กินกระตุ้นสิว VS กินลดสิว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2559 เวลา 16:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459897

กินกระตุ้นสิว VS กินลดสิว

เมื่อเสิร์ชคำว่า “อาหารกับสิว” เราจะเจอข้อมูลมากมายทั้งน่าเชื่อถือและไม่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของอาหารและสิว อย่าเพิ่งเชื่อ…ต้องอ่านหน้านี้ก่อน

-กินช็อกโกแลตแล้วเป็นสิว?

ไม่จริง คนทุกคนมีสภาพผิวที่แตกต่างกัน ถ้าสังเกตว่ากินแล้วสิวเห่อก็ไม่ควรกินมากจนเกินไป แต่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่บ่งชี้ว่าช็อกโกแลต (แท้ๆ) เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดสิว ที่สำคัญดาร์กช็อกโกแลต ยังเต็มไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนต์ ที่ให้คุณค่ามากมายกับผิว

-ของหวานและเค้กทำสิวเห่อ?

จริง อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง หรืออาหารที่ทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น เป็นตัวการที่ทำให้สิวเห่อ แต่แพทย์ไม่แนะนำให้งดการกินน้ำตาลไปเลย ทางออกที่ดีที่สุด คือการเลือกกินอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ธัญพืชที่ผ่านกระบวนการขัดสีน้อย

-ดื่มน้ำเยอะช่วยลดสิว?

ไม่จริง การดื่มน้ำเยอะๆ ในแต่ละวันสามารถช่วยให้สุขภาพและผิวของเราดีขึ้น แต่น้ำไม่ได้ไปช่วยชำระล้างรูขุมขนอย่างที่หลายคนเข้าใจ

-น้ำมันปลาส่งผลดีติอผิว?

จริง น้ำมันปลามีไขมันโอเมก้า 3 อัดแน่นอยู่มากมาย ซึ่งโอเมก้า 3 นี่แหละที่จะเป็นตัวไปยับยั้งการอักเสบที่อาจเกิดขึ้นตามร่างกาย โดยเฉพาะบนผิวหนังซึ่งเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดบนร่างกาย ควรเลือกกินปลาแซลมอน หรือปลาทูน่า อย่างน้อย 2 มื้อต่อสัปดาห์

-อาหารเสริมและวิตามินช่วยแก้ปัญหาสิว?

ไม่จริง ตัวการที่ทำให้เกิดสิวคือฮอร์โมน ดังนั้น การที่ร่างกายของเราขาดแร่ธาตุและวิตามิน ไม่มีผลใดๆ ที่ไปเชื่อมโยงกับสิว แต่การกินอาหารจำพวกผักและผลไม้มากๆ ทำให้ร่างกายได้รับสารแอนตี้ออกซิแดนต์อย่างเพียงพอ จึงช่วยลดการอักเสบตามร่างกายต่างหาก

-ของมันของทอดทำให้เป็นสิวเยอะ?

ไม่จริง คนส่วนใหญ่มักเชื่อว่าไขมันจากอาหารมัน อาหารทอด จะไปเพิ่มปริมาณไขมันตามรูขุมขนบนร่างกาย แต่จริงๆ แล้วการบริโภคไขมันอิ่มตัวมากจนเกินไป จะเพิ่มความเสี่ยงของอาการอักเสบตามอวัยวะต่างๆ บนร่างกาย

-ดื่มแอลกอฮอล์แล้วสิวขึ้น?

ไม่จริง การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้หน้าแดงกว่าปกติ เพราะแอลกอฮอล์จะไปขยายหลอดเลือดใต้ชั้นผิวหนัง และทำให้ผิวหนังแห้ง แต่ไม่ใช่สาเหตุของการเกิดสิว

 

แคลเซียมธรรมชาติใกล้ตัว ในครัวก็มี!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2559 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459731

แคลเซียมธรรมชาติใกล้ตัว ในครัวก็มี!

โดย…สมแขก ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

มาเริ่มต้นดูแลกระดูกและสะสมมวลกระดูกของคุณตั้งแต่วันนี้เพื่อสุขภาพกระดูกที่ดี สิ่งที่เรารู้กันมานานก็คือ การดื่มนมเป็นประจำจะช่วยสะสมแคลเซียมธรรมชาติ ซึ่งในช่วง 30 ปีแรกของชีวิต ร่างกายของเราจะสะสมมวลกระดูกไว้ได้มากที่สุด จะหยุดสะสมและเริ่มถดถอยเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป จึงถือว่าแคลเซียมซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมาก ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมและวิตามินดีสูง ควบคู่กับการออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกอย่างสม่ำเสมอ

แต่หลายคนเข้าใจว่าแคลเซียมคือแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายเพียงเพราะเป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟัน แคลเซียมมีความสำคัญต่อร่างกายของเรามากกว่านั้น แล้วทุกวันนี้คนไทยกินแคลเซียมกันทางใดบ้าง ต้องซื้อหาวิตามินราคาแพงมากิน แต่เพียงคุณรู้แหล่งสารอาหารเท่านั้น ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อหามาเสมอไป ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ไกลตัวคุณเลย แค่ในครัวของคุณเท่านั้น

พญ.วิภาวี ฉินเจนประดิษฐ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย กล่าวในกิจกรรมพิเศษ Fit Your Bone Running Workshop ว่า 99% ของแคลเซียมเป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟัน ที่เหลือพบในเนื้อเยื่อและของเหลวในร่างกาย มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท ทำให้เกิดการหดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจและกล้ามเนื้อทั่วไป แคลเซียมจึงเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อร่างกายมากที่สุดชนิดหนึ่ง

“เด็กๆ ควรดื่มนมเพื่อป้องกันการขาดแคลเซียมซึ่งจะทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อน ส่วนผู้ใหญ่ถ้าขาดแคลเซียมภาวะกระดูกพรุนก็จะมาเร็วขึ้น เพราะเมื่อร่างกายขาดแคลเซียมก็จะดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง ส่งผลให้กระดูกแตกหรือหักง่าย มักเกิดเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยทองหรือวัยหมดประจำเดือนที่ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง”

ปริมาณความต้องการแคลเซียมในแต่ละวันแตกต่างกันไปตามวัย เฉลี่ยวันละประมาณ 1,000-1,500 มิลลิกรัม วัยเด็กควรได้รับแคลเซียมวันละ 600 มิลลิกรัม วัยรุ่นช่วงอายุ 9-18 ปี เป็นช่วงที่ร่างกายต้องการแคลเซียมมากที่สุด เนื่องจากกระดูกเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วควรได้รับแคลเซียม วัยผู้ใหญ่ต้องการแคลเซียมวันละประมาณ 800-1,000 มิลลิกรัม ผู้สูงอายุที่มีภาวะวัยทอง ต้องการแคลเซียมเฉลี่ยวันละ1,000-1,200 มิลลิกรัม ขณะที่หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับแคลเซียมวันละ1,500 มิลลิกรัม ฉะนั้นเราควรกินอาหารที่มีแคลเซียมสูง เพื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ

หากเป็นไปได้ ควรเลือกกินแคลเซียมที่มาจากอาหารจะดีที่สุด อาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูงอย่างนม และผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมสด นมเปรี้ยว โยเกิร์ตทุกประเภท และชีส อาหารประเภทเต้าหู้ ผักใบเขียว เช่น คะน้า บร็อกโคลี่ ผักกาดเขียว ปลาเล็ก ปลาน้อย ปลาซาดีน ธัญพืช เช่น ถั่วเหลือง งาดำ ฯลฯ ควบคู่กับสร้างพฤติกรรมสุขภาพดีให้กับตัวเอง ด้วยการลด ละ เลี่ยง พฤติกรรมที่ส่งผลร้ายต่อกระดูก เช่น งดแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ และน้ำอัดลม หรือแม้แต่การสวมรองเท้าส้นสูงตลอดเวลา

ปริมาณแคลเซียมในอาหารชนิดต่างๆ

(ข้อมูลจาก กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข)

นม 1 กล่อง (250 มล.) มีปริมาณแคลเซียม 300 มก.

นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม 1 กล่อง (250 มล.) 250-300 มก.

โยเกิร์ต 1 ถ้วย 157 มก.

นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม 1 กล่อง (180 มล.) 106 มก.

เต้าหู้อ่อน 5 ช้อนโต๊ะ 150 มก.

ปลาเล็กปลาน้อย 2 ช้อนโต๊ะ 226 มก.

กุ้งแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ 140 มก.

หอยนางรม 6 ตัว 300 มก.

ผัดคะน้า 1 ทัพพี 71 มก.

ยอดแค 0.5 ขีด 198 มก.

ใบยอ 0.5 ขีด 420 มก.

บร็อกโคลี่ 0.75 ถ้วย 88 มก.

ถั่วแระต้ม 1 ขีด 194 มก.

งาดำ 1 ช้อนโต๊ะ 132 มก.

 

งูสวัด ภัยร้ายของผู้สูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2559 เวลา 13:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459559

งูสวัด ภัยร้ายของผู้สูงวัย

โดย…วรธาร

โรคที่เกิดกับผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปพบได้หลากหลายและเสี่ยงต่อการเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น โรคงูสวัดที่แฝงด้วยภัยร้ายทำให้ผู้สูงอายุต้องเผชิญความเจ็บปวดทรมานและอาการแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยโรคดังกล่าวเกิดจากเชื้อไวรัสอีสุกอีใสที่หลบซ่อนในปมประสาทใต้ผิวหนังหลังจากมีการติดเชื้อชนิดนี้ครั้งแรก โดยเชื้อไวรัสจะแฝงตัวอยู่หลายสิบปี จนเมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำโดยเฉพาะจากการที่อายุมากขึ้นเชื้อที่แฝงตัวอยู่จะกระจายตัวตามปมประสาท ทำให้เส้นประสาทถูกทำลายและจะแสดงอาการออกมาเป็นผื่นแดงและตุ่มน้ำใสๆ เรียงตัวเป็นกลุ่มตามแนวเส้นประสาท

พญ.อรพิชญา ไกรฤทธิ์ หน่วยเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ผู้ป่วยจะต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการที่ตามมา นั่นคืออาการปวดแสบปวดร้อนตรงบริเวณผิวหนัง แม้บางครั้งถูกสัมผัสเพียงเบาๆ ผู้สูงอายุที่เป็นโรคนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง อายุมากยิ่งเป็นรุนแรงและนานขึ้น เช่น อาการปวดตามแนวเส้นประสาทเรื้อรังแม้ผื่นได้รับการรักษาจนหายแล้ว หรือ Post Herpetic Neuralgia (PHN) ซึ่งมักมีอาการปวดลึกๆ เรื้อรังเป็นเวลานานซึ่งอาจเป็นปีได้และอาจมีไข้ร่วม

“นอกจากนี้ ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ อาจเกิดขึ้นบริเวณดวงตา บางรายอาจรุนแรงจนทำให้ตาบอด หรือขึ้นบริเวณหูด้านนอกหรือแก้วหูอาจทำให้ใบหน้าซีกนั้นๆ เกิดอัมพาต ปากเบี้ยว หรือไม่สามารถหลับตาข้างนั้นให้สนิทได้ หากติดเชื้องูสวัดชนิดแพร่กระจายออกนอกแนวเส้นประสาท เชื้อไวรัสอาจกระจายเข้าสู่สมองและอวัยวะภายในอื่นๆ เช่น ตับ ปอด หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ความรุนแรงและการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสงูสวัดยิ่งทวีคูณตามอายุ”

สำหรับแนวทางการป้องกัน พญ.อรพิชญา กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญมากและควรเริ่มจากการเข้ารับการฉีดวัคซีน ซึ่งพบว่าสามารถลดความเสี่ยงของโรคได้ 70% ในผู้มีอายุระหว่าง 50-59 ปี และ 50% ในผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ทั้งช่วยลดอุบัติการณ์ของอาการปวดตามแนวเส้นประสาทเรื้อรังได้อีก นอกจากการฉีดวัคซีนแล้วผู้สูงอายุสามารถลดความเสี่ยงการเป็นโรคนี้ด้วยการรักษาสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน เช่น การล้างมือให้สะอาด หมั่นรักษาความสะอาดของใช้ส่วนตัว หลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมชนแออัด อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี และรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ

 

จ้องคอมพ์นานทำร้ายสุขภาพตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2559 เวลา 12:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459555

จ้องคอมพ์นานทำร้ายสุขภาพตา

โดย…วรธาร

หลายคนใช้สายตาจ้องจอสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องนานๆ จนเกิดอาการล้าหรือปวดตา ซึ่งเป็นสัญญาณร้ายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตา เช่น ปัญหาสายตาสั้นหรือยาวที่เพิ่มขึ้นรวดเร็ว ปวดหัวเพราะตาเชื่อมกับสมองโดยตรง ยิ่งใช้สายตามากก็ใช้สมองประมวลผลสิ่งที่เห็นมากเป็นเงาตามตัว

พญ.อุษณีย์ เหรียญประยูร จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสายตา ศูนย์เลเซอร์สายตาจุฬา ฝ่ายจักษุวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีคนที่มีปัญหาจากการใช้สายตาจ้องจอนานเกินไปประมาณ 60 ล้านคนทั่วโลก และพบปัญหานี้ 75-90% ของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั้งหมด เนื่องจากนิยมใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนมากขึ้นทั้งที่เกี่ยวกับการทำงานและความบันเทิง ทั้งยังพบได้ในผู้ป่วยทุกเพศทุกช่วงอายุ

“คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม คือกลุ่มอาการทางตาที่สัมพันธ์กับการใช้คอมพิวเตอร์และการใช้สายตามองจอระยะใกล้เป็นเวลานาน อาการประกอบด้วยปวดศีรษะ ตาแห้ง เคืองตา เมื่อยล้าตา มองภาพไม่ชัด ตาแดง น้ำตาไหล เห็นภาพซ้อน ความสามารถในการปรับโฟกัสช้าลง และการมองเห็นสีเปลี่ยนไป มักเริ่มเมื่อผู้ป่วยใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่อง 2-3 ชั่วโมง และจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ หากไม่หยุดหรือพักการใช้สายตา”

พญ.อุษณีย์ จึงแนะนำว่า ควรพักสายตาทุก 20 นาที ด้วยการมองไปที่ไกลจากคอมพิวเตอร์ 20 ฟุต อย่างน้อย 20 วินาที ตั้งจอคอมพิวเตอร์ห่างจากตาอย่างน้อย 20-24 นิ้ว ปรับมุมของจอให้ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 14-20 องศา ปรับตำแหน่งของจอเพื่อลดแสงสะท้อน รวมถึงใช้ผลิตภัณฑ์หรือหน้าจอที่ช่วยลดแสงสะท้อน ปรับความสว่างของจอและห้องให้เหมาะสม กะพริบตาถี่ขึ้นประมาณ 10-15 ครั้ง/นาที โดยต้องกะพริบตาให้เปลือกตาปิดสนิท และควรไปพบจักษุแพทย์หากเริ่มมีอาการข้างต้น

บุญเลิศ วิบูลย์เกียรติ รองประธานธุรกิจลูกค้าองค์กร ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า ทุกวันนี้คนใช้สายตาจ้องผ่านจอสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนและแนวโน้มมีแต่เพิ่มขึ้น ซึ่งแสงสีฟ้าที่สะท้อนกลับจากจอเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมา ดังนั้นจึงสามารถใช้มอนิเตอร์จอโค้งช่วยถนอมสายตาได้

“อย่างมอนิเตอร์จอโค้งของซัมซุงจะโค้งรับกับสายตา ทำให้มองเห็นและรับชมภาพจากทุกมุมได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังลดอาการจอสะท้อนเพราะรูปทรงโค้งที่แตกต่างจากจอทั่วไป ทำให้การหักเหของแสงจากสภาพแวดล้อมรอบๆ สะท้อนสู่สายตาลดลง ด้วยรัศมีความโค้งถึง 1800R ทำให้มีผลต่อการรับรู้มิติความลึกและตัดการรบกวนรอบข้างแก่ผู้ใช้งานได้ดี สามารถลดอาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อตาอีกด้วย”

 

รองเท้าวิถีสู่ความสุขในการวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2559 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459360

รองเท้าวิถีสู่ความสุขในการวิ่ง

โดย…โยโมทาโร่

นักวิ่งทุกคนรู้ดีว่ารองเท้าคือสิ่งสำคัญในการวิ่ง ทุกคนจึงพยายามเลือกซื้อรองเท้าที่คิดว่าดีที่สุดในงบประมาณที่มี แต่ใจความสำคัญของรองเท้าที่ดีไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่การเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับเราหรือเปล่า ปกติแล้วเวลาที่เราเลือกซื้อรองเท้ามักจะเลือกแบบและลวดลายรองเท้าที่ถูกใจเป็นหลัก แต่สิ่งที่ถูกต้องก็คือรองเท้าแต่ละรุ่นจะออกแบบให้เหมาะสมกับเท้าที่มีรูปร่างแตกต่างกันออกไป

เริ่มจากเช็กรูปเท้าของตัวเองก่อนว่าเป็นแบบไหน ด้วยการหาพื้นทรายเรียบ อาจจะเป็นทรายในสนามเด็กเล่นก็ได้ ปาดทรายให้เรียบแล้วยืนเท้าเปล่าลงบนทราย หากคุณเป็นคนฝ่าเท้าสูง มีการวางเท้าแบบปกติและข้อเท้าตั้งตรง ให้เลือกรองเท้าวิ่งแบบ Neutral สำหรับคนที่ฝ่าเท้าสูงบวกกับมีข้อเท้าโก่งออกด้านข้าง ส่งผลให้ลงน้ำหนักไปที่ฝ่าเท้าด้านนอกมากกว่าด้านในอย่างเห็นได้ชัด ควรเลือกรองเท้าวิ่งประเภท Cushioned ที่ช่วยลดแรงกระแทกและทำให้การวางเท้าอยู่ในลักษณะปกติ ส่วนคนที่มีลักษณะเท้าแบนจะมีลักษณะของข้อเท้าเอียงเข้าด้านใน ทำให้ฝ่าเท้าด้านนอกยกสูงกว่าด้านใน ให้เลือกรองเท้าวิ่งแบบ Motion Controlled แต่หากมีข้อสงสัยว่ารูปเท้าของเราเป็นแบบใด ลองเข้าไปเช็กได้ที่เว็บไซต์ runnersworld.com เพราะบางคนอาจจะมีลักษณะผสมเท้า 2 ข้างไม่เหมือนกันก็มี

เวลาที่เลือกซื้อรองเท้าแนะนำให้ไปซื้อที่ช็อปใหญ่ของแบรนด์ต่างๆ ซึ่งจะมีพนักงานที่ได้รับการอบรมความรู้ช่วยเลือกรองเท้าให้ลูกค้าได้อย่างถูกต้อง โดยแนวทางการเลือกที่เหลือก็คือคุณไม่ควรซื้อรองเท้าที่กระชับเกินไป เผื่อการขยายตัวของเท้าเวลาวิ่งเล็กน้อย เลือกรองเท้าที่มีความยืดหยุ่นสูง รองเท้าที่นุ่มเกินไปอาจไม่เป็นผลดีต่อการวิ่งระยะยาว ควรเลือกรองเท้าที่มีความนุ่มพอดีเพื่อให้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเท้าได้ทำงานอย่างเต็มที่ และเชือกผูกรองเท้าควรเลือกชนิดที่ไม่มันเงาและยาวจนเกินไปจะสร้างความรำคาญเวลาเชือกหลุดได้ง่าย

สุดท้ายเมื่อได้รุ่นรองเท้าที่มีรูปแบบเหมาะสมกับเท้าแล้วให้เลือกคู่ที่ใส่แล้วรู้สึกชอบ และวิ่งถนัดเท้ามากที่สุด เพราะการเลือกรองเท้าก็คล้ายกับการเลือกแฟนรูปสวยแต่อยู่ด้วยกันแล้วไม่สบายกายสบายใจ ก็คงคบกันต่อไปได้ยากจริงไหมครับ

 

ออกกำลังให้เฟิร์ม ต้องถูกท่าและถูกทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2559 เวลา 11:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459359

ออกกำลังให้เฟิร์ม ต้องถูกท่าและถูกทาง

โดย…โยโมทาโร่

เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนออกกำลังกายอย่างหนักทุกวัน อาหารก็ควบคุมแต่ไม่ได้ผลดีเท่าคนอื่น โดยเฉพาะคนที่เล่นเวตจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน แม้เราจะใช้โปรแกรมออกกำลังกายแบบเดียวกัน รับประทานอาหารเหมือนกันในปริมาณที่เท่าๆ กัน แต่ความต่างอาจจะเฉือนกันแค่การจัดวางท่าในการออกกำลังกาย

ท่าในการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญที่หลายคนมองข้าม แต่หากคุณต้องการจะพัฒนาฝีมือให้สูงขึ้น เรื่องของท่าทางที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งที่จำเป็น

ตัวอย่างเช่น การเล่นกล้ามหน้าอกที่มีอยู่ 3 ส่วน คือ อกบน กลาง และล่าง คนส่วนใหญ่จะเล่นเฉพาะอกส่วนกลางเพราะเป็นท่าพื้นฐานตามตำราที่ทำง่ายที่สุด แต่สำหรับคนที่เล่นเป็นจะรู้ว่าในท่าเดียวกันแต่เปลี่ยนองศาการนั่งก็มีผลในการออกกำลังกล้ามเนื้อหน้าอกให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งการเล่นกล้ามเนื้อมัดเล็ก อาจจะต้องใช้ทริกในการทำมุมข้อมือก็ให้ผลการออกกำลังในอีกแบบหนึ่ง

ในการวิ่งมาราธอน การวิ่งลงเต็มเท้า กับการวิ่งด้วยปลายเท้าก็ให้ผลการวิ่งที่แตกต่างกัน คนส่วนมากจะวิ่งลงเต็มเท้าอาจจะค่อนไปทางส้นเท้าหรือปลายเท้าขึ้นอยู่กับสรีระของแต่ละคน แต่สำหรับนักกีฬาอาชีพพวกเขาเลือกที่จะวิ่งโดยใช้ปลายเท้าลงพื้น แรกๆ อาจจะฝืนและปวดน่องกว่าการวิ่งปกติ แต่ถ้าฝึกจนชำนาญก็จะวิ่งระยะทางไกลได้เร็วกว่านักวิ่งทั่วไป

ดังนั้น เรื่องของท่าทางในการออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ละเลยไปไม่ได้ เพราะเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาฝีมือและป้องกันอาการบาดเจ็บ โดยมีหลักง่ายๆ ในการดูว่าท่าทางการออกกำลังกายของเราถูกต้องไหม ให้เช็กด้วยการส่องกระจก นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมฟิตเนสต่างๆ จึงติดกระจกบานใหญ่ไว้ทั่วห้อง ต่อมาให้เช็กว่าท่าที่เราออกกำลังนั้นมีการบิดงอตามข้อมือ ข้อศอก และหัวเข่าหรือไม่ ท่าที่ถูกต้องข้อมือจะต้องตรงแนวหลังมืออยู่ระนาบเดียวกับแขนท่อนล่าง การออกแรงต้องมีแรงกระแทกย้อนกลับมากเกินไป เท้าวางในตำแหน่งที่มั่นคง แนวกระดูกสันหลังตรงไม่โค้งงอ ไม่มีการฝืนข้อต่อของร่างกายมากเกินไป ลองเช็กสิ่งเหล่านี้ดู เพราะอาจเป็นขั้นบันไดสู่เป้าหมายที่หายไปของคุณก็เป็นได้

 

ฝึกท่าปลาโลมาปลดปล่อยความเมื่อยล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2559 เวลา 15:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459168

ฝึกท่าปลาโลมาปลดปล่อยความเมื่อยล้า

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ในวันที่เมื่อยล้า กล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อน่อง และเมื่อยบ่า ไหล่ การได้ฝึกท่าปลาโลมาจะทำให้ปลดปล่อยความเมื่อยล้าได้ดี ทั้งยังส่งผลดีกับโรคกระดูกพรุน กระดูกบาง รวมทั้งช่วยลดอาการในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนอีกด้วย การฝึกท่าปลาโลมาที่พลิกแพลง ควรสามารถทำท่าปลาโลมาได้ก่อน เพราะท่าแบบพลิกแพลงนี้ ต้องใช้การทรงตัว สมาธิ และกำลังแขน ซึ่งเป็นส่วนผสมทั้งความยืดหยุ่นและความแข็งแรงในท่าเดียว หากทรงตัวไม่ดีจะค้างท่าไม่ได้นานแล้วล้ม หากฝึกบ่อยๆ ก็จะสามารถค้างท่าได้ดีขึ้นเอง หลีกเลี่ยงการฝึกท่านี้สำหรับผู้ที่มีปัญหาบาดเจ็บที่คอและหัวไหล่

วิธีปฏิบัติ

1 วางเข่าลงในท่าแมว แล้ววาง ท่อนแขนลงพื้นเพื่อเตรียม  (รูป 1)

(รูป 1)

 

2 ยกสะโพกขึ้นเป็นท่าปลาโลมา เช็กตำแหน่งหัวไหล่ให้ส่งไปด้านหลังเลย ตำแหน่งของข้อศอก  (รูป 2)

(รูป 2)

 

3 ยกขาขวาขึ้น ค้างท่าไว้ ประมาณ 10 วินาที หายใจเข้าออก (รูป 3)

(รูป 3)

 

4 ส่งมือซ้ายไปจับฝ่าเท้าขวา ทรงตั้วไว้ประมาณ 10 วินาที หายใจเข้าออกแล้วคลาย จากนั้นลองสลับข้าง (รูป 4)

(รูป 4)

 

มะระ ความขมที่งดงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2559 เวลา 15:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/459166

มะระ ความขมที่งดงาม

โดย…แพทย์จีน ศิริขวัญ ก้าวสัมพันธ์ คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

สิ่งจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ในการมีชีวิตนั่นก็คือ “อาหาร” การกินจึงถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต ในขณะเดียวกันนั้น การกินอาหารก็คือการทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง รวมทั้งอาจก่อเกิดโรคต่างๆ ก็เป็นได้ค่ะ

ผู้เขียนซึ่งชื่นชอบการกิน เรียกได้ว่า การกินเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต แต่ในขณะเดียวกัน หากเรากินไม่ดี ไม่เลือกกิน กินทุกอย่างที่วางอยู่ตรงหน้า ก็อาจจะเจ็บไข้ได้ป่วยจากการกิน

ในช่วงฤดูฝนเช่นนี้ ผู้เขียนจึงอยากจะขอแนะนำพืชสมุนไพรไทย ที่เดินไปตลาดก็หาซื้อได้ หรือจะปลูกไว้รับประทานเองที่บ้านก็ไม่ใช่เรื่องยากค่ะ นั่นก็คือ “มะระ”

หลายๆ คนได้ยินชื่อมะระ ก็อาจจะบอกว่า บ๊ายบายขอลาก่อน เพราะมะระมีรสชาติที่โดดเด่น โดยมีรสหลักๆ อยู่รสเดียวคือ มันขม ขม ขม ขม ขม และขม !

ไม่มีทางที่มะระจะหวานอร่อยเหมือนกินทุเรียนแน่นอน !!!

แต่ความขมของมะระนี้ มีความงดงามแห่งความขม เพราะมะระเป็นยาชั้นเลิศในราคาหลักสิบ มะระมีฤทธิ์ระบายความร้อน บำรุงโลหิต บำรุงไต และม้าม อีกทั้งยังช่วยบำรุงตับและดวงตาทำให้ดวงตาใสแป๋ว ช่วยในการลดการอักเสบ ลดพิษไข้ ลำไส้อักเสบได้ (โอ้ ประโยชน์นี้ช่างมากมาย)

มะระมีวิตามินซีสูง สามารถป้องกันโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งเกิดจากการขาดวิตามินซีปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ป้องกันการเกิดพลากในหลอดเลือด ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ

นอกจากนี้ มะระยังได้มีการกล่าวขานฉายาว่าเป็น “เพชฌฆาตไขมัน”

อาจจะฟังดูแล้วตลกแต่ก็เป็นไปตามชื่อนั่นแหละค่ะ

เพราะมะระมีฤทธิ์ช่วยลดไขมันและน้ำตาลในกระแสโลหิตได้ดีอีกด้วย

ผู้เขียนร่ายยาวถึงประโยชน์ของมะระมาขนาดนี้แล้ว ได้โปรดอย่ากลัวว่ามะระขมอีกต่อไป ลองเปิดใจรับมะระมาไว้ในอ้อมใจ ลองนำมะระมาปรุงเป็นอาหารรับประทานกันดูนะคะ

นอกจากนี้ เรายังสามารถพลิกแพลง ดัดแปลง หรือสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ นอกจากต้มมะระยัดไส้ ก็ยังมีอีกหลายเมนู เพื่อให้รับประทานได้ง่ายขึ้น เช่น มะระผัดไข่ แกงกะทิกุ้งมะระ ยำมะระกุ้งสด … โอย หิวววว

เพียงแค่ใส่ใจสุขภาพในเรื่องการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากกว่าอาหารที่อร่อยและถูกปาก คุณก็จะมีสุขภาพดี ไม่ต้องไปหาหมอบ่อยๆ
ไม่ต้องเสียเงินทองไปกับการจ่ายค่ารักษาพยาบาลนะคะ

“การกินเป็นเรื่องใหญ่มาก … โปรดอย่ามองข้าม”

 

‘เคมีภัย’ มื้ออาหารเปื้อนความเสี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2559 เวลา 12:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/458678

‘เคมีภัย’ มื้ออาหารเปื้อนความเสี่ยง

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ปัญหาเรื่องสารพิษตกค้างจากภาคเกษตร อุตสาหกรรม ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับสังคมบริโภคยุคใหม่มาอย่างช้านาน แม้จะมีความพยายามในการกำกับดูแล ควบคุม ผ่านมาตรการต่างๆ แต่ด้วยช่องโหว่มากมายในอุตสาหกรรมอาหาร หากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่ทำความรู้จักกับบรรดาสารพิษเพื่อหาวิธีหลีกเลี่ยง ผู้บริโภคก็ย่อมเสี่ยงการปนเปื้อนสารพัด

แม้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชที่มีวางจำหน่ายหลากหลายเครื่องหมายการค้า มีให้เลือกซื้อหา นับ 1,000 ชนิด แต่เมื่อแบ่งเป็นกลุ่มตามข้อบ่งใช้แล้ว พบว่ามีประมาณ 5 กลุ่มเท่านั้น ประกอบด้วย สารเคมีกำจัดแมลง สารป้องกันกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดเชื้อรา สารกำจัดหนูและสัตว์แทะ สารเคมีกำจัดหอยและปู ฯลฯ

สารเคมีกำจัดแมลงนับเป็นกลุ่มที่มีให้เลือกมากที่สุด ชนิดของสารเคมีในกลุ่มนี้ คือ ออร์กาโนคลอไรน์ ที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ ชื่อที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือ ดีดีที (DDT), ดีลดริน (dieldrin), ออลดริน (aldrin), ท็อกซาฟีน (toxaphene), คลอเดน (chlordane), ลินเดน (lindane) ฯลฯ พิษการทำลายของสารเคมีกลุ่มนี้จะครอบคลุม หรือเรียกได้ว่าทำลายแมลงทุกชนิด อันตรายต่อสภาพแวดล้อมและมนุษย์มากเพราะสลายตัวช้า พบตกค้างในห่วงโซ่อาหาร บางชนิดอาจตกค้างได้นานหลายสิบปี ปัจจุบันทั่วโลกหวาดกลัวสารเคมีกลุ่มนี้จนไม่อนุญาตให้ใช้หากไม่จำเป็น

กลุ่มต่อไป คือสารที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบ รู้จักกันในชื่อมาลาไธออน (malathion) เฟนนิโตรไธออน (fenitrothion) ฯลฯ พิษสภาพของ สารเคมีรุนแรงกลุ่มนี้สามารถล้างเผ่าพันธุ์ แมลงและสัตว์อื่นๆ ทุกชนิด แต่สารในกลุ่มนี้จะย่อยสลายเร็วกว่า ออร์กาโนคลอไรน์ คาร์บาเมต ที่มีคาร์บาริลเป็นองค์ประกอบสำคัญ รู้จักกันดีในชื่อ คาร์บาริว (carbaryl) เบนไดโอคาร์บ (bendiocarb) ฯลฯ ข้อดีของกลุ่มนี้ คือ มีความเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมน้อยกว่าสารที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบ

กลุ่มสุดท้าย คือ สารสังเคราะห์ไพรีทอย สกัดได้จากพืชไพรีทรัม สารเคมีในกลุ่มนี้มีความเป็นพิษต่อแมลงสูง แต่มีความเป็นพิษต่อสัตว์เลือดอุ่นไม่มาก ซึ่งก็น่าแปลกที่สารชนิดนี้ดูเป็นมิตรกับมนุษย์เรามากที่สุดแต่กลับมีราคาแพง เกษตรกรจึงไม่นิยมใช้ ชื่อที่รู้จักกันดีคือเดลตาเมธริน (deltamethrin) เพอร์เมธริน (permethrin) เรสเมธริน (resmethrin) ฯลฯ ด้านสารเคมีกำจัดวัชพืช แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ พวกที่มีพิษทำลายไม่เลือกกับที่ทำลายเฉพาะกลุ่ม สารที่ทำลายไม่เลือก พาราควอท (Paraquat) กลุ่มที่ทำลายเฉพาะกลุ่มหรือตามที่พิษระบุลักษณะของวัชพืช คือ พวกแอทราซิน (atrazine) นอกจากนี้ยังมีสารกำจัดเชื้อรา กลุ่ม Dimethey dithiocarbamates (Ziram, Ferbam, Thiram) มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ Acetaldehyde dehydrogenase กลุ่ม Ethylenebisdithiocarbamates (Maneb, Mancozeb, Zineb) กลุ่มนี้ เป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ กลุ่ม Methyl mercury ดูดซึมได้ดีทางผิวหนังและมีพิษต่อระบบประสาท กลุ่ม Hexachlorobenzene ยับยั้งเอนไซม์ Uroporphyrinogen decarboxylase มีพิษต่อตับ ผิวหนัง ข้อกระดูกอักเสบ กลุ่ม Pentachlorophenol สัมผัสมากๆ ทำให้ไข้สูง เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็ววิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย ระบุว่า แต่ละปียังพบตัวเลขการใช้สารเคมีเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะเกษตรกรยังมีความเชื่อว่า การใช้สารเคมีการเกษตรช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง และผลลัพธ์ที่ย้อนกลับมาหามนุษย์ก็คือ ผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศการเกษตร

มีงานวิจัยที่พบว่าแมลงศัตรูพืชหลายชนิดพัฒนาภูมิต้านทานเมื่อมีการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่อง ยิ่งใช้สารเคมีปราบ ศัตรูพืชก็ยิ่งต้านทาน ประกอบกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยวซ้ำๆ ต่อเนื่อง ไม่มีวงจรพืชอื่นที่เป็นเสมือนระบบนิเวศในสมดุลผลที่ตามมา คือ ทำให้เกิดปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดสร้างความเสียหายนับล้านไร่ วัฏจักรเดิมที่เพลี้ยชนิดนี้เคยระบาด 10 ปี/ครั้ง ระบาดระยะสั้นเพียงครั้งเดียว แต่เมื่อมีการใช้ยาฆ่าแมลงปราบและหยุดการระบาดไม่ได้ ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์เพลี้ยกระโดดคาดการณ์ได้ยากขึ้น

นอกจากไม่สามารถควบคุมการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้แล้ว สารเคมีจะเข้าไปทำลายแมลงที่มีประโยชน์ในนาข้าว อาทิ มวนดูดไข่ มวนจิงโจ้น้ำ ด้วงเต่า ด้วงดิน จิ้งหรีดหนวดยาว ตั๊กแตนหนวดยาว แมลงปอเข็ม แมลงวันตาโต แมงมุมหลากชนิด แมลงเต่าทอง และแตนเบียน ซึ่งแมลงเหล่านี้จะมีส่วนช่วยรักษาสมดุลให้หายไปจากระบบนิเวศอีกด้วย

ยังมีงานวิจัยที่ระบุอีกว่า เพียง 50 ปีที่เริ่มมีการใช้สารเคมี ส่งผลให้แมลงศัตรูพืชมากกว่า 400 ชนิดพัฒนาภูมิต้านทานยาฆ่าแมลงชนิดต่างๆ ซึ่งทำให้ต้องใช้ยาฆ่าแมลงที่เข้มข้นมากขึ้น หรือเปลี่ยนไปใช้ยาฆ่าแมลงชนิดใหม่ เช่น ในกรณีของหนอนเจาะสมอฝ้าย ในช่วงเริ่มต้นในปี 2503 ที่มีการใช้สารดีดีทีเพื่อฆ่าหนอน จะใช้สารดีดีทีเพียง 0.03 มิลิกรัม/น้ำหนักตัวของหนอนหนึ่งกรัม แต่เพียง 5 ปีหลังจากนั้น ต้องเพิ่มปริมาณเป็น 1,000 มิลลิกรัม จึงจะทำให้หนอนตายได้ ซึ่งหมายถึงเกษตรกรต้องใช้สารเคมีในปริมาณที่มากขึ้น แต่ผลก็คือแมลงศัตรูพืชก็จะเร่งการวิวัฒนาการให้สามารถต้านทานสารเคมีการเกษตรได้อย่างคาดไม่ถึง

ท้ายที่สุดสารเคมีจะไม่ปนเปื้อนเฉพาะในพืชผัก หรือปศุสัตว์ แต่จะลุกลามไปฝังตัวอยู่ในสภาพแวดล้อม กลายเป็นวงจรเวียนวนอยู่ในห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ เป็นสาเหตุของอาการเจ็บป่วยจากรุ่นสู่รุ่น ย้อนกลับมาทำลายมนุษย์ผู้ที่เลือกใช้มันเอง

วิฑูรย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาได้สุ่มตรวจตัวอย่างพืชผักแล้วพบมีสารพิษตกค้างดังกล่าว 40% ประเทศพัฒนาแล้วซึ่งเป็นผู้ผลิตสารเคมีกำหนดว่าต้องไม่เกิน 3% เมื่อตรวจเลือดเกษตรกรและผู้บริโภคก็พบว่ามีสารตกค้างในเลือดถึง 34-35% ทั้งหมดเกิดขึ้นจากความหละหลวมในการกำกับดูแล เราไม่แบนสารเคมีบางชนิด นโยบายการเกษตรของเราเอื้ออำนวยให้ผู้ผลิตสารเคมีอยู่ในอุตสาหกรรมการเกษตร มากกว่าจะคำนึงถึงสุขภาพของประชาชน ทั้งที่ทราบดีว่าสารเคมีไม่ได้ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร

 

เลือกดื่มน้ำแร่ธรรมชาติเคล็ดลับการดูแลตัวเองแบบง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2559 เวลา 11:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/458447

เลือกดื่มน้ำแร่ธรรมชาติเคล็ดลับการดูแลตัวเองแบบง่ายๆ

โดย…วราภรณ์

คนรักสุขภาพ นอกจากให้ความสำคัญในการเลือกรับประทาน และการออกกำลังกายที่เหมาะสมแล้ว เทรนด์ยอดฮิตอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเลือกดื่มน้ำแร่ธรรมชาติ เป็นเคล็ดลับการดูแลตัวเองแบบง่ายๆ

อิสตรี ประจญศานต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) เผยว่า การดื่มน้ำสะอาดเป็นการดูแลสุขภาพที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะน้ำมีประโยชน์และความจำเป็นต่อร่างกาย แต่หากเลือกดื่มน้ำแร่ธรรมชาติก็จะยิ่งเพิ่มประโยชน์เพราะคุณค่าน้ำแร่ธรรมชาติอุดมไปด้วยแร่ธาตุ 7 ชนิด อย่างเช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟลูออไรด์ โซเดียม ไบคาร์บอเนต ซัลเฟต เป็นต้น

ปริมาณแร่ธาตุจะขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำนั้นๆ โดยแหล่งกำเนิดน้ำแร่ธรรมชาติที่ดีที่สุดควรมาจากแหล่งน้ำใต้ดินแบบปิด (Confined Aquifer) ซึ่งเป็นชั้นน้ำใต้ดินลึกกว่า 1,000 ฟุต ที่ผ่านการกรองโดยธรรมชาติเป็นเวลานานจึงทำให้ปราศจากสารปนเปื้อน น้ำแร่ธรรมชาติที่อยู่ในชั้นนี้จึงมีคุณภาพดี สะอาด และมีแร่ธาตุที่สมดุล

น้ำแร่ธรรมชาติ นอกจากมีแร่ธาตุที่ร่างกายของเราต้องการในแต่ละวันแล้ว ยังช่วยอะไรได้อีก…

1.ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันด้วยแคลเซียมแมกนีเซียม และฟลูออไรด์

2.ช่วยในการปรับสภาวะสมดุลร่างกาย โดย โพแทสเซียม ซึ่งทำงานร่วมกับโซเดียมในการรักษาสมดุลของเกลือแร่ ความเป็นกรด-ด่างของร่างกาย ช่วยให้การทำงานของระบบหลอดเลือดหัวใจเป็นไปอย่างปกติ ควบคุมระดับความดันโลหิตป้องกันภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

3.ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบร่างกายด้วยแร่ธาตุอื่นๆ อย่างไบคาร์บอเนตที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของแคลเซียมและแมกนีเซียมในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และซัลเฟตซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของกรดอะมิโนที่เป็นหน่วยย่อยของโปรตีนที่จำเป็นในร่างกาย

การเลือกดื่มน้ำแร่ธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งไอเดียดีๆ สำหรับคนรักสุขภาพที่สามารถดื่มทดแทนน้ำปกติได้ในแต่ละวัน หรือจิบระหว่างการออกกำลังกาย ทุกๆ 10-15 นาที เพื่อทดแทนการเสียน้ำ

เพียงเท่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลตัวเองจากภายในแบบง่ายๆ แต่ส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว