Dandayamana Janushirasana Variations (Standing Head to Knee Pose)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2560 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/489183

Dandayamana Janushirasana Variations (Standing Head to Knee Pose)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้ใช้ทั้งร่างกายส่วนบนและร่างกายส่วนล่างพร้อมกันการพับตัวส่วนบนลงมาด้านล่างที่บริเวณเอว ทำให้ระบบย่อยทำงานดีขึ้น สร้างความแข็งแรงให้หน้าท้องการต้องยืนขาเดียว สร้างความอดทน เพิ่มความแข็งแรงที่ขาข้อเท้า หัวเข่า รวมทั้งการยืดกล้ามเนื้อหลัง ตั้งแต่ต้นคอลงไป

การค้างท่านี้ต้องใช้สมาธิและการทรงตัวเป็นอย่างมาก จิตจะนิ่งสงบ จึงช่วยเพิ่มความจำรวมทั้งกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตข้อควรระวัง คือ คนที่มีปัญหาเรื่องการทรงตัว ค่อยๆ ฝึก แบบค่อยเป็นค่อยไป หากล้มก็ฝึกใหม่ ฝึกบ่อยๆ จะสามารถทรงตัวได้นิ่งและมั่นคงขึ้น

ในเวอร์ชั่นนี้จะเหมาะกับนักเรียนที่เส้นใต้ขาตึง ไม่สามารถเอามือจับฝ่าเท้าพร้อมกับยืดขาได้ การฝึกแบบประยุกต์ให้ได้ดีก่อนจึงเหมาะอย่างยิ่ง และแม้ว่าคนที่สามารถฝึกแบบออริจินัลที่ต้องยืดขาได้แล้ว การฝึกแบบงอเข่า ก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปอีกแบบ ลองฝึกดูค่ะ

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นด้วยท่าภูเขา หายใจเข้าออก2 รอบลมหายใจ เพื่อเตรียม

2.กระจายน้ำหนักลงฝ่าเท้าซ้าย ที่จมูกเท้า 2 ฝั่ง และส้นเท้าอย่างมั่นคง จากนั้นหายใจเข้า ยกขาขวาขึ้นมาโดยนำมือทั้งสองข้างสอดเข้าไปใต้ข้อพับเข่า แต่ไม่ต้องลงน้ำหนักที่มือ แค่ประคองขาเฉยๆ ยกข้อต่อสะโพกให้สูง หายใจเข้าออก 2 รอบลมหายใจ ยืดหน้าอก และลำตัวส่วนบน

3.หายใจออก ยืดขาขวาไปด้านหน้าปลายนิ้วเท้าชี้ขึ้นด้านบน มือแค่ประคองขา ยืดลำตัว ค้างท่าสักครู่ หายใจเข้าออก3 รอบลมหายใจ

4.หายใจเข้า พับขาขวาเข้ามาชิดหน้าอกมือทั้งสองข้างประสานล็อกไว้ที่หน้าเข่า ให้หน้าขาชิดติดอก ค้างท่า ประมาณ 2 รอบลมหายใจ

5.หายใจออก พับตัวส่วนบนลงมาหาเข่า หากสามารถวางหน้าผากที่หน้าเข่าได้ยิ่งดี ค้างท่าสักครู่ ประมาณ 3 รอบลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองทำสลับข้าง

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

 

ต้อหิน ภัยเงียบคุกคามดวงตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2560 เวลา 11:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/488390

ต้อหิน ภัยเงียบคุกคามดวงตา

โดย…กันย์ ภาพ  อีพีเอ/รอยเตอร์ส

โรคต้อหิน นับว่าเป็นสาเหตุหลักอันดับสองที่ทำให้ตาบอด โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือความดันในตาสูง ทำให้ลูกตาแข็งกว่าปกติ สัญญาณเตือนในระยะแรก ไม่รู้ตัว ไม่รู้สึกถึงการมองเห็นที่ผิดปกติ จัดว่าเป็นภัยเงียบที่คุกคามดวงตา หากชะล่าใจปล่อยไว้ อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร หรือเสี่ยงตาบอดนั่นเอง นอกจากตาบอดแล้วยังมีอาการเจ็บปวด ทุกข์ทรมานได้อีก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากในการถนอมดวงตา เพียงแค่หมั่นสังเกตตัวเอง และปรึกษาแพทย์ปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น

พญ.เกศรินท์ เกียรติเสวี จักษุแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรคต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคของขั้วประสาทตา มีการบางตัวของขั้วประสาทตาและมีการสูญเสียลานสายตาอย่างถาวร โดยการสูญเสียตานั้น จะเริ่มที่ขอบด้านนอกก่อน หากไม่ทำการรักษาจะทำให้ลานสายตาค่อยๆ แคบลง จนตาบอดได้

สาเหตุของต้อหิน มีหลายชนิด ชนิดแรกเป็นต้อหิน โดยไม่ทราบสาเหตุพบมากที่สุด ชนิดที่สองเป็นต้อหินเนื่องจากมีโรคอื่นอยู่ก่อนแล้วเกิดแทรกซ้อน เกิดจากโรคตา ไม่ว่าจะเป็นตาอักเสบ เนื้องอกในลูกตา รวมไปถึงการใช้ยาบางชนิด ที่มีสารสเตียรอยด์ เป็นส่วนประกอบของยาหยอดตาเป็นระยะเวลานาน

ผู้ที่มีความเสี่ยง

1.ผู้ที่มีอายุมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มีโอกาสตรวจพบได้ร้อยละ 1.2

2.ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคต้อหิน

3.ปัจจัยอื่นๆ เช่น ผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุเกี่ยวกับดวงตา ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์

4.ตรวจพบความดันตาสูง (ความดันต้องมากกว่า 20 มม.ปรอท)

5.มีภาวะสายตายาวหรือสั้นมาก

6.มีความผิดปกติทางเลือดและเส้นเลือด

7.มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น ไมเกรน เบาหวาน ป่วยเป็นโรคหัวใจและความดันสูง เป็นต้น

โรคต้อหินมุมเปิด หรือต้อหินเรื้อรังนี้ สัมพันธ์กับการใช้คอมพิวเตอร์จากการศึกษาน่าจะมีสายตาสั้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงอันหนึ่งของการเป็นต้อหิน ส่วนอีกประการหนึ่งการที่สายตาสั้นแม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่เชื่อกันว่าผู้ที่ใช้สายตาเพ่งมองใกล้มาก พวกหนอนหนังสือ ผู้ที่มีไอคิวสูงมักจะมีสายตาสั้น ทั้งหมดจึงอาจเกี่ยวพันกันเป็นลูกโซ่ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้กันมานานแล้ว การศึกษาในกรณีนี้แนะนำให้ใช้คอมพิวเตอร์ ในระยะที่เหมาะสมแม้จะไม่ได้ป้องกันโรคต้อหิน แต่ก็ทำให้ไม่มีภาวะสายตาเมื่อยล้า ตาแห้งจากการใช้คอมพิวเตอร์มากไปไม่ควรเพิกเฉยกับโรคนี้ แต่เนื่องจากโรคต้อหินเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการ หากได้รับการตรวจตาอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำก็จะสามารถแก้ไขและป้องกันการเกิดได้ ใช้คอมพิวเตอร์มาก ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากพอ แต่การที่มีสายตาสั้นมากเป็นปัจจัยของการเกิดต้อหินได้ กลุ่มคนทำงานหนักอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่มีสายตาสั้นมากอยู่แล้ว

รักษาโรคต้อหินอย่างไร

การรักษาเบื้องต้นที่ดีที่สุด สะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพผู้ป่วย จำเป็นต้องใช้ยาหยอดตาทุกวันไปตลอดชีวิต ปัจจุบันยาหยอดตามีหลายชนิดต่างกันที่กลไกการออกฤทธิ์ ประสิทธิภาพและอาการข้างเคียง การใช้ยารักษาต้อหินชนิดกินหรือฉีดนั้นจะใช้ในระยะสั้นเพื่อเตรียมการผ่าตัด เนื่องจากมีผลข้างเคียงสูง

เพื่อเพิ่มความสะดวกในการหยอดตา หรือการรักษาโดยการใช้แสงเลเซอร์ การใช้เลเซอร์มักใช้ร่วมกับการใช้ยา การทำเลเซอร์ในต้อหินนั้นทำได้ไม่ยาก ไม่ค่อยพบภาวะแทรกซ้อน ใช้เวลาทำประมาณ 10-15 นาที และอีกวิธีคือ การรักษาโดยการผ่าตัด มุ่งเน้นที่การทำช่องระบายน้ำภายในลูกตา

ดวงตาเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรใส่ใจก่อนสายเกินแก้ไข หากไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือไม่สังเกตตัวเอง สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นก็จะเข้ามาทำลายความสุขในชีวิต หากชะล่าใจปล่อยไว้อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร

 

แกว่งแขนวันละ 30 นาที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2560 เวลา 11:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/488060

แกว่งแขนวันละ 30 นาที

โดย… ศิริกัญญา โกษากุล, เพชรลักษมณ์ สุ่มมาตย์

คำว่า “สุขภาพดีไม่ได้มีไว้ซื้อขาย อยากได้ต้องทำเอง” ยังคงความหมายเป็นอย่างดี แม้จะผ่านหลายยุคสมัยมา เพราะปัจจุบันการตื่นตัวทางการออกกำลังกายกำลังพุ่งสูงขึ้น เห็นได้จากการจัดวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือกิจกรรมออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ

สะท้อนว่าผู้คนใส่ใจในสุขภาพ บวกกับแรงผลักดันที่อยากมีรูปร่างสมบูรณ์แข็งแรง ดึงดูดและแต่งตัวได้งดงาม

แต่การออกกำลังกายสำหรับใครอีกหลายคนกลับเป็นเรื่องที่ต้องต่อกรกับเวลาและระบบของชีวิตประจำวัน บางคนอยากออกกำลังกายแต่เวลาไม่อำนวย หรือบางคนอยากหุ่นดีสุขภาพแข็งแรง แต่ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะพาร่างกายออกไปพบความเหนื่อยล้า

อย่างไรก็ตาม วิถีการออกกำลังกายคงไม่ใช่แค่เพียงการมีพื้นที่อันกว้างขวางให้ร่างกายได้ขยับเขยื้อน หรือมีอุปกรณ์ราคาที่ต้องซื้อหาเพื่อมาพยุงสุขภาพตนเอง “การแกว่งแขน” จึงเป็นทางออกที่หลายคนสามารถทำได้ง่ายๆ ทั้งที่บ้าน ห้องนอน หรือแม้แต่พื้นที่แคบต่างๆ ที่พอจะเหลือให้แขนทั้งสองข้างแกว่งไปมาวันละ 30 นาที

คนที่ยืนยันได้ว่าการแกว่งแขนก็มีประโยชน์ วัสคม นิลสุวรรณโฆษิต นักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านข้อไหล่โดยตรง ยืนยันได้ว่าการแกว่งแขนคือการออกกำลังกายที่ได้ประโยชน์ เรียกว่าทำง่าย ประโยชน์อื้อ หรือจิ๋วแต่แจ๋วนั่นเอง

“การแกว่งแขนจะช่วยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นลดการสะสมของไขมัน ลดความดันโลหิตสูง ช่วยลดความเครียด ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ลดอาการปวดบ่า คอ และไหล่ จากการทำงาน แก้โรคออฟฟิศซินโดรม ลดน้ำตาลในเลือด ลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยชะลอการเสื่อมของเข่า ประโยชน์มากมายที่ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่แกว่งแขนก็สามารถทำให้ร่างกายของเราดีขึ้น” วัสคมยืนยัน

แต่ที่แจ๋วกว่าคือนอกเหนือจากด้านสุขภาพภายนอกแล้ว การแกว่งแขนยังช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย โดยการแกว่งแขนจะช่วยให้ระบบน้ำเหลืองได้หมุนเวียนอย่างสะดวก โดยท่อน้ำเหลืองคือระบบที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยทำความสะอาดขจัดของเสียสารพิษในร่างกายและช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน

ง่ายๆ คือ การแกว่งแขนจึงเป็นเสมือนการออกกำลังกายที่ไม่ได้ใช้พละกำลัง แต่เป็นการขยับร่างกายเพื่อให้ร่างกายได้มีการเคลื่อนไหว แต่ได้ผลดีตรงที่สามารถทำให้ระบบการหมุนเวียนน้ำเหลืองในร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้น

การแกว่งแขนทำได้ง่ายก็จริง แต่ก็มีข้อควรระวังด้วยเช่นกัน เพราะหากแกว่งผิดท่าอาจทำให้ร่างกายบาดเจ็บ โดยวิธีที่ถูกต้องนั้น นพ.ปัญญา ไข่มุก คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกระดูก ข้อ และวิทยาศาสตร์การกีฬา แนะนำว่า ยืนตรง เท้าสองข้างแยกออกจากกันให้มีระยะห่างเท่ากับหัวไหล่ ปล่อยมือทั้งสองข้างลงตามธรรมชาติ อย่าเกร็ง

จากนั้นจิกปลายนิ้วเท้ายึดเกาะพื้น ส้นเท้าออกแรงเหยียบขาลงพื้นให้แน่น ให้แรงจนกล้ามเนื้อโคนเท้า โคนขา และท้องตึงเป็นใช้ได้ หดท้องน้อยเข้า เอวตั้งตรง เหยียดหลัง ผ่อนคลายกระดูก ลำคอ ศีรษะและปาก ผ่อนคลายตามธรรมชาติ บั้นท้ายควรให้งอขึ้นเล็กน้อย ระหว่างบริหารต้องหดก้นหรือขมิบทวารหนัก คล้ายยกสูงให้หดเข้าไปในลำไส้

เริ่มแรกที่ทำกายบริหารควรทำตั้งแต่ 100-200 ครั้งก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น 100 ครั้งตามลำดับ จนกระทั่งถึง 1,000-2,000 ครั้ง ซึ่งจะใช้เวลาในการบริหารประมาณครั้งละ 30 นาที (แกว่ง 500 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 10 นาที) ทำเช่นนี้สัปดาห์ละ 5 ครั้ง

 

Hanumanasana Variations : (Monkey Pose Variation)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2560 เวลา 11:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/488059

Hanumanasana Variations : (Monkey Pose Variation)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้เป็นกลุ่มท่ายาก เพื่อลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ ควรฝึกท่านี้หลังจากผ่านการวอร์มอัพร่างกาย การไหว้พระอาทิตย์ และฝึกท่าอาสนะที่ยืดเส้นใต้ขาและท่าเปิดสะโพกแล้ว ร่างกายจะพร้อมในการฝึกท่านี้ เพราะอาจเสี่ยงให้เกิดปัญหากับเส้นใต้ขา (Hamstrings) และข้อต่อสะโพกได้

ในเวอร์ชั่นนี้ ครูเพิ่มการยืดหน้าขาสำหรับขาหลังเข้ามา สำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บเส้นใต้ขา และบริเวณขาหนีบ ควรงดฝึกท่านี้ ที่สำคัญอย่าเร่งรีบในการฝึก การค้างท่าอย่างมั่นคง และไปช้าๆ พร้อมกับลมหายใจที่เป็นธรรมชาติ คือการฝึกที่สมบูรณ์แบบ

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นด้วยท่า Low Lunge โดยขาซ้ายอยู่หน้า เพื่อเตรียม

2.หายใจเข้ายืดขาหน้าเป็นท่าครึ่งลิง (Half Monkey) หายใจเข้าออกประมาณ 3 ลมหายใจ

3.ยืดขาซ้ายไปด้านหน้า ตั้งส้นเท้าให้ตรงและส่งขาขวาไปด้านหลัง มือทั้งสองข้างพยุงตัวไว้ก่อน ยังไม่ลงสุด หากใครรู้สึกตึงมากแล้วในท่านี้ ไม่ควรไม่ต่อ เพราะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

4.หายใจออกวางสะโพกลงพื้นอย่างนุ่มนวลส่งมือขวามาจับเท้าซ้ายด้านหน้า และพับขาหลังขึ้นมาพร้อมกับส่งมือซ้ายไปจับที่ฝ่าเท้าหลัง หายใจเข้า-ออกประมาณ 2 ลมหายใจ

5.พับลำตัวส่วนบนลงมาโดยให้หน้าผากวางที่น่อง ซี่โครง และหน้าอกแนบขาบน มือซ้ายที่จับเท้าหลังกดส้นเท้าให้ใกล้ก้น หายใจเข้า-ออกอย่างเป็นธรรมชาติ 5 รอบ ลมหายใจ หรือค้างท่าไว้สักครู่ จากนั้นค่อยๆ คลาย จากท่า แล้วลองฝึกสลับข้าง

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วนลด DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

 

เคล็ดลับชะลอวัย ห่างไกลโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2560 เวลา 09:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/487238

เคล็ดลับชะลอวัย ห่างไกลโรค

โดย…ชลญ่า ภาพ สุนันท์ ล้อสมทรัพย์

สิ่งที่ทำให้คนเราแก่เร็วคือความเจ็บป่วยโดยเฉพาะการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนลงพุง ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอนุมูลอิสระที่มากเกินไปในร่างกาย และเพื่อห่างไกลโรคและมีอายุยืนยาว นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัทในเครือเวลเนสซิตี้กรุ๊ป จึงแนะเคล็ดลับโกงความแก่ ดังนี้

ตัดขาดจาก 5 สิ่งต้องห้าม

1.การจินตนาการเชิงลบ ปัจจุบันคนเมืองและวัยทำงานต้องเผชิญความเครียดสะสมทั้งจากงานและชีวิตประจำวันจนทำให้เกิดจินตนาการลบ ซึ่งความคิดเหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ เพราะจิตใจเชื่อมโยงกับร่างกายโดยตรง ความคิดหรือจินตนาการเชิงลบจะทำให้ไม่เป็นสุข เกิดความเครียดสะสมลงสู่จิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว ทำให้ร่างกายเกิดเจ็บป่วยตามความคิดไปด้วย

2.ความอ้วน วิถีดำรงชีวิตและอาหารการกินของคนสมัยใหม่เอื้อให้เป็นโรคอ้วนง่ายขึ้น การเข้าสังคม การหาร้านอาหารใหม่ๆ เพื่อลงสื่อสังคมออนไลน์ หรือแม้แต่การนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวันโดยไม่ได้ขยับร่างกาย ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดโรคอ้วนได้ทั้งสิ้น ความอ้วนและอ้วนลงพุงเป็นสาเหตุของโรคมากมาย เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์-อัมพาต โรคตับอักเสบ-ตับแข็ง มะเร็ง เป็นต้น

3.ลดการบริโภคน้ำตาล การกินน้ำตาลมากเกินความต้องการจากอาหารบางประเภทมากเกินไป เช่น ขนมหวาน น้ำหวานหรือน้ำอัดลม แม้กระทั่งข้าวขาวและผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น มะม่วงสุก ทำให้เราเข้าสู่พฤติกรรมแช่อิ่ม เพราะทำให้เกิดการสะสมของน้ำตาลในร่างกายมากเกินความจำเป็นและนำมาสู่โรคภัยต่างๆ

4.งดบริโภคไขมันทรานส์ เพราะย่อยสลายยากกว่าไขมันชนิดอื่น เช่น ครีมเทียมในกาแฟพร้อมเสิร์ฟ ขนมเค้กหรือเบเกอรี่ ฯลฯ นอกจากนี้หลายคนเชื่อผิดๆ ว่าการใช้น้ำมันไม่อิ่มตัวอย่างน้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง มาปรุงอาหารประเภททอดแล้วดีกว่าการใช้น้ำมันอิ่มตัว จริงๆ แล้วน้ำมันประเภทไขมันไม่อิ่มตัวสามารถจับกับไฮโดรเจนกลายเป็นไขมันทรานส์และก่อให้เกิดสารพิษตกค้างและกระตุ้นอนุมูลอิสระในร่างกายได้

5.หลีกเลี่ยงกินสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เพราะเป็นสายพันธุ์ที่ใกล้ชิดกับมนุษย์ การบริโภคสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว จึงให้โทษต่อร่างกายไม่ว่าจะเรื่องการสะสมพิษชนิดเดียวกัน และยังมีไขมันและกล้ามเนื้อที่เป็นโทษและย่อยยาก เราจึงควรหาแหล่งโปรตีนอื่นที่มีคุณภาพ เช่น ปลาทะเลน้ำลึก ธัญพืช เห็ดชนิดต่างๆ

5 สิ่งที่ควรปฏิบัติ

1.เลือกกินผักผลไม้สดที่ไม่หวาน ซึ่งให้คุณค่าวิตามินอย่างแท้จริงและมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน ควรเลือกผักผลไม้หลากชนิดเพื่อให้ได้รับวิตามินครบถ้วน และควรกินเป็นสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งของอาหารแต่ละมื้อ

2.เลือกกินแป้งไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือขนมปังโฮลวีต เพราะเป็นแป้งที่มีโครงสร้างซับซ้อนทำให้ชะลอการดูดซึมน้ำตาล ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งควรกินในปริมาณที่น้อยลงในแต่ละมื้อ

3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที

4.พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับอย่างมีคุณภาพช่วยให้ร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ แนะนำให้นอนหลับสนิทอย่างน้อยวันละ 4 ชั่วโมง

5.คิดบวกและมีทัศนคติที่ดี คนคิดบวกจะไม่เครียดง่าย เวลาทำอะไรก็ทำอย่างมีความสุข เมื่อใจสุขกายก็สุข

 

เทคนิคเพิ่มความสูงเด็กในช่วงปิดเทอม มากสุดถึง 5 ซม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2560 เวลา 17:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/487047

เทคนิคเพิ่มความสูงเด็กในช่วงปิดเทอม มากสุดถึง 5 ซม.

แนะเทคนิคเพิ่มความสูงเด็กในช่วงปิดเทอม เสริมสร้างความมั่นใจ และบุคลิกภาพ

ความเชื่อที่ว่าอายุเกิน 21 ร่างกายจะหยุดสูง หรือ กรรมพันธุ์พ่อแม่เตี้ยลูกก็เตี้ยตาม ความคิดแบบนี้เมื่อ 60 ปีก่อนอาจจะเป็นเรื่องจริง แต่ด้วยวิวัฒนาการด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สมัยใหม่สามารถทำลายความเชื่อแบบนั้นได้ เมื่อสามารถเพิ่มความสูงได้มากถึง 5 เซนติเมตร นับเป็นเรื่องดีต่อใจสำหรับคนเตี้ยที่อยากสูง หรือคนที่อยากสูงแต่อายุอยู่ในช่วงวัย 30 แล้ว

ดร.บัณลักข ถิระมงคล หรือ “หมอหญิง High Expert” ผู้อำนวยการคลินิกดีสปายน์ และสถาบันเพิ่มความสูง Tallsters บอกว่า ความสูงของคนถือว่าเป็นมิติหนึ่งของการเจริญเติบโต โดยทั่วไปแล้วการที่คนเราจะสูงได้แค่ไหนนั้น มีปัจจัยหลักๆอยู่ 4 อย่างด้วยกันคือ ปัจจัยแรกเป็นเรื่องของพันธุกรรม เช่น พ่อแม่สูง 160 ลูกก็มีโอกาสสูง 160 เซนติเมตรได้ หรือพูดได้ว่าถ้าพ่อแม่เตี้ยลูกก็จะเตี้ย หากพ่อแม่สูงลูกก็มีแนวโน้มที่จะสูง

ส่วนปัจจัยที่สองคือเรื่องของโภชนาการ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของโปรตีนและแคลเซียม รวมทั้งอาหารกลุ่มอื่นๆ เช่น อาหารที่ให้พลังงาน วิตามินและเกลือแร่ก็มีความสำคัญเช่นกัน ส่วนปัจจัยที่สามคือเรื่องของการออกกำลังกายที่จะช่วยทำให้กระดูกมีการเจริญเติบโตเป็นไปตามปกติ และปัจจัยสุดท้ายคือเรื่องของความเจ็บป่วยต่างๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อความสูง เช่นเด็กที่ป่วยเป็นโรคขาดสารอาหารถือเป็นความเจ็บป่วยชนิดหนึ่งที่ทำให้เด็กเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ในด้านน้ำหนักและความสูง นอกจากนี้ยังมีเรื่องของโรคทางพันธุกรรมบางอย่างของกระดูก หรือ โรคต่อมไร้ท่อ เช่น เนื้องอกของต่อมใต้สมอง ถ้าขาดฮอร์โมนของการเจริญเติบโตจะทำให้เด็กแคระแกร็นได้

ดร.บัณลักข ระบุว่า ในสังคมตั้งคำถามมากมายว่าอายุเท่าไหร่ร่างกายถึงจะหยุดสูง ถ้าจะบอกว่าร่างกายไม่จำกัดอายุในการเจริญเติบโตด้านความสูงก็อาจจะฟังดูโอเว่อร์ แต่จะประมวลคร่าวๆ ได้ว่า หากเด็กอายุตั้งแต่ 12-13 ปีได้รับการปรับโครงสร้างร่างกายและเข้าโปรแกรมเพิ่มความสูงจะสามารถสูงเพิ่มได้มากถึงปีละ 10-12 เซนติเมตร ส่วนเด็กวันรุ่นอายุตั้งแต่ 20-30 ปี หากเริ่มโปรแกรมเพิ่มความสูงสามารถเพิ่มได้อีกปีละ 5-7 เซนติเมตร และวัย 30-40 ปี สามารถเพิ่มและพัฒนาความสูงได้มากถึง 3-5 เซนติเมตรเลยทีเดียว

 

 

ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มความสูง Tallsters แนะเทคนิคการเพิ่มความสูง โดยอาศัยเทคนิคดังต่อไปนี้

1.การกระตุ้นโกรทฮอร์โมนด้วยเทคนิคการออกกำลังกายที่ถูกวิธี เพราะถ้าไม่ถูกวิธีจะกลายเป็นการออกกำลังกายแทนการเพิ่มความสูง ซึ่งสามารถทำได้โดยการกระโดด เช่น กระโดดแทรมโพลีน ซึ่งจะมีด้วยกัน 4 ท่า โดยเริ่มจาก

ท่าแรกคือ Side kick คือการกระโดดด้วยขาข้างเดียวและเตะขาไปทางด้านข้างซ้ายขวา อย่างน้อย 3 เซ็ทๆ ละ 10 ครั้ง

ท่าที่สอง Front Kick คือการสะบัดเตะขาไปทางด้านหน้า เพื่อจะได้มีการสะบัดบริเวณข้อต่อเข่า ข้อต่อเท้า และเบ้าสะโพก เพื่อช่วยทำให้ขายืดยาวมากขึ้น ทำสลับซ้ายขวา อย่างน้อย 3 เซ็ทๆ ละ 10 ครั้ง

ท่าที่สามคือท่า High Knee เป็นท่าการวิ่งและยกเข่าด้านหน้าขึ้นสูง เพื่อจะทำให้การทรงตัวและช่วยทำให้ข้อต่อกระดูกบริเวณสะโพกและเข่าได้ขยับ ได้มีพื้นที่ให้กระดูกได้ยืดและขยายเพิ่มมากขึ้น วิธีการทำโดยการกระโดดและยกขาขึ้นงอให้หัวเข่าอยู่ขนานกับลำตัวช่วงเอว ทำสลับซ้ายขวา อย่างน้อย 3 เซ็ทๆละ 10 ครั้ง

ท่าที่สี่คือท่า Scissor Kick คือการกระโดดโดยเตะขาสลับขากรรไกร เพื่อกระตุ้นให้ข้อต่อของเท้าและสะโพกได้ขยายตัว ทำสลับกัน 3 เซ็ทๆ ละ 10 ครั้ง

2.ควบคุมอาหารหรือลดอาหารที่ส่งผลต่อความหนาแน่นของกระดูก เช่น การดื่มกาแฟ เนื่องจากคาเฟอีนในกาแฟนจะทำให้เพิ่มความเป็นกรดในเลือด ร่างกายจึงต้องดึงแคลเซียมจากกระดูกสันหลังออกมาเพื่อรักษาความเป็นด่างอ่อนๆในร่างกาย ทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ นอกจากนี้น้ำอัดลมก็มีโอกาสทำให้ผู้ที่ดื่มเกิดกระดูกพรุนได้มากกว่าผู้ที่ไม่ดื่มได้ 3-4 เท่า สำหรับอาหารที่แนะนำเลยคือ แคลเซียมที่เป็นผลดีต่อกระดูกและฟัน เช่น นม โยเกิร์ต เนยแข็ง แต่แนะนำให้เป็นนมพร่องมันเนยจะปลอดภัยกว่า  นอกจากนี้อาหารพื้นบ้านอย่าง ปลากรอบ กุ้งแห้ง กะปิ ผักใบเขียว เต้าหู้แผ่น และถั่วเหลือง ล้วนเป็นอาหารที่มีแคลเซียมสูงเช่นกัน โดยเฉพาะถั่วเหลืองนอกจากจะชะลอความเสื่อมของกระดูกแล้วยังลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมอีกด้วย

3.เตรียมตัวต้อนรับโกรทฮอร์โมนด้วยการ เข้านอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม ปิดไฟ ปิดม่าน ปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด แล้วเข้านอน เพราะในช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมา

ถ้าหากในช่วงปิดเทอมน้องๆ สามารถทำได้ครบทุกข้อและปฏิบัติตามอย่างถูกต้องและถูกวิธี เชื่อว่าน้องๆ จะสามารถเพิ่มความสูงได้ถึง 1-5 เซนติเมตรเลยทีเดียว ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับความตั้งใจของแต่ละคน

หากใครอยากได้ความรู้และเทคนิคเพิ่มเติมโดยต้องการเพิ่มความสูงภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้ารับฟังข้อมูลการบรรยายและสาธิตการเพิ่มความสูงได้ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 45 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 15 (Bangkok International Book Fair 2017) ในวันที่ 3 เมษายน 2560 เวลา 15.00 น. ณ เวทีกลาง ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติต์  โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ภายในงานจะมีการเปิดตัวหนังสือ “สูงสุด…ไม่หยุดสูง”  โดย ดร.บัณลักข ถิระมงคล จากสถาบันเพิ่มความสูง Tallsters ภายในงานจะมีน้องๆ ที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มความสูง มาบอกเล่าประสบการณ์ และโชว์ความสูงที่สามารถเพิ่มได้จริง พร้อมทั้ง นักแสดงสาว “มัดหมี่ พิมพ์ดาว พานิชสมัย” ที่เข้าร่วมเพิ่มความสูงและสามารถเพิ่มได้จริง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.tallsters.com  หรือเฟซบุ๊คแฟนเพจ หมอหญิงสูงสร้างได้tallsters

 

 

 

 

 

Assisted reproduction: what’s new

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/life/living_health/30299361

November 08, 2016 01:00
By DR BOONSAENG WUTTHIPHAN

Cow’s milk allergy in children

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/life/living_health/30298795

November 01, 2016 01:00
By PROFESSOR BOOSBA VIVATVAKIN
Special to The Nation

Service with an android smile

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/life/living_health/30298796

A MediaSaturn employee loads a consignment in the Starship Technologies robot in Dusseldorf, Germany. /DPA

A MediaSaturn robot supplied by Starship Technologies robot uses a pedestrian crossing to cross a road in Dusseldorf, Germany. /DPA

November 01, 2016 01:00
By UTA KNAPP
DEUTSCHE PRESSE-AGENTUR
DUSSELDORF

Caring for our ageing skin

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/life/living_health/30298442

“Years of exposure to the sun for lengthy periods may lead to age spots, melasma, dryness and wrinkles,” says dermatologist Thanisorn Thamlikitkul. Photo/Reuters
October 27, 2016 01:00
By THANISORN THAMLIKITKUL MD
Special to The Nation