Ardha Supta Virakapotasana (Half Hero-Pigeon Pose)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/464939

Ardha Supta Virakapotasana (Half Hero-Pigeon Pose)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้ช่วยเปิด ช่วยยืด ร่างกายด้านหน้า คุณจะรู้สึกถึงความยาวขึ้น การขยายออก ของด้านหน้าร่างกาย ไม่เพียงแต่ในระดับกล้ามเนื้อ แต่ยังลงลึกถึงข้อต่อ และชั้นของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอีกด้วย ทั้งยังส่งผลดีไปถึงระบบการย่อยอาหาร

ในเวอร์ชั่นนี้มีการผสมท่าเข้าไป ทำให้เพิ่มการเปิดไหล่ และช่วงอกด้านบน ดังนั้น คุณจะได้รับการเปิด ทั้งร่างกายส่วนบนและส่วนล่างไปพร้อมๆ กัน

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งพับขาข้างขวาเข้ามา วางหลังเท้าแนบกับพื้นส่วนขาซ้ายยืดออก เพื่อเตรียม

 

2 วางศอกลงที่พื้นด้านหลังทีละข้าง เพื่อเตรียมการนอนลง ตรงนี้หากใครรู้สึกลงต่อแล้วยากให้เตรียมหาหมอนมารองหลังหากเจ็บเข่า ให้หาผ้ามารองใต้เข่า

 

3 นอนลงราบกับพื้น (สำหรับคนใช้หมอน นอนลงบนหมอน) ปล่อยกายใจ ให้สบาย ผ่อนคลาย สักครู่หนึ่ง หายใจเข้าออก หลับตาได้ ค้างท่าประมาณ 1 นาที

 

4 ยกศีรษะขึ้น ส่งมือซ้ายมาจับเท้าขวา

 

5 วางฝ่าเท้าให้อยู่ที่ข้อพับศอกด้านในของแขนขวา

 

6 ส่งมือซ้ายอ้อมหลังศีรษะเพื่อประสานล็อกกับมือขวา หันหน้า ทแยงมุมไปทางด้านซ้าย ศีรษะกดทับแขนเพื่อให้เกิดการยืดที่ร่างกายส่วนบน ค้างท่าประมาณ 20 วินาที หายใจเข้าออก

 

7 ชันเข่า ซ้ายขึ้นมา ค้างท่าประมาณ 1-2 นาที หลับตาสบาย หายใจเข้าออก ผ่อนคลาย แล้วค่อยๆ คลาย โดยตะแคงตัวไปทางซ้ายเพื่อแกะขาขวาออก แล้วพักขาขวาสักครู่หนึ่ง จากนั้นลองทำสลับข้าง

 

เตรียมรับมือโรค ช่วงปลายฝนต้นหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/464938

เตรียมรับมือโรค ช่วงปลายฝนต้นหนาว

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

ช่วงนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาวแล้ว สิ่งที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ การป้องกันมิให้ยุงลายกัด เพราะยุงลายเป็นตัวนำโรค พาหะโรคไวรัสต่างๆ คือ โรคไข้เลือดออก/โรค
เด็งกี่ โรคไข้ปวดข้อยุงลาย/โรคชิคุนกุนยา และโรคติดเชื้อซิกา

นพ.ทวีศักดิ์ ตีระวัฒนพงศ์ ที่ปรึกษาวิชาการด้านโมเลกุลลาร์ บริษัท N Health เปิดเผยว่า โรคติดเชื้อซิกา โรคไข้เลือดออก และโรคปวดข้อยุงลาย เป็นโรคที่เกิดจากยุงลายชนิดเดียวกัน ต่างกันแต่สายพันธุ์ของไวรัส ดังนั้นธรรมชาติของยุงลาย วิธีติดต่อของโรค รวมถึงวิธีป้องกันโรค เหมือนกันทุกประการ อาการของโรคก็จะคล้ายกันมาก คือ มีไข้เฉียบพลัน มักเป็นไข้ไม่สูงมากนักประมาณ 38.5 องศาเซลเซียส ไข้เลือดออกและโรคปวดข้อยุงลายมักเป็นไข้สูงมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ปวดศีรษะแต่ไม่มาก ปวดข้อแต่ไม่มาก แต่โรคปวดข้อยุงลายจะปวดข้อมากจนมีผลต่อการเคลื่อนไหว มีอ่อนเพลียไม่มากแต่ไข้เลือดออกจะอ่อนเพลียมาก มีผื่นแดงขึ้นตามผิวหนังได้ทั่วร่างกาย สำหรับโรคติดเชื้อซิกาจะมีอาการเยื่อตาอักเสบ (อาการสำคัญคือ ตาแดง) ร่วมด้วย แต่ไข้เลือดออกและโรคปวดข้อยุงลายที่มักจะไม่มีอาการนี้

ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรพบแพทย์ ไปโรงพยาบาลเมื่ออาการต่างๆ ดังกล่าวรุนแรง เช่น ไข้สูงและไข้ไม่ลงใน 2-3 วัน ปวดศีรษะมาก อ่อนเพลียมาก หรือมีจุดเลือดออกตามลำตัว แขนขา หรือเมื่อสงสัยเป็นไข้เลือดออกหรือเป็นไข้ปวดข้อยุงลาย โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ เพราะเชื้อไวรัสซิกาเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะศีรษะเล็กในเด็ก

สำหรับภาวะศีรษะเล็ก (Microcephaly) ในเด็กเป็นผลมาจากการพัฒนาการของสมองที่ผิดปกติ โดยเด็กจะมีขนาดของศีรษะเล็กกว่าเด็กปกติในช่วงอายุเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งระหว่างที่อยู่ในครรภ์และหลังคลอด และเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ ความผิดปกติของยีนหรือโครโมโซม ภาวะสมองขาดออกซิเจนระหว่างที่อยู่ในครรภ์ ภาวะขาดสารอาหารอย่างรุนแรงระหว่างที่อยู่ในครรภ์ การติดเชื้อบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ เช่น เชื้อท็อกโซพลาสมา (Toxoplasma) เชื้อไซโตเมกาโลไวรัส (Cytomegalovirus) เชื้อไวรัสรูเบลลา (Rubella virus) เชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella-Zoster virus) และเชื้อไวรัสซิกา

ลักษณะและอาการของเด็กที่เป็นโรคนี้มีผลต่อการพัฒนาการของเด็ก เช่น เด็กมีพัฒนาการช้าในด้านของการพูดและการเคลื่อนไหว ปัญญาอ่อน มีเชาว์ปัญญาต่ำกว่าเด็กปกติ หูหนวก และมีปัญหาเรื่องการมองเห็น ซึ่งหากเด็กมีภาวะศีรษะเล็กนี้แล้ว ทางครอบครัวควรวางแผนในการรักษาและดูแลร่วมกับทีมแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้มีกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาในด้านต่างๆ ให้กับเด็ก

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเกิดภาวะศีรษะเล็กควรหลีกเลี่ยงทุกอย่างที่เป็นสาเหตุ หากสาเหตุ คือ พันธุกรรมให้ปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Genetics สำหรับการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป และสำหรับไวรัสซิกานั้นมียุงลายเป็นพาหะ ซึ่งมีการระบาดของเชื้อไวรัสซิกาที่เข้ามาถึงประเทศไทย ดังนั้น หากสุภาพสตรีที่กำลังตั้งครรภ์และสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสดังกล่าวหรือไม่ สามารถมาตรวจได้ด้วยการเจาะเลือดหรือตรวจจากปัสสาวะ โดยขณะนี้ห้องแล็บไบโอโมเลกุลลาร์ ของ  N Health ให้บริการตรวจหาไวรัสไข้เลือดออก ไวรัสชิคุนกุนยา และไวรัสซิกาที่มียุงเป็นพาหะนำโรคได้จากการเจาะเลือดครั้งเดียว ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อแพทย์ในการวินิจฉัยโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกัน ผู้ที่มีอาการดังกล่าวข้างต้น ต้องรีบเข้ารับการตรวจและรักษาให้ทันท่วงทีต่อไป

 

สุขภาพดีสร้างได้ แค่เริ่มดื่ม ‘น้ำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤศจิกายน 2559 เวลา 13:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/464307

สุขภาพดีสร้างได้ แค่เริ่มดื่ม ‘น้ำ’

โดย…พุสดี

เพราะ “น้ำ” เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย โดยเฉพาะในวัยเด็ก น้ำมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการสร้างวินัยที่ดีเรื่องการดื่มน้ำ จึงเป็นหนึ่งในการสร้างสุขภาพที่ดีให้กับเด็กๆ ผลิตภัณฑ์น้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ คิดส์ จัดกิจกรรมให้ความรู้ในการสร้างวินัยที่ดีด้วยการดื่มน้ำ 8 ช่วงเวลาตลอดทั้งวัน เพื่อคืนความสดชื่นให้กับร่างกายและให้สุขภาพดีอยู่ตลอดไป

ผศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม กล่าวว่า ร่างกายคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 2 ใน 3 หรือ 80% ของน้ำหนักตัว โดยเฉพาะในเด็กทารกแรกเกิด แต่เมื่อโตขึ้นร่างกายจะมีสัดส่วนของน้ำในร่างกายลดลง โดยเป็นส่วนประกอบของเลือดหรือน้ำเหลืองในหลอดเลือด ส่วนที่เหลือก็จะกระจายไปตามเนื้อเยื่อและเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ซึ่งน้ำมีประโยชน์ในการส่งเสริมการทำงานของกระบวนการต่างๆ ในร่างกาย

“ยกตัวอย่างระบบการเผาผลาญอาหารและการทำงานของร่างกาย ซึ่งขึ้นอยู่กับน้ำ ถ้าร่างกายขาดน้ำก็จะทำให้การเผาผลาญในร่างกายหรือการทำงานของระบบหรืออวัยวะต่างๆ ในร่างกายบกพร่องไป เช่นเดียวกับระบบการย่อยอาหาร ซึ่งน้ำจะเข้าไปคลุกเคล้ากับอาหารที่รับประทานเข้าไปเพื่อช่วยให้การย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ส่วนระบบการขับถ่ายของเสีย น้ำมีส่วนสำคัญในการขับของเสียทั้งในรูปของเหงื่อและปัสสาวะ โดยเลือดจะเข้าไปฟอกของเสียที่ไต และจะขับถ่ายออกมาเป็นปัสสาวะ รวมถึงลำไส้ใหญ่ หากดื่มน้ำน้อยอาจจะทำให้ท้องผูกได้”

ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง คุณพ่อคุณแม่จึงควรสร้างวินัยที่ดีให้กับลูกตั้งแต่ยังเป็นเด็กด้วยการดื่มน้ำสะอาดให้ครบตามความต้องการในแต่ละวันเพื่อคืนความสดชื่นให้กับร่างกายจากการสูญเสียน้ำจากการที่เด็กทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน วิธีง่ายๆ คือการส่งเสริมให้ลูกน้อยดื่มน้ำ 8 ช่วงเวลา เพื่อให้ได้ปริมาณน้ำต่อวันเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

“เริ่มต้นแก้วแรกของวัน ด้วยการดื่มน้ำ 1 แก้วหลังตื่นนอนเพื่อคืนความสดชื่นพร้อมรับวันใหม่ ถัดมาคือหลังอาหาร 3 มื้อ เพื่อช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบย่อยอาหารในระหว่างวัน เด็กๆ ควรเติมความสดชื่นระหว่างช่วงพักเรียนและเมื่อทำกิจกรรมต่างๆ ก็อย่าลืมคืนความสดชื่นหลังเสียเหงื่อ จากนั้นเติมน้ำให้สมอง ดื่มน้ำอีกแก้วในช่วงทำการบ้านทบทวนบทเรียน ส่งท้ายวันด้วยการดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนเข้านอนและหลับฝันดี”

ทั้งนี้ ปริมาณการดื่มน้ำต่อวันต้องพิจารณาถึงอาหารในรูปของเหลวอื่น เช่น นม น้ำแกง น้ำซุป เป็นต้น และต้องพิจารณาถึงความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงจากกิจกรรมที่ลูกทำระหว่างวันด้วย

 

ระวังคนใกล้ตัวอาจเป็นโรคจิตเภท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/464089

ระวังคนใกล้ตัวอาจเป็นโรคจิตเภท

โดย…ชลญ่า

หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับโรคจิตเภท ฟังชื่อก็น่ากลัวอยู่ ซึ่งโรคนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า Schizophrenia คือกลุ่มอาการของโรคที่มีความผิดปกติของความคิด ทำให้ผู้ป่วยมีความคิดและการรับรู้ไม่ตรงกับความเป็นจริง ทำให้มีผลเสียต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การดูแลตัวเอง การใช้ชีวิตในสังคม ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะเริ่มเป็นเมื่ออายุ 14-16 ปี หรือช่วงปลายวัยรุ่น โรคนี้พบได้ประมาณร้อยละ 1 ของประชากร อย่าได้ชะล่าใจกับโรคนี้เป็นอันขาด เพราะสังคมทุกวันนี้เอื้อต่อการเป็นโรคนี้ พ่อแม่จึงควรเอาใจใส่ดูแลลูกเพราะวันหนึ่งลูกอาจเป็นโรคนี้ก็ได้

โรคจิตเภท มีสาเหตุมาจากทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยทางร่างกาย อาจมาจากทางพันธุกรรม ยิ่งมีความใกล้ชิดทางสายเลือดกับผู้ป่วยมากยิ่งมีโอกาสสูง จากความผิดปกติของสมอง โดยสารเคมีในสมองมีความผิดปกติ และจากโครงสร้างของสมองบางส่วนที่มีความผิดปกติเล็กน้อย ส่วนด้านจิตใจ มาจากความเครียดในชีวิตประจำวันเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเจ็บป่วย การใช้อารมณ์กับผู้ป่วย การตำหนิ มีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรหรือจู้จี้ยุ่งเกี่ยวกับผู้ป่วยมากไปก็มีผลต่อการกำเริบของโรคได้

ขณะที่ลักษณะอาการสามารถแบ่งออกได้ 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มอาการที่เพิ่มมากกว่าคนปกติทั่วไป ได้แก่ อาการหลงเชื่อผิด เป็นความเชื่อของผู้ป่วยที่ผิดไปจากความเป็นจริง เช่น คิดว่าคนอื่นจะมาทำร้าย ระแวงว่าจะถูกวางยาพิษ คิดว่าตนส่งกระแสจิตได้ ความคิดผิดปกติ คิดแบบมีเหตุผลอย่างต่อเนื่องไม่ได้ ทำให้คุยกับคนอื่นไม่เข้าใจ มักพูดไม่เป็นเรื่องราว พูดไม่ต่อเนื่อง เปลี่ยนเรื่องพูดโดยไม่มีเหตุผล ประสาทหลอน มีพฤติกรรมผิดปกติ โดยมักเกี่ยวข้องกับความคิดและความเชื่อที่ผิดปกติ เช่น อยู่ในท่าแปลกๆ ซ้ำๆ หัวเราะหรือร้องไห้สลับกันเป็นพักๆ

2.กลุ่มอาการที่ขาดหรือบกพร่องไปจากคนปกติทั่วไป ได้แก่ เก็บตัว ซึม ไม่อยากพบปะผู้คน แยกตัวเอง ไม่ดูแลตัวเอง ไม่สนใจเรื่องการแต่งกาย กลางคืนไม่นอน ไม่มีความคิดริเริ่ม เฉื่อยชาลง ไม่ทำงาน นั่งเฉยๆ ได้ทั้งวัน ผลการเรียนหรือการทำงานตกต่ำ พูดน้อย ใช้เวลานานกว่าจะตอบ พูดจาไม่รู้เรื่อง เนื้อความไม่ปะติดปะต่อกัน การแสดงออกทางอารมณ์ลดลงมาก ไร้อารมณ์ มักมีสีหน้าเฉยเมย ไม่มีอาการยินดียินร้าย

เพราะฉะนั้น ผู้ปกครองจึงควรสอดส่องดูแลลูกอยู่เสมอว่าลูกผิดปกติไหม มีอาการอย่างที่กล่าวมาหรือเปล่า ถ้าสังเกตว่าลูกผิดปกติควรไปปรึกษาแพทย์ ก่อนที่ทุกอย่างอาจจะสายเกินแก้ ถ้าเป็นหมอจะได้รักษา อาจจะด้วยยาเพื่อควบคุมอาการและลดการกำเริบซ้ำของโรค การฟื้นฟูสภาพจิตใจ โดยฝึกการเข้าสังคมและให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วย การทำจิตบำบัด โดยผู้เชี่ยวชาญพูดคุยกับผู้ป่วยเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจตนเองและปัญหาของตนเองมากขึ้น และด้วยครอบครัวบำบัด โดยแพทย์เป็นผู้ให้ความรู้ในเรื่องโรคและสิ่งที่ญาติควรปฏิบัติต่อผู้ป่วย สนใจสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ได้ที่โรงพยาบาลมนารมย์ โทร. 02-725-9595

 

ป้องกันดีกว่า อย่าอ้วนลงพุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/464084

ป้องกันดีกว่า อย่าอ้วนลงพุง

โดย…บีเซลบับ/ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

อ้วนลงพุง หรือ Metabolic syndrome ได้แก่ กลุ่มของความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวาน ใครที่อ้วนลงพุง หรือมีไขมันในช่องท้องมากเกินไป ต้องระวังไว้เพราะการเผาผลาญไขมันในช่องท้องทำให้ได้กรดไขมันที่ผิดปกติมากกว่าการเผาผลาญไขมันใน บริเวณอื่นของร่างกาย เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน อีกเป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูงเมื่อไรจึงเรียกว่าอ้วนลงพุงเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะอ้วนลงพุงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดมีหลักเกณฑ์คือ ต้องมีความผิดปกติอย่างน้อย 3 ข้อใน 5 ข้อต่อไปนี้

1.เส้นรอบเอว มากกว่าหรือเท่ากับ 40 นิ้วในผู้ชาย มากกว่าหรือเท่ากับ 35 นิ้วในผู้หญิง

2.ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด มากกว่าหรือเท่ากับ 150 mg/dl หรือรับประทานยาลดไขมันอยู่

3.ระดับเอชดีแอล คอเลสเตอรอล น้อยกว่า 40 mg/dl ในผู้ชาย หรือน้อยกว่า 50 mg/dl ในผู้หญิง

4.ความดันโลหิต มากกว่าหรือเท่ากับ 130/85 mmHg หรือรับประทานยาลดความดันอยู่

5.ระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร มากกว่าหรือเท่ากับ 110 mg/dl หรือรับประทานยาลดระดับน้ำตาลอยู่

เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันภาวะอ้วนลงพุงได้ง่ายๆ ลองดู…

1.ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยการเพิ่มอาหารที่มีกากใยมาก เช่น ข้าวกล้อง อาหารจำพวกถั่ว และผัก เป็นต้น

2.ลดอาหารที่ต้องใช้น้ำมันมากๆ

3.หลีกเลี่ยงการปรุงรสเพิ่ม

4.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 ครั้ง/สัปดาห์

5.กรณีน้ำหนักเกิน อาจใช้วิธีคำนวณปริมาณแคลอรีของอาหารที่บริโภคต่อวัน โดยคำนึงให้สมดุลกับพลังงานที่ต้องใช้ในแต่ละวัน

 

เข้านอนให้ตรงเวลานะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/464083

เข้านอนให้ตรงเวลานะ

โดย…บีเซลบับ/ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า การเข้านอนตรงเวลาอย่างสงบเป็นเรื่องที่สำคัญมากทั้งต่อเด็กและผู้ใหญ่ เพื่อจะได้นอนหลับสนิทดีในเวลากลางคืน การเข้านอนตรงเวลาเป็นประจำทุกวันมีความสำคัญกว่าที่คนทั่วไปคิด เนื่องจากคุณสามารถป้องกันการนอนหลับที่ไม่เพียงพอบ่อยๆ และแก้ปัญหาด้านพฤติกรรมได้ด้วยการมีตารางเวลาที่แน่นอน และกิจวัตรประจำวันที่ผ่อนคลายก่อนการนอน

นอกจากนี้ การเข้านอนตรงเวลาเป็นประจำทุกคืน แม้กระทั่งในคืนวันสุดสัปดาห์ก็ต้องไม่ยกเว้น จะทำให้นาฬิกาชีวิตภายในร่างกายของเรามีความสม่ำเสมอ จะทำให้คุณง่วงเมื่อถึงเวลาที่คุณควรง่วง และทำให้คุณตื่นเมื่อถึงเวลาที่คุณควรตื่น เด็กเล็กไม่ควรดื่มน้ำหวานหรือกินของหวานหลังอาหารเย็น เพราะการได้รับน้ำตาลก่อนเวลานอน จะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการนอนได้

ยิ่งไปกว่านั้นคือยังส่งผลต่อสุขภาพ ปริมาณน้ำตาลเกิน จะทำให้เด็กมีน้ำหนักตัวมากขึ้น อาจทำให้เป็นโรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดสูง โรคอ้วน คอเลสเตอรอลสูง ซึ่งทั้งหมดจะแปรเป็นพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคหัวใจในอนาคตด้วยล่ะ (ไม่เฉพาะต่อเด็กๆ ดอกนะ คนโตๆ ก็ไม่ควรกินน้ำตาลเกินด้วยเช่นกัน)

 

9 วิธี หนีออฟฟิศซินโดรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/464082

9 วิธี หนีออฟฟิศซินโดรม

โดย…บีเซลบับ/ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ถ้าคุณมี 5 อาการต่อไปนี้ คุณเข้าข่ายเป็นโรคฮอตฮิตที่แพร่หลายที่สุดในเวลานี้ “ออฟฟิศซินโดรม” ที่คนทำงานออฟฟิศหลายคนกำลังประสบปัญหาอยู่ ประกอบด้วย อาการปวดตึงบริเวณคอ บ่า ไหล่ อาการยกแขนไม่ขึ้น อาการปวดหลัง อาการปวดตึงที่ต้นขา และอาการปวดศีรษะจากความเครียด ถ้ามีอาการดังกล่าวที่ยกมา มากบ้างน้อยบ้างก็ตามที คุณอาจเป็นหนึ่งที่จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองตั้งแต่เดี๋ยวนี้ เมื่อถึงเวลาทำงานหรือเมื่อเดินทางมาถึงออฟฟิศในทุกเช้า จะได้ไม่เป็นออฟฟิศซินโดรม เห็นออฟฟิศแล้วอยากรีบวิ่งเข้ามาทำงาน ไม่ใช่อยากวิ่งหนีแบบทุกวันนี้

1.เลือกนั่งติดริมหน้าต่าง รับแสงจากธรรมชาติ

2.ควรเปิดอากาศให้ถ่ายเทบ้าง เพราะอาคารที่ทำงานส่วนใหญ่ติดเครื่องปรับอากาศ แต่ก็ไม่ใช่ปิดตายหน้าต่างตลอดเวลา

3.ควรปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกครั้งที่ไม่ใช้งาน เพื่อลดการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงและความเครียด

4.หาต้นไม้สักต้นหรือหลายต้น ช่วยดูดซับสารพิษและเป็นที่พักสายตาจากคอมพิวเตอร์

5.ในบางครั้งอาจลองนัดกันปิดแอร์ แล้วใช้พัดลมบ้าง โดยนัดกันสวมเสื้อผ้าบางเบา หรือสบายๆ จะรู้สึกเย็นสบายแบบไม่ต้องง้อแอร์ ดีต่อสุขภาพและประหยัดดีด้วย

6.งดสูบบุหรี่เด็ดขาดในที่ทำงาน ที่ทำงานบางแห่ง พอพนักงานส่วนใหญ่ กลับบ้านไป พนักงานส่วนที่ทำงานเวลากลางคืนจะสูบบุหรี่ ควรตั้งเป็นกฎเหล็กห้ามเด็ดขาด เพราะไม่ดีต่อสุขภาพของทุกคน

7.ควรติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ และอาจมีตู้ปลาสักตู้เพื่อคืนความชื้นที่เสียไป

8.หมั่นทำความสะอาดโต๊ะทำงานและจัดระเบียบให้สะดวกต่อการใช้สอย

9.ถ้าคุณทำงานโดยใช้คอมพิวเตอร์ หรือนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน อย่าลืมตั้งกฎให้ตัวเอง หรือพยายามเตือน ตัวเองเมื่อนึกได้ทุกครั้ง ให้เงยหน้าขึ้น แล้วมองออกไปไกลๆ ทุกๆ 20 นาที เพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าของสายตา

ออฟฟิศซินโดรม ก็ออฟฟิศซินโดรม ถ้าเราตั้งใจจริง เราจะสร้างพฤติกรรมการทำงานในออฟฟิศใหม่ที่ไม่เป็นภัยต่อ ตัวเองได้แน่ ทำงานให้สนุกด้วยสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดีกันดีกว่า!

 

โยคะแก้อาการเจ็ตแล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/463932

โยคะแก้อาการเจ็ตแล็ก

โดย…ภาดนุ ภาพ โยคะ แอนด์ มี

ช่วงปลายปีนี้ เชื่อว่าหลายคนเริ่มวางแผนท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศกันแล้ว สำหรับนักเดินทางที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวต่างประเทศแบบข้ามไปอีกซีกหนึ่งของโลก แน่นอนว่าเวลาที่แตกต่างกันย่อมทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวไม่ทัน ส่งผลให้มีอาการอ่อนเพลียจากการเดินทาง หรืออาการเจ็ตแล็ก (Jet Lag) ทำให้นอนไม่หลับช่วงกลางคืน ง่วงนอนช่วงกลางวัน เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า และหงุดหงิด ส่งผลให้แผนการท่องเที่ยวที่วางไว้ไม่สนุกอย่างที่คิด เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงนำ 4 ท่าโยคะง่ายๆ ที่ช่วย “แก้อาการเจ็ตแล็ก” มาฝากผู้อ่าน

ครูบี-กุลรัตน์ ทวีนุช และครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ สองกูรูโยคะจาก สตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี (Yoga & Me) ได้นำเสนอท่าฝึกโยคะพื้นฐานเหล่านี้ เพื่อตอบโจทย์ให้นักเดินทางเตรียมร่างกายให้พร้อมลุยได้ทุกทริป ผ่านการยืดเหยียดสร้างความยืดหยุ่น ความแข็งแรงให้กับหัวไหล่ กล้ามเนื้อกระดูกสันหลัง สะโพก ต้นขา น่อง และข้อเท้า เพื่อผ่อนคลายอาการหดตึงของกล้ามเนื้อ แถมท่าฝึกที่ผ่อนคลายนี้ยังช่วยให้สมองปลอดโปร่ง บรรเทาอาการอ่อนล้า ช่วยให้นอนหลับสบาย พร้อมทั้งฟื้นคืนพลังร่างกายให้กลับมา ทำให้คุณโพสท่าถ่ายรูประหว่างทริปได้อย่างเต็มที่

Downward Facing Dog

 

01 ท่า Downward Facing Dog

วิธีทำ

– ยืนตรง กางขาออกให้ความกว้างของขาทั้งสองข้างเท่ากับความกว้างของสะโพก จากนั้นค่อยๆ ก้มตัวลงไปข้างหน้า ถ้ารู้สึกตึงให้งอเข่า

– เท้าทั้งสองข้างขนานกัน ปลายเท้าชี้ไปด้านหน้า วางมือลงบนพื้น ให้มือทั้งสองข้างกว้างเท่ากับความกว้างของแผ่นอก

– จากนั้นค่อยๆ เดินเท้าไปด้านหลัง ให้สะโพกชี้ขึ้นไปด้านบน ออกแรงกดฝ่ามือและเท้าทั้งสองข้างลงกับพื้น เหยียดหลังและข้อศอกให้ตรง ทิ้งศีรษะลง ผ่อนคลายคอ

– หายใจเข้าออกสบายๆ ค้างท่าไว้ 3-5 ลมหายใจ แล้วทำซ้ำ

ประโยชน์

ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง บรรเทาอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยล้า ช่วยให้ร่างกายฟื้นคืนพลัง สดชื่น กระปรี้กระเปร่าขึ้น ช่วยยืดหลัง และคลายอาการปวดหลังจากการนั่งเป็นเวลานาน

Tree

 

02 ท่า Tree

วิธีทำ

– ยืนตรง ขาทั้งสองข้างชิดกัน ยกขาขวาขึ้น งอเข่า และวางฝ่าเท้าขวาชิดต้นขาซ้ายด้านใน เหยียดแขนทั้งสองข้างขึ้นแนบใบหู และประกบนิ้วมือ

– ยืดลำตัวขึ้น ให้หลังตรง หายใจเข้าออก ผ่อนคลายคอ หัวไหล่ ค้างท่าไว้ 3-5 ลมหายใจ สลับทำอีกข้างหนึ่ง

ประโยชน์

ช่วยให้จิตใจสงบ สร้างสมดุลให้ร่างกาย ช่วยยืดหัวไหล่ แผ่นอก และต้นขา

Bridge

 

03 ท่า Bridge

วิธีทำ

– นอนหงายลงบนพื้น จากนั้นชันเข่าขึ้น ให้หัวเข่าและน่องตั้งฉากกับพื้น โดยความกว้างของขาทั้งสองข้างเท่ากับความกว้างของสะโพก

-ค่อยๆ ยกสะโพก หลังส่วนล่าง กลาง และบนให้ลอยขึ้น ประสานนิ้วมือทั้ง 10 เหยียดแขนตึง และเก็บด้านหลังของต้นแขนไว้ใต้ลำตัว

– ยกช่วงแผ่นอกไปหาคาง สายตามองไปที่แผ่นอก ออกแรงดึงแขนมาทางส้นเท้า

– ค้างท่าไว้ 3-5 ลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ วางหลังส่วนบน กลาง ล่าง และสะโพกลงกับพื้น

ประโยชน์

ช่วยยืดแผ่นอก หลัง และกระดูกสันหลัง บรรเทาอาการเหนื่อยล้า ช่วยให้สมองปลอดโปร่งผ่อนคลาย ทำให้หลับสบาย

Spine Twist

 

04 Spine Twist

วิธีทำ

– นอนหงายลงบนพื้น กางแขนออกด้านข้างลำตัวและหงายฝ่ามือขึ้น งอเข่า และยกต้นขาเข้าหาอก

– บิดสะโพกและขาไปด้านขวา วางปลายเท้าลงบนพื้น ใช้มือขวาช่วยในการบิด โดยการกดขาขวาลงให้ใกล้พื้น จนรู้สึกตึงด้านข้างลำตัวด้านซ้าย

– หันศีรษะไปด้านซ้าย ค้างท่าไว้ 3-5 ลมหายใจ สลับทำอีกข้างหนึ่ง

ประโยชน์

สร้างความยืดหยุ่นให้กระดูกสันหลัง บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่างและสะโพกจากการนั่งเป็นเวลานาน ท่าบิดตัวช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะภายในร่างกายได้ดี ช่วยปลุกพลังให้ร่างกายสดชื่น แล้วยังทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

ท่าโยคะเบื้องต้นทั้ง 4 ท่าที่กล่าวไป หากนักเดินทางลองนำไปฝึกทำดู โดยค้างท่าเหล่านี้ไว้ให้นานขึ้นก็จะยิ่งได้ผลดีมากขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการฝึกโยคะหรืออยากได้ความรู้เพิ่มเติม สอบถามได้ที่ สตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี (Yoga & Me) ทุกสาขา www.yogaandme.net หรือ FB : yogaandme และ IG : @yogaandme

 

Parighasana (Gate Pose)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/463761

Parighasana (Gate Pose)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้จะช่วยในการยืดด้านข้าง เอว สะโพก และการได้ยืดซี่โครง หน้าท้อง รวมทั้งได้เพิ่มประสิทธิภาพการหายใจในขณะที่ค้างท่า แต่สำหรับคนที่มีปัญหาเจ็บหัวเข่า อาจใช้ตัวช่วยโดยใช้ผ้าห่มรองใต้หัวเข่า หรืออาจเลี่ยงท่านี้ โดยในเวอร์ชั่นนี้จะลงไปลึกขึ้น สำหรับคนที่มีความยืดหยุ่น หรือเป็นการท้าทายสำหรับผู้ฝึกใหม่

วิธีปฏิบัติ

1. ชันเข่าข้างขวาให้อยู่ในแนวฉาก และยืดขาซ้ายออกไปในแนวขนาน ตั้งส้นเท้าให้ตรง เพื่อเตรียม

 

2. หายใจเข้ายืดอก จากนั้นหายใจออก วางมือซ้ายไปที่พื้นใกล้ๆ กับข้อพับเข่า จากนั้นส่งมือขวาขึ้นสู่เบื้องบนหันหน้ามองตาม หากปวดคอ ก้มหน้า ค้างท่าประมาณ 30 วินาที หายใจเข้าออก

 

3. หากไปได้มากกว่าเดิม ให้ค่อยๆ ลดศอกข้างซ้ายลงไปที่พื้นแล้วพลิกมือจับส้นเท้า แล้วส่งมือขวาไปจับฝ่าเท้าซ้ายด้านนอกหายใจเข้าออก ค้างท่าประมาณ 20 วินาที

 

การดูแลผิวหนัง ด้วยศาสตร์แพทย์จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/463760

การดูแลผิวหนัง ด้วยศาสตร์แพทย์จีน

โดย…คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

ศาสตร์แผนจีนได้มีบันทึกเรื่องของความงามมายาวนานกว่าสองพันปี

ความหมายของความงามในศาสตร์แผนจีนคือ การที่มีสุขภาพร่างกายภายในที่แข็งแรง สุขภาพภายในดีจะส่งผลออกมาให้เห็นจากรูปลักษณ์ภายนอก การดูแลผิวพรรณความงามของจีนนั้นก็มีหลายวิธีไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรจีน เมนูอาหารสมุนไพร การดื่มชา ฝังเข็ม การนวดกดจุดตามเส้นลมปราณ การฝึกชี่กง ความรู้ต่างๆ เหล่านี้ถูกสืบทอดและสืบสานมาแต่ช้านานแล้ว ประเทศจีนถือเป็นประเทศรากฐานที่มีความรู้เรื่องสมุนไพรมากที่สุดในโลก สมุนไพรที่ถูกนำมาใช้ในเรื่องของความงามก็จะมีทั้งใช้รับประทานและใช้สำหรับภายนอกอีกด้วย

ปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ

ปัญหาฝ้าเป็นปัญหาที่สำคัญของสาว 25-ผู้สูงวัย ฝ้ามักเกิดที่บริเวณใบหน้า เป็นลักษณะปื้นดำๆ ดูไม่สวยงาม ทำให้หมดความมั่นใจ

สาเหตุของฝ้าในแผนจีน

1.ชี่ตับติดขัด ทำให้เกิดความร้อน คนที่อารมณ์แปรปรวนหงุดหงิดง่าย

2.ตับไตพร่อง มีอาการอ่อนเพลียง่าย ประจำเดือนผิดปกติ ฮอร์โมนแปรปรวน

3.ชี่และเลือดติดขัด คนที่มีประวัติโรคตับ ตับอักเสบ

4.ม้ามพร่องเกิดความร้อนความชื้น ระบบย่อยอาหารมีปัญหา ชอบรับประทานอาหารรสจัด

สมุนไพรที่ช่วยเรื่องผิวพรรณให้ดูขาวใส

สำหรับสาวๆ วัยรุ่นไม่ว่าจะรุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่ก็จะเผชิญปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำสีผิวไม่สม่ำเสมอ จากรอยดำสิว แสงแดด หรือฮอร์โมนแปรปรวนจากวัยหมดประจำเดือน

ในศาสตร์แพทย์จีนเชื่อว่าสาเหตุเหล่านั้นมาจากเลือด การไหลเวียนเลือดไม่ดี หรือเลือดพร่องขาด สารน้ำจากไตอินพร่องไปหล่อเลี้ยงที่ผิวไม่ดี สมุนไพรที่ช่วยทำให้สีผิวสม่ำเสมอ

เก๋ากี้ หรือโกจิเบอร์รี่

สรรพคุณของเก๋ากี้ สามารถบำรุงไต เสริมตับ บำรุงสายตา สามารถลดความดันโลหิตให้เป็นปกติได้ ยังช่วยลดน้ำหนักอีกด้วย ในด้านผิวพรรณสามารถฟื้นฟูเซลล์ผิวที่ถูกทำลายจากสารเคมีและรังสียูวีให้กลับสู่ปกติได้เร็วขึ้น

ดอกกุหลาบ

มีรสชาติหวาน ขมเล็กน้อย ฤทธิ์อบอุ่น สามารถผ่อนคลายอารมณ์ สลายเลือดคั่งทำให้เลือดไหลเวียนดี ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ปรับสภาพฮอร์โมนให้สมดุลอีกด้วย

ดอกเก๊กฮวย

สมุนไพรฤทธิ์เย็น มีรสขมและหวาน ระบายร้อน ขับสารพิษออกจากร่างกาย บำรุงสายตา มีงานวิจัยในจีนอีกว่าสามารถยับยั้งเม็ดสีเมลานินที่ก่อให้เกิดสีผิวไม่สม่ำเสมอและสามารถช่วยผลัดเซลล์ผิวตายได้ดีอีกด้วย

นำ 3 อย่างมาชงชา ดื่มระยะยาวช่วยให้ฝ้า รอยดำต่างๆ ให้จางลง และยังช่วยเติมสารน้ำให้กับผิวหน้าอีกด้วย

สมุนไพรที่นำทาพอกหน้าใช้ภายนอกที่ช่วยเรื่องฝ้า กระ รอยดำจากสิว ได้แก่

ผงไข่มุก

ถ้านำมารับประทานโดยเอามาชงน้ำกินช่วยเรื่องการนอนหลับให้ดีขึ้น เสริมภูมิต้านทาน ช่วยชะลอวัยทำให้ผิวดูเด็กลง ถ้านำมาใช้ภายนอกนำมาพอกหน้า หรือนำมาทาช่วยผิวหน้าขาวเนียนนุ่ม ผลัดเซลล์ผิวให้ไวขึ้น

ผงอัลมอนด์

สำหรับใช้ภายนอก ผงอัลมอนด์ถ้านำมาผสมน้ำผึ้งแล้วนำมาขัดผิวช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ขจัดสิ่งสกปรกที่ฝังลึกบนผิวให้หลุดออก น้ำมันในผลอัลมอนด์มีสรรพคุณ ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ทำให้ผิวไม่แห้งกร้านทำให้ผิวกระชับ อีกทั้งยังช่วยลดริ้วรอยก่อนวัยและรอยตีนกา

นำ 2 อย่างมาผสมแล้วผสมกับน้ำผึ้งนำมาพอกทิ้งไว้ 20 นาทีแล้วล้างออก ทำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ต่อเนื่อง-เดือนจะเห็นผลการรักษา

การป้องกันดูแลไม่ให้เกิดฝ้า

1.หลีกเลี่ยงการเจอแสงแดดโดยตรง ควรพกร่มหรือใส่หมวกเมื่อเจอแสงแดด

2.ทำให้จิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียดหรือกังวล

3.รับประทานผักผลไม้ให้มาก โดยเฉพาะผลไม้ทีมีวิตามินซีสูง

4.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ปัญหาสิว

การดูแลผิวหน้าให้เนียนนุ่มรูขุมขนที่ละเอียด มีผิวขาวใสสุขภาพดีนั้นเป็นเรื่องที่ยากสำหรับวัยรุ่น เนื่องจากต้องเจอกับปัญหาสิวที่เป็นปัญหาใหญ่และทำให้ผิวหน้าเราไม่สวยงาม สาเหตุของสิวก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเกิดจากฮอร์โมนเป็นหลัก การแพทย์แผนจีนเชื่อว่าสาเหตุของสิว ได้แก่

1.ปอดร้อน เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด ทำให้เกิดสิวแดงอักเสบ

2.กระเพาะลำไส้มีความร้อนความชื้น เกิดจากการทานอาหารที่มีรสจัด และการทานน้ำเย็นทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานไม่ดี หน้ามัน สิวอุดตันทั่วใบหน้า

3.เสมหะสะสม เกิดจากการเป็นสิวระยะเวลายาวนาน สิวลักษณะที่พบเห็นเป็นตุ่มซีสต์ไขมัน ผิวหน้าไม่เรียบมีรอยแผลเป็น

สำหรับผิวหน้ามันเป็นสิวง่าย สมุนไพรที่เหมาะกับคนเป็นสิว ได้แก่

ดอกเก๊กฮวยป่า

สรรพคุณขับความร้อนหัวใจบำรุงสายตา ขับลมระบายร้อน ลดอาการอักเสบ เหมาะสำหรับสิวอักเสบรุนแรง เป็นเรื้อรังไม่หาย สิวที่เกิดจากการนอนดึก ช่วยลดการอักเสบของสิวได้เป็นอย่างดี

จินหยินฮวา หรือ ดอกสายน้ำผึ้ง

มีรสหวานมีฤทธิ์เย็น สามารถขับพิษระบายร้อน ช่วยลดอาการเจ็บคอจากการอักเสบ ลดอาการอักเสบของสิวอักเสบ

ซานจา หรือซัวจา

รสหวาน, เปรี้ยว มีฤทธิ์อุ่น

ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดและการแข็งตัวของหลอดเลือด ช่วยระบบย่อยอาหาร สำหรับท้องอืดอาหารไม่ย่อย เรื่องผิวพรรณลดความมันของใบหน้า ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเป็นสิว

เจว๋หมิงจึ หรือเมล็ดขี้เหล็ก

ระบายไฟร้อนที่ตับ ช่วยให้ขับถ่ายคล่อง สำหรับคนเป็นสิวที่ระบบขับถ่ายไม่ดี มีความร้อนในกระเพาะและลำไส้

การป้องกันดูแลไม่ให้เกิดสิว

1.การรับประทานอาหารที่มีรสกลางไม่จัดจ้าน ดื่มน้ำอุณหภูมิห้องไม่ทานเย็นจัดจนเกินไป

2.พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใส

3.เช็ดเครื่องสำอางล้างหน้าให้สะอาด