สิ่งควรระวังในการฝึกว่ายน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2560 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/477146

สิ่งควรระวังในการฝึกว่ายน้ำ

โดย…โยโมทาโร่

การว่ายน้ำเป็นกีฬาที่ช่วยให้เราออกกำลังกายได้ทั้งตัวในระยะเวลาสั้น และไม่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บบริเวณข้อเข่าและข้อเท้า เนื่องจากไม่ใช่กีฬาที่ต้องมีการกระแทก แต่ทุกกีฬาก็มีสิ่งที่ควรระวังไว้เสมอไม่เว้นแม้แต่กีฬาว่ายน้ำ

1. การติดเชื้อในรูหูเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหากว่ายน้ำในสระที่สกปรก ไม่ใช่สระน้ำเกลือ หรือเติมคลอรีนอย่างเหมาะสม เชื้อแบคทีเรียจะทำให้หูอักเสบและปวดหู เกิดจากแบคทีเรียสะสมในช่องรูหู เพราะแบคทีเรียชอบความชื้นแฉะเจริญเติบโตได้ง่ายขึ้น อาการเริ่มต้นจะมีการระคายเคือง คันในรูหู หากปล่อยทิ้งไว้นานๆ จะกลายเป็นหูน้ำหนวก ต้องปรึกษาแพทย์โดยใช้ยาปฏิชีวนะหยอดที่ช่องรูหู และงดว่ายน้ำเด็ดขาด จนกว่าอาการจะหายเป็นปกติและใส่อุปกรณ์ป้องกันเสริม

2. อาการบาดเจ็บที่มาจากการออกกำลังกายอย่างหนักและนานเกินไป ส่วนมากมักเกิดกับนักกีฬาว่ายน้ำอาชีพที่ฝึกซ้อมอย่างหักโหม และอาจเกิดกับนักว่ายน้ำหน้าใหม่ที่ไม่รู้จักการวอร์มกล้ามเนื้อ ยืดกล้ามเนื้อทั้งก่อนและหลังว่ายน้ำ ส่วนใหญ่มักเกิดที่ไหล่เพราะเป็นส่วนที่เคลื่อนไหวในมุมกว้างและออกแรงมากที่สุด วิธีป้องกันคือกำหนดระยะเวลาการฝึกที่แน่นอนในแต่ละวันไม่เกินไปกว่านั้น และรู้จักการวอร์มร่างกายก่อนและหลังการเล่นเสมอ หากเป็นแล้วก็ต้องหยุดพักจนกว่าจะหายดี ต่อให้พักเป็นเดือนก็ต้องทำเพื่อป้องกันการบาดเจ็บซ้ำซ้อนในอนาคต

3. อาการวิงเวียน เป็นลมหมดแรงระหว่างการว่ายน้ำ เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับทุกคนโดยไม่จำเป็นต้องมีอาการมาก่อนหน้านี้ ส่วนมากมักเกิดกับผู้เล่นที่มีระดับความดันผิดปกติ เช่น รับประทานยาที่มีผลต่อความดัน พักผ่อนน้อย เป็นเบาหวาน ผู้ที่มีอาการป่วยเหล่านี้ควรระมัดระวังในการว่ายน้ำ ไม่ควรว่ายน้ำต่อเนื่องนานเกินไป และควรว่ายในสระที่มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลเท่านั้น

 

ฝึกเพิ่มสปีด ให้การปั่นดั่งใจนึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2560 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/477143

ฝึกเพิ่มสปีด ให้การปั่นดั่งใจนึก

โดย…โยโมทาโร่

จักรยานที่มีคุณภาพ น้ำหนักเบา ประสิทธิภาพดี เป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มความเร็วและความสนุกให้กับการปั่น แต่สิ่งที่จะทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดที่สุดคือการฝึกฝน ให้ได้ความเร็วเฉลี่ยต่อระยะทางฝึกที่เพิ่มขึ้น หลายคนตั้งเป้าจะทำความเร็วสูงสุดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ละเลยที่จะทำความเร็วเฉลี่ย (Average Speed) ให้เพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงความอึดของร่างกายและกล้ามเนื้อที่รองรับการปั่นด้วยความเร็วสูงเป็นเวลานาน และเคล็ดลับเหล่านี้จะทำให้คุณสามารถเพิ่มความเร็วได้มากกว่าเดิมไปตลอดระยะทางทั้งการฝึกและความพร้อมในการปั่นจักรยาน

1 สร้างกล้ามเนื้อ

ส่วนมากมักจะคิดว่าเล่นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวกล้ามเนื้อก็แข็งแรงขึ้น ปั่นได้เร็วขึ้น แต่ความจริงแล้วหากคุณต้องการประสบความสำเร็จในการปั่น การเล่นกล้ามเนื้อขาให้แข็งแรง มีมัดกล้ามที่ใหญ่และแน่นขึ้น ก็มีความจำเป็นในการปั่นจักรยาน ซึ่งนักปั่นจักรยานมืออาชีพล้วนแต่เข้าฟิตเนสเล่นกล้ามด้วยกันทั้งสิ้น การที่จะปั่นได้รอบขาระดับ 90-100 รอบต่อนาที ไม่สามารถเพิ่มได้ด้วยการปั่นเพียงอย่างเดียว ต้องเล่นกล้ามเข้าช่วยเท่านั้น

2 รู้จักแอโร่ไดนามิก

การปั่นจักรยานมีอุปสรรคที่มองไม่เห็นอยู่ก็คือ กระแสลม การปั่นต้านลมจะทำให้คุณออกแรงมากขึ้น ความเร็วตกลงอย่างเห็นได้ชัด ลองเปลี่ยนท่าปั่นมาเป็นการจับแฮนด์ล่าง ศอกแนบลำตัว ก้มตัวลงไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อลดแรงต้านลม ช่วยในการลดแรงต้านลมไปได้มากกว่า 20% เลยทีเดียว ซึ่งจะทำให้ความเร็วเฉลี่ยของคุณไม่ตกลงไปมากนักเมื่อเจอกับกระแสลมแรง

3 เติมลมยางให้พอดี

ลมยางมีส่วนอย่างมากกับประสิทธิภาพ แรงดันที่เหมาะสมกับยางที่ใช้และน้ำหนักของตัวคุณ จะช่วยเพิ่มรอบขาทำความเร็วได้ง่ายขึ้น เติมลมยางให้แข็งอย่างพอดีจะช่วยในเรื่องการออกตัว เบาแรงปั่นได้มากขึ้น

4 ฝึกปั่นแบบอินเทอร์วัล

การฝึกปั่นแบบ Interval จะช่วยให้เร่งสปีดระยะสั้นได้อย่างเต็มกำลังเวลาเร่งแซง อีกทั้งยังช่วยรักษาความเร็วเฉลี่ยได้อีกด้วย การฝึกแบบนี้คือการอัดแรงปั่นเต็มกำลังในระยะสั้นๆ เช่น 100-500 เมตร อย่างต่อเนื่องจนกว่าจะหมดแรง จากนั้นก็ลดลงมารักษาความเร็วไว้ในช่วงรอบขาปกติเพื่อผ่อนคลาย เมื่อกำลังฟื้นกลับมาก็ทำซ้ำแบบเดิมอีกครั้ง สลับกันไปตามช่วงเวลาตลอดระยะเวลาการฝึก

5 เบรกให้ฉลาด

การปั่นที่ดีไม่ควรใช้เบรกบ่อย เพราะทุกครั้งที่แตะเบรกร่างกายจะต้องแบกอัดรอบขาเร่งให้กลับไปเร็วเท่าเดิม อีกทั้งทำให้ความเร็วเฉลี่ยตกลงอีกด้วย ทำให้หมดแรงได้ง่าย ควรแตะเบรกเพื่อความปลอดภัยอย่างเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น และจำไว้ว่าควรแตะเบรกก่อนถึงหัวโค้งจนอยู่ในระดับที่คิดว่าผ่านไปได้ อย่าเบรกในโค้งอย่างแรง ซึ่งจะทำให้เกิดการลื่นไถล

 

แค่เลือก ‘กิน’ ก็ดูดี แค่ผักผลไม้ 400 กรัม/วัน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2560 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/477140

แค่เลือก ‘กิน’ ก็ดูดี แค่ผักผลไม้ 400 กรัม/วัน!

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์, Info graphic สสส.

สตรีทฟู้ดของไทยขึ้นชื่อว่าหลากหลายและน่าสนใจที่สุดในโลก ยากแท้หยั่งถึงเพียงใดก็ได้กิน อยากกินอะไรได้กินหมด แต่ที่ไม่ได้กินคือผัก จะเป็นเพราะคนไทยกินผักน้อย พ่อค้าแม่ค้าอาหารตามสั่งผู้กำชะตาชีวิตของผู้บริโภคจึงมิใส่ใจจะซื้อหามาต้มผัดทอดในพริบตา (ไม่ล้าง) หรือเพราะอย่างไรก็สุดจะเดา ผักหญ้าหากินยาก พาลเป็นพวกไม่กินผักและกลายเป็นนิสัยประจำชาติ (ไทย) ไปเสียแล้ว

รายงานจาก The UN Food and Agriculture Organization and The World Health Organization (FAO/WHO) ได้ทำการรวบรวมรายงานการวิจัยโดยทำการวิเคราะห์แบบ Meta-analysis กำหนดข้อแนะนำในการบริโภคผักผลไม้ให้ได้วันละ 400-600 กรัม หรือ 400 กรัมเป็นอย่างต่ำ การบริโภคผักและผลไม้ในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวันจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง หัวใจ และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

นอกจากนี้ ยังมีรายงานของทีมวิจัยด้านอาหาร Lock K. ในปี 2548 ที่ระบุว่า การบริโภคผักและผลไม้ไม่เพียงพอทำให้เกิดการเสียชีวิตทั่วโลกถึง 2,653 ล้านคน/ปี คนไทยกินผักน้อยมาก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น อยากแข็งแรงแต่ไม่กินผัก ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจสุขภาพประชาชนครั้งที่ 5 ระหว่างปี 2557-2558 ด้วยการสุ่มตรวจสุขภาพประชากรไทยใน 21 จังหวัดของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า กลุ่มคนอายุ 15 ปีขึ้นไป มีเพียง 25.9% หรือ 1 ใน 4 เท่านั้น ที่รับประทานผักและผลไม้อย่างเพียงพอในแต่ละวัน

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการ สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. เล่าว่า กายใจสังคมปัญญาต้องมาด้วยกัน อันดับแรกคือร่างกาย กินดี กินพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่รับปัจจัยเสี่ยงเพิ่ม โดยการกินดีและกินพอหมายถึงการกินสารอาหารที่ครบถ้วนในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับขนาด 400 กรัม/วัน คิดง่ายๆ คือ 50% ของจานที่กินในแต่ละมื้อ

 

“ปัจจุบันเราพยายามผลักดันตลาดทางเลือกหรือตลาดผักผลไม้ปลอดสารพิษ แม้ปัจจุบันจะนับว่ามีน้อยมาก แต่ในทางกลไกแล้ว เมื่อตลาดต้นแบบเกิดขึ้นมันจะกระจายตัวต่อไปได้เองโดยอัตโนมัติ” ดร.นพ.ไพโรจน์เล่า

สำหรับทางเลือกของผู้บริโภคคือการปลูกผักกินเอง โดย สสส.ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายทั่วประเทศเพื่อผลักดันให้ประชาชนมีทางเลือกที่มากขึ้น นอกเหนือจากการปลูกผักก็คือการล้าง ภายใต้หลักวิชาการที่ถูกต้องประชาชนกินผักครบปริมาณที่กำหนด ขณะเดียวกันก็มีความปลอดภัยจากสารพิษ

“สสส.ตั้งเป้าว่าในปี 2564 หรือภายใน 5 ปีข้างหน้า ประชาชนคนไทยจะกินผักผลไม้อย่างน้อย ตามเป้า 400 กรัม/วัน นี่อาจคือความท้าทายที่สุดของ สสส.” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

คนส่วนใหญ่ต้องการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ เพียงแต่การจัดลำดับความสำคัญยังอาจเป็นปัญหา ด้วยข้อมูลที่มากมายจากหลายแหล่ง ทั้งจากครอบครัว จากเพื่อน และสื่อต่างๆ ข้อมูลจำนวนไม่น้อยขัดแย้งกัน เพราะฉะนั้นก็ไม่น่าแปลกใจที่ในบางครั้งทุกคนก็ลืมที่จะกินให้ถูกต้อง (ฮา) ถ้าคุณอยากจะมีสุขภาพที่ดี ต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณจะต้องอัพเดทเกี่ยวกับอุปนิสัยการกิน (ผัก) ของคุณ

 

1.“วัน-ละ-ห้า” หรือ 5-a-day serving ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านอาหารแห่งเอเชีย (AFIC) และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระดับนานาชาติอีกหลายแห่ง ต่างมีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า  การรับประทานผักและ
ผลไม้เป็นประจำวันละ 5 ส่วน (ผักผลไม้ 1 serving เท่ากับ 400 กรัม/วัน) จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ

2.จากสถิติทั่วโลก องค์การอนามัยโลกได้ประเมินว่า การบริโภคผักผลไม้น้อยเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งในทางเดินอาหาร 19% โรคหัวใจ 31% และโรคลมปัจจุบัน 11% ผู้เชี่ยวชาญได้จัดทำรายงานซึ่งตีพิมพ์โดยกองทุนวิจัยมะเร็งโลก (World  Cancer  Research  Fund, WCRF) ในปี 2540 ว่า 30-40% ของการเกิดมะเร็งทั่วโลก (คิดเป็น 3-4 ล้านคนของผู้ป่วยใหม่มะเร็งจากทั่วโลก) สามารถป้องกันได้ ด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกินอาหาร

3.รายงานของกองทุนวิจัยมะเร็งยังระบุว่า หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของอาหารโดยเฉพาะผักและผลไม้ในการช่วยป้องกันมะเร็งนั้นมีความหนักแน่นมาก เหล่าผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า การบริโภคผักผลไม้อย่างหลากหลายวันละไม่น้อยกว่า 400 กรัม จะช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งได้ 20% ไม่ว่าคนๆ นั้นจะมีรูปแบบการบริโภคหรือการใช้ชีวิตอย่างไรก็ตาม

 

4.รายงานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก (World Health Organization, WHO) และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations หรือ FAO) ระบุว่า มีหลักฐานอย่างชัดเจนว่าผักและผลไม้ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมทั้งอาจลดความเสี่ยงของเบาหวานได้

5.แม้เชื่อว่าผักและผลไม้ทุกอย่างจะให้ประโยชน์แก่ร่างกาย แต่ผักใบเขียวอย่างผักกาดหอม ผักโขม พืชตระกูลกะหล่ำ เช่น บร็อกโคลี่ กะหล่ำดอกหรือกะหล่ำปลี รวมทั้งผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้มชนิดต่างๆ มะนาว มีประโยชน์มากกว่าผักอย่างอื่น

6.การกินผักผลไม้อย่างน้อย 400 กรัม/วันนั้น ไม่นับรวมพืชหัว เช่น มันฝรั่ง มันสำปะหลังหรือมันเทศ เพราะพืชตระกูลหัวเป็นพืชที่ให้แป้ง ซึ่งมีความสำคัญต่อร่างกายในด้านอื่น

7.จากสถิติขององค์การอนามัยโลกระบุว่า อัตราการบริโภคผักและผลไม้ของประชากรในประเทศแถบเอเชียต่ำกว่าคำแนะนำมาก ประชากรจีนโดยเฉลี่ยแล้วรับประทานผักผลไม้วันละ 300 กรัม ในประเทศไทยมีรายงานว่าคนไทยบริโภคผักไม่ถึงวันละ 200 กรัม น้อยที่สุดคืออินเดียที่บริโภคผัก/คน/วัน 130 กรัมเท่านั้น

 

8.ในงานวิจัยยังระบุถึงสาเหตุที่ทำให้คนไม่สามารถรับประทานผักผลไม้ให้มากเท่าคำแนะนำ ขณะเดียวกันก็มีการศึกษาวิจัยที่แนะถึงการแก้ไขอุปสรรคต่างๆ อันดับแรกคือเงินและความสะดวก อันดับสองคือความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง อันดับสามคือการชั่งน้ำหนักผลที่จะเกิดขึ้นต่อสุขภาพ ผู้บริโภคหลายคนกังวลเรื่องสารกำจัดศัตรูพืช (อ้างรายงานเรื่องการป้องกันมะเร็งของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี 2539 (1996  Harvard  Report on Cancer Prevention-Volume 1: Human Causes of Cancer; 65% ของผู้เสียชีวิตจากมะเร็งในสหรัฐอเมริกามีสาเหตุเกี่ยวเนื่องจากการสูบบุหรี่และอาหาร และมีเพียง 1% เท่านั้นที่มาจากสารเคมีปนเปื้อน)

สรุปว่า กินให้ครบปริมาณขั้นต่ำอย่างน้อยวันละ 400 กรัม และกินให้หลากหลาย ทั้งผักผลไม้และธัญพืชทั้งเมล็ด (Whole grain) รับรองว่าร่างกายแข็งแรง ที่สำคัญช่วยลดความเสี่ยงใน 4 โรคคือ โรคหลอดเลือดหัวใจ อ้วน เบาหวาน และมะเร็ง (บางชนิด)

ส่งท้ายด้วย ดร.นพ.ไพโรจน์ที่ระบุว่า การกินผักของคนไทยอย่าให้เป็นกระแส เพราะการกินอยู่คือวิถีชีวิต คนไทยแต่เดิมมาบริโภคผักปลาเป็นหลัก สุขภาพมีค่าเกินกว่าจะเป็นแค่กระแสที่ฉาบฉวย ขออย่าให้เป็นเพียงแค่นั้น ทุกหน่วยและทุกฝ่ายควรปลูกฝังให้เป็นไทยวิถี-สุขภาพดีมาพร้อมผัก (และผลไม้) 400 กรัม/วัน!

 

สัญญาณจากผิว บอกโรคอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 18:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/477106

สัญญาณจากผิว บอกโรคอันตราย

โดย…ผศ.พญ.ภาวิณี ฤกษ์นิมิตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาผิวหนังและอายุรกรรม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจฉันใด ผิวพรรณก็เป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความแข็งแรงสมบูรณ์ของสุขภาพกายฉันนั้น เราทุกคนคงส่องกระจกสำรวจรูปลักษณ์ภายนอกกันทุกวันและบางท่านสำรวจกันวันละหลายๆ ครั้ง เชื่อหรือไม่ว่า เกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ เพื่อการสังเกตผิวหนังของเราได้อย่างถี่ถ้วน นอกจากจะช่วยให้เราดูดีแล้ว ยังช่วยให้ระแวดระวังโรคภัยต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้

ผิวดำคล้ำขึ้นโดยไม่มีเหตุผล

หากสังเกตแล้วพบว่าผิวดำขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้โดนแดดจัด หรือมีกิจกรรมกลางแจ้ง ผิวกลับคล้ำขึ้น พบปื้นดำตามเยื่อบุต่างๆ เช่น ในกระพุ้งแก้ม ร่องเส้นลายมือกลายเป็นสีคล้ำ ริ้วรอยแผลเป็นต่างๆ ดำขึ้นเรื่อยๆ อาการนี้อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การรับประทานยา เช่น ยาลดความดัน หรือเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงโรคหลายชนิด เช่น โรคต่อมหมวกไตที่สร้างฮอร์โมนได้น้อยกว่าปกติ หากไม่แน่ใจควรพบแพทย์

เจอปื้นดำคล้ายคราบไคล

คราบที่ว่านี้มักพบที่ข้อพับแขน รักแร้ ขาหนีบ ต้นคอ ขึ้นใหม่ๆ จะไม่หนามาก หากสังเกตจึงจะเห็นว่า ผิวดำและแลดูนูนๆ หากปล่อยทิ้งไว้ คราบที่ว่าจะหนาขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นปื้นดำขนาดใหญ่ บางครั้งมีติ่งเนื้อยื่นออกมาด้วย สัญญาณนี้มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า Acanthosis Nigricans บ่งบอกถึงน้ำหนักตัวที่เริ่มมากเกินไป ระดับน้ำตาลในเลือดสูง มีแนวโน้มของเบาหวาน และ Metabolic Syndrome แนะนำให้ลดน้ำหนัก รับประทานอาหารที่เหมาะสม ลด หวาน มัน เค็ม และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ผิวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

หากสังเกตพบว่า ผิวเหลืองขึ้นเรื่อยๆ อาจจะบ่งว่ามีตับอักเสบ หรือ การอุดตันของทางเดินน้ำดีซ่อนอยู่ ภาวะนี้เดิมเรียกว่า ดีซ่าน หากสังเกตว่าผิวเริ่มเหลืองให้ลองมองดูที่ตาขาว หากตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองด้วย รวมทั้งอุจจาระมีสีซีดลง ให้ปรึกษาแพทย์อย่ารอช้า หากตัวเหลือง ฝ่ามือฝ่าเท้าเหลือง แต่ตายังไม่เหลือง ยังไม่ต้องตกใจ เนื่องจากการรับประทานผลไม้สีเหลือง เช่น มะละกอ ฟักทอง จำนวนมากๆ สารแคโรทีนในผักผลไม้เหล่านี้จะทำให้ผิวเหลืองขึ้นได้ หากหยุดกินสีเหลืองก็จะค่อยๆ จางลงและหายไป

ผื่นดวงขาวๆ ที่ผิวหนัง

ถ้าเป็นดวงสีขาว และสีขาวจัดจนเหมือนกระดาษขาว เห็นขอบเขตได้ชัดที่ใบหน้า แขนขา รอบดวงตา ริมฝีปาก หรือลำตัว อาจจะเป็นอาการของโรคด่างขาว ซึ่งเกิดจากเซลล์เม็ดสีถูกทำลาย ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้ส่วนหนึ่งมีโรคต่อมไทรอยด์ซ่อนอยู่ จึงควรปรึกษาแพทย์

สิวขึ้นแถมประจำเดือนมาไม่ปกติ

หากสิวขึ้นเยอะมากๆ หน้ามัน น้ำหนักตัวขึ้น เริ่มเห็นหนวด ขนดกยาว และประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เหล่านี้อาจเกิดจากฮอร์โมนผิดปกติ เนื่องจากโรคถุงน้ำในรังไข่ (Polycystic Ovary Syndrome, PCOS) ได้ ดังนั้นแม้เป็นสิวอย่านิ่งนอนใจ หากสิวเริ่มไม่ชิลอย่างที่คิด แถมด้วยอาการผิดปกติดังข้างต้น อย่าลืมแจ้งให้หมอผิวหนังของท่านทราบ เพื่อจะได้ส่งตรวจต่อได้อย่างทันท่วงที

ผิวแห้งแตกระแหง

เมื่ออายุมากขึ้นอาจเป็นสัญญาณบ่งว่าขาดสารอาหารบางอย่าง เช่น กรดไขมันจำเป็น หรืออาจจะเป็นโรค เช่น มะเร็งในต่อมน้ำเหลือง หรือเกิดการติดเชื้อบางอย่างเบื้องต้นให้บำรุงรักษาผิวให้ชุ่มชื้น งดการอาบน้ำอุ่นจัดจนเกือบร้อน หรือใช้สบู่ที่มีฤทธิ์เป็นด่างสูง หมั่นทาครีมบำรุงสม่ำเสมอ สำรวจคลำก้อนที่บริเวณต่างๆ เช่น ที่คอ รักแร้ หรือ ขาหนีบ โดยก้อนที่เป็นมะเร็งนั้น มักไม่เจ็บต่างจากการติดเชื้อทั่วไป หากยังไม่ดีขึ้นหรือคลำได้ก้อน แนะนำให้พบแพทย์

อาการคันผิวหนัง

คันเป็นอาการที่มาคู่กับผิวแห้ง หากผิวแห้งจะคันได้มาก แต่ในบางท่านอาการคันเป็นมาก จนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือถึงขั้นนอนไม่หลับเลยทีเดียว ทั้งๆ ที่ไม่มีผื่นแพ้ ไม่มีลมพิษ หากมีอาการเช่นนี้ อาจเกิดจากการสะสมของสารที่ก่อให้เกิดการคันในร่างกาย ซึ่งพบได้ในโรคไตวายเรื้อรัง โรคตับ ในบางราย มีอาการคันมากหลังอาบน้ำ ซึ่งเป็นอาการแสดงเบื้องต้นของโรคเลือดบางชนิดอีกด้วย

ผมร่วงมาก

โดยปกติผมจะร่วงจากหนังศีรษะเป็นประจำอยู่แล้ว เนื่องจากมีการผลัดเปลี่ยนให้ผมเส้นใหม่ขึ้นมาแทนที่ แต่หากผมร่วงเยอะมากๆ โดยเฉลี่ยเกิน 100 เส้น/วัน หรือแค่ลูบหรือดึงเบาๆ ก็หลุดติดมือออกมา อาจแสดงถึงความผิดปกติ เช่น เกิดจากยาบางอย่าง ภาวะเครียดของร่างกายอย่างรุนแรง โรคแพ้ภูมิตนเอง หรือโรคต่อมไทรอยด์

ลองสังเกตอาการผิดปกติอย่างอื่นร่วมไปด้วย เช่น มีผื่นแพ้แสง แผลในปากด้วยหรือไม่ อาจจะเป็นอาการโรคแพ้ภูมิตนเองที่เรียกว่า เอสแอลอี (SLE) มีเหงื่อแตก ใจสั่น น้ำหนักลด หงุดหงิดง่าย ซึ่งอาจเป็นอาการของฮอร์โมนต่อมไทรอยด์มากเกินไป

การดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ และสังเกตการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังและร่างกายจะช่วยให้พบความผิดปกติหรือโรคได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที เกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ทางผิวหนังอาจช่วยให้ท่านป้องกันโรคร้ายได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

วิ่งให้เป็นนิสัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2560 เวลา 11:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/476955

วิ่งให้เป็นนิสัย

โดย…อนัญญา มูลเพ็ญ

ย่างเข้าปีใหม่ เป็นธรรมดาที่เราต่างก็มีเป้าหมายใหม่ๆ ที่ต้องทำให้ได้ มากบ้างน้อยบ้างตามแต่ใจของแต่ละคน

และแน่นอนที่การเริ่มต้นออกกำลังกายก็เป็นเป้าหมายยอดฮิตที่ใครหลายคนตั้งใจจะต้องทำให้จงได้

ในฐานะที่ผู้เขียนเองชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่ง บ่อยครั้งจึงมีเพื่อนฝูงเข้ามาสอบถาม ซึ่งคำถามส่วนใหญ่ก็มักจะถามเกี่ยวกับการเริ่มต้น การเตรียมตัว ตลอดจนวิธีการ Maintain ให้ตัวเองมีแรงจูงใจที่จะวิ่งไปได้เรื่อยๆ ไม่เบื่อหน่าย

แต่ทุกๆ ครั้งที่ให้คำแนะนำคนรอบข้าง ผู้เขียนมักออกตัวก่อนเสมอว่าจริงๆ ส่วนตัวไม่ได้มีความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์อะไรมากมาย แต่ที่รู้และพอจะแนะนำคนอื่นได้บ้างนี้เกิดจากการทำจนเป็นนิสัย  ซึ่งการทำจนเป็นนิสัยนี่เองจะทำให้เราสามารถทำอะไรโดยไม่รู้สึกฝืน จนท้อแท้และละทิ้งสิ่งๆ นั้นไป

สำหรับคนที่เล่นกีฬาอยู่เป็นประจำจนเป็นนิสัย มักจะมองว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ง่ายมาก  เพราะนั่นเป็นธรรมดาของคนที่ผ่านการกระทำซ้ำๆ แต่สำหรับคนที่ไม่เคยอยู่ในระบบหรือรูปแบบที่ถูกบังคับให้ฝึกมาก่อน แล้ววันหนึ่ง ต้องมาออกกำลังกายจนรู้สึกว่าเป็นนิสัยนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเลย

ข้อแนะนำที่ผู้เขียนมักจะบอกคนที่มาขอคำแนะนำเสมอคือ จะเริ่มวิ่งก็ขอให้วิ่งเพราะความอยาก อย่าวิ่งเพราะฝืนหรือเพราะจำใจวิ่ง ถ้ารู้สึกฝืนขอให้มองหากีฬาประเภทอื่นที่เหมาะสมกับคุณมากกว่า เพราะสำหรับคนที่ไม่ชอบกีฬาประเภทที่เล่นคนเดียว สนุกคนเดียวได้ จะรู้สึกเบื่อหน่ายการวิ่งได้ง่ายมาก และสำคัญอย่าวิ่งเพราะตามเพื่อนหรือเพราะเป็นแฟชั่น เพราะคำว่าแฟชั่นไม่ยั่งยืน มาแล้วเดี๋ยวก็ไป

ส่วนการเริ่มต้นวิ่งนั้น หลายคนอาจจะรู้สึกกังวลกับอุปกรณ์ทั้งหลายว่าจะต้องสวมรองเท้ารุ่นไหน เสื้อผ้าอย่างไร  แต่ส่วนตัวผู้เขียนอยากแนะนำผู้อ่านที่สนใจจะวิ่งว่า สิ่งเดียวสำคัญที่สุดในการเริ่มต้นวิ่งคือความรู้สึกและใจที่อยากจะวิ่ง ถัดจากนั้นคือมองหาเส้นทางหรือสถานที่ที่พอจะเดินหรือวิ่งได้ เช่น รอบๆ หมู่บ้าน ฟิตเนสคอนโดที่พัก ฟิตเนสที่ทำงาน สวนหย่อม สวนสาธารณะใกล้บ้าน ถ้าเจอแล้ววันแรกๆ ขอให้เอาตัวเข้าไปอยู่ตรงนั้นโดยที่ยังไม่ต้องห่วงพร้อมหรืออุปกรณ์เสริมมากมาย

ที่แนะนำแบบนี้ก็เพราะเมื่อเราอยู่ในสถานที่ตรงนั้น สิ่งแวดล้อมใหม่จะกระตุ้นให้อยากลงมือทำเหมือนคนรอบๆ ตัวบ้าง  สำหรับคนที่อยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ สถานที่แนะนำให้ลองพาตัวเองไปเดินเล่นกระตุ้นต่อมความอยากจะพาตัวเองอยากวิ่งบ้าง ก็มีอยู่หลายที่ด้วยกัน เช่น สวนลุมพินี สวนจตุจักร สวนรถไฟ สนามกีฬาของกรุงเทพมหานคร ลองไปซึมซับบรรยากาศรอบๆ ตัวดูค่ะ

เมื่อรู้สึกอยากวิ่งบ้างแล้ว สำหรับคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกายนัก แนะนำว่าสัปดาห์หรือสองสัปดาห์แรกให้เดินเร็วไปก่อน ส่วนระยะทางก็จัดไปตามใจต้องการ อย่าเพิ่งใจร้อนวิ่งเร็วตามคนอื่นเพราะกล้ามเนื้อเรายังไม่ชิน (เพราะคนวิ่งเร็วๆ เขาผ่านการฝึกมามากกว่าเรามากๆ) หากไปหักโหมจะเกิดอาการปวด เจ็บ แล้วพานท้อแท้ไม่ยอมวิ่งอีกได้

หลังจากเดินอยู่ตัวค่อยเริ่มวิ่งช้าๆ หาจังหวะก้าวที่เหมาะสำหรับตัวเอง ฝึกหายใจให้สัมพันธ์กับการวิ่ง วิ่งช้าไปเรื่อยๆ เมื่ออยู่ตัวแล้วค่อยเพิ่มความเร็วขึ้นตามชอบ

การเดินเร็ว การวิ่ง ฝึกหายใจให้สอดคล้องกับการก้าวขา เหล่านี้นอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแล้วยังเป็นการฝึกสังเกตตัวเราเอง และทำสมาธิไปได้ด้วย

ถึงตรงนี้แล้ว ผู้เขียนย้ำอีกครั้งว่า คำแนะนำทั้งหมดข้างต้นไม่ได้มาจากความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์การกีฬาอะไรเลย แต่แนะนำจากประสบการณ์ที่ทั้งได้ทำได้แนะนำเพื่อนฝูง อยากให้ทุกคนลองวิ่งโดยเอาความรู้สึกเล่น และมันจะสามารถเปลี่ยนเป็นนิสัย ให้เราวิ่งแบบสนุกกับมัน ได้ทั้งสุขภาพและมี “ฟาร์มสุข”

ขอให้ทุกคนที่ตั้งเป้าหมายจะเริ่มออกกำลังกายในปีใหม่นี้ ค้นพบกีฬาที่ตัวเองชอบ และมีความสุขกับมัน กีฬาให้มากกว่าสุขภาพค่ะ

 

‘โรคอ้วน’ มหันตภัยมืด มนุษย์เมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2560 เวลา 11:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/476954

‘โรคอ้วน’ มหันตภัยมืด มนุษย์เมือง

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สาเหตุการเสียชีวิตของคนในสังคมยุคปัจจุบันจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า เกิดจากโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรังมากกว่าโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยสาเหตุหลักโรคเหล่านี้จุดเริ่มต้นมาจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตบนพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ขาดการออกกำลังกาย ดื่มสุรา สูบบุหรี่ ชอบรับประทานอาหารรสหวานมันเค็มจัด ปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นภัยร้ายที่แทรกซึมฆ่าชีวิตของคนโดยเฉพาะในสังคมเมือง

ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า โรคอ้วน เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง โรคหัวใจหลอดเลือด โรคสมองตีบแตกตัน โรคเหล่านี้มักจะมาเป็นแพ็กเกจ ซึ่งเกิดจากการใช้ชีวิตแบบชาวตะวันตก ภายใต้บริบทการพัฒนาของสังคมเมือง ที่ทำให้คนมีวิถีชีวิตเปลี่ยนไป รักความสบาย เคลื่อนไหวน้อย มีสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านพฤติกรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการกิน

อย่างไรก็ตาม หลักความเป็นจริงคนไทยในอดีตที่มีสุขภาพแข็งแรง เพราะวิถีการดำรงชีวิตนิยมรับประทานอาหารพวกพืชผักผลไม้ตามธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันความเป็นสังคมเมืองกลับเลือกรับประทานอาหารที่สะดวก มีรสหวานเค็มมัน ซึ่งมีไขมันเยอะ จนก่อนให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้เสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน

 

จากการศึกษาพบว่า เดิมคนไทยน้ำหนักเกินค่าเฉลี่ยอยู่ 10% แต่ปัจจุบันในกลุ่มผู้ใหญ่มีน้ำหนักเกินถึง 30% ส่วนกลุ่มเด็กในเมืองน้ำหนักเกินอยู่ที่ 12.5% ซึ่งถือว่าเยอะมากกว่าเมืองในอดีต ผลลัพธ์เหล่านี้จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อร่างกายในระยะยาว

ผศ.นพ.ธีระ แนะนำว่า ทางแก้สามารถปฏิบัติได้ 2 วิธี คือ เริ่มที่ตัวบุคคล ควรใส่ใจไปพร้อมกับต้องมีความรู้ในการเลือกรับประทานอาหารที่ไม่เสี่ยงต่อสุขภาพ รวมถึงต้องมีความระงับยับยั้งชั่งใจว่า จะเชื่อหรือไม่กับข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย ส่วนภาครัฐ และภาคธุรกิจก็ควรใส่ใจคุณภาพชีวิตของประชาชนเช่นกัน แต่การที่รัฐออกนโยบายสาธารณะเพื่อสนับสนุนให้เอกชนเข้ามาลงทุนเปิดกิจการร้านอาหารหวังการไหลเวียนของเม็ดเงิน โดยไม่ใส่ใจว่าธุรกิจเหล่านั้น จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยระยะยาว

ดังนั้น รัฐควรปรับตัวรู้เท่าทันสภาวการณ์พัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม ควบคู่ไปกับการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เช่น อาจขอความร่วมมือร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดไม่ควรโฆษณาการเพิ่มขนาดอาหาร ด้วยเงินเพียงน้อยนิด เพราะยิ่งจะเป็นการเสี่ยงต่อสุขภาพ หรือขอความร่วมมือให้ทุกร้านมีเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงมาตรการขึ้นภาษี แต่ถึงอย่างไรมาตรการควบคุมเหล่านี้ไม่ใช้เพื่อกีดกันทางการค้า แต่เพื่อสร้างทางเลือกคู่ขนานให้กับผู้บริโภค

 

The Power of Touch : A Touch of Love

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2560 เวลา 11:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/476952

The Power of Touch : A Touch of Love

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

คู่รักทุกคู่อาจมีช่วงที่รู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไป เพราะความรักเลื่อนไหลอยู่ตลอดดั่งสายน้ำในแม่น้ำ เปลี่ยนแปลงไม่หยุดยั้ง ความรักเป็นสิ่งที่ต้องทะนุถนอม ใส่ใจ และดูแล เพื่อให้รักนั้นค่อยๆ ละลายเข้าสู่หัวใจ

การสื่อสารที่ผ่านการสัมผัส การสอดประสานกันและกันที่เกิดจากการสัมผัส เพื่อที่จะรักษาบาดแผลในจิตใจ เพื่อที่จะเชื่อมโยงและหลอมรวม ส่งผ่านความรัก ความอบอุ่น พัฒนาความสัมพันธ์ให้เติบโตและแนบแน่น

 

เพราะพลังแห่งการสัมผัสเป็นศาสตร์แห่งการบำบัด ผิวหนังที่มีพื้นที่กว้างขวางครอบคลุมร่างกายเราเต็มไปด้วยข้อมูลที่จะบอกเราได้ในเรื่องของความคิดและความรู้สึก เป็นการส่งและรับอารมณ์ของสัญญาณต่างๆ เช่น หนาว หรือร้อน ผ่อนคลาย หรือเครียด ในหลายๆ ความรู้สึก ที่เราจะอ่านได้จากการสัมผัส และส่งต่อความรู้สึกไปให้ผู้รับได้จากการสัมผัสเช่นกัน

 

ในทุกการสัมผัส จะเป็นแบบบวกหรือแบบลบก็ได้ ในงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าการสัมผัสสามารถช่วยลดความเจ็บปวดและความวิตกกังวลได้ เด็กเล็กๆ ที่ได้รับการสัมผัสที่อบอุ่นและบ่อยครั้งจากพ่อแม่มักโตขึ้นมาแบบไม่ก้าวร้าว ผลของการสัมผัสจากคนแปลกหน้าไม่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้เท่ากับคนรู้จักหรือคนรัก ส่วนการสัมผัสแบบนวด สามารถเพิ่มการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน ที่ช่วยในการนอนหลับ ลดอาการซึมเศร้า รวมทั้งกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน ที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นอีกด้วย

 

หากท่านใดสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมสามารถสมัครเข้าร่วมเวิร์กช็อป “พลังแห่งการสัมผัส” เพื่อฝึกนวดให้กับคนรักและเรียนรู้เทคนิคพิเศษเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ได้ โดยครูบาบาร่า ซานโตส ผู้เชี่ยวชาญแห่งศาสตร์นี้มากว่า 11 ปี จากประเทศบราซิล (มีล่ามแปลไทย) อย่าพลาด ในวันจันทร์ที่ 13 ก.พ. 2560 เวลา 14.00-17.00 น. (3 ชั่วโมง) เป็นวันหยุดราชการ รับเพียงแค่ 14 คู่เท่านั้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-636-6758-9 หรือเข้าไปดูรายละเอียดที่ www.yogasutrathai.com

 

ไข้เลือดออกอันตรายใกล้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2560 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/476054

ไข้เลือดออกอันตรายใกล้ตัว

โดย…กันย์ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ไข้เลือดออกมีสาเหตุมาจากไวรัสเดงกี โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค อาการของโรคนี้จะคล้ายกับโรคไข้หวัดในช่วงแรก แบ่งออกได้เป็น 4 สายพันธุ์ จะพบผู้ที่เป็นโรคไข้เลือดออกได้ตลอดทั้งปี แต่พบมากในช่วงฤดูฝน เนื่องจากมีฝนตกบ่อยทำให้เกิดน้ำขัง ซึ่งเอื้อต่อการขยายพันธุ์ของยุงลาย พบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยเฉพาะเด็กนักเรียน เนื่องจากยุงลายมักหลบซ่อนตัวอยู่ในที่มืดและเด็กนักเรียนก็ชอบเล่นในบริเวณที่อับมืด

ยุงลายตัวเมียจะกัดและดูดเลือดของผู้ที่เป็นโรคไข้เลือดออกก่อน โดยเชื้อจะเข้าไปฟักตัวและเพิ่มจำนวนในตัวยุง ซึ่งมีอายุอยู่ประมาณ 1-2 เดือน แล้วจึงไปกัดคนรอบข้าง หรือคนใกล้ตัวที่มีระยะทางไม่เกิน 400 เมตร ถือเป็นการแพร่เชื้อไปให้คนอื่นๆ ต่อไป ยุงชนิดนี้เป็นยุงที่กัดคนทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน มักพบได้ในบริเวณที่มีการเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำนิ่งในบริเวณบ้าน

อาการจะมีไข้สูง 39-40 องศาเซลเซียสอยู่ 2-7 วัน ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ มีอาการเลือดออก เช่น จุดเลือดออกที่ผิวหนัง เลือดกำเดา อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด ตับโต มักกดเจ็บบริเวณชายโครงด้านขวา ปวดท้องรุนแรงจากการที่มีน้ำคั่งผิดปกติ ระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ หรือมีภาวะช็อก ช่วงไข้ลดลง จะกระสับกระส่ายมือเท้าเย็น ชีพจรเบาและเร็ว ความดันต่ำ

การป้องกัน ตรวจสอบว่าอุปกรณ์ของเครื่องใช้มีฝาปิดหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นที่วางไข่ของยุงลาย ตัดต้นไม้ที่รก เพื่อให้มีแสงสว่างและอากาศถ่ายเทดี อย่าให้ยุงลายกัดทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน นอนในมุ้งหรือนอนในห้องที่ติดมุ้งลวดเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัด หากคนรอบข้างเป็นไข้เลือดออกควรมีการแจ้งสาธารณสุขให้มาฉีดยาหมอกควันเพื่อฆ่ายุง ผู้ปกครองควรสงสัยไว้ก่อนว่า บุตรหลานที่มีอาการไข้สูงในช่วงฤดูฝนอาจเกิดจากโรคไข้เลือดออก ควรรีบพาบุตรหลานไปโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจรักษา

แพทย์จากโรงพยาบาลพญาไท 2 แนะนำวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกเป็นวัคซีนเชื้อตายของเชื้อไวรัสทั้งหมด 4 สายพันธุ์ มีการศึกษาการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกในเด็กอายุระหว่าง 9-16 ปี ใน 5 ประเทศของทวีปอเมริกาใต้ โดยแยกเด็กเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มได้รับวัคซีนมีจำนวน 13,920 คน และกลุ่มได้ยาหลอก 6,949 คน และมีการตรวจเช็กเลือดวัดภูมิคุ้มกัน และเฝ้าติดตามการเกิดโรคไข้เลือดออกจนกระทั่งครบเดือนที่ 25 หลังจากฉีดวัคซีนทั้งหมด 3 เข็ม คือ เข็มที่หนึ่ง และสองห่างกัน 6 เดือน และเข็มที่สามห่างจากเข็มแรก 12 เดือน เมื่อติดตามจนครบการศึกษาโดยสมบูรณ์แล้ว ประสิทธิภาพการป้องกันโรคอยู่ที่ร้อยละ 60.8 และระดับภูมิคุ้มกันสูงสุดต่อเชื้อไวรัสเดงกี สายพันธุ์ที่ 4 และต่ำสุดในสายพันธุ์ที่ 2 และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยภูมิคุ้มกันแล้วจะสูงกว่ากลุ่มที่ได้ยาหลอกทุกสายพันธุ์ ความปลอดภัยของวัคซีนในการศึกษาไม่แตกต่างจากกลุ่มได้ยาหลอก

 

สร้างความยืดหยุ่นร่างกายด้วยท่าไหว้พระอาทิตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2560 เวลา 10:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/475875

สร้างความยืดหยุ่นร่างกายด้วยท่าไหว้พระอาทิตย์

โดย…ภาดนุ ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

เป็นที่ทราบกันดีว่าการฝึกโยคะมีประโยชน์มากมาย เพราะนอกจากสร้างความยืดหยุ่นให้ร่างกายแล้ว ยังช่วยกระชับกล้ามเนื้อและสร้างสมดุลให้ร่างกายผู้ฝึกอีกด้วย ซึ่งครั้งนี้ ครูนว-นวรัตน์ ตีรประเสริฐ Ashtanga Authorized Level 2 คนที่สามของเมืองไทย ผู้ศึกษาโยคะจาก KPJAYI, Mysore ประเทศอินเดีย ปัจจุบันเป็นครูสอนโยคะที่สถาบัน “Ashtanga Samasthiti Managed by Lullaby” ตึกแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ ทองหล่อ จะมาสอนโยคะท่าไหว้พระอาทิตย์ (Surya Namaskara) ให้คุณผู้อ่านได้ลองฝึกตาม รับรองว่าได้ผลดีแน่นอน

“เพราะหัวใจของการฝึกโยคะ ไม่ใช่แค่เรื่องของอาสนะหรือท่าโยคะที่ฝึกเท่านั้น แต่คือเรื่องของการเรียนรู้จากประสบการณ์ในการฝึกด้วย ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การฝึกโยคะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างร่างกายและจิตใจของผู้ฝึกผสมผสานกัน ซึ่ง Ashtanga Yoga หรือ Yoga of Eight Limbs นี่คือศาสตร์การฝึกโยคะที่ไม่เน้นแค่สร้างความแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการสร้างความสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ

ด้วยวิธีการฝึกแบบ Vinyasa ที่ประกอบด้วย หนึ่งการเคลื่อนไหว ต่อหนึ่งลมหายใจ ควบคู่ไปกับหัวใจสามประการของแนวทาง Ashtanga Yoga นั่นคือ อาสนะ (ท่าโยคะ) ลมหายใจ (หายใจให้เกิดความร้อนภายในช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย) และ Drishthi (จุดโฟกัสเพื่อดึงสมาธิกลับสู่ลมหายใจ) ซึ่งช่วยให้ผู้ฝึกสามารถเข้าถึงแนวทางการฝึกสมาธิได้ โดยเริ่มต้นง่ายๆ จากการฝึกโยคะท่าไหว้พระอาทิตย์ดังต่อไปนี้”

– วิธีทำ

1.ตั้งสมาธิ ยืนตรง ปลายเท้าชิด กระจายน้ำหนักทั่วฝ่าเท้า หายใจเข้า วาดแขนขึ้นเหนือศีรษะ ตามองไปที่ปลายนิ้ว

1.ตั้งสมาธิ ยืนตรง ปลายเท้าชิด กระจายน้ำหนักทั่วฝ่าเท้า หายใจเข้า วาดแขนขึ้นเหนือศีรษะ ตามองไปที่ปลายนิ้ว

 

2.หายใจออก พับตัวลงจากสะโพก ยืดหลัง และยืดกล้ามเนื้อด้านหลังขา

2.หายใจออก พับตัวลงจากสะโพก ยืดหลัง และยืดกล้ามเนื้อด้านหลังขา

 

3.หายใจเข้า เดินหรือจัมพ์ไปที่ท่า Chaturanga หรือท่าที่ต้นแขนขนานกับพื้น ศอกตั้งฉาก

3.หายใจเข้า เดินหรือจัมพ์ไปที่ท่า Chaturanga หรือท่าที่ต้นแขนขนานกับพื้น ศอกตั้งฉาก

 

4.หายใจเข้า ทำท่าอัพวาร์ด เฟซซิ่ง ด็อก ผลักสะโพก ยืดแนวกระดูกสันหลัง ส่งปลายเท้าไปด้านหลัง หย่อนสะบักเพื่อเปิดอกบน

4.หายใจเข้า ทำท่าอัพวาร์ด เฟซซิ่ง ด็อก ผลักสะโพก ยืดแนวกระดูกสันหลัง ส่งปลายเท้าไปด้านหลัง หย่อนสะบักเพื่อเปิดอกบน

 

5.หายใจออก ทำท่าดาวน์วาร์ด เฟซซิ่ง ด็อก แขนเหยียดตรง ผลักสะโพกสู่เพดาน ฝ่าเท้ากว้างประมาณสะโพก ค่อยๆ ยืดกล้ามเนื้อหลังขา กดส้นเท้า

5.หายใจออก ทำท่าดาวน์วาร์ด เฟซซิ่ง ด็อก แขนเหยียดตรง ผลักสะโพกสู่เพดาน ฝ่าเท้ากว้างประมาณสะโพก ค่อยๆ ยืดกล้ามเนื้อหลังขา กดส้นเท้า

 

6.หายใจเข้า เดินหรือกระโดดกลับมา ยืดหลัง เก็บหน้าท้อง

6.หายใจเข้า เดินหรือกระโดดกลับมา ยืดหลัง เก็บหน้าท้อง

 

7.หายใจออก พับตัวใกล้ชิดต้นขา ยืดหลังขา

7.หายใจออก พับตัวใกล้ชิดต้นขา ยืดหลังขา

 

8.หายใจเข้า ยืดตัวกลับมาในท่ายืน ตามองปลายนิ้ว แล้วหายใจออก กลับมาในท่ายืน มือวางข้างลำตัว

8.หายใจเข้า ยืดตัวกลับมาในท่ายืน ตามองปลายนิ้ว แล้วหายใจออก กลับมาในท่ายืน มือวางข้างลำตัว

 

– ประโยชน์ที่ได้

การฝึกโยคะท่าไหว้พระอาทิตย์นี้ ประโยชน์ที่ผู้ฝึกจะได้รับก็คือ ช่วยสร้างความแข็งแรงให้หน้าท้อง เสริมสร้างกำลังแขน และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อบริเวณหลังขาและแผ่นหลัง

 

ภาวะสมองเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 12:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/475687

ภาวะสมองเสื่อม

โดย…แผนกฝังเข็ม คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว Facebook Fanpage : huachiew tcm

ภาวะสมองเสื่อม หมายถึง ภาวะที่สมองทำงานลดลงกว่าเดิม ทำให้ความรอบรู้ ความจำ ความคิด การตัดสินใจเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง ร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงของนิสัย พฤติกรรมและบุคลิกภาพ สาเหตุในศาสตร์การแพทย์แผนจีนมาจากความแก่ชรา ร่างกายอ่อนแอ สาระสำคัญของไตบกพร่อง เลือดเหือดแห้ง หรือหลังจากเป็นโรคหลอดเลือดสมองแล้วมีชี่ติดขัดร่วมกับมีเลือดคั่ง สมองขาดการบำรุงเลี้ยง สมองทำงานช้า ประมวลผลช้า อุบัติการณ์การเกิดภาวะสมองเสื่อม พบว่า ประชากรอายุ 80-84 ปี มีอัตราการเกิดภาวะสมองเสื่อม 16%

โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ (Alzemer’s Disease) เป็นภาวะสมองเสื่อมชนิดหนึ่ง เกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมองอย่างช้าๆ ทำให้ความคิดอ่าน ความทรงจำ การรู้คิด การใช้ภาษา พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง และมีความรุนแรงขึ้น จนกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน หรือการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นๆ พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ผู้ป่วยมักมีประวัติของคนในครอบครัวที่เป็นโรคนี้ โรคอัลไซเมอร์มีทั้งหมด 3 ระยะ คือ ระยะต้น ระยะกลาง ระยะท้าย ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีชีวิตอยู่ได้ 2-20 ปี หรือโดยเฉลี่ยประมาณ 10 ปี

หลักการวินิจฉัย

1.ความทรงจำที่ลดลงอย่างเงียบเชียบ ในระยะแรกความทรงจำระยะสั้นลดลงส่วนในระยะกลางและระยะท้ายจะลดลงทั้งความทรงจำระยะสั้นและความทรงจำระยะยาว

2.การรู้คิด มีปัญหาเรื่องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การเข้าสังคม ความผิดปกติในการสื่อภาษา การฝังเข็มรักษา ระยะแรกของอาการสามารถทำให้อาการต่างๆ ดีขึ้นอย่างเห็นผล ระยะกลางของโรค สามารถชะลอการดำเนินของโรคได้

ภาวะสมองเสื่อมจากสาเหตุสมองขาดเลือด (Vascular Dementia) คือ อาการสมองเสื่อมที่มีสาเหตุมาจากการที่สมองถูกทำลายจากการขาดเลือด โดยมีผลการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมอง มีความสามารถการรู้คิดลดลงอย่างชัดเจน หรือลดลงอย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ๆ มีอาการเป็นๆ หายๆ พูดลำบาก หรือคิดคำพูดลำบาก อาจมีความผิดปกติของระบบประสาท เช่น แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว ตามอุบัติการณ์การพบ CVA ในคนไข้ที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยอาจพบเฉพาะภาวะสมองเสื่อมเหตุสมองขาดเลือดอย่างเดียว

หลักการักษา

1.ผู้ป่วยมีประวัติเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก่อนหน้า

2.มีอาการสมองเสื่อมหลังจากเป็นโรคหลอดเลือดสมองภายใน 3 เดือน และมีอาการต่อเนื่อง 6 เดือน เป็นอย่างต่ำ

3.ความสามารถด้านสมองลดลงอย่างชัดเจน

4.การตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

การฝังเข็มรักษา จะช่วยบำรุงสมองเปิดทวาร เพิ่มการไหลเวียนของเลือดทะลวงลมปราณ บำรุงตับและไต ขจัดเสมหะที่ขึ้นไปรบกวนสมองทำให้ทวารโล่งและได้ผลดีกว่าอัลไซเมอร์