นอนดึกแต่ไม่อ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/463155

นอนดึกแต่ไม่อ้วน

โดย…กันย์ ภาพ   คลังภาพโพสต์ทูเดย์

คุณเป็นอีกคนที่ชอบหอบงานกลับมาทำที่บ้าน หรือนอนดึกอยู่บ่อยๆ หรือเปล่า? ถ้าไม่อยากให้ร่างกายแย่และโทรมจนเป็นผีดิบเดินได้ละก็ต้องกินอาหารจำพวกนี้ แต่กินอะไรตอนดึกไม่ให้อ้วน? คำถามนี้ต้องเกิดขึ้นเป็นแน่สำหรับคนที่นอนดึก และจะใช้วิธีนี้คำตอบก็คือ หาอะไรกินจำพวกที่มีน้ำตาลและไขมันน้อย เช่น ผลไม้ที่หวานน้อย และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ หรือเครื่องดื่มประเภทนมถั่วเหลือง นมข้าวโอ๊ต ที่หวานน้อย และกินในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้นก็ไม่อ้วน

กล้วย 

กล้วยหอม ผลไม้ที่กินแล้วอิ่ม แต่ไม่เหมาะกับคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร หรือคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน แนะนำให้กินแค่ครึ่งผลเท่านั้น เพราะกล้วยหอมนั้นให้พลังงานมากถึง 100 กิโลแคลอรี่ต่อหน่วยเลยทีเดียว และมีน้ำตาลอยู่ถึง 3 ชนิด ได้แก่ ซูโครส ฟรักโตส และกลูโคส รวมทั้งเส้นใยอาหารด้วย

ดังนั้น ร่างกายเราจะได้รับพลังงานและสามารถนำไปใช้ได้ทันที จึงต้องระวังในการกินในมื้อดึกนะ แต่ถ้าไม่อิ่มเพราะกินครึ่งผล แนะนำให้กินคู่กับนมธัญพืชหวานน้อยจะดีที่สุด ถึงอย่างไรกล้วยก็มีประโยชน์ช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและบำรุงสมองอีกด้วย

มะเขือเทศ 

ผักสีสด เช่น ฟักทอง มะเขือเทศ แครอต ผักจำพวกนี้มีสารฟลาโวนอยด์และแคโรทีนนอยด์ปริมาณสูง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการนอนหลับและผักเหล่านี้เราสามารถนำมาทำสลัด หรือนำมาปรุงเป็นมื้ออร่อยได้หลากหลายเมนูอีกด้วย

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ 

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ มัลเบอร์รี่ และเชอร์รี่ ผลไม้จำพวกนี้ก็มีส่วนในการช่วยให้นอนหลับดี แต่ถ้าไม่มีหรือหาลำบากก็สามารถกินผลไม้สายพันธุ์เดียวกันได้ เช่น ลูกหม่อน ลูกมะเม่า ได้ แต่ควรกินแบบสดจะดีกว่าแบบแห้ง นอกจากจะช่วยในการนอนหลับแล้วกินผลไม้จำพวกนี้ไม่ทำให้อ้วนแถมยังช่วยล้างพิษในร่างกายให้รู้สึกสดชื่น ผิวพรรณผ่องใส

กิมจิ 

ไม่น่าเชื่อว่าในกิมจิจะมีสารกาบาปริมาณสูงและมีแล็กโตบาซิลลัส ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย คุณก็ยังสามารถกินกิมจิระหว่างวัน เพื่อให้ร่างกายเก็บสะสมสารกาบานี้ไว้ใช้ตอนกลางคืนได้ด้วย รับรองหลับสบายแน่

นมถั่วเหลือง

นมธัญพืชชนิดต่างๆ ขอแนะนำให้คนที่ต้องทำงานในตอนดึกดื่ม คือ นมถั่วเหลือง นมข้าวโอ๊ต นมอัลมอนด์ โดยเลือกชนิดที่หวานน้อย หรือไม่เติมน้ำตาลเพื่อร่างกายจะได้ไม่ตื่นตัวมากเกินไปและเพื่อป้องกันภาวะไขมันหรือน้ำตาลในเลือดสูง ควรดื่มก่อนนอน 1 แก้ว ก็จะช่วยให้นอนหลับดียิ่งขึ้น

ปลาทู ปลาค้อด ปลาแซลมอน

ปลาสามชนิดนี้ถือว่ามีสารกาบาและเซโรโทนินปริมาณที่สูงสุดเลยนะ ใครที่ชอบกินปลานี่ต้องมีไว้สักหนึ่งเมนู และถ้าใครที่หาปลาค้อดกินลำบากก็ขอแนะนำให้กินปลาทู เพราะเป็นปลาที่ช่วยในการนอนหลับได้ดีเยี่ยมจริงๆ

ถั่ว

ถั่วชนิดต่างๆ โดยเฉพาะ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง และถั่วดำ ถั่วเหล่านี้มีสารกาบาปริมาณที่สูงเลยทีเดียวแนะนำให้ต้มแบบธรรมดาหรือใส่น้ำตาลนิดหน่อยให้ร่างกายได้เก็บเอาสารเหล่านี้ไปใช้ในยามค่ำคืนจะช่วยให้การนอนหลับของคุณดีขึ้น

อัลมอนด์ 

ผลเล็กๆ นี้เชื่อหรือไม่ว่าเต็มไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหารอัดแน่นอยู่ในเม็ดเล็กๆ เหล่านี้ แถมยังมีกรดไขมันจำเป็นที่ช่วยเพิ่มระดับไขมันดี (HDL) ในร่างกายได้อีกและมีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ รวมทั้งต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยเพิ่มฮอร์โมนเมลาโทนินในร่างกาย มีแมกนีเซียม แคลเซียม และซีลีเนียมในปริมาณสูง สารเหล่านี้ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง แนะนำให้กินครั้งละ 1 หยิบมือเท่านั้น

 

โรคกระดูกพรุน มฤตยูร้ายของคนสูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/463096

โรคกระดูกพรุน มฤตยูร้ายของคนสูงวัย

โดย…พุสดี

องค์การอนามัยโรค (WHO) ระบุว่า โรคกระดูกพรุนเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่มีความสำคัญต่อประชากรผู้สูงอายุมากที่สุด โดยเพศหญิงจะมีโอกาสกระดูกหักจากโรคนี้มากถึง 30-40% ขณะที่เพศชายมีโอกาสพบเพียงแค่ 13% เท่านั้น โดยช่วงวัยที่พบมากที่สุดคือ ระหว่าง 60-80 ปี และ 2 ใน 3 พบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 80 ปี โดยภาวะกระดูกพรุนในระยะแรกมักไม่แสดงอาการใดๆ จะมีเพียงแค่ความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้ง่ายเท่านั้น ส่วนที่พบการหักได้บ่อยคือ แขน สะโพก ไหล่ กระดูกสันหลัง และข้อมือ การหักของกระดูกสันหลังอาจไม่มีอาการปวดในระยะแรก แต่อาจทำให้ความสูงลดลงและมีอาการปวดตามมา ไปจนถึงการเกิดภาวะทุพพลภาพได้

นพ.วรัท ทรรศนะวิภาส แพทย์ด้านโรคข้อและกระดูก โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรคกระดูกพรุนเป็น “ภัยมฤตยูเงียบ” ที่มีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในช่วงวัยหนุ่มสาวนั้นการสร้างกับการทำลายจะสมดุลกัน แต่เมื่ออายุมากขึ้นตัวทำลายก็จะมีมากกว่าตัวสร้าง ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน ร่างกายจะเตี้ยลง และเมื่อเกิดอุบัติเหตุกระดูกก็จะหักได้ง่าย ที่สำคัญคือจะมีอาการปวดหลังอย่างมาก

ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน ได้แก่ 1.เชื้อชาติ คนผิวขาวเป็นมากกว่าคนในแถบเอเชีย แต่คนเอเชียจะพบได้มากกว่าคนผิวสี 2.พันธุกรรม 3.อายุ เมื่ออายุ 65 ปีจะก้าวเข้าสู่ภาวะกระดูกพรุน หรือผู้หญิงหลังจากหมดประจำเดือนไปแล้ว 5 ปี มักเป็นโรคกระดูกพรุนได้มากกว่าผู้ชาย นอกจากนี้ยังพบในคนผอมมากกว่าคนอ้วน

“วิธีการป้องกันโรคกระดูกพรุน คือ เร่งสร้างและสะสมมวลกระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่วัยเด็ก ด้วยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะกลุ่มผักใบเขียว กินอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีสูง ตามหลักผู้ใหญ่ควรได้รับแคลเซียม วันละ 800-1,000 มก. หากเป็นหญิงวัยหมดประจำเดือนควรได้รับแคลเซียม วันละ 1,500-2,000 มก. และสำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรได้รับแคลเซียมวันละ 800-1,000 มก. หากกลัวอ้วน อาจเปลี่ยนเป็นนมพร่องมันเนยหรือเนย แต่หากแพ้นมวัวสามารถใช้นมถั่วเหลืองแทนได้ โดยดื่มในปริมาณที่มากขึ้นเพราะนมถั่วเหลืองมีแคลเซียมน้อยกว่านมวัว สำหรับกรณีที่ไม่สามารถดื่มได้ ควรเลือกกินอาหารที่มีแคลเซียมมาก เช่น  ปลาตัวเล็ก  กุ้งแห้ง ผักใบเขียว”

นอกจากนี้ยังแนะนำให้ออกกำลังกายเพื่อช่วยให้กระดูกแข็งแรง เพราะยิ่งออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้สม่ำเสมอมากเท่าไหร่ กล้ามเนื้อจะเป็นตัวช่วยอย่างดีในการกระชับข้อต่อและกระดูกต่างๆ ให้แข็งแรง โดยออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน

“ผู้สูงอายุที่มีกระดูกบางหรือแม้กระทั่งผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนสามารถออกกำลังกายได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ควรรับวิตามินดีให้พอเพียง เพราะวิตามินดีช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและนำแคลเซียมไปสร้างกระดูก นอกจากนี้ยังต้องให้ร่างกายได้รับแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น ประมาณ 10-15 นาที เพราะผิวหนังก็สามารถสร้างวิตามินดีจากแสงแดดได้เช่นกัน พร้อมเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ได้แก่ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา”

 

ท่าบริหารกล้ามเนื้อท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ตุลาคม 2559 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/462784

ท่าบริหารกล้ามเนื้อท้อง

โดย…วราภรณ์

เสน่ห์ของหญิงสาวนอกจากใบหน้าจะสวยแล้ว ยังต้องดูแลรูปร่างให้สมส่วน โดยเฉพาะหน้าท้อง ใครไม่อยากมีพุงหรือมีหน้าท้องยื่น Virgin Active มีท่าออกกำลังกายเพื่อดูแลหน้าท้องให้แบนราบมาฝาก

ท่าที่ 1 Crunch บริหารกล้ามเนื้อส่วนท้องบน

– นอนราบกับพื้น กางข้อศอกออก เงยหน้า งอหัวเข่าขึ้นมาตามภาพ

– ยกตัวขึ้นนิดเดียวพอ ขณะที่ยกตัวอย่าหุบข้อศอก ไม่ยกลำตัวสูงจนเกินไป เพราะจะทำให้บริเวณกล้ามเนื้อหลังและกระดูกสันหลังบาดเจ็บหรือปวดได้ คางอย่าชิดอก เงยหน้าไว้ ทำค้างไว้ 10-20 วินาที แล้วนอนราบกับพื้น ทำซ้ำกัน 15-20 ครั้ง ถือเป็น 1 เซต ทำ 3 เซต

Crunch

 

ท่าที่ 2 Leg Raise บริหารกล้ามเนื้อท้องด้านล่าง

– นอนราบไปกับพื้น วางมือที่ใบหู หลังคอ

– หายใจออกพร้อมกับยกขาทั้งสองข้างขึ้น งอเข่าเล็กน้อย ห้ามหลังงอเพราะอาจจะทำให้ปวดหลังในอนาคตถ้าทำบ่อยๆ หายใจเข้าพร้อมกับค่อยๆ ลดขาลงจนเกือบถึงพื้นและทำท่าซ้ำ 15-20 ครั้ง ถือเป็น 1 เซต ทำ 3 เซต

Leg Raise

 

ท่าที่ 3 Side Plank บริหารท้องด้านข้าง

ท่านี้เหมาะกับการกระชับกล้ามท้องด้านข้างมากๆ แถมบริหารกล้ามเนื้อปีกหลังของคุณได้ดีอีกด้วย

– เริ่มต้นโดยอยู่ในท่า Plank วางข้อศอกลงบนพื้น ลำตัวด้านข้างติดพื้น ขาเหยียดตรงเท้าซ้ายขวาอยู่บนพื้นไม่ทับกัน

– หายใจเข้าพร้อมกับยกเอวขึ้น เอามือเท้าเอว ดังภาพ นับในใจ 10 วินาที เอาสะโพกลง ทำซ้ำ 10-15 ครั้ง สำหรับมือใหม่ หรือ 15-20 ครั้ง สำหรับผู้ออกกำลังกายเป็นประจำ ทำ 15 ครั้ง ถือเป็น 1 เซต ทำซ้ำ 3 เซต

Side Plank

 

ท่าที่ 4  Plank บริหารได้ทุกส่วนของร่างกาย

– นอนคว่ำหน้ากับพื้น มือกางอยู่บริเวณหัวไหล่ ความกว้างพอดีกับช่วงลำตัว จากนั้นยกก้นพร้อมลำตัวขึ้น พร้อมตั้งแขน เวลายกสะโพกขึ้นเหนือพื้น อย่ายกสูงหรือต่ำจนเกินไป เพราะหากยกต่ำเกินจะทำให้รู้สึกปวดหลัง หากสูงไปจะไม่สามารถใช้กล้ามเนื้อที่ท้องได้เต็มที่ ยกค้างไว้ 10-15 วินาที และค่อยๆ วางทั้งตัวลง ทำซ้ำสัก 3 เซตก็ถือว่าสุดยอด

รับรองหากออกกำลังกายดังท่าที่แนะนำ กล้ามเนื้อเฟิร์มแน่นอน โดยเฉพาะหน้าท้อง แต่ต้องหมั่นทำเป็นประจำเกือบทุกวัน

Plank

 

Pigeon with shoulder opener (Eka Pada Kapotasana variation)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2559 เวลา 09:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/462547

Pigeon with shoulder opener (Eka Pada Kapotasana variation)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอฃ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านกพิราบ มีการประยุกต์ท่าได้หลากหลาย ช่วยยืดกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก ยืดขาหนีบ และการทำงานของข้อต่อสะโพก ช่วยคลายปวดหลังล่างได้เมื่อพับตัวมาด้านหน้า ทั้งยังช่วยเพิ่มระบบไหลเวียนโลหิตบริเวณมดลูก แต่สำหรับคนที่มีปัญหาบาดเจ็บที่เข่าอาจงดท่านี้หรือใช้ผ้าห่มช่วยรองก้น ในเวอร์ชั่นนี้จะมีการเปิดหัวไหล่ในขณะที่เปิดสะโพกร่วมด้วย

วิธีปฏิบัติ

1 ทำท่าแมว แล้วเลื่อนขาขวาไปด้านหลังเพื่อเตรียม

 

2 ส่งขาซ้ายมาขนานข้อมือ จิกนิ้วเท้าขวาไว้ก่อนเพื่อให้ขาหลังตรง ค้างท่าประมาณ 10 วินาที หายใจเข้าออก

 

3 เริ่มบิด โดยวางท่อนแขนขวาขวาง วางข้อศอกลงท่อนแขนขนานกับขาหน้า เช็กตำแหน่งแขนที่วางให้พอดี หากรู้สึกแคบไปหรือกว้างไป ขยับแขนให้อยู่ตำแหน่งที่สมดุล หายใจเข้าออก ค้างท่าประมาณ 10 วินาที

 

4 เริ่มเปิดไหล่ โดยส่งแขนซ้ายอ้อมหลังและจับนิ้วเท้าซ้าย หันหน้าไปด้านซ้าย ผ่อนคลายต้นคอ ค้างท่าประมาณ 15 วินาที หายใจเข้าออก

 

5 หันหน้ากลับมาด้านหน้า หายใจออกก้มหน้าลง วางหน้าผากลงที่ท่อนแขน ค้างท่าประมาณ 20 วินาที หายใจเข้าออกธรรมชาติ แล้วลองทำสลับข้าง

 

สัญญาณเตือนภัย หลังผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2559 เวลา 09:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/462546

สัญญาณเตือนภัย หลังผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมไปแล้ว นานวันเข้าแม้จะไม่มีการแสดงอาการถึงความเจ็บปวดของข้อเข่า จึงไม่ได้ไปพบแพทย์ตามที่นัดเพื่อตรวจดูอาการ เพราะอาจจะคิดไปเองว่าไม่เป็นอะไรแล้ว แต่นั่นอาจเป็นบ่อเกิดของปัญหาใหญ่ที่จะทำให้ข้อเข่านั้นเกิดการติดเชื้อของข้อเข่าเทียมที่เคยได้รับการผ่าตัดมาก่อนหน้านี้ก็เป็นได้ เพราะผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมนั้นควรได้รับการตรวจดูอาการตามที่แพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ

นพ.อุดม ตันติพันธุ์พิพัฒน์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (การผ่าตัดข้อเข่าและข้อสะโพก) โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111 เปิดเผยว่า ปัญหาสำคัญหลังจากการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมที่พบได้บ่อยๆ คือ

1.การติดเชื้อหลังการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม ซึ่งมีโอกาสพบได้ใน 1-2%

2.ข้อเข่าหลวมหลังจากการใช้งานที่ยาวนาน

3.ข้อเข่ายึดติดไม่สามารถงอเข่าหรือเคลื่อนไหวข้อเข่าได้

สำหรับการผ่าตัดครั้งแรกให้ประสบความสำเร็จผู้ป่วยควรพิจารณาปัจจัย 3 ข้อ

1.ตัวผู้ป่วย ต้องปฏิบัติตัวตามที่แพทย์แนะนำในการเตรียมตัวก่อนและหลังการผ่าตัดให้เหมาะสม

2.ชนิดข้อเข่าเทียมที่ใช้ ต้องมีคุณภาพได้รับการรับรองมาตรฐาน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง

3.ศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดต้องมีความรู้ ความชำนาญ รวมถึงประสบการณ์และเทคนิคการผ่าตัดที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการวางตำแหน่งของข้อเทียมที่ถูกต้องเหมาะสม และจัดวางความตึงของเนื้อเยื่อและเส้นเอ็นรอบข้อเข่าได้อย่างสมดุล

นพ.อุดม ตันติพันธุ์พิพัฒน์

 

อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีอาการปวดข้อเข่าเรื้อรังหลังจากการผ่าตัด ซึ่งเป็นอาการหนึ่งที่ต้องพึงระวังและสงสัยเนื่องจากส่วนใหญ่หลังจากการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมผู้ป่วยจะรู้สึกสบาย เดินไม่เจ็บไม่ปวด ส่วนอาการที่ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์หากการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมไม่ประสบความสำเร็จ คือ

1.ข้อเข่าบวม และมีอาการปวดข้อเข่าขณะพักและเคลื่อนไหวข้อเข่า เนื่องจากมีการอักเสบของข้อเข่าและเยื่อหุ้มข้อเข่าตลอดเวลา

2.มีไข้ ซึ่งอาจจะเกิดการติดเชื้อหลังการผ่าตัด

สำหรับการผ่าตัดแก้ไข หากเกิดการติดเชื้อแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

1.หากสงสัยว่าอาจจะมีอาการติดเชื้อจากภาพถ่ายเอกซเรย์ ผลการตรวจเลือด ผลการตรวจน้ำในข้อเข่าทางห้องปฏิบัติการ แต่ข้อเข่าเทียมยังไม่หลวมหรือมีการเปลี่ยนตำแหน่งของข้อเข่าเทียม กรณีนี้แพทย์สามารถผ่าตัดเปิดผิวข้อเข่าและทำการล้างทำความสะอาดข้อเข่า และให้ยาปฏิชีวนะต่อประมาณ 2-4 สัปดาห์

2.หากกรณีที่พบว่ามีการติดเชื้อโดยมีผลตรวจเลือดและผลตรวจน้ำข้อเข่าว่ามีลักษณะการติดเชื้อร่วมกับมีการหลวมหรือเปลี่ยนตำแหน่งของข้อเข่าเทียมจากภาพเอกซเรย์ แพทย์จะต้องเข้าไปผ่าตัดล้างเอาการติดเชื้อ เช่น หนอง และเนื้อเยื่อที่มีการอักเสบออกจากนั้นนำเอาข้อเข่าเทียมที่ใส่ครั้งแรกออกทั้งหมด และใส่ตัวชั่วคราว (Antibiotic Cement Spacer) ซึ่งมีทั้งแบบเคลื่อนไหวข้อเข่าได้ และแบบที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อเข่าได้ หลังจากนั้นให้ยาปฏิชีวนะต่อประมาณ 4-6 สัปดาห์ และแพทย์จะตรวจดูว่า ผลเลือดที่เราติดตามการติดเชื้อมีค่าลดสู่ภาวะปกติหรือยัง จึงจะทำการผ่าตัดอีกครั้งเพื่อใส่ข้อเข่าเทียมใหม่เข้าไป อย่างไรก็ตามต้องรักษาการติดเชื้อให้หายสนิทก่อน ซึ่งผู้ป่วยจะต้องผ่าตัดหลายครั้งมากหากพบปัญหาที่มาจากสาเหตุการติดเชื้อของข้อเข่าเทียม ดังนั้น ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และติดตามดูอาการที่แพทย์นัดอย่างเคร่งครัดเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยเอง

ระยะพักฟื้น

สำหรับระยะการพักฟื้นก็จะนานกว่าการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมครั้งแรกที่ไม่มีการติดเชื้อ อาจจะอยู่ที่ประมาณ 4 สัปดาห์ หรืออาจจะมากกว่านั้น

การดูแลหลังผ่าตัด

วิธีการดูแลหลังการผ่าตัด สิ่งที่สำคัญโดยปกติแพทย์ที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมให้ผู้ป่วยแล้ว แพทย์จะนัดผู้ป่วยเพื่อตรวจดูอาการหลังจากผ่าตัดที่ 1 สัปดาห์ และสัปดาห์ที่ 2 แพทย์จะนัดมาดูแลผ่าตัดว่า มีลักษณะที่บ่งบอกถึงการติดเชื้อหรือไม่ หลังจากนั้นแพทย์ก็จะนัดอีก 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี ตามลำดับ จากนั้นทุกๆ 1 ปีแพทย์จะนัดติดตามดูอาการ เพื่อเป็นการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะเริ่มแรก

สุดท้ายนี้ ผู้ป่วยที่จะต้องรับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม มีข้อควรพิจารณาเพื่อใช้ประกอบในการผ่าตัด คือ 1.ผู้ป่วยควรเตรียมร่างกายให้พร้อม มีโรคประจำตัวอย่างไรต้องรักษา เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เช่น ถ้ามีโรคเบาหวานก็ต้องรักษาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 2.พิจารณาเลือกใช้ข้อเข่าเทียมที่ได้มาตรฐาน และประการสุดท้ายคือ พิจารณาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมที่ได้มาตรฐานและมีประสบการณ์

 

ทางรอดจากโรคหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ตุลาคม 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/462198

ทางรอดจากโรคหัวใจ

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ… อีพีเอ

อลิซ พาร์ค คอลัมนิสต์ของเว็บไซต์ time.com เขียนบทความด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคหัวใจ ระบุว่า ผู้สูงอายุสามารถลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้โดยไม่ใช้ยา ด้วยการกินเนื้อสัตว์ให้น้อย กินผักให้มาก และหมั่นออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง ซึ่งผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ เช่น คอเลสเตอรอลสูง น้ำหนักมากและความดันโลหิตสูง ถ้าปรับพฤติกรรมมาดูแลตัวเองก็จะลดความเสี่ยงได้มาก

ดร.ไมเคิล บลาฮา และเพื่อนร่วมงานจาก JohnsHopkins Ciccarone Center ศูนย์ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ เปิดเผยว่า เมโยคลินิก (Mayo Clinic)องค์กรสุขภาพแถวหน้าในอเมริกา ได้ทำการศึกษาประชาชนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ก่อนที่จะเกิดอาการโรคหัวใจ พบว่า ถ้าเกิดอาการโรคหัวใจกำเริบจะมีโอกาสรอดสูงกว่าผู้ที่เป็นโรคหัวใจแต่ไม่ออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายน้อย

การวิจัยได้ศึกษาข้อมูลจากเวชระเบียนระบบดิจิทัล ทั้งชายและหญิงมากกว่า 2 หมื่นคน โดยทั้งหมดได้รับการทดสอบความฟิตของร่างกายด้วยการวิ่งบนลู่วิ่ง พบว่า ผู้ที่วิ่งได้ว่องไว มีโอกาสที่จะเสียชีวิตหลังเกิดอาการโรคหัวใจกำเริบ น้อยกว่าผู้ที่ไม่ฟิตร้อยละ 40

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ออกกำลังกายมาก และกินให้น้อยลง ก็จะเป็นตัวช่วยให้คุณมีอายุยืนยาวและมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจน้อยลง“คนไข้ส่วนใหญ่มาหาผมเพราะเป็นห่วงเรื่องความเสี่ยง พวกเขามีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคหัวใจ หรือมีปัญหาสุขภาพเรื่องคอเลสเตอรอลสูงสูบบุหรี่จัด และพวกเขาจะอยากรู้ว่า ควรทำอย่างไรซึ่งตอนนี้เราค้นพบว่า ไม่มียาตัวไหนจะดีไปกว่าการดูแลตัวเอง หมั่นออกกำลังกาย และกินอาหารประเภทผัก ผลไม้ แทนเนื้อสัตว์ นับเป็นยาที่ดีที่สุดที่จะป้องกันโรคหัวใจได้อย่างดี” ดร.ไมเคิล กล่าว PT

 

ออกกำลังกายมากสมองใหญ่ขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ตุลาคม 2559 เวลา 10:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/462196

ออกกำลังกายมากสมองใหญ่ขึ้น

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ อีพีเอ

เหตุผลที่ดีที่คุณจะลุกขึ้นมาออกกำลังกาย คือ ถ้าคุณขยับ สมองคุณจะทำงานได้ดีขึ้น การศึกษาชิ้นล่าสุดที่เผยแพร่ใน Journal Neurology พบว่า ผู้ที่ไม่แอ็กทีฟในช่วงวัยกลางคนที่ผ่านมา จะมีสมองเล็กกว่าคนในวัยเดียวเมื่อเข้าสู่วัยชรา โดยได้ทำการวิจัยจากชายและหญิงจำนวน 1,583 คน ที่ไม่เคยเป็นโรคจิตเสื่อมและโรคหัวใจ พวกเขาวิ่งบนลู่วิ่งเพื่อประเมินสมรรถภาพทางกาย จากนั้นอีก 20 ปีต่อมาได้ตรวจสมองอีกครั้ง

ผลตรวจสมองพบว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ออกกำลังกายน้อยในช่วงวัยกลางคน กับผู้ที่ออกกำลังเป็นประจำ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงและเป็นโรคหัวใจจากการไม่ออกกำลังกาย จะมีสมองขนาดเล็ก ซึ่งผู้ที่ออกกำลังกายจะมีสมองที่รับรู้ได้ดียิ่งขึ้นด้วย

ทว่า การวิจัยนี้ไม่ได้ยืนยันว่าการออกกำลังกายในช่วงวัยกลางคน หรือหลังจากมีอายุมากแล้ว แบบไหนจะดีกว่ากัน แต่อย่างไรแล้ว เชื่อว่าการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะช่วงอายุใด น่าจะมีความสำคัญต่อสมองและสุขภาพไม่ต่างกัน

 

คอเลสเตอรอลกับโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ตุลาคม 2559 เวลา 12:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/461999

คอเลสเตอรอลกับโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด

โดย…โยโมทาโร่

เราเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับคอเลสเตอรอลมานาน และเข้าใจกันมาโดยตลอดว่า คอเลสเตอรอลไม่ดีต่อร่างกาย ทำให้เกิดโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด แต่อันที่จริงแล้วคอเลสเตอรอลไม่ใช่ตัวการที่ทำให้เกิดโรคร้ายโดยตรง เป็นเพียงสารอาหารชนิดหนึ่งที่ร่างกายต้องการ เพียงแต่มักไปอยู่ผิดที่ผิดทางจนเกิดโรคร้ายเท่านั้น

คอเลสเตอรอลคือไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายใช้สำหรับผลิตฮอร์โมนเพศ  วิตามินดี และกรดน้ำดี สำหรับย่อยไขมันที่รับประทานเข้าไป ด้วยตัวของคอเลสเตอรอลเองไม่ได้สร้างอันตรายต่อร่างกาย แต่เพราะมันต้องจับตัวกับโปรตีนเพื่ออาศัยเป็นประหนึ่งพาหนะเข้าถึงส่วนที่ร่างกายต้องการ การเกิดกระบวนการจับตัวกับโปรตีนนี้เอง ทำให้เกิดเป็นคอเลสเตอ
รอลดี และคอเลสเตอรอลเลว ขึ้นอยู่กับว่าเวลานั้นคอเลสเตอรอลไปจับอยู่กับกลุ่มโปรตีนแบบไหน

การมีระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายสูง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นอีกหลายอย่าง แม้จะรับประทานอาหารที่ปราศจากไขมัน ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะปลอดภัยจากภาวะคอเลสเตอรอลสูง เพราะปัจจัยที่ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายของคุณสูงขึ้น เกิดได้จากหลายสาเหตุ

ขาดการออกกำลังกาย

เมื่อไม่ออกกำลังกาย ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานลดลง ทำให้มีไขมันสะสมเพิ่มขึ้น แต่ถ้าออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรงมีสุขภาพดี และกระตุ้นให้มีหลอดเลือดใหม่งอกขึ้นมา ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ร่างกายตอบสนองอินซูลินดีขึ้น และลดความดันโลหิตลดลง

ความเครียด

ความเครียดทำให้ร่างกายปล่อยไขมันเข้าสู่หลอดเลือดเพิ่มขึ้น และทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นหัวใจสูบฉีดแรงขึ้น จึงเกิดอันตรายกับหลอดเลือด และเกิดลิ่มเลือดง่ายขึ้น

การสูบบุหรี่

สารในบุหรี่จะไปทำลายหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นน้อยลง เป็นเหตุให้เลือดไหลเวียนลดลงและเกิดความดันโลหิตสูง ผนังหลอดเลือดดำเปลี่ยนสภาพคล้ายๆ เทปกาวที่ทำให้สิ่งสกปรกตามเส้นเลือดเกาะติดได้ง่ายขึ้น

ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ

ต่อมไทรอยด์ทำหน้าที่ควบคุมระบบเผาผลาญในร่างกาย หากต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนไม่เพียงพอ อัตราเผาผลาญของร่างกายลดลง เป็นผลให้ร่างกายขจัดคอเลสเตอรอลออกจากกระแสเลือดได้น้อยลงเช่นกัน

 

ปลาทะเลดีต่อสมองและหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ตุลาคม 2559 เวลา 12:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/461998

ปลาทะเลดีต่อสมองและหัวใจ

โดย… โยโมทาโร่

เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้นักวิจัยด้านการแพทย์ แนะนำให้รับประทานปลาเป็นประจำ ก็เพราะปลาช่วยป้องกันโรคหัวใจ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญในปัจจุบัน การกินเนื้อปลาเป็นประจำช่วยลดอัตราเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มีงานวิจัยหลายชิ้นจากทั่วโลกที่ระบุตรงกันว่า ผู้ที่กินเนื้อปลาเป็นอาหารหลักสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง มีโอกาสเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวลดลง โดยเฉพาะการรับประทานปลาทะเลที่มีโอเมก้า 3 สูง ที่ช่วยให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ลดคราบไขมันไตรกลีเซอไรด์สะสมในหลอดเลือด ลดการอักเสบเรื้อรังในหลอดเลือด และช่วยให้ความดันโลหิตลดลง

นอกจากจะมีประโยชน์ต่อหัวใจแล้วยังดีต่อสมอง ผู้ชอบกินปลามีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองลดลงอีกด้วย งานวิจัยบางฉบับระบุว่า ช่วยลดความเสี่ยงได้ถึง 40% แล้วยังป้องกันโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ เนื่องเพราะโอเมก้า 3 ช่วยเสริมสร้างการทำงานของสารเคมีในสมองให้เป็นปกติ

นอกจากนี้ เด็กที่คลอดจากแม่ซึ่งกินอาหารทะเลมากกว่าสัปดาห์ละ 360 กรัม ระหว่างตั้งครรภ์ จะมีคะแนนทดสอบระดับสติปัญญาสูงกว่าเด็กที่คุณแม่ไม่ได้รับประทานปลาทะเลในระหว่างตั้งครรภ์ และยังพบว่าผู้ที่รับประทานปลาทะเลมากกว่าสัปดาห์ละครั้ง ในการทดสอบระดับสติปัญญา จะมีค่าสูงกว่าคนที่แทบไม่กินปลาทะเลเกือบ 11% และยังพบว่าเมื่ออายุมากขึ้น ผู้ที่กินปลาทะเลเป็นประจำมีโอกาสเป็นโรคความจำเสื่อมน้อยกว่าอีกด้วย

ปลาที่ยืนยันแล้วว่ามีโอเมก้า 3 สูง ได้แก่ ปลากะพง ปลาแมคเคอเรล ปลาแซลมอน หรือแม้กระทั่งปลาทูน่ากระป๋อง และหอยนางรม ก็มีโอเมก้าสูงเช่นกัน เช่น แซลมอน 1 ชิ้น ขนาด 170 กรัม จะมี โอเมก้า 3 สูงถึง 1,750 มิลลิกรัม ซึ่งเพียงพอต่อการป้องกันโรคหัวใจได้ตลอดสัปดาห์ ถ้าหากเราเลือกเนื้อปลาที่มีไขมันน้อยกว่า เช่น ปลาดุก และปลาสวาย ควรรับประทาน ในปริมาณที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เพื่อชดเชยให้ร่างกายได้รับโอเมก้า 3 อย่างเพียงพอ ซึ่งสมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศไทย แนะนำให้รับประทานเนื้อปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

 

RSV ไวรัสร้าย มากับสายฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/461799

RSV ไวรัสร้าย มากับสายฝน

โดย…กันย์ ภาพ   คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เข้าสู่ฤดูฝน มักจะพบเด็กๆ ป่วยเพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลง เด็กมักจะได้รับเชื้อโรคง่ายกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเชื้อไวรัส Respiratory Syncytial Virus (RSV) ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดแต่ส่งผลรุนแรง ถึงขั้นปอดอักเสบติดเชื้อ ซึ่งไวรัสชนิดนี้ยังไม่มียารักษาและวัคซีน

พญ.นงนภัส เก้าเอี้ยน แพทย์ด้านโรคระบบทางเดินหายใจเด็ก โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า เชื้อไวรัส RSV เป็นเชื้อที่ทำให้ระบบทางเดินหายใจอักเสบในผู้ป่วยทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้ใหญ่ แต่ขึ้นอยู่กับอาการว่าจะเป็นมากในช่วงวัยไหน พบในเด็กอายุน้อยตั้งแต่วัยทารก จนถึงช่วงวัยเข้าอนุบาล

ประเทศไทยมักมีการระบาดช่วงฤดูฝน โดยเด็กๆ จะติดเชื้อไวรัส RSV จากการรับเชื้อผ่านทางเดินหายใจ เช่น ไอ จาม น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ จากการสัมผัส หรือละอองน้ำมูกของผู้ป่วยคนอื่น และมีระยะฟักตัวประมาณ 2-7 วัน ซึ่งสามารถเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจตั้งแต่ส่วนบนจนถึงส่วนล่าง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการหลอดลมฝอยอักเสบ และอาจทำให้ปอดอักเสบติดเชื้อ โดยเฉพาะเด็กเล็กจะมีอาการปอดบวม ไอ หอบได้ง่าย เด็กจะมีอาการหายใจเร็ว หอบเหนื่อย บางครั้งเป็นมาก จะหายใจดัง “วี้ด” ถ้าเป็นมากขึ้นจะมีอาการหายใจล้มเหลวได้

นอกจากนั้น ยังส่งผลให้เด็กบางคนมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหอบหืดในอนาคตได้อีกด้วย เด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV มักจะมีอาการเริ่มแรกเหมือนไข้หวัด คือ มีไข้ ไอ น้ำมูกไหล คัดจมูก แต่สิ่งที่พ่อแม่สามารถสังเกตเห็นว่าลูกอาจจะติดเชื้อ RSV ได้แก่ ลูกมีอาการไอมาก ไอถี่ มีเสมหะเยอะและเหนียวข้น หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรง หน้าอกบุ๋ม อาจมีเสียงหายใจดังวี้ดๆ ไม่กินอาหาร ไม่ดื่มน้ำ ไม่ดื่มนม มีไข้สูง มักจะซึม หรือหงุดหงิด กระสับกระส่าย

ปัจจุบันยังไม่มียารักษา RSV โดยเฉพาะ การรักษาอาการติดเชื้อไวรัส RSV จึงต้องรักษาไปตามอาการที่ป่วย คือ ให้ยาลดไข้ ให้ยาแก้ไอละลายเสมหะ ให้ยาลดน้ำมูก ในเด็กเล็กหรือเด็กที่มีอาการหนักอาจต้องนอนโรงพยาบาล ให้น้ำเกลือ ให้ยาขยายหลอดลม ยาละลายเสมหะ เคาะปอด และอาจจะต้องช่วยดูดเสมหะ หรือถ้ามีอาการรุนแรงมากก็จะต้องได้รับออกซิเจนหรือใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ

สิ่งที่จะช่วยให้ลูกน้อยไม่ป่วยจากโรคนี้ คือ การมีร่างกายที่แข็งแรงและรู้จักวิธีหลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค ด้วยวิธีการล้างมือบ่อยๆ หลังจากทำกิจกรรม หรือก่อนกินอาหาร เพราะไวรัส RSV สามารถติดต่อได้จากน้ำลาย น้ำมูก ไอ จาม ไม่ควรให้ลูกอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นหวัด