หนังชนโรง : ‘ONE PIECE’ ฉบับคนแสดง พร้อมจดหมายส่วนตัวจากผู้สร้าง ‘เออิจิโระ โอดะ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/746020

หนังชนโรง : ‘ONE PIECE’ ฉบับคนแสดง พร้อมจดหมายส่วนตัวจากผู้สร้าง ‘เออิจิโระ โอดะ’

หนังชนโรง : ‘ONE PIECE’ ฉบับคนแสดง พร้อมจดหมายส่วนตัวจากผู้สร้าง ‘เออิจิโระ โอดะ’

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ตำนานการผจญภัยใต้ทะเลลึกของซีรี่ส์ ONE PIECE นำแสดงโดย อินยากี โกดอย (รับบท มังกี้ ดี.ลูฟี่) แม็คเคนยู (รับบท โรโรโนอาโซโล) เอมิลี รัดด์ (รับบท นามิ) เจค็อป โรเมโรกิปสัน (รับบท อุซป) ทาซ สกายเลอร์ (รับบทซันจิ) โดยเหล่าโจรสลัดพร้อมออกเดินเรือให้แฟนๆ ได้รับชมในวันที่ 31 สิงหาคมทาง Netflix

ซีรี่ส์เรื่องนี้สร้างจากมังงะที่มียอดขายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นโดยคุณเออิจิโระ โอดะ ONE PIECE เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการผจญภัยในทะเลลึกระดับตำนานที่ไม่เหมือนใคร มังกี้ ดี.ลูฟี่ เป็นนักผจญภัยหนุ่มผู้โหยหาชีวิตอิสระตั้งแต่จำความได้ ลูฟี่ ออกเดินทางจากหมู่บ้านเล็กๆ ของเขา ผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยอันตรายเพื่อค้นหาสมบัติในตำนานอย่าง ONE PIECE เพื่อขึ้นเป็นราชาแห่งโจรสลัด แต่การที่จะค้นหาสมบัติล้ำค่าครั้งนี้ได้ลูฟี่จะต้องรวบรวมลูกเรือก่อนที่จะหาเรือเพื่อจะแล่นไปค้นหาทั่วทุกตารางนิ้วของท้องทะเลสีครามอันกว้างใหญ่ แซงหน้านาวิกโยธินและเอาชนะคู่แข่งที่อันตรายในทุกๆ ทาง

อาจารย์โอดะ ได้แชร์ความคิดเห็นเกี่ยวกับการดัดแปลงเรื่องราวจากมังงะสู่ซีรี่ส์ฉบับคนแสดงทั้งขั้นตอนการผลิต ตลอดจนนักแสดงและทีมงาน โดยอาจารย์โอดะได้กล่าวว่า“ทีเซอร์และตัวอย่างซีรี่ส์ปล่อยออกมาแล้ว พร้อมกำหนดวันออกฉาย 31 สิงหาคมนี้ บอกได้เลยว่างานนี้จัดเต็มไม่มียั้ง! พวกเราทุ่มเทแรงกายแรงใจกันสุดๆ ทั้งจากทีมนักแสดง ทีมที่รังสรรค์โลกของวันพีซ เสื้อผ้าหน้าผม ให้ออกมาเป็นผลงานที่ทำได้ในฉบับคนแสดงจริงเท่านั้น อีกทั้งบทพูดและตลอดกระบวนการทุกขั้นตอนจากการทำงานร่วมกันของทีม นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องดีๆ ที่น่าฉลองด้วยเช่นกัน” พร้อมเสริมว่า“ผู้สร้างและทีมงานมีความเป็นมือโปรในการทำผลงานฉบับคนแสดงจริง แถมยังเป็นติ่งขั้นสุดของ ONE PIECE ด้วย ผมรักทีมผู้สร้างและนักแสดงมากครับ อยากให้ทุกคนได้รับคำชื่นชมอย่างที่พวกเขาสมควรจะได้รับจากผู้ชมทั่วโลกกันเร็วๆ”

หนังชนโรง : คุยกับ‘โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ’10 ปี ของจักรวาลขุนพันธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/711089

หนังชนโรง : คุยกับ‘โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ’10 ปี ของจักรวาลขุนพันธ์

หนังชนโรง : คุยกับ‘โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ’10 ปี ของจักรวาลขุนพันธ์

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

✰ย้อนไปที่จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจตั้งแต่แรกเริ่มโปรเจกท์ ขุนพันธ์ มีความเป็นมาอย่างไร

โปรเจกท์นี้มันถูกเริ่มต้นมาแล้ว 10 ปี สำหรับ ขุนพันธ์ 3 คือครบรอบ 10 ปี ที่วางแผนกันมา ซึ่งจุดเริ่มต้นในตอนนั้นจะมีข่าวเรื่องนายตำรวจจอมขมังเวทย์ที่โด่งดังจากจตุคามรามเทพ เพียงแต่ที่เราสนใจไม่ใช่ในส่วนของเครื่องรางของขลังแต่เป็นในส่วนสตอรี่ของตัวท่านขุนพันธ์เองที่อยู่ในใจมาตลอด เท่มากๆ เป็นเรื่องของตำรวจคนหนึ่ง ภาพแรกที่เราเห็นคือมีดาบสะพายหลัง นุ่งผ้าหยักรั้ง เป็นเหมือนโจงกระเบน ใส่เสื้อราชประแตน และอยู่บนหลังช้าง ไล่ล่าจับโจร แล้วโจรวิ่งเข้าไปในป่า ก็เสกคาถาเพี้ยง แล้วหายไปในป่า ท่านขุนก็หยิบใบไม้มา พ่นคาถาลงไปที่ปืนแล้วยิงออกไปในอากาศ ลูกกระสุนมันก็เปิดป่า แหวกอากาศ ทำให้โจรที่หายตัวปรากฏตัวขึ้น ท่านขุนก็กระโดดตู้ม มันมีความไทยๆ มีความเอ็กซ์โซติก และการพูดเรื่องมิติของการเมือง ความเชื่อ ศรัทธา และความเป็นมนุษย์ เรารู้สึกว่าเรื่องราวของขุนพันธ์มีครบให้เราเปิดประเด็นเล่นได้

✰ความตั้งใจตั้งแต่แรกเริ่มคือทำหนังแอ๊กชั่นที่มีเรื่องราวของท่านขุนพันธ์เป็นแรงบันดาลใจ

ครับ แต่ถ้าถามว่าเราได้หยิบตัวตนของท่านขุนพันธ์มาทำแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม ไม่ใช่ครับ ผมให้สัมภาษณ์มาเสมอว่ามันไม่ใช่หนังชีวประวัติ ก็เลยขออนุญาตกับที่บ้านท่านตรงๆ ว่าเราไม่ได้ทำหนังชีวประวัตินะ เราทำหนังซูเปอร์ฮีโร่ไทยๆ ซึ่งมาจากการได้พูดคุยกับทางคุณสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ ตอนนั้นที่คุยกันเขาบอกว่าทำไมมันไม่มี James Bond 007แบบไทยๆ คือตัวละครที่มีมิชชั่นบางอย่างที่สามารถทำเป็นซีรี่ส์ต่อไปได้เรื่อยๆ โดยภายภาคหน้าต่อไปเราอาจจะเปลี่ยนตัวขุนพันธ์ก็ได้ ผู้กำกับคนอื่นอาจจะมาทำ ขุนพันธ์ ก็ได้มันเหมือนเป็นการเซตอัพอะไรบางอย่าง เรารู้สึกว่ามันเป็น value แบบที่หนังไทยควรจะมี รู้สึกเป็นเกียรติและท้าทายที่เราจะทำอย่างนี้ได้ในวงการหนังไทย สมมุติ 007 มีอาวุธไฮเทคขุนพันธ์ก็มีไสยศาสตร์แปลกๆ ใหม่ๆ บวกกับการเผชิญหน้าศัตรูที่มีวิชาอาคมแปลกๆ เราก็จะได้เห็นอาวุธใหม่ๆ ของขุนพันธ์ที่ในแต่ละภาคมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และที่ขุนพันธ์ ทำมาตลอด คือมันสะท้อนสภาพบริบททางการเมือง ทางความเชื่อของผู้คน ความศรัทธาที่มันก็ถูกท้าทาย ซึ่งอันนี้ก็ตรงกับตัวจริงตัวละครขุนพันธ์คือศรัทธาในหน้าที่

✰เพราะอะไรที่ทำให้หนัง ขุนพันธ์ เดินทางมาได้ไกลขนาดนี้ในช่วงเวลา 10 ปี

โปรเจกท์นี้เดินทางมาไกลถึง 10 ปี เราไม่ได้คาดหวัง แต่เราวางแผนไว้ ผมเคยพูดกับทุกคน กับทีมงาน กับทางสตูดิโอว่า ของบางอย่าง
มันต้องใช้เวลาทำ 10 ปี ผมยังยืนยันว่าขุนพันธ์ เป็นโปรเจกท์ที่ต้องให้เครดิตกับทีมงาน จนกระทั่งถึง ขุนพันธ์ 3 ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือมันเกิดการเรียกรวมตัวทีมงานที่ทำกันมาตั้งแต่ภาคแรก มันเกิดความผูกพันในแง่ของการทำงาน หรือแม้กระทั่งน้องทีมงานใหม่ๆ หลายคนก็สมัครใจที่จะเข้ามา เพราะอยากเข้ามาอยู่ในจักรวาลขุนพันธ์ หลายๆ คนกระตือรือร้นที่จะทำ แต่แน่นอนอุปสรรคมันเยอะมากตั้งแต่ภาคแรกมาแล้ว แต่มันเป็นความเหนื่อย ความยากที่เราเลือกที่เราพอใจ ซึ่งเราประเมินแล้วว่าผลลัพธ์มันจะคุ้มค่ากับความเหนื่อยที่เราทำไป มันจึงเป็นภารกิจที่มีความสุข

✰สำหรับ ขุนพันธ์ 3 แล้ว ส่วนตัวผู้กำกับเองอยากให้หนังออกมาเป็นอย่างไร

จริงๆ เราพยายามโตขึ้นแต่เราจะน้อยลง เราจะคมขึ้นชัดเจนขึ้น ความผิดพลาดในแต่ละภาคเราก็เอามาเรียนรู้ ปรับปรุง ในแง่ของภาพคือ ขุนพันธ์ มันถูกฟิกซ์ไว้ด้วยยุคสมัย เนื่องจากมันเป็นหนังพีเรียด ภาค 1 แฟชั่น เสื้อผ้าหน้าผมแม้กระทั่งหนวดเขี้ยวของขุนพันธ์ ก็จะย้อนกลับไปก่อนสงครามโลกจะเกิด เข้าสู่ภาค 2 เปิดเรื่องมาคือญี่ปุ่นแพ้สงคราม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ข้าวยากหมากแพง คนก็กลายเป็นโจร เกิดเสือร้ายขึ้นทั่วประเทศ ขุนพันธ์ต้องออกมาปราบปราม พอมาถึงภาค 3 สงครามเลิกไปแล้ว 4-5 ปี ประมาณปี 2493 ถึง 2495 ช่วงนั้นสถานการณ์ทั้งโลกเข้าสู่ยุคสงครามเย็น คือยุคสงครามข้อมูล สงครามสายลับ เกิดวิกฤตทางการเมือง ความจนยังอยู่ เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างสูง คนรวย ข้าราชการ คฤหบดีมีอำนาจ โจรยังคงอยู่ บ้านเมืองเข้าสู่ความทันสมัยขึ้น สี มู้ด โทน ความเป็นหนังแบบสงครามเย็น มันจะมีความรู้สึกของหนังสายลับขึ้นมามากขึ้น ตัวขุนพันธ์เองเขาก็มีพัฒนาการขึ้นมาเรื่อยๆ แม้กระทั่งวัยวุฒิ แล้วก็เกิดการตั้งคำถามกลับไป ขุนพันธ์เริ่มพิพากษาตัวเองแล้วว่า ตกลงสิ่งที่ฉันทำลงไปมันคืออะไร หรือเราควรหยุดเสียที มันมีปีศาจในตัวเองที่มันน่ากลัวกว่าหรือเปล่า นี่คือความท้าทายในภาค 3มันคือปัญหาใหญ่ และเริ่มไกลตัวขุนพันธ์มากขึ้นๆ และเขาเองก็เริ่มค้นพบแล้วว่าตัวเองอาจจะไม่ใช่คำตอบของความดีงามหรือแม้กระทั่งคำว่าศรัทธาอีกต่อไป ความดีหรือศรัทธามันอยู่ที่ไหน หนังมันก็จะโยนพลังนี้กลับไปที่ประชาชนว่าเราจะฝากความหวังไว้ที่ซูเปอร์ฮีโร่คนเดียวหรือเปล่า ในภาค 3 มันเป็นประเด็นที่โตขึ้นผ่านวุฒิภาวะมามากขึ้น สงบนิ่งมากขึ้นตรงประเด็นมากขึ้น แต่บู๊กันหนักเหมือนเดิม เดือดเหมือนเดิม

✰สองเสือที่ขุนพันธ์เผชิญหน้าในภาคนี้ ทำไมต้องเป็นเสือมเหศวรกับเสือดำ

โดยรูทของหนังมันมีการวางแผนเอาไว้ทั้งหมดนับแต่เริ่มต้นแล้วว่า ขุนพันธ์จะต้องเผชิญกับสี่เสือภาคกลางในตำนาน จริงๆ แล้วมีห้าคน อัลฮาวียะลูเป็นคนแรก เขาคือโจรใต้ และสี่เสือภาคกลางก็จะมีเสือฝ้าย เสือใบ ซึ่งเราพูดถึงไปแล้ว ก็จะเหลือเสือมเหศวรกับเสือดำ เป็นการปิดท้ายไตรภาค ใครกันจะถูกพิพากษา พวกเสือ หรือว่าขุนพันธ์ ซึ่งจริงๆ มันมีตำนานมากมายเกี่ยวกับเสือเหล่านี้ มีเรื่องเล่า แต่เราไม่ได้ทำหนังชีวประวัติของเสือเหล่านี้ มันมีรากของความจริงอยู่ เราก็เอามาเป็นตัวละคร ทีนี้โดยคาแร็กเตอร์ แต่ละคนก็จะต่างกันไป อาคมที่เขาใช้ก็จะเป็นไปตามคาแร็กเตอร์ของแต่ละคน เนื่องจากขุนพันธ์จะต้องเจอกับศัตรูที่เก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ เป็นความท้าทายที่ตัวละครจะต้องเจอ

✰ทำไมถึงเลือกมาริโอ้มารับบทนี้ รวมถึงการร่วมงานกันในหนังเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง

โอ้เขาจะมีลักษณะแบบจารชนสองหน้า มีสองบุคลิก บุคลิกหนึ่งคือเฟรนด์ลี่ น่ารักมาก ดูเหมือนไม่มีพิษมีภัย ในขณะเดียวกันก็มีความกะล่อนบางอย่างที่มันพลิ้วไหว มันเหมือนเราเห็นตัวละครในหนัง Ocean’s 11 ตัวละครแบบนี้เป็นตัวละครนักปล้นที่ฉลาดมาก เก่งมาก มาริโอ้ดูเป็นคนฉลาด มีเคมีในตัว แล้วมาริโอ้กับผมก็สนิทสนมกันดี ทำงานด้วยกันมาแล้วหลายเรื่อง โอ้ก็จะบอกทำงานกับพี่โขมเหนื่อยทุกเรื่อง ไม่เคยให้เล่นอะไรธรรมดาๆ บ้างเลย แต่ก็เป็นความสนุกสนาน ถ้าเราคุยกันเมื่อไหร่ โอ้ก็จะมีการบ้านสไตล์โอ้ ให้โอ้ลองแบบนี้ไหม ซึ่งเราจะชอบให้โอ้เล่นในแบบที่โอ้คิดว่ามันได้เหรอพี่ โอ้ก็สู้อยู่แล้วเต็มที่ ข้อดีก็คือมาริโอ้ไม่งอแง มีความเป็นมืออาชีพ คือเรื่องนี้มันรวมนักแสดงมืออาชีพทุกคน

✰ในเรื่องนี้จะได้เห็นมาริโอ้เล่นแอ๊กชั่นแบบเต็มรูปแบบ ทั้งยิงปีน วิ่งฝ่าดงกระสุน ฝ่าดงระเบิด โหนสลิง

หนังแอ๊กชั่นมันเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีฉากเสี่ยงอันตราย เรามีการเตรียมนักแสดงดับเบิลไว้ให้ แต่ส่วนใหญ่โอ้จะบอกว่าขอเล่นเอง อย่างฉากที่เขาจะต้องโดดลงมาจากหอคอยสูงประมาณ 5-6 เมตร โหนสลิงลงมา ขณะเดียวกันก็ยิงสู้กับคนข้างล่าง แล้วบนหอคอยก็ถูกยิงถล่มระเบิดตู้มเป็นแบ๊กกราวด์ ทางภาพมันต้องพอดี ระเบิดจะลูกเล็กไปก็ไม่ได้ ต้องเป็นลูกไฟที่มันใหญ่พอสมควร ก็ซ้อมกันอย่างดี โอ้เล่นเองเลย หรือแม้กระทั่งฉากที่ต้องวิ่งไปบนพื้นที่มีระเบิด มีอยู่ทีหนึ่งวิ่งๆ อยู่ตู้ม เราเห็นในมอนิเตอร์คือหน้าโอ้สะบัดไป ระเบิดมันไม่ได้โดน แต่แรงอัดมันไปอัดหินเม็ดเล็กๆ ที่พื้นขึ้นมากระแทกหน้า โอ้โห ใจเราเสียแล้ว เกิดหน้าเขาเสียโฉมขึ้นมา พอสั่งคัทปุ๊บ ก็จะมีเสียงโวยวายตะโกน เฮ้ย ดูโอ้หน่อย เป็นอะไรไหม ก็จะมีเสียงโอ้ตะโกนออกมา โอเคพี่ แต่หูไม่ได้ยินแล้วนะ ยังล้อเล่นได้ แสดงว่าเขาก็ยังสนุกอยู่ หรือแม้กระทั่งฉากที่ต้องโชว์ความว่องไวของมเหศวรที่จะต้องปีนขึ้นไปบนนั่งร้านสูงๆ แล้วไล่จับกัน เป็นเกมที่พวกโจรใช้เล่นพนันกันตัวขุนพันธ์กับเสือมเหศวรจะต้องท้าทายกันก็ต้องปีนขึ้นไปบนนั่งร้าน กระโดดลงมา โอเค พวกนี้ก็ต้องใช้สตันท์อยู่แล้ว แต่ในฉากที่เห็นหน้าทั้งหมดมันต้องโดดจริง แล้วก่อนวันที่จะมาถ่าย โอ้บอกแล้วว่าขออนุญาตนะพี่ เพราะเขาไปเตะโดนเหล็กเท้าเขาเจ็บ พอถ่ายเข้าจริงๆ เหมือนความมันบังเกิด อย่างนี้เล่นเองได้ เราก็ได้หน้าเขาจริงๆ มา ซึ่งก็เยี่ยม มาริโอ้ “นายสุดยอดเลย”

✰นอกจากนี้ หนังยังอัดแน่นไปด้วยนักแสดงรับเชิญอีกคับคั่งด้วย

ครับ กลุ่มนักแสดงรับเชิญจะมีความหลากหลายมากที่เข้ามาร่วมทำให้ ขุนพันธ์ 3 สมบูรณ์มากขึ้น อันนี้เป็นการรับเชิญทุกคนจริงๆ เหมือนงานเลี้ยงรุ่นครับ รุ่นใหญ่รุ่นเล็กมากันหมด ก็จะมีตั้งแต่รุ่นใหญ่สุดคืออาโต ยอดรักที่เล่นหนังมาตั้งแต่ Good Morning Vietnam เคยเป็นตัวประกอบในหนัง Rambo อาโตเป็นโลโก้ของหนังไทยที่ผมเห็นมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ แกก็มาเล่นในบทเสือเฒ่านะครับ พี่ฟ้าซึ่งตัวจริงเป็นกัปตันเครื่องบินก็มารับบทเป็นหนึ่งในกองโจร สน เดอะสตาร์ ก็คัมแบ๊กกลับมาอีกครั้งหนึ่ง แต่จะกลับมายังไง ต้องไปดูกันในหนัง แล้วก็มีพี่อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้กำกับในดวงใจของผม ก็มารับบทเป็น บก. หัวหน้างานของเสือมเหศวรที่อยู่ในคราบของนักข่าว ยังมีอีกหลายคนครับมีพี่หนึ่ง-ชลัฏ ณ สงขลา มารับบทเป็นรองอธิบดีกรมตำรวจหัวหน้าคนใหม่ของขุนพันธ์ พี่โอริเวอร์ บีเวอร์ ตัวเองก็งานเยอะอยู่แล้ว ก็ให้เกียรติมารับเชิญเป็นเสนาธิการทหารใหญ่ ที่เข้ามาเป็นอริในบางเรื่องกับขุนพันธ์ และอีกมากมายหลายคนครับ ยังมีพี่จิ๋ว-ปรีชา เกตุคำ ซึ่งถ้าใครเคยดูหนัง ไชยา สมัยก่อน แกจะเล่นเป็นเฮียแป๊ะฝีไม้ลายมือแพรวพราว ส่วนใหญ่พวกเขาก็อยู่คู่หนังไทยกันมายาวนาน เหล่านี้คือตัวละครรับเชิญชุดใหญ่ที่มากันเป็นกองทัพ

✰หนังภาคนี้ยังยกกองไปถ่ายทำกันในหลายที่มาก มีทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตกซึ่งบางโลเกชั่นก็มีความโหดซ่อนอยู่ อย่างโลเกชั่นที่จังหวัดน่าน

คือในภาคนี้เราค่อนข้างซีเรียส เราบอกกับทีมงานว่าเราอยากให้โลเกชั่นเป็นเหมือนตัวละครตัวหนึ่งของหนังเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันต้องบอกถึงความเปลี่ยนแปลง ซึ่งในเรื่องเหตุการณ์มันเกิดที่ประมาณภาคกลางตอนบนภาคเหนือตอนล่าง เราเลือกโฟกัสไปน่าน เนื่องจากเราตั้งใจให้มันเป็นชุมโจรที่มันเข้าถึงยากมาก มันมีหุบเขาสูงล้อมรอบติดกันเป็นปราการล้อมไว้ และทางเข้าออกมีทางน้ำเป็นเส้นทางหลัก ซึ่งลำน้ำที่เข้าไปก็ลำบาก มีความเชี่ยวกราก ต้องล่องแพ เราเลือกไปถ่ายกันที่อุทยานแห่งชาติแม่จริม เพื่อเอาแลนด์สเคป และเป็นฉากที่ต้องล่องแก่ง ผจญภัยกันเข้าไปก่อน กว่าจะไปเจอโจรได้ก็ต้องเจอกับความลำบากจากธรรมชาติของเกาะแก่งที่เขาเรียกว่าแกรนด์แคนยอนเมืองไทย ซึ่งทั้งสนุก ทั้งตื่นเต้น ทั้งน่ากลัวในเวลาเดียวกัน

✰10 ปีแห่งผลงานแอ๊กชั่นไตรภาค อยากให้พูดถึงความเป็นหนังแอ๊กชั่นในแบบฉบับ ขุนพันธ์ ที่ “ไม่ได้สร้างกันง่ายๆ” และ “ไม่ได้มีให้ดูกันบ่อยๆ” เป็นการทิ้งท้าย

หนังอย่าง ขุนพันธ์ มันมีทั้งความเป็นเอพิคมีความเป็นหนังคอสตูมดีไซน์ มีวิชวลหนังระเบิดภูเขาเผากระท่อม มันหลากหลายมาก จริงๆ แล้วมันคือการผสมผสานของหนังหลายๆ แบบที่มันมาเจอกับ Thai Culture แล้วมันกลายเป็นแอ๊กชั่นไทยๆ ซึ่งมันก็ดันมีความ weird ของภาษาหนังบางอย่างที่ใส่เข้าไปได้ เพียงแต่ว่าเราอาจไม่ค่อยเห็นผลิตกัน เพราะว่า มันทั้งยากและเหนื่อย มันหนักในทุกองค์ประกอบ เราวางมันอย่างละเอียดทุกอย่าง เราเห็นแม้กระทั่งว่าสกอร์ธีมของดนตรีก็เหมือนสมัยเด็กๆ ที่เราเคยได้ยินเสียงดนตรีประกอบของ Indiana Jones ภาพอินเดียน่า โจนส์ มันก็ปรากฏขึ้นมาในสมองเราทันที แล้วเราก็ใฝ่ฝันว่าเราอยากทำแบบนั้นให้มันเกิดขึ้นในประเทศนี้กับหนังไทยบ้าง เมื่อไหร่ที่ธีมเพลง ขุนพันธ์ ขึ้นมาก็เฮ้ย ภาพของขุนพันธ์มันปรากฏขึ้นในหัวของเด็กๆ ในเจเนอเรชั่นใหม่ๆ ขึ้นมาเลย หน้าอนันดามีหนวดเขี้ยวโผล่ขึ้นมาเลยมันคือ value ของงานชิ้นนี้ที่พวกเราลงแรงลงใจที่เราจะทำกันไป เพราะฉะนั้นการปิดท้ายไตรภาคของ ขุนพันธ์ ถึงต้องใช้เวลา 10 ปีในการที่เรากรุยทางกันมาจนเราปิดผนึกมันได้อย่างเต็มที่ และเราเชื่อว่ามันเป็นการปิดเพื่อเติบโตมากกว่าในอนาคต มันคือหนึ่งในความหลากหลายของหนังไทยที่มีทั้งกลิ่นอายความเก่าและความใหม่ แต่คำว่าเก่าไม่ได้แปลว่ามันต้องเชย อย่างบางทีเราหยิบยืมภาษาหนัง รูปแบบของความเก่ามาใช้แต่ประเด็นที่เราพูด เราเชื่อมั่นว่ามันไม่เชยมันทันสมัย มันเป็นปัจจุบันมากๆ ด้วยซ้ำ ต่อให้มันเป็นหนังพีเรียดก็ตาม เพราะฉะนั้นก็ฝากขุนพันธ์ ไว้ด้วยนะครับ ขุนพันธ์ ภาค 3 ครับวันพิพากษา ฉลอง 10 ปี ยินดีนำเสนอจริงๆ ครับ

หนังชนโรง : ‘ฮิวจ์ แจ็กแมน’ เผย!! ภาพยนตร์ ‘The Son’ คือจุดเปลี่ยนชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/707954

หนังชนโรง : ‘ฮิวจ์ แจ็กแมน’ เผย!!  ภาพยนตร์ ‘The Son’  คือจุดเปลี่ยนชีวิต

หนังชนโรง : ‘ฮิวจ์ แจ็กแมน’ เผย!! ภาพยนตร์ ‘The Son’ คือจุดเปลี่ยนชีวิต

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พระเอกหนุ่มมากฝีมือ ฮิวจ์ แจ็กแมน ให้สัมภาษณ์ระหว่างไปออกรายการทอล์กโชว์ของ สตีเวน โคลแบร์ เมื่อไม่กี่วันก่อนว่า การมาเล่นบทนำใน The Son นั้นทำให้เขา “กลายเป็นคนใหม่” ใน The Son แจ็กแมนต้องมารับบทปีเตอร์ หนุ่มใหญ่ที่พบว่า นิโคลัส ลูกชายวัยรุ่นของตนเองหมดอาลัยในการใช้ชีวิต และกำลังเผชิญหน้ากับโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรง ผลงานเขียนบทและกำกับของ ฟลอเรียน เซลเลอร์(The Father) เรื่องนี้ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างสูงนับตั้งแต่เปิดตัวในเทศกาลหนังเวนิสเมื่อปลายปีก่อน ว่านำเสนอบรรยากาศตึงเครียดอย่างไม่ประนีประนอมความรู้สึก

แจ็กแมนเล่าว่า นี่เป็นบทที่ท้าทายเขามากๆ เพราะเขาเองก็เป็นพ่อคน อีกทั้งในหนัง ตัวละครของเขาก็ต้องรับมือกับลูกชายและพ่อผู้เย็นชาของตัวเอง (แอนโธนี ฮอปกินส์)  “บทที่เซลเลอร์เขียนพิเศษตรงที่ เราไม่แน่ใจว่าตัวละครนิโคลัสเป็นโรคซึมเศร้าด้วยสาเหตุอะไรกันแน่ เพราะพ่อกับแม่หย่าร้างกัน หรือเพราะพ่อกำลังสร้างครอบครัวใหม่ บทไม่บอกเหตุผลที่ชัดเจนเลย นั่นทำให้ตัวละครพ่อและคนดูอยู่ในภาวะที่ต้องรับมือกับสิ่งที่ตนเองไม่รู้” สำหรับแจ็กแมน เขาบอกว่าสิ่งที่คนเป็นพ่อแม่กลัวมากที่สุดคือ “เราไม่รู้จะรับมือกับปัญหาของลูกอย่างไร”

นอกจากนี้ แจ็กแมนยังสูญเสียพ่อแท้ๆ ของตนไประหว่างถ่ายทำ The Son “ทำให้ผมประสบกับภาวะยุ่งยากทางอารมณ์ ทั้งในฐานะพ่อ และฐานะลูก มันเป็นความกลัวที่ทำให้ผมจิตใจกระวนกระวายตลอดเวลา”

หลังจากถ่ายทำหนังเรื่องนี้จบ ฮิวจ์แจ็กแมน บอกว่า เขาได้กลายเป็นคนอีกคน และได้กลายเป็นพ่ออีกแบบหนึ่งซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อน “ผมกอดลูกแน่นกว่าเดิม” เขากล่าว“นับตั้งแต่ตอนนั้น ผมเลยเป็นพ่ออีกแบบผมยอมเผยด้านที่อ่อนแอให้ลูกเห็นบ้าง ให้ลูกรับรู้ว่าผมไม่ได้เก่งกาจไปหมดทุกอย่าง และผมก็พร้อมจะรับฟังเขามากกว่าเดิม และพยายามสื่อสารกันมากกว่าเดิม”

นิตยสารโรลลิงสโตน กล่าวชื่นชม The Son ว่า “การเลือก ฮิวจ์ แจ็กแมน มารับบทนำคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุด ทั้งแววตาและท่าทางของเขา ซึ่งแสดงถึงความเจ็บปวดกับสิ่งที่กำลังเผชิญ”

The Son งานชิ้นใหม่ของผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์จาก The Father เข้าฉายเฉพาะที่โรงภาพยนตร์ House สามย่านแห่งเดียวเท่านั้น

หนังชนโรง : ‘โยโกฮามะ ริวเซย์’ หนุ่มหล่อดาวรุ่ง ทำคนญี่ปุ่นอินทั้งประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/675193

หนังชนโรง : ‘โยโกฮามะ ริวเซย์’ หนุ่มหล่อดาวรุ่ง  ทำคนญี่ปุ่นอินทั้งประเทศ

หนังชนโรง : ‘โยโกฮามะ ริวเซย์’ หนุ่มหล่อดาวรุ่ง ทำคนญี่ปุ่นอินทั้งประเทศ

วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“WANDERING รักพาตัว” ผลงานเรื่องล่าสุดของ อีซางอิล ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Rage ได้รับเสียงชื่นชมจากผู้มีชื่อเสียงมากมาย หนึ่งในนั้นคือ บงจุนโฮ ผู้มีชื่อเสียงจากการกำกับภาพยนตร์เรื่อง Parasite

ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่สร้างมาจากนิยายขายดีของ นากิระ ยู เป็นเรื่องราวการกลับมาพบกันในรอบ 15 ปี ของ คะไน ซาระสะ (ฮิโรเสะ ซึสึ) เด็กสาวที่ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็น “เด็กสาวผู้เคราะห์ร้าย” จากคดีลักพาตัวผู้เยาว์ และ ซาอิคิ ฟูมิ (มัตสึซากะ โทริ) ผู้ต้องหาคดีเดียวกัน

โยโกฮามะ ริวเซย์ รับบทเรียว ชายที่เป็นคนรักของซาระสะ “ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เวลาเตรียมตัวค่อนข้างมาก และมีบรรยากาศการทำงานที่มีความสุขครับ อีกอย่างตอนเห็นผู้กำกับขณะถ่ายทำ รู้สึกอย่างแรงกล้าว่าต้องใส่จิตวิญญาณลงไปในบทบาทนี้ให้ได้” –โยโกฮามะ พูดถึงการค้นพบตัวเองในฐานะนักแสดง

ในเรื่องเรียวเปลี่ยนท่าทีต่อซาระสะจากความรักกลายเป็นความรุนแรง เป็นบทบาทที่เหลวแหลก ผู้กำกับเป็นห่วงตั้งแต่ก่อนจะถ่ายทำจบ

“ผมไม่ได้กังวลใจ ผมสัมผัสได้ว่าวงการบันเทิงมีการ ผลัดเปลี่ยนไว ไม่มีอะไรการันตีว่าความนิยมจะคงอยู่เสมอไป เพราะมีคนมาแทนผมได้อีกมากมาย ผมจึงคิดว่าเราต้องเป็นตัวจริงให้ได้” เพื่อแสดงความแน่วแน่และความพร้อม “ก่อนผลงานเรื่องนี้ ออกไปผมมียอดผู้ติดตามใน Instagram อยู่ 2.77 ล้านคน แต่พอภาพยนตร์ฉายผู้ติดตามลดลงเหลือ 2.74 คนครับ” เขาเล่าพร้อมหัวเราะ “ในการเป็นนักแสดงผมต้องท้าทายบทบาทใหม่ๆ ต่อไป แต่อย่างนั้นก็ อยากให้ความสำคัญกับทุกคนที่ติดตามให้กำลังใจอยู่”

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากผู้กำกับ และ ฮิโรเสะ ซึสึ คืออะไร “ขอโทษที่คำตอบน่าเบื่อนะครับ แต่ทุกอย่างเลย ถ้าอีกฝ่ายไม่ใช่ซึสึจัง ถ้าผู้กำกับไม่ใช่คุณอีคงไม่ได้ขนาดนี้ มันเป็นความรู้สึกที่ตัวผมเองก็ไม่เข้าใจ ก็ได้ทั้งสองคนมาช่วยคอนโทรลเอาไว้ ผมจำได้แค่ว่าผู้กำกับบอกประมาณว่า ‘ถ้าความรู้สึกมันระเบิดออกมาก็แสดงมาอย่างนั้นเลย’”

สุดท้ายโยโกฮามะได้ฝากผลงานว่า “เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับฟีดแบ๊กมามาก สำหรับตัวผมเองนี่คือการท้าทายการได้แสดงภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำหรับผมเช่นกันครับ”ผู้กำกับอีซางอิลพูดเสริม “เขาเป็นคนที่จริงใจและเป็นนักแสดงที่ยังพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องอยากให้ทุกคนจับตามองเขาด้วยความอบอุ่นและความเข้มงวดด้วยนะครับ”

“WANDERING รักพาตัว”

วันนี้ ในโรงภาพยนตร์

หนังชนโรง : ‘พัคอึนบิน’ นักแสดงยอดเยี่ยมหลายรางวัลจากเกาหลี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/667767

หนังชนโรง : ‘พัคอึนบิน’ นักแสดงยอดเยี่ยมหลายรางวัลจากเกาหลี

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ถ้าจะพูดถึงนักแสดงแถวหน้าของประเทศเกาหลี หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อ Park Eun-Bin(พัคอึนบิน) ที่เคยฝากผลงานการแสดงไว้มากมายการันตีผลงานจนได้รับรางวัลในฐานะนักแสดงยอดเยี่ยมอีกด้วยใน ปี 2021 KBS Drama Awards-Best Actress, Popularity, Best Couple Awards และในปี 2020 SBS Drama Awards-Mini Series Fantasy Section Best Actress, Popularity, Best Couple และผลงานซีรี่ส์เกาหลีอันดับ 1 ใน Netflix ที่ประเทศไทยในตอนนี้อย่าง Extraordinary Attorney Woo ในบท อูยองอู ทนายสาวสุดอัจฉริยะ

เธอตัดสินใจโดดมารับงานแสดงภาพยนตร์ล่าสุดอย่าง แม่มดมือสังหาร The Witch : Part 2. The Other One (เดอะ วิทช์ : พาร์ท 2. ดิ อาเธอร์ วัน) ที่กำกับภาพยนตร์โดย Park Hoon-Jung พัคฮุนจอง นับเป็นภาพยนตร์ที่ท้าทายเป็นอย่างมากสำหรับเธอ ด้วยงานแสดงที่เริ่มถ่ายทำในช่วงโควิด-19 ทำให้การทำงานทุกอย่างทุกฝ่ายต้องแม่นยำ บวกกับบทที่เธอได้รับมันไม่ง่ายเลยที่จะทำให้ทุกคนเชื่อว่าเธอคือ คยองฮี

ซึ่ง พัคอึนบิน ได้เล่าให้ฟังถึงผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “…ในหนังเรื่องนี้ฉันรับบทเป็น คยองฮี ผู้พิทักษ์ของเด็กสาว ครอบครัวของ คยองฮี ต้องสูญเสียพ่อไป ซึ่งพ่อของเธอเขาก็ทิ้งฟาร์มแห่งนี้ให้กับคยองฮีและแดกิล (น้องชาย) ต่อมาเด็กสาวที่เธอพบโดยบังเอิญและทำให้เธอรอดชีวิตจากสถานการณ์อันตรายได้ เพื่อเป็นการตอบแทน เธอจึงรับเด็กสาวคนนี้มาดูแลและมอบบ้านที่อบอุ่นให้กับเธอ โดยที่เธอไม่เคยรู้เลยว่าเด็กสาวคนนี้อาจเป็นตัวอันตราย แต่คยองฮีก็ยอมรับในตัวเธออย่างที่เธอเป็นและพยายามจะดูแลเธออย่างดีที่สุดเท่าที่เธอจะสามารถทำได้”

โดย THE WITCH PART 2 (เดอะ วิทช์ : พาร์ท 2. ดิ อาเธอร์ วัน) เรื่องราวได้ขยับออกจากห้องทดลองลับที่คับแคบ สู่โลกแห่งความเป็นจริง เด็กสาวคนหนึ่งเดินออกจากห้องทดลอง และเข้าสู่พื้นที่เปิดที่ห่างไกลผู้คนของเกาะเชจู ที่ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติของฟาร์มซึ่งมีขนาดใหญ่ เป็นฉากหลังของซีเควนซ์แอ๊กชั่นที่น่าตื่นตาตื่นใจ และการต่อสู้ต่างๆ ที่ต้องรวดเร็วในการจู่โจม ซึ่งซีเควนซ์แอ๊กชั่นและความเร็วของงานกล้องและการเคลื่อนไหวของตัวละครที่เพิ่มมากขึ้น แผนกกล้อง-สตันท์ CG รวมไปถึงสเปเชียลเอฟเฟกท์ก็จะต้องมาร่วมประชุมกันนับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมงานสร้างเพื่อคุยเรื่องรายละเอียดของแต่ละฉากให้มันออกมาสมบูรณ์ที่สุด

“พวกคุณเชื่อมั้ยมองเผินๆ เหมือนบทหนังเรื่องนี้มันไม่ยาก แต่สำหรับฉันกลับมองว่ามันมีความซับซ้อนที่ท้าทายการแสดงของฉันเป็นอย่างมาก การที่ฉันต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งของพ่อมันต้องต่อสู้กับทุกอย่างที่พร้อมจะเข้ามาทำลายครอบครัวของฉัน จะว่าไปแล้วหนังเรื่องนี้มันสะท้อนแง่มุมบางอย่างของสงครามระหว่างมนุษย์และพวกเหนือมนุษย์” พัคอึนบิน กล่าวทิ้งท้าย

“แม่มดมือสังหาร The Witch : Part 2. The Other One”

21 กรกฎาคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

หนังชนโรง : คุยหลังกองถ่าย ‘THE LAST 10 YEARS’ ทำรายได้สูงสุดในญี่ปุ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/658731

หนังชนโรง : คุยหลังกองถ่าย ‘THE LAST 10 YEARS’  ทำรายได้สูงสุดในญี่ปุ่น

วันพุธ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“THE LAST 10 YEARS สุดท้ายและตลอดไป” ภาพยนตร์ไลฟ์แอ๊กชั่น สร้างสถิติภาพยนตร์คนแสดง ทำรายได้สูงสุดในญี่ปุ่นของปีนี้ทะลุบ็อกซ์ออฟฟิศ 2.9 พันล้านเยน! ได้รับเสียงชื่นชมท่วมท้นโลกโซเชียล จนมีผู้ชมเดินทางมาดูซ้ำหลายต่อหลายครั้ง

กับบทสัมภาษณ์พิเศษ พูดคุยถึงเบื้องหลังพร้อมนักแสดงนำ นานะ โคมัตสึ, เคนทาโร่ซาคากุจิ และผู้กำกับ มิจิฮิโตะ ฟูจิอิ มองย้อนกลับไปในการถ่ายทำตลอดระยะเวลาประมาณหนึ่งปี

อยากให้ผู้กำกับเล่าถึงนักแสดงนำอย่าง ซาคากุจิ และ โคมัตสึ สักหน่อย

ผู้กำกับ : ตอนที่เจอครั้งแรก ซาคากุจิคุงเค้าย้อมผมทองอยู่ครับ ตอนนั้นผมยังคิดเลยว่าเขาเป็นคนหล่อเท่ แถมไม่พูดอะไรสักคำทำไมเท่อะไรขนาดนี้

ซาคากุจิ : ใช่เหรอครับ

ผู้กำกับ : (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็มีเวลาพูดคุยกันจริงจัง ตอนนั้นก็คิดนะว่าเขาเป็นคนยังไงกันแน่ เขายังไม่ค่อยเผยตัวออกมา(หัวเราะ) ตอนนั้นเขาดูจริงจังมากเลยครับ

ซาคากุจิ : เป็นไปได้ครับ ผมติดนิสัยคิดถึงบรรยากาศรอบๆ ตัว พอเวลาแบบนี้ก็กลายเป็น “อ๋อ ยินดีที่ได้รู้จักครับ…”

ผู้กำกับ : หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นซาคากุจิคุงที่เอาแต่ยิงมุขตลก ส่วนตอนที่ได้เจอกับโคมัจจัง(ชื่อเล่นในกองถ่ายของ นานะ โคมัตสึ)ครั้งแรก จริงๆ แล้วผมเกร็งมากเลย ก่อนหน้านี้เคยเชิญเธอมาเล่นหนังเรื่องหนึ่งเมื่อนานมาแล้วแต่สุดท้ายเรื่องนั้นก็ยุบโปรเจกท์ไป ตอนนั้นผมเขียนจดหมายให้เธอด้วยครับ เธอไม่น่าจำเรื่องนี้ได้แน่ๆ แต่เธอยังเก็บมันไว้อยู่เลย ทำไมเป็นคนดีอย่างนี้?!

โคมัตสึ : ไม่หรอกค่ะ! (ยิ้ม)

ผู้กำกับ : พอมีเรื่องแบบนี้ก็รู้สึกได้เลยว่าเราผูกดวงกันเอาไว้อยู่ โคมัจจังก็พูดบ่อยๆ ว่าเราเหมือนรุ่นพี่กับรุ่นน้องในชมรมกีฬาอะไรสักอย่างที่ต้องช่วยกันต่อสู้เพื่อให้ได้มา เป็นเหมือนเพื่อนรบอะไรแบบนั้นเลยครับ

โคมัตสึเข้ามาร่วมโปรเจกท์นี้ได้ยังไงเล่าให้ฟังหน่อย

ตอนที่ได้รับเชิญมาได้มีการพูดคุยกัน ตอนนั้นสายตาของผู้กำกับมุ่งมั่นมากเป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียดทุกขั้นตอน ความมุ่งมั่นของเขาส่งมาถึงฉันจนเผลอซึ้งขึ้นมาเลยล่ะ ยังคิดว่าแย่แล้ว เขาจะรู้ไหมแต่ตอนนั้นใส่แมสก์อยู่น่าจะดูไม่ออก แต่สุดท้ายเขาก็ดูออกค่ะ (หัวเราะ)ผู้กำกับยังแซวอยู่เลยว่า “ตอนนั้น จะร้องไห้แล้วใช่รึเปล่า?” (หัวเราะ) ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานแล้วเราสื่อสารเข้าใจกันได้ดีเหมือนรุ่นพี่รุ่นน้องในชมรม เป็นคนที่ทำให้ฉันฮึดสู้ขึ้นมาเลย

“ตอนที่เจอกับซาคากุจิคุงน่าจะเป็นตอนฟิตติ้งใช่รึเปล่านะ?”

ซาคากุจิ : น่าจะใช่ พอเราฟิตติ้งกันเสร็จ เราก็กล่าวทักทายกันที่ห้องประชุมกับผู้กำกับ

โคมัตสึ : ตอนนั้นเราต่าง “อ่อ หวัดดี..”กันอยู่เลย (หัวเราะ) เพราะอย่างนั้นไม่ถึงกับกังวลหรอกแต่คิดว่าจากนี้เราจะเริ่มถ่ายด้วยกันแล้ว จะรักษาระยะห่างระหว่างกันให้ดีขึ้นอย่างไรดี
แต่เขาเป็นคนทำตัวสบายๆ อยู่แล้ว ผ่านไปสักพักก็เริ่มมองเห็นด้านกวนๆ ของเขา พอทำงานด้วยแล้วสบายใจ เดี๋ยวนี้เขาก็เอาแต่กวนฉันอย่างเดียวเลย (หัวเราะ) เป็นคนที่ชอบทำให้คนอื่นยิ้มแล้วทำให้บรรยากาศรอบตัวคึกคักขึ้น ทำงานด้วยแล้วสนุกดี

สำหรับซาคากุจิบรรยากาศการทำงานเป็นไงบ้าง

มันดีมากเลยครับ!ผู้กำกับฟูจิอิสร้างบรรยากาศการทำงานให้เราสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องการแสดงบทบาทที่แตกต่างจากตัวเอง เพราะฉะนั้นเลยสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ เวลาแสดงเลยไม่รู้สึกว่าขาดชิ้นส่วนอะไรไปหรือไม่สบายใจเลย

โคมัตสึต้องทำตามคำสั่งกลั้นน้ำตาของผู้กำกับ

เป็นฉากที่แสดงอารมณ์ได้ยาก พยายามควบคุมอารมณ์เอาไว้ให้ไม่หลุดตอนที่อ่านบทก็ยังนึกภาพไม่ออกว่าฉากนี้ว่าจะเป็นอย่างไรแต่ตอนที่เริ่มถ่าย แม้จะไม่เห็นออกจอแต่เราต้องลองบีบมือกันไว้ เป็นฉากที่ถ่ายแต่เช้าตรู่ แถมความกดดันในตอนนั้นทำให้เหนื่อยเลย

ผู้กำกับ : นั่นสิครับ! พอมานึกดูตอนนี้ น้ำตาจะไหลออกมาแล้วแต่ถูกห้ามว่าอย่าร้องเนี่ยเป็นผมคงบ่นแล้วว่า งั้นลองมาเล่นเองสิ ตอนนี้สำนึกผิดแล้วครับว่าขอร้องให้นักแสดงฝืนหลายอย่างเกินไป

สุดท้ายนี้ให้ฝากถึงคนที่ตั้งใจจะไปดูหนังเรื่องนี้อีกรอบหน่อย

ผู้กำกับฟูจิอิ : ใครที่จะไปดูอีกรอบอยากให้ลองสังเกตชื่อของทุกสิ่งรอบตัวมัตซึริจังดูครับ ดอกไม้ที่ประดับที่บ้านมัตซึริจังก็เปลี่ยนไปตามฤดูกาลแต่มันเต็มไปด้วยความรู้สึกและความปรารถนาของมัตซึริจัง ถ้าทุกคนสังเกตเห็นจะดีใจมาก

ซาคากุจิ : ดีใจที่พลังทีมเวิร์กที่สร้างผลงานชิ้นนี้ออกมาอย่างประณีตได้ออกมาสู่สายตาของทุกคน ผมคิดว่าผลงานชิ้นนี้จะคงหลงเหลือต่อไปอีกนานแสนนาน หลังจากดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบหวังว่าทุกคนจะคิดถึงมัตซึริหรือคาซึโตะ คิดถึงครอบครัวและเพื่อนพ้อง ผมคิดว่าผลงานเรื่องนี้มันจะมีฉากหรือชั่ววินาทีที่ส่องแสงอยู่ในใจของทุกคน สำหรับใครมาดูแล้วก็อยากให้มาดูอีกรอบ แล้วอยากให้เล่าถึงความสวยงามของผลงานเรื่องนี้ไปถึงคนอื่นๆ ด้วยครับ

โคมัตสึ : ผลงานนี้เป็นงานที่ฉันภูมิใจมากค่ะ ช่วงเวลาหนึ่งปีที่ค่อยเรียงร้อยเรื่องราว มีความทรงจำดีๆ อยู่มากมาย ถ้าทุกคนรักผลงานชิ้นนี้ฉันจะดีใจมากๆ ถ้าจะรักภาพยนตร์เรื่องนี้ไปนานๆ พวกเราคงมีความสุขน่าดูจะดีใจมากถ้าทุกคนมาดูกันอีกหลายๆ ครั้ง ขอบคุณมากค่ะ

หนังชนโรง : คุยกับ ‘แซค เอฟรอน’ เสี่ยงชีวิตท่ามกลางพายุทรายสุดร้อนระอุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/649785

หนังชนโรง : คุยกับ ‘แซค เอฟรอน’ เสี่ยงชีวิตท่ามกลางพายุทรายสุดร้อนระอุ

วันพุธ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

“แซค เอฟรอน” เป็นหนึ่งในดาราหนุ่มของวงการฮอลลีวู้ดที่มีความสามารถที่หลากหลายโดยมีผลงานที่น่าประทับใจทั้งทางภาพยนตร์จอแก้วและภาพยนตร์จอเงิน ผลงานของเอฟรอน ได้แก่ ภาพยนตร์เพลงยอดฮิตเรื่อง Hairspray และเป็นส่วนหนึ่งของทีมนักแสดงที่เขาได้ร่วมรับรางวัล Critics Choice Award ในฐานะ Best Acting Ensemble ในงานเทศกาลภาพยนตร์ 2007 Hollywood Film Festival Award for Ensemble of the Year และได้รับเกียรติโดยการได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัล Screen Actors Guild Award ในฐานะ Outstanding Motion Picture Cast นอกจากนี้ เอฟรอนยังได้รับรางวัล MTV Movie Award ในฐานะ Breakthrough Performance อีกด้วย

ล่าสุดกับ ภาพยนตร์ “GOLD ทองกู”ภาพยนตร์แอ๊กชั่นเขย่าขวัญที่มีฉากหลังเป็นโลกทะเลทรายสุดอ้างว้าง ที่ได้คิวชนโรงในประเทศไทย วันที่ 28 เมษายนในโรงภาพยนตร์

อยากให้อธิบายถึงหนังเรื่อง Gold หน่อย

Gold เป็นเรื่องราวของความยั่วยวน ความโลภของคนที่เราต่างมีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อไขว่คว้าสิ่งที่ต้องการมาครอบครอง ตัวละครของผมถลำลึก ฝ่าฟันสภาพอากาศที่เลวร้ายมาก เพียงเพื่อจะได้ครอบครองในสิ่งที่ตัวเขาคิดว่าต้องการ

อะไรที่ทำให้คุณหลงใหลในหนังเรื่องนี้

ตอนที่ผมอ่านบท ผมรู้สึกหลงใหลในความแตกต่างของหนัง มันแทบไม่มีบทสนทนาอยู่เลย แต่ผมตกหลุมรักมันอย่างจัง คอยจินตนาการถึงคนที่เราไม่ได้รู้จักเท่าไหร่นัก
ที่ต้องตัดสินใจที่ซับซ้อนตลอดทั้งเรื่อง และต้องปรับตัวตลอดเวลาเพื่อเอาตัวรอด มันทำให้ผมคิดถึงหนังคาวบอยเก่าๆ เรื่องหนึ่งมันมีความคลาสสิกแฝงอยู่ มันอาจไม่มีบทสนทนาเยอะนัก และเราไม่ได้รู้เรื่องราวภูมิหลังของตัวละครเท่าไหร่ ซึ่งเปิดให้ผู้คนตีความอย่างกว้างขวาง เป็นสิ่งที่ผมชอบมากๆ มันเป็นหนังที่ซับซ้อน และเฉลียวฉลาดมากในเวลาเดียวกัน

ผมยังชอบเรื่องราวการเอาตัวรอด และความเรียบง่ายของการดูคนคนหนึ่งพยายามขบคิดว่าจะใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติอย่างไรให้รอด ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดนี้ ทำให้ผมสนใจหนังเรื่องนี้มากๆ

การถ่ายทำในช่วงฤดูร้อน กลางทะเลทรายของเซาท์ออสเตรเลียเป็นอย่างไรบ้าง

สุดจะเหลือเชื่อเลย ผมไม่เคยไปที่ไหนแบบนี้มาก่อน บอกตามตรงเลย ผมไม่รู้ว่าจะคาดหวังอะไร แต่มันสวยและน่าตื่นตะลึงแบบเหลือเชื่อจริงๆ แต่ก็ยังว่างเปล่า แห้งแล้งและโหดร้ายเหมือนกัน การถ่ายหนังในสถานที่ห่างไกลมักจะมาพร้อมกับความยากลำบาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีเรื่องง่ายๆ เกิดขึ้นด้วย ถ้าตัดสินใจลงหลักปักฐานเมื่อไหร่ จะไม่มีทางติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกได้เลย ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ด้วยซ้ำ ไม่มีไวไฟ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ผมชอบนะเพราะมันได้ตัดขาดกับโลกภายนอกจริงๆ เพื่อจะได้มีสมาธิกับงานที่ทำ มันสนุกจริงๆ

หนักเอาเรื่องเลยสำหรับโลเกชั่นที่นั่น

องค์ประกอบต่างๆ มันโหดมากๆ ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นหนังที่มีสภาพแวดล้อมการถ่ายทำที่หนักหนาสาหัสสุดเท่าที่ผมเคยมีส่วนร่วมมันร้อนทั้งวันทั้งคืน ดวงอาทิตย์แผดเผาพื้นทรายก็ร้อนมาก แต่ก็มีความท้าทายอื่นๆ อีกเช่น เราเจอกับพายุทรายลูกใหญ่ ซึ่งโชคดีมากๆ ที่เราเก็บภาพเอามาใช้ในหนังเรื่องนี้ได้การทำหนังเรื่องนี้ เราได้ทดสอบขีดความสามารถของตัวเอง มันผลักเราให้ไปสุดถึงลิมิตเราถ่ายทำท่ามกลางสภาพอากาศสุดโหดที่สุดที่ผมเคยเจอ และมันสุดยอดมากๆ เลย

การร่วมงานกับ “แอนโทนี่ เฮเยส” เป็นอย่างไรบ้าง

แอนโทนี่ น่าอัศจรรย์มากครับ ผมปลื้มมากๆ ที่ได้ทำงานกับคนที่เขียนบทแล้วรู้ดีถึงสิ่งที่มีอยู่อย่างลึกซึ้ง และทุ่มเททุกอย่างในหนังเรื่องนี้ไปพร้อมกับทุกๆ คน การดูเขาทำงานเป็นอะไรที่เจ๋งมากครับ ผมได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก และเขายังให้แรงบันดาลใจผมเพื่อผลักดันตัวเองด้วย ไม่เพียงแค่เป็นนักแสดง แต่ยังคิดถึงว่าการเป็นคนเขียนบทและกำกับต้องเป็นอย่างไร การดูเขาแก้ปัญหาต่างๆ ขณะที่สวมชุดสวมวิญญาณตัวละครและกำกับหนังไปพร้อมกันถือว่าสนุกทีเดียวครับ ผมว่านี่น่าจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่เจ๋งมากๆ ของเขาเลย ซึ่งบ่งบอกอะไรๆ ได้เยอะทีเดียวครับ

การทำงานกับ ซูซี่ พอร์เตอร์ ล่ะ

“ซูซี่” เป็นคนน่ารักและทำงานด้วยสนุกมากครับ ตัวละครที่เธอเล่น มีความน่าสนใจจริงๆ เธอรับบทเป็น 2 ตัวละครที่พาหนังเรื่องนี้ไปในจุดที่ผมไม่ได้คาดคิดมาก่อน ไปสู่สถานที่ซึ่งสวยงามมากๆ ซูซี่คือมืออาชีพตัวจริง และผมคิดว่าบางที เธอพาตัวละครเดินทางไปไกลสุดเท่าที่เธอจะสามารถพาไปได้เลยทีเดียวด้วยเหตุนี้ มันเลยสนุกมากๆ ครับที่ได้ดูเธอทำงาน และทำงานร่วมกับเธอ เธอเป็นคนที่น่ารักมากๆ นอกจอหนังเรื่องนี้

คาดหวังว่าคนดูจะได้อะไรกลับไปจากหนังเรื่องนี้

ผมคิดว่าหนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจที่สุดในหนังเรื่องนี้ และผมหวังว่าคนดูจะสัมผัสได้คือธรรมชาติมีวิธีในการทวงคืน และปรับเปลี่ยนหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้ให้กลับสู่สมดุล ถ้าเรายังปรารถนาในสิ่งต่างๆ ตามความเป็นมนุษย์ ทั้งเงินตรา อำนาจ และสิ่งต่างๆ สุดท้ายแล้วเราก็จะเป็นฝ่ายกอบโกยสิ่งต่างๆ จากโลกนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ผมหวังว่าเราจะได้เรียนรู้เพื่อเป็นหนึ่งเดียวกันกับโลกใบนี้ เป็นหนึ่งเดียวกันกับธรรมชาติ และใช้ชีวิตท่ามกลางสรรพสิ่งทั้งหมด แทนที่จะพยายามหยิบฉวยจากมันจนมากเกินไป

สิ่งที่ผมหวังว่าคนดูจะได้เรียนรู้จากหนังเรื่องนี้ คือสิ่งที่ได้เรียนรู้จาก คนพื้นเมืองที่ออสเตรเลียจริงๆ นั่นคือ…“ถ้าเรายังไม่หยุดท้าทายธรรมชาติ เพื่อความร่ำรวยมั่งคั่ง โลกทั้งใบก็จะเอาคืน สภาพแวดล้อมของโลกจะเอาคืน ผู้กระทำชำเราจะถูกกำจัด ทุกสิ่งทุกอย่างจะหมุนเวียนตามวัฏจักร แล้วกลับมายังจุดเดิม นี่คือคำทำนายของคนพื้นเมืองที่นี่”

หนังชนโรง : ทีมนักแสดงยอดเยี่ยม คว้ารางวัลใหญ่บนเวที ‘SAG Awards’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/640147

หนังชนโรง : ทีมนักแสดงยอดเยี่ยม คว้ารางวัลใหญ่บนเวที  ‘SAG Awards’

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หลังประกาศผลรางวัลด้านการแสดงที่ใหญ่ที่สุดของโลก “Screen Actors Guild Awards” หรืองาน “SAG Awards” ครั้งที่ 28 ในปีนี้จัดขึ้นที่ “บาร์คเกอร์ แฮงการ์” ในเมือง“ซานตา โมนิกา” โดยผลโหวตของงาน “SAG Awards” มาจากทางคณะกรรมการซึ่งล้วนแต่เป็นนักแสดงที่อยู่ในวงการมานาน

สำหรับรางวัลสูงสุดบนเวทีนี้คือรางวัล ทีมนักแสดงยอดเยี่ยม “Outstanding Performance By a Cast In a Motion Picture”ตกเป็นของภาพยนตร์ CODA หัวใจไม่ไร้เสียง รวมถึง “ทรอย คอตเชอร์” ยังสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นนักแสดงหูหนวกคนแรกที่ชนะรางวัลบนเวทีนี้ โดย “ทรอย คอตเชอร์” ได้รับรางวัลในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม“Outstanding Performance By a Male actor in a supporting role”

“รางวัลนี้มีค่ากับฉันมาก พวกเรา 3 คนที่รับบท พ่อ แม่ และพี่ชาย ในภาพยนตร์เรื่องนี้ล้วนเป็นนักแสดงหูหนวก ซึ่งไม่มีผลต่อความสามารถด้านการแสดงของเราเลย ขอบคุณที่มอบรางวัลนี้ให้พวกเรา รางวัลนี้มีค่ากับพวกเราทุกคนมากจริงๆ” มาร์ลี แมตลิน

CODA เป็นผลงานกำกับและเขียนบทโดย ฌอน เฮเดอร์ จาก“Orange Is the New Black” ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์ฝรั่งเศสเรื่องดังปี 2014 “La Famille Belier” โดย CODAเล่าเรื่อง รูบี้ (เอมิเลีย โจนส์) เป็นลูกสาวคนเล็กของครอบครัว รอสซี ซึ่งพิการทางหูกันทุกคน ทั้งพ่อ-แม่ และพี่ชาย มีแต่เธอคนเดียวที่ได้ยินเสียงเป็นปกติครอบครัวของรูบี้ ทำอาชีพประมง รูบี้จึงรับภาระ ด้วยการเป็นล่ามและเป็นหูเป็นปากแทนครอบครัวความสุขเดียวของเธอคือการได้ร้องเพลงเวลาออกเรือกับพ่อและพี่ชายที่โรงเรียน รูบี้สมัครเข้าชมรมนักร้องประสานเสียง เพื่อตามหนุ่มคนที่เธอแอบชอบที่สมัครเข้าชมรมนี้

มิสเตอร์แบร์นาร์โด (ยูเจนิโอ เดอเบซ) ครูผู้ฝึกสอนของชมรมค้นพบว่ารูบี้มีพรสวรรค์ด้านการร้องเพลง และพยายามสนับสนุนรูบี้ทุกทาง โดยหาทุนเล่าเรียนให้ในสถาบันดนตรีที่มีชื่อเสียงในบอสตันให้ และนี่คือการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต รูบี้ “ระหว่างความฝันและครอบครัว” เธอจะเลือกสิ่งไหน ?

“CODA หัวใจไม่ไร้เสียง”

24 มีนาคมนี้ เตรียมกลับมาฉายอีกครั้ง

ในโรงภาพยนตร์

หนังชนโรง : การผจญภัยครั้งใหม่ ของตัวละครจาก ‘The Ice Age’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/627949

หนังชนโรง : การผจญภัยครั้งใหม่  ของตัวละครจาก ‘The Ice Age’

วันพุธ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ต้อนรับการกลับมาของตัวละครอันเป็นที่รักจากแฟรนไชส์ “Ice Age” กับแอนิเมชั่นการผจญภัยครั้งใหม่ เรื่อง “The Ice Age Adventures of Buck Wild” ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จระดับโลก

“การผจญภัยสุดป่วนปนฮาของเหล่าฮีโร่ยุคน้ำแข็ง จากการที่พวกเขาได้ไปเพิ่มความโกลาหลในยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยสองพี่น้อง พอสซั่ม แครช และ เอ็ดดี้ (Crash and Eddie) ที่รักอิสระและชอบความตื่นเต้นท้าทาย ตัดสินใจออกเดินทางไปหาที่อยู่อาศัยของตัวเอง ได้บังเอิญเข้าไปติดอยู่ในถ้ำมหึมาใต้น้ำแข็งที่มีไดโนเสาร์อาศัยอยู่ ทั้งสองพี่น้องได้รับความช่วยเหลือจาก บั๊ค ไวด์ (Buck Wild)วีเซิลนักล่าตาเดียว ซึ่งพวกเขาทั้งสาม พร้อมความช่วยเหลือจากเพื่อนใหม่ได้ร่วมมือกันปฏิบัติภารกิจกอบกู้ดินแดนที่สาบสูญ (Lost World) จากการยึดครองของไดโนเสาร์”

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นักแสดงแถวหน้ามาพากย์เสียงอย่างคับคั่ง ทั้ง ไซมอน เพกก์(Simon Pegg) จากเรื่อง Mission : Impossible-Fallout, อัตการ์ช อัมบุดการ์ (UtkarshAmbudkar) จากเรื่อง Free Guy, จัสติน่า มาชาโด(Justina Machado) จากเรื่อง One Day at a Time, วินเซนต์ ท็อง (Vincent Tong) จากเรื่อง Ninjago และ แอรอน แฮร์ริส (Aaron Harris)

กำกับภาพยนตร์โดย จอห์น ซี. ดอนกิน (John C. Donkin) ผู้ผลิต “Ice Age : Continental Drift”

เขียนบทโดย จิม เฮชท์ (Jim Hecht) จาก Ice Age : The Meltdown, เรย์ เดอลอเรนติซ (Ray DeLaurentis) จาก Fairly Odd Parents และ วิล ชิฟริน (Will Schifrin) จาก Bunsen is a Beast

สร้างสรรค์เรื่องราวโดย จิม เฮชท์(Jim Hecht) กับ ลอรี ฟอร์ต(Lori Forte) ผู้อำนวยการสร้างแฟรนไชส์“Ice Age”

“The Ice Age Adventures of Buck Wild”

28 มกราคมนี้ ทาง Disney+ Hotstar

หนังชนโรง : สุดป่วน เมื่อ ‘นิโคลัส เคจ’ ต้องมาสวมบทเป็นตัวเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/626409

หนังชนโรง : สุดป่วน เมื่อ ‘นิโคลัส เคจ’ ต้องมาสวมบทเป็นตัวเอง

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หนังสุดป่วนเมื่อซูเปอร์สตาร์ต้องเล่นใหญ่ใส่ทุกบทบาทเพื่อเอาชีวิตรอด เป็นอีกหนึ่งบทบาทสุดท้าทายสำหรับนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ที่แสดงภาพยนตร์มาแล้วมากกว่า 100 เรื่อง อย่าง นิโคลัส เคจ สำหรับภาพยนตร์ตลกร้ายเรื่องใหม่ The Unbearable Weight of Massive Talent ที่ในครั้งนี้นิโคลัส เคจ ต้องมาสวมบทบาทในคาแร็กเตอร์ ตัวเองเป็นครั้งแรกพร้อมถ่ายทอดเรื่องราวสุดป่วนที่สุดเท่าที่เขาเคยแสดงมา

ล่าสุดได้มีการปล่อยตัวอย่างแรก นอกจากการเผยเรื่องราวของหนังที่ป่วนชวนปวดหัวแล้ว ยังดึงเพลงฮิต “Kill This Love” จากวงเกาหลีระดับท็อปอย่าง “BlackPink”มาเพิ่มดีกรีความกวนให้ชวนน่าติดตามอยากชมภาพยนตร์เรื่องนี้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

The Unbearable Weight of Massive Talent เป็นภาพยนตร์สุดป่วนที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึง “นิโคลัส เคจ” (รับบทโดยนิโคลัส เคจ) ดาราฮอลลีวู้ดรุ่นใหญ่ตกอับ ที่แม้ว่าในอดีตจะเคยฝากผลงานอันยิ่งใหญ่เอาไว้มากมายทั้ง Con Air และ Face/Off แต่เขากลับต้องมาเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่มีใครจ้างงานจนต้องจำใจยอมรับข้อเสนอที่ไม่น่าไว้วางใจ
ให้เดินทางไปร่วมงานวันเกิดของมหาเศรษฐีชาวเม็กซิกันแลกกับเงินหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐและเขาก็พบว่ามหาเศรษฐีคนนี้เป็นแฟนพันธุ์แท้ของตัวเขาเอง แต่เรื่องราวสุดวายป่วงยังไม่จบลงแค่นี้ เมื่อเคจพบว่าภายใต้หน้ากากแฟนพันธุ์แท้ “นิค เคจ” มหาเศรษฐีคนนี้คือ เจ้าพ่อค้ายารายใหญ่ที่เป็นที่ต้องการตัวของ CIA นั่นทำให้เขาถูกหมายหัวในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด เคจต้องตกกระไดพลอยโจนสวมบทบาทในอดีตที่เคยสร้างชื่อให้กับเขาเพื่อหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ไปให้ได้

นำทีมป่วนโดย นิโคลัส เคจ (Con Air,Face/Off), เปโดร ปาสคาล (Wonder Woman 1984, The Mandalorian) และ นีล แพทริก แฮร์ริส (Gone Girl, How IMet Your Mother)

“The Unbearable Weight of
Massive Talent”

เดือนเมษายนนี้ ในโรงภาพยนตร์