6 ท่าโยคะ ช่วยให้หลับสบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2559 เวลา 17:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/461750

6 ท่าโยคะ ช่วยให้หลับสบาย

โดย…สมแขก ภาพ Yoga & Me

เพราะ “การนอน” เป็นการพักผ่อนเติมพลังให้กับร่างกาย จิตใจและชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่สารพัดเรื่องราวที่เข้ามารุมล้อมในชีวิตประจำวันและภาวะความเครียด ส่งผลให้ขณะหลับก็จะนอนหลับไม่สนิท เป็นการนอนที่ไม่ได้คุณภาพและนอนหลับไม่เพียงพอ ดังนั้น “โยคะ” จึงเปรียบเป็นยาวิเศษช่วยชาร์จพลังชีวิตให้ทุกคนนอนหลับอย่างสบายทุกค่ำคืน โดยไม่ต้องพึ่งยานอนหลับสักเม็ด แถมอวัยวะภายในร่างกายทำงานเป็นปกติอย่างมีประสิทธิภาพ ผิวพรรณเปล่งปลั่งดูอ่อนกว่าวัย พร้อมตื่นขึ้นมารับวันใหม่อย่างกระฉับกระเฉง ครูบี-กุลรัตน์ ทวีนุช กูรูโยคะแห่งสตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี (Yoga & Me) นำเสนอท่าโยคะแก้ไขอาการนอนไม่หลับ (Yoga for Insomnia) เพื่อให้ทุกคนนอนหลับสบายและหลับอย่างมีคุณภาพ

Reclining Bound Angle

 

1.Reclining Bound Angle

ช่วยกระตุ้นหัวใจทำให้ระบบไหลเวียนดีขึ้น ลดอาการเครียด ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อต้นขา เข่า

1.1 นอนหงายใช้หมอนรองไว้กึ่งกลางหลัง

1.2 เอนตัวลงไปนอน

1.3 ส่วนขางอเข่า ประกบเท้าเข้าหากัน

1.4 ส่วนแขนยกขึ้น งอข้อศอกนำมือจับข้อศอกฝั่งตรงข้ามกัน

Head to Knee Forward Bend

 

2.Head to Knee Forward Bend

ช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อกระดูกสันหลัง บ่า ไหล่ ขาหนีบ ต้นขาและขาด้านหลัง ผ่อนคลายเครียดและผ่อนคลายสมอง ทำให้รู้สึกสงบ พร้อมทั้งบรรเทาอาการปวดหัวและอาการซึมเศร้า

2.1 นั่งเหยียดขาตรงไปด้านหน้า พับตัวลงจากสะโพก ใช้หมอนรองวางที่ต้นขา

2.2 งอข้อศอกทับกัน จากนั้นวางหน้าผากไว้ที่ต้นแขน

Legs up the wall

 

3.Legs up the wall

ช่วยแก้ไขอาการนอนไม่หลับ ลดอาการปวดหลังและบรรเทาอาการปวดหัว

3.1 นอนหงาย นำหมอนรองไว้บริเวณสะโพก

3.2 ยกขาขึ้นพิงกำแพง เหยียดขาตรง ผ่อนคลาย

Child’s Pose

 

4.Child’s Pose

ช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อสะโพก ต้นขา ข้อเท้า บรรเทาอาการปวดหลัง และบริเวณคอ พร้อมผ่อนคลายความเครียด อาการเมื่อยล้าและผ่อนคลายสมอง ทำให้รู้สึกสงบ

4.1 นั่งทับส้นเท้า โน้มตัวไปด้านหน้า

4.2 เหยียดแขนตรงไปด้านหลัง ผ่อนคลาย

Half Lotus

 

5.Half Lotus

ช่วยเปิดกล้ามเนื้อสะโพก หัวเข่า และข้อเท้า พร้อมทั้งสร้างสมาธิ จิตใจสงบ รู้สึกสมองปลอดโปร่ง ผ่อนคลายความตึงเครียด

5.1 นั่งสมาธิ ขาไขว้กันปกติ เหยียดหลังตรง หรืออาจจะนั่งพิงกำแพงก็ได้

5.2 เหยียดแขนตรง วางหลังมือไว้ที่บริเวณหัวเข่า

Standing Half Forward Bend

 

6.Standing Half Forward Bend

ช่วยสร้างความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้กับลำตัว หลัง และขา

6.1 ยืนตรงกางเท้ากว้างเท่าสะโพกอยู่ที่ใกล้ๆ เตียง

6.2 พับตัวลง ยืดหลัง ขาและเข่าตึง เหยียดแขนตรงไปข้างหน้า ใช้หมอนรองก่อนและวางแขนไว้บนหมอน ยืดคอ

6.3 ยืดหลังตรง เหยียดขาตรง เหยียดลำตัวให้ยาวขนานพื้น ถ้ารู้สึกตึงเกินไปสามารถงอเข่าได้

สามารถรับชมคลิบวิดีโอแนะนำท่าโยคะแก้ไขอาการนอนไม่หลับเพิ่มได้ที่ http://bit.ly/yogaforinsomnia

 

Modify Side Plank Pose (Vasisthasana)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2559 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/461471

Modify Side Plank Pose (Vasisthasana)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้ช่วยสร้างความแข็งแรงของข้อมือ แขน ไหล่ ลำตัวด้านข้าง หน้าท้อง และขา ได้อย่างดี อาศัยการทรงตัวทำให้เกิดความนิ่ง มั่นคง ในจิตใจ การปรับท่าในครั้งนี้ เน้นไปที่การกระชับหน้าท้อง สำหรับผู้ที่ต้องการเน้นเฟิร์มเป็นพิเศษให้ฝึกเป็นเซต เซตละ 5-10 ครั้งตามกำลัง หลีกเลี่ยงการฝึกท่านี้ หากมีการบาดเจ็บรุนแรงที่ข้อมือ หัวไหล่ เวลาวางมือ ให้แยกนิ้วมือออกจากกัน เพื่อกระจายน้ำหนัก ยืดหัวไหล่ ไม่หย่อนสะโพกขณะฝึก ไม่งั้นน้ำหนักจะลงข้อมือมากเกินไป จะบาดเจ็บหรือสะสมอาการบาดเจ็บได้ และเคล็ดลับ ควรถ่ายน้ำหนักมาที่บริเวณง่ามนิ้วโป้งและชี้โคนมือด้านในมากกว่าบริเวณอื่น จะมีพลังมากขึ้นทั้งยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่ข้อมือ

วิธีปฏิบัติ

1 จากท่า Side Plank ให้ปักเท้า ซ้ายมาด้านหลัง มือซ้ายจิ้มใบหู

 

2 หายใจเข้ายกขาขวาลอยขึ้นค้างไว้

 

3 กลางอากาศ งอเข่าข้างขวาและ พับตัวลงมา ให้เข่าประกบกับข้อศอกซ้าย

 

4 หายใจเข้ายืดขาขวากลับไปย กลอยไว้กลางอากาศ และทำต่อเนื่อง พร้อมกำหนด ลมหายใจเข้า-ออก ประมาณ 5-10 รอบ จากนั้นคลาย แล้วลองทำสลับข้าง

 

ตื่นขึ้นมาไอ ตอนตี 3 – ตี 5 หรือเปล่า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2559 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/461469

ตื่นขึ้นมาไอ ตอนตี 3 - ตี 5 หรือเปล่า?

โดย…แพทย์จีนอรกช มหาดิลกรัตน์ (ไช่ เพ่ย หลิง)  คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

ในช่วงเวลาตี 3-ตี 5 คุณรู้หรือไม่ว่า เป็นช่วงที่ปอดกำลังขับพิษ เลือดลมกำลังขับเคลื่อน ปอดเริ่มทำงาน ดังนั้น หากว่าปอดของคุณกำลังมีปัญหา อาจจะต้องลุกขึ้นกลางดึกมาไอแค่กๆ ต่อเนื่องหลายนาทีกว่าจะหยุดไอ

หากใครที่กำลังมีปัญหาแบบนี้ นั่นแสดงว่าปอดกำลังเตือนคุณแล้วล่ะ วิธีการรักษาอาการด้วยตนเองในเบื้องต้นอาจจะลองนวดด้วยตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ นั่นคือ นวดที่ “จุดไท่หยวน” (&>2826;&>8170;) ซึ่งอยู่ตรงรอยบุ๋มบริเวณข้อมือฝั่งนิ้วโป้งทั้งสองข้าง นวดคลึงเบาๆ ประมาณ 1-2 นาที จุดนี้จะช่วยบำรุงชี่ที่ปอดได้ ทำให้ปอดทำงานดีขึ้น แต่ทางที่ดีควรจะรีบไปปรึกษาหมอดีกว่านะคะ โดยเฉพาะคนที่มีอาการไอเรื้อรังมานาน อาจใช้วิธีการรักษาด้วยแพทย์แผนจีนก็ได้เพื่อปรับสมดุลร่างกายภายใน แพทย์แผนจีนเน้นรักษาก่อนที่จะเกิดโรคค่ะ

ปอดเป็นอวัยวะบอบบางต้องหมั่นทะนุถนอม นอกจากควร ลด ละ การสูบบุหรี่แล้ว ในช่วงเวลาตี 3-ตี 5 ก็ควรนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ เป็นวิธีปกป้องปอดที่ดีอีกทางหนึ่ง พยายามหลีกเลี่ยงอากาศเย็น และให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ไม่ทำงานงานหนักหามรุ่งหามค่ำจนเกินไป บางคนชอบทำงาน เล่นเกม ดูหนัง สังสรรค์ กว่าจะนอนตี 3 ตี 4 ซึ่งจะเป็นการทำร้ายปอดได้ง่ายค่ะ

 

สุขภาพปากดี ชีวีมีสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/461094

สุขภาพปากดี ชีวีมีสุข

โดย…ภาดนุ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ทราบไหมว่า การมีสุขภาพช่องปากที่ดีหรือไม่ดีนั้นมีผลโดยตรงกับสุขภาพร่างกายของคนเราเป็นอย่างมาก เพราะในช่องปากนั้นเป็นที่อยู่ของเชื้อจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ มากถึง 500 ชนิด ซึ่งเตรียมพร้อมที่จะขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วในความชื้น มืด และอุ่น โดยเชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้จะแพร่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางเดินหายใจและระบบย่อยอาหาร ดังนั้นปัญหาในช่องปากจึงมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคต่างๆ ดังนี้

โรคหัวใจ

แบคทีเรียในช่องปากจะเข้าสู่กระแสเลือดและสะสมอยู่ในเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจ เพราะจากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยนอร์ทคาโรไลนา พบว่า ร้อยละ 85 ของผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจะมีอาการของโรคเหงือกขั้นรุนแรง

อัมพาต

จากผลการศึกษาหลายชิ้นพบว่า ผู้ที่เป็นโรคเหงือกขั้นรุนแรงมีความเสี่ยงต่อการเกิดอัมพาตมากกว่าผู้ที่มีสุขภาพภายในช่องปากดีถึง 2 เท่า

เบาหวาน

ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีอาการของโรคเหงือก มีโอกาสที่จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ป่วยเบาหวานทั่วไป

ปอดอักเสบ

ผลการศึกษาวิจัยจากมหาวิทยาลัยบัฟฟาโล สหรัฐ พบว่า เชื้อโรคที่พบในคราบพลัคที่ติดอยู่กับฟัน สามารถทำให้เกิดโรคปอดอักเสบได้ เนื่องจากเราจะหายใจเอาเชื้อก่อโรคที่อยู่ในคราบพลัคเข้าไปสู่ปอดของเรา จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการปอดอักเสบได้

วิธีที่จะช่วยหยุดเชื้อโรคที่เป็นอันตรายไม่ให้ขยายพันธุ์ หรือเจริญเติบโตในช่องปากของเราได้ง่าย แค่บริโภคอาหารตามหลักโภชนาการอย่างสมดุล และควรจำกัดปริมาณน้ำตาลในแต่ละวัน

ควรแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง รวมทั้งพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันและช่องปากเป็นประจำทุกปี

เกร็ดความรู้ : ข้อมูลจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งสหรัฐ เผยว่า คนอเมริกันจำนวนมากเป็นโรคเหงือก และพบว่าประมาณร้อยละ 14 ของคนอายุ 45-54 ปี จะเป็นโรคเหงือกขั้นรุนแรง ซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพและอายุของคนเหล่านี้โดยตรง

 

เมื่อต้องสูญเสียครั้งใหญ่หลวงในชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2559 เวลา 09:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/460781

เมื่อต้องสูญเสียครั้งใหญ่หลวงในชีวิต

โดย…เรื่อง ชลญ่า ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ธรรมชาติของคนเราอย่างหนึ่งคือไม่อยากสูญเสียของรักหรือคนที่รัก เพราะความสูญเสียย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ ยิ่งรักมากยิ่งทุกข์ระทมมาก แต่ไม่มีใครหนีพ้นสัจธรรมที่มีอยู่คู่โลกไปได้ ทุกคนเกิดมาจะต้องประสบกับความสูญเสียไม่วันใดวันหนึ่ง แล้ววันที่ 13 ต.ค. 2559 ก็เป็นวันมหาวิปโยคที่คนไทยต้องประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงแบบไม่ทันตั้งตัวเมื่อในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต ทุกคนช็อกและจำนวนไม่น้อยตอนนี้ยังทำใจไม่ได้ บางคนซึมเศร้าเพราะความเสียใจอย่างแรง เพราะความรักเทิดทูนที่มีในพระองค์แนบแน่น ไม่คิดว่าพระองค์จะด่วนจากไปเร็วเช่นนี้

หลายคนคิดว่าในเมื่อต่อแต่นี้ไม่มีพระองค์แล้วคนไทยจะอยู่อย่างไร ประเทศจะเดินไปทางไหน เพราะที่ผ่านมาพระองค์ทรงเป็นเสาหลักและศูนย์รวมจิตของคนไทยทั้งประเทศ ยามที่บ้านเมืองวิกฤตก็ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยพระบารมีของพระองค์ แล้วพอพระองค์ไม่อยู่แล้วจะอยู่กันอย่างไร หลายคนจึงรู้สึกอ้างว้าง ว้าเหว่ เหงา เศร้า ซึม ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จิตใจจะกลับมาเป็นปกติ จำเป็นต้องมีวิธีที่จะทำให้จิตใจดีขึ้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต แนะนำว่า การแสดงความรู้สึกที่มีต่อพระองค์ เช่น เขียนเล่าเรื่องประทับใจที่มีต่อพระราชกรณียกิจและพระจริยวัตรที่งดงามของพระองค์ และปฏิบัติตามที่พระองค์ทรงสอนมาทุกอย่างโดยเป็นคนดีของสังคมต่อไป หรือทำความดีต่างๆ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ตามโอกาสที่เหมาะสมก็จะช่วยให้บรรเทาความทุกข์ความโศกลงไปได้เรื่อยๆ

“ที่สำคัญอยากให้ช่วยกันดูแลคนใกล้ชิดที่อาจได้รับผลกระทบทางจิตใจสูง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ที่มีความรู้สึกผูกพันต่อในหลวง กลุ่มเด็กที่อาจจะรู้สึกสับสนถึงปฏิกิริยาของผู้ใหญ่ และกลุ่มที่มีปัญหาความเครียดอยู่แล้ว ที่สำคัญ ต้องไม่ปิดกั้นการแสดงออกแต่อย่าให้ความรู้สึกสิ้นหวังท่วมท้นจนมองไม่เห็นทางออกของสังคม ต้องเป็นการแสดงออกที่พอดีไม่ไปกระตุ้นความขัดแย้งของสังคม แปรความโศกเศร้าให้เป็นพลังกิจกรรม ใช้โอกาสนี้มองไปข้างหน้าพร้อมกัน ให้สังคมเป็นไปตามปณิธานที่พระองค์ปรารถนา เห็นสังคมไทยรักกันและอยู่กันอย่างสันติสุข”

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเพิ่มเติม ถึงแม้การสูญเสียพระองค์จะเป็นความเศร้าโศกอันใหญ่หลวงของมหาชน แต่เป็นโอกาสที่ดีเพราะเป็นการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่จะได้แสดงความรู้สึกร่วมกันและสืบทอดปณิธานของพระองค์เพื่อให้สังคมไทยก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็ง

ด้าน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ แนะนำว่า อยากให้ประชาชนทุกคนเยียวยาหัวใจตัวเองด้วยการน้อมนำเอาคำสอนและพระจริยวัตรของพระองค์มาใช้ เช่น การประหยัดมัธยัสถ์ ดั่งภาพที่คนไทยคุ้นตา หลอดยาสีพระทนต์ที่พระองค์ใช้จนหมดแล้วยังใช้ด้ามแปรงสีพระทนต์มารีดที่หลอดเพื่อใช้จนหมดจริงๆ

 

โยคะสำหรับ ‘นักวิ่ง-นักปั่น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 12:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/460709

โยคะสำหรับ ‘นักวิ่ง-นักปั่น’

โดย…พุสดี

เทรนด์การ “วิ่ง” และ “ปั่นจักรยาน” เป็นกีฬาทางเลือกที่ได้รับความนิยมจากคนยุคใหม่อย่างมาก เพราะสามารถปรับให้เข้ากับการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว และยังช่วยสร้างสุขภาพที่ดีร่างกายแข็งแรงในเวลาเดียวกัน แถมกีฬาทั้งสองยังมีความท้าทายที่คล้ายกัน ทั้งการฝึกสมาธิเอาชนะตนเอง สร้างแรงบันดาลใจมุ่งมั่นพิชิตระยะทางเพื่อไปถึงจุดหมายที่วางไว้

สิ่งหนึ่งที่นักกีฬาและผู้ชื่นชอบการออกกำลังกายต้องทำเป็นประจำทุกครั้งก่อน-หลังออกกำลัง คือ การ “วอร์มอัพ” (Warm Up) และ “คูลดาวน์” (Cool Down) ยืดเหยียดเพื่อสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย ช่วยทำให้มัดกล้ามเนื้อตื่นตัวมีความยืดหยุ่น แข็งแรง กระตุ้นเส้นเอ็นข้อต่อต่างๆ ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัวสัมพันธ์กับจังหวะการเต้นของหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยปรับสภาพมัดกล้ามเนื้อให้คลายอาการปวดเมื่อยและหดตึงหลังจากฝึกออกกำลังให้มีสภาพเป็นปกติเหมือนก่อนฝึกออกกำลังกาย

เพื่อให้ร่างกายเอื้ออำนวยต่อการฝึกออกกำลังตลอดเส้นทาง ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ และ ครูบี-กุลรัตน์ ทวีนุช สองกูรูด้านโยคะแห่งสตูดิโอโยคะ แอนด์ มี นำเสนอท่าโยคะสำหรับนักวิ่งและนักปั่นจักรยาน (Yoga for Runners & Cyclists) เพื่อเป็นการวอร์มอัพ-คูลดาวน์ร่างกาย ผ่านการฝึกยืดเหยียดสร้างความยืดหยุ่นคลายกล้ามเนื้อที่ตึงในส่วนต่างๆ พร้อมปรับสรีระบุคลิกภาพที่ไม่ดี กระดูกสันหลังคดจากการค้างท่านานๆ เพิ่มศักยภาพให้ฝึกออกกำลังกายได้ดีขึ้น หายใจสัมพันธ์กับอัตราการเต้นของหัวใจ และเคลื่อนไหวร่างกายอย่างคล่องตัวมีประสิทธิภาพ

1.Standing Wind Relieving Pose

 

1.Standing Wind Relieving Pose

ยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า เพิ่มความแข็งแรงของเข่ากล้ามเนื้อหลัง ก้น และสะโพก กระตุ้นต่อมลูกหมาก ช่วยระบบย่อยอาหาร ลดอาการปวดหลัง

1.ยืนตรงเท้าชิด

2.งอเข่าขวาขึ้น ใช้มือทั้งสองข้างประสานหน้าแข้ง

3.ดึงเข้าชิดอก ผ่อนคลายหลังทั้งสองข้าง

4.ขาซ้ายเหยียดตรง เกร็งขา น้ำหนักเต็มเท้า

5.อยู่ในท่า 20-30 วินาที แล้วจึงสลับทำอีกข้าง

2.Standing Pigeon Pose

 

2.Standing Pigeon Pose

แก้อาการสะโพกติดขัด ทำให้การเคลื่อนไหวคล่องตัวขึ้น ลดไขมันช่วงสะโพกต้นขา ช่วยให้กล้ามเนื้อหลังผ่อนคลาย และกระดูกสันหลังยืดหยุ่นมากขึ้น

1.ยืนตรง ยกเท้าขวาขึ้นมาวางต้นขาซ้ายเหนือหัวเข่า

2.งอเข่าซ้ายย่อลงเหมือนนั่งบนเก้าอี้

3.ยกแขนเหยียดตรงขึ้นเหนือศีรษะ ตามองตรงไปด้านหน้า

4.อยู่ในท่า 20-30 วินาที แล้วจึงสลับทำอีกข้าง

3.Intense Side Stretch Pose

 

3.Intense Side Stretch Pose

ช่วยยืดกล้ามเนื้อหลัง และต้นขาด้านหลัง และน่อง

1.ยืนตัวตรง

2.ก้าวเท้าซ้ายมาด้านหลัง เหยียดขาตรงทั้งสองข้าง

3.พับตัวลงไปด้านหน้า นำมือวางลงที่พื้น

4.ยืดอกไปด้านหน้าให้หลังตรง

5.พับตัวลงจากสะโพก ผ่อนคลายศีรษะ

6.อยู่ในท่า 20-30 วินาที แล้วจึงสลับทำอีกข้าง

4.Warrior III Pose

 

4.Warrior III Pose

ช่วยทำให้หลัง ขา และแขนแข็งแรง

1.ยืนตรงเท้าชิด

2.ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า

3.พับตัวลงไปด้านหน้าขนานกับพื้น ขาซ้ายยกขึ้นมาระดับสะโพก

4.เหยียดแขนขาตรง

5.อยู่ในท่า 20-30 วินาที แล้วจึงสลับทำอีกข้าง

5.Low Lunge Pose

 

5.Low Lunge Pose

ช่วยคลายอาการตึง ปวดเมื่อยบริเวณสะโพก พร้อมเสริมสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อเอ็นร้อยหวาย หัวเข่าและขาหนีบ แถมยังช่วยฝึกจิตใจให้สงบมีสมาธิ

1.ยืนตัวตรง หายใจเข้า ยืดลำตัวขึ้น ก้าวขาขวาไปด้านหน้ากว้างๆ มือทั้งสองจับเอว

2.หายใจออก ย่อลำตัวลง เข่าขวาตั้งฉากกับสะโพกและปลายเท้าขวาลำตัวยืดขึ้น เข่าซ้ายจนถึงปลายเท้าซ้ายแนบติดกับพื้น

3.ยกแขนทั้งสองขึ้น เอนลำตัวไปด้านหลัง สายตามองขึ้นตามมือ

4.อยู่ในท่า 20-30 วินาที แล้วจึงสลับทำอีกข้าง

โยคะสำหรับการยืดเหยียดร่างกายนี้ ไม่ได้ดีเฉพาะสำหรับนักวิ่ง-นักปั่นจักรยานเท่านั้น แต่ยังเหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบออกกำลังกับกีฬาประเภทอื่น เช่น ว่ายน้ำ ฟุตบอล บาสเกตบอล แบดมินตัน เป็นต้น ก็สามารถทำได้ เพื่อให้ร่างกายคุณพร้อมต่อการออกกำลังอย่างหนักหน่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการฝึกโยคะยังเป็นศาสตร์แห่งการสร้างสุขภาพดีทั้งกายใจในระหว่างเดียวกัน

 

Parivrtta Janu Sirsasana variations (Revolved Head-of-the-Knee Pose)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ตุลาคม 2559 เวลา 11:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/460432

Parivrtta Janu Sirsasana variations (Revolved Head-of-the-Knee Pose)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้เป็นตระกูลท่าอาสนะนั่งที่ช่วยยืดทั้งกระดูกสันหลัง เอว หัวไหล่ เส้นใต้ขา รวมทั้งส่งผลดีกับตับและไตอีกด้วย ในเวอร์ชั่นนี้จะมีการปรับจากท่าปกติ คือ การสอดฝ่ามือเข้าไปวางนอกฝ่าเท้าใกล้กับใต้ส้นเท้า การสอดมือวางตรงจุดนี้ จะทำให้เข้าถึงการยืดบริเวณเอว ไหล่ และหลัง ได้มากขึ้น การฝึกท่านี้ควรเช็กทุกครั้งว่าขณะที่เรายืดเราไม่ได้ยกก้นลอยจากพื้น กดก้นไว้แน่นๆ กับพื้น จะทำให้เข้าถึงท่าได้อย่างสมบูรณ์แบบ

วิธีปฏิบัติ

1 ฉีกขาขวาเฉียงออกไป พับขา ซ้ายเข้ามาจัดวางส้นเท้าซ้าย ให้วางใกล้ๆ จุดพีเรเนียม เพื่อเตรียม

 

2 งอเข่าขวา ขึ้นมาครึ่งทาง ตั้งส้นเท้าให้ตรง และสอดมือเข้าไปในขาจับที่ฝ่าเท้า ด้านนอกใกล้ๆ ส้นเท้า

 

 

3 ค่อยๆ ยืดขาออกไปให้สุด ขณะที่หายใจออก

 

4 หายใจเข้าชูมือซ้ายขึ้น หายใจออกวาดมือซ้ายไปจับเท้าขวาด้านนอก ค้างท่าประมาณ 15-30 วินาที หายใจปกติ จากนั้น คลาย แล้วลองทำสลับข้าง

 

 

เมื่อโลกก้าวสู่ยุคดิจิทัล 4 ทักษะสมองแห่งอนาคตที่ลูกต้องมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

5 ตุลาคม 2559 เวลา 11:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/460430

เมื่อโลกก้าวสู่ยุคดิจิทัล 4 ทักษะสมองแห่งอนาคตที่ลูกต้องมี

ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และยังมีสื่อต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงทุกคนได้ทุกที่ การเลี้ยงดูเด็กยุคนี้ในแบบเดิมๆ อาจไม่เท่าทันต่อสังคมดิจิทัลที่เขาต้องเจอ ในทางตรงกันข้าม การที่ผู้ปกครองเลือกใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการเลี้ยงลูก อาจส่งผลลบต่อพัฒนาการของเด็กได้เช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่พ่อแม่ต้องทำคือการสร้างสมองลูกให้พร้อมรับอนาคตที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเทคนิคที่สอดคล้องกับพัฒนาการของลูก

ผศ.ปนัดดา ธนเศรษฐกร อาจารย์และผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านศูนย์ปฐมวัย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการสร้างวินัยเชิงบวกเพื่อการพัฒนาสมอง จิตใจ และพฤติกรรม กล่าวว่า สมองของคนเรามีโครงสร้างทั้งหมดสามส่วน ส่วนที่อยู่บริเวณท้ายทอยคือสมองส่วนสัญชาตญาณ ทำหน้าที่หลักเกี่ยวกับการมีชีวิตรอด ควบคุมระบบอัตโนมัติของร่างกาย ส่วนที่สองตรงกลางคือสมองส่วนอารมณ์ ทำหน้าที่เกี่ยวกับความรู้สึก การเรียนรู้ และจดจำ สมองส่วนที่สาม คือสมองส่วนหน้า ซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังหน้าผาก เป็นสมองส่วนคิดและควบคุมอารมณ์นั้นจะพัฒนาเต็มที่เมื่ออายุ 25 ปี

ดังนั้น ตั้งแต่แรกเกิดจึงเป็นช่วงที่พ่อแม่ควรส่งเสริมการทำงานของสมองส่วนหน้า เพื่อให้ลูกรู้จักควบคุมอารมณ์และสัญชาตญาณ ผ่านการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล (Critical Thinking) กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ด้วยการสื่อสาร (Communication) ที่สอดคล้องกับการพัฒนาของสมอง และเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคม (Collaboration) อย่างมีความสุข

ผศ.ปนัดดา กล่าวว่า ในช่วงปฐมวัยพ่อแม่จึงควรใช้เทคนิคการสร้างวินัยเชิงบวก ซึ่งเป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ประมวลง่าย ไม่กระตุ้นอารมณ์ เช่น แทนที่จะสอนลูกด้วยคำติว่า “ทำไมอยู่ไม่สุข ไม่มีสมาธิทำการบ้านเลยนะ!” เปลี่ยนเป็น “แม่ชอบหนูตอนนี้ ดูมีสมาธิระบายสีมากเลย” เพื่อให้ลูกเข้าใจก่อนว่าสมาธิคืออะไร ซึ่งการสื่อสารด้วยคำพูดเชิงบวกนี้จะกลายเป็นคลังคำที่ลูกเอาไว้ใช้อธิบายสิ่งต่างๆ กับตัวเอง

“เมื่อพูดถึงการใช้เทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน มันจะไม่อันตรายกับลูกเลย และถือเป็นโอกาสที่ดีในการฝึกฝนลูกให้มีความรับผิดชอบ หากพ่อแม่ยื่นเทคโนโลยีให้ลูก พร้อมกับหน้าที่และข้อจำกัด ซึ่งเด็กเล็กไม่ควรเกิน 20 นาที หรือลองให้ลูกได้ตัดสินใจลองวางแผนการทำหน้าที่ต่างๆ ภายในบ้านตามที่ได้รับมอบหมายด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องทำตามลำดับ 1 2 3 ตามที่กำหนด เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้การจัดสรรเวลาและลำดับความสำคัญ ที่สำคัญหลายครั้งเราพบว่าเทคโนโลยีที่เข้าถึงลูกนั้น เนื้อหายังไม่รุนแรงเท่าท่าที น้ำเสียง และคำพูดต่อว่าของพ่อแม่ ฉะนั้นเทคโนโลยีไม่ใช่ตัวยับยั้งพัฒนาการ หรือสกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของลูกให้ล่าช้าเสมอไป”

ผศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม และรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า ในส่วนการเตรียมความพร้อมให้ลูกก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลง พ่อแม่ควรให้ลูกเข้าถึงเทคโนโลยีให้ช้าที่สุดเท่าที่ทำได้

ฉะนั้น เด็กต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่ควรให้ดูโทรทัศน์หรือไอแพด เพราะจะกีดขวางพัฒนาการทุกๆ ด้าน และควรเสริมกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาทักษะแห่งอนาคตต่างๆ ทั้ง 4 อย่างให้แก่ลูก อาทิ 1.การตั้งคำถามปลายเปิดเพื่อฝึกการคิดวิเคราะห์ 2.การเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์ 3.การปลูกฝังเรื่องการร่วมมือแบ่งปัน ช่วยเหลือ เพื่อสร้างพื้นฐานความฉลาดทางอารมณ์และสังคมที่ดี 4.การกระตุ้นให้เด็กพูดคุยและสื่อสารถ่ายทอดความคิดอย่างมีระบบ ด้วยการให้ลูกเล่านิทานสลับกับพ่อแม่ เป็นต้น

“ถ้าพ่อแม่เลี้ยงลูกอย่างชาญฉลาด ให้ลูกมีความพร้อมทั้งทางสมองและทักษะที่หลากหลาย เขาก็จะซึมซับความชาญฉลาดจากพ่อแม่ และนำมาต่อยอดความฉลาดของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว”

ผศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า พ่อแม่ควรเตรียมสมองของลูกให้พร้อมมีพัฒนาการที่ดีด้วยโภชนาการที่ครบถ้วน ยกตัวอย่างสารอาหารบางชนิด เช่น กรดไขมันจำเป็นอย่าง DHA ซึ่งมีอยู่ทั้งในปลาทะเลและปลาน้ำจืดที่มีไขมันเยอะ ช่วยให้สมองของลูกพร้อมสำหรับการพัฒนาทักษะอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เขาสามารถพัฒนาสิ่งที่สำคัญที่สุด คือความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว ที่จะทำให้ลูกประสบความสำเร็จและมีความสุขในสังคมได้ ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม

 

อยู่อย่างไรให้สุขหลังเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2559 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459955

อยู่อย่างไรให้สุขหลังเกษียณ

โดย…บีเซลบับ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เดือน ต.ค. ก้าวแรกบนถนนแห่งการเกษียณอายุ จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับตัวเรา เตรียมไว้ดีก็ไม่มีอะไรให้ต้องคิดมาก ข้าราชการเกษียณอายุบางท่านกลัวขั้นจิตตกว่าจะอยู่อย่างไรกับชีวิตหลังเกษียณ คิดไปสารพัด ฟังแล้วบอกได้แต่ว่า ไม่ต้องกลัว เพื่อนร่วมทางมีเยอะ(ฮา) เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวเหงา ไม่ต้องกลัวการปรับเปลี่ยน เคล็ดลับคือค่อยๆ ปรับ ร่างกายจิตใจ ความคิดอารมณ์ ทัศนคติ ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไป

หลักคือความเป็นมิตรต่อตัวเอง และยิ้มให้ตัวเองเสมอ คิดเสียว่าในเมื่อชีวิตการทำงานประสบความสำเร็จได้ แล้วทำไมจะประสบความสำเร็จกับชีวิตหลังเกษียณบ้างไม่ได้ หลายคนทำได้แถมทำได้ดี ชีวีมีสุข สุขภาพกายใจแจ่มใส สมองไม่เสื่อมสูญ ขออนุญาตไปเก็บตกมาฝากกัน ใครอยากมีความสุขกับชีวิตเกษียณตามมาอ่านกันเลย

1.คนที่ประสบความสำเร็จกับการเกษียณอายุ คือคนที่วางแผนก่อนเกษียณ บางคนวางแผนตั้งแต่เมื่อแรกเข้ารับราชการ ดูแลและเข้มงวดกับตัวเองตั้งแต่รายรับรายจ่าย เงินเดือนเดือนแรกยันเดือนสุดท้าย เงินออม การวางแผนเพิ่มพูนเงินออม หารายได้พิเศษ วันหยุดเวลาว่างไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าเลย แต่ขยันทำมาหากินหารายได้เสริม

2.ไม่เอาแต่เก็บ หากคิดวางแผนจัดการเงินที่มี หลายคนคำนวณรายได้รายรับเป็นระยะ เงินเดือนเงินได้และเงินบำนาญพึงได้ที่จะได้รับเมื่อถึงวันเกษียณ กลุ่มนี้จะตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพิ่มรายรับที่สามารถทำได้ บางช่วงต้องการเงินเพิ่ม ก็ไม่รบกวนเงินออม แต่จะขวนขวายหาทางหางานพิเศษเพิ่ม เพิ่มรายรับในส่วนที่ต้องการแต่ต้องไม่รบกวนงานหลัก ทำเท่าที่สามารถทำได้ มีแผนอาชีพสำรองตามความถนัด ตั้งแต่งานช่าง งานด้านภาษา ดนตรี กีฬา งานกสิกรรมฯลฯ

3.สร้างเครือข่าย นี่เป็นเรื่องจริงของชาวเกษียณ บางคนมีเครือข่ายหรือก๊วนเพื่อนร่วมรุ่นตั้งแต่สมัยประถม มัธยม วิทยาลัย มหาวิทยาลัย คบกันเหนียวแน่นไม่จืดจาง ช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ดูแลกันไม่เฉพาะเรื่องงานเรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องความสุข สุขภาพ แนวคิด เพื่อนคู่คิดคู่คุย คบหาสมาคม การมีเพื่อนมากและได้เพื่อนดี ย่อมได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูลในการสร้างรายได้ งานที่ว่ายากหากมีเพื่อนแล้วไม่ต้องกลัวเลย เราช่วยเขา เขาก็ช่วยเรา

4.อย่าพะวงกับอายุ อายุ 60 แล้วไง ต้องเปิดหูเปิดตา ท่องเที่ยวพบปะผู้คนใหม่ๆ อย่าให้ตัวเองเรื้อสนาม เรียนรู้ต่อไป มองทุกสิ่งอย่างสร้างสรรค์ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง

5.อย่าวิตกกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง อย่ากลัวไปก่อน อย่าคิดแทนคนอื่น วิตกแทนคนอื่น ผู้สูงวัยบางคนคิดเองเออเอง วิตกเอง เช่น กลัวลูกหลานจะไปไม่รอด กลัวการค้าถดถอย กลัวเสียหน้าเสียวงศ์ตระกูล ฯลฯ ทั้งหมดคิดไปเอง เพราะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงเลยสักอย่างเดียว คิดมากเกินไปก็ไม่ดี

6.ดูแลสุขภาพ สุขภาพคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนสูงอายุ ถ้าสุขภาพไม่ดีหมายถึงต้นทุนต่ำ ไปต่อได้ยาก ทั้งการคิด การทำ การพูด

7.รักษามาตรฐานของตัวเอง เรื่องนี้ก็สำคัญ อย่าคิดว่าแก่แล้วแก่เลย ไม่ปรับตัวปรับใจ ชีวิตจะสะดุดเพราะสิ่งแวดล้อมทุกอย่างรอบตัวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราจะไม่เปลี่ยนได้ยังไง เรื่องมาตรฐานเป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่อย่างน้อยก็ต้องชั่งน้ำหนักทุกวัน ไม่อ้วนเกินไป ไม่ผอมเกินไป แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสะอาด สมาร์ท ปรายตาดูแฟชั่นบ้าง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ห่างไกลสิ่งเสพติด

8.ชีวิตยังต้องวางแผน เขียนแผนชีวิตล่วงหน้า หรืออย่างน้อยก็วางแผนไว้คร่าวๆ เช่น ปีนี้จะใช้เงินเท่าไรอย่างไร ทรัพย์สินที่ดินที่ใดจะขายตรงไหน ราคาเท่าไร จะไปเที่ยวต่างประเทศในปีไหนเดือนไหน ไปประเทศใดบ้าง ฯลฯ แค่คิดก็มีความสุขแล้วใช่มั้ย

บางคนบอกว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข มองในมุมตัวเลขก็ใช่ ทายอายุไม่ถูกก็มีเยอะ(ฮา) เพราะตัวเลขไม่สัมพันธ์กับใบหน้า มีทั้งแบบที่หกสิบปีแล้วยังแข็งแรง แคล่วคล่องว่องไว สนุกสนาน แฟชั่นจะยังไงฉันไม่ยอมตกเทรนด์ กับแบบที่ร่างกายทรุดโทรม โรคภัยรุมเร้า เพราะหักโหมตรากตรำกับสิ่งเสพติดมาตลอด  เรียกว่าอาวุโสแบบไม่บันยะบันยัง ใบหน้าเกินวัยและเกินหน้าเพื่อนรุ่นเดียวกัน

ว่าแต่ “คุณลุงคุณป้า” จะเลือกเป็นชาวเกษียณอายุแบบไหนดีคะ

 

ผัดๆทอดๆเลือกอย่างไรให้ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

2 ตุลาคม 2559 เวลา 16:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459898

ผัดๆทอดๆเลือกอย่างไรให้ปลอดภัย

กระแสการดูแลสุขภาพยังแรงดีไม่มีตก ใครที่กำลังเริ่มดูแลสุขภาพแล้วเตรียมซื้อน้ำมันมะกอก โละทิ้งน้ำมันหมูและน้ำมันพืชที่เคยใช้ออกจากห้องครัวไปทั้งหมด ต้องบอกเลยว่า…ช้าก่อน!!! แล้วมาดูว่าจะใช้น้ำมันแบบไหนจึงจะปลอดภัยที่สุด

ทอด

กรรมวิธีในการทอดจำเป็นต้องใช้น้ำมันในปริมาณมาก ไม่ว่าจะเป็นการทอดไก่ หมู เนื้อ ปลา ลูกชิ้น ปาท่องโก๋ โดนัท หรือผักชุบแป้งทอดกรอบๆ ทั้งยังต้องใช้ความร้อนสูง และใช้เวลานานกว่าอาหารจะสุก ดังนั้น น้ำมันที่ใช้ควรเป็นน้ำมันที่เหมาะกับการกักเก็บความร้อนได้ยาวนานและทนต่อความร้อนได้ดี จึงไม่ควรใช้น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงและเกิดควันได้ง่าย ส่วนน้ำมันที่เหมาะสำหรับการทอดอาหาร คือน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันปาล์มผสมคาโนล่า น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าไลท์ และน้ำมันหมู เพราะนอกจากจะปลอดภัยจากสารพิษขณะทอดแล้ว ยังได้อาหารที่กรอบ อร่อย และมีรสชาติดีขึ้น

ผัด

เป็นการทำให้สุกด้วยเวลาอันรวดเร็ว โดยใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อย เช่น ข้าวผัด ผัดกะเพรา ผัดผักต่างๆ ดังนั้น วัตถุดิบที่ใช้ผัดมักสุกไว ชิ้นเล็ก ใช้ความร้อน ปริมาณน้ำมันและเวลาในการทำไม่นาน น้ำมันที่ใช้จึงสามารถเลือกเป็นน้ำมันที่ไม่จำเป็นต้องทนต่อความร้อนสูง อาทิ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันมะกอก

สลัดและน้ำจิ้ม

คนรักสุขภาพตัวจริงอาจเลี่ยงอาหารประเภทผัด ทอด เพราะอยากหลีกเลี่ยงการนำไขมันไม่ดีเข้าสู่ร่างกาย จึงนิยมกินสลัด อาหารต้ม ลวก คู่กับน้ำจิ้ม ซึ่งอาหารประเภทนี้อาจมีส่วนผสมของน้ำมันรวมอยู่ด้วย เพื่อคุณค่าทางสารอาหารครบ 5 หมู่ เพิ่มรสชาติ และเป็นตัวทำละลายส่วนผสม จึงต้องใช้น้ำมันพืชที่ไม่แข็งตัวในอุณหภูมิต่ำ เป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น น้ำมันงา น้ำมันข้าวโพด และน้ำมันถั่วเหลือง