“ไผ่” พืชหล่อเลี้ยงชีวิตชาวผาปัง ลำปาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“ไผ่” พืชหล่อเลี้ยงชีวิตชาวผาปัง ลำปาง

ถือว่าเป็นที่ฮือฮากันในกลุ่มพลังงาน เมื่อชุมชนผาปัง สามารถสร้างปรากฏการณ์ด้วยการนำถ่านไม้ไผ่มาใช้เป็นพลังงานแก๊สในรถยนต์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จจากการนำไผ่มาผลิตเป็นถ่านให้พลังงานความร้อน รวมถึงยังนำผงถ่านไผ่ประสิทธิภาพสูงไปเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตเป็นยาเวชภัณฑ์ เวชสำอางสบู่ไผ่ ครีมขัดหน้า ครีมบำรุงผิว น้ำยาสระผม น้ำยาทำความสะอาด ฯลฯ พร้อมไปกับการเป็นชุมชนต้นแบบในการอนุรักษ์ทรัพยากร อย่างไรก็ตาม คงมีหลายคนเกิดความสงสัยว่า พวกเขาเป็นใคร อยู่ที่ไหน ทำไมจึงเก่งจัง??

เชื่อแน่ว่ามีหลายคน

ยังไม่รู้จักชุมชนแห่งนี้

ชาวผาปัง เป็นชุมชนเล็กๆ ที่มีประชากรเพียง 1,774 คน เป็นตำบลที่อยู่ในอำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง ประกอบด้วย 5 หมู่บ้าน เช่น บ้านนาริน บ้านผาปังกลาง บ้านห้วยไร่ บ้านเด่นอุดม เป็นต้น

คำว่า “ผาปัง” เป็นชื่อท้องถิ่นที่มีประวัติว่าตำบลแห่งนี้มีขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในหุบเขาอย่างโดดเดี่ยว และเป็นทางตันที่ไม่อาจเดินทางด้วยรถยนต์ เพื่อจะผ่านไปยังอำเภอลี้ จังหวัดลำพูนได้ ทั้งที่อยู่คนละฟากของภูเขา ที่มีชื่อเรียกว่า “ดอยอานม้า” และ “ดอยหลวง”

ขุนเขาทั้งสองลูกนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของผาปัง อีกทั้งยังมีความเชื่อว่าเหตุผลที่มาของชื่อผาปังก็สืบเนื่องมาจากขุนเขาที่เป็นภูเขาหิน เมื่อมีแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวหรือฝนตกเซาะพื้นดินเป็นเวลานานจำนวนมาก จึงทำให้หินกร่อนแล้วนานวันเข้าจึงได้พังทลายลงมา (“ปัง” เป็นภาษาคำเมือง หมายถึง พัง)

การเดินทางที่ไม่มีรถยนต์เข้าถึงได้สะดวก จึงทำให้ตำบลผาปังมีความบริสุทธิ์ด้วยสภาพอากาศที่ดีเยี่ยม มีทิวทัศน์ที่ยังไม่ได้เปิดเผยหลายแห่งที่ถือเป็นจุดขายของตำบลผาปัง และประการสำคัญพื้นที่ในตำบลผาปังมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น เห็ดโคน เห็ดเผาะ และเห็ดอีกหลายชนิดที่ทำให้เศรษฐกิจของผาปังดีขึ้น รวมไปถึงสัตว์ป่าอนุรักษ์ที่จัดว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป คือ อึ่ง แย้

ทั้งยังมีผักป่าพื้นบ้านเก่าแก่ ซึ่งเมื่อได้รับน้ำฝนที่โปรยปรายลงมาต่างเจริญเติบโตงอกงามสร้างรอยยิ้มให้แก่พี่น้องชาวผาปังด้วยความสุขจากอาหารจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ดอกก้าน ผักหวาน ผักก้อแก้ ผักบอนเต่า ฯลฯ

แม้ภาพรวมดูเหมือนว่า ผาปัง จะมีความสมบูรณ์จากธรรมชาติ แต่ทว่าทำเลของตำบลนี้ตั้งอยู่ด้านหลังเขา เนื่องจากด้านหน้าเขาเป็นป่า มีเมฆฝนมาก เพราะความชื้นสูง และเย็น เมฆกระทบความเย็นกลายเป็นฝนตกหมด จนทำให้อีกด้านฝนตกน้อย ไม่ค่อยตกหรือได้รับน้ำแค่เพียงละอองเท่านั้น จึงถูกเรียกว่าเป็นพื้นที่อยู่ในเขตเงาฝน

เมื่อประสบปัญหาขาดแคลนน้ำจนเกิดความแห้งแล้งติดต่อยาวนาน จึงทำให้คนในชุมชนผาปังขาดทรัพยากรในการทำกิน ทุกคนต้องดิ้นรนออกไปหางาน หาอาชีพในต่างถิ่น พอนานวันจึงเกิดเป็นลักษณะการอพยพต่างถิ่นถาวร ทิ้งบ้านเรือนไม่ยอมกลับมา หรืออาจจะกลับบ้านเกิดเฉพาะเทศกาลเพื่อมาเยี่ยมพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ที่ยังมีชีวิตอยู่

สำหรับครอบครัวที่ไม่มีเครือญาติอาศัยอยู่แล้วก็ปล่อยให้เป็นบ้านร้างกว่า 20 หลังคาเรือน ประชากรมีไม่ถึง 2,000 คน อันมีผลทำให้ไม่สามารถจัดตั้งเป็น อบต. ได้ และจำเป็นต้องไปรวมการบริหารท้องถิ่นกับตำบลแม่พริกที่มีขนาดพื้นที่มากกว่า จึงทำให้ผาปังได้รับงบประมาณไม่เพียงพอกับการพัฒนาชุมชน

ดังนั้น ในปี 2547 จึงเป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการมีส่วนร่วมของ กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน-ครูอาจารย์-พระสงฆ์-เด็กและเยาวชนตำบลผาปัง-(บ.ว.ร.ส) ร่วมกันออกแบบความคิด ร่วมทำ ร่วมกันตัดสินใจ และร่วมเป็นเจ้าของการพัฒนาชุมชน โดยจัดตั้งคณะกรรมการกำกับทิศทางการพัฒนาชุมชนตำบลผาปังขึ้นมา เพื่อบริหารจัดการเชิงโครงสร้างชุมชน และแยกออกเป็นการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนตามสาขาต่างๆ

จากนั้นจึงนำมารวมกันเป็นเครือข่าย และได้พัฒนาเป็นหน่วยงานนิติบุคคล ชื่อ “มูลนิธิพัฒนาชุมชนตำบลผาปัง” มีการวางแผนงานอย่างเป็นระบบและขั้นตอน ด้วยการ สำรวจ ดิน น้ำ ป่า ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติทุกอย่างที่มีอยู่ เพื่อการพัฒนาชุมชนพึ่งตนเอง แล้วนำไปบูรณาการร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่น จัดตั้ง “คณะกรรมการมูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง” เพื่อเป็นหน่วยงานศูนย์กลางภาคประชาชนในการบริหารจัดการเชิงโครงสร้างองค์กร

และในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวชุมชนผาปังได้เปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืชล้มลุก เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง หันมาปลูกไผ่ เพื่อต่อยอดเป็นวิสาหกิจชุมชนอย่างจริงจัง ภายใต้แนวคิด “มีป่า มีน้ำ มีพลังงาน มีชีวิต” แล้วต่อยอดด้วยการตั้งกลุ่มกิจกรรมย่อยด้านต่างๆ ที่เป็นลักษณะสอดคล้องกัน อีกทั้งวิสาหกิจเหล่านั้นสามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเอง อาทิ วิสาหกิจผลิตตะเกียบ ไม้เสียบลูกชิ้น ก้านธูป เครื่องจักสาน ส่วนเศษวัสดุที่เหลือ เช่น ข้อไผ่ นำมาเผาและบดเป็นถ่านอัดแท่ง เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้ม

มีผลพลอยได้จากการเผาถ่านเป็นน้ำส้มควันไม้ ที่สามารถนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ใช้ผสมน้ำสำหรับฉีดพ่นขับไล่แมลงและป้องกันเชื้อรา เป็นผลิตภัณฑ์ดับกลิ่น น้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน ฯลฯ ส่วนเศษวัสดุส่วนที่เหลือจะเก็บสต๊อกไปบดอัดเป็นเชื้อเพลิงใช้ในสถานีวิสาหกิจโรงไฟฟ้าชุมชน นอกจากนั้น ยังมีวิสาหกิจอื่นอีกมากมาย เช่น วิสาหกิจผลิตอิฐ วิสาหกิจผลิตปุ๋ยชุมชน วิสาหกิจผลิตผักปลอดสารพิษ วิสาหกิจผลิตสมุนไพรพื้นบ้าน วิสาหกิจผลิตข้าวกล้อง วิสาหกิจผลิตกล้วยอบพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น

โดยในแง่ของการบริหารจัดการทางชุมชนมีการจัดตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปังขึ้น เพื่อมากำหนดขอบเขตกติกาต่างๆ ที่เป็นผลประโยชน์ต่อชุมชน เช่น การจัดหาตลาดรองรับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผาปัง การจัดการบัญชีรายรับรายจ่าย รวมถึงการดำเนินโรงไฟฟ้าชุมชนจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยร่วมลงทุนกับบริษัทลูกของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อขายไฟฟ้าให้กับทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชนแห่งนี้สู่ความพอเพียง

อย่างไรก็ตาม โมเดลวิสาหกิจชุมชนผาปัง เป็นที่สนใจจากหน่วยงานหลายแห่ง พร้อมกับมีการเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมดูงานเป็นจำนวนมาก และกำลังถูกขยายผลเป็นต้นแบบไปอีก 10 ชุมชน

การปลูกไผ่

มูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง ได้ร่วมมือกับจังหวัดลำปาง โดยสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำปาง ได้เพาะกล้าพันธุ์ไผ่ซาง เพื่อนำไปปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์ ที่ดินสิทธิทำกิน และที่ดินบริเวณป่าชุมชน ด้วยความตระหนักว่า “ไผ่” เป็น พืช “เศรษฐกิจ พืชกินได้ พืชใช้สอย” ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

จากสภาพพื้นที่มีความสมดุลระหว่างคนในตำบลผาปัง จึงมีการออกแบบพัฒนาไผ่ ให้เป็นพืชเศรษฐกิจชุมชน พืชดูแลสิ่งแวดล้อม และรักษาสุขภาพ มีการศึกษาการจัดการไผ่ชุมชนอย่างครบวงจร เพื่อแก้ไขวิกฤตน้ำ วิกฤตเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพได้ เพราะไผ่เป็นพืชตระกูลหญ้า อุ้มดิน อุ้มน้ำ ดูดซับความชื้น เพิ่มออกซิเจนให้กับป่ามากกว่าไม้ชนิดอื่น ร้อยละ 35

อีกทั้งยังเป็นพืชที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ตำบลผาปัง สอดคล้องกับการดำรงชีพของชุมชนตำบลผาปัง และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ อย่างไรก็ตาม เนื้อที่การปลูกไผ่ทั้งหมด ได้แก่การปลูก และการบริหารจัดการไผ่บริเวณที่ดินสิทธิทำกิน สทก./ส.ป.ก. 145 ไร่ (เดิม) และมีการปลูกเพิ่มของสมาชิกเครือข่ายไผ่ชุมชนตำบลผาปัง จำนวน 200 ไร่/ปี 5 ปีต่อเนื่อง มีการปลูก และการจัดการไผ่ ในที่ดินกรรมสิทธิ์ โฉนด น.ส. 3 ก จำนวน 50 ไร่ (เดิม) และการปลูกเพิ่มของเครือข่ายสมาชิก จำนวน 100 ไร่/ปี 5 ปีต่อเนื่อง

การนำไผ่ไปใช้ประโยชน์

ในตำบลผาปัง ได้นำไผ่ไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต พัฒนาอาชีพ สร้างการเรียนรู้ วิจัย ปัญญาปฏิบัติศึกษาจริง ก่อนนำมาสรุปสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างเป็นระบบครบวงจรที่ยั่งยืน โดยออกแบบประเมินรายละเอียดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจชุมชน Detail design จับคู่ทางธุรกิจชุมชน Business Matching กับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาวิสาหกิจในแต่ละด้าน

โดยวิสาหกิจชุมชน และหน่วยงานความร่วมมือจะเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมคิด เสนอแนะ ร่วมทำ ร่วมตัดสินในการพัฒนาวิสาหกิจร่วมกันตั้งแต่ต้น ตั้งแต่การขายลำไผ่ ขายหน่อไผ่ มีระบบการตัดมาใช้ประโยชน์ตามวงจรชีวิตของไผ่ ที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ โดยหมุนเวียน 3 ปี ตัด 30 ไร่/ปี ใช้ปริมาณไผ่ วันละ 3 ตัน ทำให้เครือข่ายสมาชิกวิสาหกิจชุมชนปลูกไผ่มีรายได้ เฉลี่ย 1,080,000 บาท/ปี เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการแปรรูป

แนวทางการใช้ประโยชน์จากต้นไผ่จะต้องมีการศึกษา วิจัย ทดสอบ ในทุกส่วนของไผ่ว่าสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านใดบ้าง เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าอย่างเต็มที่ และเป็นการสร้างมูลค่าด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่าง เช่น การนำเศษขี้เลื่อยอันเกิดจากการตัดไผ่ การขัดเหลาตะเกียบ มาผลิตเป็นก้อนเชื้อเพลิงอัดแท่ง Pellets เพื่อทดแทนการใช้น้ำมัน หรือก๊าชธรรมชาติ ก๊าชหุงต้ม

ในกรณีของการใช้ประโยชน์จากถ่าน ข้อไผ่ สามารถผลิตเป็นถ่านประสิทธิภาพต่ำ Black Charcoal เพื่อเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าชุมชนขนาดเล็ก หรือนำไปเป็นพลังงานก๊าชสะอาด Syngas ที่ให้พลังงานสูง การเผาไหม้ สมบูรณ์ ไม่มีมลภาวะ เป็นระบบการผลิตก๊าชที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการผลิตด้วยระบบก๊าชซิฟิเคชั่นที่ใช้ วัตถุดิบชีวมวลเป็นเชื้อเพลิง โดยการมีส่วนร่วมของหน่วยงานความร่วมมือ คือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

อย่างไรก็ตาม มูลนิธิสร้างสุขชุมชน และวิสาหกิจผลิตเชื้อเพลิงพลังงานชุมชนผาปัง กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย การประยุกต์ใช้เชื้อเพลิงพลังงานถ่านไผ่ พร้อมไปกับการขออนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าจะสามารถจำหน่ายไฟฟ้าได้ในเดือนสิงหาคม 2559 มีระยะเวลาคืนทุน 3 ปี 8 เดือน

ส่วนประโยชน์ที่เกิดจากปล้องไผ่ เป็นการนำส่วนปล้องของไผ่ มาผลิตเป็นตะเกียบ และไม้เสียบอเนกประสงค์ สร้างรายได้ให้กับชุมชน ราษฎรในพื้นที่มีงานทำ สร้างรายได้เฉลี่ยให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปและสมาชิก

นอกจากนั้นแล้ว ซังไผ่ที่เกิดจากเศษตะเกียบยังนำมาอบเป็นถ่านประสิทธิภาพต่ำ ผลิตเป็นถ่านเชื้อเพลิงอัดแท่งนำไปขายสร้างรายได้, มีการนำฝอยตะเกียบไผ่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตภาชนะไบโอ Biopack,ใช้ฝอยใยไผ่ผลิตเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตเยื่อใยในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

หรือแม้แต่การใช้ประโยชน์จากถ่านไผ่ เป็นการศึกษาวิจัย จากการนำเศษวัตถุดิบจากไผ่มาผลิตเป็นถ่านประสิทธิภาพต่ำ Black Charcoal นำมาเป็นเชื้อเพลิงพลังงานทดแทน ผลิตเป็น Syngas เพื่อนำมาทดแทนก๊าชหุงต้ม LPG และน้ำมัน ในการดำรงชีวิตประจำวัน

ล่าสุด…มูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง ยังได้พัฒนาและทดลองใช้เชื้อเพลิงจากถ่านไผ่ ในรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ เครื่องยนต์การเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำมาเป็นพลังงานทางเลือก ที่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิต ลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ถ่านไผ่ไม่เพียงสร้างประโยชน์ทางด้านพลังงาน แต่ในด้านความสวยงามแล้วถือเป็นวัตถุดิบสำคัญ แล้วยังได้รับความนิยมอย่างสูงในขณะนี้ด้วยการนำผงถ่านไผ่ประสิทธิภาพสูงนี้ Activated Charcoal มาผลิตเป็นยาเวชภัณฑ์ เวชสำอางสบู่ไผ่ ครีมขัดหน้า ครีมบำรุงผิว น้ำยาสระผม น้ำยาทำความสะอาด รวมถึงการนำผงถ่านไผ่มาใช้ในอุตสาหกรรมโรงกลั่น เป็นต้น และทางด้านการตลาดได้จับคู่องค์กรความร่วมมือสร้างธุรกิจชุมชน (Business Matching) กับองค์กรภาครัฐและเอกชนต่างๆ

ขณะเดียวกันทีมงานเทคโนฯ ได้มีโอกาสเดินทางร่วมกับบุคคลสำคัญในคณะกรรมการมูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง ได้แก่ คุณรังสฤษฏ์ คุณชัยมัง ที่ปรึกษามูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง คุณธวัชชัย เทวราช กำนันตำบลผาปัง คุณวิรัตน์ สีคง ประธานเครือข่ายฯ และ คุณไพรัตน์ คันธชุมภู อบต. เป็นการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์เพื่อเข้าสำรวจพื้นที่ปลูกไผ่ตามแหล่งปลูกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์ ที่ดินสิทธิทำกิน ที่ดินบริเวณป่าชุมชนและไผ่ตามธรรมชาติที่เกิดตามหัวไร่ปลายนา

กำนันผาปัง ขอร้อง

ชาวบ้าน อย่าเผาป่า

คุณธวัชชัย เทวราช กำนันตำบลผาปัง กล่าวว่า ผืนป่าที่เห็นเบื้องหน้าเป็นป่าไผ่ธรรมชาติ บริเวณนี้เรียกว่า ป่าแม่ขะยาก เป็นไผ่ซางนวล อายุต้นไผ่น่าจะราวร้อยกว่าปี ไผ่ตามธรรมชาตินี้ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดที่ร่วงหล่นลงพื้น หรือขุยไผ่ตามภาษาทางภาคเหนือ และเมื่อได้น้ำจากธรรมชาติก็จะเติบโตขึ้น ขณะเดียวกันถ้าชาวบ้านเผาป่าแล้วไปโดนต้นไผ่อ่อนก็จะตายทันที แล้วกว่าจะมีต้นอ่อนใหม่เกิดขึ้นต้องใช้เวลานานมาก ดังนั้น หากชาวบ้านงดการเผาป่าแล้วในอีกต่อไปก็จะพบว่าป่าไผ่แห่งนี้มีความสมบูรณ์

สำหรับการนำไปใช้ประโยชน์ของชาวบ้านคงตัดไปใช้ได้เพียงเล็กน้อยเฉพาะในเรื่องการก่อสร้างบ้านเรือน ทำอุปกรณ์เครื่องมือ หรือหาหน่อเท่านั้น ขณะเดียวกันกำลังมีการหารือกับทางป่าไม้เกี่ยวกับการนำไผ่ในป่าชุมชนมาสร้างมูลค่า ซึ่งต้องมีการออกระเบียบกฎเกณฑ์ข้อบังคับให้ชัดเจนเสียก่อน เพราะป้องกันไม่ให้ชาวบ้านตัด มิเช่นนั้นป่าไผ่หมดเกลี้ยงแน่ ขณะเดียวกันชาวบ้านทุกคนต้องช่วยกัน ร่วมมือกันอนุรักษ์ และรักษาผืนป่าไว้ด้วย

กำนันให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า กำลังจะมีพิธีบวชป่าและทำบุญต้นน้ำ ถือเป็นประเพณีความเชื่อของชาวบ้านในท้องถิ่นนี้ก่อนถึงช่วงเวลาทำนา

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านในระยะยาว ได้มีการทำฎีกาของชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อทูลเกล้าฯ เมื่อปี 2554 เพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยต้อง ตามโครงการตามแนวพระราชดำริ เนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่มีความเดือดร้อนในเรื่องแหล่งน้ำสำหรับไว้ใช้บริโภคและการเกษตร โดยอ่างเก็บน้ำแห่งนี้สามารถเก็บน้ำได้ถึง 700,000 ลูกบาศก์เมตร สามารถช่วยเหลือพื้นที่ทางการเกษตรได้ถึง 800-1,000 ไร่

ต้องสางป่า

เพื่อจัดระเบียบให้ถูกต้อง

ช่วยสร้างธรรมชาติให้ยั่งยืน

คุณรังสฤษฏ์ คุณชัยมัง ที่ปรึกษามูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง เสริมว่า ชาวบ้านที่ขึ้นมาตัดไผ่ไปใช้ประโยชน์ ยังตัดไม่ถูกวิธี เพราะอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโต การตัดไผ่อย่างถูกวิธีตามวงจรชีวิตของไผ่ โดยการใช้เสียมตัดที่โคนต้น เพื่อไม่ให้ออกกิ่งข้าง และบังคับให้ออกเป็นหน่อใหม่ทดแทน เฉลี่ยตัด 1 แม่ จะออกลูกใหม่เพิ่ม 3 หน่อ

ที่ปรึกษามีความเห็นว่า ควรมีการสางป่า หมายถึง การจัดระเบียบในป่าไผ่ใหม่ ด้วยการเริ่มต้นจากการให้ความรู้แก่ชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้ประกาศเป็นป่าชุมชนแล้ว เพียงแต่รอให้ทางกรมป่าไม้เข้ามาจัดการออกระเบียบ ข้อบังคับ และกติกาต่างๆ ให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นจึงค่อยหารือเพื่อทำตามแผนงานที่วางไว้ต่อไป

“ในอนาคตมีแผนร่วมกับทางการท่องเที่ยวและตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีแนวคิดว่า จะทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเชิงอนุรักษ์ และไม่ต้องการให้ตัดไผ่มาใช้ เพราะต้องการเก็บไว้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ทุกวันนี้ปัญหาอยู่ตรงที่ชาวบ้านต้องให้ความร่วมมือสอดส่องดูแล”

ในอดีตถึงแม้บ้านผาปังจะเป็นเพียงชุมชนเล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก และมีความเป็นอยู่แบบทุกข์ยาก แต่ด้วยความสามัคคี ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ทุ่มเท มุ่งมั่น แล้วไม่ยอมแพ้แม้จะต้องฝึกฝนกันอย่างหนักและยาวนาน จนเมื่อเวลาผ่านไป ความวิริยะ อุตสาหะ พาพวกเขาฝ่าด่านความยากเข็ญออกมาได้

แต่วันนี้ชุมชนผาปังกลับเป็นที่รู้จักดีในฐานะชุมชนต้นแบบที่มีความเป็นอยู่แบบพอเพียง เป็นชุมชนที่ร่วมกันอนุรักษ์ผืนดินเกิดในทุกตารางนิ้ว ชาวผาปังทุกคนมีใบหน้าสดใส อันเป็นผลมาจากความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทุกบ้านอยู่อย่างมีความสุข ไม่มีโจรผู้ร้าย บ้านแต่ละหลังรวมถึงถนนหนทางมีความเป็นระเบียบ สะอาด ไม่ต้องจ้างคนเก็บขยะ เพราะทุกคนต่างมีวินัย รักษากฎกติกาอย่างจริงจัง

แล้วในที่สุดพวกเขาสามารถก้าวมายืนแถวหน้าเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศได้อย่างภาคภูมิใจ พร้อมจะต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน และจากทั้งหมดที่เกิดขึ้น จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “ไผ่” เป็นพืชหล่อเลี้ยงชีวิตชาวผาปัง จังหวัดลำปางอย่างแท้จริง

สนใจต้องการเข้าเยี่ยมชมกิจกรรมของชุมชนกลุ่มวิสาหกิจผาปัง ติดต่อได้ที่ สำนักงาน เลขที่ 2/1 วัดผาปังกลาง (บริเวณดอยพระบรมธาตุเจดีย์หลวง 12 นักษัตร) หมู่ที่ 3 ตำบลผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง โทรศัพท์/โทรสาร (054) 837-202 มือถือ (081) 805-9889 FB : วิสาหกิจชุมชนตำบลผาปัง Web : มูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง

ปลูกไผ่เป๊าะหวาน ที่แม่สอด ตาก ผลผลิตจำหน่ายได้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05061010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย

ธาวิดา ศิริสัมพันธ์

ปลูกไผ่เป๊าะหวาน ที่แม่สอด ตาก ผลผลิตจำหน่ายได้ดี

?ไผ่เป๊าะหวาน? ลำต้นไม่ตรง เป็นไผ่เปลือกบาง มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำ 6 นิ้ว สูง 8-10 เมตร ปล้องยาวโดยประมาณ 12 นิ้ว เนื้อไม้บาง ลักษณะใบมีสีเขียวเล็กคล้ายหอก ก้านมีสีเหลือง มักพบกระจายพันธุ์ตามชายแดนไทย-พม่า แถบจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตากมีบ้างเป็นบางพื้นที่ เป็นต้นกล้าที่มาจากเมล็ด จึงไม่ต้องห่วงเรื่องไผ่จะแก่และตายขุย อยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี หน่อมีขนาดใหญ่เต็มที่ 2.5-3 กิโลกรัม รสชาติหวาน กรอบ ไม่มีเสี้ยน เนื้อเยอะ นิยมนำมาต้มจืด ผัดหน่อไม้ใส่หมู และใส่ในกระเพาะปลา อร่อยอย่าบอกใคร

คุณเฉลิม ยานะวงษ์ เกษตรกรผู้ปลูกไผ่ เจ้าของไร่ ยานะวงษ์ ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 336 หมู่ที่ 9 ตำบลพะวอ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

คุณเฉลิม ได้เริ่มปลูกไผ่มาแล้วกว่า 7 ปี มีอาชีพเดิมคือ ทำไร่ข้าวโพด แต่เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้งที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น บวกกับราคาข้าวโพดไม่ดี คนปลูกเยอะ แรงงานหายาก ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน คุณเฉลิมจึงเริ่มหันมาปลูกไผ่เป๊าะ โดยให้เหตุผลที่เลือกปลูกไผ่เป๊าะว่า ไผ่เป๊าะมีราคาดี ราคาซื้อขายกันในสวนกิโลกรัมละ 40 บาท ถ้าขยันหน่อยก็นำไปวางขายตามริมถนนแม่สอด ก็จะได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 50 บาท ซึ่งปลูกไผ่เป๊าะมาได้ระยะหนึ่งก็รู้เลยว่า ไผ่เป๊าะ ไม่ทำให้ผิดหวัง ปลูกแล้วให้ผลผลิตดีเกินคาด แถมมีเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย โดยเฉพาะปีนี้ผลผลิตออกมาไม่เยอะ เนื่องจากเจอพิษแล้ง อากาศร้อนจัด ซึ่งถือได้ว่าการปลูกไผ่เพื่อขายหน่อสด และแปรรูปเป็นแผ่น เป็นอาชีพช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับคุณเฉลิมได้เป็นอย่างดี จนในปัจจุบันนี้คุณเฉลิมได้หยุดทำไร่ข้าวโพด และหันมาปลูกไผ่เป็นอาชีพหลัก สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวนับแสนบาทต่อเดือน

ปัจจุบัน ที่สวนของคุณเฉลิม ปลูกไผ่เป๊าะ 300-400 ต้น หรือประมาณ 5 ไร่ และได้มีการขยายพื้นที่ปลูกจนในปัจจุบันมีไผ่เป๊าะทั้งสิ้น 10 ไร่ ให้ผลผลิตดีและราคาสูง โดยที่สวนคุณเฉลิมปลูกไผ่โดยใช้วิธีการเพาะเมล็ด เพราะสามารถกำหนดระยะเวลาการปลูกได้ และการปลูกไผ่ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดจะดูแลง่าย ไม่ต้องกังวลว่ารากจะเน่า

ไผ่เป๊าะ นิยมนำมาทำต้มจืด เพราะไผ่เป๊าะมีรสชาติหวาน นอกจากทำแกงจืดอร่อยแล้ว ยังนิยมนำไผ่เป๊าะไปใส่ในกระเพาะปลา นอกจากไผ่เป๊าะแล้ว ที่สวนของคุณเฉลิมยังปลูกไผ่รวกหวาน แต่ตอนนี้เริ่มจริงจังกับการปลูกไผ่หกยักษ์ โดยเริ่มทดลองปลูกไผ่หกยักษ์มาเป็นระยะเวลา 3 ปี ปลูกบนพื้นที่กว่า 60 ไร่

?ไผ่หกยักษ์ ก็เป็นไผ่อีกชนิดที่น่าปลูก ที่สำคัญไผ่หกยักษ์ดูแลง่ายกว่าไผ่เป๊าะ ให้น้ำเพียง 2 ปีแรก หลังจากนั้น ก็ปล่อยได้ ให้ดูแลเรื่องวัชพืชอย่างเดียว แต่ต้องบอกก่อนว่า ไผ่หกยักษ์ จะมีราคาถูกกว่าไผ่เป๊าะ โดยราคาแต่งหัวสด กิโลกรัมละ 7 บาท ถ้าแปรรูปเป็นแผ่น ขายได้ 10 บาท ที่ไร่เราทำได้ตามความต้องการของลูกค้า ถ้าอยากได้หน่อสด เราก็ขาย ถ้าอยากได้แบบแปรรูปเป็นแผ่น เราก็ทำให้ได้? คุณเฉลิม กล่าว

วิธีการปลูกไผ่เป๊าะหวาน

ขุดหลุม กว้าง 50×50 เซนติเมตร ลึก 30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุม 8×8 เมตร โดยก่อนปลูกให้ใส่ปุ๋ยหมักจากเศษไม้รองพื้น ประมาณ 6-7 กำมือ แล้วใส่ดินผสมไปเล็กน้อย และนำกิ่งตอนลงหลุม เอาดินกลบเป็นอันเสร็จขั้นตอน หลังจากนั้นให้ดูเรื่องปุ๋ย จะใส่ช่วงเดือนธันวาคม เพราะต้องการให้ใบไผ่ร่วงลงมาก่อน เรียกวิธีนี้ว่า แกล้งไผ่

เรื่อง น้ำ…ปลูกไผ่เป๊าะต้องดูแลเรื่องน้ำเป็นสำคัญ เริ่มให้น้ำตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ไผ่เป๊าะจะเริ่มให้ผลผลิตประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายน ช่วงที่เหมาะกับการปลูกคือช่วงมีนาคม เพราะถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนน้ำเยอะเกินไป จะทำให้รากไผ่เน่า แต่ก็ต้องดูแลเรื่องน้ำให้ดี ถ้าปล่อยทิ้งไว้หลายวันโดยไม่รดน้ำเลย รสชาติไผ่จะไม่อร่อย

ปลูกไผ่เป๊าะหวาน

เพียง 3 ปี ก็ให้หน่อได้แล้ว

?ไผ่เป๊าะ ตอนจากกิ่งจะเริ่มปลูกเดือนมีนาคม ใช้ระยะเวลาในการปลูก 3 ปี ถึงจะเก็บผลผลิตได้ โดย 1 ปี ไผ่เป๊าะจะให้ผลผลิต 1 ครั้ง โดยใช้ระบบสปริงเกลอร์ในการรดน้ำ เริ่มรดน้ำช่วงเดือนธันวาคม ความถี่ในการรดน้ำให้รดแบบวันเว้นวันจะเหมาะสมที่สุด? คุณเฉลิม กล่าว

เทคนิคการปลูก

ให้ได้หน่อเยอะๆ

คุณเฉลิม บอกว่า การปลูกไผ่ให้ได้หน่อเยอะๆ ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงบังคับให้ใบร่วงให้ไวที่สุด ยิ่งใบร่วงเร็วเท่าไหร่ ยอดจะแทงออกมาใหม่เร็วเท่านั้น เมื่อยอดออกมาใหม่จนครบหมดต้น คราวนี้อีกไม่นานไผ่เป๊าะจะเริ่มให้หน่อ ให้ผลผลิตออกมา นอกจากนี้ คุณเฉลิม ยังแนะนำอีกว่า ถ้ามีคนงาน ก็ให้คนงานตัด หรืออีกวิธีคือ ใช้สารเคมีพ่น

ไผ่เป๊าะหวานและไผ่หกยักษ์

นำมาแปรรูปเป็นอะไรได้บ้าง

ไผ่เป๊าะ เหมาะสำหรับนำมาประกอบอาหาร หรือขายหน่อสด จะไม่นิยมนำไปดอง เพราะไผ่เป๊าะจะไม่มีรสขม มีแต่รสหวาน ถ้านำมาดองจะเน่าง่าย จึงไม่นิยมนำมาดอง

แปรรูปไผ่หกยักษ์

?ไผ่หกยักษ์ นิยมแปรรูปเป็นหน่อไม้ดอง ดองปีบส่งต่างประเทศ หน่อไม้ที่ขายดีที่สุดตอนนี้คือ หน่อไม้ดอง ทำจากไผ่หกยักษ์ ส่งไปที่ตลาด มีเท่าไหร่เขารับหมด? คุณเฉลิม กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจปลูก

ไผ่เป๊าะหวาน เป็นอาชีพ

คุณเฉลิม บอกว่า มีพื้นที่เพียง 1 ไร่ ก็สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้แล้ว และการปลูกไผ่ยังใช้เงินในการลงทุนน้อย กิ่งไผ่ตอน ราคาเพียง 40 บาท 1 ไร่ ปลูกได้ 30-36 ต้น ซึ่งคิดเป็นเงินเพียง 1,200-1,500 บาท เท่านั้น ถือว่าปลูกแล้วคุ้มในระยะยาว แต่หากท่านใดอยากปลูกไผ่เป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ คุณเฉลิม แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ ประมาณ 5 ไร่ และในระหว่างที่รอไผ่โต ช่วง 1-2 ปีแรก เราสามารถปลูกพืชแซมในสวนไผ่ได้อีกด้วย ส่วนพืชที่เหมาะในการปลูกเป็นพืชแซมสวนไผ่คือ มะละกอ ถั่ว หรือจะปลูกข้าวโพดแซมล่องกลางยังได้ ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างรายได้สองต่อ เลี้ยงครอบครัวได้สบายๆ และหากดูแลไผ่ดีๆ ปลูกบนพื้นที่ดีๆ ไผ่กอหนึ่งสามารถให้หน่อได้ถึง 10-20 กิโลกรัม เลยทีเดียว

?ไผ่เป๊าะ ราคาดีก็จริง แต่ต้องหมั่นดูแลเป็นพิเศษ เพราะถ้าดูแลไม่ดี ไผ่เป๊าะจะออกหน่อในช่วงฤดูฝน ซึ่งจะออกชนกับหน่อไม้ป่า จะทำให้ไผ่เป๊าะราคาตก? คุณเฉลิม กล่าว

เข้าร่วมโครงการ

สร้างป่า สร้างรายได้ ตามแนว

พระราชดำริสมเด็จพระเทพ

รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

คุณเฉลิม ได้เข้าร่วมโครงการ สร้างป่า สร้างรายได้ ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีรายละเอียดอำเภอที่ร่วมโครงการดังนี้ คืออำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย อำเภออุ้มผาง อำเภอท่าสองยาง อำเภอพบพระ และอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก อำเภอแม่แจ่ม และอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอสบเมย และอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

โดยโครงการได้มีการสนับสนุนกล้าไม้ป่า และมีพี่เลี้ยงแนะนำในเรื่องของการแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ

?ที่หมู่บ้านผมมีเป้าหมายคือ ให้ชาวบ้านปลูกไผ่ บุก ไว้เป็นพืชชั้นต่ำเพื่อคลุมดิน และในระหว่างที่รอไผ่โตยังสามารถปลูกถั่วมัน ถั่วแขก ขายได้ มีตลาดรับซื้ออยู่แล้ว เมื่อไผ่โตคลุมพื้นที่ เราสามารถปลูกกระชาย ขมิ้น ไพล เพื่อนำมาอบแห้งส่งขายทำเป็นเครื่องต้มยำได้อีกด้วย ซึ่งคิดว่าวิธีนี้จะสามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพอย่างยั่งยืนให้กับชาวบ้าน และยังสร้างจิตสำนึกให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณรอบเขตพื้นที่ป่าไม้ให้มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าไม้ ไม่บุกรุกเพิ่มได้อีกด้วย? คุณเฉลิม กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจกิ่งพันธุ์ไผ่ หรืออยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมในการปลูกไผ่ สามารถติดต่อ คุณเฉลิม ยานะวงษ์ ได้ที่ บ้านเลขที่ 336 หมู่ที่ 9 ตำบลพะวอ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หรือ โทร. (087) 849-8568 คุณเฉลิม ยินดีให้คำปรึกษา

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม 2559 ในงานสัมมนา สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย ที่ห้องประชุมหนังสือพิมพ์ข่าวสด ประชานิเวศน์ 1 กรุงเทพฯ คุณเฉลิม ยานะวงษ์ จะมาเป็นวิทยากรเล่าประสบการณ์ ผู้สนใจ จองที่นั่ง เพื่อพบปะกับเขาได้

ใยไผ่ขัดผิว สร้างเงิน สร้างอาชีพ ของ ปรีชา เวชประสิทธิ์ ที่อยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย

สุรเดช สดคมขำ

ใยไผ่ขัดผิว สร้างเงิน สร้างอาชีพ ของ ปรีชา เวชประสิทธิ์ ที่อยุธยา

ไผ่ เป็นไม้ทรงพุ่มที่เป็นพันธุ์ไม้ยืนต้น มีลักษณะแตกกอเป็นไม้พุ่มเล็กถึงขนาดใหญ่ ลำต้นมีความสูงประมาณ 5-15 เมตร เป็นข้อปล้องผิวเกลี้ยงแข็งมีสีเขียวหรือเหลืองแถบเขียว สีของลำต้นมีความแตกต่างกันแล้วแต่ชนิดและสายพันธุ์

ใบ เป็นใบเลี้ยงเดี่ยว กว้างประมาณ 1-2 นิ้ว ยาว 5-12 นิ้ว ดอกออกเป็นช่อตามปลายยอด เมื่อใดก็แล้วแต่ที่ไผ่ออกดอก ไผ่ก็จะตายในเวลาต่อมา แต่ทั้งนี้การออกดอกของไผ่นั้นถือว่านานและยากมาก

ไผ่ เป็นไม้ที่ขึ้นง่ายและเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพอากาศ และสามารถปลูกได้กับดินทุกชนิด จึงไม่เป็นเรื่องที่ต้องกังวลสำหรับผู้ที่ต้องการปลูก

ไผ่เป็นไม้ที่อยู่กับชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สมารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ตั้งแต่ หน่อ ลำต้น ใบ ราก เยื่อไผ่ และขุยไผ่

คุณปรีชา เวชประสิทธิ์ อยู่บ้านเลขที่ 51 หมู่ที่ 9 ตำบลปากกราน อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มนำไผ่มาใช้สำหรับทำเป็นใยขัดผิว โดยทดลองแบบลองผิดลองถูกจนประสบผลสำเร็จ ทำให้เกิดนวัตกรรมทำเงินสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

จากนักวาดรูป ก้าวสู่นักคิด

สร้างผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทย

คุณปรีชา เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีมีอาชีพเป็นจิตรกรเขียนภาพเหมือน และรับใส่ภาพลงอัดกรอบรูปอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อทำไปจนถึงปี 2540 เกิดพิษเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจกลับมามองหาอาชีพใหม่ที่บ้านเกิด

“เกิดฟองสบู่แตกสมัยนั้น ผมก็เลยตัดสินใจกลับบ้าน ก็สร้างโรงเห็ดเพื่อเพาะเห็ด ซึ่งโรงเรือนที่เราทำก็จะเน้นเป็นไม้ไผ่ส่วนใหญ่ ก็เลยได้ความคิดว่า ไม้ไผ่ น่าจะนำมาทำอะไรได้มากกว่านี้ ซึ่งผมก็ได้ความคิดจากการที่ภรรยาผมเขาชอบขัดผิว เพราะว่าผิวหนังเขาจะแตกแห้ง เขาก็จะต้องหาใยบวบมาขัด ผมก็เลยลองเอามีดขูดลำใผ่ให้มันเป็นเส้นบางๆ ลองทำให้ภรรยาใช้ดู สรุปสิ่งนี้ มันขัดผิวได้ดีกว่าใยบวบ หรือใยสังเคราะห์อื่นๆ ผมก็เลยคิดค้นลองทำอย่างจริงจังต่อมา” คุณปรีชา เล่าถึงความเป็นมา

คุณปรีชา บอกว่า เมื่อสิ่งที่คิดได้โดยบังเอิญกลับเป็นสิ่งที่สามารถใช้งานได้จริง นอกจากจะทำให้ภรรยาใช้แล้ว ยังทดลองให้เพื่อนบ้านลองใช้อีกด้วย เมื่อทุกคนบอกว่าใช้แล้วดี ประมาณ ปี 2548 เขาจึงได้เริ่มมีการผลิตเพื่อจำหน่ายอย่างจริงจัง

“ในช่วงนั้นผมก็ทดลองเอาไม้ไผ่หลายอย่างมาทำ แต่ที่ทำแล้วผลผลิตออกมาดี จะเป็นไผ่ที่อยู่ตามภาคอีสาน คือ ไผ่เลี้ยงหรือไผ่น้อย เพราะว่ามีความเหนียว ซึ่งไผ่ชนิดนี้เขาจะนิยมเอามาทำนั่งร้านในงานก่อสร้าง ลำต้นมันตรง ไม่ค่อยมีหนาม ผมก็เลยให้คนที่มีมาส่งขายให้ผมถึงที่เลย” คุณปรีชา เล่าถึงชนิดของไผ่ที่เหมาะกับการนำมาผลิต

ขั้นตอนการผลิตใยไผ่ขัดผิว

คุณปรีชา บอกว่า กว่าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์ใยไผ่ขัดผิวที่น่าใช้เหมือนเช่นปัจจุบันนี้ ได้มีการลองผิดลองถูกหลายอย่าง ซึ่งความสำเร็จนั้นก็อยู่ไม่ไกลกว่าความพยามที่เขาจะเอื้อมถึง ซึ่งมีการผลิตแบบที่เขาทดลองมาเองทั้งหมด ดังนี้

ในขั้นแรก นำไม้ไผ่มาตัดกิ่งที่อยู่บริเวณข้อออกให้หมด จากนั้นนำไม้ไผ่ไปแช่น้ำ ประมาณ 3-7 วัน เพราะต้องการให้ไม้ไผ่อิ่มน้ำมีความอ่อนตัว เพื่อเวลาที่นำมาขูดจะให้ใยไผ่ที่มีลักษณะเส้นยาวบางๆ

“การขูดนี่ สมัยก่อนผมทำเอง พอมียอดการสั่งซื้อมากขึ้น ก็ต้องมีการฝึกคนงานที่เราจ้างมา สิ่งที่สำคัญที่สุดในเรื่องการขูดคือ องศาของมีด ถ้าองศามีดไม่ถูกต้อง มันจะทำให้ใยที่ขูดออกมาขาดไม่เป็นเส้นยาว หรือมันก็จะเป็นเสี้ยน แบบนั้นไม่ดีไม่เหมาะที่จะนำมาขัดผิว” คุณปรีชา อธิบาย

เมื่อได้เส้นใยไผ่จากการขูดด้วยเครื่อง โดยให้เหลือจาก 1 ใน 3 ของเปลือก จากนั้นนำใยที่ได้มาแช่น้ำต่ออีกครั้ง ซึ่งน้ำที่แช่จะมีการผสมจุลินทรีย์ที่คุณปรีชาคิดค้นมาด้วยตนเอง ซึ่งคุณสมบัติของจุลินทรีย์ตัวนี้จะช่วยให้ใยไผ่ไม่เกิดเชื้อรา สามารถเก็บไว้ใช้ได้นานหลายเดือนเลยทีเดียว

“พอเราขูดใยไผ่ที่มีความหนาตามที่กำหนด ผมก็จะเอาไปแช่น้ำผสมกับจุนลินทรีย์ ประมาณ 3 วัน เสร็จแล้วก็จะนำใยทั้งหมดเข้าเครื่องนวด เพื่อให้มีความอ่อนนุ่มมากขึ้น ใยเกาะกันเป็นก้อน ใช้เวลาในการนวด ประมาณ 2-3 ชั่วโมง พอครบกำหนดก็จะเอาออกมาตากแดด 2 วัน ก็จะเตรียมนำไปทำให้มีลักษณะพร้อมจำหน่ายต่อไป” คุณปรีชา กล่าว

ในการทำเป็นก้อนใยไผ่ขัดผิว คุณปรีชา บอกว่า ช่วงแรกๆ ทำเป็นแบบทรงกลมแบน แต่เมื่อใช้ขัดตัวไปหลายๆ ครั้ง จะเกิดปัญหาคือใยขัดจะเสียรูปทรง ต่อมาจึงมีการคิดค้นทำให้มีรูปร่างลักษณะที่สวยงามขึ้น เหมาะสมกับการใช้งานและยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอีกด้วย

การไม่หยุดคิดพัฒนาตนเอง

ทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่สนใจของตลาดมากขึ้น

คุณปรีชา บอกว่า การทำสินค้าสำหรับจำหน่ายนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องมีอยู่ตลอดเวลาสำหรับการทำธุรกิจคือ การสังเกต การคิดวิเคราะห์ และการทดลองด้วยตนเอง

“การพัฒนาผลิตภัณฑ์นี่ เราต้องหมั่นสังเกตเองด้วย เพราะเราก็ต้องฟังจากคนที่เขาใช้สินค้าเรา ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ต่อมาเราก็ต้องมีการคิดค้นพัฒนามาเรื่อยๆ จนตอนนี้เราก็เอามาเย็บติดกับผ้า มันก็เลยเป็นใยขัดผิวที่น่าใช้มากขึ้น เป็นที่สนใจ เพราะเราพัฒนาทั้งเครื่องจักรการผลิต รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วย” คุณปรีชา กล่าว

ใยไผ่ขัดผิวที่ยังไม่ได้มีการพัฒนา เป็นแบบทรงกลมแบนเล็กๆ ที่จำหน่ายอยู่ในช่วงแรกของคุณปรีชา ราคาอยู่ที่ 35 บาท ต่อชิ้น ต่อมาเมื่อพัฒนาสินค้าให้มีรูปแบบน่าใช้มากขึ้น มีทั้งขนาดไซซ์ปานกลาง และขนาดไซซ์ใหญ่ อยู่ที่ราคาชิ้นละ 250-350 บาท

นอกจากนี้ ทางคุณปรีชายังได้มีการทำสบู่ไว้ใช้สำหรับอาบน้ำขึ้นมาอีกด้วย แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นของสบู่คือ มีการผสมใยไผ่ขัดผิวลงไป เพื่อเวลาที่อาบน้ำสามารถถูสบู่และขัดผิวไปได้ในตัว นับว่าเป็นการต่อยอดธุรกิจ ให้สามารถใช้ได้ง่ายขึ้นแบบไม่ยุ่งยาก

ตั้งแต่ทำธุรกิจนี้เป็นอาชีพ

เรื่องการตลาดถือเป็นอุปสรรคที่สุด

คุณปรีชา บอกว่า เมื่อกระบวนการผลิตมีความทันสมัยมากขึ้น ดังนั้น กำลังการผลิตก็ต้องมีมากตามไปด้วย การตั้งราคาและรูปแบบผลิตภัณฑ์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม สามารถเข้าถึงได้กับทุกคน

“ผมพยายามคิดไม่อยากให้สินค้าของผมมีราคาที่แพงมากจนเกินไป สามารถเข้าหาทุกคนได้ เป็นสินค้ามหาชนจริงๆ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ผมก็เลยมีการคิดเรื่องแบรนด์ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนสามารถจำตัวผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น ก็เลยตั้งชื่อแบรนด์ว่า ใยไผ่ เพราะการตลาดถือว่าสำคัญมาก” คุณปรีชา กล่าวถึงวิธีการจัดการเรื่องตลาด

ทั้งนี้ คุณปรีชาฝากถึงสำหรับหลายๆ ท่าน ที่กำลังเริ่มทำธุรกิจหรือมีสินค้าอะไรก็แล้วแต่ ที่เกิดจากความรู้ความสามารถจากการคิดค้นด้วยตนเอง จนเป็นการทำเงินสร้างรายได้ อย่าที่จะหยุดคิด ให้พยามยามคิดค้นสิ่งใหม่ๆ พัฒนาตนเองอยู่เสมอ เรียนรู้รับข่าวสารบ่อยๆ เปิดโลกทรรศน์ให้กว้างไกล ก็จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ติดตลาดและก้าวไปข้างหน้าได้อยู่เสมอ

สำหรับท่านใดที่สนใจ ใยไผ่ขัดผิวที่เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาของคนไทยแท้ๆ ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณปรีชา เวชประสิทธิ์ หมายเลขโทรศัพท์ (086) 794-9940, (085) 373-4265

ติดตามดู คลิป วิดีโอ การผลิตใยไผ่ขัดผิว ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook: Technologychaoban.com

ชาวบ้าน ที่ ไทรโยค แปรรูปไผ่ซางนวล เป็นไม้เสียบปลาหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชาวบ้าน ที่ ไทรโยค แปรรูปไผ่ซางนวล เป็นไม้เสียบปลาหวาน

“ไผ่” เป็นพืชที่มีการแพร่กระจายพันธุ์อยู่ทั่วทั้งประเทศ มีหลายชนิดพันธุ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์เจริญเติบโตได้ดีในแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ด้วยคุณสมบัติจากลำต้นและเนื้อไม้แข็ง มีความยืดหยุ่น มีน้ำหนักเบา สามารถดัดโค้งงอได้ไม่ยาก จึงมักนำลำไผ่มาใช้ประโยชน์ในการผลิตสิ่งของเครื่องใช้ที่แตกต่างกัน

ภายหลังจากเจ้าหน้าที่หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 11 สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นพค.11 สนภ1 นทพ.) จัดโครงการส่งเสริมอาชีพงานฝีมือในครัวเรือนให้แก่ชาวบ้านทุ่งมะเซอย่อ ตำบลบ้องตี้ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อราว 10 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้ชาวบ้านเกิดอาชีพแปรรูปไผ่เป็นไม้เสียบปลาหวาน

คุณอัจราพร ทูลฉลอง อยู่บ้านเลขที่ 340 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้องตี้ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี หนึ่งในชาวบ้านที่ทำอาชีพนี้เล่าว่า ได้นำไผ่ในป่า พันธุ์ซางนวล มาใช้ทำ เพราะมีความเหนียว แข็งแรง ซึ่งจะต้องเป็นไผ่ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 2 ปี แล้วได้รับอนุญาตจากทางราชการก่อน จึงสามารถตัดมาใช้งานได้

คุณอัจราพร ชี้ว่าการแปรรูปไผ่เป็นไม้เสียบปลาหวานทำให้ชาวบ้านทุ่งมะเซอย่อเกิดอาชีพที่เห็นชัดอยู่ 2 ลักษณะคือมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งรับงานเพื่อเข้าไปตัดไผ่ในป่าแล้วมาตัดแบ่งเป็นท่อน ความยาว 11.50 นิ้ว โดยแต่ละท่อนต้องผ่าออกเป็นชิ้น จำนวน 3-4 ชิ้น นำใส่กระสอบปุ๋ยให้เต็ม แล้วนำมาส่งให้ชาวบ้านอีกกลุ่มที่รับงานแปรรูปตามบ้าน ในราคากระสอบละ 150 บาท

เหตุผลที่ต้องกำหนดตัดลำไผ่ให้มีความยาว ขนาด 11.50 นิ้ว นั้น คุณอัจราพร อธิบายว่า เพราะความจริงแล้วทางร้านที่สั่งทำต้องการให้มีความยาว ขนาด 12 นิ้ว แต่ในทางปฏิบัติพบว่าไปติดที่ข้อปล้อง ซึ่งมีลักษณะผิวไม่เรียบอันเป็นอุปสรรคต่อการทำ ดังนั้น จึงลดลงมาเพื่อให้เกิดความเหมาะสมได้ลักษณะไม้ที่ตรง สวยงาม

หลังจากได้ไม้ไผ่แล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการแปรรูป โดยเริ่มด้วยการนำซีกไม้ไผ่ที่ถูกผ่าออกมาเจียน (ภาษาที่ชาวบ้านเรียกกัน) หรือซอยหรือผ่าให้เป็นซี่เป็นเส้นขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ทักษะความชำนาญ ทั้งนี้หากใครมีความสามารถสูง ผ่านการทำมายาวนาน อาจซอยหรือเจียนได้ จำนวน 40,000-50,000 เส้น ต่อวัน ครั้นเมื่อซอยให้เป็นชิ้นเล็กแล้ว จึงนำมาตัดปลายให้แหลมเท่ากันด้วยกรรไกร จากนั้นให้นำไปตากแดด ถ้าแดดแรงใช้เวลาเพียงครึ่งวัน

พอไม้แห้งแล้วยังนำไปใช้งานไม่ได้ เนื่องจากพบว่ามีเสี้ยนไผ่ติดอยู่ จึงจำเป็นต้องขจัดออกไปด้วยการนำไปสู่กระบวนการขั้นตอนสุดท้ายคือ การนำไปเข้าเครื่องปั่นเพื่อเหลาหรือขัดให้เสี้ยนไผ่หลุดออก ทำให้เส้นไผ่มีความเรียบ

“อาชีพการแปรรูปไม้เสียบปลาหวานของชาวบ้านได้ทำกันเป็นกลุ่มแทบทุกหลังคาเรือน จำนวนเกือบร้อยครอบครัว บางรายทำเป็นอาชีพหลัก บางรายเป็นรายได้เสริม โดยสมาชิกในครอบครัวทุกคนตั้งแต่เด็กไปจนผู้สูงอายุ สามารถช่วยกันได้ เนื่องจากกรรมวิธีการทำไม่ยุ่งยาก”

ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนเมื่อซอยและตากไม้จนแห้งแล้ว จะรวบรวมนำมาที่บ้าน คุณบุญนำ เกิดโภคา กรรมการกลุ่ม บ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้องตี้ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งเครื่องปั่น จำนวน 2 เครื่อง โดยคิวการใช้เครื่องปั่นมาจากการตกลงกันระหว่างสมาชิก ซึ่งแต่ละรายจะต้องเสียค่าไฟ ในอัตรา จำนวน 2,000 เส้น ต่อ 1 บาท

คุณอัจราพร ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ใน 1 เครื่อง มีช่องปั่นไม้ 2 อัน บน/ล่าง แล้วต้องนำไม้ที่ซอยเป็นชิ้นมาใส่ในถุงที่ทำด้วยยาง เปรียบเป็นถุงปั่นเสียก่อน ทั้งนี้ ถุงปั่นจะบรรจุเส้นไม้ได้ จำนวน 5,000 เส้น ฉะนั้น ในแต่ละครั้งที่ปั่นจึงมีจำนวนไม้ไผ่ซี่ถึง 10,000 เส้น ส่วนระยะเวลาปั่นให้ดูว่าถ้าฝุ่นหมดแสดงว่าเสร็จเรียบร้อย

เมื่อปั่นเสร็จต้องนำไปเคาะอีกครั้ง เพื่อให้ฝุ่นที่ยังเกาะติดไม้หลุดร่วงออกไป แล้วจึงนำไปใส่ในช่องเพื่อมัด ซึ่งมีจำนวนมัดละ 1,000 เส้น ก่อนนำไปขาย ในราคา มัดละ 11 บาท

คุณบุญนำ บอกว่า การนำไผ่ที่มีในท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นไม้เสียบปลาหวานนับเป็นอาชีพที่เหมาะสมกับคนในชุมชนเป็นอย่างยิ่ง บางครอบครัวยึดเป็นอาชีพหลักทั้งตัดไม้แล้วแปรรูปเอง บางรายรับเฉพาะตัดไม้ บางรายเน้นแปรรูปอย่างเดียว แต่ถึงอย่างไรก็เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ จำนวนมากให้แก่ชาวบ้านทุ่งมะเซอย่อ อันเกิดมาจากคุณประโยชน์ของต้นไผ่

สนใจสอบถามรายละเอียดการสั่งทำไม้เสียบปลาหวาน ได้ที่ คุณบุญนำ เกิดโภคา โทรศัพท์ (098) 315-9023