โรครองช้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/482675

โรครองช้ำ

โดย…แพทย์จีน สมชาย จิรพินิจวงศ์ แผนกฝังเข็ม คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

โรครองช้ำ เป็นชื่อที่ประชาชนทั่วไปรู้จักว่าจะมีอาการเจ็บบริเวณส้นเท้า โดยเฉพาะเวลาที่ตื่นนอนลงจากเตียงตอนเช้า หรือนั่ง หรือยืนนานๆ เดินนานๆ จะเจ็บจนต้องพัก ชื่อเป็นทางการ โรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar Fasciitis) สาเหตุส่วนมากเกิดจาก

1.น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เมื่อต้องยืน เดิน มากๆ จึงอักเสบ

2.อิริยาบถที่ยืน เดินนานๆ เช่น คนที่เป็นยาม หรือคนขายของตามหน้าร้านในห้างสรรพสินค้า

3.เลือกใส่รองเท้าไม่เหมาะสม แข็งเกินไป บีบรัดเกินไปไม่พอดีเท้า

4.โครงสร้างร่างกายตั้งแต่ช่วงหลังเอวลงไป หรือเฉพาะที่ใต้เท้า เช่น เป็นเท้าแบน อุ้งเท้าโก่งมากเกินไป เป็นต้น

ในทางแพทย์จีน กล่าวไว้น่าสนใจว่า เมื่อคนอายุย่างสู่ 40 พลังอินในร่างกายจะลดทอนครึ่งหนึ่ง อินในที่นี้เป็นสารที่จะหล่อเลี้ยงเอ็น กระดูก ทั่วทั้งร่างกาย โดยเฉพาะตับไต เป็นสองอวัยวะที่จะเกี่ยวข้องมากที่สุด เพราะไตจะกำกับเกี่ยวข้องกับกระดูก ตับจะกำกับเกี่ยวข้องกับเอ็น ดังนั้นอาการปวดรองช้ำจึงมักจะเกิดจากอินของตับและไตไปหล่อเลี้ยงเอ็นกระดูกไม่เพียงพอ เอ็นจึงขาดความยืดหยุ่น กระดูกจึงเปราะบางและความแข็งแรงลดลง

อาการจะเจ็บเหมือนมีอะไรทิ่มตำบริเวณส้นเท้า หรืออาจจะปวดรวมๆ ทั้งฝ่าเท้า อาการปวดจะหนักเบาเป็นระยะขึ้นกับการพักผ่อน หรืออิริยาบถท่านั้นนานๆ เช่น ยืน เดิน ในการแพทย์จีนอธิบายว่าอาการเจ็บมากในช่วงตื่น หรือจากการนั่งพักนานๆ พอลงน้ำหนักจะเจ็บปวด ในขณะที่คนนอนพัก นั่งนาน การไหลเวียนจะเชื่องช้าลง ชี่และเลือด (อิน) จะไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ลดลง เมื่อการหล่อเลี้ยงไม่พอ ก็จะปวด หรือในคนที่สุขภาพอ่อนแอ (พลังไตอ่อนแอ) การไหลเวียนของชี่ลดลง เลือดจะคั่ง จึงทำให้ปวด

การรักษา : 1.ฝังเข็ม 2.แช่เท้าด้วยยา 3.รับประทานยา

การฝังเข็ม

จะฝังบริเวณจุดใกล้ๆ กับส้นเท้า หรือใต้ตาตุ่ม เพื่อเพิ่มการไหลเวียนควบคู่กับใช้จุดบำรุงเอ็น กระดูก

การแช่เท้าด้วยยาสมุนไพรจีน

ตัวยาที่ใช้มักจะมีสรรพคุณเพิ่มการไหลเวียนและบำรุงเอ็น กระดูก เช่นเดียวกัน กับยาที่แช่จะอุ่นๆ จึงทำให้การไหลเวียนดีมากขึ้น

รับประทานยา

กรณีนี้มักจะเหมาะกับคนที่สุขภาพอ่อนแอ สูงอายุ หรือเป็นมานานเรื้อรัง ยาที่จะใช้มีสรรพคุณบำรุงเอ็น กระดูก แล้วจะมียาสลายเลือดคั่งด้วย

การดูแลและป้องกัน

1.ควบคุมน้ำหนัก

2.เปลี่ยนอิริยาบถและพักเป็นเวลา

3.เลือกรองเท้าให้เหมาะสม

4.กรณีที่โครงสร้างร่างกายผิดปกติ เช่น เท้าแบนก็ต้องใส่ Support หนุนอุ้งเท้า ซึ่งต้องพบแพทย์กระดูกเฉพาะทาง ควบคู่กับการรักษาแบบแผนจีน ซึ่งจะเน้นรักษาสร้างเสริมให้ร่างกายสมดุล คือ ให้เอ็นและกระดูกแข็งแรง ด้วยการบำรุงตับและไต

 

Utthan Pristhasana Variation (The Lizard Pose Variation)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/482674

Utthan Pristhasana Variation (The Lizard Pose Variation)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าสัตว์เลื้อยคลาน ช่วยสร้างความแข็งแรงให้ขาหนีบและเอ็นร้อยหวาย ยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า และช่วยเตรียมความพร้อมให้ร่างกายสำหรับการฝึกอาสนะที่เน้นการเปิดสะโพกที่ลึกขึ้น

ในเวอร์ชั่นนี้ครูได้มีการออกแบบให้ตะแคงเท้า เพื่อเปิดองศาหัวเข่ามากขึ้น จะส่งผลโดยตรงไปที่ข้อเท้าและข้อสะโพกมากกว่าเดิม จึงช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้ข้อเท้าได้อย่างดี

ในขณะฝึกต้องค่อยเป็นค่อยไปไม่ต้องผลักดันตัวเองมาก กระจายน้ำหนักให้ถูกต้องไม่โถมตัวลงลึกมากเกินไป โดยรักษาความตื่นตัวขณะค้างท่า สำหรับผู้ที่มีปัญหาบาดเจ็บหัวเข่าหรือสะโพก ควรงดการฝึกท่านี้

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นจากท่า The Lunge Pose โดยขาขวาอยู่หน้า ขาซ้ายอยู่หลัง เพื่อเตรียม

 

2.ส่งมือขวามาอยู่ด้านในขา ยกข้อมือขึ้นกดโคนนิ้วมือและปลายนิ้วมือลง เพื่อที่น้ำหนักจะได้ไม่โถมลงข้อมือ ยืดแขนและไหล่ให้สบายก่อน ขยับฝ่าเท้าขวาออกไปด้านข้างเล็กน้อย วางเข่าซ้ายลงด้านหลังเบาๆ หายใจเข้าออกสักครู่

 

3.ตะแคงฝ่าเท้าขวา โดยกระจายน้ำหนัก เปิดหัวเข่าและสะโพกออกตามกำลัง ค้างท่าประมาณ 10 วินาที หายใจตามธรรมชาติ

 

4.หายใจออกวางท่อนแขนทั้งสองข้างลงที่พื้น หงายฝ่ามือ ค้างท่าประมาณ 20 วินาที หายใจเข้าออก

 

5.ยืดหลังส่วนบนและยืดแขนทั้งสองข้าง ทแยงมุมออกไปที่มุมเสื่อฝั่งซ้าย วางหน้าผากลงพื้น หายใจเข้าออก ค้างท่าประมาณ 10 วินาที ตามกำลัง

 

6.คลายขาหน้าด้วยการทำท่าครึ่งลิง แล้วทำสลับข้าง

 

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วนลด DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

 

Hyperbaric Oxygen Therapy คืออะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/481675

Hyperbaric Oxygen Therapy คืออะไร

โดย…รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ในช่วงอาทิตย์นี้ สำหรับท่านที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้น คงไม่พลาดข่าวที่ได้รับความสนใจในระดับต้นๆ คือปฏิบัติการที่ในบริเวณวัดพระธรรมกาย และคงมีผู้ที่สังเกตเห็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดหนึ่งที่พบอยู่ในบริเวณวัด มีลักษณะคล้าย Capsule ที่คนสามารถเข้าไปนอนได้ และมีการสอบถามมาจากสื่อต่างๆ มากมายว่าอุปกรณ์ดังกล่าวคืออะไร มีจุดประสงค์เพื่ออะไร ซึ่งอุปกรณ์ที่เห็นนี้ คือ Hyperbaric Oxygen Chamber หรืออุปกรณ์สำหรับรักษาผู้ป่วยด้วยออกซิเจนที่มีความดันบรรยากาศสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy, HBOT)

HBOT คืออะไร

เป็นที่ทราบกันดีว่าออกซิเจนเป็นก๊าซที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยปกติในความดันบรรยากาศปกติจะมีออกซิเจนอยู่ในอากาศประมาณ 21% และมีความดันของก๊าซออกซิเจนประมาณ 150 mmHg ในบรรยากาศปกติและเมื่อเราหายใจออกซิเจนเหล่านี้ก็จะมีการดูดซึมที่บริเวณเส้นเลือดในปอดและถูกนำไปเลี้ยงเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย การให้การรักษาด้วยออกซิเจนความดันบรรยากาศสูงคือการปรับแรงดันบรรยากาศในห้อง (Chamber) ที่มีการสร้างแบบจำเพาะ เพื่อให้มีแรงดันบรรยากาศที่สูงกว่าแรงดันบรรยากาศปกติในระดับน้ำทะเลได้หลายเท่า (โดยปกติ 2-3 เท่า) เมื่อผู้ป่วยเข้าไปอยู่ในห้องปรับความดันที่มีออกซิเจนบริสุทธิ์ ก็จะทำให้ผู้ป่วยสามารถได้รับออกซิเจนเข้าไปในร่างกายในระดับที่สูงมากกว่าปกติได้

ผลของการใช้ HBOT

การให้ผู้ป่วยได้รับ HBOT อย่างเหมาะสม พบว่าจะสามารถช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในร่างกายผู้ป่วยได้  ในผู้ป่วยที่มีฟองอากาศอุดตันเส้นเลือด HBOT จะช่วยลดขนาดของก๊าซที่อุดตันเส้นเลือด มีฤทธิ์ต้านการติดเชื้อและอาจช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดใหม่ได้ ปัจจุบันพบว่าสามารถประยุกต์ใช้ HBOT เพื่อรักษาโรคต่างๆ ได้ เช่น ภาวะที่ผู้ป่วยเกิด Decompression Sickness จากการดำน้ำ (โรคน้ำหนีบ) โดยพบในผู้ป่วยที่ไปดำน้ำแล้วขึ้นสู่ผิวน้ำเร็วเกินไป โดยผู้ป่วยจะมีอาการภายหลังขึ้นจากน้ำ โดยอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยตามตัว หรือรุนแรงขนาดหมดสติ อ่อนแรง ตามร่างกายได้ ภาวะที่มีก๊าซอุดตันในกระแสเลือด ภาวะที่มีแผลเรื้อรังที่บริเวณแขน ขา จากการที่ขาดเลือดไปเลี้ยง หรือในผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลเรื้อรัง โดยการใช้ HBOT อาจช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ไปเลี้ยงบริเวณเนื้อเยื่อที่ขาดเลือดได้ นอกจากนี้ ยังมีการพยายามใช้ HBOT ในการรักษาเพื่อหวังผลด้านการชะลอวัย (Anti Aging) หรือเสริมความงาม เช่น ลดรอยย่นของผิวหนัง ต้านฤทธิ์ของรังสี UV และมีการนำมาใช้ในข้อบ่งชี้อื่นๆ อีกมากมาย แม้ว่าโดยทางทฤษฎีอาจดูน่าสนใจ แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า HBOT สามารถทำให้เกิดผลดีในภาวะอื่นๆ ดังกล่าวได้ จึงยังไม่ถือว่าเป็นการรักษามาตรฐานได้

แนวทางการรักษาด้วย HBOT

การรักษาด้วย HBOT จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และบุคลากรผู้มีความชำนาญในการใช้อุปกรณ์ในสถานพยาบาลที่มีความชำนาญเฉพาะ ปกติ Chamber ที่ใช้จะมีทั้งขนาดที่สามารถเข้าไปใช้ได้ทีละคน หรือแบบห้องใหญ่ที่สามารถเข้าไปได้พร้อมกันหลายคน หรือให้รถเข็นเข้าไปได้ การรักษาด้วย HBOT ผู้ป่วยมักเข้าไปรับการรักษาเป็นเวลาสั้นๆ 1-2 ชั่วโมง ภายใต้แรงดัน 2-3 เท่าบรรยากาศ ภายใต้การเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ผลข้างเคียงที่เกิดจาก HBOT สามารถพบได้ เช่น ความดันบรรยากาศที่สูง อาจทำให้เกิดอาการหูอื้อหรือลมรั่วในปอดได้ การได้รับออกซิเจนในระดับสูงอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแน่นหน้าอก แสบร้อนบริเวณหน้าอก หรือในผู้ป่วยส่วนน้อยอาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น อาการชักได้ แต่พบได้น้อยมาก

กล่าวโดยสรุป การรักษาด้วย HBOT สามารถทำให้ผลการรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในบางภาวะดีขึ้น และจัดเป็นการรักษามาตรฐานที่ต้องได้รับการดูแลจากทีมผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังมีการพยายามนำ HBOT มาใช้ในการรักษาโรคอื่นๆ อีกมากมาย แต่ยังคงต้องรอการศึกษาเพิ่มเติมว่าจะมีประโยชน์ที่แท้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะในวงการเสริมความงามหรือเวชศาสตร์ชะลอวัย

 

อาการท้องเสีย จากการแพ้กลูเตน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/481540

อาการท้องเสีย จากการแพ้กลูเตน

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่นิยมบริโภคอาหารประเภทเบเกอรี่อาทิ เค้ก พาย ขนมปัง ข้าวโอ๊ตซีเรียล ซึ่งในอาหารจำพวกแป้งเหล่านี้ จะมีโปรตีนที่เรียกว่ากลูเตน (Gluten) ที่ช่วยทำให้อาหารเหนียว นุ่ม และยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่รับประทานมังสวิรัติและอาหารเจ แต่สำหรับผู้ที่แพ้กลูเตนอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้

การแพ้กลูเตนอาจก่อให้เกิดโรคที่เรียกว่า โรคเซลิแอค (Celiac Disease) โดยกลูเตนจะทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันต่อตัวเอง (Autoimmune Disease) โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะสร้างแอนติบอดีเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อบุเซลล์ที่ลำไส้เล็ก (Microvilli) ส่งผลให้เกิดการอักเสบและฝ่อในที่สุด ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การดูดซึมอาหาร เกลือแร่ วิตามินได้ไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ ผู้ป่วยจะมีอาการท้องอืด ท้องเสียเรื้อรัง ปวดท้องที่เกิดจากก๊าซในกระเพาะอาหาร โลหิตจาง (Anemia) เนื่องจากดูดกลืนโฟลิค และวิตามิน B12 ได้ไม่เพียงพอ อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลง กระดูกพรุน ระบบประสาททำงานผิดปกติ ผิวหนังเป็นผื่นบริเวณข้อศอกและเข่า ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ โกรธง่าย ซึมง่าย ในกรณีที่เกิดในเด็กจะทำให้เด็กโตช้า ตัวเล็กกว่าเด็กปกติทั่วไป ในผู้ป่วยโรคเซลิแอคบางรายจะไม่มีอาการเลยก็ได้แต่โรคดังกล่าวยังคงมีการทำลายลำไส้เล็กอย่างต่อเนื่อง

ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคเซลิแอคประมาณ 1-2% ประชากรไทยพบโรคนี้ได้ 0.3% พบได้มากในคนผิวขาว เป็นได้ในทุกช่วงอายุ แต่จะพบมากสุดในกลุ่มช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป โดยหากมีพ่อ แม่ พี่น้องในครอบครัวเป็นโรคนี้ จะมีโอกาสที่คนอื่นๆ ในครอบครัวจะเป็นโรคนี้ด้วยถึง 10%

ณิศรา ตีระวัฒนพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ หรือ N Health เปิดเผยว่า การวินิจฉัยโรคเซลิแอคนั้นทำได้โดยตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ส่องกล้อง และตัดชิ้นเนื้อในลำไส้เล็กเพื่อตรวจยืนยัน เนื่องจากโรคเซลิแอคจะมีอาการใกล้เคียงกับโรคอื่นๆ ของระบบลำไส้ ซึ่งแพทย์จะรักษาตามอาการ จึงมีคนไข้ที่อาจไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเซลิแอค หากไม่ได้รับการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยเบื้องต้นก่อน โดยสามารถตรวจได้ที่ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลทั่วไป

อย่างไรก็ตาม หากตรวจดูอาการของตนเองแล้วพบว่ามีอาการเข้าข่ายแพ้กลูเตน ควรปรึกษาแพทย์พร้อมประวัติการรักษาเกี่ยวกับโรคที่เกี่ยวกับช่องท้อง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง ทั้งนี้หากตรวจแล้วพบว่าแพ้กลูเตนก็จำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตนเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งอาจจะต้องหลีกเลี่ยงการบริโภคนมด้วย เพราะผู้ที่เป็นโรคเซลิแอคจำนวนมากมีอาการแพ้นม เนื่องจากไม่สามารถย่อยแลคโตสได้ นอกจากนี้ควรได้รับการแนะนำจากนักโภชนาการที่มีประสบการณ์โดยตรงในการจัดอาหารสำหรับผู้ที่เป็นโรคโรคเซลิแอค และควรอ่านฉลากอย่างระมัดระวังก่อนที่จะบริโภคอาหารทุกชนิด

 

การฝึกโยคะท่ากระดาน ดันกระดูกสะบักขึ้นสู่เบื้องบน เปิดช่องอกและซี่โครงสู่ท้องฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/481539

การฝึกโยคะท่ากระดาน ดันกระดูกสะบักขึ้นสู่เบื้องบน เปิดช่องอกและซี่โครงสู่ท้องฟ้า

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การฝึกท่ากระดาน เป็นโอกาสที่จะได้ดันกระดูกสะบักขึ้นสู่เบื้องบน เปิดช่องอกและซี่โครงสู่ท้องฟ้า วันนี้มาต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ในเวอร์ชั่น A ด้วยการยกขาลอย ขึ้น 1 ข้าง การเขย่งส้นเท้าลอย ขณะยกขาขึ้น ต้องใช้การทรงตัวและกำลังของกล้ามเนื้อหลายมัด โดยเฉพาะความแข็งแรงของน่อง และเพื่อที่จะให้หน้าอกและหัวไหล่ได้เปิดออกอย่างเต็มที่

ควรผ่อนคลายร่างกายส่วนบนก่อน ให้ฝึกในเวอร์ชั่น A แล้วค่อยต่อในเวอร์ชั่น B โฟกัสและยืดมัดกล้ามเนื้อเซอร์ราตัส แอนทีเรียร์(Serratus Anterior) ซึ่งมีหน้าที่ช่วยดึงกระดูกสะบัก และมีจุดเกาะปลายที่กระดูกซี่โครง รวมทั้งกลุ่มกล้ามเนื้ออก กล้ามเนื้อเพคทอราลิส (Pectoralis) ให้รู้สึกดิ่งลึกและจมลงไปกับท่าอาสนะ

วิธีปฎิบัติ

1. เริ่มต้นจากท่ากระดาน ยกก้นและลำตัวลอยขึ้นจากพื้น ดันกระดูกสะบักขึ้น หน้าอกเปิดออกหายใจเข้าออกสักครู่ (รูป 1)

(รูป 1)

 

2. เขย่งส้นเท้าทั้งสองข้างลอยขึ้นจากพื้น ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที (รูป 2)

(รูป 2)

3. หย่อนก้นลงเล็กน้อยแล้วยกขาซ้ายลอยขึ้น ยืดขาให้สุดปลายเท้าชี้สู่เบื้องบน ค้างท่าประมาณ 10 วินาทีหายใจเข้าออก จากนั้นวางส้นเท้าทั้งสองข้างลง แล้วค่อยๆ ลดก้นลงเพื่อคลายจากท่า ผ่อนคลายข้อมือหมุนข้อมือเบาๆ แล้วเริ่มฝึกใหม่ด้วยการยกสลับขา  (รูป 3)

(รูป 3)

 

“มะเร็ง”ไม่น่ากลัว เพราะป้องกันและรักษาให้หายขาดได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

7 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 00:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/481275

"มะเร็ง"ไม่น่ากลัว เพราะป้องกันและรักษาให้หายขาดได้

เรียบเรียงโดย วารุณี อินวันนา

ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเลขาธิการมูลนิธิสายธารแห่งความหวังและที่ปรึกษา ชมรมเพื่อนมะเร็งไทย กล่าวว่า วันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันมะเร็งโลก  ทั้งโลกได้ตกลงร่วมกันรณรงค์เพื่อลดการตายจากมะเร็งและโรคไม่ติดต่อลง 25% ภายในปี 2025 (พ.ศ. 2568) คืออีก 9 ปีข้างหน้า

สำหรับ ยุคนี้ มะเร็งมิได้เป็นเรื่องน่ากลัวอีกต่อไป มะเร็งอาจรักษาหายขาดได้ เราสามารถป้องกันมะเร็งบางอย่างได้ และถ้าใครเป็นมะเร็งในสมัยนี้ ก็ไม่ต้องผจญกับมะเร็งอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป ถึงเป็นมะเร็งที่รักษายาก ก็มีทางเลือกดี ๆ เสมอ ถึงแม้จะจากไปด้วยโรคมะเร็งก็ไม่ทุกข์ทรมานเช่นแต่ก่อน เพราะเรามีเพื่อนร่วมทางจนถึงที่หมายสุดท้าย

แตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา ผู้ที่ได้รับแจ้งจากหมอว่าป่วยด้วยโรคมะเร็ง เหมือนกับการถูกพิพากษาประหารชีวิตเลยทีเดียว การดิ้นรถเพื่อเอาชีวิตรอดจึงเกิดขึ้นตามมา และเป็นโรคที่สร้างความน่าสะพึงกลัว  เพราะสมัยนี้คนอายุมาก อายุน้อย หรือเด็ก ก็เป็นมะเร็งได้
มะเร็งอาจรักษาหายขาดได้

เดี๋ยวนี้คนเป็นมะเร็งไม่ได้ตายแน่เสียทุกคน  มะเร็งบางชนิดอาจรักษาหายขาดได้ เช่นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก มะเร็งเต้านม เป็นต้น มะเร็งหลายชนิด ถ้าตรวจพบในระยะแรกมีโอกาสรักษาหายขาด แต่จะตรวจพบก็ต่อเมื่อตั้งใจไปตรวจกรองหามะเร็ง เท่านั้น ถ้าจะรอให้มีอาการแล้วค่อยไปตรวจ ก็จะพบเมื่อเป็นก้อนใหญ่ หรือลุกลามไปอวัยวะอื่นๆ แล้ว ที่เราเรียกกันว่าระยะท้ายแล้วเกือบทั้งสิ้น

มะเร็งที่ตรวจกรองได้ คือมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่  สตรีทุกคนแม้ยังมีสุขภาพดี ตรวจภายในเพื่อหามะเร็งปากมดลูกทุก 5 ปี ตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป พึงเรียนรู้วิธีตรวจเต้านมด้วยตนเอง หรือรับการตรวจเอกซเรย์แมมโมแกรม ทุก 2 ปี ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป และผู้ชายทุกคนแม้ยังมีสุขภาพดี ควรรับการตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้องทางทวารหนักทุก 5 ปีตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป มะเร็งสามอย่างนี้ หากตรวจพบมะเร็งในระยะแรกอาจรักษาหายขาดโดยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว ร่วมกับการรักษาที่แพทย์แนะนำ

ไลฟ์สไตล์ ดึงดูดมะเร็ง

ศ.นพ.อิศรางค์  กล่าวว่า มะเร็งเกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมในเซลล์ที่สะสมซ้อนกัน มะเร็งจึงเป็นบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออายุมากขึ้น การใช้ชีวิตบางอย่างทำให้เป็นมะเร็งเร็วขึ้น ประกอบด้วย

บุหรี่ เร่งการเป็นมะเร็งปอดให้มากขึ้นและเร็วขึ้น 200 เท่า บุหรี่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งช่องปาก และมะเร็งอื่นอีกนับสิบชนิด มะเร็งเหล่านี้เป็นแล้วมักตายเร็ว จึงควรรณรงค์ลดการสูบบุหรี่อย่างจริงจัง

ความอ้วน เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม และมะเร็งอื่น ๆ อีกนับสิบอย่าง เราสามารถเลือกออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก เพื่อลดความเสี่ยงของมะเร็ง และโรคไม่ติดต่ออื่น ๆ คือ ลดความเสี่ยงเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง และหัวใจ ไปในคราวเดียวกัน

ผู้ที่กินเนื้อสัตว์โดยไม่กินผักผลไม้ เสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่า ผู้ที่กินแต่ผักผลไม้และงดเนื้อสัตว์

เราสามารถเลือกกินอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่ข้อความนี้เป็นจริงเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ ไม่สามารถป้องกันมะเร็งอื่นได้

มะเร็งที่ป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน

มะเร็งตับ ประเทศไทยจัดฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีให้ เด็กทุกคนมาตั้งแต่ 25 ปีที่แล้ว คนไทยอายุต่ำกว่า 25 ปีในวันนี้เมื่อโตขึ้นจะไม่เป็นมะเร็งตับ แต่ที่เหลือยังคงเสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับในวัยเกษียณอายุ

มะเร็งปากมดลูก สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี ตั้งแต่เด็กวัยรุ่น ในวันนี้เราอาจจะตัองจ่ายเงินเองเพื่อฉีดลูกหลาน แต่ในอนาคตทุกคนคงจะได้ฉีดวัคซีนนี้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุมากขึ้นวัคซีนอาจไม่ได้ผล ยังคงต้องตรวจภายในเป็นประจำเมื่อถึงอายุอยู่ดี…จึงไม่ควรชะล่าใจ

ยุคนี้คนเป็นมะเร็ง ไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป … เรามีเพื่อน

ศ.นพ.อิศรางค์ กล่าวว่า หมอไม่ควรปกปิดความจริงกับคนไข้  ว่า เป็นมะเร็งชนิดใด ระยะใด รักษาได้หรือรักษายาก  ขอให้ตัวคนไข้ได้รับรู้ความจริงและตัดสินใจด้วยตนเอง  และยุคนี้มีเพื่อนร่วมโรคมากมายในเมืองไทย และพวกเขาพร้อมที่จะคุยเป็นเพื่อน ประกอบด้วย

ชมรมเพื่อนมะเร็งไทย เป็นชมรมของผู้ป่วยมะเร็ง ผู้เคยป่วยเป็นมะเร็ง และกัลยาณมิตรผู้เคยสัมผัสมะเร็งทุกชนิด  มีจิตอาสาที่จะรับฟังสถานการณ์ และพร้อมที่จะตอบคำถาม เพื่อสร้างความมั่นใจที่ในกระบวนการรักษาที่ผู้ป่วยจะเลือกหรือไม่เลือก และร่วมเป็นเพื่อนเดินทางกันต่อไป
ถ้ามะเร็งรักษายาก คนไข้มีทางเลือก

ศ.นพ.อิศรางค์   กล่าวว่า  หากเป็นมะเร็งชนิดที่รักษายาก ระยะลุกลาม ระยะที่สี่ หรือระยะสุดท้าย  สามารถเลือกที่จะใช้ชีวิตเต็มที่โดยอยู่กับมะเร็งอย่างสันติและมีความสุขก็ได้ ผู้ป่วยหลายคนที่เข้าใจสัจธรรมแห่งชีวิตมองว่าถ้ารักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย แล้วจะใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลทำไม?

คนไข้ สามารถวางแผนชีวิตเพื่อใช้ชีวิตให้เต็มที่ ใช้เวลาที่ยังมีอยู่กับสิ่งที่ทำให้มีความสุข อาจจะเป็นอาหารอร่อย ดนตรี กีฬา ไปเที่ยว สังสรรค์ บางคนใช้เวลานี้วางแผนและทำสิ่งที่ยังค้างอยู่ไม่ได้ทำให้เสร็จสิ้นเสีย บางคนหาโอกาสเยี่ยมเยียนคนสำคัญในชีวิต บางคนเร่งสร้างกุศลหรือปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นทุนสำหรับอนาคต

ยุคนี้ ไม่ต้องกลัวทุกข์ทรมานจากความปวด มีคุณหมอพยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลประคับประคอง บำบัดอาการให้หายได้ สามารถเลือกสถานที่สุดท้ายที่จะตายอย่างสงบได้ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่อื่น ถ้าจะตายที่โรงพยาบาลสามารถขอไม่ให้ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ยื้อความตายได้เพิ่มความทุกข์ทรมานก่อนตายก็ได้ โดยการเขียนหนังสือแสดงเจตนาไม่รับบริการสาธารณสุข ไว้ล่วงหน้า

 

นั่งมาก ตายไว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/481172

นั่งมาก ตายไว

โดย…ราตรีแต่ง

โรคร้ายจะถามหาถ้าคุณนั่งนานเกินไป อาจเริ่มจากโรคอ้วนนำไปสู่โรคหัวใจและโรคเบาหวาน ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิต พฤติกรรมที่ไม่ขยับตัวจะส่งผลเสียต่อสภาพชีววิทยาของร่างกาย ประเด็นนี้ถูกเผยแพร่ในวารสารเกี่ยวกับระบาดวิทยา American Journal of Epidemiology อ้างอิงถึงผลการวิจัยชิ้นใหม่ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานดิเอโก ที่ได้ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการนั่งกับโครโมโซม โดยนำเลือดตัวอย่างของผู้หญิงสูงวัยจำนวน 1,500 คน มาศึกษาแบบระยะยาว และโฟกัสไปที่เมโลเมียร์ หรือดีเอ็นเอที่อยู่ปลายสุดของโครโมโซม ทำหน้าที่กำหนดอายุขัยของเซลล์และเป็นตัวกำหนดอายุขัยของคนด้วย

จากการศึกษา พบว่า ผู้หญิงที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำและนั่งอยู่กับที่วันละมากกว่า 10 ชม. จะมีเมโลเมียร์สั้นกว่าคนที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และคนที่นั่งเป็นเวลานานจะดูแก่กว่าคนในวัยเดียวกันที่ออกกำลังกายถึง 8 ปี

อย่างไรก็ตาม จำนวนชั่วโมงที่ต้องออกกำลังกายเพื่อรักษาความยาวของเมโลเมียร์ยังไม่สามารถตอบได้อย่างแน่ชัด แต่ที่ทราบแน่นอน คือ ไม่ว่าคุณจะอยู่วัยใดต้องออกกำลังกายอยู่เสมอ เพื่อคงความแข็งแรงของเซลล์ไว้และความสาวก็จะตามมาเอง

 

ดื่มน้ำผิด ชีวิตพัง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/480977

ดื่มน้ำผิด ชีวิตพัง!

โดย…สมแขก ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

คํากล่าวที่ว่าน้ำเปล่าดีที่สุด ยังคงใช้ได้อยู่เสมอ แต่คำว่าทางสายกลางก็ยังคงจริงแท้แน่กว่า การดื่มน้ำที่ถูกวิธีและในปริมาณที่พอดี จะช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร แต่การดื่มน้ำเปล่าผิดวิธี เป็นระยะเวลานานๆ หรือหากดื่มในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไปก็ส่งผลไม่ดีต่อร่างกายได้เช่นกัน โดยอาจเป็นสาเหตุของโรคที่คุณคาดไม่ถึง เช่น กรดไหลย้อน ภูมิแพ้ ปวดบวมตามอวัยวะต่างๆ ภาวะร่างกายบวมน้ำ เบาหวาน ฯลฯ นั่นเพราะการดื่มน้ำผิดวิธีจะส่งผลให้อวัยวะภายในต่างๆ ทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลเสียต่อสมดุลของร่างกาย ทำให้ร่างกายเสื่อมเร็วกว่าคนวัยเดียวกัน เมื่อร่างกายเสื่อม
โรคภัยต่างๆ ก็จะตามมา

จากข้อมูลหนังสือ คนไทยต้องไม่ป่วย และใครไม่ป่วยยกมือขึ้น โดย วีระชัย วาสิกดิลก (หมอแดง ดิอโรคยา) ระบุว่า การดื่มน้ำระหว่างรับประทานอาหารมากๆ ทำให้ร่างกายย่อยอาหารได้ไม่ดี ตามหลักของแพทย์แผนไทยและจีน ระบบย่อยอาหารจะอาศัยธาตุไฟในการย่อยจึงจะเรียกว่าทำงานได้ดี ดังนั้นการดื่มน้ำมาก หรือรับประทานอาหารฤทธิ์เย็นมากระหว่างรับประทานอาหาร เป็นเสมือนการนำฤทธิ์เย็นไปดับไฟ ซึ่งกำลังใช้ย่อยอาหาร ทำให้อาหารถูกย่อยไม่ดี การดูดซึมสารอาหารของร่างกายก็ทำได้ไม่เต็มที่ ทำให้เป็นโรคขาดสารอาหาร เป็นต้น การดื่มน้ำมากเกินไปจะทำให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายทำงานหนักโดยเฉพาะไต และทำให้ร่างกายบวมน้ำ ส่วนตัวอย่างของการดื่มน้ำน้อยเกินไปคือ ทำให้เลือดข้น เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ลำไส้ก็จะแห้ง ระบบขับถ่ายก็จะไม่ดี เป็นต้น

แล้วในหนึ่งวันควรดื่มน้ำกี่แก้ว? การดื่มน้ำให้เพียงพอสำหรับแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ทางเดียวที่จะรู้ได้คือต้องสังเกตตัวเอง บางคนกินอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำมากอยู่แล้ว ก็จะต้องการน้ำน้อยกว่าคนทั่วไป บางคนเสียเหงื่อมากเนื่องจากการออกกำลังกาย ร่างกายก็ต้องการน้ำมากกว่าคนปกติ แต่ปริมาณที่แพทย์แนะนำให้แต่ละวันคือ ผู้มีน้ำหนักตัว 45-50 กก. ควรดื่มน้ำประมาณ 7.5 แก้ว/วัน ผู้มีน้ำหนักตัว 50-55 กก. ควรดื่มน้ำประมาณ 8-9 แก้ว/วัน ผู้มีน้ำหนักตัว 60-70 กก. ควรดื่มน้ำประมาณ 10-11 แก้ว/วัน ผู้มีน้ำหนักตัว 80-90 กก. ควรดื่มน้ำประมาณ 13-15 แก้ว/วัน

 

รักดวงตาดั่งดวงใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 17:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/480904

รักดวงตาดั่งดวงใจ

แม้ว่าดวงตาจะเปรียบเสมือนหน้าต่างของหัวใจ แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่าตาเป็นอวัยวะที่เรามักไม่ให้ความสำคัญในการดูแลกันเท่าไร

บางครั้งกว่าจะรู้ตัวและไปพบจักษุแพทย์ก็สายไปหรือเกือบจะเสียดวงตาไปเสียแล้ว… อย่าลืมว่าดวงตาเสียแล้วซ่อมไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นอย่าปล่อยให้ตาคู่สวยของคุณต้องผิดปกติและเสื่อมสภาพไปก่อนเวลาอันควร หันมาใส่ใจและหมั่นตรวจสุขภาพตาเป็นประจำกับโรงพยาบาลชั้นนำ เพื่อดวงตาที่แข็งแรงและการมองเห็นที่สดใสไปอีกนานกันดีกว่า

ไม่ว่าปัญหา(ตา)ไหน ก็เอาอยู่

โรคเกี่ยวกับตามีหลากหลายชนิดมาก เราอาจไม่รู้เลยว่าอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น เกิดจากปัญหาอะไร ยิ่งบางโรคไม่แสดงอาการผิดปกติจนกระทั่งป่วยขั้นรุนแรง ย่อมมีความเสี่ยงสูงต่อการสูญเสียการมองเห็น ดังนั้น จึงควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ และตรวจตาอย่างสม่ำเสมอกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยจะเป็นการถนอมดวงตาที่ดีที่สุด โรคตาหรืออาการผิดปกติต่างๆ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เรามาดูกันดีกว่าว่าอาการใดเข้าข่ายเป็นโรค หรือมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาอะไรบ้าง

ต้อกระจก

โรคยอดฮิตในผู้สูงอายุเกิดจากเลนส์แก้วตาเสื่อมสภาพจนมีความขุ่นมัวเกิดขึ้น ทำให้บดบังแสงที่จะผ่านเข้าไปในตา เมื่อแสงส่งผ่านไปยังประสาทตาไม่เต็มที่ การมองเห็นจึงไม่ชัดเจน หรือมีอาการตามัวได้ สามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดนำเลนส์แก้วตาที่ขุ่นออก แล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่

ต้อหิน

เป็นกลุ่มโรคที่มีการเสื่อมของขั้วประสาทตาส่งผลให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นและเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะตาบอด ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดต้อหิน ได้แก่ ความดันตาที่สูง แนวการรักษาโรคต้อหินจะเป็นการประคับประคอง เพื่อไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายมากกว่าเดิม และคงการมองเห็นที่มีอยู่ให้นานที่สุดเท่านั้น เนื่องจากเส้นประสาทตาถูกทำลายอย่างถาวร การรักษาจะได้ผลมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค ดังนั้นยิ่งได้รับการรักษาเร็วเท่าไรยิ่งดี

จอตาเสื่อมในผู้สูงวัย

เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของจุดศูนย์กลางของจอตา ซึ่งเป็นจุดรับภาพที่ทำให้เรามองเห็น โรคนี้แบ่งออกเป็นชนิดแห้งและชนิดเปียก โดยชนิดแห้งเป็นชนิดที่พบได้มากกว่า เกิดจากเซลล์ประสาทตาบริเวณจุดรับภาพค่อยๆ เสื่อมไปเรื่อยๆ อย่างช้าๆ ตามอายุ จนถึงระยะที่ผู้ป่วยมองไม่เห็นตรงกลาง แต่มองเห็นด้านข้างได้ (ตรงกันข้ามกับต้อหิน) ส่วนชนิดเปียกพบได้น้อยกว่า แต่รุนแรงกว่า เนื่องจากมีการเสื่อมของจอตาร่วมกับมีการสร้างเส้นเลือดผิดปกติใต้จอตา ทำให้จอตาบวมและมีเลือดออกได้ ส่งผลให้ตามัวเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจมองไม่เห็นทันทีได้

ม่านตาอักเสบ

เป็นภาวะที่มีการอักเสบของเนื้อเยื่อส่วนกลาง (Uvea) ภายในลูกตา ซึ่งเนื้อเยื่อส่วนนี้มีเส้นเลือดเป็นส่วนประกอบมากมาย สามารถทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยจะมีอาการตาแดง ตาสู้แสงไม่ได้ เห็นจุดลอยไปมามากขึ้น กลุ่มที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคม่านตาอักเสบ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่น โรคพุ่มพวง หรือ SLE โรคกระดูกสันหลังอักเสบ (Ankylosing Spondylitis) โรคผิวหนังแข็ง (Scleroderma) และผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น

โรคตาในเด็ก

การตรวจคัดกรองโรคมีความสำคัญอย่างมากต่อการรักษาโรคตาในเด็ก เนื่องจากเด็กต้องได้รับการแก้ไขในช่วงอายุที่ยังรักษาได้ โดยสามารถเริ่มตรวจครั้งแรกได้ตั้งแต่อายุ 3-6 เดือน และตรวจครั้งต่อๆ ไปเมื่ออายุ 3 ขวบ และ 6 ขวบ โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีประวัติเป็นโรคตาถือว่ามีความเสี่ยงสูง จึงควรนำเด็กมาพบแพทย์ให้เร็วและสม่ำเสมอ ปัญหาสายตาและการมองเห็นที่พบบ่อยในเด็กและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข ได้แก่ ภาวะสายตาผิดปกติ ตาเข สายตาขี้เกียจ หนังตาตกแต่กำเนิด และมะเร็งจอตาในเด็ก

ศัลยกรรมจักษุตกแต่งและเสริมสร้าง

การรักษาโรคและความผิดปกติทุกชนิดของเปลือกตา ท่อน้ำตา และเบ้าตา ต้องอาศัยจักษุแพทย์ด้านศัลยกรรมจักษุตกแต่งและเสริมสร้างที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านจักษุและศัลยกรรม เพื่อประเมินตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุและรักษาความผิดปกติของเปลือกตา ท่อน้ำตา และเบ้าตา เพื่อให้นัยน์ตาสามารถทำหน้าที่ในการมองเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาวะสายตาผิดปกติ

ภาวะสายตาผิดปกติสามารถแก้ไขได้ด้วยเลเซอร์และทำได้หลายวิธี เช่น LASIK PRK และ ReLEx SMILE ซึ่งเป็นการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด แบบแผลเล็ก ไร้ใบมีด และมีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน

ReLEx SMILE เทคโนโลยีล่าสุดเพื่อการรักษาภาวะสายตาผิดปกติ

ReLEx (Refractive Lenticule Extraction) SMILE (Small Incision Lenticule Extraction) เป็นการผ่าตัดแก้ไขสายตาสั้นและเอียงด้วยเลเซอร์แบบแผลเล็ก ไร้ใบมีด และเป็นวิวัฒนาการอีกขั้นต่อจากการผ่าตัดแบบ LASIK เพื่อให้มีความแม่นยำสูงขึ้นและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง

ReLEx SMILE ใช้เทคโนโลยี Femtosecond Laser ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงใหม่ล่าสุด สามารถแยกชั้นกระจกตาเป็นรูปเลนส์ (Lenticule) ภายใน และนำเลนส์ที่ตัดไว้ออกมา ผ่านแผลเปิดเล็กๆ ที่กระจกตาขนาดเพียง 2-4 มม. เพื่อปรับความโค้งของกระจกตาให้เหมาะสมกับค่าสายตาที่ต้องการแก้ไข ทำให้แผลหายเร็วมีอาการเคืองน้อยมาก เมื่อเทียบกับ LASIK แบบเดิมและผู้รับการรักษาสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติหลังจากผ่าตัดเพียง 1-2 วันเท่านั้น

ทำไม ReLEx SMILE คือคำตอบของการรักษาภาวะสายตาผิดปกติ

ไม่เจ็บขณะผ่าตัด เพราะไม่มีการใช้เครื่องมือแยกชั้นฝากระจกตาแบบ LASIK ที่ต้องใช้แรงกดลงบนลูกตา จึงช่วยให้สบายตาหลังผ่าตัดมากกว่า

ไม่มีฝากระจกตาอย่างแท้จริง (Flapless) จึงไม่ต้องกังวลเรื่องภาวะแทรกซ้อนจากการแยกชั้นฝากระจกตาแบบ LASIK ซึ่งอาจเกิดขณะผ่าตัด หรือฝากระจกตาเคลื่อนหลังผ่าตัด

เป็นเทคนิคที่ปราศจากใบมีดอย่างสิ้นเชิง (Bladeless) และมีความแม่นยำสูงมาก

สามารถแก้ไขสายตาสั้นได้ถึง 1,000 (-10.00 D) และสายตาเอียงได้ถึง 500 (หรือ -5.00 D)

เป็นทางเลือกที่ทันสมัยที่สุดของการใช้เลเซอร์รักษาค่าสายตาผิดปกติ โดยเฉพาะผู้ที่มีความจำกัดเรื่องความหนาของกระจกตาเป็นการเพิ่มโอกาสให้รักษาสายตาผิดปกติด้วยเลเซอร์ได้

รู้อย่างนี้แล้วมาดูแลสุขภาพตาเพื่อคืนการมองเห็นที่คมชัดและคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์กันนะคะ… ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลชั้นนำแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียนที่ได้รับการรับรองจากองค์กร Joint Commission International (JCI) หากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาสามารถไปรับคำปรึกษาได้ที่ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อีกหนึ่งโรงพยาบาลที่รักษาอาการผิดปกติต่างๆ เกี่ยวกับตาได้อย่างครอบคลุมโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พร้อมให้คำปรึกษาและบริการผู้ป่วยทุกโรคที่เกี่ยวกับดวงตา ตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด คุณจึงมั่นใจได้ในความแม่นยำ รวดเร็ว ทำให้รักษาได้ทันท่วงทีและได้ผลดี

 

โรคทางทวารหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/480418

โรคทางทวารหนัก

โดย…พจ.ณัฐฐิมา เตชะพิพัฒน์ชัย แผนกผิวหนังและความงาม คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว Facebook Fanpage : huachiew tcm

โรคทางทวารหนักเป็นโรคที่เกิดกับทวารหนัก ส่วนมากจะพบได้ในตำแหน่งรูทวาร ลำไส้ตรง และลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย โรคที่มักพบเจออยู่บ่อยๆ ได้แก่ ริดสีดวงภายใน ริดสีดวงภายนอก ขอบทวารอักเสบ ขอบทวารปริ ฝีคัณฑสูตรเฉียบพลัน ฝีคัณฑสูตรเรื้อรัง โรคกระเปาะทวารหนัก (Rectocele) ติ่งเนื้อ เป็นต้น การรักษาโดยแพทย์แผนจีนได้ผลดีและเหมาะสำหรับคนไข้ที่มีอาการหนักจะต้องผ่าตัด แต่อยากหลีกเลี่ยงการผ่าตัด การแพทย์แผนจีนเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในการรักษาโดยใช้สมุนไพรจีนบรรเทาอาการ

สาเหตุของโรค

1.ภาวะท้องผูกเรื้อรัง ทำให้ต้องเบ่งถ่ายอุจจาระเป็นประจำ จนส่งผลให้หลอดเลือดบริเวณทวารหนักโป่งพองหรือหลอดเลือดขอดได้ง่าย

2.การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย รับประทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ (รสเผ็ดร้อนจัดจ้าน ของมันให้พลังงานสูง)

3.ยืนนาน นั่งนาน หรือแบกของหนักมากเกินไป

4.การเบ่งถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน จากการเล่นโทรศัพท์มือถือ หรืออ่านหนังสือในขณะขับถ่ายอุจจาระ

5.แรงดันในช่องท้อง เช่น ภาวะตั้งครรภ์ น้ำหนักตัวมาก (โรคอ้วน)  เพราะน้ำหนักจะกดทับลงบนกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลกลับหัวใจได้ลดลง จึงเกิดการคั่งอยู่ในหลอดเลือดและเกิดหลอดเลือดบวมพองตามมา

6.ท้องเสียเรื้อรัง (ลำไส้อักเสบ)

การรักษาโดยวิธีทางแพทย์แผนจีน

1.การรับประทานยาจีน

2.ยาใช้ภายนอกและทำแผล (สมุนไพรจีน)

วิธีดูแลและป้องกัน

1.ระวังอย่าให้ท้องผูกด้วยการรับประทานผักและผลไม้ที่มีกากใยสูงๆ ให้มากๆ ทำให้อุจจาระไม่แข็งและผ่านไปได้โดยง่าย

2.รับประทานผักผลไม้ที่มีกากใยมากๆ ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว

3.การเลือกใช้กระดาษชำระที่มีผิวสัมผัสนุ่ม ไม่เช็ดก้นด้วยความรุนแรง

4.ออกกำลังกายให้เพียงพอ พยายามเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ ควรฝึกขมิบก้นบ่อยๆ

5.หลีกเลี่ยงการนั่ง หรือยืนเป็นเวลานานๆ

6.ถ้ามีปัญหาเกียวกับรูทวารควรรีบรักษาอย่างเร่งด่วน ไม่ควรปล่อยไว้เรื้อรัง