ไขมันสะสมในร่างกาย ตรวจไว ห่างไกลโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/467390

ไขมันสะสมในร่างกาย ตรวจไว ห่างไกลโรค

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

หากจะถามว่าอะไรเป็นสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บของคนในยุคปัจจุบันมากที่สุด คำตอบคงจะหนีไม่พ้นคำว่า “ไขมันส่วนเกินในร่างกาย” หรือเรียกง่ายๆ ว่าโรคอ้วน(Obesity) เพราะปัจจุบันภาวะอ้วน คือ โรคในกลุ่มโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่จำเป็นต้องดูแลรักษาแบบจริงจังเหมือนโรคอื่นๆ เพราะเป็นต้นเหตุของอีกหลายๆ โรค โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเส้นเลือดสมองตีบ หรือแม้กระทั่งโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนและแม่นยำว่า ใครบ้างที่กำลังเป็นโรคอ้วน (Obesity) หรือใครบ้างที่กำลังมีไขมันส่วนเกินสะสมอยู่ในร่างกาย นั่นคือการตรวจ Body composition ด้วยวิธี Dual Energy X-ray Absorptiometry (DXA) หรือ DXA whole body scan ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ถูกนำมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรคอ้วนมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะมีความน่าเชื่อถือสูงสะดวกสบายในการตรวจ ค่าใช้จ่ายในการตรวจแต่ละครั้งไม่สูงมาก และ DXA whole body scan ยังเป็นเครื่องมือที่สามารถตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบต่างๆ ภายในร่างกายได้อย่างละเอียด แม่นยำ อีกด้วย

นพ.เสฏฐวุฒิ

 

นพ.เสฏฐวุฒิ งามเมธิชัยวงศ์ แพทย์ประจำศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111 กล่าวว่า ผู้ที่ควรตรวจ DXA whole body scan ได้แก่

1.คนที่ทราบว่าตัวเองอ้วน น้ำหนักเกินจากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และต้องการตรวจว่าองค์ประกอบของไขมันตามส่วนต่างๆ ในร่างกายมีเท่าใด เพื่อเป็นการเริ่มต้นการวางแผนลดไขมันและเพิ่มมวลกล้ามเนื้ออย่างถูกจุด

2.คนที่อ้วนลงพุง ซึ่งมีรอบเอว ≥ 90 ซม.ในชาย และ ≥80 ซม.ในหญิง ควรได้ตรวจวิเคราะห์ไขมันที่สะสมในช่องท้องหรือตามอวัยวะภายในต่างๆ เพื่อวางแผนลดไขมันอย่างถูกวิธี ถือเป็นการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ได้ด้วย

3.คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เล่นกีฬาประจำ หรือเป็นนักกีฬาอาชีพ แนะนำตรวจเพื่อประเมินองค์ประกอบของร่างกาย เน้นในส่วนของการลดไขมันสะสมในร่างกาย สร้างมวลกล้ามเนื้อและสร้างความสมดุลของกล้ามเนื้อในแต่ละส่วน ซึ่ง DXA whole body scan สามารถบอกได้ว่าเรามีจุดเด่น จุดด้อยตรงไหน เพื่อจะได้กลับไปพัฒนา หรือใช้ติดตามความก้าวหน้าของการออกกำลังกาย เช่น ดูไขมันที่ลดลง และกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น โดยที่เราแทบจะไม่ต้องสนใจตัวเลขที่เป็นน้ำหนักบนเครื่องชั่งน้ำหนักเลย

4.กลุ่มที่มีโรคหรือความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ ไขมัน และระบบการเผาผลาญของร่างกาย เช่น ผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือมีความเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อลดลง คนไข้ที่ทานยาต้านไวรัสเอดส์ที่เริ่มมีภาวะไขมันกระจายตัวผิดปกติ คนไข้ที่เป็นโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน หัวใจ มะเร็ง เป็นต้น

สำหรับข้อแนะนำในการเตรียมตัวก่อนไปตรวจ DXA whole body scan นั้น ไม่ต้องงดอาหาร งดน้ำ ก่อนการตรวจ เปลี่ยนชุดก่อนเข้าตรวจ ถอดสิ่งที่เป็นโลหะทุกชนิดออกจากร่างกาย เเต่หากมีเหล็กดามอยู่ที่กระดูกในร่างกายก็สามารถตรวจได้ตามปกติ ควรปัสสาวะก่อนตรวจ เพื่อความถูกต้องและแม่นยำของค่าการตรวจ ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ก่อนการตรวจระหว่างที่ทำการตรวจ ควรนอนนิ่งๆ ประมาณ 10 นาที จัดท่าตามเจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์แนะนำ และรอเครื่องสแกนจนเสร็จ และขั้นตอนสุดท้าย คือ พบแพทย์เพื่อฟังผลการตรวจและคำแนะนำต่างๆ

DXA whole body scan เป็นเครื่องมือที่ดีในการตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกาย ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก มีความถูกต้องและแม่นยำสูง ตรวจได้ง่าย รวดเร็ว ตรวจแล้วสามารถทราบผลทันที ทำให้วางแผนการลดไขมันและสร้างกล้ามเนื้อต่อไปได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น จึงนับเป็นทางเลือกใหม่ที่ดีของการดูแลสุขภาพในยุคนี้

 

วิธีเพิ่มการกินผักผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/466787

วิธีเพิ่มการกินผักผลไม้

โดย…สมแขก

ผักผลไม้ มีกากใยสูง ไร้ไขมัน ช่วยให้อิ่มไว อยู่ท้อง และระบบขับถ่ายดี กินผักเยอะ ทำให้กินอาหารอย่างอื่นได้น้อยลง นอกจากนี้ยังมีวิตามิน กินเป็นประจำเพื่อสุขภาพที่ดีและปราศจากโรค แต่หลายคนกินผักน้อย ซึ่งการบริโภคผักและผลไม้น้อยก่อให้เกิดการสูญเสียทางสุขภาพ ส่งผลต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น

องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดเกณฑ์มาตรฐานการบริโภคผักและผลไม้ใน 1 วันไว้ว่าไม่ควรน้อยกว่า 400 กรัม แต่จากการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของคนไทยกลับพบว่า คนไทย 75% กินผักผลไม้น้อยกว่าวันละ 400 กรัม หลายคนสงสัยว่า ผักผลไม้ 400 กรัมมีปริมาณเท่าใด?

สุจิตต์ สาลีพันธ์ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เลยแนะนำให้คิดเป็นทัพพีก็ได้ คือควรบริโภคไม่ต่ำกว่าวันละ 5 ทัพพี โดยแบ่งเป็น 5 ส่วน ประกอบด้วยผัก 3 ส่วน ผลไม้ 2 ส่วน แต่พฤติกรรมการกินของคนไทยที่ส่วนใหญ่กินอาหารนอกบ้านและเน้นสะดวกสบาย จะกินผลไม้มากขึ้นได้อย่างไร วรรณ์วรี สรรพกุลโรจน์ หลักการรวมอาหาร (Food Combination) และเจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ Healthy Living by Bud มีวิธีเพิ่มการกินผักผลไม้ในชีวิตประจำวันง่ายๆ มาฝากกัน

ปั่นกรีนสมูทตี้ เลือกผลไม้ที่ชอบ เช่น กล้วย แอปเปิ้ล องุ่น ปั่นกับผักสด หรือผักลวก (ลวกน้ำเดือดไม่เกิน 10 วินาที) ดื่มตอนท้องว่าง หรือก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที ถ้าไม่มีเวลามากสำหรับมื้อเช้า ให้เตรียมผลไม้ให้พร้อมล่วงหน้า เช่น กล้วย แอปเปิ้ล ส้ม หรือผลไม้ที่ชอบ ระหว่างเดินทางไปทำงาน

เก็บผลไม้และผักติดตู้เย็น แช่ผลไม้ หรือแครอตจิ๋ว ผักต่างๆ ไว้ในตู้เย็นแทนขนม หรือช็อกโกแลต เวลาหิวจะได้หยิบผลไม้แทน และมีผักไว้กินทุกมื้อ

ทุกครั้งที่ต้มซุป เพิ่มผักเข้าไป จะกินได้ง่ายขึ้นและอิ่มขึ้น เช่น ใช้ดอกกะหล่ำบดต้มแทนข้าวต้ม อร่อยหอม ประโยชน์สูง ไม่อ้วนด้วย

แพ็กอาหารไปกินที่ทำงาน เตรียมผักสลัดไว้ล่วงหน้า และทำเมนูข้าวอบง่ายๆ ใช้หม้อหุงข้าวทำหรือเป็นพวกฟักทองนึ่ง กินกับสลัด หรือไข่ต้มกินกับผักสลัด ก็ได้ 1 มื้อที่มีประโยชน์แล้ว โดยพกผักสลัดหรือผักลวกไปด้วย ส่วนมากเวลากินอาหารนอกบ้าน มักจะให้ผักในปริมาณน้อย พกผักไปด้วยและกินผักก่อนอาหารอย่างอื่น จะช่วยให้อิ่ม และกินอย่างอื่นได้น้อยลง

 

ใส่ใจสังเกตคนใกล้ชิดสักนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/466562

ใส่ใจสังเกตคนใกล้ชิดสักนิด

โดย…ชลญ่า ภาพ เอพี

ข่าวการฆ่าตัวตายมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ เมื่อกลางเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ก็มีข่าวนักเรียนคิดสั้นด้วยการกระโดดสะพานแม่น้ำน่านหวังฆ่าตัวตาย โชคดีที่ทหารนายหนึ่งเผอิญไปเห็นแล้วเข้าช่วยชีวิตไว้ทัน แต่ถ้าทหารคนนี้ไม่เผอิญไปเห็นเข้าน้องคงเสียชีวิต แล้วพ่อแม่ของน้องก็คงต้องเสียใจมากที่ต้องสูญเสียลูกสาวผู้เป็นที่รักไป

องค์การอนามัยโลก พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายแต่ละครั้ง มีผลกระทบต่อคนใกล้เคียงอย่างน้อย 6 คน หากเหตุการณ์เกิดขึ้นในโรงเรียนหรือโรงงาน ก็จะมีผลกระทบต่อคนได้เป็นจำนวนร้อยเลยทีเดียว ดังนั้นปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตายไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว เนื่องจากความถี่ของปัญหามีมากขึ้นกว่าในอดีต รวมทั้งระดับความเครียด ความกดดันที่สูงขึ้นของผู้คนในสังคม ซึ่งไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้คนใกล้ตัวหรือคนที่เรารักคิดฆ่าตัวตาย แล้วถ้าวันหนึ่งหากได้ยินคนใกล้ตัวอาจจะเป็นลูก เป็นพี่ เป็นน้อง หรือคนในครอบครัวคนอื่นๆ เอ่ยปากว่าอยากฆ่าตัวตายจะทำอย่างไร

แน่นอนว่าหากเราได้คำพูดแบบนี้จากปากคนใกล้ตัว ญาติหรือคนที่เรารัก เป็นเรื่องที่ควรจะใส่ใจและหันกลับมาดูคนที่พูดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ทำไมเขาถึงพูดอย่างนี้ เขามีอะไรในใจหรือมีปัญหาอะไร อย่าได้คิดแบบคนมองโลกในแง่ดีว่าคงไม่มีอะไรหรอก ก็แค่เขาพูดเล่นๆ เท่านั้น เพราะหากคุณคิดอย่างนั้นอาจจะเสียใจภายหลังได้

นพ.ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ การเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายนับเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการสูญเสียที่สามารถป้องกันได้ 90% ของผู้ที่ลงมือกระทำการฆ่าตัวตายเป็นผลมาจากโรคซึมเศร้าซึ่งรักษาได้ เพียงแต่ผู้ป่วยเองหรือผู้ใกล้ชิด ต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค และให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงทีก่อนเกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้น การที่ได้ยินคนใกล้ตัวพูดอย่างนี้อย่าได้มองข้าม แต่ให้ใส่ใจด้วยการสังเกตอาการของคนคนนั้นว่ามีความผิดปกติอย่างไรหรือไม่ จะได้ให้การช่วยเหลืออย่างถูกต้องเพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นพ.ไกรสิทธิ์ กล่าวว่า คนที่มีลักษณะเสี่ยงต่อปัญหาการฆ่าตัวตาย ได้แก่ คนที่มีความสามารถในการปรับตัวและแก้ปัญหาในชีวิตได้ไม่ดี คนที่เพิ่งประสบกับความผิดหวัง ล้มเหลวหรือสูญเสียในชีวิตที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียคนรัก คนในครอบครัว การล้มเหลวด้านการงาน ธุรกิจ การเงิน หนี้ท่วม หุ้นตก การเรียนตกต่ำ ทำให้เกิดอาการท้อแท้ คนที่ต้องประสบกับการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงทางกาย เช่น โรคเอดส์ โรคมะเร็ง คนที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย

“รวมถึงคนที่อยู่ในภาวะซึมเศร้ารุนแรง ที่มักแสดงออกให้สังเกตเห็นเป็นสัญญาณได้หลายอย่าง เช่น คิดว่าตัวเองไร้ค่า มีแต่ความล้มเหลวทำอะไรไม่สำเร็จ รู้สึกท้อแท้ รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ ไม่รู้จะอยู่ไปเพื่ออะไร คิดถึงคนที่ตายไปแล้ว สนใจข่าวการตาย ขาดความสนใจในตัวเอง ปล่อยเนื้อปล่อยตัวไม่ดูแลตัวเอง ไม่กินข้าว ไม่อาบน้ำ ไม่นอน ชอบเก็บตัวตามลำพัง แยกตัวจากครอบครัวและเพื่อนฝูง ขาดความสนใจต่อสิ่งรอบข้าง ไม่รู้สึกสนุกสนานกับสิ่งที่เคยชอบ มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ดื่มเหล้าจัด ขับรถเร็ว พูดบ่น หรือเขียนข้อความเกี่ยวกับความคิดอยากตาย จัดการกับภาระสุดท้ายต่างๆ เช่น ทำพินัยกรรมยกสมบัติส่วนตัวให้ผู้อื่น เป็นต้น”

จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวต่อว่า เมื่อพบว่าคนใกล้ชิดมีลักษณะบ่งบอกว่ามีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายแล้วต้องรีบให้ความช่วยเหลือ ป้องกัน สามารถทำได้ในหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยคนที่คิดฆ่าตัวตายมักมองโลกในแง่ลบ คิดว่าไม่มีใครช่วยเขาได้ เราจึงควรเป็นฝ่ายเข้าหาเขามากกว่ารอให้เขาร้องขอ คนที่คิดฆ่าตัวตาย ต้องการความเห็นอกเห็นใจ และต้องการผู้เข้าใจปัญหา เข้าใจความรู้สึกของเขา ควรฟังด้วยท่าทีที่พร้อมรับฟังในสิ่งที่เขาเล่า ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไม่มีท่าทีตำหนิ หรือด่วนสรุปตัดสินว่าเขาไม่ควรทำอย่างนั้นอย่างนี้

“ท่าทีที่สนใจสามารถช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นว่ามีคนห่วงใย ถ้ามีความคิดอยากตายค่อนข้างรุนแรง ต้องอย่าปล่อยให้อยู่คนเดียว ควรมีคนอยู่ด้วยตลอด เก็บของมีคม ยาหรือสารเคมีที่อาจใช้ทำร้ายตัวเองได้ ถ้าจำเป็นจริงๆ อาจต้องนำส่งที่โรงพยาบาลเพื่อรับการช่วยเหลือที่ถูกต้องปลอดภัยต่อไป โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่สามารถรับผู้ป่วยจิตเวชได้ เนื่องจากมีความพร้อมในด้านสถานที่ บุคลากร และวิธีการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม ข้อควรจำคือทำมากเกินไป ดีกว่าทำน้อยเกินไป”

การได้ช่วยเหลือคนให้พ้นจากวิกฤตการฆ่าตัวตาย ถือเป็นบุญกุศลใหญ่ เพราะเท่ากับช่วยคนใกล้ชิดอีกหลายชีวิตให้พ้นจากความทุกข์ใจจากการสูญเสีย เพราะฉะนั้นอย่าเฉยเมยและไม่ใส่ใจ หากได้ยินคนใกล้ตัวออกปากว่าอยากฆ่าตัวตาย หันไปดูเขาหน่อยว่ามีปัญหาอะไรไหม เพราะเราอาจช่วยเหลือเขาได้ถ้าหากเขาคิดฆ่าตัวตายจริง

 

มะเร็งเต้านม ภัยร้ายที่ผู้หญิงไทยต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/466551

มะเร็งเต้านม ภัยร้ายที่ผู้หญิงไทยต้องรู้

โดย…กันย์ ภาพ  คลังภาพโพสต์ทูเดย์

มะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งในผู้หญิงที่พบมากเป็นอันดับ 1 ทั่วโลก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่ามีผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่ประมาณ 2 หมื่นคน/ปี หรือ 55 คน/วัน มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นทุกปี ขณะที่ผู้หญิงอเมริกัน คาดการณ์ว่าเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านมราว 40,450 คน ในปี 2015 ส่วนในปี 2016 พบผู้ป่วยหญิงอเมริกันรายใหม่ที่มีการแพร่เชื้อของมะเร็งเต้านมจำนวน 246,660 คน และที่ยังไม่มีการแพร่เชื้อมะเร็งประมาณ 6.1 หมื่นคน

แม้ว่ามะเร็งเต้านมจะเป็นโรคที่เราได้ยินมานาน จนเรียกได้ว่าเป็นโรคใกล้ตัวผู้หญิง ซึ่งปัจจุบันพบเป็นมะเร็งร้ายอันดับ 1 ที่พบในผู้หญิงทั่วโลก หากแต่ยังมีความเข้าใจผิดบางประการเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมที่เราควรรู้ไว้ ไม่ว่าจะเป็นข้อสงสัยที่ว่าขนาดเต้านมเล็กอาจมีโอกาสเสี่ยงน้อยกว่าเต้านมใหญ่ มีก้อนเนื้อแต่ไม่เจ็บไม่ใช่มะเร็ง หรือการทำรังสีจากเครื่องแมมโมแกรม ยิ่งทำยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม

นพ.สาธิต ศรีมันทยามาศ ศัลยแพทย์มะเร็งเต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด หากแต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่สัมพันธ์กับการเกิดโรค เช่น ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ปัจจัยทางพันธุกรรม โดยเฉพาะหากครอบครัวมีญาติสายตรง หรือมีญาติเคยเป็นมะเร็งเต้านมเมื่ออายุน้อย ปัจจัยด้านฮอร์โมนเพศ คือเริ่มมีประจำเดือนเมื่ออายุน้อยกว่า 12  ปี หรือประจำเดือนหมดช้าหลังอายุ 55 ปี ผู้หญิงที่ไม่มีบุตรหรือมีบุตรคนแรกหลังอายุมากกว่า 30 ปี

นอกจากนี้ ผู้หญิงที่กินยาฮอร์โมนทดแทนหลังวัยทองเป็นระยะเวลานานเกิน 5 ปี ปัจจัยทั้งหมดนี้ก็มีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน รวมทั้งการดื่มสุรา การฉายรังสีบริเวณทรวงอก และการกินยาคุมกำเนิด ซึ่งพบว่าเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับโรคอยู่บ้าง แต่ไม่ชัดเจนมากนัก ระยะอาการของมะเร็งเต้านมและโอกาสรักษาให้หาย อาจเรียกว่าเป็นโรคร้ายที่แฝงมาอย่างเงียบๆ เพราะอาการเริ่มต้นของมะเร็งเต้านม ส่วนใหญ่มักจะไม่รู้สึกเจ็บ จนกระทั่งก้อนเนื้อเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือลุกลามไปยังอวัยวะส่วนอื่น เมื่อนั้นผู้ป่วยจึงจะเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น

“มะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรกจะเป็นก้อนเล็กๆ หรือเป็นเพียงแค่กลุ่มหินปูน ซึ่งไม่สามารถคลำได้ อีกทั้งมักไม่มีอาการเจ็บ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่รู้สึกเจ็บอาจพบเพียงแค่ 10% เท่านั้น ซึ่งบ่งบอกได้ว่าก้อนเนื้อมักมีขนาดใหญ่ จนเกิดการบดเบียด ดึงรั้ง หรือก้อนเนื้ออาจมีการอักเสบร่วมด้วย สำหรับคนไข้ส่วนใหญ่ที่มาพบหมอ มักจะอยู่ในระยะที่คลำเจอก้อนแล้ว หรือบางรายอาจมีเต้านมผิดรูปหรือแผลที่เต้านม ซึ่งก้อนเนื้อหากมีขนาดใหญ่ไม่เกิน 2 ซม. และไม่มีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง ถือเป็นอาการในระยะที่ 1 แต่หากคลำเจอก้อนที่มีขนาดใหญ่เกิน 2 ซม. หรือมีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง มักเป็นอาการในระยะที่ 2 หรือ 3 แล้ว ซึ่งการตรวจเจอในระยะเริ่มต้น เช่น ในระยะ 0 หรือระยะที่ยังไม่มีการลุกลาม โอกาสที่ผู้ป่วยจะมีอัตราเวลาการรอดชีวิตเกิน 10 ปี สูงถึง 95-100%

การตรวจเช็กเต้านมด้วยตนเองควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไปและตรวจเป็นประจำทุกเดือน และเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจโดยแพทย์ร่วมกับการตรวจทางรังสีด้วยเครื่องแมมโมแกรม และอัลตราซาวด์ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการตรวจหามะเร็งในระยะเริ่มต้น หรือระยะก่อนลุกลามเพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิตหรืออัตราการรักษาให้หาย ถ้าก้อนที่ตรวจพบจากแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ มีลักษณะที่บ่งบอกว่ามีโอกาสเป็นมะเร็ง จึงจะทำการเจาะชิ้นเนื้อมาตรวจโดยใช้เข็ม ซึ่งเป็นการตรวจที่คนไข้ไม่ต้องเจ็บตัวมากและไม่ทำให้เนื้องอกมีการลุกลามหรือแพร่กระจาย

สำหรับการรักษาโรคมะเร็งเต้านมหลักๆ คือการผ่าตัดสำหรับมะเร็งระยะที่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปอวัยวะอื่น ซึ่งปัจจุบันสามารถผ่าตัดได้ทั้งแบบสงวนเต้าคือผ่าออกเฉพาะบางส่วนที่มีปัญหา เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำอีก และเพิ่มอัตราการรอดชีวิต

ความเข้าใจผิด

1.อาหารไขมันสูง ของมัน ของทอด เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง อาหารไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านมโดยตรง แต่อาหารบางอย่างจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม เช่น อาหารไขมันสูง เมื่อรับประทานมากๆ จะสะสมกลายเป็นไขมันในร่างกาย และเปลี่ยนไปเป็นฮอร์โมน เอสโตรเจน ซึ่งฮอร์โมนเพศมีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม ส่วนอาหารพวกเนื้อสัตว์ก็ไม่ได้พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านมด้วย นอกจากนี้การบริโภคพืชผักหรือไฟเบอร์จะช่วยลดการเกิดมะเร็งได้ ทุกชนิด รวมทั้งมะเร็งเต้านมด้วย

2.การสวมชุดชั้นในขณะนอนหลับ เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานใดที่สามารถยืนยันได้ถึงความเกี่ยวพันดังกล่าว การสวมชุดชั้นในขณะหลับจึงไม่ได้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมแต่อย่างใด
3.หากไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม เราก็จะไม่เป็นมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะมะเร็งเต้านมมีความสัมพันธ์กับพันธุกรรมแค่ 10% และมะเร็งเต้านมในปัจจุบันเกิดขึ้นได้เองมากกว่าเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดังนั้นผู้หญิงทุกคนมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้

4.ผู้หญิงที่มีเต้านมเล็ก มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่าผู้หญิงเต้านมใหญ่

ข้อเท็จจริง ไม่เป็นความจริง ปัจจัยเรื่องขนาดไม่ได้มีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

5.ทำแมมโมแกรมบ่อยๆ เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่มีน้ำหนักเพียงพอยืนยันถึงความเชื่อ ดังกล่าว อีกทั้งรังสีที่ใช้ในการตรวจแมมโมแกรมมีปริมาณน้อยนิด รวมทั้งการตรวจเช็กแมมโมแกรมเพียงปีละครั้ง ก็ไม่ได้มีอันตรายหรือเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมแต่อย่างใด

 

โยคะเรียกพลัง งานหนักแค่ไหนก็ยังสดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/466355

โยคะเรียกพลัง งานหนักแค่ไหนก็ยังสดใส

โดย…พุสดี

ใกล้สิ้นปีแบบนี้ เป็นช่วงเวลาที่หลายคนรอคอยก็จริง เพราะจะได้วางโปรแกรมเที่ยวให้ฉ่ำปอด แต่ขณะเดียวกันก็เป็นอีกช่วงที่งานยุ่งเหลือเกิน เพราะต้องสะสางสารพัดโปรเจกต์ที่ทำมาทั้งปีให้ลงตัว บางคนต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ หรือโต้รุ่งก็ยอม ผลพวงจากการทำงานหนัก ต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจทำให้รู้สึกปวดตา ปวดหลัง เหน็บชากล้ามเนื้อ พอซ้ำเติมด้วยการนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ เลยทำให้อาการทางร่างกายของมนุษย์เงินเดือนหลายคนเลยฟ้องผ่านขอบตาคล้ำดำ ใบหน้าไม่สดใส ดูไม่กระฉับกระเฉง บางครั้งอาจมีอาการเคร่งเครียด ซึ่งหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่

งานนี้เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับงานหนักและทริปท่องเที่ยวในฝัน “ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ” และ “ครูบี-กุลรัตน์ ทวีนุช” สองกูรูโยคะเมืองไทย และผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี (Yoga & Me) มีท่าฝึกโยคะแก่เหล่ามนุษย์เงินเดือนยุคใหม่ที่งานรัดตัวมาแนะนำ เพื่อช่วยสร้างความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า รวมถึงแขน หลัง ต้นขา น่อง เอ็นร้อยหวาย เพื่อคลายอาการหดตึงกล้ามเนื้อช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ได้ดี ลดอาการปวดหลัง ปวดศีรษะ คลายความเครียด บรรเทาอาการซึมเศร้า และนอนไม่หลับ

Downward Facing Dog

1.Downward Facing Dog

ท่านี้จะช่วยลดอาการตึงเครียดและอาการซึมเศร้าและช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังช่วยยืดกล้ามเนื้อหลัง ต้นขา น่อง เอ็นร้อยหวาย มือจากการนั่งนาน แถมลดอาการปวดหลัง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ นอนไม่หลับอีกด้วย

1.กางมือออกกว้างเท่าช่วงไหล่ เท้ากว้างเท่าช่วงสะโพก

2.ยกสะโพกขึ้นสูง

3.เหยียดแขนและขาตรง

4.ปล่อยศีรษะ สบาย ผ่อนคลาย

Upward Facing Dog

2.Upward Facing Dog

การนั่งทำงานนานๆ หน้าคอมพิวเตอร์อาจทำให้ร่างกายไม่ได้ขยับและค้างท่าโดยไม่รู้ตัว จนอาการเหน็บชาเริ่มถามหา ท่านี้จะช่วยสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อหลังและแขน บรรเทาอาการปวดหลัง ลดภาวะความเครียด อาการปวดศีรษะลง และช่วยทำให้นอนหลับสบาย

1.นอนคว่ำหน้าลงพื้น แขนทั้งสองข้างแนบลำตัว ผ่อนคลายกล้ามเนื้อสบาย

2.งอแขนทั้งสองข้างลำตัวระหว่างหน้าอก เงยหน้าขึ้น คางวางบนพื้น

3.มือดันพื้น ห่อไหล่เข้าหาท้ายทอย มือที่ดันพื้นจนแขนเหยียดตรง ยกสะโพกสูง ลำตัวท่อนบนไม่สัมผัสกับพื้น คุม
น้ำหนักตัวลงไปที่มือและเท้า

4.แหงนหน้าขึ้นแอ่นคอไปข้างหลัง ลำตัวตั้งตรง

Standing Half Forward Bend

3.Standing Half Forward Bend

แม้จะยอมปิดจอคอมพิวเตอร์ เข้านอนแล้ว แต่ความเครียดสั่งสมจากงานอาจยังไม่หมดไป ความเครียดที่ตามมาแบบไม่รู้ตัวนี้เอง มีผลให้กล้ามเนื้อตามร่างกายเริ่มปวดเมื่อย ทางที่ดีควรหยุดพักสักนิด ลุกขึ้นมาฝึกท่านี้จะช่วยยืดกล้ามเนื้อหลัง ไหล่ ข้อมือ เอ็นร้อยหวาย น่อง เพื่อบรรเทาอาการปวดหลัง ปวดศีรษะ ผ่อนคลายความเครียด อ่อนเพลีย สมองปลอดโปร่ง

1.ยืนตรง แยกเท้าออกเท่าช่วงสะโพก

2.ก้มตัวไปข้างหน้า โดยที่หลังยังคงยืดตรงอยู่ มือทั้งสองข้างลงบนพื้น หากวางมือไม่ถึงพื้น สามารถนำมาวางไว้ที่หน้าแข้งได้

3.ขณะทำท่าให้รู้สึกยืดตั้งแต่ข้อเท้า กล้ามเนื้อด้านหลังขา ก้น หลังส่วนล่างไล่ขึ้นมาจนถึงแขน

โยคะบนใบหน้าโซนบริเวณหน้าผาก

 

4.โยคะบนใบหน้าโซนบริเวณหน้าผาก

เป็นสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อบนใบหน้า เพื่อให้ผิวรู้สึกกระชับ แลดูอ่อนวัย โดยท่าโยคะโดยใช้กล้ามเนื้อบนใบหน้าจะช่วยลดการเกิดริ้วรอยจากความเครียดสะสม การย่นหน้าผาก หรือการขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว

1.เริ่มจากการวางนิ้วชี้ไว้ที่โคนผมกลางหน้าผาก และนิ้วนางไว้บนหว่างคิ้ว เป็นการตรึงผิว (หายใจเข้า) ดวงตามองต่ำ

2.ใช้นิ้วกลางกดน้ำหนักบนกล้ามเนื้อรูดจากบนลงไปช้าๆ (หายใจออก)

3.จากนั้นเลื่อนมือออกด้านข้าง เพื่อยืดกล้ามเนื้อซ้ายและขวา ทำซ้ำกัน 3-5 ครั้ง

 

โยคะท่าดอกบัว เน้นนวดกระดูกเชิงกรานและข้อต่อสะโพก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/466197

โยคะท่าดอกบัว เน้นนวดกระดูกเชิงกรานและข้อต่อสะโพก

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าดอกบัว ไม่ใช่ท่าที่ง่ายเลยสำหรับคนทั่วไป เพราะต้องจัดการกับ สะโพก หัวเข่า ข้อเท้า ให้รู้สึกมีความสุขขณะค้างท่า และถึงแม้ว่าจะรู้สึกตึงขณะค้างท่าแต่ก็สามารถพอทนได้ สำหรับคนที่มีปัญหากับบริเวณดังกล่าว ท่าดอกบัวอาจสร้างปัญหาได้ ดังนั้นให้ฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป สำหรับโยคี ท่านั่งดอกบัวนับเป็นท่ายากในการใช้นั่งสมาธิให้ได้นานๆ ในเวอร์ชั่นนี้เราจะเน้นนวดกระดูกเชิงกรานและข้อต่อสะโพก ผ่อนคลายกล้ามเนื้อและข้อต่อช่วงล่างเป็นหลัก การนอนลงจะลดแรงกดที่บริเวณเข่าและข้อเท้าได้มากกว่านั่ง

วิธีปฏิบัติ

1 ยืดขาขวาพับขาซ้ายเข้ามาซ้อนให้ลึกๆ ใกล้ขาหนีบ เพื่อเตรียม

 

2 ใช้มือช่วยจับขาขวาขึ้นมาซ้อนขาซ้ายอีกที ค้างท่าประมาณ 10 วินาที หายใจเข้าออก

 

3 วางมือทั้ง 2 ข้างด้านหน้า ยกก้นและสะโพกขึ้น ตั้งเข่าไว้ที่พื้น

 

4 เดินมือไปด้านหน้า แล้วนอนคว่ำลงประสานมือไว้ใต้คาง ค้างท่าประมาณ 30 วินาที หายใจเข้าออก

 

5 ส่งตัวให้ท้องแนบกับพื้นมากขึ้น ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ หลับตาสบายๆ ค้างท่าประมาณ 1-2 นาที หายใจเข้าออกธรรมชาติ แล้วแกะขาออก นอนคว่ำสักครู่ พักแก้มไปด้านในด้านหนึ่ง วางแขน 2 ข้าง ไว้ข้างลำตัว แล้วค่อยลุกกลับขึ้นมานั่งใหม่ แล้วลองทำสลับข้าง

 

วิธีการขจัดความเศร้า แบบแพทย์แผนจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

9 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/466196

วิธีการขจัดความเศร้า แบบแพทย์แผนจีน

โดย…พจ.สุชานุช พันธุ์เจริญศิลป์  คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

มีคนจำนวนมากบนโลกใบนี้ที่ทุกข์ระทมจมอยู่กับ “ความเศร้า” จนทำให้เกิดโรคซึมเศร้า เก็บตัว พูดคุยกับคนรอบข้างน้อยลง เกิดจากหลากหลายปัจจัย เช่น ไม่เคยผิดหวัง หรือไม่เคยล้มเหลวในชีวิต มองโลกในแง่ร้าย ประกอบกับสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้การสื่อสารพูดคุยกันน้อยลง เมื่อมีปัญหาผ่านเข้ามาในชีวิต แต่ไร้ที่ปรึกษา ปัญหาเล็กๆ ที่เก็บไว้ระบายออกไปไม่ได้ หดหู่ ร้องไห้ น้อยเนื้อต่ำใจ และหากปลดอารมณ์นี้ไม่ได้ก็อาจจะพัฒนาต่อไปกลายเป็นความกลัว การเก็บกด ตามลูกศรที่ปรากฏดังรูป

ในแพทย์จีนมีคำกล่าวว่า “ความเศร้าบั่นทอนชี่” (เปยเจ๋อชี่เซียว) ไม่มีแรงอยากทำอะไร รู้สึกหดหู่ และเมื่อชี่ปอดลดลงจะกระทบถึงการทำงานของหัวใจ การไหลเวียนของเลือดน้อยลง ชี่ปอดติดขัด ทำให้ส่วนบนของร่างกายรู้สึกไม่ปลอดโปร่ง ปรากฏเป็นไฟที่คุกรุ่นไม่ถูกระบายออก เอาชนะความเศร้าด้วยความสุข

แพทย์แผนจีนกล่าวไว้ว่า อารมณ์ดีใจ หรือความสุข (หัวใจเป็นธาตุไฟ) ชนะความเศร้า (ปอดเป็นธาตุทอง) เพราะไฟเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถหลอมละลายทองได้ ความดีใจทำให้เกิดการกระตุ้นการบีบตัวของหัวใจ จนสามารถทำให้ชี่กระจายออก ทำให้ส่วนบนของร่างกายที่เปรียบเป็นท้องฟ้ากลับปลอดโปร่งขึ้นอีกครั้ง เป็นที่มาของคำว่า “เอาชนะความเศร้า ด้วยความสุข”

ขณะที่เรากำลังจมอยู่กับความเศร้า แน่นอนว่าเราไม่สามารถที่จะมีความสุขได้ทันที แต่เราสามารถมองหาวิธีการคลายความเศร้าจากสิ่งที่เราชอบได้ เช่น ทำงานศิลปะ เล่นดนตรี ตะโกนดังๆ ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมอื่นๆ

แน่นอนว่า สรรพสิ่งในโลกนี้มี 2 ด้าน เป็น อิน-หยาง คู่กันอยู่เสมอ ในทางตรงกันข้าม ความเศร้าสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะ ดนตรี และงานเขียนมากมาย หนึ่งในนั้นคือ Van Gogh ผู้เขียนภาพ The Starry Night อันโด่งดัง ฉะนั้น เศร้าได้ แต่ต้องระบายออกไป นำความสุขเข้ามาแทนที่ “อยู่กับความเศร้าอย่างเข้าใจ”

“รู้เท่าทันความเศร้า”

เศร้าอย่างมีสมดุล เศร้าอย่างมีศิลปะ เศร้าแบบมีคุณภาพ

ภาคผนวก

แพทย์แผนจีนสามารถมองรูปร่าง ลักษณะของคนและทำนายโรคที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น รูปร่างผอมแห้ง ใบหน้าซีด ห่อไหล่ อกบุ๋ม หน้าเหลี่ยม จัดเป็นคนประเภทธาตุทอง

* คนธาตุทอง เปรียบดังเหล็กกล้า มีความแข็งแกร่ง กล้าตัดสินใจ หน้าผากกว้าง ใบหน้าเหลี่ยม ฉลาด แต่เป็นคนที่ใจร้อน หงุดหงิดง่าย ปากแข็ง เมื่อมีความรักมักจะไม่เปิดเผยกับใคร ปัญหาสุขภาพมักเกิดการความแห้ง จากพฤติกรรมการกินเผ็ด สูบบุหรี่  ดื่มน้ำน้อย พักผ่อนน้อย ทำให้ร่างกายขาดน้ำ บุคคลตัวอย่างคือ โจโฉ ผู้มีความเด็ดเดี่ยวและชาญฉลาด ผู้เขียนตำราพิชัยสงคราม
โจโฉ หรือเมิ่งเต๋อเซินซู

 

เคล็ดลับอายุยืนห่างไกลโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/465767

เคล็ดลับอายุยืนห่างไกลโรค

โดย…ภาดนุ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

คุณผู้อ่านคงเคยได้ยินหลักพื้นฐาน 4 อ. ซึ่งประกอบด้วย อากาศ อารมณ์ ออกกำลังกาย และอาหาร กันมาบ้าง เนื่องจากทุก อ. มีความสำคัญต่อสุขภาพของคนเราไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลยล่ะ แต่ครั้งนี้จะขอแนะนำเคล็ดลับในเรื่อง อ.อาหาร ว่ากินอย่างไรถึงจะช่วยให้อายุยืนและห่างไกลจากโรคภัยได้บ้าง

เมดิเตอร์เรเนียนสไตล์ก็ดี

จากรายงานการศึกษาร่วมของนักวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและวิทยาลัยแพทยศาสตร์เอเธนส์ ประเทศกรีซ พบว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจชายและหญิงที่กินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนมีแนวโน้มเสียชีวิตลดลงถึงร้อยละ 30

ลองหันมากินผักที่มีสีสัน เช่น มะเขือเทศ ที่อุดมไปด้วยไลโคปีน ผลไม้ที่มีสีแดงและสีม่วง เช่น องุ่น ซึ่งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ งดบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนม เพิ่มการบริโภคกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน เช่น น้ำมันมะกอก และอาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 เช่น ปลาทะเลน้ำลึก ถั่วเหลือง ธัญพืช และผักใบเขียว สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคหัวใจได้

ทิปส์ : ร้อยละ 80-90 ของผู้ที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือด มีปัจจัยเสี่ยงหลักมาจากการใช้ชีวิต ในขณะที่ปัจจัยทางพันธุกรรมเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

กินแบบโอกินาวาก็ใช่

โอกินาวาเป็นเมืองที่มีสัดส่วนประชากรชายและหญิงอายุ 100 ปี ขึ้นไปมากที่สุดในโลก ชาวโอกินาวามีภาวะหัวใจวายน้อยกว่าชาวอเมริกัน และเป็นมะเร็งน้อยกว่าร้อยละ 75 อาทิ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ สหรัฐ พบว่า ชายและหญิงชาวโอกินาวามีอายุยืนได้จากการกินอาหารแคลอรีต่ำ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะดังต่อไปนี้ ผักไม่น้อยกว่า 7 ส่วน/วัน โดยเฉพาะผักสีเขียวเข้มซึ่งอุดมไปด้วยแคลเซียม ธัญพืชอย่างน้อย 7 ส่วน/วัน ในรูปของเส้นหมี่ ขนมปังและข้าว (โดยส่วนมากเป็นธัญพืชไม่ขัดสี) ผลไม้ 2-4 ส่วนต่อวัน เต้าหู้และถั่วเหลืองในรูปแบบอาหารอื่นๆ ปริมาณมาก เนื้อปลาที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ให้ได้ 3 ส่วน/สัปดาห์ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะคือ ผู้หญิง 1 แก้ว/วัน ผู้ชาย 2 แก้ว/วัน

จึงสรุปได้ว่า การกินแบบโอกินาวา คือการกินอาหารที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีพืชผักเป็นหลัก และไขมันต่ำนั่นเอง

ต้านอนุมูลอิสระด้วยซีลีเนียม

ซีลีเนียมเป็นธาตุที่ร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อย แต่ก็จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการสังเคราะห์โปรตีน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ซีลีเนียมยังอาจป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ดี (HDL) ลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) และลดความหนืดของเลือด ทำให้ลดความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดในเส้นเลือดแดงที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจและสมองได้

นอกจากนี้ ซีลีเนียมยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งอีกหลายชนิด จากผลการศึกษา 2 ฉบับเป็นเวลา 5 ปี ของมหาวิทยาลัยคอร์เนลและมหาวิทยาลัยแอริโซนา แสดงให้เห็นว่าการกินซีลีเนียมเสริมทุกวัน จะลดการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากลงได้ร้อยละ 63 เนื้องอกในลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงร้อยละ 58 และมะเร็งปอดร้อยละ 46 การศึกษาเหล่านี้ล้วนบ่งชี้ว่า มีอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งในคนที่กินซีลีเนียมเสริมต่ำกว่าประชากรทั่วไปถึงร้อยละ 39 โดยปริมาณซีลีเนียมที่ใช้ในการรักษาคือ 100-200 ไมโครกรัม/วัน ซีลีเนียมพบมากในอาหารทะเล เมล็ดธัญพืช กระเทียม บร็อกโคลี่ หัวหอม ฯลฯ

ชนแก้วกันสักหน่อย

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่พอประมาณ จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากแอลกอฮอล์จะไปเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ดี และยับยั้งการเกิดลิ่มเลือดที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะไวน์แดง ซึ่งมีสารประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้การดื่มแอลกอฮอล์ยังช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งเป็นโรคที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลางยังช่วยยืดอายุการทำงานของสมองได้ จากการศึกษาในประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ได้เฝ้าติดตามชายและหญิงที่ไม่ได้อยู่ในภาวะสมองเสื่อมตั้งแต่เริ่มต้นการศึกษา และมีอายุ 55 ปีขึ้นไป จำนวน 5,395 ราย พบว่า ผู้ที่จัดอยู่ในกลุ่ม “นักดื่มปานกลาง” (ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1-3 แก้ว/วัน) มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความจำเสื่อมเพียงร้อยละ 58 เมื่อคำนวณจากกลุ่มที่ไม่ดื่ม

สำหรับผู้ที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจเลือกกินอาหารเสริมที่ให้สารเรสเวอราทรอล ซึ่งเป็นสารประกอบในไวน์ที่ออกฤทธิ์ในการรักษาแทนได้

หัวใจเคลือบช็อกโกแลต

นักวิจัยจากวิทยาลัยแพทย์เอเธนส์ ประเทศกรีซ พบว่า ดาร์กช็อกโกแลตอาจทำให้ดัชนีชี้วัดการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งความดันโลหิตสูงและอัมพาตลดลง

จากการศึกษาพบว่า การบริโภคดาร์กช็อกโกแลตช่วยลดการสะท้อนของคลื่น ซึ่งให้ผลที่เป็นประโยชน์ต่อผนังหลอดเลือดและระบบน้ำเหลือง และลดการแข็งตัวของเส้นเลือดแดง เนื่องจากดาร์กช็อกโกแลตซึ่งมีปริมาณฟลาโวนอยด์สูง (สารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง) จะช่วยให้เส้นเลือดแดงขยายตัว นักวิจัยจึงสรุปว่าช็อกโกแลตอาจมีประสิทธิภาพในการปกป้องระบบหัวใจและหลอดเลือด

จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส ก่อนหน้านี้ พบว่า ช็อกโกแลตชิปกึ่งหวานปริมาณเล็กน้อยแค่หนึ่งกำมือ (25 กรัม) จะช่วยเพิ่มระดับฟลาโวนอยด์ในเลือดได้

 

สูตรอาหารดูแลสุขภาพ สุพัตรา โบรมิโลว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/465566

สูตรอาหารดูแลสุขภาพ สุพัตรา โบรมิโลว์

โดย…วราภรณ์

ซีอีโอสาวแห่งบริษัท แฟบบริเกต (ไทยแลนด์) ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์แอพพลิเคชั่นบริการด้านความสวยงามและสุขภาพถึงบ้าน สุพัตรา โบรมิโลว์ ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ห่วงใยด้านสุขภาพมาก สนใจฝึกโยคะมากเป็นพิเศษควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ ค่าที่เคยเรียนด้านการทำอาหารที่โรงเรียนสอนทำอาหารชื่อดังที่ประเทศฝรั่งเศส เธอจึงคิดสร้างสรรค์ 3 เมนู ที่กินแล้วดีกับสุขภาพมาแชร์ให้ผู้อ่านได้รู้

เมนูแรก-สลัดบาร์เลย์และฟักทองย่าง

เพื่อสุขภาพที่ช่วยให้อิ่มท้องนาน เหมาะสำหรับมื้อเที่ยง

ส่วนผสม

ข้าวบาร์เลย์เพิร์ล 1 ถ้วย

ฟักทอง 1 ลูก ปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปย่าง

น้ำเชื่อมเมเปิ้ล

น้ำมันมะกอก

เกลือทะเลและพริกไทย

ผักโขม 1 ถ้วย

ผักร็อกเกต 1 ถ้วย

ถั่วอัลมอนด์สไลซ์ 1/2 (ถ้าชอบ)

ผลแครนเบอร์รี่แห้ง 1/4 ถ้วย

ส่วนผสมน้ำสลัดบัลซามิคดิจงแบบหวาน

น้ำบัลซามิค 1/3 ถ้วย

น้ำมันมะกอก extra virgin 1/2 ถ้วย

ดิจงมัสตาร์ด 2 ช้อนโต๊ะ

เกลือทะเลและพริกไทยเล็กน้อย

วิธีทำ

วอร์มเตาอบไว้ที่ 220 องศา ก่อนอบจริงล้างข้าวบาร์เลย์ให้สะอาดด้วยน้ำ แล้วนำไปต้มในหม้อ โดยใส่น้ำประมาณ 3 ถ้วยตวง ต้มทิ้งไว้ 45 นาที จนข้าวนุ่ม ใส่ฟักทองลงในชาม คลุกกับน้ำมันมะกอกและน้ำเชื่อมเมเปิ้ล จากนั้นห่อฟักทองด้วยแผ่นฟอยล์ แล้วนำไปย่างประมาณ 30-35 นาที เมื่อย่างไปได้ครึ่งทาง อย่าลืมพลิกข้างและทาน้ำมันกับน้ำเชื่อมเพิ่ม รอจนฟักทองกลายเป็นสีทองสวย

เตรียมน้ำสลัดโดยตีส่วนผสมให้เข้ากันเมื่อต้มข้าวบาร์เลย์และย่างฟักทองเสร็จแล้ว ให้นำมาใส่รวมกับผักโขม ผักร็อกเกต อัลมอนด์ แครนเบอร์รี่ คลุกให้เข้ากันกับน้ำสลัด อาจลองเพิ่มความอร่อยโดยการย่างผักชนิดอื่นๆ ที่คุณชอบ แล้วใส่รวมกันพร้อมกับมะเขือเทศสด

ประโยชน์

– ไฟเบอร์ในบาร์เลย์ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล สร้างภูมิคุ้มกันและช่วยร่างกายเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น

– ผักโขม อุดมด้วยวิตามินเอและซี ธาตุเหล็ก และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ บำรุงสายตาและเลือดได้ดี

เมนูที่ 2 – น้ำแอปเปิ้ล บีทรูท และแครอต

น้ำผลไม้แสนสดชื่นเพื่อเริ่มต้นวันด้วยความสดใส

ส่วนผสม

แครอต 2 หัว

แอปเปิ้ล 2 ลูก

บีทรูท 1 หัว

ขึ้นฉ่าย 1 ต้น

ขิง (ปริมาณขึ้นอยู่กับความชอบ ระวังอย่าใส่มากเกินไป รสอาจจะเข้มเกิน)

วิธีทำ

ปั่นส่วนผสมทั้งหมดในเครื่องปั่น ง่ายๆ แค่นี้เอง

ประโยชน์

– บีทรูท มีสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดีที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายโดยเฉพาะเซลล์ผิวหนัง และยังช่วยบำรุงสายตา ป้องกันโรคต้อกระจกได้อีกด้วย

– ขิง ช่วยขับลม บรรเทาอาการท้องอืด

– แครอต มีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย ช่วยให้ผิวสดใสเปล่งปลั่ง

เมนู 3 – ปลาอบซอสเลมอน

เมนูคลาสสิกสไตล์ฝรั่งเศส-เมดิเตอร์เรเนียน ที่ทำไม่ยาก จะเสิร์ฟแบบทั้งตัว หรือแล่เฉพาะบางส่วนก็ทำง่ายมากๆ

ส่วนผสม

เนื้อปลาดอรี่แบบติดหนัง 2 ชิ้น

น้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะ (ใส่เพิ่มอีก 2-3 ช้อน สำหรับจานใหญ่ ทานหลายคน)

มะกอกเขียวแช่น้ำเกลือ 2 ช้อนชา

น้ำมะนาวคั้นจากเลมอนครึ่งลูก

พริกไทยดำ

ผักชีฝรั่งที่หั่นแล้ว

(เสิร์ฟคู่กับหน่อไม้ฝรั่งหรือผักสลัด)

วิธีทำ

วอร์มเตาอบไว้ที่ 180 องศาก่อนอบจริง ทาจานสำหรับอบอาหารด้วยน้ำมันมะกอก แล้ววางชิ้นเนื้อปลาลงไป ให้ด้านติดหนังอยู่ด้านล่าง จากนั้นพรมน้ำมันมะกอกด้านบนเล็กน้อย ตามด้วยเกลือและพริกไทยอบทิ้งไว้ 10 นาที (หรืออาจนานกว่านั้นถ้าเนื้อปลาหนา)

นำเนื้อปลาออกจากเตา ใส่ลงในจานที่จะใช้เสิร์ฟ ใส่น้ำมันมะกอก น้ำเลมอน มะกอกเขียว แล้วคลุกให้เข้ากัน จากนั้นโปรยพริกไทยและผักชีไปบนเนื้อปลา เตรียมหน่อไม้ฝรั่งหรือผักสลัดเพื่อเสิร์ฟพร้อมกัน

ประโยชน์

– ปลาดอรี่ มีกรดไขมันจำเป็นโอเมก้า -3 มีวิตามินบี 2 ซึ่งร่างกายต้องใช้ในการเผาผลาญโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต

– หน่อไม้ฝรั่ง อุดมไปด้วยวิตามินหลากหลายและมีไฟเบอร์สูง เหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนักเป็นอย่างยิ่งค่ะ

 

ฝึกหัวใจให้ฟิตพร้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/465257

ฝึกหัวใจให้ฟิตพร้อม

โดย…โยโมทาโร่

แม้ว่าโรคหัวใจจะยังไม่ได้เป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับหนึ่ง แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงที่จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจเพิ่มขึ้นทุกๆ ปีจากสาเหตุการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เต็มไปด้วยคอเลสเตอรอล สภาพสังคมที่บีบให้คนต้องดิ้นรนจนเกิดความเครียด เป็นองค์ประกอบแห่งการก่อให้เกิดโรคหัวใจอย่างครบถ้วน

ดังนั้น การฟิตร่ายกายเพื่อให้หัวใจกลับมาทำงานแข็งแรงเป็นปกติ ก็จำเป็นที่จะต้องออกกำลังกายแต่การออกกำลังกายแบบไหนบ้างละที่จะช่วยให้หัวใจแข็งแรงได้ชัดเจนที่สุด

การออกกำลังกายเพื่อให้หัวใจฟิตนั้น ควรเป็นการออกกำลังกายที่เรียกว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ซึ่งการออกกำลังกายประเภทนี้ ได้แก่ การออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ อย่างต่อเนื่อง ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน รำมวยจีน เป็นต้น โดยการออกกำลังกายประเภทนี้ควรทำเป็นประจำ ครั้งละ 30-60 นาที อย่างน้อย 3-5 วัน/สัปดาห์ หรือสามารถทำได้ทุกวันถ้าเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ได้มีการลงน้ำหนักกระแทกอย่างแรก เช่น การวิ่ง

ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าต้องการให้หัวใจฟิตเต็มที่นั้น ต้องเพิ่มการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อร่วมด้วย (Strengthening exercise) หรืออาจเรียกง่ายๆ ว่าออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน กล่าวคือต้องออกกำลังกายแบบมีแรงต้านร่วมด้วย การออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน เช่น การยกน้ำหนัก เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ แม้จะไม่มีผลทำให้หัวใจฟิตเพิ่มขึ้นเหมือนกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิกก็ตาม แต่การทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายแข็งแรงขึ้นจะส่งผลให้การทำงานของร่างกายโดยรวมดีขึ้น ผลที่ตามมาคือหัวใจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การออกกำลังกายแบบมีแรงต้านควรทำเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยออกกำลังกลุ่มกล้ามเนื้อหลายๆ มัด เช่น แขน ขา หลัง หน้าท้อง เป็นต้น ที่สำคัญคือ ต้องทำอย่างถูกหลัก เช่นการยกเวตเทรนนิ่ง เป็นประจำอาจจะไม่ได้ถึงกับเล่นกล้าม แต่พอให้กล้ามเนื้อโดยรวมมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ หนึ่งในวิธีที่จะเพิ่มความฟิตให้หัวใจก็คือ การออกกำลังกายอย่างถูกต้อง ซึ่งควรจะต้องเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล (Individual exercise prescription) คล้ายๆ กับที่แพทย์สั่งยาให้รับประทาน ซึ่งแต่ละคนจะตอบสนองต่อขนาดของยาที่แตกต่างกัน การออกกำลังกายก็เช่นเดียวกัน ถ้าต้องการประโยชน์สูงสุด การออกกำลังกายนั้นต้องเหมาะสมเฉพาะตัวของเรา เพราะหัวใจและร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน