5 สัญญาณสุขภาพดี ร่างกายฟิต & เฟิร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/469866

5 สัญญาณสุขภาพดี ร่างกายฟิต & เฟิร์ม

โดย…ภาดนุ ภาพ ฟิตเนส เฟิร์สท

คนยุคใหม่ตื่นตัวเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น จึงหันมาออกกำลังกาย เริ่มกินอาหารคลีน และดูแลสุขภาพไปตามรูปแบบการใช้ชีวิตและการจัดสรรเวลาของแต่ละคน บางคนคิดว่าตราบใดที่ไม่อ้วน ไม่เป็นโรค ก็พอใจแล้ว ขณะที่บางคนต้องการมีซิกซ์แพ็ก และยังมีบางคนที่ทั้งออกกำลังกายและดูแลเรื่องการกินไปพร้อมกัน โดยมีเป้าหมายคือการมีสุขภาพดี

แล้วการมีสุขภาพดี หมายถึงอะไร? เพราะบางครั้งเราก็ได้ยินข่าวคนใกล้ตัวที่ดูแข็งแรงสุขภาพดี แต่กลับเข้าโรงพยาบาลอยู่เรื่อยๆ หรือผู้ชายบางคนดูภายนอกกล้ามโต แต่พอใช้แรงยกของหนักๆ กลับหมดแรงเร็วกว่าผู้ชายหุ่นผอมบางคนซะอีก ทำให้หลายคนมีคำถามว่า แล้วจะใช้เกณฑ์อะไรมาวัด ว่าเรามีสุขภาพดี ร่างกายฟิต & เฟิร์มหรือไม่

ทนงศักดิ์ วงษาโสม Fitness Training and Development Manager จากฟิตเนส เฟิรส์ท จะมาไขข้อสงสัยให้ฟัง

 

“การที่จะดูว่าใครสุขภาพดี ไม่ได้ดูจากน้ำหนักตัวว่าอ้วนหรือผอม และก็ไม่ได้ดูจากมวลกล้ามเนื้อ แต่จะต้องพิจารณาองค์รวมทั้งหมด โดยเกณฑ์หนึ่งที่สามารถบอกได้ว่าสุขภาพร่างกายดีหรือไม่ คือสมรรถภาพทางกายกับสุขภาพ เนื่องจากร่างกายที่สามารถใช้งานกล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมสะท้อนถึงลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันที่สัมพันธ์กับอารมณ์ความรู้สึกด้วย ดังนั้นการมีสมรรถภาพทางกายที่ดี จึงส่งผลให้มีสุขภาพดีด้วย”

สมรรถภาพทางกายกับสุขภาพ มีองค์ประกอบ 5 อย่าง

1.ความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิต คือ สมรรถภาพของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจ การทำงานของหัวใจและปอดที่สอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลำเลียงออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ขณะที่ร่างกายใช้งานอย่างต่อเนื่องได้อย่างเพียงพอ

สังเกตจากการใช้ชีวิตประจำวันง่ายๆ เช่น เดินขึ้นบันไดรถไฟฟ้าแล้วหอบหรือเปล่า ตอนปั่นจักรยานที่สนามเขียว (ระยะทาง 23.5 กม.) ต้องแวะจุดพักเพื่อหายใจกี่ครั้ง หัวใจจะระเบิดออกมานอกซี่โครงหรือยัง เป็นต้น

 

ถ้าความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตดี ร่างกายลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปสู่ส่วนต่างๆ ได้ดี ระบบเผาผลาญมีประสิทธิภาพ ช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ความเครียดก็จะลดลง

2.ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ คือ กำลังสูงสุดหรือแรงต้านของกล้ามเนื้อขณะใช้งานรูปแบบต่างๆ ในความพยายามครั้งหนึ่ง เช่น การยกน้ำหนัก การผลักประตูบานใหญ่ การยกเก้าอี้ ฯลฯ

นอกจากจะใช้แรงในการผลัก ยก หรือดึง สิ่งของต่างๆ แล้ว เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงจะช่วยพยุงข้อต่อและเส้นเอ็นต่างๆ ขณะเคลื่อนไหว จึงไม่บาดเจ็บง่าย ถือเป็นการป้องกันความปวดเมื่อยและ
การเจ็บปวดเรื้อรังสุดฮิตอย่างออฟฟิศซินโดรมได้อย่างดี

ถ้ากล้ามเนื้อแข็งแรง จะช่วยทำให้ความสามารถและประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตัวเองดีขึ้น การบาดเจ็บหรือปวดเรื้อรังบริเวณกล้ามเนื้อจะลดลง บุคลิกภาพและการจัดวางท่าทางของร่างกายก็จะดีขึ้น

3.ความทนทานของกล้ามเนื้อ คือ ขีดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเป็นระยะเวลาหนึ่งโดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้า ทั้งการใช้อยู่กับที่และการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ลองนึกถึงเวลายกของหนักค้างไว้ การขึ้นบันไดหลายชั้น การปั่นจักรยานระยะไกล ฯลฯ

 

ถ้ากล้ามเนื้อทนทาน เราจะมีความสามารถในการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายต่อเนื่องโดยไม่บาดเจ็บ และยังช่วยเสริมความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตอีกด้วย

4.ความยืดหยุ่น คือ ขีดความสามารถของการขยับข้อต่อหรือกลุ่มข้อต่อขณะเคลื่อนไหว ร่างกายที่มีความยืดหยุ่นสูงจะสามารถเคลื่อนไหวผ่านข้อต่อในมุมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คงเคยเห็นนักยิมนาสติกหรือนักบัลเลต์ที่มีความยืดหยุ่นตัวมากๆ กันมาแล้ว สำหรับคนทั่วไปที่ไม่คิดว่าจะเตะขาสูงหรือฉีกขาได้ขนาดนั้น แต่การยืดหยุ่นก็ช่วยให้เราเส้นไม่ยึดตอนก้าวขาข้ามน้ำขังหรือเอี้ยวตัวหลบมอเตอร์ไซค์บนฟุตปาท แถมไม่เป็นตะคริวเวลาวิ่งออกกำลังกายด้วย

บางคนอาจจะตัวอ่อนตามธรรมชาติ บางคนต้องหมั่นพัฒนาตัวเองจนตัวอ่อน ดังนั้นความยืดหยุ่นจึงไม่เกี่ยวกับรูปร่างและอายุ บ่อยครั้งที่สาวพลัสไซส์อาจจะตัวอ่อนและยืดหยุ่นได้ดีกว่าหนุ่มหล่อกล้ามใหญ่บางคน ถ้าร่างกายยืดหยุ่น จะเพิ่มขีดความสามารถในการเคลื่อนไหว ลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหว ร่างกายมีความสมดุล รักษาสภาพการทำงานของข้อต่อ และลดอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย

5.องค์ประกอบร่างกาย คือ อัตราส่วนของน้ำ มวลกระดูก กล้ามเนื้อ และไขมันในร่างกายเมื่อเทียบกับส่วนสูงและน้ำหนักตัว คำนวณเบื้องต้นจากดัชนีมวลกาย

องค์ประกอบร่างกายไม่ได้วัดกันแค่น้ำหนักเท่านั้น เพราะบางคนมีรูปร่างและส่วนสูงใกล้เคียงกัน อีกคนน้ำหนักน้อยกว่าเพราะไม่ค่อยมีมวลกล้ามเนื้อ ขณะที่อีกคนมีน้ำหนักมากกว่าเพราะมีมวลกล้ามเนื้อมากกว่า น้ำหนักจึงไม่ได้บอกว่าใครมีสุขภาพดีกว่ากัน เพราะมวลกล้ามเนื้อมีน้ำหนักมากกว่ามวลไขมันอยู่แล้ว

ถ้าองค์ประกอบร่างกายดี จะมีสัดส่วนรูปร่างเหมาะสม กระบวนการทำงานของอวัยวะมีประสิทธิภาพ สุขภาพโดยรวมก็จะดี ลดความเสี่ยงของโรค เช่น โรคอ้วน เบาหวาน และความดันโลหิตสูงได้

รู้อย่างนี้แล้ว คุณผู้อ่านจะได้สำรวจตัวเองและค่อยๆ ปรับไลฟ์สไตล์ จะได้สุขภาพดี มีหุ่นที่ฟิต & เฟิร์มอย่างแท้จริง

 

Downward-Facing Dog with Forehead to knee (Adho Mukha Svanasana Variations)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/469611

Downward-Facing Dog with Forehead to knee (Adho Mukha Svanasana Variations)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าสุนัขในเวอร์ชั่นนี้ เหมาะกับผู้ที่ฝึกท่าสุนัขแบบพื้นฐานได้แล้ว การก้มหน้าผากไปแตะที่หัวเข่าจะเป็นการเน้นการทำงานของร่างกายส่วนบนมากขึ้น ช่วยยืดต้นคอ บ่า ไหล่ ส่วนบน โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาออฟฟิศซินโดรม นอกจากนี้ยังช่วยลดความเครียด อาการนอนไม่หลับ เพิ่มพลังงานให้ทั่วร่างกาย ทำให้ระบบประสาทและสมองเกิดความสงบ

วิธีปฏิบัติ

1 เริ่มต้นจากท่าสุนัข

 

2 หายใจเข้า ยกขาซ้ายขึ้น โดยตะแคงเท้าซ้าย ให้ปลายนิ้วเท้าชี้ออกไปด้านข้าง และยกตรงๆ ไม่บิดสะโพก ตามกำลัง สู่ท่าสุนัข 3ขา ค้างท่าไว้ 15 วินาที หายใจเข้าออกสักครู่

 

3 หายใจออกส่งขาซ้ายมาที่ท้องหรือสะดือแล้ววางฝ่าเท้าไว้ที่ต้นขาขวาเหนือลูกสะบ้าเข่าอย่ากดทับที่หัวเข่าแรง วางส้นเท้าไว้บนต้นขาให้น้ำหนักอยู่ที่ต้นขาไม่ใช่หัวเข่า แล้วหายใจเข้าออกสัก 2 รอบลมหายใจขณะค้างท่านี้

 

4 หายใจเข้าให้ลึก ไล่ลมออกให้หมด เมื่อหายใจออกให้ก้มศีรษะไปหาหัวเข่า จนกระทั่งหน้าผากหรือจมูกวางแตะไว้ที่หัวเข่าซ้าย หายใจเข้าออกประมาณ 5 ลมหายใจ แล้วค่อยๆ คลาย จากนั้นค่อยทำสลับข้าง เมื่อฝึกครบทั้ง 2 ข้างแล้ว พักและปรับสมดุลในท่าเด็กหมอบ

 

แนะวิธีเลี่ยง ‘โรคเครียด’ ภัยใกล้ตัวคนกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/469610

แนะวิธีเลี่ยง ‘โรคเครียด’ ภัยใกล้ตัวคนกรุง

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“โรคเครียด” เป็นโรคที่ติด 5 อันดับที่คนไทยยุคใหม่เป็นกันมาก สอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ที่ระบุว่า 2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2557 คนไทยฆ่าตัวตายเพราะโรคซึมเศร้าประมาณ 4,000 คน/ปี หรือเฉลี่ยเดือนละกว่า 300 คน ซึ่งมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอันดับ 1 ญี่ปุ่น และอันดับ 2 สวีเดน ฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ถือเป็นวิกฤตที่คนไทยควรใส่ใจหาทางป้องกันหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เป็นโรคนี้

นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล หัวหน้าศูนย์จิตเวช โรงพยาบาลพญาไท 2 ฉายภาพว่า ความเครียดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้สูงอายุ โดยกลุ่มเด็กมักจะเครียดกับการเรียน การสอบ เรื่องเพื่อน เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นมักเครียดกับเรื่องความรัก การสอบแข่งขัน เรียนในคณะที่ไม่ถนัดแต่เลือกตามค่านิยม และเมื่อจบการศึกษาก็หางานทำไม่ได้

และเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่จะเครียดกับเรื่องงานโดยเฉพาะกลุ่มพนักงานบริษัท รวมถึงรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย หาแฟนไม่ได้ กลุ่มนี้จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเครียดมากที่สุด และเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุจะเริ่มเครียดกับโรคภัยไข้เจ็บที่จะเกิดขึ้นไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน

ประกอบกับสังคมยุคปัจจุบันมีปัจจัยความเครียดเพิ่มขึ้น เช่น ปัญหาการเดินทาง การจราจร การใช้สื่อโซเชียลมีเดีย เพราะสภาพแวดล้อมเมื่ออดีตของไทยจะเป็นสังคมเกษตรกรรมมีแต่ทุ่งนา แม่น้ำลำธาร แต่ปัจจุบันได้พัฒนาเป็นสังคมอุตสาหกรรม ผู้คนอยู่กับตึกสูง ต้องเผชิญกับสภาพการเดินทาง ปัญหาจราจรที่ยากจะหลีกเลี่ยง ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จึงเป็นอีกสาเหตุที่นำไปสู่ความเครียด

นพ.สุกมล แนะนำการป้องกันจากโรคเครียด ว่า  1.ควรพักผ่อนให้มากที่สุดเฉลี่ยต้องให้ได้มากกว่า 8 ชั่วโมง/วัน หรืออย่างต่ำสุดต้องไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง/วัน 2.ควรหาเวลาทำกิจกรรมที่ชอบเพื่อผ่อนคลายความเครียด เช่น นอนพักผ่อน ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมที่สนุกสนานเพลิดเพลิน ดูหนัง ฟังเพลงดนตรีเบาๆ เพื่อผ่อนคลาย อ่านหนังสือ ทำงานอดิเรก ฯลฯ

นอกจากนี้ ระหว่างทำงานภายใน 1 ชั่วโมง ควรผ่อนคลายความเครียด โดยการนั่งพักประมาณ 3-5 นาที หรือนั่งในท่าทางที่สบายหายใจเข้าลึกๆ เพื่อให้หน้าท้องขยาย และหายใจออกอย่างช้าๆ ท้องจะยุบ พร้อมกับนับ 1-5 ทำเฉลี่ยนวันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที ซึ่งจะช่วยให้ผ่อนคลายระหว่างทำงาน นอกจากนี้ภายใน 1 สัปดาห์ ควรหาเวลาหยุดพักจากการทำงาน 1 วัน เพื่อทำให้สมองไม่ได้พักจากความเครียด เพราะเมื่อเริ่มเครียดจะมีอาการชีพจรเต้นเร็ว ใจสั่น ท้องไส้ปั่นป่วน แน่นหน้าอก หายใจตื้น อารมณ์หงุดหงิด หมดอารมณ์ทางเพศ ฉะนั้นเมื่อมีอาการเช่นนี้ควรหยุดเพื่อให้สมองและร่างกายได้พัก

แพทย์จิตเวชรายนี้ ทิ้งท้ายว่า เมื่อทำงานถึงจุดหนึ่งควรต้องทำให้ชีวิตได้พักบ้าง เช่น วันหยุดควรหาเวลาเก็บเงินเพื่อไปเที่ยวธรรมชาติต่างจังหวัด ไม่ใช่มีเงินแต่ไม่มีเวลาไปเที่ยว หรือนำเงินไปซื้อของหมดโดยไม่มีเงินเก็บเหลือไว้ใช้พักผ่อน ฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ทุกคนควรใส่ใจทำให้สมดุล เพราะการหาเงินได้มากจะไม่มีประโยชน์ ถ้าต้องนำเงินเหล่านั้นมาใช้หาหมอรักษาตัวเองยามชรา ฉะนั้นแนะนำให้ทุกคนควรใส่ใจเรื่องเหล่านี้ เพราะคนยุคปัจจุบันทำงานหนัก รวมถึงไม่ควรใช้เวลาอยู่กับหน้าจอ นอกเหนือเวลางานเกิน 2 ชั่วโมง/วัน เพราะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอและนำไปสู่อาการเครียด

 

อัลมอนด์อร่อยและดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 09:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468994

อัลมอนด์อร่อยและดี

โดย…โยโมทาโร่

หากจะพูดถึงสุดยอดแห่งถั่วที่ทรงคุณค่าทางสารอาหารมากที่สุดชนิดหนึ่งในโลกย่อมหนีไม่พ้นอัลมอนด์เพราะมีวิตามินและแร่ธาตุสำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณที่สูงกว่าถั่วอื่นๆ ราว10-25 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่าลืมว่าอัลมอนด์ก็เหมือนกับถั่วอื่นๆ ที่มีปริมาณไขมันที่ให้พลังงานสูง

แต่ข้อมูลศึกษาวิจัยจากเว็บไซต์ www.nature.com พบว่าผู้ที่รับประทานอัลมอนด์วัน 1 หยิบมือจะช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้รับประทาน นอกจากนี้อัลมอนด์ยังช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกายอย่างหนัก มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายบำรุงระบบประสาท และช่วยเพิ่มสติปัญญาและสมาธิให้มากขึ้น

สำหรับคนเป็นโรคเบาหวานอัลมอนด์งช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เพราะช่วยในการหลั่งอินซูลินหลังอาหาร รักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือด แต่ข้อดีที่สุดของอัลมอนด์คือการช่วยลดระดับไขมันเลวในร่างกาย สาเหตุของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ในงานงานวิจัยพบกว่าการรับประทานอัลมอนด์วันละ 1 หยิบมือจะช่วยลดระดับไขมันเลวได้ถึง 4.4% แต่ถ้ารับประทานวันละ 2 หยิบมือก็จะช่วยลดระดับไขมันเลวได้ 9.4% แต่ถ้ามากกว่า

นั้นนักวิจัยไม่แนะนำ เพราะจะได้รับพลังงานมากเกินไปการรับประทานอัลมอนด์ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ควรรับประทานเมล็ดอัลมอนด์โดยตรง เพราะหากคุณรับประทานพร้อมๆ กับช็อกโกแลต คุกกี้ เค้กอบเนย หรือใส่ในอาหารหวานชนิดอื่นๆ สัดส่วนคุณประโยชน์ที่ได้รับจะถูกทดแทนด้วย แป้ง ไขมัน และน้ำตาลจากขนมนั้นๆ มากกว่า

 

อาการคันหู! ดูแลอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ธันวาคม 2559 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468807

อาการคันหู! ดูแลอย่างไร

โดย…บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

อาการคันหูเกิดขึ้นได้บ่อยและกับทุกคน บางคนเป็นๆ หายๆ บางคนนานๆ เป็นที แต่เป็นทีไรคันมากจนถึงขั้นนอนหลับไม่ได้ คันมากแบบไม่ต้องนอนอย่างนี้ ต้องมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการสาธยายให้ฟังอย่างใจดีว่า คันหูคืออะไร เป็นได้อย่างไร และจะแก้อย่างไร ปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อคันหู อะแฮ่ม!

อาการคันหูยิกๆ ยักๆ ส่วนใหญ่เกิดจากการคันในรูหูชั้นนอก ซึ่งเป็นส่วนที่มีต่อมสร้างไขมัน เหงื่อ และขี้หู โดยในผู้ใหญ่รูหูจะมีความยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร คดเป็นรูปตัว S เล็กน้อย มิได้เป็นท่อตรงๆ แบบทรงกระบอก ถ้าเราแบ่งความยาวรูหูออกเป็น 3 ส่วน ส่วนด้านนอก 2 ใน 3 จะเป็นส่วนที่เกิดการคัน ส่วนด้านในลึก 1 ใน 3 จะเป็นส่วนที่มีผิวหนังบางมากติดกระดูก และไวต่อความเจ็บปวดมากกว่าการคัน

ดังนั้น จะพบว่าเมื่อเราเอาไม้พันสำลีหรือไม้แคะหูแยงเข้าไปลึกถึงด้านในจะรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นทันที ซึ่งก็หมายถึงกลไกทางธรรมชาติที่สำคัญที่เตือนให้ระวัง เพราะถ้าลึกเข้าไปอีกเพียงเล็กน้อย ก็จะเป็นส่วนของแก้วหู มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อที่บางมาก ความหนาเท่ากระดาษใส ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่แก้วหูจะแตกหรือแก้วหูทะลุ

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการคันหูส่วนใหญ่จะเป็นการระคายเคือง การอักเสบแบบอ่อนๆ หรือเกิดขึ้นจากความชื้นแฉะ เช่น น้ำเข้าหูหลังสระผม ขี้หูที่มีสภาพเปียกแฉะในบางคน การระคายเคืองจากยาสระผม ความมันจากไขมันในผิวหนังของผู้สูงอายุที่มากกว่าปกติ ฯลฯ รวมทั้งนิสัยชอบใช้ไม้พันสำลีหรือไม้ปั่นหูเข้าไปปั่นในรูหูเป็นประจำ

บางคนมีนิสัยชอบความรู้สึกจั๊กจี้และชอบความมันเวลาปั่นหู ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ไม่อาจหักห้ามใจได้ การกระทำเช่นนี้เมื่อทำเป็นเวลานานๆ หรือเมื่อติดเป็นนิสัย เมื่อเห็นไม้พันสำลีหรือไม้ปั่นหูเป็นไม่ได้ จะเกิดความรู้สึกคันยิบๆ ในหูขึ้นมาทันที จนต้องเอาไม้พันสำลีเข้าไปปั่นหูของตัวเอง อย่างนี้ก็มีหลายคน

ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น การติดเชื้อราในช่องหู การเป็นหูน้ำหนวก มีน้ำหนองในหูการเป็นโรคภูมิแพ้ มีผิวหนังอักเสบในหู และการมีแมลงตัวเล็กๆ หรือเห็บเข้าไปอยู่ในช่องหูทั้งหมดนี้อาจเป็นสาเหตุความคันได้ทั้งสิ้น

สำหรับการดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการคันหู สามารถดูแลรักษาเบื้องต้นตามอาการได้ดังต่อไปนี้

1.ถ้าเป็นการคันแบบนานๆ ครั้ง แนะนำว่าควรจะใช้วิธีการกดขยี้บริเวณติ่งกระดูกอ่อนหน้าหู จะดีกว่าการใช้ไม้พันสำลีหรือไม้แคะหูเข้าไปปั่นในรูหู เพราะการปั่นหูนอกจากจะก่อให้เกิดการติดเป็นนิสัยแล้ว วันดีคืนร้ายหากเผลอปั่นแรงเกินไป จะก่อให้เกิดแผลถลอก และมีการอักเสบติดเชื้อขึ้นได้ เมื่อถึงเวลานั้นผู้ป่วยจะเกิดอาการปวดหูซึ่งทรมานกว่าคันหู

2.พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองรูหูภายใน

3.เวลาอาบน้ำสระผม ระวังมิให้น้ำเข้าหู อาจใช้วิธีนำสำลีหรือฟองน้ำอุดหูกันน้ำเข้า

4.ไม่ควรใช้ไม้สำลีปั่นหูทุกครั้งที่อาบน้ำหรือสระผมเสร็จ (บางคนทำทุกครั้งหลังอาบน้ำ ขอความกรุณาเลิก!)

5.ถ้ารำคาญน้ำที่ขังอยู่ในช่องหูเมื่ออาบน้ำเสร็จ ให้ใช้วิธีเอียงและตะแคงศีรษะเพียงเล็กน้อย น้ำก็จะสามารถไหลออกมาได้เอง เรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับความเคยชิน หัดตัวเองเสียใหม่ก็จะเลิกปั่นหูได้ บางคนไม่ทำอะไรเลย แต่ก็พบว่าในระยะเวลาไม่นานน้ำที่ขังอยู่จะระเหยหายไปเองในที่สุด

6.ถ้าเป็นการคันหูเรื้อรัง เป็นทุกวันและคันมาก ขั้นตอนแรกอาจพิจารณาก่อนว่า เราติดนิสัยการปั่นหูหรือไม่ ให้พยายามหยุดการปั่นหูทันที เรื่องแบบนี้เหมือนการติดบุหรี่ ให้ใช้วิธีหักดิบไปเลยจะดีกว่า

7.เก็บไม้พันสำลีหรือไม้แคะหูให้พ้นไม้พ้นมือ (หรือทิ้งไปเลยก็ดี) ยากแก่การหยิบจับ

8.ถ้าคันมากจนทนไม่ไหว ก็มาพบแพทย์ แผนกโสต ศอ นาสิก แพทย์จะทำการตรวจหาสาเหตุและทำการรักษาตามสาเหตุ รักษาหายแล้วคราวนี้จะต้องยับยั้งชั่งใจ อย่าหาเรื่องคันหรือปั่นหูอีก &O5532;

ขอบคุณข้อมูล : โรงพยาบาลกลาง

 

ไหล่ติดชีวิตก็ติดขัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2559 เวลา 11:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468671

ไหล่ติดชีวิตก็ติดขัด

โดย…โยโมทาโร่ ภาพ เอพี

ใครที่เคยมีอาการไหล่ติดจะทราบดีว่า ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและบุคลิกภาพของเราเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีอาการตึงจนไม่สามารถยกหรือหมุนหัวข้อไหล่ขยับแขนได้ไม่ถนัด สาเหตุการอักเสบของข้อไหล่ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่โดยส่วนมากแล้วมักจะเกิดกับคนที่มีอายุ 40-60 ปี และจะเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อาการข้อไหล่ติดจะแบ่งได้เป็น 3 ระยะคือ 1.ระยะอักเสบ 2.ระยะติด และ 3.ระยะคลายตัว

ระยะเวลาที่เป็นทั้งหมดอาจยาวนานตั้งแต่ 6 เดือน-2 ปี ซึ่งอาการอักเสบเป็นระยะเริ่มแรกของอาการไหล่ติดผู้ป่วยหรือเรามักจะมีอาการปวดที่บริเวณหัวไหล่อยู่ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน จะเป็นอยู่ประมาณนี้ประมาณ 2 สัปดาห์จนกระทั่งหายไป แต่หลังจากนั้นเราจะรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของข้อต่อนั้นโดยเฉพาะที่หัวไหล่จะเกิดอาการผิดปกติไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อิสระอย่างเต็มที่เหมือนแต่ก่อน

โดยส่วนมากแล้วเราจะทำพยายามฝืน แต่การทำแบบนี้จะทำให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้นและไหล่ติดมากขึ้น แนวทางในการรักษาและการแก้ไขอาการไหล่ติดนั้น ระยะแรกๆ เมื่อมีอาการอักเสบอาจจะให้ยาแก้ปวดหรือยาต้านการอักเสบ แต่ทั้งนี้การเคลื่อนไหวยังคงจำกัดไม่ให้มีการอักเสบมากกว่าเดิม หลังจากหายดีจึงใช้อุปกรณ์เครื่องทำความร้อนเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ ให้เกิดการคลายตัวและเคลื่อนไหวในวงกว้างได้มากขึ้น

นอกจากนี้ อาจจะต้องใช้การจัดข้อไหล่โดยนักกายภาพบำบัดด้วยการใช้เครื่องมือบริหารเคลื่อนไหวข้อต่อจะช่วยทำให้อาการหายเป็นปกติเร็วขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ควรทำกายภาพบำบัดตัวเองวันละ 3-4 ครั้ง ด้วยแผ่นความร้อน แต่ถ้าเมื่อไหร่มีอาการปวดตึงก็ควรจะต้องใช้แผ่นความเย็นป้องกันการอักเสบ หากไม่ดีขึ้นแนวทางสุดท้ายคือการผ่าตัดรักษาหัวไหล่เพื่อให้หายเป็นปกติ

 

วิ่งดีมีประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2559 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468668

วิ่งดีมีประโยชน์

โดย…วราภรณ์

การออกกำลังกายช่วยให้หลีกไกลจากโรคกระดูกพรุน เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยและกลุ่มบริษัท ดัชมิลล์ ได้จัดกิจกรรมพิเศษ “Fit Your Bone Running Workshop” เชิญ พญ.วิภาวี ฉินเจนประดิษฐ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย บอกให้ทราบถึงสถานการณ์โรคกระดูกพรุนในประเทศไทยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ บวกกับไลฟ์สไตล์ของคนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนมากขึ้น เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ พักผ่อนน้อย ไม่ออกกำลังกาย และได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ บางรายมีโรคประจำตัวและใช้ยาบางชนิดก็กระตุ้นให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้เร็วขึ้น สำหรับวิธีสังเกตอาการเตือนของโรคกระดูกพรุนไม่ชัดเจนจนกว่าผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยการหกล้ม หรือกระแทกไม่รุนแรงแต่เกิดกระดูกหัก หรือมาพบแพทย์เพราะมีปัญหาว่าตัวเตี้ยลง หลังค่อมหรือหลังโก่งกว่าเดิม ซึ่งมักจะพบได้ในกรณีที่เป็นกระดูกพรุนและเกิดการหักชนิดทรุดตัวของกระดูกสันหลัง “ถ้าหากเรามีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีประวัติกระดูกหักง่าย หรือมีคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะในผู้หญิงก็ควรไปพบคุณหมอเพื่อตรวจเช็กดู อย่างที่สองคือกลุ่มคนที่อายุเพิ่มขึ้น ผู้หญิงอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ผู้ชาย 60-65 ปี อาจจะต้องไปตรวจเช็กมวลกระดูกทุก 2 ปี เพื่อดูปริมาณมวลกระดูก เพราะอายุเป็นปัจจัยที่สำคัญ สามในผู้หญิงที่ประสบภาวะหมดประจำเดือนเร็ว ตั้งแต่อายุ 45 ปี กลุ่มนี้ก็จะมีความเสี่ยง หรือคนที่หมดประจำเดือน ซึ่งปัญหาหลีกเลี่ยงการเป็นโรคกระดูกพรุนคือ สิ่งที่ป้องกันไม่ให้มวลกระดูกเสื่อมเร็วก็คือ การออกกำลังกาย เพราะการสร้างกระดูกใหม่จะสัมพันธ์กับแรงที่มากระทำที่กระดูก

“การออกกำลังกายจะให้ประโยชน์ในสองด้าน หนึ่งคือช่วยให้ร่างกายมีความคล่องแคล่ว ช่วยในการทรงตัว สร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและยังกระตุ้นให้เกิดการสร้างมวลกระดูกมากขึ้น หมอแนะนำ การออกกำลังกายที่มีแรงผ่านกระดูก มีแรงต้านแรงกระแทก จะมีหลายประเภท เช่น บาสเกตบอล เทนนิส ฟุตบอล ยิม แอโรบิกแดนซ์ อะไรก็ได้ที่เราใช้ขากระแทกลงไป ส่วนการออกกำลังกายที่ใช้แรงกระแทกน้อยหน่อย เช่น จักรยาน ว่ายน้ำ กลุ่มนี้จะมีประโยชน์ต่อหัวใจ หลอดเลือด แต่ถ้าพูดเฉพาะในแง่ของกระดูกก็เพิ่มมวลกระดูกน้อย เพราะมีแรงกระแทกน้อย ถ้ากลุ่มคนที่ออกกำลังกายที่ใช้แรงกระแทกน้อย จะต้องทดแทนด้วยการเวตเทรนนิ่งร่วมด้วย เพื่อให้เรามีมวลกระดูกที่แข็งแรงด้วย แนะนำว่าเมื่ออายุน้อยๆ ให้เล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกเยอะ เพราะจะกระตุ้นให้สร้างมวลกระดูก ส่วนผู้ใหญ่วัยทำงานให้เล่นกีฬาที่ใช้แรงกระแทกน้อยลง เช่น การวิ่ง ปัจจุบันเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมและเห็นว่ากลุ่มคน 30-40 ปีหันมาวิ่งมากขึ้น ซึ่งถือว่าจะช่วยชะลอความเสื่อมของมวลกระดูกได้ระดับหนึ่ง” พญ.วิภาวี กล่าวทิ้งท้าย

ครูดิน-สถาวร จันทร์ผ่องศรี โค้ชนักวิ่ง อดีตนักวิ่งมาราธอนทีมชาติไทย ให้คำแนะนำสำหรับ ผู้เริ่มต้นวิ่งว่า หากต้องการวิ่งเพื่อสุขภาพเขาขอแนะนำว่าอย่าวิ่งเกิน 3 กม. แต่นักวิ่งสมัยนี้มักจะวิ่งระยะไกลกว่านั้น โดยมุ่งหวังความเป็นเลิศ ดังนั้นสิ่งที่นักวิ่งต้องตระหนักถึงให้มากคือ เป้าหมายในการวิ่ง สร้างแรงจูงใจ เช่น การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย สถิติเวลา หาข้อมูลที่ถูกต้องจากแหล่งที่เชื่อถือได้ วางแผนการซ้อมมีวินัยในการฝึกซ้อม “การวางพื้นฐานการวิ่ง ก่อนวิ่งจะต้องวอร์มอัพ หลังวิ่งเสร็จก็คูลดาวน์ เลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสม เช่น รองเท้าวิ่งที่พอดีเท้า น้ำหนักเบา และซัพพอร์ตเท้า เสื้อผ้าที่ระบายอากาศ หากคุณจะวิ่งสิ่งแรกที่คุณต้องทำให้ได้ คือฝึกความอดทนด้วย การวิ่งช้าๆ เริ่มจากน้อยไปหามาก เริ่มจากเบาไปหาหนัก ถ้าคุณอยากวิ่งระยะไกล ต้องฝึกแบบหนักสลับเบา ควรมีช่วงพักร่างกายเพื่อปรับสมดุล”

ดังนั้น ไม่ว่าคุณมีความเสี่ยงหรือไม่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนก็ตาม ควรหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองตั้งแต่วันนี้ ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้มีเฮลตี้ ไลฟ์สไตล์ นอกจากกินอาหารที่ดีมีประโยชน์แล้วก็ควรออกกำลังกายด้วย เพราะการไม่ออกกำลังกาย กินอาหารแคลเซียมต่ำ ไม่ค่อยได้วิตามินดี หรือดื่มชา กาแฟในปริมาณมากเกินไปก็เพิ่มให้มีความเสี่ยงให้เกิดโรคกระดูกพรุนมากขึ้น

 

Garudasana Arms (Arm Variations)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468485

Garudasana Arms (Arm Variations)

โดย….ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การุนดา ก็คือ นกอินทรี ซึ่งก็คือยานพาหนะของพระนารายณ์นั่นเอง การทำแขนแบบนกอินทรี ในเวอร์ชั่นนี้จะเอฟเฟกต์หรือส่งผลกับกล้ามเนื้อแผ่นหลังส่วนบน รวมถึงหัวไหล่ ไหปลาร้าทั้งหมด (Latissimus Dorsi Deltoids) การโฟกัสให้ทำเฉพาะแขน จะทำให้เราค้างท่าได้นานมากขึ้น และลมหายใจที่ยาวและลึก จะส่งผลให้ลดอาการปวดเมื่อยบริเวณ หลังส่วนบนไปจนถึงสะบัก สำหรับนักเรียนที่นั่งพื้นไม่ได้ให้ทำบนเก้าอี้แทน หากใครทำได้ให้ค้างนานถึง 2 นาที

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งขาไขว้กันโดยสอดขาขวาไว้ใต้ก้น ส่วนขาซ้ายอยู่ด้านบน ตั้งแขนขวาแนวฉาก หากทรงตัวไม่ได้ ให้วางก้นลง

 

2 ส่งแขนซ้ายลอดมาใต้ศอกขวา

 

3 ให้แขนพันกันให้ลึกที่สุด จนกระทั่งมือซ้ายอ้อมมาจับข้อมือขวาค้างไว้ประมาณ 10 วินาที หายใจเข้าออกปกติ

 

4 พับแขนไปฝั่งขวาอย่าให้มือหลุดจากกัน จนแขนที่พับขนานกับพื้น หันหน้าไปฝั่งซ้าย หากรู้สึกตึงมากให้ค่อยๆ พับทีละนิด หายใจเข้าออกตามธรรมชาติค้างท่าประมาณ 30 วินาที แล้วค่อยๆ ดึงแขนกลับ แล้วคลายมือออกช้าๆ จากนั้น ค่อยทำสลับข้าง

 

มดลูกเย็น…ความไม่สมดุลของ หยิน-หยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/468484

มดลูกเย็น...ความไม่สมดุลของ หยิน-หยาง

โดย…คณาเวชคลินิกการแพทย์แผนไทย http://www.guashathai.com

การรักษาภาวะผู้มีบุตรยากตามหลักแพทย์แผนจีนนั้น เกิดจากภาวะไตหยางอ่อนแอหรือที่เรียกว่ามดลูกเย็น โดยโรคนี้เกิดจากความไม่สมดุลของหยินและหยางภายในร่างกาย ซึ่งผู้ที่มีบุตรยากส่วนใหญ่  มักมีอาการปวดศีรษะบ่อย เมื่อลุกขึ้นเร็วจะเกิดอาการวูบ บางคนมีอาการหนาวสั่นและไวต่ออากาศมาก สำหรับประจำเดือนก็มักจะมีภาวะผิดปกติ  เช่น ประจำเดือนมาไม่ตรงวันที่กำหนด  บางคนมาช้า บางคนเร็ว หรือแม้กระทั่งมามากหรือมาน้อยผิดปกตินั่นเอง นอกจากนี้สีของประจำเดือนจะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป อาจจะค่อนข้างคล้ำ  มีก้อน โดยก่อนหน้าจะเป็นประจำเดือนก็จะมีอาการปวดท้อง หรือถึงขั้นปวดศีรษะหรือเป็นไข้เลยทีเดียว ทั้งนี้ยังมีปัจจัยอีกหลายสาเหตุที่ส่อแววว่าบุคคลนั้นกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงของการมีบุตรยาก นอกจากการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว การรักษาตามศาสตร์แพทย์แผนจีน ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ ในปัจจุบัน

อ.หยาง เผยเซิน แพทย์จีนประจำคณาเวชคลินิกการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า การรักษาภาวะผู้มีบุตรยากตามหลักแพทย์แผนจีนนั้น สาเหตุที่สำคัญคือ การเกิดภาวะมดลูกเย็น ซึ่งตามหลักแพทย์จีนเกิดจาก 3 สาเหตุใหญ่ๆ  ได้แก่ 1.การรับประทานอาหารประเภทของเย็น อาทิ หัวไช้เท้า มะระ แตงโม มะพร้าว ส้ม และไอศกรีม   2.การสวมเสื้อผ้าบางและไม่มิดชิด  จึงทำให้เกิดลมเข้าทางสะดือได้ง่าย  และ 3.ผู้ที่มีภาวะหยางมากในร่างกาย ไม่ควรรับประทานน้ำผักและผลไม้ปั่น เพราะจะทำให้ร่างกายเย็น ทั้งนี้ผู้ที่มีอาการของมดลูกเย็น มักจะมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ ร่างกายอ่อนเพลีย  นอนไม่เต็มอิ่ม บางครั้งเกิดอาการท้องผูก หรือเกิดอาการร้อนบริเวณอุ้งมือและอุ้งเท้า  ซึ่งอาการเหล่านี้แต่ละคนจะมีอาการที่แสดงออกมาไม่เหมือนกัน หรือมีหลายๆ อาการรวมกัน หากสามารถปรับสภาพร่างกายให้แข็งแรงขึ้นมาก็อาจจะมีโอกาสในการตั้งครรภ์โดยธรรมชาติได้โดยง่าย

การรักษาภาวะมีบุตรยากตามตำราแพทย์แผนจีน จะต้องเริ่มต้นจากการแมะหรือการจับชีพจร และการดูลิ้น เพื่อวินิจฉัยและหาวิธีที่ดีที่สุด ซึ่งจะเน้นการรับประทานยาสมุนไพรเพื่อเข้าไปบำรุงภายในร่างกาย ชนิดของยาจะมีทั้งแคปซูลและยาต้ม โดยการเลือกรับประทานขึ้นอยู่กับว่าคนไข้สะดวกทานชนิดไหน แต่การรับประทานยาต้มจะเข้าถึงยาได้ดีกว่าการรับประทานแบบแคปซูล สมุนไพรจีนที่รักษาภาวะมีบุตรยากหรือมดลูกเย็น ประกอบด้วย หูจื่อ จ้อเกว่ย และอี่หมูเฉ่า

แพทย์แผนจีนจะนำสมุนไพรทั้ง 3 ชนิด มาห่อรวมกันและให้คนไข้นำไปต้มทานที่บ้าน โดยให้รับประทานยาตอนช่วงท้องว่างหรือก่อนมื้ออาหารก็ได้ตามสะดวก แต่ในกรณีคนที่มีปัญหาท้องเสียเมื่อรับประทานยาจีน ให้ปรับเวลาทานยาเป็นหลังมื้ออาหารแทน และควรรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลา 1 เดือน วิธีการต้มสมุนไพรจีน ยาจีน 1 ห่อ สามารถต้มได้ 2-3 ครั้ง โดยต้มแต่ละครั้งใช้อัตราส่วนของน้ำเท่ากัน เติมน้ำสะอาดให้ท่วมยา  แช่ยาไว้ประมาณ 10-20 นาที เพื่อให้สมุนไพรดูดซับน้ำไว้ ในการต้มควรใช้ไฟอ่อนๆ ต้มไปเรื่อยๆ จนเดือดจะอยู่ที่ประมาณ 40 นาที-1 ชั่วโมง หลังจากต้มสมุนไพรจนเดือดให้เทน้ำสมุนไพรใส่แก้วทิ้งไว้พออุ่นๆ แล้วค่อยนำมาดื่มเพื่อบำรุงรักษาภายในของร่างกาย ถ้าหากปฏิบัติอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรง และเพิ่มโอกาสในการมีบุตร

อ.หยาง เผยเซิน แพทย์จีนประจำคณาเวชคลินิกการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า นอกจากวิธีการรับประทานยาสมุนไพรแล้ว การครอบแก้วยังเป็นการขับสารพิษให้ออกมาจากร่างกาย เนื่องจากบางคนมีพิษอยู่ในตัวมาก จึงทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก ฉะนั้นถ้าหากขับพิษออกมาแล้ว และรับประทานยาสมุนไพรบำรุง ก็จะสามารถช่วยรักษาอาการของมดลูกเย็น ที่เป็นสาเหตุของภาวะการมีบุตรยากได้อย่างแน่นอน

 

Lotus In Cobra Pose (Padma Bhujangasana)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/467391

Lotus In Cobra Pose (Padma Bhujangasana)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ประโยชน์ของท่านี้ ช่วยยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน (Leg adductors) รวมทั้งกระดูกเชิงกรานได้รับการนวดและเส้นเอ็น บริเวณหัวเข่า ข้อเท้า ได้รับการยืด แต่ก็ไม่อาจนับว่าเป็นท่าอาสนะที่ง่ายสำหรับผู้ฝึกใหม่ หรือสำหรับคนที่มีปัญหาบาดเจ็บที่หัวเข่า ข้อเท้า อาจค่อยๆ ฝึกท่านี้ หรืออาจงดฝึก บางครั้งการฝึกท่านี้อาจมีความกดดันที่ข้อมือ การกราวด์มือจึงสำคัญ แยกนิ้วมือออกจากกันโดยเฉพาะช่วงง่ามนิ้วโป้งและนิ้วชี้ให้น้ำหนักลง ปลายโคนและสันมือ และควรกระจายน้ำหนักลงโคนนิ้วมือเป็นหลัก โดยเฉพาะโคนมือช่วงนิ้วโป้งและนิ้วชี้ (โคนนิ้วมือคือส่วนที่นูนๆ ขึ้น) ส่วนปลายนิ้วมือ ถ้ารู้สึกเกร็งให้ยกนิ้วก้อยขึ้นมาเล็กน้อยก่อนเพื่อให้น้ำหนักเคลื่อนเข้ามาแล้วค่อยวางลงที่เดิม อย่าให้น้ำหนักลงข้อมือมากเกินไป

วิธีปฏิบัติ

1 จากท่านั่งดอกบัว (ขาซ้ายอยู่ล่าง ขาขวาอยู่บน) ให้วางฝ่ามือทั้ง 2 ข้างด้านหน้าแล้วยกก้นลอยขึ้นมา

 

2 นอนคว่ำลง ประสานมือใต้คางหายใจเข้าออก ประมาณ 10 วินาที

 

3 วางฝ่ามือทั้ง 2 ข้าง ใต้ราวนมเล็กน้อยแล้วใช้ทิป การวางมืออย่างที่ครูแนะนำในตอนต้นวางหน้าผากที่พื้นให้สบาย

 

4 หายใจเข้าดันตัวขึ้นจากพื้น คล้ายกับตอนเราทำท่างูเห่าแบบปกติกด เชิงกรานลง งอข้อศอกเพื่อเซฟข้อต่อหายใจเข้าออกประมาณ 10 วินาที ค้างท่าสักครู่ เวลาคลายให้นอนคว่ำลงก่อน แล้วค่อยคลายขาออก แล้วนอนคว่ำ พักสักครู่ หากยังรู้สึกตึงหลังขึ้นมาพักท่าเด็กหมอบก่อน จากนั้นค่อยทำสลับข้าง