Modified Side Reclining Leg Lift version B (Anatanasana B)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 12:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/475686

Modified Side Reclining Leg Lift version B (Anatanasana B)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

Anatanasana สำหรับเวอร์ชั่น B จะเป็นการต่อท่าจากเวอร์ชั่น A โดยเป็นการผสมกับท่านางเงือก (Marmaid Pose) และต้องใช้การทรงตัวจากลำตัวด้านข้างมากกว่าเวอร์ชั่น A ท่านี้ช่วยยืดเอว ยืดไหล่ ยืดหน้าขา ช่วยบรรเทาอาการปวดเอว ปวดไหล่ได้ และเนื่องจากเป็นท่าอาสนะในตระกูลนอน เราจึงรู้สึกสบายไปด้วยในขณะค้างท่า หากใครรู้สึกตึงมากเกินไปให้ฝึกแบบออปชั่น ยังไม่ต้องรีบทำให้สุด ลองสังเกตร่างกายเมื่อพร้อมแล้วค่อยลองทำให้มากขึ้น

วิธีปฏิบัติ

1.ต่อจากท่าเวอร์ชั่น A ให้เริ่มเป็นท่าเตรียม

 

2.พับฝ่าเท้าขวาเข้ามาที่บริเวณข้อพับศอก แขนขวา (ออปชั่น) หายใจเข้าออกประมาณ 30 วินาที ค้างท่าสักครู่

 

3.ส่งแขนซ้ายมาคล้องกะแขนขวาเหมือนท่านางเงือก ศีรษะอยู่บนท่อนแขน

 

4.หายใจออก กดท่อนแขนลงไปแนบกับพื้น ก้มหน้าเพื่อผ่อนคลายต้นคอ ศีรษะทับท่อนแขนเอาไว้ ค้างท่าสักครู่ใหญ่ หายใจเข้าออก อาจค้างท่าประมาณ 1 นาที แล้วค่อยๆ คลายออกจากท่า จากนั้นลองฝึกสลับข้าง

 

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

 

S’wet Society คลับสุดชิกติดบีทีเอสชิดลม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 11:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/475681

S’wet Society คลับสุดชิกติดบีทีเอสชิดลม

โดย…พุสดี ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

ปีใหม่ทั้งที ใครที่หุ่นพังเพราะปาร์ตี้หนัก หรือตั้งเป้า New Year Resolution ว่าจะเนรมิตหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มเป็นของขวัญให้ตัวเอง อย่ามัวรอช้า เพราะแค่เริ่มต้นลงมือทำตั้งแต่วันนี้ก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง

สำหรับใครที่ยังไม่มีไอเดียว่าจะไปเสียเหงื่อ สลัดไขมันที่ไหน แนะนำ S’wet Society คลับเพื่อคนรักสุขภาพใหม่แกะกล่อง ที่เพิ่งเปิดให้บริการได้เพียงไม่กี่เดือน ด้วยคอนเซ็ปต์ที่แปลกใหม่ ฉีกกรอบสตูดิโอฟิตเนสแบบเก่าๆ

 

เพียงก้าวแรกที่เข้ามา S’wet Society จะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกรีแลกซ์อย่างบอกไม่ถูก เพราะบรรยากาศของคลับถูกออกแบบให้มีสไตล์แบบบีช เฮาส์ ได้กลิ่นอายของสายลม แสงแดด และชายหาดสุดชิล เข้ากับธีมของฟิตเนสสตูดิโอที่หุ้นส่วนทั้งสี่มีแรงบันดาลใจในการสร้างมาจากความรักในกีฬาทางน้ำเป็นทุนเดิม เลยหยิบเอาความสนุกของกีฬาเอาต์ดอร์มานำเสนอในรูปแบบอินดอร์อย่างน่าสนใจ

นอกจากคอนเซ็ปต์จะเก๋แล้ว คลาสออกกำลังของที่นี่ยังออกแบบอย่างน่าสนใจ ตอบโจทย์คนที่อยากฟิตแอนด์เฟิร์ม โดยแบ่งออกเป็น 4 คลาสใหญ่ๆ ได้แก่

 

1.Introducing Foundation Training เป็นการออกกำลังกายผสมผสานการหายใจอย่างถูกต้อง ที่นอกจากช่วยแก้ไขอาการปวดหลัง และออฟฟิศซินโดรมแล้ว ยังช่วยให้มีโพสเจอร์ที่สวยสง่างาม ที่สำคัญยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้กล้ามเนื้อและการออกกำลังกายให้ดียิ่งขึ้น

2.คลาส Introducing Surffit คลาสออกกำลังกายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการโต้คลื่นผสมผสานการอุปกรณ์และท่าทางหลากหลายรูปแบบ เพื่อรูปร่างลีนและแข็งแรงในทุกส่วน

 

3.คลาส Introducing YOB (Yoga on Board) โยคะบนบอร์ดที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก SUP Yoga ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลาง (Core Muscles) ควบคู่การยืดเหยียดแบบโยคะ ข้อดีของการเปลี่ยนจากการเล่นโยคะบนเสื่อมาเป็นบนบอร์ดคือ ช่วยให้ผู้ฝึกได้โฟกัสมากขึ้น เน้นความต่อเนื่องในการเล่น

สุดท้ายคือ 4.คลาส Introducing Tone & Row คลาสกรรเชียงบกแห่งแรกในเมืองไทยที่กำลังเป็นที่นิยมในหลายเมืองทั่วโลก สามารถเผาผลาญแคลอรีได้ดีไม่แพ้การวิ่ง แต่ดีต่อเข่าและข้อเท้า เพราะเป็นการออกกำลังแบบ Low Impact ที่ช่วยบริหารทุกส่วนในร่างกายในเวลาเดียวกัน

 

สำหรับการเดินทางมา S’wet Society ซึ่งตั้งอยู่ชั้น 4 ศูนย์การค้าเอราวัณ แบงค็อกนั้น ค่อนข้างง่ายและสะดวกสบายสำหรับคนเมือง สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าลงสถานี BTS ชิดลม ทางออกที่ 2 จากนั้นเดินเชื่อมมาทางสกายวอล์กไม่ไกล จะพบทางแยกให้เข้าศูนย์การค้าเอราวัณ แบงค็อก ให้เดินเชื่อมเข้ามาในตัวศูนย์ จากนั้นขึ้นบันไดเลื่อนมาชั้น 4 ก็เจอเลย

ถ้าพร้อมแล้ว ไปเสียเหงื่อ เรียกความเฟิร์มกันเถอะ…

 

ทางรอด จากอาการหัวใจวาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/475183

ทางรอด จากอาการหัวใจวาย

โดย…ภาดนุ ภาพ… เอพี/รอยเตอร์ส/อีพีเอ

ทราบไหมว่า ปัจจุบันนี้ชายและหญิงที่ป่วยเป็นโรคหัวใจขาดเลือดจะเสียชีวิตภายใน 28 วัน หลังจากมีอาการของโรค และ 2 ใน 3 ของจำนวนนี้จะเสียชีวิตก่อนมาถึงโรงพยาบาล จากการสำรวจขององค์การอนามัยโลก พบว่า ในแต่ละปีจะมีผู้ชาย 3.8 ล้านคน และผู้หญิง 3.4 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจขาดเลือดกันเยอะมาก ด้วยเหตุนี้เราทุกคนจึงควรเข้าใจอาการเตือนของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับคนใกล้ตัวคุณ โดยสังเกตอาการดังต่อไปนี้ จะได้รีบหาทางช่วยเหลือได้ทันท่วงที

แน่นหน้าอก

โดยทั่วไปแล้วการเตือนของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน คือ รู้สึกแน่นบริเวณกลางหน้าอกเป็นเวลานานกว่า 2-3 นาที หรือเป็นๆ หายๆ ผู้ที่มีอาการแน่นหน้าอกจะรู้สึกเหมือนหน้าอกถูกกดทับ ถูกบีบรัด รู้สึกตื้อๆ หรือเจ็บบริเวณหน้าอก

รู้สึกไม่สบายที่ส่วนอื่นของร่างกายท่อนบน

ซึ่งอาการไม่สบายนี้อาจเป็นได้ทั้งอาการเจ็บหรือรู้สึกไม่สบายที่แขนข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง บริเวณหลัง คอ กรามหรือท้อง

หายใจสั้น

อาการหายใจสั้นมักเป็นพร้อมกับอาการแน่นหน้าอก หรือบางรายอาจเกิดขึ้นก่อนอาการแน่นหน้าอกก็ได้

 

เหงื่อออกจนตัวเย็นคลื่นไส้ หรือเวียนศีรษะ

หากคิดว่ากำลังมีอาการของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน จงอย่ารอช้า เพราะทุกๆ นาทีมีค่า ให้รีบโทรศัพท์เรียกรถพยาบาลในทันที ขณะที่รอให้เคี้ยวยาแอสไพรินขนาดผู้ใหญ่ (325 มก.) 1 เม็ด แอสไพรินจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ถึงร้อยละ 23 หากกินในขณะที่สงสัยว่ามีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หลังจากนั้นกินต่อไปอีก 30 วัน ซึ่งในสหรัฐพบว่า การใช้แอสไพรินในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วยได้ถึง 1 หมื่นราย/ปี

หัวใจอ่อนแอ ไม่ใช่แค่คอเลสเตอรอล

คอเลสเตอรอลเป็นโมเลกุลที่ทำให้เกิดการสะสมไขมันในเส้นเลือดแดงแต่การรู้เพียงแค่ระดับคอเลสเตอรอลดูเหมือนจะไม่เพียงพอเสียแล้วในปัจจุบันนี้ เพราะนักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสงสัยว่า คอเลสเตอรอลเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคหัวใจเท่านั้น ตัวชี้วัดใหม่คือปฏิกิริยาการอักเสบ ซึ่งทำให้เส้นเลือดอ่อนแอ เป็นเหตุให้คราบคอเลสเตอรอลหลุดออกแล้วก่อให้เกิดการอุดตัน

ฉะนั้นทุกครั้งที่ตรวจระดับคอเลสเตอรอล ควรตรวจหาระดับC-Reaction Protein ด้วย ซึ่งควรอยู่ในระดับ 8 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร หรือ ต่ำกว่า (แต่แพทย์อายุรวัฒน์มักแนะนำให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่านั้น หรืออยู่ในระดับ 4 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร)

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพของผู้หญิง ซึ่งพบว่าจำนวนเม็ดเลือดขาวที่เพิ่มขึ้นในผู้หญิงอาจทำนายถึงการเกิดโรคหัวใจได้ ซึ่งระดับเม็ดเลือดขาวที่สูงกว่าปกติ(โดยปกติแล้วเลือด 1 ลิตร จะมีเม็ดเลือดขาว 6,700 ล้านเซลล์) อาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้เป็น 2 เท่า ซึ่งสอดคล้องกับการสำรวจขององค์การอนามัยโลกที่พบว่า ปัจจุบันโรคหัวใจขาดเลือดเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญ คนทั่วโลกมีอัตราการป่วยเป็นโรคนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงนับว่าเป็นการระบาดที่ไร้ขอบเขตอย่างแท้จริง

 

หัวใจวาย ภัยเงียบที่น่ากลัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2560 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/474728

หัวใจวาย ภัยเงียบที่น่ากลัว

โดย…ชลญ่า

โรคภัยไข้เจ็บสมัยนี้ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ ไม่ว่าใครก็มีโอกาสเป็นทุกคน แต่ที่น่าแปลกตรงที่ แม้แต่คนที่คิดว่าตัวเองสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง เช้าออกไปจ๊อกกิ้ง เย็นออกรอบตีกอล์ฟอย่างมีความสุขกับผองเพื่อน หลายปีไม่เคยไปหาหมอ แต่จู่ๆ วันหนึ่งต้องมาหัวใจวายถึงแก่ชีวิต ซึ่งใครก็คงไม่อยากเชื่อ แต่จะบอกว่าเชื่อเถอะ โรคหัวใจวายอันตรายกว่าที่คิด และถือเป็นภัยคุกคามชีวิตของคนเมืองอย่างแท้จริง

หัวใจวายร้ายขนาดไหน 

โรคหัวใจวาย มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือ Heart Attack เป็นโรคที่เกิดจากภาวะที่เกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน จนเลือดและออกซิเจนไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ และเมื่อหัวใจขาดเลือดและออกซิเจน ผลที่ตามมาก็คือกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายเกิดภาวะหัวใจวาย

ถามว่า ลิ่มเลือดเหล่านี้เกิดมาจากอะไร คำตอบคือเกิดจากการที่ร่างกายมีภาวะไขมันมากเกินไปจนพอกเป็นตะกรัน (Plaque) เกาะอยู่ตามผนังของหลอดเลือด เมื่อรวมเข้ากับเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มากัดกินก็ทำให้เกิดเป็นกลุ่มเซลล์ที่ไม่สามารถดูดกลับเข้าไปในร่างกายได้ แต่กลับฝังตัวอยู่ในผนังหลอดเลือดแทน

จนเมื่อเวลาผ่านไป ตะกรันนี้จะแตกตัวหรือปริออก หลอดเลือดจะพยายามซ่อมแซมตัวเอง จนเกิดลิ่มเลือดไปอุดกั้นหลอดเลือด ถ้าเป็นการแตกตัวที่หลอดเลือดแขนงเล็กผู้ป่วยจะมีเพียงอาการเจ็บหน้าอก แต่ถ้าลิ่มเลือดนี้อุดตันหลอดเลือดขนาดใหญ่ก็อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ดังที่กล่าวมา

ความร้ายกาจของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ต้องบอกว่าอันตรายมาก เพราะเป็นโรคที่ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร เวลาไหน ในบางรายอาจมีสุขภาพร่างกายปกติ แข็งแรง และไม่เคยมีอาการผิดปกติให้เห็นมาก่อน แต่อยู่ดีๆ กลับมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก รู้สึกอึดอัด เหนื่อยเกิดขึ้น ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือทันเวลาอาจหัวใจวายได้

อาการผิดปกติที่สำคัญที่สุดของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันสามารถสังเกตได้คือจะมีอาการแน่นหน้าอก ซึ่งมักจะเกิดขึ้นตรงกลางอกและมักเป็นนานเกินนาทีขึ้นไป โดยเฉพาะถ้ามีอาการปวดร้าวขึ้นไปที่กรามหรือไหล่โดยเฉพาะไหล่ซ้าย ก็ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

นอกจากนี้ ในคนป่วยบางรายอาจไม่มีอาการแน่นหน้าอก แต่จะมีอาการเหนื่อยและมีเหงื่อแตกร่วมด้วย ซึ่งอาการแบบนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวังไว้ก่อน เพราะสาเหตุอาจจะมาจากลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดหัวใจได้ และถ้าอาการเป็นแบบนี้ก็จำเป็นต้องไปพบแพทย์ในทันที ขืนปล่อยไว้มีโอกาสเสียชีวิตได้เลย ทุกนาทีที่เสียไปขณะที่คุณเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันบ่งบอกได้เลยว่าอนาคตของคุณจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นเวลาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ปัจจัยเสี่ยงภาวะหัวใจวาย

ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงเบาหวาน การสูบบุหรี่ ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและโรคอ้วน เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแบบเฉียบพลัน หรือหัวใจวาย ซึ่งต้องยอมรับว่าด้วยไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของคนสมัยนี้ โดยเฉพาะคนเมืองที่ค่อนข้างผูกชีวิตไว้กับความเร่งรีบ จึงทำให้หลายๆ คนไม่ค่อยได้คำนึงถึงการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายของตัวเอง

ในเรื่องอาหาร ก็ชอบกินอาหารที่ก่อให้เกิดโรคภัย เช่น อาหารที่มันจัด เค็มจัด อาหารที่ไม่มีประโยชน์ประเภทจังก์ฟู้ด หรือพวกเครื่องดื่มประเภทที่มีน้ำตาล อย่างเช่น น้ำอัดลม ถ้ากินประจำทุกวันก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ มีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน ยิ่งสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ดี ก่อให้เกิดความเครียดตามมา ยิ่งเครียดเรื้อรังก็จะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจวายและโรคหลอดเลือดได้ บางคนหันมากินเหล้าสูบบุหรี่ ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคหนักเพิ่มขึ้นอีก

แม้ในคนปกติหรือคนที่มีสุขภาพดี ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ก็มีโอกาสเกิดอาการหัวใจวายฉับพลัน และเสียชีวิตได้ โดยบางคนคิดว่าตัวเองสุขภาพดี ทว่า อาจเป็นโรคหัวใจในระยะเริ่มแรกโดยที่ไม่รู้ตัว หากยังจำกันได้ย้อนไปเมื่อหลายปี มาร์ก วิเวียน โฟเอ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติแคเมอรูน ต้องเสียชีวิตลงกลางสนาม เพราะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งเกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ

ปัจจุบันหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พบว่า การนอนกรนรุนแรงที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ เนื่องจากการหยุดหายใจขณะหลับทำให้ขาดออกซิเจน ซึ่งทำให้หลอดเลือดเสื่อม และส่งผลกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งคนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้จำเป็นต้องทำการตรวจหัวใจและปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต รวมถึงทำการรักษาโรคที่เป็นอยู่ เพื่อป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

การตรวจวินิจฉัย   

กุญแจสำคัญของการรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ที่เกิดจากการมีลิ่มเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน คือทุกนาทีที่เสียไปขณะที่เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน สามารถบอกได้ว่าอนาคตของผู้ป่วยจะเป็นอย่างไร ถ้ามีอาการผิดปกติต่างๆ เช่น แน่นหน้าอกเฉียบพลัน เหนื่อย หรือสงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจหรือไม่ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะแพทย์จะสามารถทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าและให้การวินิจฉัยได้ภายใน 5 นาที

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์กำหนดโกลเด้นพีเรียดไว้ที่ 60 นาที นั่นหมายถึงเมื่อผู้ป่วยมีอาการแน่นหน้าอกเฉียบพลัน และมาถึงโรงพยาบาล แพทย์สามารถให้การรักษาโดยการเปิดเส้นเลือดหัวใจได้ภายใน 60 นาที ซึ่งจะช่วยให้สามารถรักษากล้ามเนื้อหัวใจที่ดีของผู้ป่วย ช่วยให้ผู้ป่วยรอดพ้นจากภาวะหัวใจโต และกลับมามีชีวิตได้ใกล้เคียงคนปกติมากที่สุด

หลายคนบอกว่าดีขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้านั้นเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบมานาน ทำให้เขาไม่สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ โดยศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้บริการดูแลด้านหัวใจอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การป้องกัน การวินิจฉัยในระยะเริ่มต้น การรักษา ตลอดจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ พร้อมด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย

การตรวจวินิจฉัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแบบเฉียบพลันของศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีอยู่ 4 แบบ ได้แก่ การซักประวัติและอาการของผู้ป่วย การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การถ่ายภาพรังสีของทรวงอก และการสวนหัวใจหรือการฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ (Cardiac Catheterization or Coronary Angiogram) โดยเฉพาะการสวนหัวใจ เป็นกระบวนการที่ล่วงล้ำร่างกายเพียงเล็กน้อย แต่ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินได้ว่า หลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบ-ตันบ้างหรือไม่ กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงเพียงใด ลิ้นหัวใจเปิดปิดได้ดีแค่ไหน อีกทั้งยังสามารถวัดความดันภายในหัวใจและส่วนต่างๆ ของหัวใจได้ด้วย

“ระหว่างการสวนหัวใจจะมีสายน้ำเกลือเส้นเล็กที่แขนและต้องติดขั้วสื่อไฟฟ้า (Electrode) ที่หน้าอกและขา หลังจากฉีดยาชาเฉพาะที่แขนหรือขาหนีบ แล้วแพทย์จะใส่สายสวนขนาดเล็กบริเวณนั้นแล้วใส่สายสวนขนาดเล็กเข้าไปทางหลอดเลือดจนถึงหัวใจ จากนั้นแพทย์จะฉีดสารทึบรังสีเข้าไปตามหลอดเลือดหัวใจ แล้วใช้เครื่องเอกซเรย์ถ่ายภาพหลอดเลือดเป็นชุดอย่างรวดเร็ว ภาพที่ได้แสดงให้เห็นช่องทางไหลของหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจอย่างละเอียด โดยขั้นตอนการสวนหัวใจและฉีดสีใช้เวลาประมาณ 30–60 นาทีก็เสร็จเรียบร้อย

 

คัดกรองคุณแม่ตั้งครรภ์ ด้วยนวัตกรรม ‘NIPT’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 14:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/474331

คัดกรองคุณแม่ตั้งครรภ์ ด้วยนวัตกรรม ‘NIPT’

 โดย…เบญจวรรณ รัตนวิจิตร

จากข้อมูลวารสารทางการแพทย์เกี่ยวกับอุบัติการณ์ในวงการสูตินรีเวชปี 2559 พบว่า สถิติคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมากจะมีความเสี่ยงที่ทารกจะมีความผิดปกติของโครโมโซม ที่มีผลต่อพัฒนาการและสติปัญญาของเด็กตามมาหลังจากคลอดแล้ว ซึ่งจากสถิติมีอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกปี

ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ ในปัจจุบันสามารถตรวจ DNA อิสระของลูก เพื่อหาความเสี่ยงอาการพิการของทารกหรือไมโครดีลีทชั่นซินโดรมด้วยนวัตกรรม ที่เรียกว่า “NIPT”

นพ.เทวินทร์ เดชเทวพร ที่ปรึกษาทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ N Health เปิดเผยว่า การตรวจด้วยวิธี NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing) เป็นการตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอของทารกในครรภ์จากเลือดของคุณแม่เพื่อคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์ โดยเฉพาะดาวน์ซินโดรม ที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 99% เป็นการตรวจที่ไม่มีความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์และสามารถตรวจวิเคราะห์ได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 10 สัปดาห์ขึ้นไป

นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจหาภาวะความผิดปกติแบบอื่นๆ เช่น กลุ่มอาการไมโครดิลีทชั่นซินโดรม ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ในทุกช่วงอายุ

ปัจจุบัน  N Health LaboratoryServices ให้บริการในการตรวจคัดกรองก่อนคลอดโดยใช้วิธี NIPT ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรอง DNA อิสระของลูกเพื่อหาความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์จากเลือดแม่ ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายเทคนิค โดยการตรวจวิเคราะห์ทางด้านพันธุกรรมด้วยวิธีดังกล่าว ไม่มีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร

หลักการตรวจวิเคราะห์ทั่วไปของ NIPT ในระหว่างที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์นั้น ดีเอ็นเอบางส่วนจากลูกน้อยจะเล็ดลอดเข้าสู่กระแสเลือดของแม่ ดีเอ็นเอเหล่านี้ มีการจัดเรียงตัวเป็นสายยาวๆ เรียกว่า โครโมโซม ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลทางพันธุกรรมของทารก การตรวจ NIPT จะทำการวิเคราะห์ดีเอ็นเอของลูกที่อยู่ในเลือดของแม่ เพื่อหาภาวะความผิดปกติของโครโมโซมที่สำคัญที่มีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของลูก ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองระหว่างการตั้งครรภ์ที่ไม่มีความเสี่ยงต่อลูก เพียงแค่เก็บตัวอย่างเลือดจากแม่เท่านั้น แล้วจึงนำส่งตรวจไปยังห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน

ตามคำแนะนำของ ISPD (International Society for Prenatal Diagnosis) ผู้ที่ควรได้รับการตรวจ NIPT  คือ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในขณะที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไปที่มีความกังวลต่อสุขภาพของลูกในครรภ์ หรือในรายที่มีประวัติคนในครอบครัวมีความผิดปกติของโครโมโซมมาก่อน หรือในรายที่มีความผิดปกติหลังจากการตรวจพบด้วยการอัลตราซาวด์ สามารถรับการตรวจ NIPT ได้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ การตรวจ NIPT ยังสามารถตรวจคัดกรองเพิ่มเติมในกลุ่มไมโครดีลีทชั่นซินโดรมได้อีกด้วย ซึ่งกลุ่มอาการนี้เกิดจากการขาดหายไปของโครโมโซมขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถมองเห็นภายใต้กล้องจุลทรรศน์ หรืออัลตราซาวด์ ไม่ใช่ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดได้ แต่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเองขณะปฏิสนธิ พบบ่อยในคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมาก โดยบางโรคในกลุ่มนี้ เช่น กลุ่มอาการดิจอร์จ จะมีความชุกอยู่ที่ประมาณ 1:2000-4000 ทั้งนี้ ทารกที่เกิดมาพร้อมกับกลุ่มไมโครดีลีทชั่นซินโดรม มักจะมีอาการบกพร่องทางสติปัญญา ความผิดปกติของอวัยวะในร่างกาย เช่น หัวใจและระบบอื่นๆ ในร่างกาย เด็กอาจมีปัญหาด้านพัฒนาการ เป็นต้น

 

Modified Side-Reclining Leg Lift version B (Anatanasana B)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 14:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/474330

Modified Side-Reclining Leg Lift version B (Anatanasana B)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

Anatanasana สำหรับเวอร์ชั่น B จะเป็นการต่อท่าจากเวอร์ชั่น A โดยเป็นการผสมกับท่านางเงือก (Marmaid Pose) และต้องใช้การทรงตัวจากลำตัวด้านข้างมากกว่าเวอร์ชั่น A ท่านี้ช่วยยืดเอว ยืดไหล่ ยืดหน้าขา ช่วยบรรเทาอาการปวดเอว ปวดไหล่ได้ และเนื่องจากเป็นท่าอาสนะในตระกูลนอน เราจึงรู้สึกสบายไปด้วยในขณะค้างท่า หากใครรู้สึกตึงมากเกินไปให้ฝึกแบบออปชั่น ยังไม่ต้องรีบทำให้สุด ลองสังเกตร่างกายเมื่อพร้อมแล้วค่อยลองทำให้มากขึ้น

วิธีปฏิบัติ

1.ต่อจากท่าเวอร์ชั่น A ให้เริ่มเป็นท่าเตรียม

 

2.พับฝ่าเท้าขวาเข้ามาที่บริเวณข้อพับศอก แขนขวา (ออปชั่น) หายใจเข้าออกประมาณ 30 วินาที ค้างท่าสักครู่

 

3.ส่งแขนซ้ายมาคล้องกะแขนขวาเหมือนท่านางเงือก ศีรษะอยู่บนท่อนแขน

 

4.หายใจออก กดท่อนแขนลงไปแนบกับพื้น ก้มหน้าเพื่อผ่อนคลายต้นคอ ศีรษะทับท่อนแขนเอาไว้ ค้างท่าสักครู่ใหญ่ หายใจเข้าออก อาจค้างท่าประมาณ 1 นาที แล้วค่อยๆ คลายออกจากท่า จากนั้นลองฝึกสลับข้าง

 

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

 

เลือกกินให้ดีช่วยคุณมีแรงตลอดวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มกราคม 2560 เวลา 10:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/473704

เลือกกินให้ดีช่วยคุณมีแรงตลอดวัน

โดย…สมแขก ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

แก้อาการง่วงนอนตอนบ่ายยังไงโดยไม่ต้องดื่มกาแฟ? กินอะไรดีถึงจะมีพลังทำงานได้ทั้งวันโดยไม่เพลีย? เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยและพยายามหาคำตอบอยู่เสมอ รวมทั้งผู้เขียนเองก็เช่นกัน หลายเสียงแนะนำว่ามื้อเช้าต้องกินอย่างราชา ใส่เต็มตั้งแต่เนื้อสัตว์และข้าวจนแน่นท้อง บางคนอ้างว่าเวลาน้อย ก็หาทางออกด้วยการงดมื้อเช้าไปเลย แต่ถ้าลองสังเกตตัวเองดูก็จะรู้สึกว่าเรี่ยวแรงพลังยังไม่มาเต็มร้อย ยังคงง่วง เพลีย และไม่สดชื่นอยู่เหมือนเดิม แต่ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ เพราะมีวิธีธรรมชาติที่จะช่วยรักษาร่างกาย โดยเลือกให้อาหารเป็นยาและช่วยให้คุณมีแรงตลอดวัน

เลือกกินคาร์บดี

ถ้าคุณเป็นคนชอบกินแป้ง ให้เลือกกินข้าวแทนกินขนมปัง แต่หากรู้สึกอยากกินขนมปังกับเนยถั่วขึ้นมา ขอให้เลือกเป็นขนมปังโฮลเกรนแทนขนมปังขาว เพราะแม้ว่าแป้งขัดขาวจะทำให้รู้สึกมีพลังขึ้นฉับพลัน แต่ก็จะทำให้คุณรู้สึกหมดเรี่ยวแรงอย่างรวดเร็วพอกัน ธัญพืชขัดสีน้อยหรือยังไม่ผ่านการแปรรูปจะช่วยให้พลังงานที่ดี ดังนั้นหากต้องการเริ่มต้นวันด้วยอาหารที่เต็มไปด้วยพลัง ให้ลองรับประทานขนมปังโฮลวีต ปวยเล้งสุก มะเขือเทศย่าง และไข่ต้ม ผักปวยเล้งและมะเขือเทศจะให้วิตามินที่จำเป็น และช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นานขึ้น

 

ลองกินผลไม้เป็นอาหารเช้า

สำหรับคนที่เวลาน้อยหรือไม่อยากกินมื้อเช้าหนักมาก การเลือกผักผลไม้เป็นพระเอกในมื้อเช้าก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะผลไม้มีคาร์โบไฮเดรตอย่างดี มีน้ำตาลจากธรรมชาติ ช่วยให้รู้สึกสดชื่น เพราะนอกจากกากใยที่เป็นส่วนประกอบสำคัญแล้วยังมีวิตามินสูง ยิ่งหากเป็นฝรั่ง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ จะมีวิตามินซีสูง ช่วยเปลี่ยนไขมันในร่างกายให้เป็นพลังงาน สำหรับเมนูน้ำปั่นมื้อเช้า เช่น ปั่นผักโขมกับผลไม้รสหวาน เช่น กล้วย ถ้าไม่อิ่มให้เพิ่มปริมาณผักหรือผลไม้ให้มากขึ้น จะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง จากอ่อนเพลียจะกระปรี้กระเปร่า แถมขับถ่ายดีขึ้นด้วย ที่สำคัญผลพลอยได้คือหน้าท้องแบนราบลงด้วย

ข้อแนะนำ การรวมผลไม้มากกว่าหนึ่งชนิดเพื่อป้องกันอาการท้องอืด ให้เลือกผลไม้ประเภทเมลอนหรือน้ำเยอะ กินอย่างเดียวไม่รวมกับอย่างอื่น ผลไม้รสหวานปั่นรวมกับผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานได้ แต่ไม่รวมกับรสเปรี้ยว เช่น กล้วยปั่นรวมกับแอปเปิ้ลหรือมะม่วงได้ แต่กล้วยไม่ควรรวมกับมะนาว ส่วนผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานปั่นรวมกับผลไม้รสเปรี้ยวได้ เช่น เสาวรสรวมกับแอปเปิ้ล

 

เปลี่ยนเครื่องดื่มระหว่างวัน

การดื่มน้ำมะนาวจะช่วยย่อยอาหาร เพราะมะนาวเป็นกรดและมีคุณสมบัติช่วยย่อยอาหาร วิธีการคือให้บีบมะนาวใส่น้ำอุ่น และน้ำผึ้งเล็กน้อย ผสมและดื่มก่อนอาหาร 20 นาที แต่หากใครชอบดื่มน้ำเย็น แนะนำให้ใส่น้ำแข็งดื่มตอนบ่าย ข้อควรระวังคือไม่ดื่มน้ำมะนาวในมื้ออาหาร หรือหลังอาหารทันที เพราะเครื่องดื่มเย็นๆ จะไปรบกวนระบบย่อยอาหาร ทำให้ไม่สบายท้องได้ นอกจากน้ำมะนาว คนที่ติดน้ำอัดลมแต่อยากเปลี่ยนพฤติกรรม ลองใช้แอปเปิ้ลไซเดอร์ 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 1 แก้ว จะช่วยให้สดชื่น และทำให้อยากน้ำอัดลมน้อยลง แต่อร่อยสดชื่นไม่แพ้กัน

อินทผลัมเพิ่มพลังงาน

ตอนนี้กระแสนิยมของอินทผลัมในบ้านเรายังดีอยู่มากค่ะ เพราะอินทผลัมเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานเร็ว กินแล้วมีแรง เพราะประกอบด้วย น้ำตาลจากธรรมชาติ และสารอาหารอื่นๆ เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินเอและบี 6 ให้พลังงานสูง แต่ทั้งนี้ต้องกินในปริมาณที่พอดี เลือกแบบที่เป็นอินทผลัม 100% ไม่เคลือบน้ำตาล หากไม่ได้ใช้แรงร่างกายมากแนะนำให้กิน 1-3 เม็ด ขณะท้องว่างกินแทนขนมก็ได้ หรือนำไปแช่น้ำแล้วปั่นรวมกับสมูทตี้ผัก จะช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อยและกินง่ายขึ้น

 

8 วิธีจัดการน้ำมูกเจ้าตัวเล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มกราคม 2560 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/473540

8 วิธีจัดการน้ำมูกเจ้าตัวเล็ก

โดย…บีเซลบับ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

หน้าหนาวแล้วนะ ดูแลตัวเองแล้วยังไม่พอ ยังต้องดูแลเจ้าตัวเล็กที่มี อาการฟึดฟัดๆ ฟุดฟิดๆ อ๋อ เป็นหวัดกับเขาแล้วสิท่า การดูดน้ำมูกให้เด็กเล็กๆ มีขั้นตอนที่ต้องทำอย่างถูกวิธี เพราะถ้าทำ แรงเกินไป ดูดลึกเกินไปก็อาจทำให้หนูน้อยเยื่อจมูกบวม หรือมีแผลมีเลือดออกได้ ต่อไปนี้คือ 8 วิธีจัดการน้ำมูกของเจ้าตัวเล็กค่ะคุณแม่!

1.จัดท่านอน

จับให้ลูกนอนตะแคง ใช้หมอนหนุนศีรษะลูกให้สูงเล็กน้อย จะช่วยให้สารเมือกใต้ เยื่อบุจมูกคั่งอยู่ในรูจมูกเพียงด้านเดียว เหลืออีกด้านให้ลูกได้หายใจ

2.เลี่ยงการนอนห้องแอร์

ความชื้นทำให้เยื่อบุจมูกแห้ง อีกทั้ง เชื้อโรคเองก็มักกระจายตัวได้ดีในอากาศเช่นนี้ แนะนำว่าควรให้เด็กอยู่ในห้องที่อากาศถ่ายเท หากเปิดพัดลมก็ควรห่างตัวลูก หรือหากอากาศร้อนก็ไม่จำเป็นต้องห่มผ้า

3.ดื่มน้ำ

น้ำจะช่วยให้น้ำมูกและเสมหะอ่อนตัว ลดไข้ และช่วยให้เยื่อบุต่างๆ มีความชุ่มชื้น ลูกก็จะหายใจสะดวก ถ้าลูกดื่มน้ำเปล่าได้ น้อย ให้ลูกได้รับน้ำจากแหล่งอื่น เช่น น้ำซุป น้ำผลไม้ และหากลูกดูดนมหรือน้ำจากขวดแล้วหายใจลำบาก ก็อาจป้อนด้วยช้อนหรือไซริงค์แทน

4.อุ้มลูก

เป็นเรื่องทางจิตใจที่ช่วยได้ เพราะเวลาเราไม่สบาย เรายังต้องการให้คนอื่นคอยดูแลเอาใจใส่ เด็กเล็กๆ ก็เช่นกัน ยิ่งช่วงกลางคืนที่ลูกหายใจลำบาก การอุ้มลูกนอนพาดบ่า จะช่วยให้ลูกหายใจได้โล่งขึ้นเพราะศีรษะของเด็กยกสูงนั่นเอง

5.ใช้ยาบรรเทาอาการ

คุณแม่อาจใช้วิคส์วาโปรับ หรือน้ำมัน ยูคาลิปตัสเล็กน้อย หยดลงบนผ้าอ้อมแล้วผูกผ้าไว้บริเวณลำคอของลูก เพื่อให้กลิ่นระเหยไปที่จมูกของหนูน้อย

6.หัวหอมแดง

เป็นการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยทุบหัวหอมแดงสัก 3-4 หัว วางไว้แถวหัวนอนของลูกในช่วงลูกนอนหลับ หรืออีกวิธีหนึ่งอาจต้มน้ำให้เดือด จากนั้นก็ยกลงแล้วทุบหัวหอม 7-8 หัว เติมน้ำเย็นผสมลงไปเพื่อให้เป็น น้ำอุ่นๆ ไว้เช็ดตัว หรืออาบน้ำให้ลูก ได้ผลดี

7.น้ำเกลือหยอด

เป็นไปได้ที่เด็กจะมีน้ำมูกสีขาวข้นอุดตันทางเดินหายใจในช่วงวันที่ 3-4 ของการเป็นหวัด เด็กเล็กๆ จะสั่งน้ำมูกออกมาเองไม่ได้ คุณอาจหลอดน้ำเกลือ 0.9% ก่อนสัก 5 นาที น้ำมูกและเสมหะอ่อนตัวแล้ว จะไหลออกมาเองโดยไม่ต้องดูดน้ำมูก

8.ที่ดูดน้ำมูก

ตัวช่วยที่ได้ผลดี และจะช่วยดูดน้ำมูกออกมาได้อย่างอ่อนโยน ต้องห้ามคือใช้ปากดูด เพราะคุณแม่อาจแพร่เชื้อให้ลูกได้ หรือคุณลูกแพร่เชื้อให้คุณแม่ ไม่สบายด้วยกันทั้งคู่จะยิ่งแย่กันไปใหญ่

 

ดูแลสุขภาพ หลังแฮงเอาต์ส่งท้ายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มกราคม 2560 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/473538

ดูแลสุขภาพ หลังแฮงเอาต์ส่งท้ายปี

โดย…บีเซลบับ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

คนที่เจอปาร์ตี้หนัก ดื่มแอลกอฮอล์กันหนักๆ ในฉลองช่วงเทศกาลปีใหม่ อาจเกิดอาการอ่อนเพลียและเป็นปัญหาได้ ดูแลตัวเองหลังแฮงเอาต์ช่วงหลังปีใหม่กันดีกว่า ไม่ยากและต้องทำ (ฮา) เพื่อฟื้นความ
พร้อมของร่างกายก่อนการทำงานนั่นเอง ปีนี้เริ่มให้ดีตั้งแต่ต้นปี รับรองว่าสุขภาพดีตลอดปีและตลอดไป

1.ก่อนเริ่มวันทำงานอย่างน้อย 1 วัน ควรหยุดดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด โดยให้เปลี่ยนจากแอลกอฮอล์เป็นน้ำอุ่นแทน ร่างกายจะฟื้นตัวเร็ว

2.หลายคนกลับไปฉลองที่ต่างจังหวัด เจอญาติมิตรเพื่อนฝูงอาจเผลอฉลองกันเลยเถิดไปนิด แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ถ้าท่านคือคนที่ต้องขับรถหรือมีหน้าที่ควบคุมยานพาหนะ ก่อนวันกลับต้องถือกฎงดดื่มเด็ดขาด หรือหากง่วงก็อย่าฝืน ให้จอดรถพักสัก 15-20 นาที หรือเปลี่ยนให้คนอื่น (ที่ไม่ดื่ม) มาขับแทน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ เรื่องเมาไม่ขับนี้รวมถึงนักปาร์ตี้ในกรุงด้วยนะ

3.สำหรับผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากๆ แล้ววันรุ่งขึ้นอาจมีอาการอ่อนเพลียได้ เรียกว่าเมาค้าง วิธีการแก้ไขอาการรวมทั้งเตรียมความพร้อมของร่างกายให้พร้อมทำงาน คือให้จิบน้ำดื่ม (น้ำเปล่า) ในปริมาณที่มากขึ้น จิบครั้งละไม่มากแต่ให้จิบเรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน วิธีนี้จะช่วยให้อวัยวะภายในต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น

4.ในช่วงก่อนวันเปิดทำงาน ควรดื่มน้ำอุ่น หาภาชนะป้องกันความร้อน เช่น ขวดหรือกระติกใส่น้ำร้อน เตรียมน้ำอุ่นไว้ให้พร้อม เพื่อที่คุณจะจิบมันได้ตลอดทั้งวัน อย่าละเลยอุณหภูมิของอาหาร รับประทานอาหารอุ่นๆ ย่อยง่ายดีกว่า เช่น โจ๊ก หรือข้าวต้ม

5.รับประทานอาหารให้พอเหมาะ ดูแลตัวเองให้ได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ มื้ออาหารประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน (ที่ย่อยง่าย เช่น เนื้อปลาหรือไข่) ผัก ผลไม้ ครบถ้วน

6.พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ

7.ออกกำลังกายเบาๆ

เพียงแค่นี้คุณก็พร้อมสำหรับวันทำงานในวันพรุ่งนี้แล้ว แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง เรื่องอาจกลับตาลปัตร เพราะคุณอาจมีอาการอ่อนเพลียนาน ซึม ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย มีความเสี่ยงลุกลามของอาการต่างๆ และอาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาวต่อไป

 

5 ท่าปั้นหลัง-อก-ไหล่ ให้กระชับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2560 เวลา 17:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/473504

5 ท่าปั้นหลัง-อก-ไหล่ ให้กระชับ

โดย…สมแขก ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

หลายคนไม่กล้าฝึกกล้ามเนื้อเพราะกลัวน้ำหนักจะเพิ่มขึ้น หรือมีกล้ามใหญ่แบบนักกล้าม แต่อันที่จริงการฝึกเวตเทรนนิ่งไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว เพราะหากฝึกอย่างเหมาะสมจะทำให้กล้ามเนื้อเฟิร์มขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คืออาการปวดหลัง ปวดข้อจากการทำงานจะลดน้อยลง สุขภาพแข็งแรงขึ้น และการเผาผลาญต่างๆ ดีขึ้น เพราะกล้ามเนื้อแข็งแรง

การฝึกกล้ามเนื้อมีเทคนิคและเครื่องมือในการฝึกมากมาย สำหรับผู้เริ่มต้น เชอรี่-นนท์ณัฐดา อำมาตย์ เทรนเนอร์ส่วนตัวของนักแสดงสาวระดับซูเปอร์สตาร์ ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต หรือ แอน ทองประสม และอีกมากมาย แนะนำ 5 ท่าสำหรับฝึกกล้ามเนื้อมัดที่เล็กกว่าบริเวณร่างกายครึ่งบน กล้ามเนื้อที่ลำตัว และกล้ามเนื้อที่หัวไหล่และแขน

1.Front Dumbbell Raise

ท่านี้เป็นการเล่นไหล่ด้านหน้า ท่าฝึกกล้ามเนื้อหัวไหล่ ท่านี้นิยมเล่นกันมากเพราะโดนจริง เจ็บจริง ท่านี้เป็นท่าง่ายๆ ที่คุณอาจจะเคยเห็นมาก่อน วิธีการเล่นคือ นำดัมบ์เบลมาถือไว้สองข้าง กางขาออกทั้งสองข้าง ย่อเข่าลงเล็กน้อย หลังจากนั้นให้ยกดัมบ์เบลขึ้นทีละข้าง สูงในระดับหัวไหล่หรือเลยหัวไหล่ไปเล็กน้อย ทำสลับกันนับ 1 ครั้ง ทำประมาณ 10-12 ครั้ง ต่อ 1 เซต ทำทั้งหมด 4 เซต

1.Front Dumbbell Raise

2.One-Arm Dumbbell Row

เริ่มต้นจากการวางเข่าข้างที่ตรงข้ามกับฝั่งที่ต้องการจะฝึกไว้บนเบาะ โดยให้ตั้งแต่ข้อเท้าเลยออกมาจากเบาะ วางเท้าออกข้างห่างออกไปเล็กน้อย ปลายเท้าทำมุม 45 องศา จากนั้นโน้มลำตัวลงไปด้านหน้า ใช้มือฝั่งเดียวกับหัวเข่าที่วางไว้บนเบาะค้ำลำตัวไว้ ปล่อยแขนฝั่งที่ต้องการจะฝึกลงตามธรรมชาติ ถือดัมบ์เบลในลักษณะหันฝ่ามือเข้าหาลำตัว เป็นท่าเตรียมฝึก

– สูดลมหายใจเข้าจนสุด จากนั้นออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อหลัง เพื่อดึงดัมบ์เบลขึ้นจนสุดพิสัย โดยพยายามบีบมุมของข้อศอกเข้าหาลำตัวขณะเคลื่อนที่ พร้อมกับปล่อยลมหายใจออกจนสุด จากนั้นค่อยๆ คลายกล้ามเนื้อหลังออก ลดดัมบ์เบลลง เพื่อกลับสู่ท่าเตรียม พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าจนสุด นับเป็น 1 ครั้ง ทำข้างละ 12 ครั้ง ทั้งหมด 4 เซต

2.One-Arm Dumbbell Row

3.Cable Crossover

เริ่มต้นจากการปรับอกทั้งสองฝั่งให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงที่สุด คล้องด้ามจับเอาไว้ จากนั้นให้ยืนตรง แอ่นอก ตรงกลางระหว่างเคเบิลทั้งสองข้าง เท้าทั้งสองข้างวางห่างกันประมาณหัวไหล่ จับด้ามจับทั้งสองอันแล้วดึงลงมา ให้มือทั้งสองข้างสัมผัสกันที่ความสูงประมาณสะโพก โดยหันฝ่ามือเข้าหากัน ให้แขนทั้งสองข้างถูกแรงของเคเบิลดึงออกไปจนกล้ามเนื้อหน้าอกถูกเหยียดตัวจนสุด ในลักษณะที่แขนไม่เหยียดออกไปด้วย พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าจนสุด แล้วออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อหน้าอก เพื่อดึงมือทั้งสองข้างกลับเข้าสู่ท่าเตรียม พร้อมกับปล่อยลมหายใจออกจนสุด นับเป็น 1 ครั้ง ทำข้างละ 12 ครั้ง ทั้งหมด 4 เซต

3.Cable Crossover

4.Wide-Grip Rear Pull-Up

ใช้มือทั้งสองข้างจับบาร์ให้กว้างกว่าหัวไหล่ประมาณ 1 คืบ แขนและลำตัวตึง จากนั้นค่อยๆ ดึงลำตัวขึ้นจนปลายคางอยู่พอดีบาร์ โดยดึงศอกไปด้านหลัง ค้างไว้ 1-2 วินาที ขณะดึงตัวขึ้นไม่แกว่งลำตัว หรือแกว่งแขน จากนั้นค่อยๆ ลดตัวลงสู่ท่าเตรียม เมื่อถึงจุดที่แขนตึงเต็มที่แล้วก็ค้างไว้ 1 วินาที ทั้งหมดนี้นับเป็น 1 ครั้ง แล้วจึงดึงตัวขึ้นตามเดิม เริ่มครั้งที่ 2 โดยควรทำท่านี้ให้ได้ประมาณ 6-8 ครั้ง เวลาฝึกให้ขึ้นสุดลงสุดเพื่อให้กล้ามเนื้อปีกได้ใช้งานอย่างเต็มที่ เน้นบีบกล้ามเนื้อหลัง

4.Wide-Grip Rear Pull-Up

5.Back Extension

เริ่มต้นจากการนอนลงบนเบาะที่มีเบาะ Support บริเวณช่วงสะโพก และมีที่ล็อกข้อเท้า ให้ลำตัวช่วงบนเลยออกมาจากเบาะตั้งแต่ช่วงสะโพกขึ้นมา ให้ตั้งลำตัวเป็นแนวเส้นตรง มือทั้งสองข้างพาดไพล่กันไว้บริเวณหัวไหล่ เริ่มต้นจากการค่อยๆ คลายกล้ามเนื้อหลังล่างออก ลดลำตัวช่วงบนลงจนสุดพิสัย โดยรักษาแนวกระดูกสันหลังให้ตรง พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าจนสุด ออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อหลังล่าง เพื่อยกลำตัวขึ้นกลับสู่ท่าเตรียม ปล่อยลมหายใจออกจนสุด นับเป็น 1 ครั้ง ทำ 12 ครั้ง ทั้งหมด 4 เซต

5.Back Extension