ประสาทหูเสื่อมโรคที่คนเป็นมักไม่รู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2560 เวลา 17:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/473500

ประสาทหูเสื่อมโรคที่คนเป็นมักไม่รู้

โดย…กั๊ตจัง

อาการประสาทหูเสื่อมเป็นโรคที่คนยุคใหม่ๆ เป็นมากที่สุดโรคหนึ่ง และที่สำคัญก็คือผู้ป่วยมักจะไม่รู้ตัวว่าเป็น เพราะยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป เพียงแต่จะมีปัญหาเรื่องการฟังไม่ชัดในบางคำ ขึ้นอยู่กับความหนักเบาของอาการ ส่งผลให้เกิดการสื่อสารผิดพลาด หรือต้องขอให้ผู้พูดย้ำคำพูดให้ชัดเจนอยู่หลายครั้งกว่าจะเข้าใจ

ภาวะหูเสื่อม คือ ภาวะที่การได้ยินเสียงลดลง หรือไม่ได้ยินเลย ส่วนมากจะเกิดกับ

คนสูงอายุที่ร่างกายเสื่อมถอย เช่นเดียวกับโรคสายตาสั้นหรือยาวเมื่ออายุมากขึ้น ถือเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาตัวเอง แต่จะมีในบางภาวะที่อาจจะเกิดอาการหูเสื่อมจากการรับเสียงดังมากๆ เป็นเวลานานเกินไป อย่างเช่นคนรุ่นใหม่ๆ ที่ชอบใส่หูฟังเวลานั่งรถเมล์ แล้วต้องเปิดเพลงเสียงดังเพื่อกลบเสียงรบกวนรอบข้าง หรือเกิดจากการได้รับเชื้อไวรัส ประสบอุบัติเหตุ ก็มีส่วนทำให้เกิดอาการประสาทหูเสื่อมได้เช่นกัน

อาการที่ชัดเจนที่สุด ก็คือ เวลาอยู่ในห้องเงียบๆ เช่น เวลานอนจะได้ยินเสียงซ่า หรือเสียงคล้ายจิ้งหรีดดังอยู่ในหู มีอาการปวดหูเวลาได้ยินเสียงดัง ทั้งๆ ที่เสียงนั้นอาจไม่ดังมากเกินไปปวดหูมากขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความดังของเสียง ไม่สามารถทนฟังเสียงดังได้เป็นเวลานาน จะมีอาการหูอื้อ หรือมีอาการปวดในหู

สำหรับแนวทางการป้องกันนั้น หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีเสียงดังเป็นเวลานาน งดการใช้หูฟัง โดยเฉพาะหูฟังแบนอินเอียร์ที่มี

ส่วนทำลายประสาทการได้ยินมากที่สุด ส่วนแนวทางในการรักษานั้นไม่มีหนทางในการรักษาให้หายขาด แต่มีวิธีการที่จะช่วยชะลออาการนั้นให้ทุเลาลงได้ อาจจะมีทั้งการให้ยา รับประทานวิตามิน และเครื่องช่วยฟังซึ่งเป็นวิธีการที่นิยมใช้มากที่สุด ช่วยให้ผู้ป่วยกลับเข้าสู่ภาวะปกติใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป ที่ไม่ต้องคอยเงี่ยหูฟัง ต้องเดินเข้ามาใกล้ๆ ถึงจะได้ยินหรือให้อีกฝ่ายย้ำคำพูดจนเกิดความรำคาญอีกต่อไป

 

Vatayanasana Variation ท่าม้าหมอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/473199

Vatayanasana Variation ท่าม้าหมอบ

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้อาจจะเป็นท่าม้าในเวอร์ชั่นที่ง่ายที่สุดเลยทีเดียว การฝึกท่าม้านั้นนักเรียนมือใหม่หลายคนไม่กล้าฝึก เพราะมีแรงกดอย่างหนักลงที่ข้อต่อโดยเฉพาะหัวเข่าและข้อเท้า ท่าม้าหากฝึกไม่ถูกอาจทำร้ายตัวเองให้บาดเจ็บได้ เพราะถือเป็นท่าที่อยู่ในระดับกลางถึงระดับสูงเลยทีเดียว สำหรับท่าม้าหมอบเป็นท่าที่ไม่ยากและได้ประโยชน์บริเวณสะโพก ขาหนีบ ทั้งยังผ่อนคลายแนวกระดูกสันหลัง

วิธีปฏิบัติ

1 เริ่มจากทำท่าแมว ให้เช็กตำแหน่งวางฝ่ามือ หัวเข่า ให้ถูกต้อง หายใจเข้าออกสักครู่ เพื่อเตรียม

 

2 หายใจเข้า จากนั้นให้ตั้งเข่าข้างซ้ายขึ้นเหมือนม้า เปิดฝ่าเท้าซ้ายชี้ออกไปด้านข้าง หากรู้สึกช่วงขาแคบไปให้ขยับฝ่าเท้าซ้ายออกไปด้านข้างเล็กน้อย

 

3 หายใจออก ให้โน้มตัวไปด้านหลังคล้ายท่าเด็กหมอบ ยืดแขนด้านหน้าให้รู้สึกสบาย ข้อศอกไม่ตึงจนเกินไป ลดก้นขวาลงไปใกล้ส้นเท้า วางหน้าผากลงพื้น หายใจเข้าออกตามธรรมชาติ ค้างท่าประมาณ 20 วินาที จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองทำสลับข้าง

 

มาเข้าใจผิว รับมือลมหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/473198

 

โดย…นพ.ธาดา เปี่ยมพงศ์สานต์ นายกสมาคมเวชสำอางและศัลยศาสตร์ผิวพรรณ

ลมหนาวใกล้เข้ามาทุกที วันนี้คุณหมอมีสาระดีๆ ที่เป็นประโยชน์สำหรับเตรียมผิวให้พร้อมรับมือในช่วงหน้าหนาว เพราะเมื่อลมหนาวโชยมาทำให้อุณหภูมิของอากาศลดลง ความชื้นในอากาศก็ย่อมลดลง ทำให้อากาศแห้งกะทันหัน ผิวกายของเราก็เริ่มแห้ง จะสัมผัสได้จากผิวที่เริ่มหยาบ ลอก ตกสะเก็ด แตก เพราะผิวขาดความมัน ในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้วยิ่งจะมีอาการเพิ่มมากขึ้น โดยจะเริ่มมีผื่นสีแดงๆ กระจัดกระจายตามแขนขา ในคนสูงอายุก็จะมีผื่นขึ้นตามตัวด้วย เพราะต่อมไขมันทำงานได้ไม่ดี ถ้าหากอากาศหนาวจัดๆ อย่างทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผิวจะมีอาการชัดมาก เริ่มจากเป็นสีแดงๆ มีสะเก็ดหนา และมีรอยแตกเป็นร่องเป็นทาง บางรายถึงขั้นมีเลือดไหลซิบร่วมด้วย

ผิวหนังมีหน้าที่ป้องกันอันตรายจากสิ่งภายนอก ซึ่งเซลล์ชั้นนอกสุดมี 2 ชั้นใหญ่ๆ คือ

1.ชั้นหนังกำพร้า (ชั้นขี้ไคล) ประกอบด้วยเซลล์ซึ่งตายแล้วเรียงตัวกันหลวมๆ ประมาณ 15 ชั้น ไร้ส่วนประกอบของเซลล์ทั่วๆ ไป เป็นที่สะสมของน้ำนวลธรรมชาติ อาทิ กรดอะมิโน ไขมัน น้ำมัน และแร่ธาตุบางอย่าง ดังจะเห็นได้ชัดในคนหนุ่มสาว อย่างที่คนโบราณกล่าวว่า คนมีน้ำ มีนวล

2.เซลล์ใต้ชั้นขี้ไคล เป็นเซลล์ที่อยู่รวมกันอย่างแน่นหนา ถ้าเราลอกผิว เช่น ลอกหน้าบางๆ ออกแล้วจะเห็นชั้นนี้ใสมัน หน้าที่คือป้องกันไม่ให้น้ำระเหยจากผิวมากเกินไป ตามปกติน้ำจะระเหยออกจากผิวหนังประมาณวันละ 100 ซีซี และระเหยทางต่อมเหงื่อที่มือและเท้า วันละ 300-500 ซีซี แต่ถ้าอากาศร้อนมากๆ เราจะเสียเหงื่อไปถึงวันละ 2 ลิตร/ชั่วโมง การที่เราผิวแห้งขึ้นอยู่ที่เซลล์ผิวในชั้นนี้ ซึ่งอยู่ที่น้ำนวลธรรมชาติจะอุ้มน้ำไว้ได้เท่าใด รวมถึงอิทธิพลจากน้ำซึ่งอยู่ใต้ผิวที่มาแทนที่น้ำที่ระเหยออกได้ เซลล์ชั้นล่างสุดจะชุ่มชื้นกว่าชั้นบนๆ ชั้นกลางมีกรดอะมิโน ซึ่งมีความสามารถอุ้มน้ำไว้ได้มากกว่าสารต่างๆ ที่อยู่ในชั้นเหล่านี้ คือ ยูเรีย กรดยูโรคานิก โซเดียมพีซีเอ 2% ดังนั้นเมื่อล้างสิ่งสกปรกออกจากผิว จะล้างเอาโซเดียมพีซีเอออกไปด้วย จึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า เช่น เจลล้างหน้าที่ผสมโซเดียมพีซีเอทดแทนกลับมาคืน

อาการผิวแห้งมักเกิดที่แขน มือ ขา โดยปกติแล้วอาการจะไม่รุนแรงนัก แต่ในบางกรณีอาจเป็นผื่นคัน สำหรับคนผิวคล้ำอาการผิวแห้งจะสังเกตได้ชัดมากกว่าคนผิวขาว และหากดูแลรักษาไม่ถูกวิธีก็อาจนำไปสู่โรคผิวหนังได้ จะสังเกตผิวแห้งได้เพียงแค่มองดูว่าผิวมีสะเก็ดขุยบางๆ ซึ่งความจริงอาจเป็นเพียงชั้นขี้ไคลหนาขึ้นเท่านั้น เมื่อมีสะเก็ดหนาขึ้นอาจจะการลอกหลุดเป็นแผ่น สำหรับในคนสูงอายุผิวจะมีความชุ่มชื้นของผิวพรรณ กรดอะมิโน และการผลิตไขมันที่ลดลง เพราะว่าผิวไวต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว มีการปรับเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิรอบข้างช้ากว่าคนหนุ่มสาว ทำให้เกิดผื่นคันได้ง่าย รวมถึงน้ำนวลธรรมชาติในคนสูงอายุลดลง เนื่องจากมีไขมันลดลง

เมื่อร่างกายปะทะกับลมหนาว แสงแดดและอากาศเย็น ทำให้น้ำระเหยออกจากผิวมากขึ้น จึงต้องดูแลรักษาโดยใช้สารเพิ่มความชุ่มชื้นเพื่อถนอมผิวพรรณ ซึ่งมีสารหลายกลุ่มดังนี้

1.กลีเซอร์รีน เป็นที่รู้จักกันมานาน ราคาถูก แต่ก็ให้ความชุ่มชื้นดี

2.ยูเรีย เหมาะกับทาตัว แขนขา ไม่เหมาะกับผิวหน้า

3.โซเดียมพีซีเอ เป็นองค์ประกอบของน้ำนวลธรรมชาติ สังเคราะห์ได้และใช้แทนของธรรมชาติ

4.ปิโตรลาตัม ของเก่าใช้ได้ดี แต่เหนียวเหนอะหนะ หลายคนอาจไม่ชอบใช้

5.เกลือกรดแลกติก สำหรับใช้ทาผิวกาย

6.กรดฮัยอัลยูโรนิก ของดีแต่ราคาแพง นิยมใช้กับผิวหน้า

7.กลุ่มโปรไปลีน ไกลคอล บิวไตลีน ไกลคอล ฯลฯ

8.กลุ่มซิลิคอน

9.สมุนไพร เช่น ว่านหางจระเข้ และคอลลาเจน ฯลฯ

ครีมบำรุงผิวที่ดีจะต้องมีส่วนประกอบของสารที่กล่าวมา ขึ้นอยู่ว่าจะใช้ทากรณีใด ทาแขน ทาลำตัว หรือทาหน้า บางทีแยกออกเป็นทามือ ทาเท้า ถ้าใช้ทาหน้าจะต้องทดสอบว่าใช้แล้วสิวขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมัน (Oil) บางคนว่าใช้น้ำมันแล้วดี จริงอยู่ที่อาจดีสำหรับคนบางคน แต่คนทั่วไปโดยเฉพาะคนที่เป็นสิว เมื่อใช้แล้วสิวจะเห่อ ดังนั้นจึงควรเลือกใช้ Oil Free คือไร้ไขมัน บางคนทาแล้วผิวยังแห้ง โดยเฉพาะคนสูงอายุหรืออยู่ในเขตหนาวจัด ผู้ผลิตอาจผลิตครีมบำรุงผสมไขมันชนิดสำหรับผิวแห้งมาก แต่ก็อาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องสิวตามมา

ในกรณีที่เป็นผื่นตามตัว ถ้าใช้สารป้องกันและบำรุงแล้วผื่นยังไม่ดีขึ้น จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ โดยใช้ยาสเตียรอยด์ทา สำหรับบางคนที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้าแตกมาก เคยใช้มาสารพัดอย่าง ไปตระเวนพบแพทย์ผิวหนังหลายสิบคนก็ยังไม่หาย ความจริงต้องไม่ทำอย่างนั้น แทนที่จะเปลี่ยนแพทย์ เปลี่ยนยาไม่ดีกว่าหรือ เพราะแพทย์ที่เคยให้ยาแล้วจะทราบว่าชนิดนี้ไม่ดีสำหรับคุณ ต้องเพิ่มใช้อย่างแรงขึ้น ถ้าเปลี่ยนแพทย์ใหม่เขาไม่ทราบว่าใช้ยาอะไรมาถึงจะพอดีกับการรักษา ครั้นจะใช้ยาแรงตั้งแต่ครั้งแรก ก็ยังดูกระไรอยู่ เป็นต้น

หลังจากที่ผื่นหายแล้ว จำเป็นต้องใช้ครีมบำรุงป้องกันอีก บางคนอาจจะใช้แบบธรรมดา แต่ในบางคนต้องใช้ชนิดที่เรียกว่า Protective Cream หรือแบบป้องกันได้จริง ไม่ใช่แค่ป้องกันซึ่งจะต้องมีส่วนผสมของสารกลุ่มซิลิคอนร่วมด้วย สุดท้ายนี้หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้สามารถผ่านหน้าหนาวนี้ไปได้โดยปราศจากโรคแพ้ผื่นคัน และมีสุขภาพผิวที่ดีกันทุกคน

เลือกกินอาหารให้เหมาะสมช่วงวัย ช่วยป้องกันความเครียดได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ธันวาคม 2559 เวลา 17:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/472732

เลือกกินอาหารให้เหมาะสมช่วงวัย ช่วยป้องกันความเครียดได้

โดย…ราภรณ์

ปัจจุบันมีโรคภัยไข้เจ็บแปลกๆ เกิดขึ้นมากมาย ทำให้คนส่วนใหญ่หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ปฏิบัติอยู่นั้นเหมาะสมกับสภาพร่างกายในแต่ละช่วงวัย และนำมาซึ่งร่างกายที่แข็งแรงอย่างแท้จริง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามินแบลคมอร์ส จากประเทศออสเตรเลีย นำโดย ผุสดี สุจิตจร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แบลคมอร์ส (ประเทศไทย) จึงจัดกิจกรรม Blackmores Livemore VIP Days 2016 สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลตัวเองด้วยวิถีธรรมชาติ โดยเชิญ พญ.ธิศรา วีรสมัย หัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลพญาไท 1 ร่วมให้ความรู้ในหัวข้อ “Be a Well Being สุขภาพดีทุกช่วงวัยใครว่ายาก?”

พญ.ธิศรา กล่าวว่า การใช้ชีวิตในแบบ Well Being คือ การกินดีอยู่ดี ชีวิตเต็มไปด้วยความผาสุก ต้องประกอบไปด้วยความสุขสมบูรณ์ทั้งในแง่ร่างกายและจิตใจ มีหน้าที่การงานมั่นคง อยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมและครอบครัวที่ดี ทั้งนี้ความผาสุกของร่างกายและจิตใจนั้น จะต้องสามารถบริหารความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในแต่ละช่วงวัยจะมีความเครียดและการดูแลสุขภาพที่ไม่เหมือนกัน

กลุ่มวัยทำงาน ควรกินวิตามินบี ซี และอาหารที่มีสารอาหารแมกนีเซียม

กลุ่มวัยทำงาน เป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญกับภาวะเครียดมากที่สุด เพราะสนใจกับหน้าที่การงานจนลืมดูแลสุขภาพ ซึ่งการทำงานหนักทำให้ร่างกายเผชิญความเครียดทุกๆ นาทีโดยที่ไม่รู้ตัว ปัจจุบันมีโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer vision syndrome) หมายถึง การใช้สายตาอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ จนกล้ามเนื้อตาอ่อนล้า มีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อตาลดลงจนปวดกล้ามเนื้อตา มองภาพไม่ชัด เหล่านี้แฝงอยู่ในความเครียดและกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารอยากความหวาน รับประทานแต่อาหารในกลุ่มแป้ง น้ำตาล ทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่เหมาะสม ประกอบกับการใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านเป็นส่วนใหญ่ ในกลุ่มนี้การดูแลสุขภาพจึงเน้นการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายให้เหมาะสม และที่สำคัญคือ การรับประทานอาหารและได้สารอาหารที่ครบถ้วน ปัจจุบันอาหารที่มีงานวิจัยพบว่าสามารถต้านความเครียดได้ดี จะอยู่ในกลุ่มพวกวิตามินบี และควรรับประทานอาหารที่มีสารอาหารแมกนีเซียม วิตามินซี เช่น รับประทานผลไม้ ฝรั่งและส้ม และธาตุสังกะสีร่วมด้วย

กลุ่มครอบครัวควรกินโอเมก้า 3

กลุ่มครอบครัว ผู้หญิงที่อยู่ในกลุ่มนี้ หากอยู่ในช่วงการเตรียมความพร้อมจะมีบุตร ก่อนการตั้งครรภ์มีงานวิจัยพบว่า การรับประทานโฟเลตก่อนตั้งครรภ์ 3 เดือน และหลังตั้งครรภ์รับประทานอย่างต่อเนื่องอีก 3 เดือน จะช่วยลดความพิการของไขสันหลังเด็กลงได้ส่วนหนึ่ง ในระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร ก็ควรได้สารอาหารที่อยู่ในกลุ่มโอเมก้า 3 ซึ่งจะมีสาร DHA ช่วยบำรุงสมองลูก แต่หากอยู่ในช่วงการเลี้ยงลูก ร่างกายที่แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เพื่อช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย โดยวิตามินซีจะพบมากในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ผักใบเขียว แต่ข้อเสียคือวิตามินซีสลายตัวง่าย การปรุงอาหารด้วยความร้อนจะสูญเสียวิตามินซีได้ถึงร้อยละ 60 การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทวิตามินซีจึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วย นอกจากนี้ในแง่ของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย การศึกษาวิจัยพบว่า การรับประทานวิตามินซีวันละ 2,000 มิลลิกรัม ติดต่อกันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ จะช่วยลดสารก่อภูมิแพ้ที่เรียกว่าสารฮิสตามีนได้ร้อยละ 40 อีกด้วย

กลุ่มวัยทอง ควรกินสารอาหารโคเอนไซม์ คิวเทน

กลุ่มวัยทองหรือวัยสูงอายุ ร่างกายจะขาดฮอร์โมน เกิดความเสื่อมของเซลล์ เช่น ผิวพรรณไม่ชุ่มชื้น ความทรงจำแย่ลง ไขมันในเลือดสูงขึ้นทำให้มีโอกาสเกิดไขมันอุดตันและเกิดภาวะหลอดเลือดตีบ ไม่ว่าจะเป็นสมองหรือหัวใจ การเสื่อมของข้อเข่า ดังนั้นการดูแลที่สำคัญคือปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต พักผ่อนให้เพียงพอ และการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด ควรออกกำลังกายในลักษณะที่เรียกว่า เวต แบริ่ง เน้นการออกกำลังกายให้กระดูกแข็งแรง เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ แต่หากมีน้ำหนักตัวมากจนมีอาการเจ็บข้อเข่า อาจเป็นการเดินออกกำลังในน้ำแทน

สารอาหารที่เหมาะสำหรับคนกลุ่มนี้ ได้แก่ สารอาหารโคเอนไซม์ คิวเทน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย โดยเฉพาะการทำงานของหัวใจ และในขณะเดียวกันก็มีฤทธิ์ในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย ช่วยลดคอเลสเตอรอล รวมถึงควรรับประทานอาหารที่ให้โอเมก้า 3 ซึ่งมี EPA และ DHA โดยเฉพาะ EPA มีบทบาทลดไขมันตัวร้าย หรือไตรกลีเซอไรด์ และเพิ่ม HDL หรือไขมันตัวดีให้กับร่างกาย รวมถึงยังช่วยลดการอุดตันของหลอดเลือด ส่วนปัญหาผู้สูงอายุเข่าเสื่อม นอกจากรับประทานแคลเซียมและวิตามินดีแล้ว กลูโคซามีนก็มีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นสารตั้งต้นของไฮยาลูโรนิคแอซิด ซึ่งพบมากในกระดูกอ่อนตามข้อ มีคุณสมบัติช่วยให้ความยืดหยุ่นกระดูกอ่อนดี การเคลื่อนไหวของข้อต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น ลดกระบวนการอักเสบตามข้อได้ดีอีกด้วย

 

อย่าปล่อยให้ โรคหลอดเลือดสมองคุกคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2559 เวลา 09:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/472383

อย่าปล่อยให้ โรคหลอดเลือดสมองคุกคาม

โดย…พุสดี

จากรายงานขององค์การอัมพาตโลก ชี้ชัดว่าโรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 ของประชากรอายุมากกว่า 60 ปีทั่วโลก และยังเป็นสาเหตุการตายเป็นอันดับ 5 ของประชากรที่อายุระหว่าง 15-59 ปี ในแต่ละปีมีคนเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองกว่า 6 ล้านคน ถือว่ามากกว่าคนที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ วัณโรค และโรคมาลาเรีย รวมกันซะอีก

คำถาม คือ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คืออะไร?

จริงๆ แล้วโรคหลอดเลือดสมอง คือ ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก โดยสังเกตอาการได้จากมีอาการชาหรืออ่อนแรงที่ใบหน้า หรือบริเวณแขนขาครึ่งซีกของร่างกาย พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว น้ำลายไหล กลืนอาหารลำบาก มีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อนหรือเห็นครึ่งซีก เดินเซ ทรงตัวลำบาก เป็นต้น

ภกญ.วิชชุลดา ผรณเกียรติ์ ผู้เชี่ยวชาญจากเมก้า วีแคร์ กล่าวว่า โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ถือเป็นโรคที่อันตรายมาก ทางที่ดีเพื่อป้องกันมฤตยูดังกล่าว เราต้องสำรวจพฤติกรรมของเราก่อนว่าเสี่ยงจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองหรือไม่ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ชอบกินอาหารฟาสต์ฟู้ด-ปิ้งย่างหรือไม่ เพราะปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองทั้งสิ้น หากเราไม่มีพฤติกรรมดังกล่าว ก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจ ต้องหมั่นตรวจเช็กร่างกายเป็นประจำทุกปีเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น ถ้าพบต้องรีบปรึกษาแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมระดับความดันโลหิต ไขมัน และน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อป้องกันการเกิดโรคได้

หากตรวจพบว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือเริ่มมีอาการโรคหลอดเลือดสมองแล้ว แนะนำให้ปรึกษาแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์โดยทันที แต่หากยังไม่ว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง แนะนำให้ดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการควบคุมระดับความดันโลหิต ไขมัน และน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาที/วัน ให้ได้ 3 ครั้ง/สัปดาห์ และควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่สำคัญควรกินอาหารอย่างสมดุล หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม หวาน มัน และเน้นบริโภคปลาทะเลน้ำลึก อย่างปลาแซลมอน ปลาแอนโชวี่ ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า เป็นต้น เพราะในปลาทะเลน้ำลึกมักพบกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า-3 ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญของร่างกาย ช่วยป้องกันโรคหัวใจและสมองขาดเลือดได้

“นอกจากอาหารประเภทปลาแล้ว อาหารบางชนิดก็มีโอเมก้า-3 เช่นกัน อาทิ ไข่ไก่ ผักใบเขียวบางชนิด อย่างผักคะน้า ผักกาดหอม ผักโขม ฯลฯ หรือผักตระกูลกะหล่ำ น้ำมันพืช อย่างน้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันคาโนลา และถั่วเหลือง เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่เราหันมาใส่ใจเรื่องการบริโภคอย่างสมดุล ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการทำลายสุขภาพ เพียงเท่านี้เราก็จะมีสุขภาพที่ดี ห่างไกลจากโรคภัยทั้งปวง” ภกญ.วิชชุลดา กล่าวทิ้งท้าย

 

ท่าโยคะ เพื่อเรียวขาสวย สตรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2559 เวลา 11:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/472215

ท่าโยคะ เพื่อเรียวขาสวย สตรอง

โดย…พุสดี

“รองเท้าส้นสูง” คือหนึ่งในแฟชั่นไอเท็มชิ้นสำคัญสำหรับคุณผู้หญิงทุกคน เพราะสามารถช่วยเสกขาของสาวๆ ให้ดูเรียวยาวมีเสน่ห์ ลำตัวสูงขึ้นได้ในพริบตา ยิ่งนำมามิกซ์แอนด์แมตช์ลุคต่างๆ ก็ยิ่งเสริมสร้างความมั่นใจได้อย่างดี ทว่าภายใต้ความสวยนั้นหลายคนต้องแลกด้วยความเจ็บปวด เพราะการสวมใส่รองเท้าส้นสูงเป็นเวลานาน ทำให้นิ้วเท้าต้องรองรับน้ำหนักตัวมากขึ้น และอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพมากมาย เช่น นิ้วเท้าขด เท้าผิดรูป ท่าทางการเดินเปลี่ยนไป กล้ามเนื้อน่องหดเกร็ง รู้สึกปวดเมื่อยเกิดอาการขาชา ข้อเข่าเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร และกระดูกสันหลังผิดรูป นานวันจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดปัญหาสุขภาพระยะยาวได้

งานนี้สาวๆ ไม่ต้องสวยแบบกังวลใจไป เพราะ “ครูบี-กุลรัตน์ ทวีนุช” และ “ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ” สองกูรูโยคะจากสตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี (Yoga & Me) มีท่าฝึกโยคะพื้นฐานง่ายๆ มาเป็นตัวช่วยสำหรับสาวที่อยากสวมใส่รองเท้าส้นสูงอย่างมั่นใจและปลอดภัย ด้วยการยืดเหยียด สร้างความยืดหยุ่นคู่กับความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อกระดูกสันหลัง ต้นขา น่อง และข้อเท้า เพื่อผ่อนคลายอาการหดตึงกล้ามเนื้อ กระชับกล้ามเนื้อขา ลดไขมันสะสมบริเวณสะโพกและก้น พร้อมจัดเรียงกระดูกสันหลังให้ยืดตรง เพื่อปรับสรีระให้งดงามบุคลิกภาพดี ผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายช้าๆ สัมพันธ์กับลมหายใจเข้าออกหนักเบาอย่างเป็นจังหวะ

1.Chair Pose

ช่วยสร้างความแข็งแรงให้ต้นขา น่อง ข้อเท้า และช่วยยืดหัวไหล่ แผ่นอก พร้อมทั้งจัดเรียงกระดูกสันหลังให้ยืดตรง กระชับกล้ามเนื้อขา ลดไขมันสะสมบริเวณสะโพกและก้น ทั้งยังช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดี บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่างลงไปถึงขา อันเนื่องมาจากการนั่งกดทับเป็นเวลานาน

Chair Pose

 

2.Warrior II

ช่วยสร้างความแข็งแรง และเพิ่มความยืดหยุ่นสะโพก ขา และข้อเท้า พร้อมยืดหัวไหล่ แผ่นอก ปอด และกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน บรรเทาอาการปวดหลัง

Warrior II

3.Triangle

ช่วยสร้างความแข็งแรง และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ต้นขา เข่า และข้อเท้า ในขณะเดียวกันจะช่วยยืดหัวไหล่ แผ่นอก กระดูกสันหลัง กล้ามเนื้อสะโพก ต้นขาด้านในและน่อง ทั้งยังช่วยบำบัดโรคปวดหลัง หรือในสตรีตั้งครรภ์ที่มีอาการปวดหลัง รวมถึงผ่อนคลายความเครียด

Triangle

 

4.Downward Dog

ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง คลายความเครียด ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า พร้อมทั้งช่วยยืดไหล่ มือ ข้อมือ และน่อง รวมถึงสร้างความแข็งแรงให้แขนและขา ช่วยยืดเอ็นร้อยหวาย หลังจากใส่ส้นสูงนานๆ

Downward Dog

 

5.Standing Forward Bend

ช่วยผ่อนคลายความเครียด ทำให้สมองปลอดโปร่ง ช่วยยืดน่อง พร้อมสร้างความแข็งแรงและช่วยกระชับต้นขา ช่วยยืดตั้งแต่หลัง สะโพก ขา และข้อเท้าจากการใส่ส้นสูงนานๆ เนื่องจากเวลาใส่ส้นสูง สรีระของผู้หญิงจะอยู่ในท่าที่หลังส่วนล่างแอ่นออกไปมากกว่าปกติ สะโพก และเข่าโค้งงอ ส่งผลให้ร่างกายอาจบาดเจ็บได้ในระยะยาว

Standing Forward Bend

 

‘กล้วย’ อาหารเพื่อสุขภาพสำหรับทุกเพศทุกวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/471305

‘กล้วย’ อาหารเพื่อสุขภาพสำหรับทุกเพศทุกวัย

โดย…พุสดี

กล้วย ผลไม้ที่คนไทยเห็นชินตามาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะฤดูไหนก็สามารถหามากินได้ จนหลายครั้งที่เรากินเพราะความอร่อย โดยไม่รู้คุณประโยชน์มากมายที่ซ่อนอยู่ ทั้งที่กล้วยถือเป็นผลไม้ที่มีสารอาหารครบถ้วน ทั้งคาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก วิตามินก็มีครบ ทั้งวิตามินเอ บี อี ซี และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ ป้องกันมะเร็งแถมยังช่วยคลายเครียด นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยโปรตีน สามารถใช้เป็นอาหารสุขภาพสำหรับเด็กและคนทุกเพศทุกวัยได้

ยิ่งกว่านั้น “กล้วย” ยังถือเป็นผลไม้ที่ช่วยคลายสารพัดปัญหาและโรคภัยได้อย่างไม่น่าเชื่อ ยกตัวอย่างสำหรับคนที่มีกลิ่นปากกวนใจ เพียงแต่กินกล้วยสุกหลังตื่นนอนแล้วจึงค่อยแปรงฟัน ทำอย่างนี้ประมาณ 1 สัปดาห์ กลิ่นปากก็จะหายไป ขณะที่ส่วนต่างๆ ของกล้วย ไม่ว่าจะกินแบบผลสุก ผลดิบ กินหยวกกล้วยหรือปลีกล้วย ก็ยังให้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้จะเห็นว่า ในตำราอาหารไทยโบราณ “กล้วย” มักถูกเลือกใช้ในสำรับทั้งอาหารหวานคาวและของว่าง

ข้อมูลจากหนังสือบันทึกของแผ่นดินเล่มที่ 6 สมุนไพรท้องไส้ในวิถีอาเซียน ระบุไว้อย่างน่าสนใจว่า กล้วยมีคุณประโยชน์มากๆ ในการคลายสารพัดปัญหาในช่องท้อง มีงานวิจัยที่พบว่ากล้วยสามารถรักษาโรคกระเพาะได้ผลน่าพอใจ เนื่องจากกล้วยจะกระตุ้นให้ผนังกระเพาะสร้างเยื่อเมือกมากขึ้น เยื่อเมือกนี้จะปิดแผลทำให้แผลหายเร็ว ผู้ที่มีปัญหาแผลในกระเพาะจะมีอาการดีขึ้น กระเพาะแข็งแรงขึ้นโอกาสเป็นแผลก็น้อยลง แต่ไม่ไปลดกรดอันจะไปทำลายกลไกธรรมชาติของร่างกาย จนทำให้เกิดความแปรปรวนของธาตุในร่างกาย ดังนั้น กล้วยจึงเป็นทั้งยารักษาและป้องกันโรคกระเพาะในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ กรดอะมิโนทริปโตเฟนที่มีอยู่ในกล้วยยังสามารถเปลี่ยนเป็นซีโรโทนิน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้เกิดอาการผ่อนคลาย อารมณ์ผ่องใส และรู้สึกมีความสุข ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าความเครียดเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ ดังนั้นการกินกล้วยจึงเท่ากับเป็นการรักษาโรคกระเพาะแบบองค์รวมเลยทีเดียว

ส่วนกล้วยดิบนั้น สังเกตง่ายๆ กล้วยที่เพิ่งเริ่มสุกเปลือกยังมีสีเขียวอยู่ประปรายนั้น เป็นทั้งยาและอาหารที่ดีมากสำหรับคนท้องเสีย เนื่องจากในกล้วยดิบ มีสารที่เรียกว่า แทนนิน ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าไปทำลายผนังกระเพาะลำไส้ แก้ท้องเสีย นอกจากนี้ยังช่วยหล่อลื่นลำไส้ เพิ่มกากเวลาถ่าย และมีธาตุโพแทสเซียมสูงมาก ดังนั้น การใช้กล้วยแก้ท้องเสียเท่ากับให้ธาตุโพแทสเซียมชดเชยกับที่สูญเสียไปเวลามีอาการท้องร่วง ถ้าร่างกายสูญเสียโพแทสเซียมไปมากๆ จะทำให้การเต้นของหัวใจผิดปกติ ในคนชราอาจทำให้หัวใจวายและเสียชีวิตได้

ขณะที่กล้วยสุกงอม ได้ชื่อว่ามีฤทธิ์ช่วยระบายอย่างดี เนื่องจากมีเพกตินอยู่เป็นจำนวนมาก จึงช่วยเพิ่มกากให้กับลำไส้ เมื่อผนังลำไส้ถูกดันก็จะทำให้รู้สึกอยากขับถ่าย นอกจากนี้ ยังมีเส้นใยที่ร่างกายไม่ย่อย เรียกว่า อินูลิน ซึ่งเป็นอาหารที่เหมาะกับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ หรือโปรไบโอติกส์ ซึ่งทำหน้าที่ปรับระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ อย่างไรก็ตามด้วยความที่กล้วยน้ำว้าสุกมีฤทธิ์ระบายไม่แรงมาก จึงต้องกินเป็นประจำวันละ 5-6 ลูก ติดต่อกันอย่างน้อย 7 วัน จึงจะเห็นผล โดยสังเกตได้ว่าอุจจาระจะเป็นสีเหลือง ไม่มีกลิ่นเหม็น เนื่องจากการทำงานของโปรไบโอติกส์นั่นเอง อีกทั้งกล้วยยังช่วยหล่อลื่นในการขับถ่าย จึงไม่ต้องออกแรงเบ่งมาก และรู้สึกว่าถ่ายออกหมดไม่เหลือกากตกค้าง

หยวกกล้วยอ่อน หรือแกนในต้นกล้วยอ่อน ถือเป็นผักพื้นบ้านที่พบในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีสานและภาคใต้ หยวกกล้วยประกอบด้วยเส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเส้นใยเหล่านั้นจะช่วยดูดซับสิ่งสกปรก สารพิษตามลำไส้ สิ่งที่ไม่สามารถย่อยได้ และยังช่วยกระตุ้นลำไส้ให้บีบตัวดันของเสียนั้นออกมา ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่สารพิษเหล่านั้นจะไปก่อให้เกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารนั่นเอง

 

The Rack Variations

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/470687

The Rack Variations

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้เป็นการออกแบบต่อยอดมาจากกูรูโยคะชื่อดังชาวยูเครนคือท่าน Andrey Lappa ในแบบออริจินอล จะไม่มีการยกขาและทำพร้อมกัน 2 แขนเลย แต่ครูได้ปรับท่าจากของเดิม เพื่อให้เน้นความรู้สึกของกลุ่มกล้ามเนื้อที่แตกต่างกันออกไป แต่ผู้ฝึกยังคงรู้สึกถึงต้นแขนด้านใน ด้านนอกของหน้าอกส่วนบน รวมถึงข้อศอก ที่สำคัญต้องระวังข้อต่อข้อศอก อย่าทำเกินพอดี พลังงานจะไหลเวียนผ่านช่วงไหล่ ไปจนถึงปลายนิ้วมือ รวมทั้งได้ยืดเส้นขาด้านหลังเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย

วิธีปฏิบัติ

1.นั่งหลังตรงในท่า Dandasanaแล้วชันเข่าขวาขึ้นมาเพื่อเตรียม

 

2.มือขวาให้วางไว้บนเข่าขวา ส่วนมือซ้ายให้วางพื้นด้านหลัง แล้วเลื่อนมือไปเรื่อยๆ ให้ไกลจากลำตัว กระดูกสันหลังโค้งตามแนวธรรมชาติ ไม่ฝืนเกินไป ระวังข้อศอก ไม่ยืดมากไป เอาแบบพอดีๆ หายใจเข้า-ออก สักครู่ อาจค้างท่าสัก 10 วินาทีก่อนได้

 

3.หายใจเข้า ยกขาขวาขึ้นมา ใช้มือจับที่ฝ่าเท้าหรือน่อง ตามความยืดหยุ่นของร่างกาย

 

4.หายใจออกกดขาและหน้าผากมาเจอกัน กดคางต่ำ ค้างท่าประมาณ 20-45 วินาทีขณะค้างท่าให้หายใจเข้า-ออกตามธรรมชาติจากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง

 

เมื่อฝึกครบทั้ง 2 ข้างแล้ว พักและปรับสมดุลในท่านั่งก้มตัว โดยพับตัวไปด้านหน้า(Paschimottanasana) แล้วค่อยๆ คลาย

 

‘ท่อนำไข่ตัน’ สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/470686

‘ท่อนำไข่ตัน’ สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก

โดย…แพทย์จีน ธนภร ตันสกุล (เฉิน รุ่ย อิ๋น) แผนกอายุรกรรมบุรุษเวช-นรีเวช คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

ท่อนำไข่ตันเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของภาวะการมีบุตรยาก เพราะเป็นบริเวณที่อสุจิกับไข่ปฏิสนธิกันก่อนที่จะเคลื่อนตัวลงมาฝังตัวที่มดลูก ถ้าท่อนำไข่ตันส่งผลให้อสุจิไม่สามารถไปพบกับไข่ได้ หรือถ้าท่อนำไข่ตีบอสุจิสามารถเล็ดลอดเข้าไปพบและปฏิสนธิกับไข่ แต่ไม่สามารถเคลื่อนตัวมาฝังตัวที่มดลูกได้ และเกิดการฝังตัวที่ท่อนำไข่ทำให้เกิดท้องนอกมดลูกจนอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ค่ะ ท่อนำไข่ตันจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการมีบุตร ถ้าผู้ป่วยที่ต้องการมีบุตร แต่งงานมานานไม่ตั้งครรภ์แนะนำตรวจท่อนำไข่ด้วยการฉีดสีเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดของภาวะมีบุตรยาก

ทางแพทย์แผนจีนมีแนวความคิดว่า “ท่อนำไข่ตัน” เกิดจากสาเหตุใหญ่ๆ ที่แตกต่างกันอยู่ 2 ประการ ได้แก่1.เลือดและลมปราณ (ชี่) ติดขัด  2.ความร้อนชื้นคั่งค้าง ซึ่งหมอจะขออธิบายขยายความเพื่อให้ทุกท่านได้เข้าใจหลักการในการวินิจฉัยแบบแพทย์จีนนะคะ

เลือดและลมปราณ (ชี่) ติดขัด

มักจะเกิดมาจากความเครียด โกรธ หรือโมโห ความเครียดเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลมปราณ (ชี่) ของตับติดขัด ตับในศาสตร์การแพทย์แผนจีนมีหน้าที่ควบคุมและระบายถ่ายเทชี่ทุกส่วนในร่างกาย และสัมพันธ์โดยตรงกับอารมณ์ เมื่อร่างกายเกิดความเครียดขึ้น ชี่ในร่างกายจะไหลเวียนถ่ายเทไม่ดีเกิดการติดขัดรวมทั้งบริเวณท่อนำไข่ จึงส่งผลให้ท่อนำไข่ตีบตัน ลักษณะอาการส่วนใหญ่ของผู้ป่วยก็คือประจำเดือนมักมาช้า เลือดประจำเดือนสีคล้ำ มีก้อนเลือดปน อารมณ์หงุดหงิด คัดหน้าอก ก่อนหรือขณะมีประจำเดือน ช่วงตกไข่อาจมีอาการปวดจี๊ดเหมือนเข็มแทงที่บริเวณท้องน้อยทั้งสองข้าง

ความร้อนชื้นคั่งค้าง

หมายถึง ความร้อนและความชื้นที่เป็นพิษคั่งค้างสะสมอยู่ภายในร่างกายเป็นเวลานาน จึงเกิดเลือดคั่งบริเวณท่อนำไข่ ส่งผลให้ท่อนำไข่ตัน ซึ่งความร้อนชื้นนี้มีสาเหตุจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ขาดสุขอนามัย หรือกินอาหารรสเผ็ดร้อนหรือหวานจัดมากเกินไป หรือเคยมีอาการติดเชื้อ มดลูกอักเสบ เป็นต้น ลักษณะอาการของผู้ป่วยส่วนใหญ่มักพบมีอาการปวดท้องหน่วงๆ ซึ่งไม่ใช่ขณะมีประจำเดือน มักมีตกขาวร่วมด้วย

ตัวอย่างกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จจากการรักษาโดยแพทย์แผนจีน คุณ ม. อายุ 30 ปี ตั้งใจพร้อมที่จะมีบุตร จึงไปพบแพทย์ฉีดสีตรวจดูท่อนำไข่ พบว่าท่อนำไข่ตันทั้งสองข้าง ตรวจซักประวัติแจ้งว่ารอบเดือนมาปกติทุกเดือน ไม่มีประวัติตั้งครรภ์มาก่อน พบสิวบริเวณใบหน้า ไม่มีตกขาว มีอาการปวดหน่วงช่วงกลางเดือน อัลตราซาวด์มดลูกพบก้อนเนื้องอกขนาดเล็ก 1 ก้อน และมีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่แทรกตัวอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อมดลูกขนาด 6 ซม. ในการแพทย์แผนจีนจะวินิจฉัยว่า “อาการปวดหน่วงช่วงกลางเดือนและมีสิวบริเวณใบหน้าเกิดจากความร้อนชื้นอุดกลั้นภายในระยะเวลานานจึงเกิดเลือดคั่งในมดลูกส่งผลให้เกิดก้อนเนื้องอกในมดลูก” ดังนั้นการใช้ยาจีนจะขับความชื้นระบายความร้อน สลายก้อนเนื้องอกและกระจายให้ชี่ไหลเวียน

แผนการรักษาโดยแพทย์แผนจีน กำหนดไว้ที่ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน หลังการรักษาให้ผู้ป่วยไปตรวจท่อนำไข่ซ้ำอีกครั้ง พบว่า ท่อนำไข่ทั้งสองข้างไม่ตันแล้ว หลังการรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน สีที่ฉีดสามารถผ่านเข้าในท่อนำไข่สังเกตได้จากมีการฟุ้งกระจายของสี ซึ่งหมายถึงท่อนำไข่ไม่ตันแล้ว

 

ปลาทูของดีที่ไม่ควรมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2559 เวลา 17:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/470332

ปลาทูของดีที่ไม่ควรมองข้าม

โดย…กันย์ ภาพ   คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ขณะที่เราๆ นั้นเอะอะอะไรก็ปลาแซลมอนกันไปหมด จนลืมปลาทูไทยหน้างอคอหักแถวแม่กลอง ราคาก็ถูกกว่าแซลมอนหลายบาท โอเมก้า 3 ก็เยอะมาก โดยเนื้อปลาทู 100 กรัม จะให้โอเมก้า 3 ประมาณ 2-3 กรัม ซึ่งเพียงพอที่ร่างกายต้องการ

นำปลาทูนึ่งทอดกินกับน้ำพริก ต้มยำปลาทู เมี่ยงปลาทู ปลาทูทอดขมิ้น ฉู่ฉี่ปลาทู เยอะแยะได้อีกหลายเมนู แล้วยังมากมายด้วยคุณค่าอีกด้วย เพียงแต่บางเมนูจะทำลายโอเมก้า 3 ไปมากด้วยความร้อนสูง เราจึงต้องเลือกกันหน่อยว่าจะนำปลาทูมาทำอะไรกินกันดีเพื่อให้ได้โอเมก้า 3 กันเต็มๆ

ปลาทูทอด การทอดปลาทูในน้ำมันจะทำให้โอเมก้า 3 ถูกทำลาย ละลายหายไปอยู่ในน้ำมัน ดังนั้นจึงอาจทอดปลาทูด้วยไฟกลางในน้ำมันแบบแค่พอเปื้อนกระทะเพื่อให้น้ำมันร้อนๆ ทำให้หนังปลาทูพองเหลืองน่ากิน

ต้มยำปลาทูสด เป็นเมนูที่นอกจากจะได้คุณค่าของปลาทูแล้ว ยังได้ซดน้ำที่อุดมไปด้วยคุณค่าจากสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ข่า หอมแดง ใบมะกรูด ผักชีฝรั่ง น้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว และพริกขี้หนู แบบนี้คุณค่าเต็มเปี่ยมไม่ไปไหนแน่

เมี่ยงปลาทู เป็นเมนูโอเมก้า+สมุนไพร ที่อร่อยเต็มคำ เต็มคุณค่า

ยำปลาทู-ขนมจีน เป็นเมนูแนะนำ ที่อิ่มแบบไม่ต้องมีข้าวสวย แล้วโอเมก้า 3 ยังไม่ถูกทำลายด้วยความร้อนสูงอีกด้วย เพราะเราจะใช้ปลาทูนึ่งมาแกะเนื้อยำกับสารพัดสมุนไพรอย่างตะไคร้ ผักชีฝรั่ง หอมแดง บีบมะนาว น้ำปลา แล้วคลุกเข้ากับขนมจีน เติมน้ำปลาและมะนาว พริกขี้หนูซอยเพิ่มให้ได้รสยิ่งขึ้น

คุณค่าในปลาทู มีตั้งแต่ วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส เพื่อไปซ่อมแซมกระดูกและฟัน รักษาระบบประสาท การทำงานของหัวใจ

ไอโอดีน ส่วนประกอบสำคัญของฮอร์โมน ควบคุมการทำงานของร่างกายให้เจริญเติบโตอย่างปกติ

กรดอะมิโนโปรตีน ที่จำเป็นต่อร่างกายสูงกว่าปลาชนิดอื่น โดย เฉพาะไลซีน ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็น และข้อ ส่วนทรีโอนีน ซึ่งจำเป็นต่อความเจริญเติบโตในวัยเด็ก

โอเมก้า 3 ประโยชน์จากโอเมก้า 3 ต่อร่างกายนั้นมากมาย เช่น ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากช่วยป้องกันการเกิดก้อนไขมันในสมอง ช่วยลดภาวะการอักเสบของร่างกาย ช่วยเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ เพิ่มสมาธิ ความจำ และปรับสมดุลอารมณ์

ข้อควรระวัง หญิงมีครรภ์ไม่ควรรับประทานปลาทู รวมถึงปลาและสัตว์น้ำประเภทอื่นมากจนเกินไป เพราะเป็นอันตรายต่อพัฒนาการสมองของเด็กในครรภ์โดยสารเมธิลเมอร์คิวรี่ ซึ่งเกิดจากน้ำเสียที่ถูกปล่อยจากโรงงานอาจปนเปื้อนในตัวปลา

ปลาทูอร่อยต้องเป็นปลาทูในช่วงเดือน 8-11 โดยเฉพาะปลาทูแม่กลอง เพราะเป็นช่วงน้ำหลาก ทำให้ระบบนิเวศสามน้ำนำความสมบูรณ์มาเป็นอาหารของปลา จึงทำให้ปลาทูที่จับได้ในช่วงเดือนนี้มีเนื้ออร่อยที่สุด แต่ถึงยังไงเราก็ยังควรกินปลาทูกันตลอดทั้งปีด้วยนะคะ ไม่จำเป็นต้องรอกินเฉพาะช่วงอร่อยเท่านั้น เพื่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพสมองด้วยค่ะ