รักษาข้อเท้าพลิกด้วยตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2559 เวลา 10:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/458202

รักษาข้อเท้าพลิกด้วยตัวเอง

โดย…บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

สาวๆ ที่ใส่รองเท้าส้นสูงคงมีประสบการณ์เรื่องนี้ เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นควรทำอย่างไร สาวๆ อยากรู้ตามมาเลย

1.ห้ามเคลื่อนไหวบริเวณที่เกิดการพลิกโดยเด็ดขาด ควรหาไม้มาวางประคบแล้วใช้เชือกพันเป็นเฝือก จากนั้นไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล

2.หากข้อเท้าพลิกแบบไม่รุนแรง ใช้น้ำแข็งประคบ 20-30 นาที เพื่อลดบวม

3.ห้ามใช้ยาหม่องหรือน้ำมันมวย ห้ามบีบนวดเพราะจะกระตุ้นการอักเสบ

4.ใช้ผ้ายืดพันจากบริเวณเท้าขึ้นมาเหนือข้อเท้าข้างที่พลิก อย่าพันแน่นเกินไป จะลดบวมได้

5.ถ้าปวดมาก กินยาแก้ปวด หลีกเลี่ยงการวิ่ง ช่วงนี้ใส่รองเท้าส้นเตี้ยไปก่อน

6.พ้น 48 ชั่วโมงไปแล้ว ให้ประคบร้อนสลับเย็น

7.ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ไปพบแพทย์

แค่นี้เองเทคนิคง่ายๆ ที่สาวๆ ผู้รักการใส่ส้นสูง จะใช้รับมือกับการ “พลิก” ของข้อเท้าได้

 

โยคะสลายเครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2559 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/458008

โยคะสลายเครียด

โดย…ภาดนุ ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

การใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันที่มีแต่ความรีบเร่ง บวกกับการนั่งทำงานที่ออฟฟิศเป็นเวลานานตลอดทั้งวัน ทำให้หลายคนเกิดความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว จนเป็นสาเหตุให้เกิดความเจ็บป่วยตามมา ครั้งนี้เราจึงนำ “2 ท่าโยคะสลายเครียด” ที่คุณทำเองที่บ้านได้มาฝาก ลองทำตาม ครูอิ๊อี่-วรวรัย วาริการ ครูสอนหลักสูตรครูโยคะจากลัลลาบายโยคะ สตูดิโอ รับรองว่าช่วยสลายความเครียดได้แน่นอน

ท่าสะพานโค้ง

– นอนหงาย ชันเข่าขึ้น วางเท้าให้ขนานห่างกันเท่ากับความกว้างของสะโพก วางมือข้างลำตัวในท่าเตรียม

ท่าสะพานโค้ง

 

– หายใจเข้า ใช้แรงแขนยกก้น ยกต้นขาด้านหน้า และอกขึ้นสูงหาเพดาน

ท่าสะพานโค้ง

 

– หายใจออก ขยับมือมารองไว้ที่สะโพก พร้อมออกแรงกดฝ่าเท้าลงพื้นแน่นมากขึ้น ดึงต้นขาให้สูงขึ้นกว่าเดิม ผลักหน้าแข้งกลับไปหาลำตัว ยืดขา และเข่าให้ตรง ขยายแผ่นอกให้กว้างออกด้านข้างมากขึ้น

ท่าสะพานโค้ง

 

– หายใจออก ยกปลายเท้าขวาขึ้น พับเข่าหาอกให้มากที่สุด เหยียดขาขึ้นเป็นเส้นตรง 90 องศา ค้างท่าไว้ หายใจเข้า-ออกตามปกติ 10-15 ลมหายใจ

ท่าสะพานโค้ง

 

ประโยชน์

– เพิ่มความแข็งแรงของปอด กล้ามเนื้อหลัง หน้าท้อง ไหล่ แขน และข้อมือ

– บรรเทาอาการปวดหลัง พร้อมกระชับสะโพก ต้นขา และหน้าท้อง

– ช่วยให้อารมณ์ดี รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ลดอาการซึมเศร้า

ท่าขาพาดผนัง

– ขยับตัวนั่งให้สะโพกขวาชิดผนัง แล้วขยับตัวนอนลง ดันกระเบนเหน็บเข้าหากำแพง กระดูกก้นกบตั้งฉากกับผนัง

ท่าขาพาดผนัง

 

– หายใจเข้า โน้มตัวลงพื้น ยืดขาขึ้นไปพิงบนผนัง ตั้งส้นเท้าทั้งสองข้างให้กว้างเท่าไหล่ จากนั้นยกสะโพกขึ้นสูงเพื่อสอดหมอนไปที่ส่วนล่างของสะบัก

ท่าขาพาดผนัง

 

– หายใจออก ค่อยๆ ปล่อยแนวของกระดูกสันหลังทั้งหมด ศีรษะ และไหล่ราบลงพื้น ขยับแขนกว้างในระดับไหล่หงายฝ่ามือขึ้น แล้วนำผ้าห่มที่พับแล้วมาหนุนไว้ใต้ศีรษะเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความผ่อนคลาย จากนั้นนำถุงทรายมาวางไว้บนฝ่าเท้าเพื่อเสริมให้การยืดเหยียดร่างกายมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระดับลึก และนำผ้าขนหนูมาปิดที่ดวงตา เป็นการเปิดรับพลังลมปราณจากลมหายใจที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย จากการค้างท่าหายใจลึกๆ 3-5 นาที เพื่อให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

ท่าขาพาดผนัง

 

– กรณีไม่มีอุปกรณ์ใดๆ สามารถผ่อนคลายร่างกายในท่าได้เช่นกัน ด้วยการยืดขาขึ้นไปพิงบนกำแพง ปล่อยส้นเท้าแยกออกเท่ากับความกว้างของสะโพก ปล่อยแนวของกระดูกสันหลัง ศีรษะ และไหล่ราบลงกับพื้น ขยับแขนกว้างๆ หงายฝ่ามือขึ้นข้างลำตัว

ท่าขาพาดผนัง

 

– สามารถใช้อุปกรณ์ในบ้านทดแทนได้ อาทิ ผ้าห่ม หมอนข้าง ผ้าขนหนู สมุดโทรศัพท์ ฯลฯ

ประโยชน์

– ช่วยผ่อนคลายและพักกล้ามเนื้อขา เวลาเดินหรือยืนเป็นเวลานาน

– ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหน้าท้อง และกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

– แก้ปัญหาโรคนอนไม่หลับ ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของร่างกายและจิตใจได้ดี

 

Ardha Padma Ustrasana (Camel pose in Half Lotus)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2559 เวลา 11:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/457817

Ardha Padma Ustrasana (Camel pose in Half Lotus)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ตระกูลท่า กลุ่มแอ่นหลัง (Backbending) จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทได้ดี เพราะระบบประสาทอัดแน่นกันอยู่ที่ไขสันหลัง แต่กลุ่มท่าอูฐหลายคนฝึกแล้ว มักบอกว่ามึนศีรษะ ถ้าคุณไม่ได้เป็นไมเกรน ความดันโลหิตสูง หรือ ต่ำ เวลาคลายท่ากลับมานั้นต้องทำให้ช้าที่สุด คุมลมหายใจ และต้องคลายแก้ท่าด้วยท่าเด็กหมอบ

ทุกครั้ง ครูมักจะแนะนำให้ตอนคลายท่า ค่อยๆ ยกศีรษะขึ้นมาก่อน แต่ยังไม่เอาหลังขึ้นมา จากนั้นกำหนดลมหายใจ ค่อยๆ หย่อนก้นลงที่ส้นเท้าช้าๆ แล้วค่อยก้มกราบ เด็กหมอบ สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยฝึกท่าอูฐมาก่อนยังไม่แนะนำให้ทำเวอร์ชั่นนี้ สำหรับคนที่มีปัญหาความดัน และไมเกรน อาจงดฝึกท่านี้หรือระวังเป็นพิเศษ อยู่ภายใต้การดูแลของครูฝึก

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งในท่าวัชระ ก้นนั่งทับส้นเพื่อเตรียม

 

2 เท้าซ้ายซ้อนขึ้นมาบนต้นขาขวาใกล้ขาหนีบที่สุด เท้าจะได้ไม่หลุด เช็กตำแหน่ง ของเข่า ให้ความกว้าง ให้ตรงกับสะโพก

 

3 ยกลำตัวขึ้น มือขวาจับช้อน ฝ่าเท้าซ้าย หายใจเข้า แอ่นหลัง วาดมือซ้ายไปด้านหลัง ค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ เวลาคลายค่อยๆ ยกศีรษะกลับขึ้นมาช้าๆ หย่อนก้นลงพื้น

 

4 พักในท่าเด็กหมอบสักครู่ แล้วลองทำสลับข้าง

 

‘หลงลืม-มือสั่น-ละเมอ’ เสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2559 เวลา 11:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/457816

‘หลงลืม-มือสั่น-ละเมอ’ เสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสัน

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

“ท้องผูกก็เป็นส่วนหนึ่งของโรคพาร์กินสันด้วยหรือ”

“ถ้าผมเป็นโรคพาร์กินสันจริง ลูกผมมีโอกาสเป็นโรคพาร์กินสันหรือเปล่า”

“ทำไมพ่อผมมีปัญหาหลงลืมก่อนมือสั่นแล้วหมอบอกว่าพ่อผมเป็นโรคพาร์กินสันเทียม”

เป็นคำถามที่แพทย์มักถูกถามบ่อยๆ เมื่อมีผู้ป่วยคนหนึ่งถูกวินิจฉัยว่า เป็นโรคพาร์กินสันครั้งแรก ไม่น่าแปลกใจที่ตัวผู้ป่วยหรือคนรอบข้างจะมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะโรคพาร์กินสันที่ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาใดที่ทำให้หายขาดจากโรค และตัวคนไข้จะต้องยอมรับที่จะอยู่กับโรคไปตลอดชีวิต ดังนั้นเราควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันเพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลตัวเอง

พญ.ณัฎลดา ลิโมทัย อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111 กล่าวว่า โรคพาร์กินสันหรือโรคสันนิบาต คือ โรคที่มีความผิดปกติเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว (Motor Symptoms) ทั้งอาการสั่นซึ่งอาจพบบริเวณใบหน้า มือหรือขาก็ได้ อาการกล้ามเนื้อแข็งเกร็งหรืออาการเคลื่อนไหวช้า ซึ่งอาการเหล่านี้มักเริ่มครึ่งซีกก่อน เมื่อเป็นมากขึ้นจึงกระจายเป็นทั้งสองด้าน ดังนั้นจึงมีคนไข้จำนวนหนึ่งมักถูกสงสัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ

สิ่งที่ช่วยแยกได้ดี สำหรับสองโรคนี้ คือ ระยะที่เริ่มเป็นนั้นเป็นเฉียบพลันหรือค่อยๆ เป็น นอกจากนี้ยังมีท่าเดินที่ผิดปกติมักเดินซอยเท้า การทรงตัวที่ไม่ดี หรือแม้กระทั่งปัญหาการหกล้มบ่อยๆ ล้วนเป็นอาการนำที่พาผู้ป่วยมาพบแพทย์

แต่แท้จริงแล้วโรคพาร์กินสันยังมีอาการในกลุ่มที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว (Non-motor Symptoms) ซึ่งบางครั้งผู้ป่วยไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่าอาการเหล่านั้นมีสาเหตุเกิดจากโรคพาร์กินสัน ยกตัวอย่างเช่น การนอนละเมอ (พูดหรือออกท่าทางที่ตอบสนองต่อความฝันขณะนอนหลับ บางรายถึงขนาดทำร้ายร่างกายของคนที่นอนร่วมเตียง) ปัญหาการปวดตามร่างกาย หรือปัญหาของระบบประสาทอัตโนมัติโดยเฉพาะอาการท้องผูก อาการเหล่านี้อาจพบเป็นอาการนำก่อนที่จะเริ่มพบอาการผิดปกติทางการเคลื่อนไหวหรืออาการสั่นมาก่อนหลายปีก็ได้

นอกจากนี้ ยังพบลักษณะของสมองเสื่อมหรือความจำไม่ดีที่เกี่ยวข้องกับโรคพาร์กินสันได้อีกด้วย โดยความจำเสื่อมชนิดนี้มีสาเหตุและอาการแสดงที่แตกต่างกับโรคความจำเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์อีกอาการหนึ่งที่ไม่ควรลืม คือ อารมณ์ที่ผิดปกติ ผู้ป่วยอาจมีอาการของโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวลมากเกิน บางคนคิดว่าอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ป่วยต่อการรับรู้ว่าตนเองเป็นโรคที่ร้ายแรง

แต่ปัจจุบันมีการศึกษามากมายในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่แสดงให้เห็นว่าอาการผิดปกติทางอารมณ์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของตัวโรคพาร์กินสันเอง นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายพูดน้อยลงหรือดูว่าขาดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมหรือกิจกรรมที่เคยทำเป็นประจำในอดีต อาการทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโรคพาร์กินสัน แต่เป็นอาการที่พบได้บ่อยและสามารถรักษาได้

ดังนั้น ผู้ป่วยหรือคนในครอบครัวไม่ควรที่จะลืมสำรวจอาการเหล่านี้และบอกกับแพทย์ของคุณเมื่อได้รับการตรวจ และอีกสิ่งหนึ่งที่ควรทราบอย่างยิ่ง คือ การดำเนินโรคของโรคพาร์กินสัน เมื่อแพทย์รักษาผู้ป่วยผ่านไประยะหนึ่งซึ่งเป็นระยะเวลาที่ผู้ป่วยจะตอบสนองต่อยาดีมาก บางคนเหมือนกลับมาเป็นปกติ เรียกช่วงเวลาดังกล่าวว่า Honeymoon Period ซึ่งอาจกินระยะเวลาหลายปี ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ภาวะการตอบสนองต่อยาไม่สม่ำเสมอ เช่น ยาหมดฤทธิ์เร็วก่อนมื้อต่อไป (Wearing off) การควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายไม่ได้หรืออาการยุกยิก (Dyskinesia) เป็นต้น ซึ่งการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความยากไม่แพ้การรักษาเริ่มต้นเลย

อย่างไรก็ตาม การรักษาใดที่ทำให้หายขาดจากโรคเลย คำตอบ คือ ยังไม่มีการรักษาใดที่จะทำให้สมองที่เสื่อมส่วนนั้นกลับมาทำงานได้ปกติเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้มีการศึกษามากมายเกี่ยวกับการรักษาเพื่อบรรเทาอาการหรือแม้กระทั่งการรักษาเพื่อชะลอการดำเนินโรค ทั้งยาทดแทนสารโดปามีนหรือวิทยาการรักษาใหม่ๆ เช่น การให้ยาในรูปแบบเจลเข้าสู่ลำไส้เล็กบริเวณที่ดูดซึมยา หรือการผ่าตัดสมองส่วนลึกเพื่อใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า เป็นต้น

 

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา เตือนโรคแทรกซ้อนจากไอกรน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2559 เวลา 11:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/457815

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา เตือนโรคแทรกซ้อนจากไอกรน

สัปดาห์นี้ นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ ออกมาเตือนให้ระวังโรคไอกรน ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและพบมากในเด็ก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะพบผู้ป่วยมากขึ้น สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สามารถติดต่อกันได้ง่ายจากการไอ จาม และสัมผัสเชื้อโดยตรงจากผู้ที่ป่วย โดยผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันหากได้รับเชื้อมีโอกาสเกิดโรคสูงถึง 90%

ทั้งนี้ จากการศึกษาของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี พบว่า ในผู้ป่วยเด็กที่มีอาการไอติดต่อกันอย่างน้อย 7 วัน แต่ไม่ได้เป็นวัณโรคและโรคหืด ตรวจพบเชื้อไอกรนถึง 19% ซึ่งระยะฟักตัวของโรคไอกรนจะใช้เวลาประมาณ 6-20 วัน หากสัมผัสเชื้อเกิน 3 สัปดาห์แล้วไม่มีอาการ ก็แสดงว่าไม่ติดโรค โดยอาการของโรคไอกรนมี 3 ระยะ คือ ระยะแรก ผู้ป่วยจะมีอาการน้ำมูกไหล ไอเล็กน้อย ลักษณะอาการคล้ายกับเป็นหวัดธรรมดา อาจมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย และเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์

ระยะที่สอง จะเริ่มมีอาการไอถี่ๆ รุนแรงติดต่อกันตั้งแต่ 5 ครั้งขึ้นไป จากนั้นผู้ป่วยจะหายใจเข้าอย่างแรงจนเกิดเสียงวู้บ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า โรคไอกรน หากเกิดกับเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน อาจทำให้มีอาการหยุดหายใจ หน้าเขียว และอาเจียนร่วมด้วย ระยะนี้จะมีอาการนานประมาณ 2-4 สัปดาห์ หรืออาจนานกว่านั้น และระยะฟื้นตัว อาการไอจะค่อยๆ ลดลง หากไม่มีโรคแทรกซ้อนจะหายไปในเวลา 6-10 สัปดาห์

“สำหรับภาวะแทรกซ้อนของโรคไอกรนอาจมีความรุนแรงจนจนถึงขั้นทำให้เสียชีวิต ได้แก่ โรคแทรกซ้อนทางระบบหายใจที่พบบ่อย คือ ปอดอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในเด็กเล็ก นอกจากนี้ ยังมีภาวะแทรกซ้อนทางสมอง ผู้ป่วยอาจมีอาการชัก เกร็ง หรือซึมลงด้วย โดยควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอกรน ซึ่งเป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องได้รับ จึงได้แนะนำให้วัคซีนป้องกันไอกรนในเด็กวัยรุ่น ผู้ใหญ่ที่อยู่ร่วมกันกับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ เพื่อลดโรคไอกรนในเด็กทารกที่มีภาวะแทรกซ้อน และอัตราการตายสูง” นพ.สุพรรณ กล่าว

คุณหมอสุพรรณ บอกอีกว่า การรักษาผู้ป่วยโรคไอกรนในระยะแรกสามารถใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อลดความรุนแรงของโรค และถ้าให้ยาปฏิชีวนะหลังจากที่ผู้ป่วยมีอาการไอแล้วอาจไม่ค่อยมีผลดีต่อการดำเนินโรคแต่จะช่วยลดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไอกรนควรพักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำอุ่น อยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี หลีกเลี่ยงสาเหตุที่กระตุ้นทำให้มีอาการไอมากขึ้น เช่น ฝุ่นละออง ควัน อากาศร้อนหรือเย็นเกินไป เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อโรค

 

เทียบการศึกษาเด็กไทย-ฟินแลนด์ เมื่อความเร่งรีบให้ผลลัพธ์อันแตกต่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2559 เวลา 14:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/457416

เทียบการศึกษาเด็กไทย-ฟินแลนด์ เมื่อความเร่งรีบให้ผลลัพธ์อันแตกต่าง

ส่องระบบการศึกษาและเลี้ยงดูเด็กของฟินแลนด์ ที่ใช้เวลาในห้องเรียนน้อย แต่การวัดผลกลับกลายเป็นว่าเด็กของเขาฉลาดที่สุดในโลก

ในปี 2559 เด็กไทยมีความฉลาดทางด้านสติปัญญาหรือ IQ รั้งท้ายในกลุ่มอาเซียน และอยู่ต่ำกว่าระดับมาตรฐานสากล มีการตั้งข้อสังเกตว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการใช้เทคโนโลยีมากจนเกินไป ทำให้เด็กขาดพัฒนาการทางด้านความคิดและการสื่อสาร และยังอาจะส่งผลต่อความฉลาดทางอารมณ์อีกด้วย ซึ่งพัฒนาการทั้งสองด้าน นอกเหนือจากที่เด็กแต่ละคนจะได้รับมาจากพันธุกรรมแล้ว สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู การศึกษา รวมถึงโภชนาการที่สมบูรณ์ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งจะช่วยพัฒนาและส่งเสริมในการสร้างสมองรับอนาคตได้

กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อาจารย์พิเศษด้าน Intercultural Communication ซึ่งเคยศึกษาและมีประสบการณ์การใช้ชีวิตในประเทศฟินแลนด์ ให้ความเห็นว่า “โลกปัจจุบันหมุนเร็วมากและติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายมาก ดังนั้นเด็กไทยจึงต้องมีความรู้พื้นฐานทั้งเรื่องภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งทำให้เขาต้องมีทักษะในการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) และความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) เพราะเขาจะต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเยอะเวลาเจอคนต่างวัฒนธรรม รวมทั้งต้องเรียนรู้การทำงานร่วมกับคนอื่น (Collaboration) และสามารถ สื่อสารสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ชัดเจน (Communication) เด็กไทยวันนี้ไม่ใช่แค่รู้ว่าคนอื่นเป็นอย่างไร แต่ต้องรู้ด้วยว่าถ้าเอาตัวเราไปอยู่ในโลกท่ามกลางคนจากหลายวัฒนธรรม เราต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

เมื่อยกระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์มาเปรียบเทียบกับบ้านเราจะพบว่า ความเร่งรีบในระบบการศึกษามีความต่างกันชัดเจน เด็กวัยเตรียมอนุบาลในฟินแลนด์จะได้เล่นสนุกทั้งวัน ปีนต้นไม้ เล่นขายของ เพราะเชื่อว่าทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กมีความสุข แล้วสมองที่เป็นเหมือนฟองน้ำก็จะเกิดการเรียนรู้จากสิ่งรอบตัวได้เอง ในขณะที่เด็กวัยเดียวกันในบ้านเราเริ่มหัดอ่านเขียนกันเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ดังนั้นเด็กฟินแลนด์จึงเป็นเด็กที่ใช้เวลาในห้องเรียนน้อยที่สุดในโลก แต่การวัดผลกลับกลายเป็นว่าเด็กของเขาฉลาดที่สุดในโลก

“การเลี้ยงดูก็เช่นกัน ในวัฒนธรรมไทย พ่อแม่จะเอาตัวเองออกมาจากระบบการศึกษา วางลูกไว้ในความรับผิดชอบของโรงเรียน แล้วรู้สึกว่าหน้าที่เราจบแล้ว ดังนั้นพ่อแม่ไทยจะยอมลงทุนมหาศาลกับการศึกษาทั้งในและนอกห้องเรียนของลูก แต่ที่ฟินแลนด์เขามองว่าการเรียนรู้และเติบโตเกิดขึ้นได้ทุกที่ ผู้ปกครองในประเทศฟินแลนด์จึงเอาตัวเองไปเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ของลูกทุกอย่าง และพ่อแม่ก็จะต้องมีส่วนร่วมกับทุกกิจกรรมนอกหลักสูตรที่จัดขึ้นในโรงเรียนของลูกเสมอ เช่น ร่วมกันจัดทัศนศึกษา เป็นโค้ช เป็นผู้จัดการให้ทีมเบสบอลโรงเรียน ฯลฯ

“อีกอย่างที่สำคัญมากสำหรับเรื่องการสร้างความฉลาดให้แก่เด็กในประเทศฟินแลนด์คือวัฒนธรรมการอ่าน ซึ่งเรียกว่าอยู่ในสายเลือดของเขา โดยสืบทอดจากวิธีการเลี้ยงดูของพ่อแม่อย่างแนบเนียน และเป็นพฤติกรรมเลียนแบบจากการที่เด็กเห็นพ่อแม่อ่านหนังสือตลอดเวลา แต่หากพูดถึงการใช้เทคโนโลยีซึ่งหลายกระแสบอกว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระดับพัฒนาการลดลง โดยภาพรวมผู้ปกครองในประเทศฟินแลนด์มองว่า ขึ้นอยู่กับอายุและการสอนของผู้ใหญ่ว่าเด็กควรใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นอย่างไร พ่อแม่ไม่ได้มองว่าเกมมีแต่ข้อเสียเท่านั้น หากแต่ขึ้นอยู่กับวิธีและการนำเกมไปใช้ เช่น ส่งเสริมให้เรียนออกแบบเกม ซึ่งนอกจากเป็นหน้าที่ของโรงเรียนที่จะมองเห็นโอกาสเหล่านี้แล้ว พ่อแม่เองต้องส่งเสริมทุกเรื่องที่เด็กสนใจและถนัดให้มากที่สุดด้วยเช่นกัน

คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตและก้าวไปได้ไกลกว่า คือคนที่พร้อมรับมือกับโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งต้องมีสมองพร้อมรับทักษะที่หลากหลายและฉลาดรอบด้าน เพื่อสร้างชีวิตที่สมดุลระหว่างความสำเร็จกับความสุข ซึ่งการเรียนรู้และพัฒนาสิ่งเหล่านี้นอกจากจะสามารถส่งเสริมได้จากบ้านและโรงเรียนแล้ว บทบาทของพ่อแม่ในการเตรียมพร้อมด้านโภชนาการเพื่อพัฒนาสมองตั้งแต่สามขวบปีแรกของชีวิตก็สำคัญ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม และรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

“ถ้าพ่อแม่เข้าใจเรื่องพัฒนาการของเด็ก จะรู้ว่าตอนนี้ลูกของเราขาดทักษะด้านไหนและควรจะเติมอะไร และพัฒนาการทุกด้านจะสมบูรณ์ได้ มาจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันที่เราอาจคาดไม่ถึง เช่น เด็กทำลูกบอลกลิ้งเข้าไปใต้โต๊ะ การคิดว่าเขาจะคลานเข้าไปหยิบ เรียกคนอื่นมาช่วยหยิบ หรือไปเอาไม้กวาดมาเขี่ยลูกบอลออกมา ทั้งหมดนี้เป็นการพัฒนาสมองในส่วนการคิดวิเคราะห์ฉับไว ความคิดสร้างสรรค์ การร่วมมือแบ่งปัน และการสื่อสารเฉียบคม ซึ่งเป็น 4 ทักษะแห่งอนาคตที่สำคัญ และเด็กๆ จะขาดทักษะทั้งหมดนี้ไปถ้าหากมัวแต่นั่งเล่นหน้าจอต่างๆ หรือถ้าพ่อแม่ไปจำกัดทางเลือกโดยคิดทุกอย่างไว้ให้ล่วงหน้า หรือทำทุกอย่างให้หมด

“เพราะคาดเดาล่วงหน้าไม่ได้ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร พ่อแม่จึงต้องเตรียมลูกให้รอบด้าน คือเปิดโอกาสให้ลูกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ได้จำเป็นต้องหาเงินเยอะๆ มาส่งลูกไปเรียนพิเศษ เพราะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเด็กจริงๆ มีอยู่ไม่กี่เรื่องคือ ความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง การแก้ปัญหา การปรับตัวเข้ากับผู้คนและสิ่งแวดล้อม ความสามารถในการสื่อสาร และสามารถที่จะควบคุมตัวเองให้ได้ในทุกสถานการณ์ ถ้าพ่อแม่สามารถเลี้ยงลูกให้ฉลาดคิดและฉลาดทำได้ เด็กก็จะสามารถเติบโต พัฒนา และเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง

“และปฏิเสธไม่ได้ว่า การพัฒนาทักษะทุกด้านโดยเฉพาะ 4 ทักษะแห่งอนาคตมาจากพื้นฐานการพัฒนาสมองที่สมบูรณ์ ดังนั้น โภชนาการก็สำคัญ การรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนล้วนมีส่วนช่วยพัฒนาสมองได้อย่างครอบคลุม ยกตัวอย่างสารอาหารบางชนิด เช่น กรดไขมันจำเป็นอย่าง DHA ที่ได้รับจากปลาทะเลอย่างทูน่าหรือแซลมอน หรือปลาน้ำจืดที่มีไขมันเยอะอย่างปลาดุก ปลาสวาย หรือปลาสลิด ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ช่วยให้สมองของลูกพร้อมสำหรับการพัฒนาทักษะอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็วในอนาคต”

ยิ่งเซลล์สมองมีการเชื่อมต่อมากขึ้นและเร็วขึ้นเท่าไร พัฒนาการทางสมองของเด็กก็จะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ส่งผลให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยทางการแพทย์ที่พิสูจน์แล้วว่าดีเอชเอในปริมาณที่เหมาะสม ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง พัฒนาระดับสติปัญญา การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการแก้ปัญหาซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญของเด็กได้ ช่วยให้เด็กยุคใหม่สามารถเติบโตและก้าวทันโลกได้อย่างสมบูรณ์และมีความสุข

 

โฮลเกรนมีดีกว่าแค่ช่วยคุมน้ำหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2559 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/457093

โฮลเกรนมีดีกว่าแค่ช่วยคุมน้ำหนัก

โดย…พุสดี

คนรุ่นใหม่หันมาดูแลตัวเองด้วยการเลือกบริโภคสิ่งที่ผ่านกรรมวิธีการแปรรูปน้อยที่สุดมากขึ้น ทำให้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “โฮลเกรน” หรือ “ธัญพืชเต็มเมล็ด” กลายเป็นคำคุ้นหูที่หลายคนคุ้นเคยไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่เห็นได้จากกระแสการตื่นตัวที่หลายๆ ประเทศ ต่างให้ความสำคัญและชักชวนให้ผู้คนหันมาบริโภคโฮลเกรนอย่างจริงจัง แต่ในทางปฏิบัติแล้วยังมีผู้คนอีกมากที่เข้าใจผิดคิดว่าโฮลเกรนจะช่วยควบคุมน้ำหนัก เพื่อการมีรูปร่างที่ดีแต่เพียงอย่างเดียว แท้จริงแล้วคุณประโยน์ของโฮลเกรนนั้นมีอีกมากมายที่หลายคนยังไม่รู้

ในงาน “ไขความลับโฮลเกรน ธัญพืชเต็มเมล็ด คุณประโยชน์จากซีเรียลสู่อาหารเช้าสุขภาพของครอบครัว” เจ ดูรูแคน ผู้จัดการฝ่ายโภชนาการประจำภูมิภาคและฝ่ายกิจการภายนอกซีเรียล พาร์ทเนอร์ส เวิลด์ไวลด์ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับโฮลเกรนว่า ธัญพืชที่จะเรียกว่าเป็น “โฮลเกรน” ต้องเป็นเมล็ดธัญพืชที่ไม่ได้ถูกขัดสีและต้องมีส่วนประกอบครบทั้ง 3 ส่วน ได้แก่ 1.เยื่อหุ้มเมล็ด ซึ่งเป็นส่วนเปลือกนอกสุดของเมล็ดธัญพืช อุดมไปด้วยไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินบี และแร่ธาตุต่างๆ 2.เนื้อข้าว เป็นส่วนของเมล็ดธัญพืชที่ใช้ทำเป็นแป้งสีขาว และ 3.จมูกข้าว มีส่วนที่เล็กที่สุด แต่มีสารอาหารมากมาย เช่น โปรตีน วิตามินบีและอี สารต้านอนุมูลอิสระ และไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย

ด้วยองค์ประกอบที่ครบถ้วนทั้ง 3 ส่วนนี้ ทำให้โฮลเกรนอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ มากกว่าเมล็ดธัญพืชทั่วไปที่เมื่อถูกขัดสี เพื่อให้เป็นสี “ขาว” เช่น แป้งสีขาว และข้าวขาว จะเหลือเพียงแค่ส่วนกลางของเมล็ดหรือเนื้อข้าวเท่านั้น

“ที่ผ่านมาโฮลเกรนเป็นหนึ่งตัวเลือกของอาหารเช้าที่ดีที่ได้รับความนิยมสำหรับบาลานซ์ ไดเอท โปรแกรม หรือแนวทางการปรับสมดุลภาวะโภชนาการของร่างกาย เนื่องจากมีไฟเบอร์สูง อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินบีรวม และแร่ธาตุต่างๆ อย่างไรก็ตามนอกจากโฮลเกรนจะตอบโจทย์คนที่ต้องการคุมน้ำหนัก อีกคุณประโยชน์ที่หลายคนมองข้ามไปคือ สารอาหารมากมายที่อุดมอยู่ในโฮลเกรน ยังเป็นขุมพลังชั้นดีสำหรับเด็กวัยเรียนในการเลือกเป็นอาหารมื้อเช้า รวมทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงโรคร้ายแรงในผู้ใหญ่”

ข้อมูลจากงานวิจัยหลายชิ้นทั่วโลกพบว่า การบริโภคโฮลเกรนที่มากขึ้นจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วนได้จากการเปรียบเทียบผู้ที่ไม่เคยบริโภค หรือแทบจะไม่ได้บริโภคโฮลเกรนกับผู้ที่บริโภคโฮลเกรนสม่ำเสมอวันละ 48-80 กรัม พบว่ากลุ่มที่บริโภคโฮลเกรนจะลดโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจลดลง 21% ลดอัตราเสี่ยงจากการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบลง 14% ลดการตายจากโรคเบาหวานลง 43% และช่วยลดปัญหาโรคอ้วน เพราะสามารถควบคุมน้ำหนักได้ในระยะยาวอีกด้วย

เคล็ดลับเลือกโฮลเกรนคุณภาพ

นักโภชนาการสาวแนะนำว่า สังเกตได้จากฉลากโภชนาการบนผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า “โฮล” เช่น โฮลมีล โฮลวีท และโฮลโอ๊ต ฯลฯ ซึ่งเป็นเครื่องชี้ว่ามีโฮลเกรนเป็นส่วนผสม ร่วมด้วยการอ่านฉลากผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด โดยส่วนใหญ่ส่วนประกอบที่แสดงบนฉลากจะเรียงตามปริมาณที่มีในอาหารนั้นจากมากไปน้อย จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่แสดงโฮลเกรน ธัญพืชเต็มเมล็ดเป็นอันดับแรก

“การที่ผลิตภัณฑ์มีบรรจุภัณฑ์สีน้ำตาล ไม่ได้หมายความว่า เป็นโฮลเกรนทั้งหมด รวมถึงข้อความที่ระบุว่า มัลติเกรน หรือมีไฟเบอร์ ก็ไม่ได้แปลว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะทำมาจากโฮลเกรนเสมอไป วิธีที่ดีและง่ายที่สุด คือ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีข้อความที่ระบุว่าผลิตภัณฑ์นั้นทำจากโฮลเกรน หรือมีสัญลักษณ์โฮลเกรนบนบรรจุภัณฑ์”

 

ห่างไกลโรคภูมิแพ้ เริ่มต้นได้ที่บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2559 เวลา 12:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/456840

ห่างไกลโรคภูมิแพ้ เริ่มต้นได้ที่บ้าน

โดย…พุสดี

อาการจาม ไอ หรือน้ำมูกไหลเป็นประจำโดยไม่มีสาเหตุ เป็นหนึ่งในอาการของโรคภูมิแพ้ที่คนเมืองต้องเผชิญในระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา อุบัติการของโรคภูมิแพ้จากการสำรวจทั่วโลกและในประเทศไทยเอง มีการเพิ่มขึ้นถึง 3-4 เท่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่สภาพอากาศเต็มไปด้วยฝุ่นควัน สภาพแวดล้อมการทำงานที่เร่งรีบและเคร่งเครียด

รู้หรือไม่ว่า โรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่สามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม ถ้ามีพ่อและแม่ที่เป็นโรคภูมิแพ้ เด็กมีโอกาสถึง 50-70% ที่จะป่วยเป็นโรคนี้ เพราะฉะนั้นเด็กที่เข้าข่ายดังกล่าวควรหลีกเลี่ยงการดื่มนมและรับประทานอาหารที่มีโปรตีน ซึ่งก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ง่ายและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน เช่น ไรฝุ่น แบคทีเรีย ขนสัตว์ ละอองเกสร และเชื้อราตั้งแต่ขวบปีแรก

สำหรับอาการของโรคภูมิแพ้นั้นจะแตกต่างกันไป แต่ที่พบมากอย่างโรคภูมิแพ้อากาศจะมีอาการจาม คันจมูก คัดจมูก คันเพดานปาก หรือคอ น้ำมูกไหล ขณะที่ภูมิแพ้บริเวณหลอดลมจะมีอาการไอ แน่นหน้าอก หอบ หายใจขัด หรือหายใจเร็ว ส่วนบริเวณผิวหนังจะทำให้มีอาการคัน มีผดผื่นตามตัว ทั้งนี้โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่ไม่หายขาดและมีความแปรปรวนสูง บางครั้งอาการอาจจะหายเกือบสนิท แต่ถ้าไม่ดูแลสุขภาพหรือมีสิ่งมากระทบ อาการแพ้ก็อาจจะกลับมาใหม่ได้ หากไม่ได้รับการรักษาจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตแย่ลง และอาจเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก หูชั้นกลางอักเสบ นอนกรน ผิวหนังติดเชื้อ เป็นต้น

นอกเหนือจากปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกที่สามารถกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ เช่น ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย ควันไฟ และฝุ่นละอองจากแหล่งต่างๆ แล้ว สภาพแวดล้อมภายในบ้านถือเป็นสถานที่
เสี่ยงที่หลายคนมองข้ามไป เนื่องจากสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้แทรกตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ของบ้านที่เราอาจจะคาดไม่ถึงและกำจัดได้ยาก อาทิ ไวรัสและแบคทีเรีย เกิดจากความชื้นหรืออับทึบในพื้นที่ภายในบ้านที่แสงแดดส่องไม่ถึง รวมถึงที่สะสมอยู่ตามอุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ ขนสัตว์

โดยเฉพาะในบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงจะทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจได้ ละอองเกสร จากการนำต้นไม้ ดอกไม้สด ดอกไม้แห้งไว้ในบ้าน หรือละอองเกสรจากนอกบ้านปลิวเข้ามา หรือติดตามร่างกาย สุดท้ายคือ ไรฝุ่น โดยเฉพาะบนที่นอน เก้าอี้ โซฟา หรือเครื่องเรือนที่บุด้วยผ้า นุ่น หรือขนสัตว์ จะมีไรฝุ่นสะสมอยู่ภายในจำนวนมาก

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย แนะนำวิธีง่ายๆ ในการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อดูแลตัวเองให้ห่างจากโรคภูมิแพ้ง่ายๆ ด้วยการจัดระเบียบห้องนอนให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและรับแสงสว่างจากธรรมชาติ ในส่วนของตัวบ้านต้องทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก

 

Utthita Hasta Padangusthasana C

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2559 เวลา 10:30 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/456418

Utthita Hasta Padangusthasana C

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

สําหรับการฝึกท่าอาสนะยืนทรงตัว ท่านี้เป็นอาสนะที่ท้าทาย การเหยียดขาหน้าไปด้านหน้า ยกสูงเท่าสะโพกและค้างไว้ ทำให้หลายคนเป็นตะคริวกันมาแล้ว เทคนิคที่สำคัญในการฝึกท่านี้ให้ได้ผลดีนั้น ยกขาโดยใช้ข้อต่อสะโพกให้สูงก่อนแล้วขาจะเบาลงและใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องช่วย อย่าเกร็งหน้าขามากเกินไปจะทำให้เกิดตะคริวได้ ค่อยๆ ฝึกบ่อยๆ แล้วลองค้างท่าให้นานขึ้น เวอร์ชั่นนี้ไม่มีการใช้มือช่วยจับนิ้วเท้า ดังนั้นต้องใช้กำลังมากกว่าปกติ

วิธีปฏิบัติ

1 ยืนในท่าภูเขา 2 มือจับ สะโพก หายใจเข้า-ออก

 

2 ยกขาซ้ายขึ้นโดยใช้ข้อต่อ สะโพกยก 2 แขนแนบหู หายใจเข้าออก 10 วินาที

 

3 เมื่อพร้อมแล้วหายใจออก เหยียดขาซ้ายไปด้านหน้า ขาไม่ตกหล่น แล้วลดแขนทั้งสองข้างลงมาแนวฉาก เปิดหน้าอก ยืดลำตัว ค้างไว้ ทรงตัวให้ได้ประมาณ 30 วินาที หายใจเข้า-ออกธรรมชาติ จากนั้นค่อยๆ คลาย วางฝ่าเท้าลงอย่างนุ่มนวล แล้วลองทำสลับข้าง

 

กินหวาน…พาลและดุ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2559 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/456416

กินหวาน…พาลและดุ!

โดย…พจ.ศศิพัชญ์ อิทธิชัยโฆษิตกุล คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

คนไทยเป็นชนชาติที่ติดการ “กินหวาน” มาแต่โบราณกาล ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวก็มีส่วนผสมของน้ำตาล มีรสหวานนำ รวมทั้งขนมหวานแบบไทยๆ ซึ่งมีความหวานที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ส่วนประกอบหลักในการทำขนมหวานก็จะใช้น้ำตาลในปริมาณที่มาก

หรือแม้กระทั่งเครื่องดื่ม คนไทยก็ติดความหวานมัน ไม่ว่าจะเป็นกาแฟเย็น โอเลี้ยง ชาเย็น นมเย็น ทั้งหวานทั้งมันเข้มข้นถึงใจ ยิ่งอากาศร้อนๆ เมื่อได้ดื่มอะไรที่เย็นฉ่ำหวานมัน ก็จะรู้สึกหวานเย็นชื่นใจ

หลังจากดื่มกินอาหารและเครื่องดื่มที่รสชาติหวานๆ เข้าไปแล้ว เคยสังเกตไหมคะ ว่าทำไมจึงยิ่งกระหายน้ำ น้ำลายเหนียวหนืด คอแห้ง ร้อนคอ บางคนอาจจะมีอาการจุกที่หน้าอกหายใจไม่ทั่วท้อง พาลให้เกิดอาการหงุดหงิด ถ้ามีเหตุมากระตุ้นอารมณ์และความร้อนจากภายในร่างกายร่วมด้วย อาจเกิดศึกแห่งความโมโหได้ เรื่องนี้อาจจะละเอียดอ่อนจนยากจะเข้าใจได้ แต่หมอจีนจะมาอธิบายถึงสาเหตุและผลของการดื่มกินความหวานสะท้านไส้ ซึ่งส่งผลกระทบด้านร่างกายและอารมณ์ค่ะ

ขั้นแรกเราต้องมารู้จักกับ “ความหวาน” กันก่อน “ความหวาน” มีฤทธิ์อุ่นไปจนถึงร้อน ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของอาหารนั้นๆ และปริมาณความหวานยิ่งหวานมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความร้อนมาก แล้วความหวานทำให้โมโหได้อย่างไร? ก็ต้องย้อนกลับไปที่ต้นเหตุของอาการโกรธโมโหซึ่งก่อกำเนิดเกิดมาจากตับ ตับในทางแพทย์แผนจีนเป็นอวัยวะที่คอยกำกับควบคุมอารมณ์และจิตใจ การไหลเวียนชี่ตับมีทิศทางขึ้น-ลงกระจายเข้าออกตลอดเวลา การไหลเวียนชี่ตับมีความสัมพันธ์กับอารมณ์อย่างมาก ถ้าชี่ตับติดขัดไม่ไหลเวียน ติดขัดเหมือนรถติดบนทางด่วน ก็มักจะเกิดอาการแน่นหน้าอกเจ็บจี๊ดที่ชายโครง อารมณ์จะเก็บกด ใบหน้าเศร้าหมอง พบเจอได้ในผู้ที่ชอบรับประทานของเย็นจัดมากๆ เป็นประจำ เช่น น้ำแข็ง ของแช่เย็นจัด แต่ถ้ากินของหวานที่มีฤทธิ์ร้อนเข้าไปมากๆ จนทำให้ชี่ตับพุ่งขึ้นด้านบนรุนแรงมากเกินไป เหมือนภูเขาไฟที่รอวันจะระเบิด ก็จะทำให้มีอาการปวดหัว หงุดหงิด โกรธ โมโหง่าย แต่ในกรณีที่กินน้ำแข็งปั่น หรือไอศกรีมมีฤทธิ์ทั้งเย็นและหวานคูณ 2 เท่า จึงทำให้เกิดอาการปวดจี๊ดที่ศีรษะ หรือบริเวณแถวๆ หน้าอกอย่างเฉียบพลัน ซึ่งก็เกิดจากสาเหตุข้างต้นทั้งสิ้น

เมื่อรู้สาเหตุที่มาอย่างนี้แล้ว ครั้งต่อไปที่ท่านรู้สึกหงุดหงิด เครียด หรือกำลังโมโหก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะดื่มน้ำหวาน กินไอศกรีม ชากาแฟเข้มข้นหวานเจี๊ยบมาดับอารมณ์นะคะ เพราะมันช่วยได้เพียงแค่ด้านจิตใจในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ลองเปลี่ยนวิธีมาดื่มน้ำอุ่นๆ ชาอุ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นชาเก๊กฮวย ชาใบเตยหอมๆ มาช่วยคลายเครียดลดความร้อนในร่างกาย จะได้ผลดีมากกว่าค่ะ