องกัน และสวมอุปกรณ์ปกป้องดวงตา หลีกเลี่ยงการสูดดมไอระเหย ใช้สารดังกล่าวเฉพาะภายนอกอาคารหรือในพื้นที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี ล้างมือทุกครั้งหลังจากปฏิบัติงานกับสารดังกล่าว หากสัมผัสให้รีบล้างออกด้วยน้ำทันที ถ้ารู้สึกผิดปกติให้ปรึกษาแพทย์โดยทันที

สำหรับการตรวจวิเคราะห์การสัมผัส MIBK ทางห้องปฏิบัติการนั้น องค์กรนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมภาครัฐแห่งอเมริกา (ACGIH) ได้กำหนด ดัชนีชี้วัดการสัมผัสทางชีวภาพ (BEI) และค่าอ้างอิงสำหรับการตรวจประเมินการสัมผัส MIBK (ค.ศ. 2017) ไว้ดังนี้ Methyl Isobutyl Ketone ในปัสสาวะหลังเลิกกะ (End of Shift) = 1 mg/L โดยห้องปฏิบัติการทางพิษวิทยา  (Toxicology)  ของ N Health พร้อมให้บริการตรวจวิเคราะห์สาร Methyl Isobutyl Ketone (MIBK) ในปัสสาวะ (BEI of MIBK Exposure) ด้วยเทคนิค Gas Chromatography-Mass Spectrometry with Headspace Sampler (HS-GC-MS) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ให้ผลการตรวจวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพสูงและน่าเชื่อถือ

 

 

Half Lotus Tree Pose (Ardha Padmasana Vrksasana)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/495768

Half Lotus Tree Pose (Ardha Padmasana Vrksasana)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

อาสนะท่านี้ช่วยเปิดสะโพกไปพร้อมๆ กับการทรงตัว พร้อมทั้งเพิ่มความยืดหยุ่นที่ข้อเท้าและหัวเข่า รวมทั้งยังสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหน้าท้องอีกด้วย (Oblique Muscles)

การฝึกท่านี้ให้ดี ให้เริ่มไล่พลังงานจากฝ่าเท้า เพราะเท้าสัมผัสพื้นโลก จึงเป็นฐานในท่าอาสนะยืน พลังงานจะไล่จากรากฐานฝ่าเท้าขึ้นมาสู่กระโหลกศีรษะ กระจายน้ำหนักลงส้นเท้า จมูกเท้าฝั่งนิ้วโป้ง ไล่ไปจนถึงจมูกเท้าฝั่งนิ้วก้อย เราจะรู้สึกถึงความมั่นคง และสามารถค้างท่าอาสนะได้อย่างสมดุล

วิธีปฎิบัติ

1.เริ่มต้นด้วยท่าภูเขา ไล่จากฝ่าเท้าสู่ด้านบน เก็บหางแต่พอดี (มูลพันธะ) ซี่โครงยืด หน้าอกเปิด ไหล่ตกไปด้านหลัง มือวางข้างลำตัวให้สบาย ตำแหน่งศีรษะอยู่ตามแนวตรงแบบสมดุลกับกระดูกต้นคอ

2.หายใจเข้า ยกขาซ้ายขึ้นมา ยกจากข้อต่อสะโพก กระดูกปลายนิ้วเท้า ใช้มือประคองขา

3.หายใจออก ใช้มือขวาประคองฝ่าเท้า มือซ้ายประคองต้นขา

4.หายใจเข้า นำขาซ้ายขึ้นมาวางที่ต้นขาขวาเพื่อเข้าท่าในท่าครึ่งดอกบัว

5.หายใจออก กดหัวเข่าซ้ายลง แล้วปล่อยมือซ้ายออกวางที่ต้นขาส่วนมือขวายังคงจับฝ่าเท้าไว้

6.หายใจเข้ายกมือซ้ายขึ้นแนบใบหู

7.หายใจออก ส่งมือขวาขึ้นมาระดับไหล่ วาดแขนซ้าย เหนือศีรษะ หันหน้าไปทางด้านขวา จากนั้น ค้างท่า ทรงตัวประมาณ 5 ลมหายใจ ไปจนถึง 1 นาที จากนั้นค่อยๆ ลดขาลง คลายท่า แล้วลองฝึกสลับข้าง

*นักเรียนสามารถออกแบบแขน ได้อย่างอิสระ หรือจะทำปางมือ (Hand Mudra) แบบไหนก็ได้*

 

เซิร์ฟเซตไทยแลนด์ เครื่องเล่นสร้างซิกซ์แพ็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/495765

เซิร์ฟเซตไทยแลนด์ เครื่องเล่นสร้างซิกซ์แพ็ก

โดย…กั๊ตจัง ภาพ : เซิร์ฟเซตไทยแลนด์/ทวีชัย ธวัชปกรณ์

 ลึกเข้าไปในซอยสุขุมวิท 49 ห้องออกกำลังกายเล็กๆ ในอาคารพิมาน 49 ไม่ไกลจากบีทีเอสทองหล่อมากนัก เป็นที่ตั้งของสถานที่ออกกำลังกายสุดชิกอย่างเซิร์ฟเซต (Surfset) การออกกำลังกายแนวใหม่ที่ช่วยให้ได้ออกกำลังกายในแบบที่ไม่เหมือนใคร และน้อยนักที่จะทำได้เหมือนกับการเล่น “เซิร์ฟเซต”

เซิร์ฟเซต พัฒนามาจากกีฬาเซิร์ฟบอร์ด ที่ช่วยให้ร่างกายได้พัฒนากล้ามเนื้อแกนกลางเพื่อเสริมความสามารถในการเล่นกีฬาชนิดอื่นๆ เพราะการที่มีกล้ามเนื้อแกนกลางที่แข็งแรง จะช่วยให้มีบาลานซ์ในการเล่นกีฬาชนิดอื่นๆ ได้ดีขึ้น แต่ถ้าจะให้ขึ้นไปยืนเล่นเฉยๆ คงไม่สนุก ทางเซิร์ฟเซต ไทยแลนด์ จึงพัฒนาคลาสการออกกำลังกายสุดคูลที่ช่วยละลายไขมันได้อย่างดีเยี่ยม

แค่ขึ้นไปยืนเฉยๆ ใครๆ ก็ทำได้ แต่พอลองออกท่าทางแค่ย่อขาลงเท่านั้นล่ะ ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าจะล้มเสียให้ได้ ไม่ใช่เพราะว่าไม่ได้ฝึกทรงตัวมา แต่เพราะกล้ามเนื้อแกนกลาง โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องและรอบเอวนั้นไม่แข็งแรงพอ ก็คงเป็นอย่างที่ว่า เพราะจับมาก็มีแต่ชั้นไขมันหนาเตอะ

 การเล่นเซิร์ฟเซตจะใช้อุปกรณ์คือ เครื่องเซิร์ฟเซต เป็นเซิร์ฟบอร์ดที่ตั้งอยู่บนลูกบอล 3 ลูก รัดด้วยเชือกอย่างดีมีความแข็งแรงรับน้ำหนักได้มาก เมื่อยืนบนนี้จะให้ความรู้สึกคล้ายกับการเล่นเซิร์ฟบอร์ด แต่ครูฝึกก็แนะนำว่าให้ความรู้สึกคล้ายกันก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นตรงนี้แล้วจะไปเล่นเซิร์ฟบอร์ดได้เลย เพราะเวลาออกทะเลจริงๆ จะมีแรงลม แรงคลื่นเป็นตัวแปรสำคัญ ไม่เหมือนกับบอร์ดที่อยู่บนพื้นนิ่งๆ

แต่ถ้าจะเล่นเพื่อเสริมความแข็งแรงในการเล่นเซิร์ฟบอร์ด หรือเล่นกีฬาอื่นๆ อันนี้ตอบโจทย์มาก รับรองว่านอกจากจะได้ทักษะการทรงตัวที่ดีแล้ว ยังได้ในเรื่องของซิกซ์แพ็กมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวอีกด้วย เพราะการเล่นยังมีอุปกรณ์อื่นๆ ที่เสริมในการเล่น เช่น เชือก ดัมเบล และอื่นๆ เข้ามาช่วยทำให้การเล่นเซิร์ฟเซตมีความหลากหลายมากขึ้น

โดยแบ่งสิ่งที่จะได้จากการเล่นเซิร์ฟเซตก็คือเรื่องของบาลานซ์ เป็นการฝึกการทรงตัวบนบอร์ดซึ่งส่งผลโดยตรงกับการฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางของร่างกาย ช่วยควบคุมเรื่องการทรงตัว ต่อมาคือการเบิร์น ในการเล่นเซิร์ฟเซตต่อครั้งประมาณ 1 ชั่วโมง ร่างกายจะเผาผลาญแคลอรีสูงถึง 500-900 แคลอรี

 การเบลนด์ ระหว่างการเล่นอาจจะได้ฝึกโยคะ จากที่คิดว่าเจ๋ง เมื่อมาอยู่บนนี้รับรองว่าไปไม่เป็นสักราย และสุดท้ายคือบิวด์ การเล่นเซิร์ฟเซตก็เหมือนกับการออกกำลังกายแบบอื่นๆ เล่นแล้วหุ่นดีกระชับแบบชิลๆ แถมยังรู้สึกเหนื่อยน้อยกว่า เพราะมีความสนุกปนฮาเข้ามาระหว่างการเล่นเสมอ

ใครสนใจก็ลองเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.surfsetthailand.com

 

 

โอกาสเป็นงูสวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/494814

โอกาสเป็นงูสวัด

โดย…ศ.นพ.ดร.ประวิตร อัศวานนท์ หัวหน้าสาขาตจวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ช่วงนี้มีหลายคนมาปรึกษา หรือเล่าให้ฟังว่าคนนั้นคนนี้เป็น “งูสวัด”

แล้วก็มีคำถามว่าเป็นโรคติดต่อหรือไม่ เป็นแล้วเป็นซ้ำได้ไหม หรือคำถามยอดฮิตว่า ถ้ามันพันรอบตัวจะตายหรือไม่

เลยขอถือโอกาสเล่าเรื่องนี้ให้ฟังกันสักหน่อยนะครับ

งูสวัด (Herpes Zoster) (ไม่ใช่สวัสดิ์ นะครับ) เป็นโรคที่มีมานานแล้ว เกิดจากเชื้อไวรัสตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดอีสุกอีใสหรือสุกใสตอนเราเด็กๆ นั่นละครับ (Varicella Zoster Virus)

พอเราเป็นสุกใส ถึงแม้ผื่นจะหายหมดแล้ว แต่เชื้อโรคสุกใสนี้จะยังซ่อนอยู่ในตัวเรานะครับ ปกติเชื้อจะซ่อนอยู่ใน “ปมประสาท” ของเรา อยู่เฉยๆ ไม่ทำอันตราย ไม่มีอาการผิดปกติและไม่สามารถแพร่ไปยังผู้อื่นได้

การที่เชื้อโรคสุกใสอยู่เฉยๆ ได้ ก็เพราะภูมิต้านทานของเราควบคุมเขาอยู่ แต่พอเราอายุมากขึ้นภูมิต้านทานเกิดลดลง ไม่ได้แปลว่าเราเป็นเอดส์หรือภูมิคุ้มกันหายไปถึงจะเป็นโรคนี้ได้นะครับ แต่หมายถึงภูมิเฉพาะที่เอาไว้ต้านเชื้อนี้เกิดลดลง เชื้อก็จะออกมาทางเส้นประสาท

แต่ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันลดลงหรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ก็มีโอกาสจะเกิดภาวะนี้มากขึ้น เส้นประสาทคนเรานั้นซ้ายก็ชุดหนึ่ง ขวาก็ชุดหนึ่ง เพราะฉะนั้นเวลาเชื้อออกมาจนถึงปลายประสาท ก็เลยมีลักษณะเป็นแถบๆ เป็นแนวๆ เห็นเป็นผื่น เป็นตุ่มน้ำใสๆ ข้างซ้ายหรือขวา ตามแนวของเส้นประสาท (Dermatome) โดยไม่ข้ามแนวกลางลำตัว เพราะฉะนั้นข่าวลือ (ของคนไทย) ว่าผื่นจะพันรอบตัว เพราะมีชื่อว่า “งู” นั้นจึงเป็นไปไม่ได้นะครับ

คราวนี้ความยากในการวินิจฉัยก่อนจะเห็นผื่น ก็คือระหว่างเชื้อโรคกำลังเดินทางออกจาก “ปม” ประสาท มาตามเส้นประสาทจนมาถึงผิวหนังนั้นน่ะ หลายๆ ท่านก็จะมีอาการปวดโดยยังไม่มีผื่น เพราะฉะนั้นถึงได้ยินกันบ่อยๆ  ว่าบางท่านปวดเหมือนปวดฟันมาก่อน ปวดท้องมาก่อน (จนไปโดนผ่าไส้ติ่งมาก็มี) หรือปวดคอต้องไปดึงคอ

ต่อมามีผื่นขึ้นถึงได้รู้ว่า อ๋อ…อาการทั้งหมดนั้นมาจากงูสวัดนั่นเอง โดยอาการปวดนี้มักมีอาการนำมาก่อนที่จะมีผื่นขึ้นหลายๆ วันได้ หลังจากนั้นก็จะมีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้น ซึ่งมักจะคงอยู่ประมาณ 5-7 วันครับ โดยงูสวัดนั้นเป็นแล้วหายเองนะครับ พอภูมิเราเริ่มกลับขึ้นมาจนคุมเขาได้ เขาก็จะแห้งไป แล้วตกสะเก็ดจนหายไปภายในเวลา 2-4 สัปดาห์

ข้อดี คือ มักจะไม่ค่อยเป็นซ้ำอีก ไม่เหมือนเริม ซึ่งเกิดจากไวรัสญาติๆ กัน บางท่านอาจเป็นซ้ำได้สักครั้งหนึ่ง แต่เป็น 3-4 รอบนี้ค่อนข้างพบน้อยมากครับ ผู้ป่วยส่วนน้อยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันไม่ดี อาจมีภาวะที่มีการติดเชื้อกระจายไปทั่วร่างกายได้ โดยจะพบว่ามีการกระจายของผื่นออกไปยังส่วนอื่นๆ และอาจพบที่ร่างกายอีกด้านได้

ปัญหาสำคัญของงูสวัดก็คือ ถ้าเป็นตอนอายุมากๆ ถึงแม้ผื่นหายแล้วก็ยังมีอาการปวดแปลบๆ คล้ายๆ ไฟชอร์ตได้อีกหลายเดือน (Post Herpetic Neuralgia) แต่ก็จะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ ตามเวลา และหายสนิทในที่สุดนะครับ

งูสวัดนี่ติดต่อไม่ง่ายเหมือนสุกใสนะครับ ถึงแม้จะเกิดจากเชื้อตัวเดียวกัน เพราะเชื้อจะอยู่ในตุ่มน้ำเท่านั้น ไม่เหมือนตอนเป็นสุกใสซึ่งเชื้ออยู่ในเลือด และบรรดาน้ำมูก น้ำลายทั้งหลาย เพราะฉะนั้นเลยติดต่อได้ง่ายครับ

แต่ถ้าผู้ที่ไม่เคยเป็นสุกใสมาก่อนและไม่เคยได้รับ Vaccine ป้องกันโรคสุกใสและมาสัมผัสกับผิวหนังที่มีแผลของผู้ป่วยงูสวัด ก็มีโอกาสป่วยเป็นโรคสุกใสได้ครับ

ประการสุดท้าย งูสวัดส่วนมากขึ้นเฉพาะที่ผิวหนัง แต่ถ้าขึ้นใกล้ตา หรือแถวๆ หู ต้องระวังนะครับ เพราะเข้าตาทำให้ตาบอด หรือเข้าประสาทหูก็ได้ครับ ควรต้องรีบปรึกษาแพทย์ครับ

การรักษาโรคงูสวัด จะประกอบด้วยการรักษาตามอาการคือการใช้ยาแก้ปวด ส่วนการใช้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน จะสามารถช่วยลดระยะ

เวลาที่มีผื่น และโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องได้ และอาจลดโอกาสเกิดอาการปวดหลังที่แผลหายได้ โดยต้องให้ยาภายในเวลา 72 ชั่วโมง หลังมีผื่นขึ้น โดยควรให้แพทย์เป็นผู้แนะนำว่าควรใช้ยาต้านไวรัสหรือไม่

ปัจจุบันนี้มีวัคซีนที่สามารถช่วยลดโอกาสเกิดโรคงูสวัดได้ (Herpes Zoster Vaccine) โดยพบว่าจะสามารถลดโอกาสเกิดงูสวัดลงได้ประมาณ 50% ถ้าฉีดในผู้สูงอายุ (ไม่สามารถป้องกันได้ 100% นะครับ) มีคำแนะนำให้สามารถฉีด Vaccine นี้ในผู้ที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป โดยฉีด 1 ครั้ง และไม่จำเป็นต้องมีการฉีดเพื่อกระตุ้นอีกครับ

 

อาหารเร่งเร้าไมเกรน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/494691

อาหารเร่งเร้าไมเกรน

โดย…พริบพันดาว

 ข้อมูลจากนิตยสารเพื่อสุขภาพ “หมอชาวบ้าน” บอกว่า โรคไมเกรน (ลมตะกัง) หรืออาการปวดหัวข้างเดียว ซึ่งมีความทุกข์ทรมานมาก สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด ซึ่งจากการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยจะไม่มีความผิดปกติของโครงสร้างทางกาย (รวมทั้งสมอง) แต่ทุกครั้งที่อาการปวดหัวไมเกรนกำเริบ จะมีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดและกลไกทางประสาทภายในสมองและบริเวณใบหน้า

กล่าวคือ หลอดเลือดภายในกะโหลกศีรษะหดตัว ในขณะที่หลอดเลือดภายนอกกะโหลกศีรษะ (เช่นที่ขมับ) พองตัว และประสาทไวต่อสิ่งกระตุ้นให้เกิดการเจ็บปวด ทำให้มีอาการปวดศีรษะที่มีลักษณะจำเพาะและอาการต่างๆ ร่วมด้วย

โรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบว่าประมาณร้อยละ 70 ของผู้ป่วยมีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นไมเกรนด้วย

เหตุกำเริบของโรคหรืออาการปวดหัวไมเกรนเกิดจากสิ่งกระตุ้นล่วงหน้าเป็นชั่วโมงถึง 2 วันเสมอ ผู้ป่วยควรสังเกตว่ามีอะไรเป็นเหตุกำเริบ หรือสิ่งกระตุ้นบ้าง (มักมีได้มากกว่า 1 อย่าง) เช่น สิ่งกระตุ้นทางตา จากแสงแดด แสงจ้า แสงระยิบระยับ การใช้สายตาเคร่งเครียดหรือลายตา (เช่น จ้องจอคอมพิวเตอร์หรืออ่านหนังสือนานๆ)

ทางหู จากเสียงดัง เสียงจอกแจกจอแจ ทางจมูก จากกลิ่นต่างๆ รวมทั้งกลิ่นน้ำหอม ควันบุหรี่ ทางลิ้น จากอาหาร เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล หมูแฮม ไส้กรอก ถั่ว กล้วยหอม ช็อกโกแลต ผงชูรส น้ำตาลเทียม-แอสพาร์เทม (Aspartame) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มกาแฟมาก เป็นต้น ยาเม็ดคุมกำเนิด ยานอนหลับ

ทางกาย (กายภาพ) จากอากาศร้อนจัด เย็นจัด อบอ้าว หิวจัด อิ่มจัด อดนอน นอนมาก (ตื่นสาย) ร่างกายเหนื่อยล้า ประจำเดือนมา มีไข้สูง มีอาการเจ็บปวดที่ต่างๆ เช่น ปวดประจำเดือน ปวดฟัน และสุดท้ายทางใจ จากความเครียด กังวล คิดมาก ซึมเศร้า

นพ.ไพศาล วชาติมานนท์ จากศูนย์ระบบประสาทและสมอง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้ให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร Better Health ว่า อาการปวดศีรษะแบบไมเกรนนั้นมีลักษณะค่อนข้างชัดเจน กล่าวคือ มักจะปวดบริเวณขมับ โดยอาจจะปวดข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ บางกรณีอาจมีการปวดวนกันไป และมักจะปวดข้างเดิมอยู่ซ้ำๆ ส่วนอีกบริเวณหนึ่งที่พบมาก ได้แก่ บริเวณเบ้าตา ลักษณะของการปวดก็มักจะปวดตุ้บๆ ตามจังหวะของชีพจร ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

ระยะเวลาของการปวดอาจแตกต่างกันออกไปในผู้ป่วยแต่ละราย บางรายอาจมีอาการยาวนานถึง 72 ชั่วโมง การปวดศีรษะแบบไมเกรนนั้นเป็นโรคทางสมองชนิดหนึ่งซึ่งยังหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ แต่น่าเชื่อได้ว่าอาจมีจุดกำเนิดจากก้านสมองที่ทำงานผิดปกติ หรือเกิดจากภาวะที่สารเคมีในสมองไม่สมดุล ส่งผลให้หลอดเลือดมีความไวต่อการกระตุ้นมากเป็นพิเศษ กล่าวคือ มีการหดและขยายตัวของหลอดเลือดอย่างผิดปกติ

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งสำหรับอาการปวดศีรษะแบบไมเกรน ได้แก่ ผู้ป่วยมักจะเริ่มเป็นเมื่ออายุยังไม่มากนัก เช่น ช่วงอายุระหว่าง 25-45 ปี และเคยมีรายงานว่าพบผู้ป่วยไมเกรนที่มีอายุเพียง 5 ปี ที่สำคัญมีผู้ป่วยผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า เนื่องจากอาจมีปัจจัยเรื่องของฮอร์โมนเข้ามาเกี่ยวข้อง

จากข้อมูลทั้งหมดของโรคปวดหัวไมเกรน เมื่อมาโฟกัสถึงสาเหตุกำเริบหรือสิ่งกระตุ้นทางลิ้นหรืออาหาร ที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดไมเกรน บทความทางการแพทย์ ศูนย์โรคหลอดเลือดสมองพญาไท บอกว่า มีอาหาร 7 ชนิด ที่มีความเสี่ยงเมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว ทำให้เกิดผลข้างเคียงในการเกิดอาการปวดหัวข้างเดียวของไมเกรน

เนยแข็งหรือชีส ก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะระดับรุนแรงได้ ด้วยสารไทรามีนที่เป็นส่วนประกอบของเนยแข็งและชีส ส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีความไวต่อสารนี้เกิดอาการปวดไมเกรนได้ง่าย

ช็อกโกแลต เพราะในขนมประเภทช็อกโกแลตมีส่วนผสมทั้งนม เนย น้ำตาล ทำให้ยังไม่มีการวิจัยที่ระบุแน่ชัดว่าเพราะอะไร? จึงมีส่วนกระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรน แต่เพื่อป้องกันและลดอาการปวด จึงควรหลีกเลี่ยงช็อกโกแลตไปก่อนจะดีกว่า

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาการปวดหัวที่เกิดขึ้นเมื่อดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เกิดจากสารไทรามีนที่เข้าไปลดระดับสารเซโรโทนินในสมอง ทำให้รู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะไวน์แดงที่มีส่วนประกอบของสารไทรามีนและฮีสตามีนที่มีผลทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ

กล้วยและผลไม้ตระกูลซีตรัส การกินกล้วยแก้หิวระหว่างวันอาจจะดีต่อสุขภาพ แต่กล้วยมีส่วนประกอบของสารไทรามีนและฮีสตามีนที่มีผลทำให้เกิดอาการปวดไมเกรน รวมไปถึงผลไม้ตระกูลซีตรัสอย่างส้ม มะนาว ก็ทำให้เกิดอาการปวดหัวรุนแรงได้เหมือนกัน

ชา กาแฟ เพราะกาเฟอีนที่อยู่ในชา กาแฟ จะส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลางผู้ที่มีอาการปวดไมเกรนและไวต่อสารนี้

ขนมปัง หรือพิซซ่า เพราะยีสต์คือตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดไมเกรน ขนมปังกับพิซซ่ามีทั้งส่วนผสมของทั้งยีสต์และสารไทรามีนจากชีส

เนื้อสัตว์แปรรูปอย่างเบคอน ไส้กรอก หรือเนื้อสัตว์รมควัน สารกันบูดอย่างไนเตรตมีผลกระตุ้นทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ และหากผู้ป่วยมีความไวต่อสารนี้ อาการก็อาจเกิดขึ้นได้ในทันที

 

Post Run Yoga

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/494690

Post Run Yoga

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ www.YogaSutraThai.com

อันที่จริงนักวิ่งควรฝึกโยคะทุกสัปดาห์ เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ความแข็งแรง การทรงตัว เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ  เช่น หากคุณได้ฝึกท่าทรงตัวจะส่งผลให้เอ็นร้อยหวาย เอ็นข้อเท้า ยืดหยุ่น แข็งแรง หากคุณไปวิ่งแล้วพลาด ข้อเท้าพลิกหรือหกล้ม ผลจากการฝึกโยคะจะช่วยป้องกันการบาดเจ็บได้ หรือลดอาการบาดเจ็บจากขั้นหนักเป็นขั้นเบา รวมทั้งการฝึกโยคะจะเน้นที่ลมหายใจ การเชื่อมโยงลมหายใจกับร่างกายขณะฝึกโยคะ จะทำให้คุณควบคุมลมหายใจขณะออกวิ่งได้ดีขึ้น

สำหรับวันนี้ครูได้เตรียมท่าโยคะอาสนะหลังจากวิ่งเสร็จทั้งหมด 4 ท่าด้วยกัน เมื่อคุณวิ่งเสร็จร่างกายต้องการการคูลดาวน์  (Cool Down) เพื่อคลายกล้ามเนื้อ คุณต้องการยืดและส่งปริมาณเลือดที่ขา เข่า สะโพก ร่างกายส่วนล่างของคุณคืนกลับมาที่หัวใจ คลายอาการเมื่อยล้าจากการวิ่ง ซึ่งจะทำให้คุณฟื้นตัวได้เร็ว ไม่มีเลือดคั่ง ลดอาการระบมในวันรุ่งขึ้น

วิธีปฏิบัติ

1.Downward-Facing Dog (Adho Mukha Svanasana) วางฝ่ามือทั้งสองข้าง และเข่าทั้งสองข้างลงพื้น เหมือนแมว แยกนิ้วมือออกจากกัน ส่งก้นไปที่ขา ดันก้นและสะโพกขึ้น ยกส้นเท้าขวาขึ้นงอเข่า ค้างไว้ 10 วินาที หายใจเข้าออก

สลับเป็นขาซ้าย ค้างไว้ 10 วินาที

จากนั้นวางส้นเท้าสองข้างลง หากตึงขางอเข่า ค้างไว้ประมาณ 2 นาที

2.Sugarcane Pose (Ardha Chandra Chapasana) ส่งเท้าซ้ายมาด้านหน้า เดินมือซ้ายมาด้านหน้า ประมาณ 1 ฝ่ามือ งอเข่าซ้ายเล็กน้อยก่อน จากนั้นส่งมือขวาไปจับข้อเท้า หายใจเข้ายืดขาซ้ายและดึงขาขวาออกไปจากก้นให้แขนยืด หายใจเข้าออกค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลายแล้วลองฝึกสลับข้าง

3.Seated Forward Bend  (Paschimottanasana) นั่งลงกับพื้นยืดขามาด้านหน้าตั้งส้นเท้าให้ตรง วางกระดูกก้นลงพื้นพนมมือที่หน้าอกหายใจเข้า

หายใจออกพับตัวลงไปด้านหน้า ยืดซี่โครงไปหาขา ศีรษะ แอ็กทีฟ หายใจเข้าออก ค้างท่าประมาณ 3 นาที จากนั้นค่อยๆ คลายออกจากท่า

4.The Butterfly Pose (Baddha Konasana) ประกบฝ่าเท้าทั้งสองข้างเข้ามา วางกระดูกก้นลง หากรู้สึกขัดๆ ที่ขาหนีบให้โยกก้นและขาขึ้นลงไปมาก่อน แล้วค่อยวางลง เมื่อพร้อมเข้าท่าให้หายใจเข้า ยืดอก หายใจออก พับตัวไปด้านหน้า ดึงเชิงกรานไปหาส้นเท้า วางศอกลงที่พื้น ค้างท่าประมาณ 3 นาที แล้วค่อยๆ คลาย

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

 

เพลียแดดที่แผดร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/493564

เพลียแดดที่แผดร้อน

โดย…โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

 ฤดูร้อนยังไม่สิ้นสุด แม้จะมีฝนเข้ามาแทรกเป็นครั้งคราวก็ตาม แต่พอถึงคราวแสงแดดแผดร้อนก็เผาผิวเผากายแทบจะมอดไหม้ไปเลย ดูเหมือนจะอุปมาอุปไมยจนเกินเลย แต่ก็เห็นภาพว่าแดดแรงร้อนเพียงใด

อุณหภูมิที่สูงขึ้นเหยียบ 10 องศาเซลเซียส หรือบางทีทะลุขึ้นมาก็น่าจะเป็นตัวสนับสนุนได้เป็นอย่างดีว่า ร้อนจนบางครั้งยากที่จะทนทาน

คราวก่อนได้พูดถึงโรคลมแดด หรือ ฮีตสโตรก (Heat Stroke) ซึ่งภาวะที่รุนแรงสูงสุดก็หมายถึงทำให้เสียชีวิตได้ หากไม่มีการปฐมพยาบาล หรือปล่อยไว้โดยไม่ทำอะไร

คราวนี้มาพูดถึงโรคเพลียแดด หรือ ภาวะเพลียแดด (Heat Exhaustion) กันบ้าง ซึ่งก็ว่าไปแล้วสำคัญมาก เพราะเป็นสัญญาณเตือนก่อนที่จะหนักหนาสาหัสสากรรจ์จนกลายเป็นโรคลมแดด

เพลียแดด คือ การเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากร่างกายไม่สามารถปรับตัวสู้กับสภาพอากาศที่ร้อนจัดได้ เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ เนื่องจากความร้อนที่มากเกินไปและเกิดการสูญเสียเหงื่อและสารน้ำไปอย่างมาก

โดยปกติแล้วร่างกายคนเรามีอุณหภูมิประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส ในภาวะเพลียแดดร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นแต่ยังไม่ถึง 40 องศาเซลเซียส อาจทำให้เกิดอาการเพลียแดด โดยจะมาพร้อมกับอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ไม่มีแรง แต่ยังรู้สติดีอยู่

อาการของภาวะเพลียแดดเป็นหนึ่งในความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับความร้อนที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถคงความเย็นไว้ได้อีกต่อไป จะมีอาการเหงื่อออกมาก หน้าซีด ปวดหัว วิงเวียน คลื่นไส้ หรืออาเจียน

ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อย อ่อนแรง หรือเป็นลม ผู้ป่วยประเภทนี้จะมีอุณหภูมิในร่างกายสูงกว่า 37 องศาเซลเซียส แต่ไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส สิ่งที่ควรระวังเป็นพิเศษกับภาวะเพลียแดดที่จะเข้าโจมตีคือต้องระวังกับเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่อายุต่ำกว่า 4 ขวบ และมากกว่า 65 ปี มักจะเกิดอาการเพลียแดดให้ระมัดระวังเป็นพิเศษกับคนในกลุ่มอายุเหล่านี้

รวมถึงการระวังเรื่องยา เพราะยาบางชนิดมีผลกระทบต่อความสามารถในการเก็บกักน้ำอย่างเพียงพอและควบคุมความร้อน ซึ่งรวมไปถึงยารักษาความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ยาแก้ภูมิแพ้ ยาคลายเครียด ยารักษาโรคทางจิตเวช และยาขับปัสสาวะโดยเฉพาะ

ยาเสพติดบางชนิด เช่น โคเคนและยาบ้ามีผลกระทบที่คล้ายกัน ให้สอบถามแพทย์ว่ายาใดๆ ที่แพทย์จ่ายให้นั้นเพิ่มโอกาสในการเกิดอาการเพลียแดดหรือไม่?

ยังมีเรื่องการใส่ใจเรื่องน้ำหนัก โรคอ้วนทำให้ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายได้ยากขึ้น ร่างกายจะกักความร้อนมากขึ้นและทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเพลียแดดมากขึ้น

การรักษาอาการเพลียแดด ควรพักในที่เย็นๆ เมื่อสงสัยว่ากำลังมีอาการเพลียแดดควรย้ายไปอยู่ในสถานที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ ถ้าเป็นไปไม่ได้ให้หาที่ร่มๆ พัก โดยให้นอนหงายแล้วยกขาขึ้นให้อยู่เหนือระดับหัวใจ

ดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ น้ำหรือเครื่องดื่มเกลือแร่ที่เย็นกว่าอุณหภูมิห้องจะช่วยให้ร่างกายเย็นลง หรือปล่อยให้น้ำเย็นไหลผ่านตัวเอง อาบน้ำเย็นจากฝักบัว หรืออ่างอาบน้ำ พันผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นให้ทั่วร่างกาย หรือคลายหรือถอดเสื้อผ้าออก ถ้าเป็นไปได้ให้ถอดเสื้อผ้าทั้งหมดออก ถ้าเป็นไปไม่ได้ให้คลายเสื้อผ้าให้หลวมขึ้นเพื่อที่อากาศจะได้ไหลเวียนรอบๆ ร่างกายของคุณได้เพิ่มขึ้น

อาการเพลียแดดสามารถพัฒนาเป็นโรคลมแดดได้ ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ รีบรับการรักษาทางการแพทย์ทันที ถ้าหากรู้สึกร้อนหรือแห้งผิว แต่เหงื่อไม่ออก อุณหภูมิร่างกายของคุณสูงกว่า 103 องศาฟาเรนไฮต์ (39.4 องศาเซลเซียส) จนทำให้สับสนหรือหมดสติ (คนอื่นมักจะสังเกตเห็นความสับสนหรือพฤติกรรมแปลกๆ ก่อนที่ตัวเองจะสังเกต) อาเจียนบ่อย หายใจลำบากหรือมีปัญหาการหายใจ

 

Low Lunge Variation (Anjaneyasana)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/493563

Low Lunge Variation (Anjaneyasana)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่า Low Lunge  มักจะเป็นท่าที่ใช้ในการวอร์มอัพ แต่ในเวอร์ชั่นนี้จะเน้นการเปิดที่สะโพกและยืดขาหนีบมากขึ้นและลึกขึ้น จึงไม่ใช่ท่าที่ใช้สำหรับการวอร์มอัพ แต่ต้องผ่านการวอร์ม หรือไหว้พระอาทิตย์ก่อนจึงค่อยฝึกท่านี้ การทรงตัวในท่านี้ให้ได้ต้องอาศัยความยืดหยุ่นของต้นขาและความมั่นคงของสะโพก จินตนาการเหมือนสะโพกค่อยๆ จมลง จนกระทั่งความรู้สึกเหมือนกับ กระดูกเชิงกรานค่อยๆ จมดิ่งลึกลงมา รักษาการกระจายน้ำหนักที่ถูกต้อง สมดุล ข้อควรระวัง สำหรับผู้ที่มีปัญหาการบาดเจ็บหัวเข่า รุนแรงอาจงดการฝึกท่านี้

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นด้วยท่า Low Lunge ฝ่าเท้าซ้ายอยู่หน้า ระหว่างมือทั้งสองข้าง ให้ปลายเท้ากับมืออยู่ในระดับเดียวกัน โดยหัวเข่าซ้ายอยู่เหนือข้อเท้า เช็กไม่ให้เข่าเลยปลายนิ้วเท้า ส่วนขาขวาที่ อยู่ด้านหลัง ยืดให้สุด หากเจ็บหัวเข่าให้วางบนเสื่อที่หนาหรือบนผ้า กระจายน้ำหนักเพราะน้ำหนักไม่ถ่ายลงหัวเข่า

2.เปิดฝ่าเท้าซ้ายขวางหรือเฉียง อยู่ด้านหลังข้อมือซ้าย หายใจเข้าออก 10 วินาที ค้างท่าสักครู่

3.พนมมือไว้ที่หน้าอก ค้างท่าไว้ประมาณ 5 ลมหายใจเข้าออก ทรงตัวอยู่ในท่า หากตึงที่ขาหนีบมากเกินไป ไม่ต้องยกมือขึ้น จากนั้นค่อยๆ คลายออกจากท่า แล้วลองฝึกสลับข้าง

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร.02-636-6758-9

 

รู้เท่าทันมะเร็งปอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 13:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/492624

รู้เท่าทันมะเร็งปอด

โดย…รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มะเร็งปอด (Lung Cancer) เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยมากที่สุดอันดับสองในชายไทยรองจากมะเร็งตับและพบมากเป็นอันดับสี่ในเพศหญิง รองจากมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก (เนื่องจากหญิงไทยมีอัตราการสูบบุหรี่น้อยกว่าชายไทยมาก) แต่โดยรวมมะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโรคมะเร็งที่เกิดในคนไทย

มะเร็งปอดเป็นโรคที่มีความรุนแรง แต่สามารถป้องกันได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรค คือการงดการสูบบุหรี่ และการรักษาในระยะแรก สามารถทำให้หายขาดได้โดยการผ่าตัด

มะเร็งปอดสามารถแบ่งออกได้อย่างกว้างๆ ออกเป็น 2 ประเภทตามลักษณะทางพยาธิวิทยา ออกเป็นมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small Cell Lung Cancer) พบประมาณ 10% ของมะเร็งปอด และมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer) ซึ่งเป็นมะเร็งปอดที่พบได้บ่อยที่สุด

นอกจากนี้ เนื่องจากปอดเป็นอวัยวะที่มีเลือดมาเลี้ยงเป็นปริมาณมาก มะเร็งจากอวัยวะอื่นสามารถแพร่กระจายมายังปอดได้บ่อย เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ เป็นต้น

สาเหตุที่พบได้บ่อยของมะเร็งปอด คือร่างกายได้รับสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งอย่างต่อเนื่อง โดยสารเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้เนื้อเยื่อเกิดการแบ่งตัวที่ผิดปกติ สารก่อมะเร็งที่พบได้บ่อยคือ ควันบุหรี่ โดยควันบุหรี่จะมีส่วนประกอบมากมาย เช่น น้ำมันดิน สารไฮโดรคาร์บอน

ดังนั้น พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่อย่างต่อเนื่องทั้งที่เป็นผู้ที่สูบเอง หรือสูดควันบุหรี่จากคนรอบข้างก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดสูงกว่าบุคคลที่ไม่สูบอย่างชัดเจน นอกจากนี้สารจากสิ่งแวดล้อมบางชนิดก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปอด เช่น Asbestos Radon ปัจจัยอื่นที่พบว่ามีความสำคัญ ได้แก่ ลักษณะทางพันธุกรรมโดยผู้ที่มีประวัติของโรคมะเร็งในบุคคลอื่นในครอบครัวก็จะมีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอดมากขึ้น

อาการของผู้ป่วยที่มีภาวะมะเร็งปอดที่พบได้บ่อยคืออาการไอเรื้อรัง บางครั้งอาจมีเลือดปนเสมหะ เมื่อมะเร็งขยายตัวมากขึ้น ก็จะเกิดการรบกวนการทำงานของปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อย เมื่อมีการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่นก็จะมีอาการแสดงเฉพาะของอวัยวะนั้น เช่น มีอาการปวดกระดูก ปวดศีรษะ แต่ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปอดระยะแรกมักไม่มีอาการ เนื่องจากมะเร็งปอดยังมีขนาดเล็กอยู่

ผู้ป่วยที่พบว่ามีมะเร็งปอดระยะเริ่มต้น ส่วนมากเป็นการตรวจพบจากการตรวจภาพรังสีทรวงอก ในการเช็กร่างกายในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือถ้าสังเกตว่ามีอาการผิดปกติทางระบบหายใจ (โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอด เช่น มีประวัติสูบบุหรี่มานานหรือมีประวัติมะเร็งปอดของสมาชิกในครอบครัว) มีอาการไอต่อเนื่องกันเกิน 3 อาทิตย์โดยไม่มีสาเหตุอื่น หรืออาการไอที่เคยมีอยู่แล้วมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป ควรจะทำการปรึกษาแพทย์เสมอ เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการเหล่านั้น

การตรวจ Check Up หรือการตรวจโดยภาพรังสีเพื่อพยายามค้นหามะเร็งในระยะเริ่มแรกนั้น ยังไม่มีข้อมูลว่าจะช่วยทำให้สามารถพบมะเร็งได้เร็วขึ้นในผู้ป่วยทั่วไป แต่ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงมาก เช่น มีประวัติการสูบบุหรี่มาต่อเนื่อง แพทย์มักแนะนำให้มีการตรวจภาพรังสีทรวงอก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เป็นประจำทุกปี

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นมะเร็งปอดหรือไม่ การวินิจฉัยจะเริ่มจากอาการของผู้ป่วยร่วมกับภาพรังสีทรวงอกที่ผิดปกติ การยืนยันการวินิจฉัยมะเร็งปอด ต้องได้การวินิจฉัยยืนยันจากการตรวจทางพยาธิวิทยา โดยการนำเนื้อเยื่อปอดบริเวณที่มีความผิดปกติมาตรวจ เนื่องจากอาการและภาพรังสีทรวงอกไม่มีความจำเพาะว่าจะต้องเป็นมะเร็งปอดเสมอไป

การตรวจชิ้นเนื้อจึงมีความจำเป็นมากในการบอกว่าความผิดปกติที่ตรวจพบ แนวทางในการนำเนื้อเยื่อมาตรวจมีได้หลายวิธี เช่น การส่องกล้องตรวจหลอดลม การใช้เข็มเจาะ หรือการ หลังจากพบว่าเป็นมะเร็งปอดแล้ว ก็จะมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินว่ามีการกระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่นหรือยัง

การรักษามะเร็งปอดจะขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญคือ ชนิดของมะเร็งปอด ขอบเขตการกระจายของโรคและสภาพโดยทั่วไปของผู้ป่วย การรักษาหลักของมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กที่ยังไม่มีการแพร่กระจายคือการผ่าตัดเอาปอดส่วนที่มีมะเร็งออกไป ซึ่งเป็นการรักษาที่จะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดสูงสุด ถ้าไม่สามารถผ่าตัดได้หรือผ่าตัดแล้วพบว่าการกระจายของมะเร็งแล้ว การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือการฉายแสงก็เป็นการรักษาซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสม

ปัจจุบันนี้มียาชนิดที่ออกฤทธิ์จำเพาะตามเป้า (Targeted Therapy) ที่มีความเหมาะสมกับผู้ป่วยที่มีมะเร็งปอดบางชนิดที่ให้ผลการรักษาที่ดีและมีผลข้างเคียงไม่มากเหมือนการให้เคมีบำบัด โดยต้องมีการตรวจชิ้นเนื้อเพิ่มเติมเพื่อดูว่ามีความเหมาะสมในการใช้ยาหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยยาหรือการฉายแสง ยังไม่สามารถทำให้โรคหายขาดได้ แต่สามารถลดขนาดของมะเร็งลงและชะลอการดำเนินโรคและลดอาการของผู้ป่วยลงได้

สรุปแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดของการรักษามะเร็งปอด คือการป้องกัน โดยการหยุดบุหรี่ การพยายามวินิจฉัยให้ได้ในระยะแรกของโรค และเลือกการรักษาให้เหมาะสมตามชนิดและระยะของโรคที่ผู้ป่วยเป็น

 

มีลูกก่อนอายุ 30 ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/492484

มีลูกก่อนอายุ 30 ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

จากข้อมูลสถิติสถาบันมะเร็งแห่งชาติมะเร็งเต้านมถือเป็นมะเร็งอันดับ 1 ในผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด ผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม นอกจากที่จะรักษาให้หายแล้ว เรื่องของความสวยความงามและความเชื่อมั่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงเราต้องการมากที่สุด

ปัจจุบันปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมมีหลายปัจจัยทั้งที่คุมได้และคุมไม่ได้ เช่น อายุที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาเร็วหรือประจำเดือนหมดและใช้ยาฮอร์โมนทดแทนนานเกินกว่า 5 ปี ก็มีความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม ในแง่ของการมีบุตรมีข้อมูลระบุไว้ว่าผู้หญิงที่มีบุตรก่อนอายุ 30 ปี จะช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมได้

การรักษาโรคมะเร็งเต้านมจะเริ่มต้นด้วยการผ่าตัด มีเพียงส่วนน้อยที่จะไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ เช่น คนไข้ที่มาพบแพทย์ในระยะที่ 4 ซึ่งถือเป็นระยะแพร่กระจาย แพทย์จะรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือยาต้านฮอร์โมน หรือคนไข้ที่มาก่อนระยะที่ 4 แต่มีก้อนที่ใหญ่มาก บางครั้งแพทย์จะไม่สามารถผ่าตัดได้ แพทย์จะเริ่มให้ยาเคมีบำบัดเพื่อให้ก้อนเล็กลงก่อน และแพทย์จะทำการผ่าตัดในลำดับต่อไป

การผ่าตัดมะเร็งเต้านมจะแบ่งเป็น 3 ประเภท

1.ผ่าตัดโดยเก็บเต้านมเอาไว้และตัดทิ้งเฉพาะส่วนก้อนมะเร็งออก กรณีนี้สามารถทำได้ในคนไข้ที่เป็นระยะเริ่มต้น สามารถเก็บเต้าไว้ได้เพราะมีก้อนมะเร็งเพียงจุดเดียวและมีขนาดเล็กพอที่จะตัดออกได้หมด แต่การตัดเฉพาะก้อนมะเร็งออกจะต้องทำร่วมกับการฉายแสงบริเวณเนื้อเต้านมที่เหลือจึงจะเท่าเทียมกับการตัดออกทั้งหมด

2.ผ่าตัดเต้าออกทั้งหมด ซึ่งวิธีนี้จะเป็นเหมือนวิธีในอดีตที่ผ่านมา

3.ผ่าตัดเต้าออกทั้งหมดและเสริมเต้าใหม่ ซึ่งจะช่วยสำหรับคนเลือกผ่าตัดออกทั้งหมด

การเสริมเต้านมสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

1.เสริมโดยใช้ซิลิโคน

2.เสริมโดยใช้กล้ามเนื้อในร่างกาย ซึ่งจะมีอยู่ 2 ส่วนด้วยกันที่จะเลือกใช้

คือ 1.กล้ามเนื้อหลัง ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่

อยู่ข้างหลัง และปกติร่างกายจะไม่ค่อยได้ใช้งานกล้ามเนื้อมัดนี้เท่าใดนัก 2.กล้ามเนื้อหน้าท้องร่วมกับไขมันทางหน้าท้อง (ซิกซ์แพ็ก) โดยจะยกขึ้นมาทั้งหมดเพื่อมาทำเต้านม ซึ่งการผ่าตัดเสริมเต้าสามารถทำได้ทันทีที่ผ่าตัดมะเร็งเต้านมออก

อย่างไรก็ตาม อยากแนะนำให้ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป เริ่มทำการตรวจเต้านมด้วยตนเอง โดยการใช้มือคลำเต้านมให้ครบ อาจจะคลำจากด้านในออกด้านนอกวนเป็นก้นหอย หรือใช้วิธีการแบ่งเต้านมเป็น 4 ส่วน คลำให้ครบ 4 ส่วนคือ ไล่ขึ้น ไล่ลง โดยระยะเวลาที่เหมาะสมในการคลำเต้านมจะอยู่ในช่วงวันที่ 7-10 ของรอบเดือน เพราะจะเป็นช่วงที่เต้านมไม่คัดตึง หากพบก้อนบริเวณนมจะสามารถคลำก้อนได้ชัดเจนขึ้นซึ่งการนับจะนับวันที่ประจำเดือนมาวันแรกเป็นวันที่ 1 ส่วนผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจแมมโมแกรมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ยกเว้นการตรวจและพบความผิดปกติอาจจะต้องมีการตรวจที่ถี่ขึ้น

*สนับสนุนข้อมูลโดยโรงพยาบาลเวชธานี