หนังสือเด่น : อัตชีวประวัติของอาจารย์ชุนจิ มูไร ผู้พลิกโฉมหน้าเทคโนฯการถ่ายภาพทางอากาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767226

หนังสือเด่น : อัตชีวประวัติของอาจารย์ชุนจิ มูไร  ผู้พลิกโฉมหน้าเทคโนฯการถ่ายภาพทางอากาศ

หนังสือเด่น : อัตชีวประวัติของอาจารย์ชุนจิ มูไร ผู้พลิกโฉมหน้าเทคโนฯการถ่ายภาพทางอากาศ

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อาจารย์ชุนิ มูไร เป็นชาวเอเชียท่านแรกที่ดำรงตำแหน่งประธานสมาคม International Society for Photogrammetry and Remote Sensing (ISPRS) องค์กรวิชาการระดับสูงสุดของโลกด้าน Photogrammetry การถ่ายภาพเพื่อการรังวัดและสร้างแบบจำลอง 3 มิติ , Remote Sensing วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนรูปโฉมของการถ่ายภาพทางอากาศ  การนำแผนที่ การสำรวจและติดตามการใช้ดิน ป่าไม้ และแหล่งน้ำฯ ลฯ  และ Geoinformatics สารสนเทศศาสตร์ ก่อตั้งสมาคม AARS และเป็นเลขาธิการของการประชุมACRS ของชาติต่างๆในเอเชียรวมทั้งญี่ปุ่น หลังเกษียณจากตำแหน่งศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยโตเกียว ท่านยังได้อุทิศเวลาทั้งหมดในการศึกษาวิจัยด้านการคาดการณ์การเกิดแผ่นดินไหว  ที่มักเกิดในญี่ปุ่น ท่านพบว่าข้อมูล Remote Sensing จากอวกาศไม่ว่าจะเป็น GPS, Infrasound sensor ฯลฯ สัมพันธ์กับการเกิดแผ่นดินไหว จึงเป็นที่มาของการตั้ง “ทฤษฏี ฟ้าขยับ  เหนี่ยวนำ แผ่นดินไหว”

“เอกรังสรรค์ ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการองค์กรวิชาการ  อัตชีวประวัติของอาจารย์ชุนจิ มูไร”ที่ถ่ายทอดด้วยตัวท่านเอง  แปลโดย ดร.สุวิทย์ วิบูลย์ศาสตร์  อาจกล่าวได้ว่า ตลอดชีวิตประมาณ 80ปีนั้น เป็นชีวิตที่เคลื่อนผ่าน เอกรังสรรค์  ท่านเป็นคนที่ดื้อไม่ฟังใคร และไม่สนใจสามัญสำนึกหรือธรรมเนียมโลก เป็นคนที่สุดขั้วในการคิดและการกระทำ  วางแผนและกลยุทธสู่ความสำเร็จด้วยรูปแบบของตนเอง  เมื่อตัดสินใจทำอะไรแล้วไม่ยอมรับการต่อต้าน และจะมุ่งทำสำเร็จในทุกเรื่องในรูปแบบของตนเอง  โดยทำตามสัญชาติญาณของการอยู่รอดและลางสังหรณ์

อัตชีวประวัติชีวิตของท่าน สามารถจัดออกได้เป็น  4 ช่วงตอน คือชีวิตในวัยเด็ก ชีวิตในวัยศึกษา  ชีวิตครอบครัว และชีวิตการทำงาน ซึ่ง 3 ช่วงแรก เป็นการเล่าประวัติชีวิตที่อ่านสบาย เข้าใจง่าย  อาทิ หลังจากกวดวิชาอยู่1ปี ก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียวได้  ตัดสินใจสมัครเข้าชมรมกรรเชียงเรือของม.โตเกียว การตัดสินใจรับการคัดเลือกเป็นนักกีฬาตัวแทนของญี่ปุ่นในการแข่งขันโอลิมปิกปี 1960 พอเรียนจบได้เข้าทำงาน ก็เลือกที่จะไปทำงานในบริษัทที่ปรึกษาโพ้นทะเล และถูกส่งไปทำงานโครงการสร้างเขื่อนในถิ่นทุรกันดาลที่กาน่า ได้ทำมาตรการต่อต้านระเบียบบริษัทด้านมาตรการป้องกันไข้มาลาเรีย การเข้าสู่การเป็นนักวิจัยห้องวิจัย มารุยาสึ ม.โตเกียว ฯลฯ

จุดเปลี่ยนของชีวิตในวัยทำงานของอาจารย์สู่การเป็นบุคคลชั้นนำของโลก คือ การมีญี่ปุ่นได้เปิดสอนวิชา Photogrammetry มหาวิทยาลัย จากการที่อาจารย์บริหารจัดการการวิจัยได้อย่างก้าวหน้าและเป็นที่ประจักษ์  จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารจัดการห้องปฏิบัติการ และเปลี่ยนชื่อเป็น Murai Lab  เพื่อเป็นเกียรติแก่อาจารย์ และทำหน้าที่ สอนปริญญาโทและปริญญาเอก ให้คำปรึกษาเขียนวิทยานิพนธ์ ประสานด้านการขอรับทุน บริหารงานวิจัยที่มีการว่าจ้างทำทั้งหมด

อาจารย์ได้เข้ามามีบทบาทในประเทศไทย ขณะได้รับเชิญมาเป็นอาจารย์สอนที่ AIT  อาจารย์และภรรยาพำนักอยู่ในไทยเวลา 5ปี  ได้สร้างคุณูปการให้คนไทย อาทิสร้าง  Geoinformatics Center  สร้างอาคารใหม่ให้ AIT  นอกจากนี้ อาจารย์ยังได้รับเชิญเป็นวิทยากรพิเศษของกองสำรวจทรัพยากรธรรมชาติด้วยดาวเทียม และกองทัพอากาศ ตลอดระยะเวลาอาจารย์ทำงานด้วยความตั้งใจ ถึงแม้ไม่มีค่าตอบแทน

ผลงานโดดเด่นของอาจารย์ในไทยอีกโครงการหนึ่งคือ โครงการระดับชาติ คือการรณรงค์ปลูกป่าเขตร้อน (Regreen Movement ชื่อย่อ RGM )  คือการปลูกป่าแบบEcosystem  ที่ผลักดันให้ใช้การปลูกป่าทั่วไทย โดยร่วมกับกรมป่าไม้ และเป็นโครงการในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

หากใครปรารถนาที่จะแสวงหาบุคคลตัวอย่าง (Rold  Model ) ในการดำรงชีวิต หรือเพื่อเป็นกำลังใจให้มีความมุมานะไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและความยากลำบาก เพื่อนำพาตนเองไปสู่ความสำเร็จสูงสุดในชีวิต ขอแนะนำให้อ่าน เอกรังสรรค์ อัตชีวประวัติชีวิตของอาจารย์ชุนิ มูไร เล่มนี้  เพราะท่านเป็นบุคคลที่มีความอัจฉริยะเป็นเลิศ ทำงานทุกงานด้วยความตั้งใจทุ่มเท ฝ่าฝันอุปสรรรค และรังสรรค์ผลงานจนเป็นที่ประจักษ์ทั่วโลก  หนังสือจัดพิมพ์และจัดจำหน่ายโดย สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ราคาเล่มละ 250 บาท

รวมเรื่องสั้น-บทกวีการเมือง

รางวัลพานแว่นฟ้า ปี 2566

เรื่องสั้น-บทกวีทางการเมือง “การปรากฏตัวของเงาดำข้างศาล /เฮือกสุดท้ายของบทผญา” เป็นผลงานที่ได้รับรางวัลจากการประกวดวรรณกรรมรางวัลพานแว่นฟ้า ประจำปี 2566  จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร  โดยในเล่มมีเรื่องสั้นที่ได้รับรางวัลที่1 รองชนะเลิศ รางวัลชมเชย รวมทั้งหมด12รางวัล และบทกวีรางวัลที่1 รองชนะเลิศ รางวัลชมเชย รวม13 รางวัล วรรณกรรมเล่มนี้ที่ถือว่ามีคุณค่าเพราะผ่านการคัดเลือกและตัดสินอย่างพิถีพิถันด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงวรรณกรรม และนักวิชาการแถวหน้าของไทย เนื้อหาจะเป็นเรื่องการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย  ที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีกลวิธีนำเสนอน่าสนใจมีคุณค่าเชิงวรรณศิลป์ ให้ข้อคิด อุดมการณ์การเมือง อ่านสนุก ได้อรรถรส ในเล่มจะมีความคิดเห็นของคณะกรรมการเกี่ยวกับผลงานที่1และรองชนะเลิศทั้งเรื่องสั้นและบทกวีว่ามีความโดดเด่นด้านใดบ้าง แนวคิด การใช้คำ กลวิธีการนำเสนอฯลฯ ที่ได้รับการคัดเลือก  หนังสือเล่มนี้ถือว่าเป็นวรรณกรรมทางการเมืองที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง  และเป็นหนังสือน่าสะสม ผู้สนใจขอรับหนังสือได้ที่ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ปรัชญาการบริหารธุรกิจแบบญี่ปุ่น

ที่ทำให้ให้ธุรกิจเติบโตและยืนหยัด

“ริเน็น สร้างธุรกิจ 100 ปีด้วยหลักคิดแบบญี่ปุ่น (ฉบับปรับปรุง)” ผู้เขียน ดร. กฤตินี พงษ์ธนเลิศ  ทำไมญี่ปุ่นถึงมีบริษัทอายุเกิน 100 ปีมากที่สุดในโลก อะไรที่ทำให้ธุรกิจญี่ปุ่นปรับตัวอยู่รอดมาได้ทุกยุคทุกสมัย  ความลับนั้นซ่อนอยู่ในคำว่า“ริเน็น” (Rinen) ปรัชญาการบริหารที่เรียกว่า “เหตุผลที่เกิดจากปัญญา”หลักการของริเน็นคือการตอบคำถามว่า “ธุรกิจของเราดำรงอยู่เพื่ออะไร?”และยึดมั่นจุดยืนนั้นในทุก ๆ ก้าวย่างการตัดสินใจ โดยไม่เอากำไรเป็นที่ตั้ง เน้นแสวงหา “ความสุข” มากกว่าผลประโยชน์ ความสุขลูกจ้าง คือภารกิจอันดับ 1 ความสุขของเจ้าของและผู้ถือหุ้นคืออันดับสุดท้ายเป็นต้น หากดูแลพนักงานให้ดีเหมือนคนในครอบครัว พนักงานก็จะดูแลลูกค้าด้วยใจ หากมีสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้า ก็จะได้เพื่อนคู่คิด และหากคืนสิ่งที่ดีสู่สังคม ธุรกิจก็จะเข้าไปอยู่ในใจคนหมู่มากและเป็นอันดับหนึ่งที่พวกเขาจะนึกถึงเมื่อต้องการซื้อสินค้า จงเติบโตอย่าง “ต้นสน” ไม่ใช่ “ต้นไผ่” ริเน็นเปรียบเหมือน “ต้นสน” ที่เติบโตช้า ๆ แต่ยั่งยืน ต่างจากธุรกิจทั่วไปที่เป็นเหมือน “ต้นไผ่” ซึ่งโตไวแต่ก็ตายเร็ว หากคิดแต่จะสูบเอากำไรอย่างตะกละตะกลามไม่นานก็ล้ม แต่ถ้ายึดเป้าหมายว่าต้องการมอบความสุขให้กับลูกจ้าง คู่ค้า ลูกค้า และสังคมธุรกิจก็จะอยู่ได้แม้ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไป ตราบเท่าที่ความรักที่ได้กลับมานั้นยังคงอยู่ ถ้าเป็นคนหนึ่งที่อยากทำธุรกิจด้วยหัวใจ  ริเน็นก็คือกุญแจที่จะไขพาเข้าไปอยู่ในอ้อมใจของผู้บริโภค หนังสือราคา  220 บาท

หนังสือแบบเรียนเบื้องต้น

ด้านพื้นฐานของทฤษฎีดนตรี

“ทฤษฎีดนตรี 101 : Music Theory 101”  ผู้เขียน Brian Boone (ไบรอัน บูน),Marc Schonburn (มาร์ค เชินบรุน) ผู้แปล สรัลดา เซียศิริวัฒนา     หนังสือ “ทฤษฎีดนตรี 101” เล่มนี้ จะเปลี่ยนแปลงวิธีที่เคยเรียนรู้ดนตรีแบบเดิมมาเป็นแบบใหม่ทั้งหมด และเป็นการสร้างรากฐานสำหรับการศึกษาดนตรีแนวใหม่ เนื้อหาภายในเล่มครอบคลุมทุกสิ่งที่นักดนตรีมือใหม่ และผู้พร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิตต้องการรู้ อาทิ วิธีอ่านโน้ตดนตรี ความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างคอร์ดและบันไดเสียง ส่วนจังหวะและเครื่องหมายประจำจังหวะที่แตกต่างกัน วิธีการระบุคีย์และการจัดระเบียบของคีย์ต่าง ๆ หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ประวัติศาสตร์ดนตรี คำแนะนำที่ครอบคลุม และภาพประกอบเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับบันไดเสียง รวมถึงสัญลักษณ์ทางดนตรี และคอร์ดตลอดทั้งเล่ม นับเป็นคู่มือที่จำเป็นสำหรับหลักสูตรเร่งรัด เกี่ยวกับความรู้ทางดนตรีที่แม้แต่นักดนตรีมืออาชีพยังต้องการ อ่านเข้าใจง่าย หนังสือราคา 450 บาท

บริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

เพราะเราไม่ได้มีเวลา แต่เราคือเวลา

หนังสือ “ชีวิตเรามีแค่สี่พันสัปดาห์” เป็นผลงานของ “โอลิเวอร์ เบิร์กแมน” คอลัมนิสต์ชื่อดังของเดอะการ์เดียน  ผู้แปล วาดฝัน คุณาวงศ์ ผู้อ่านจะได้พบกับปรัชญาน่าทึ่งเกี่ยวกับเวลาและการบริหารเวลา ที่จะช่วยให้มองเวลาในชีวิตที่มีอยู่แค่ราว ๆ 4,000 สัปดาห์เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ผู้เขียนได้สะท้อนให้เห็นว่าคนเรามีความคิดผิด ๆ เกี่ยวกับเวลาจึงทำให้การบริหารเวลาล้มเหลว  เบิร์กแมนได้มอบเครื่องมือที่จะช่วยให้เราได้สร้างชีวิตที่มีความหมาย ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า ด้วยการยอมรับขีดจำกัดของชีวิต ก็จะนำพาชีวิตไปถึงจุดสูงสุดของการมีผลิตภาพ ความสำเร็จ และความรู้สึกเติมเต็ม ทุกคนต่างรู้ว่าเวลาของเรานั้นมีจำกัด แต่สิ่งที่ไม่รู้ คือ อำนาจในการควบคุมเวลาของเราก็มีจำกัดด้วยเช่นกัน หนังสือเล่มนี้จะกระตุ้นให้เราได้ทบทวนการใช้เวลาการใช้ชีวิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และปฏิเสธความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับความยุ่ง พร้อมทั้งออกแบบชีวิตของใหม่ ให้ใส่ใจในเรื่องที่สำคัญจริง หนังสือเป็น An Instant New York Times Bestseller ด้านการบริหารเวลาที่ดีที่สุด แปลกว่า 23 ภาษา ขายไปแล้วถึง 23 ประเทศ ราคา 245 บาท

หนังสือเด่น : เรื่องสั้นวิทย์รางวัลระดับประเทศ จินตนาการบนกลิ่นอายความเป็นไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765721

หนังสือเด่น : เรื่องสั้นวิทย์รางวัลระดับประเทศ  จินตนาการบนกลิ่นอายความเป็นไทย

หนังสือเด่น : เรื่องสั้นวิทย์รางวัลระดับประเทศ จินตนาการบนกลิ่นอายความเป็นไทย

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในวงการวรรณกรรมของไทย การเขียนเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์นั้นหาได้ยากยิ่ง  การมีโครงการประกวดเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ขึ้นมา  ถือเป็นการช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้นักเขียนไทยหันมาสนใจเขียนเรื่องสั้นแนวนี้มากขึ้น โครงการฯดังกล่าวได้จัดประกวดต่อเนื่องเป็นครั้งที่8  ได้รับความสนใจจากนักเขียนเพิ่มขึ้นเรื่อยมา จนในครั้งนี้ ในปี 2566 ถือเป็นปีที่มีผลงานเข้าประกวดมากที่สุด คือมีกว่า 300 ผลงาน

โครงการประกวดเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ครั้งที่ 8 ปี 2566 ได้แบ่งการประกวดออกเป็น 2ประเภทการแข่งขัน คือประเภทเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ มี 2 รุ่นคือ  รุ่นประชาชนทั่วไปและ รุ่นเยาวชน  และประเภทที่สอง คือเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์สำหรับเด็กวัยรุ่นอายุ12-18ปี  หนังสือ “รวมเรื่องสั้นฝันชั่วนิรันดร์ของแมวศุภลักษณ์” เป็นการรวมเรื่องสั้นที่ได้รับรางวัลในการประกวดทุกประเภทจำนวน 14รางวัลได้แก่

ประเภทเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ รุ่นประชาชนทั่วไป มีผู้ได้รับรางวัล 6 รางวัล ได้แก่  รางวัลชนะเลิศ เรื่องศุภลักษณ์ โดยประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด รองชนะเลิศอันดับ1 เรื่องหนูติดจั่น โดย นวลาภ ธีรธนาธร รองชนะเลิศอันดับ2 เรื่อง IDS:Identity Christopher โดย  KP Discontinuity Syndrome รางวัลชมเชย 3 รางวัลคือ เรื่อง ปริศนาชั่วนิรันดร์ โดย กนก ณจันทร์  บทสัมภาษณ์สำหรับเช้าวันจันทร์ โดย อินท์นรี มิ่งขวัญ และ  Love  Android โดย ธีรินทร ภู่กาญจน์

รุ่นเยาวชนมีผู้ชนะ 3 รางวัล คือ รางวัลชนะเลิศ The Granter สร้างโลกฝันดังใจปรารถนาติ โดย อาภา ขำคม รองชนะเลิศอันดับ1 THAIVILISED 2123 โดย กชกร ศรีสุข รองชนะเลิศอันดับ2 เรื่อง พิพิธภัณฑ์อนันตา โดย พงศภัค พวงจันทร์

ประเภทเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ สำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ12-18ปี มีรางวัล 5 รางวัล  ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ เรื่องภาพวาดของไอรา โดย เสาวรส มิตราปิยานุรักษ์ รองชนะเลิศอันดับ1 เรื่อง Empath โดย ปาณปวีร์ รองชนะเลิศอันดับ2 เด็กไม่พิเศษในระบบนิเวศของมนุษย์ไม่ธรรมดา โดย ศิริ มะลิแย้ม รางวัลชมเชย 2 รางวัลคือ กลางทะเลเวิ้งว้างสีน้ำเงินดำ  โดย  ไพรัตน์ ยิ้มวิลัย และ โรคซึมเศร้าของเหล่าเอไอ  โดย วินาที สุวรรณเวโช

เนื้อหาสาระของเรื่องสั้นดังกล่าว จะเป็นเรื่องของการจินตนาการที่เต็มเปี่ยมเช่นนิยายวิทยาศาสตร์ ทั่วไป ส่วนการตีความนั้นนอกจากมีเอไอ หุ่นยนต์ และการเดินทางข้ามเวลาเหมือนเคย  ก็มีความแตกต่างออกไปจากเดิมๆที่ผ่านมาพอสมควร  มีการมองอนาคตในมุมมองใหม่  มีผลงานหลายเรื่องที่พูดถึงเทคโนโลยีล้ำๆ เช่นการฉายภาพ3มิติขึ้นกลางอากาศหรือฮอโลแกรม มีการนำเมตาเวิร์สมาใช้อย่างจริงจังในเรื่อง  มีบรรยากาศแบบดิสโทเปียที่มีทั้งขยะเต็มโลกหรือไม่ก็ควันพิษปกคลุมทั่วโลก มีการจินตนาการถึงโลกอื่นที่ผู้คนมีหน้าตาแตกต่างออกไปและมีการแบ่งแยกชนชั้นเต็มขั้นกว่าที่เคย มีการเหยียดชนชั้นทางสังคมเต็มขั้น แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีแต่ไอเดียล้ำๆแบบนี้เท่านั้น บางเรื่องราวผสมความเชื่อความเป็นไทย ฉากของสังคมไทย หรือแม้กระทั่งมีเรื่องตำนานพื้นบ้านอย่างกระสือเข้ามาในเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ได้อย่างน่าทึ่ง

“ฝันชั่วนิรันดร์ของแมวศุภลักษณ์” ถึงแม้จะเป็นเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ แต่มีเสน่ห์เฉพาะตัวคือผสมผสานจินตนาการสุดล้ำที่สะท้อนสภาพสังคมไทยในปัจจุบันได้อย่างลงตัว อ่านแล้วสนุกและรู้สึกอินและคุ้นเลยมากกว่าปกติ นอกจากได้รับความรู้ในด้านความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ยังสะท้อนให้เห็นความคาดหวังของคนสมัยนี้ที่มีต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในบริบทและวิถีชีวิตคนไทยอีกด้วย

การถ่ายถอดและเล่าเรื่องมีศิลปะทางวรรณกรรมอย่างไม่ต้องกล่าวถึงอยู่แล้ว เพราะได้รับการคัดสรรค์จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณาวุฒิมาอย่างดีแล้ว อ่านแล้วก็ก็จะประทับใจในความหลากหลายของเนื้อหาและการจินตนาการ รูปแบบการเล่าเรื่อง รู้ถึงการใช้ภาษาในการประพันธ์ที่แตกต่างกันของผู้เขียนแต่ละคน สนุกสนานโลดโผน ตามจินตนาการตามแบบเรื่องสั้นทางวิทยาศาสตร์แบบไทย ๆที่น่าประทับใจ  อ่านสนุกได้ทุกเพศทุกวัย หนังสือราคาเล่มละ 295 บาท จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายโดยนานมีบุ๊คส์

การนั่งนานมีผลร้ายมากกว่าที่คิด

ไม่ว่าจะนั่งถูกหรือผิดวิธี

“Sitting to Death นั่งนาน = ตายเร็ว” เขียนโดย ผศ.ดร. สันทนี เครือขอน ผู้เขียนเป็นอาจารย์และนักกายภาพบำบัดชั้นนำของไทย ที่มีประสบการณ์ทางด้านดังกล่าวมาหลายสิบปี และมีผลงานเขียน stretching ยืดเหยียด คลายกล้ามเนื้อ เพื่อสุขภาพ กับทาง สนพ.อมรินทร์มาแล้ว  “การนั่ง” ดูเหมือนจะเป็นอิริยาบถที่สบาย และไม่น่ามีผลเสียอะไรกับชีวิต แต่แท้ที่จริงแล้วการนั่งนาน ๆ ไม่ว่าจะนั่งผิดวิธี หรือนั่งถูกวิธี ก็สามารถทำร้ายร่างกายถึงขั้นนำไปสู่การเสียชีวิตได้  หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้คุณผู้อ่านเข้าใจความซับซ้อนของการนั่ง ผลกระทบที่เกิดต่อสุขภาพหากนั่งนานเกินไปที่เราไม่เคยรู้มาก่อน  แนะนำการนั่งด้วยท่าทางที่ถูกต้อง การเลือกเก้าอี้ การจัด Work Station ที่ถูกต้อง รวมทั้งการยืดเหยียด ผ่อนคลายและออกกำลังกายสำหรับผู้ที่ต้องนั่งนาน ๆ เพื่อป้องกันความเจ็บป่วยที่ตามมา ฯลฯ หนังสือเล่มนี้ถือเป็นคู่มือเกี่ยวกับ “การนั่ง” ที่สมบูรณ์ อ่านเข้าใจง่าย มีภาพประกอบชัดเจน ยกกรณีที่เราอาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เกิดบ่อย ๆ และส่งผลเสียต่อสุขภาพมาเตือนภัย นำเสนอวิธีแก้ไขภายใต้หลักวิชาการ การนั่งครึ่งวัน เสี่ยงเบาหวานหัวใจ เพิ่ม 1 เท่าตัว อย่าปล่อยให้ความสบายกลายเป็นฆาตกรเงียบ ปรับพฤติกรรมการนั่งตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป หนังสือราคา 225 บาท

หัดตัดสินใจทิ้งสิ่งของเพียงเล็กน้อย

นำพาสู่การตัดสินใจสำคัญในชีวิต

“ทิ้งมันไป แล้วเริ่มใหม่อีกครั้ง” ผู้เขียน คธาพล รพีฐิติธรรม ปัญหายอดฮิตที่ทำให้การจัดบ้านมักจะล้มเหลวอยู่บ่อยครั้ง คือ การที่เราไม่สามารถทิ้งสิ่งของได้นั้นเอง การตัดสินใจทิ้งสิ่งของ แม้เพียงเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตมหาศาล เพราะการทิ้ง ทำให้เรามีระบบความคิดที่เป็นระเบียบ รู้จักลำดับความสำคัญของสิ่งของต่างๆ ทำให้เราตะหนักถึงคุณค่าของสิ่งของและสัจธรรมของชีวิตว่ามีพบก็ต้องมีจาก การทิ้งทำให้เราจะคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนมากขึ้นว่าของสิ่งนั้นเหมาะสมกับเรามากน้อยเพียงใด ฯลฯ การตัดสินใจทิ้งไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยจิตใจที่แน่วแน่ ต้องมีความกล้า และการโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น การตัดสินใจในชีวิตเรื่องสำคัญๆในชีวิตได้ไม่ผิดพลาด  ไม่ว่าจะเลือกเรียนต่อคณะในฝัน การลาออกจากงานที่ไม่ชอบ การปล่อยวางความผิดหวังและล้มเหลว การบอกลารักเก่าและเริ่มต้นรักใหม่ที่ดีขึ้น ฯลฯ สามารถทำได้โดยเริ่มจากการหัดตัดสินใจทิ้งสิ่งของจากสิ่งเพียงเล็กน้อย หนังสือเล่มนี้จะเป็นแนวทางสำหรับฝึกฝนการตัดสินใจทิ้งสิ่งของ จะมาช่วยฝึกให้คนที่ไม่สามารถตัดใจทิ้งอะไรเลยในชีวิตสามารถตัดสินใจด้วยวิธีที่น่าสนใจ และฝึกฝนง่าย หนังสือราคา 295 บาท

เรียนรู้ฟิสิกส์และเทคโนโลยีควอนตัม

ผ่านเรื่องเล่าและตัวอย่างฉบับอ่านง่าย

“ควอนตัม: จากแมวพิศวง…สู่ควอนตัมคอมพิวเตอร์” ผู้เขียน ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ   “ควอนตัม” เป็นคำที่คุ้นหูกันมากขึ้น เพราะว่าเป็นเทคโนโลยีที่กำลังมาแรง และจัดเป็นหนึ่งในดีปเทคที่คาดว่าน่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะคำนี้ถูกนำไปใช้ในบริบทต่าง ๆ (โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) เช่น ในภาพยนตร์ ในผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ เป็นต้น

“ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ” ผู้เขียนเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าของประเทศ จะมาเล่าการมาถึงของ “เทคโนโลยีควอนตัม” แบบอ่านง่าย ไม่เป็นวิชาการมากเกินไป โดยจัดเรียงความคิดเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาการฟิสิกส์ควอนตัมให้เด่นชัดขึ้น เริ่มตั้งแต่ลำดับเหตุการณ์และการก่อเกิดแนวคิดต่าง ๆ ที่ทำให้นักฟิสิกส์พัฒนาทฤษฎีควอนตัมขึ้นมาจนสำเร็จ ตลอดจนการประยุกต์ความรู้ทางควอนตัมจนเกิดเป็นเทคโนโลยี รวมทั้งการประยุกต์ทฤษฎีควอนตัมในบริบทต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และปิดท้ายด้วยความน่าฉงนที่เกิดขึ้นในการตีความกลศาสตร์ควอนตัม หนังสือราคา 379 บาท

ภาคต่อนิยายสุดฮิต”บุพเพสันนิวาส”

สนุกสนาน เหตุการณ์ช่วงเปลี่ยนแผ่นดิน

พรหมลิขิต เป็นภาคต่อของนิยายสุดฮิต “บุพเพสันนิวาส” ปลายปากกาของ “รอมแพง” มาในภาคใหม่ด้วย โดยมีสาวน้อยสู้ชีวิตอย่างพุดตานทะลุมิติมาเพิ่มมาอีกคน พุดตาน เป็นหลานห่างๆ ของสิตางค์ (แม่ของเกศสุรางค์) ในวัย 20 ปีที่มีอาชีพนักจัดสวนได้เจอหีบโบราณและสมุดข่อยจากคนงานที่ขุดได้ ซึ่งเป็นมนต์กฤษณะกาลีที่ถูกฝังเอาไว้ เมื่อเธอแตะมันทำให้ได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต ไปยังกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา รัชสมัยขุนหลวงท้ายสระ และเป็นช่วงการเปลี่ยนแผ่นดิน เธอได้พบกับหมื่นมหาฤทธิ์ ลูก คุณหญิงการะเกด (เกศสุรางค์) กับ ออกญาวิสูตรสาคร พุดตานพยายามเอาตัวรอดใช้ชีวิตในที่ๆไม่คุ้นเคย ด้วยการปลูกผักทำสวน ค้าขายหาเลี้ยงชีพ และในที่สุดก็ได้พบกับเกศสุรางค์ เมื่อเจอหน้ากันต่างฝ่ายต่างรู้สึกคุ้นเคยราวกับเคยอยู่ร่วมกันมา เกศสุรางค์ชวนพุดตานไปบ้าน ทุกคนให้การต้อนรับเธออย่างดี ยกเว้น คุณหญิงจำปา เพราะไม่อยากให้หมื่นมหาฤทธิ์ชอบพอกับพุดตาน แม้ทั้งคู่จะมีท่าทีขิงก็ราข่าก็แรงกันในระยะแรก แต่ความรักก็ก่อตัวขึ้นกลางใจทั้งสองโดยไม่รู้ตัว นิยายเรื่องนี้ผู้เขียนไม่ได้เน้นเล่าประวัติศาสตร์ และไม่มีประวัติศาสตร์เข้มข้นอย่างเรื่องบุพเพสันนิวาส แต่เน้นเล่าในเชิงของการข้ามผ่านยามผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน  กลวิธีการเขียนก็แตกต่างออกไปพอสมควร ไม่มีความละมุนละไมเท่าบุพเพสันนิวาส จะมีความบ้านๆ กว่ามาก เพราะนางเอกไม่อินกับอะไรเลยนอกจากเรื่องของการกิน  หนังสือราคาเล่มละ 300 บาท

หนังสือเด่น : เคล็ดลับพูดเก่งฉบับพนักงานออฟฟิศ เนื้อหาดี ทันสมัย ปรับใช้ได้จริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764340

หนังสือเด่น : เคล็ดลับพูดเก่งฉบับพนักงานออฟฟิศ เนื้อหาดี ทันสมัย ปรับใช้ได้จริง

หนังสือเด่น : เคล็ดลับพูดเก่งฉบับพนักงานออฟฟิศ เนื้อหาดี ทันสมัย ปรับใช้ได้จริง

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จากผลวิจัยของ JobKorea ปี ค.ศ. 2014 พบว่าส่วนใหญ่พนักงานเกาหลีมีปัญหาการสื่อสารในองค์กร โดยเฉพาะกับหัวหน้างานของตัวเองกว่า 60.4 เปอร์เซ็นต์ และไม่กล้าเสนอความคิดเห็นในที่ทำงานกว่า56.9 % ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีปัญหาเกินครึ่ง นอกจากนี้ ผลวิจัยหัวข้อ “ทักษะสนทนาภายในองค์กร” สำรวจโดย National Institute of Korean Language ค.ศ. 2015 เผยว่ามีผู้ไม่มีทักษะการพูดและทักษะต่ำถึง68.1 %  แต่ขาดทักษะการฟังเพียงแค่ 30% และขาดทักษะการอ่านคือเพียง39.2 %  และความสามารถในการเขียนต่ำจนถึงขาดทักษะจำนวนสูงถึง 69.4 % สรุปคือชาวออฟฟิศทั้งหลายมีทักษะการพูดและเขียนต่ำกว่าทักษะการฟังและการอ่าน พนักงานออฟฟิศไทยก็คงมีทักษะประมาณนี้เช่นกัน

“พูดแบบไหน สะกดใจคน (ฟัง) I Speak Simply” ผลงานของ  Rhee Dongwoo  (อีดงอู) ผู้แปลสุมาลี สูนจันทร์ เป็นสุดยอดหนังสือดีเด่นแห่งปี 2019 โดย Publication Industry Promotion Agency of Korea  ผู้เขียน “Rhee Dongwoo” เป็นกูรูทฤษฎีสรุปความ เจ้าของรายการฮิต “อ่าน 10 นาทีกับ Rhee Dongwoo” อันดับ 1 คลิปเสียงหมวดธุรกิจ 3 ปีซ้อน บนแพลตฟอร์ม Naver ได้กล่าวถึงสาเหตุของพนักงานที่คิดว่าตัวเองไม่เก่งมีอยู่2สาเหตุ คือ เกิดจากผู้บังคับบัญชาได้สร้างผลกระทบ Waterfall Effectในองค์กร คือจะแสดงความคิดเห็นออกมาอย่างเฉียบขาด คาดหวังให้ผู้บังคับบัญชาทำตามอย่างเคร่งครัด พนักงานถูกกดจนคิดว่าตัวเองพูดไม่เก่ง ปัญหานี้ต้องแก้ไขที่องค์กรและด้านการเป็นผู้นำ  สาเหตุข้อที่2 เป็นปัญหาของตัวพนักงานเองที่ถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาไม่ได้ รู้สึกว่าตัวเองพูดไม่เก่ง รู้สึกเสียใจและขายหน้า และคิดว่า ตัวเองพูดไม่เก่งเลย ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ผู้เขียนได้กล่าวว่า สาเหตุที่พนักงานพูดไม่เก่ง คืออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สบายใจหรือวิตกกังวล และการขาดเข้าใจเนื้อหาอย่างถ่องแท้ และเมื่อต้องอธิบายหรือนำเสนอเนื้อหาที่คลุมเครือ ก็จะทำให้การพูดมีปัญหา ดังนั้น ผู้พูดต้องสรุปและทำความเข้าใจเนื้อหาให้ทะลุปรุโปร่ง ทำตัวสบายๆ ก็จะทำให้พูดได้อย่างลื่นไหลคล่องแคล่ว

 ผู้เขียนได้แนะนำการฝึกพูดด้วยการใช้ “กฎการพูด 10 ข้อที่สะกดใจคนฟัง” เพื่อฝึกให้เป็นคนพูดเก่งได้แก่ ถ้าอยากพูดเก่ง อย่าพูดเยอะในชีวิตประจำวัน พูดในสิ่งที่ควรพูดเท่านั้น ถ้าไม่มีใครถามก็ไม่ควรพูด ยิ่งคุณพูดน้อยคนจะตั้งใจฟังสิ่งที่พูด, พูดเท่าที่จำเป็น ในการนำเสนองานหรือพูดกับหัวหน้า เพราะจะทำให้คำพูดทรงพลัง ,เขียนด้วยลายมือตัวเอง เพราะเป็นเหมือนการกดปลายปากกาย้ำไปที่สมอง  และถ้าจดคำสำคัญในที่ประชุม  จะทำให้คนพูดไม่กล้าพูดไร้สาระ และเราดูเป็นคนรอบคอบและขยันทำงาน,สร้างบรรยากาศการฟังที่ดี สร้างสภาพแวดล้อมให้อีกฝ่ายฟังเรื่องของเราได้เต็มที่ ในระยะห่างที่เหมาะสม ผ่อนคลายพร้อมจะฟัง,พูดเพียง3เรื่องเสมอ เพราะหน่วยความจำสมองตามปกติของคนจำได้เพียง3สิ่งเท่านั้น ,ควรพูดจากบทสรุป เพราะในยุค2000 คนให้ความสนใจปัจจุบันมากกว่าอนาคต ต้องดึงความสนใจทันที เมื่อพูดสรุปค่อยพูดสิ่งที่เหลือ อีกฝ่ายงุนงงแสดงว่าการสนธนาประสบความสำเร็จ  อีกฝ่ายตั้งใจฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข,พูดผิดก็ควรรับผิด,ไม่รู้ก็ควรบอกไม่รู้ยืดอกรับอย่างภาคภูมิ,ประชุมและอภิปรายอย่าเริ่มก่อน,ใช้วลีเด็ดโยงเข้าเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพ และสุดท้ายคือพูดด้วยภาษาเข้าใจง่าย

นอกจากนี้ ผู้เขียนได้อธิบายเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนเนื้อหาให้ชัดเจนมากขึ้น อาทิ ทำไมการอ่านออกเสียงแล้วลงมือเขียนจึงเป็นกระบวนการสำคัญในการพูด และทำไมพื้นฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญให้ผู้พูดสามารถพูดและอธิบายเนื้อหายากๆ เคล็ดลับการพูดคล่องโดยไม่ดูโพย  ทำไมบริบทถึงสำคัญ รีเซ็ตสมอง ฯลฯ

หนังสือเล่มนี้ ถ่ายทอดเคล็ดลับการพูดที่ชัดเจน เรียบง่าย มีประเด็น และเนื้อหาทันสมัย เหมาะกับการพูดการนำเสนอผลงาน การอภิปรายในยุคใหม่ หนังสืออัดแน่นไปด้วยประสบการณ์ความรู้เชาน์ปัญญาและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของผู้เขียนต่อการพูด ถ้าอยากพูดเก่ง หรือแม้แต่เขียนเก่งเขียนดี แนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้  เนื้อหามีคุณค่าเหมาะสมกับเป็นหนังสือดีเด่นของเกาหลี

หนังสือจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ เชนจ์พลัส จัดจำหน่ายโดยซีเอ็ดยูเคชั่น ราคาเล่มละ 220บาท มีจำหน่ายในรูปแบบ e-book และaudiobook ด้วยเช่นกัน

วิธีปลดปล่อยและเยียวยาใจตัวเอง

ให้มีความสุขลืมเรื่องเลวร้ายในอดีต

“ชีวิตคือของขวัญ : The Gift” ผู้เขียน Edith Eger (อีดิธ อีเกอร์), Dr.,Esme Schwall Weigand (เอสเม่ ชวอลล์ ไวแกนด์) ผู้แปล นิภา เผ่าศรีเจริญ “ดร.อีดิธ อีเกอร์” นักจิตวิทยาผู้นี้ เคยถูกคุมขังอยู่ในค่ายกักกันนาซีตอนอายุ 16 ปี บอกว่า “คุกที่เลวร้ายที่สุด” ไม่ใช่คุกที่พวกนาซีจับเธอขังไว้ แต่คือ “คุกที่เธอสร้างขึ้นให้ตัวเอง” การรอดตายจากค่ายกักกันเป็นเพียงก้าวแรกสู่อิสรภาพเท่านั้น เธอยังคงเป็นนักโทษของอดีตอยู่หลายทศวรรษ แม้หลังได้รับการปลดปล่อย เธอเรียนต่อด้านจิตวิทยาจนจบปริญญาเอก แต่ก็พบว่าคงรักษาใครไม่ได้ หากไม่ได้เยียวยาตัวเองเสียก่อน คนที่ไม่อนุญาตให้ตัวเองมีความสุข คือตัวเราเอง เมื่อเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นในชีวิต เรามักฝังตัวเองอยู่กับความเจ็บปวด ความหวาดกลัว ความโกรธ ความโศกเศร้า ความเครียด ความรู้สึกผิด ความอับอาย การหลีกเลี่ยง และอีกสารพัดเราไม่สามารถก้าวออกไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่แบบเดิมได้ หนังสือเล่มนี้ คือเรื่องราวของการเยียวยาที่เธอใช้ในชีวิตของตัวเอง และใช้กับบรรดาคนไข้ในงานทางคลินิกของเธอ ด้วยบทเรียน 14 ข้อนี้จะทำให้ตระหนักถึงคุกทางความคิดที่คุณสร้างขึ้น และให้กุญแจเพื่อไขตัวเองออกจากคุกเหล่านั้น แล้วจะพบว่า “ชีวิต” ไม่ว่าจะผ่านมากี่ทุกข์ กี่โศก ที่ความเจ็บปวด มันก็ “คือของขวัญชิ้นหนึ่ง” หนังสือราคา 325 บาท

เรียนรู้หลักการและแนวคิด

ของ “Steve Jobs แห่งโลกการลงทุน”

“Principles : Life & Work (ปกแข็ง)” ผู้เขียน Ray Dalio ผู้แปล จอมทรัพย์ สิทธิพิทยา    ในปี 1975 “Ray Dalio” ได้ก่อตั้ง “Bridgewater” จากอพาร์ตเมนต์สองห้องนอนในเมืองนิวยอร์ก และสี่สิบปีให้หลัง “Bridgewater” ได้กลายเป็นบริษัทเอกชนที่มีความสำคัญที่สุดอันดับที่ 5 ในสหรัฐอเมริกา (Fortune) และทำเงินให้กับนักลงทุนได้มากกว่ากองทุนเฮดจ์ฟันด์อื่นใดในประวัติศาสตร์ (Bloomberg) เขาถูกขนานนามโดยนิตยสาร “CIO” ว่าเป็น “Steve Jobs แห่งโลกการลงทุน”   ตลอดการผจญภัยของเขา “Dalio” ได้ค้นพบหลักการต่างๆ ที่เขาเชื่อและเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเขา และได้นำมาถ่ายทอดในหนังสือเล่มนี้ เนื้อหาจะพูดถึงแนวทางการตัดสินใจ อย่างเช่นแนวคิดของ Dalio ที่ได้พัฒนาจนกลายเป็น “การให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือ (Believability-Weighted)” ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ โดยไม่สำคัญว่าจะเป็นเรื่องอะไร นอกจากนี้ ยังนำเสนอต้นแบบที่ใช้สร้าง “แนวคิดความสามารถนิยม ที่มีเป้าหมายเพื่อการทำงานและความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ผ่านการใช้ความจริงอย่างแท้จริง และความโปร่งใสอย่างแท้จริง” สิ่งนี้เองคือเหตุผลที่ทำให้ “Bridgewater” ประสบความสำเร็จ  Ray Dalio” มีชื่ออยู่ในนิตยสาร Time ในฐานะที่เป็นหนึ่งใน 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลของโลก และยังมีชื่อติดอยู่ใน Forbes ในฐานะที่เป็นหนึ่งใน 100 บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก  หนังสือเล่มนี้ No1 New York Times Bestseller และ No1 Amazon Business Book of The Year ราคาเล่มละ 777 บาท

แนะการเป็นผู้ที่ชนะในเกมธุรกิจ

ให้ยืนหยัด เติบโตได้ตลอดไป

“เกมของคนที่มองเห็นอนาคต : The Infinite Game”  ผลงานของ Simon Sinek  ผู้แปล วิโรจน์ ภัทรทีปกร หากเปรียบโลกธุรกิจเป็นเกม เกมนี้มีผู้เล่นอยู่สองแบบ แบบที่หนึ่ง ผู้เล่นจะมองเห็นแต่ปัจจุบัน มักล้มลุกคลุกคลานเมื่อเผชิญวิกฤติ และมีแนวโน้มจะฉุดธุรกิจให้ดิ่งลงเหว แบบที่สอง ผู้เล่นจะมองเห็นอนาคต ยืนหยัดอย่างมั่นคงในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน และสามารถนำพาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน คำถามคือ…ตอนนี้เราเป็นผู้เล่นแบบไหน? กำลังใช้วิธีเล่นแบบใด? ถ้าเป็นแบบที่หนึ่ง ควรอ่านหนังสือเล่มนี้ เนื้อหาจะเป็นแนวที่เขียนขึ้นมาเพื่อปลุกระดมคนที่พร้อมจะท้าทายสภาพปัจจุบัน และแทนที่มันด้วยสภาพความเป็นจริงที่จะทำให้ธุรกิจไปต่อได้และเจริญก้าวหน้า ที่ตอบสนองต่อความต้องการส่วนลึกของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการที่จะรู้สึกปลอดภัย มีส่วนร่วมในการทำอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ หรือหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ซึ่งเป็นสภาพความเป็นจริงที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยในเนื้อหากล่าวถึง อาทิ เกมแบบมีขอบเขตและเกมแบบไร้ขอบเขต ปณิธานอันดีงาม ผู้สืบสานปณิธาน  ความรับผิดชอบของธุรกิจ (ฉบับปรับปรุงใหม่) ทีมที่เชื่อใจกัน คู่ปรับที่คู่ควร เป็นต้น หนังสือราคา 295 บาท

พัฒนาหัวหน้างานให้รู้บทบาทตนเอง

และทำงานร่วมกับทุกคนได้เป็นอย่างดี

“เปลี่ยนหัวหน้างานให้เป็นผู้นำองค์กรอย่างมืออาชีพ” ผู้เขียน มงคล กรัตะนุตถะ การพัฒนาทักษะหัวหน้างาน นับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ๆ ในการพัฒนาคนและองค์กร เพราะหัวหน้างานต้องขับเคลื่อนนโยบายจากบนลงล่าง แปลงจากสิ่งที่เป็นนามธรรม คือ ความต้องการของผู้บริหาร และสื่อสารลงไปสู่คนปฏิบัติงานให้เกิดความเข้าใจ คิด และมองเห็นในทิศทางเดียวกับผู้บริหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อนข้างท้าทายคนเป็นหัวหน้างาน หนังสือเล่มนี้ จะทำให้ผู้อ่านเรียนรู้บทบาท ทักษะต่าง ๆ เครื่องมือต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดตรงจากประสบการณ์การบรรยายหัวหน้างานมากว่า 800 องค์กร ซึ่งบางองค์กรเติบโตเร็วมาก ๆ ทำให้ผู้เขียนมีประสบการณ์สายตรงในการพัฒนากลุ่มหัวหน้างาน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นหัวหน้างานและผู้นำองค์กร ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากหัวหน้างานเข้าใจบทบาทของตนเอง เข้าใจคนทำงานร่วมกัน ทั้งกับเจ้านายและลูกน้อง งานย่อมเดินไปในทิศทางเดียวกัน ปัญหาในการทำงานย่อมน้อยลง และการแข่งขันในเชิงธุรกิจย่อมมีโอกาสเติบโตจากคนทำงานในองค์กรเช่นกัน หนังสือราคา 275 บาท

หนังสือเด่น : เทคนิคการคิดใหญ่ที่จะผลักดันทุกคน ให้สำเร็จเกินกว่าคาดและมีความสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762828

หนังสือเด่น : เทคนิคการคิดใหญ่ที่จะผลักดันทุกคน  ให้สำเร็จเกินกว่าคาดและมีความสุข

หนังสือเด่น : เทคนิคการคิดใหญ่ที่จะผลักดันทุกคน ให้สำเร็จเกินกว่าคาดและมีความสุข

วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

David J. Schwartz (เดวิด เจ. ชวอร์ต) ผู้เขียน “ คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก The Magic of Thinking” หนังสือที่เรากำลังจะหยิบยกมากล่าวถึงในวันนี้ได้กล่าวไว้ว่า เบื้องหลังความสำเร็จจริงๆของกรณีต่างๆที่พิสูจน์ให้เห็น ไม่ว่าจะเป็น ขนาดของเงินในบัญชีธนาคาร  ขนาดความสุข ขนาดความพอใจโดยทั่วไปของบุคคลคนหนึ่งนั้น ถูกกำหนดโดยขนาดความคิดของคนคนนั้น  

การคิดใหญ่สามารถให้ผลสำเร็จได้อย่างมหัศจรรย์ แต่ในความเป็นจริง ความคิดของคนส่วนใหญ่นั้นเป็นความคิดเล็กไม่ใช่ความคิดใหญ่  อาจจะเป็นเพราะสภาวะแวดล้อม ความคิด ความเชื่อของคนเหล่านั้น คอยฉุดรั้งให้เลิกคิดเลิกฝัน และปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม หรือมีความเชื่อที่ว่าความสำเร็จสูงสุดที่ได้มาต้องแลกกับทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริงแล้วความสำเร็จไม่ต้องการราคาอย่างใดทั้งสิ้น ทุกๆก้าวที่มุ่งไปข้างหน้ามีแต่ได้รับผลตอบแทนเท่านั้น ความสำเร็จต่างๆ  ตำแหน่งงานที่เงินเดือนน่าสนใจ รายได้มหาศาล และความสำเร็จอื่นๆ รออยู่นับไม่ถ้วนถ้าเรากล้าคิดใหญ่ และมีหลักการและความคิดพื้นฐานที่สนับสนุน ความมหัศจรรย์ของการคิดใหญ่  มาจากบรรพชนที่ได้รับความสำเร็จสูงสุดหลายท่าน และได้รับการพิสูจน์จากคนที่ประสบผลสำเร็จในงาน และมีความสุขรอบตัวเรามากมาย   

หนังสือ คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก The Magic of Thinking  คุณผู้อ่านจะได้พบกับ “เทคนิคการคิดใหญ่” ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสำเร็จจริง มีการนำเสนอเป็นขั้นตอน สามารถประยุกติ์ใช้อย่างได้ผล โดยมีทั้งหมด  14 ข้อหลัก ให้ได้ศึกษาและปฏิบัติตาม  อาทิ ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้ คุณก็จะทำได้ การสร้างพลังความเชื่อให้ตัวเอง ได้แก่ต้องคิดว่าต้องสำเร็จ  เตือนตัวเองว่าเราเก่งกว่าที่คาดไว้ คิดใหญ่ ขนาดความสำเร็จ และคิดใหญ่, รักษาโรคชอบแก้ตัว  โลกแห่งความล้มเหลว  โดยมีข้ออ้างที่ยอดนิยม4ประการ และ หลักการต่อสู้กับข้ออ้างต่างๆ ,สร้างความเชื่อมั่นในตนเอง และทำลายความหวาดกลัว หลักปฏิบัติสร้างความเชื่อมั่นและทำลายความหวาดกลัว  และเทคนิคฝึกประจำวันเช่น นั่งแถวหน้า สบตา เดินเร็วขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ พูด และยิ้มอย่างเปิดเผย,วิธีการคิดใหญ่ หลักฝึกฝน 3ประการ  เช่นมุ่งหวังไปที่วัตถุประสงค์หลัก ถามตัวเองว่าเรื่องนั้นสำคัญจริงรีเปล่า อย่าตกเป็นเหยื่อหรือ แบบทดสอบวัดขนาดความคิดพะวงเรื่องเล็กน้อยเรื่องเล็กน้อย จำไว้ว่าคิดใหญ่ดีกว่าทุกทาง ฯลฯ

ทุกหลักคิด หลักการปฏิบัติทุกประการ  จะผลักดันให้ทุกคน “ประสบความสำเร็จเกินกว่าที่คาดคิด” นั้นถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนคือ “ดร.ชวาร์ตซ์” หนึ่งในสุดยอดผู้นำด้านแรงจูงใจ ซึ่งจะช่วยให้เราก้าวขึ้นมาเป็นนักขาย และนักจัดการชั้นเยี่ยม ผู้บริหาร และอื่นๆ ที่สามารถหารายได้มากขึ้น และที่สำคัญที่สุด จะพบกับความสุขที่แท้ในตนเอง

เนื้อหาในเล่มไม่ว่า แนวคิด เทคนิค วิธีการ ใช้ได้ผลจริง ที่สามารถถือเป็นวิธีต้นแบบปฏิบัติ พร้อมคำอธิบายที่เข้าใจง่ายและเห็นภาพ  ตลอดจนตารางการวางแผนชีวิตไปสู่ความอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นแนวทาง ให้ได้ปฏิบัติตามอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ทั้งด้านหน้าที่การงาน ชีวิตคู่ ชีวิตครอบครัว และกิจกรรมต่างๆ ในสังคม เพียงแค่ “คิด” และ “สร้างพฤติกรรมอย่างผู้ประสบความสำเร็จ” ทุกสิ่งที่ต้องการก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม  หากคุณเป็นอีกคนที่กล้าคิดใหญ่ และอยากประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ควรพลาดหนังสือเล่มนี้

หนังสือขายดีระดับโลก ยอดขายหลายล้านเล่ม แปลแล้วกว่า 40 ภาษา ฉลองคนไทยอ่านทะลุ 200,000 เล่ม พิมพ์ครั้งที่ 73 เล่มปกแข็ง  แปลโดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรรวากร หนังสือราคา 395 บาท  จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายโดย ซีเอ็ดยูเคชัน

ศิลปะการพัฒนาจิตให้ดลบันดาล

ในสิ่งที่ปรารถนาในแบบตัวเอง

“Manifest : 7 ขั้นตอนสู่ทุกสิ่งที่ปรารถนา” ผู้เขียน Roxie Nafousi  ผู้แปล  ศรรวริศา เมฆไพบูลย์ เป็นหนังสือที่ทำให้ผู้อ่านรู้วิธีการใช้จิตดลบันดาลและบรรลุในสิ่งที่มุ่งหวัง ด้วยการปฏิบัติตาม 7 ขั้นตอนง่าย ๆ อาทิ  มองภาพให้ชัด ด้วยการนึกภาพสิ่งที่เรามุ่งมาดปรารถนาหรือสร้างวิชั่นบอร์ดของชีวิตที่สมบูรณ์แบบให้ตัวเอง ,ขจัดความกลัวและความกังขา เพื่อบ่มเพาะและฝึกการรักตัวเอง, ปรับพฤติกรรม ด้วยการเดินออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง และปรับตัวให้เข้ากับตัวตนที่แท้จริงที่สุดของเรา,  เอาชนะบททดสอบของจักรวาล ,โอบรับความสำนึกรู้คุณ (โดยปราศจากเงื่อนไข), เปลี่ยนความริษยาเป็นแรงบันดาลใจ และไว้วางใจในจักรวาล  เมื่ออ่านแล้วเราจะเข้าใจศิลปะที่แท้จริงของการใช้จิตดลบันดาล และสร้างชีวิตที่เราเฝ้าฝันถึงมาตลอดได้ การใช้จิตดลบันดาล คือ การพบกันของวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญา คือวิธีปฏิบัติในการพัฒนาตนเอง ที่เอื้อให้เราเอื้อมคว้าเป้าหมายที่ต้องการ บ่มเพาะการรักตัวเองและใช้ชีวิตอย่างดีที่สุด  หนังสือเล่มนี้ เป็น An Instant International Bestseller ติดอันดับ Sunday Times Bestseller ทันทีที่วางขาย เป็นหนังสือขายดีในหมวดต่าง ๆ ของ Amazon ดังนี้ อันดับ 1 หมวด Popular Applied Psychology อันดับ 2 หมวด Consciousness & Thought Philosophy หนังสือราคา 265 บาท

สำเร็จและมีความสุขไปพร้อมกัน

เมื่อวางชีวิตสอดคล้องกับสิ่งสำคัญที่สุด

“The Passion Test : อย่าเป็นคนสำเร็จที่ไม่รู้ว่าความสุขอยู่ที่ไหน” ผู้เขียน Janet Bray Attwood (เจเน็ต เบรย์ แอตวูด),Chris Attwood (คริส แอตวูด) ผู้แปล ธัญธร เชาว์บัณฑิตย์  หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือขายดีของหนังสือพิมพ์ New York Times  ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนนับพันใช้ชีวิตในฝัน ด้วยการสำรวจ   แพสชันของตนเองและความเป็นอยู่ว่าสิ่งใดสำคัญที่สุด โดยผู้อ่านจะสามารถระบุแพสชัน 5 อันดับแรกได้หลังจากทำแบบทดสอบในเล่ม จากนั้นก็จะได้เรียนรู้วิธีจัดวางชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยปฎิบัติตามขั้นตอนี่เรียบง่ายทีละขั้นตอน คุณจะกลายเป็นคนที่สำเร็จและมีความสุขไปด้วยพร้อมกัน  หนังสือเล่มนี้ผสมผสานทักษะการเล่าเรื่องอันทรงพลังเข้ากับภูมิปัญญาแสนล้ำลึก จากผู้คนที่เป็นต้นแบบในการใช้ชีวิตที่น่าหลงใหล เช่น แจ็ก แคนฟีลด์ (Jack Canfield) ริชาร์ต พอล อีเเวนส์ (Richard Paul Evans) และสตีเฟน เอ็ม อาร์. โควีย์ (Stephen M. R. Covey) รวมถึงประสบการณ์ตรงของเจเนตและคริสด้วย ผู้เขียนทั้งคู่แสดงให้เราเห็นว่าการใช้ชีวิตที่อิ่มเอมและเปี่ยมด้วยแพสชัน ไม่เพียงแค่เป็นไปได้เท่านั้น แต่เป็นโชคชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หนังสือราคา 340 บาท

ประวัติศาสตร์โฮโมเซเปียนส์

มนุษยชาติสายพันธุ์เดียวที่อยู่หลงเหลือ

“เซเปียนส์ ประวัติศาสตร์ฉบับกราฟิก : กำเนิดมนุษยชาติ (เล่ม 1)” ผู้เขียน Yuval Noah Harari (ยูวัล โนอาห์ แฮรารี),David N. Daniels (เดวิด แดเนียลส์) ผู้แปล     ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ หนึ่งแสนปีที่แล้ว เคยมีมนุษย์ถึง 6 สายพันธุ์อาศัยบนโลก แต่ทุกวันนี้เหลือเพียงสายพันธุ์เดียวคือ “โฮโมเซเปียนส์” เกิดอะไรขึ้นกับมนุษย์กลุ่มอื่น และจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา  เป็นครั้งแรกของหนังสือภาพสี ที่ดัดแปลงจากหนังสือสะเทือนโลกของนักประวัติศาสตร์ชื่อดังอย่าง “ยูวัล โนอาห์ แฮรารี” ที่จะมาเล่าเรื่องราวของจุดกำเนิดและวิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์มนุษย์ พาไปสำรวจว่า ชีววิทยากับประวัติศาสตร์ช่วยนิยามและเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ “มนุษย์” มากเพียงใด ตั้งแต่บทบาทของมนุษย์ในนิเวศวิทยาไปจนถึงความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาของจักรวรรดิต่าง ๆ “เซเปียนส์ ประวัติศาสตร์ฉบับกราฟิก” เล่มนี้ คือ เพชรน้ำหนึ่งของวงการหนังสือการ์ตูนความรู้ ด้วยการสอดประสานองค์ความรู้ระดับโลก เข้ากับภาพประกอบสีสันน่ารักสวยงาม และเนื้อเรื่องน่าติดตาม ตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย จนเกิดเป็นหนังสือที่ใคร ๆ ก็อ่านเข้าใจได้ แม้ว่าจะไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์เลยก็ตาม  หนังสือราคา 395 บาท

ทำความรู้จัก บล็อกเชน ได้ง่ายๆ

ไม่มีความรู้พื้นฐานก็อ่านเข้าใจได้

“บล็อกเชนเข้าใจง่าย” ผู้เขียน Xu Mingxing (ซู หมิงซิง),Ying Tian (หยิง เทียน),Jiyue Li (จิวเยว่ ลี่) ผู้แปล ปวรรณรัตน์ กรุดแก้ว ทุกวันนี้ ไม่มีใครไม่เคยได้ยินคำว่า “บล็อกเชน”  ถึงแม้จะรู้ว่าเกี่ยวข้องกับเงินดิจิตอล หรือพวกบิตคอยน์ แต่มีน้อยที่จะรู้และเข้าใจว่าคืออะไรกันแน่ ถึงแม้จะพยายามอ่าน แต่เป็นศัพท์เทคโนโลยี ก็เข้าใจยากไปอีก  หากท่านสนใจเรื่องเงินดิจิตอล อยากรู้เรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ตัวนี้ที่จะมามีบทบาทกับเราอย่างไร แนะนำให้อ่านเล่มนี้เป็นเล่มแรก เพราะจะทำให้ทุกคนได้รู้จัก”บล็อกเชน”  ได้ง่ายขึ้น  ด้วยการอธิบายที่ไม่ซับซ้อน พร้อมภาพการ์ตูนประกอบนับร้อยภาพที่ช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น “บล็อกเชนเข้าใจง่าย” เหมาะสําหรับผู้ที่กําลังเริ่มต้นเรียนรู้เกี่ยวกับบล็อกเชนโดยที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อนก็อ่านเข้าใจได้  โดยเนื้อหาในเล่มมีทั้งต้นกําเนิดของการเกิดบล็อกเชน หลักการทํางานของบล็อกเชน บุคคลสําคัญที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชน การนําบล็อกเชนไปใช้และอื่นๆ อีกมากมาย หนังสือราคา 320 บาท

หนังสือเด่น : เรียนลัดการทำธุรกิจแฟรนไชส์ ทั้งโมเดลธุรกิจและด้านการตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761505

หนังสือเด่น : เรียนลัดการทำธุรกิจแฟรนไชส์  ทั้งโมเดลธุรกิจและด้านการตลาด

หนังสือเด่น : เรียนลัดการทำธุรกิจแฟรนไชส์ ทั้งโมเดลธุรกิจและด้านการตลาด

วันอาทิตย์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในช่วงที่ยากลำบาก ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ในทุกวันนี้  คนทั่วไปตัวเล็กๆอย่างเราเริ่มมองหารายได้อื่นๆเพิ่ม แล้ว “แฟรนไชส์” ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเพราะดูเหมือนเป็นธุรกิจที่เขาวางมาดีสำเร็จรูปแล้ว เราเพียงแค่นำมาสานต่อ สำหรับเจ้าของธุรกิจก็หันมาให้ความสนใจในการสร้างระบบแฟรนไชส์ ขยายสาขากันเพิ่มขึ้นเพื่อหวังเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น เพื่อขยายธุรกิจแบบไร้ขีดจำกัด และหวังผลรายได้ที่มากขึ้น

“ปั้นธุรกิจในฝันให้เป็นแฟรนไชส์ 100 ล้าน ง่ายนิดเดียว!” ผู้เขียน ธนบรรณ สัมมาชีพ ซึ่งเป็น ผู้บริหาร นักเขียนและวิทยากรอิสระ และเป็นเจ้าของผู้ก่อตั้งแฟรนไชส์ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญมานาน หนังสือเล่มนี้เขียนจากความรู้และประสบการณ์ที่ได้ตกผลึกจากจากประสบการณ์ทำงานจริงของผู้เขียน และจากแหล่งความรู้มากมายทั่วโลก (ผสมทฤษฎีและประสบการณ์) เขียนขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นแฟรนไชซอร์มือใหม่ หรือที่เป็นอยู่แล้วและยังไม่ไปถึงไหนได้มาทบทวนตัวเอง ได้ศึกษา วิธีการ และกลยุทธ์และอื่นๆที่จำเป็นสำหรับทำธุรกิจนี้เพื่อให้เจริญก้าวหน้าไปด้วยดี   โดยหวังว่าจะเป็นเป็นเหมือนหลักสูตรลัดให้ได้เรียนรู้และลงมือทำอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องลองผิดลองถูก

เนื้อหาหนังสือแบ่งออกเป็น 4 บทหลัก ได้แก่ บทแรก เป็นการทบทวนตัวเองก่อนเข้าสู่วงการโดยการ Start with Why   เพื่อถามตัวเองว่าทำไมถึงอยากจะมาขายแฟรนไชส์ โดยอ้างตามทฤษฏีของ The Golden Cycle ของ  Simom Sinek ผู้เขียนหนังสือ  Start with Why   หลังจากนั้นมากำหนด Brand Purpose ว่าทำไมลูกค้าถึงต้องมีแฟรนไชส์ของเรา  ปัจจัยสำคัญที่ลูกค้าพิจารณาในการซื้อแฟรนไชส์ของเรา อาทิ สินค้าเราต้องเป็น Blue Ocean   เราจะขายแฟรนไชส์ในรูปแบบใด มีทรัพยากรหลักที่เหนือกว่าคู่แข่ง  การกำหนดค่าธรรมเนียมแบบWin Win หลักการคิดคืออะไร  การวิเคราะห์และแก้ปัญหาขายแฟรนไชส์มาหลายปี ทำไมไม่รุ่งสักทีด้วย VRIO Analysis  

บทที่ 2 เป็นการขับเคลื่อน Brand Purpose ให้เป็นจริง และจะไปถึงจุดนั้นได้ด้วยกลยุทธ์อะไร ด้วยกิจกรรมผ่านทฤษฏีห่วงโซ่แห่งคุณค่า Value Chain   การทำ Benchmark ด้านต่างๆของตนเองกับคู่แข่ง วิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อย การใช้กลยุทธ์ที่เหนือกว่า  และบทที่ 3 การนำเสนอลูกค้าเป้าหมายว่าเราช่วยให้รวยลัดประหยัดเวลา ได้ อาทิ นำเสนอว่าแบรนด์เราแข็งแรง อายุกิจการยาวนาน กำไรงาม ส่งต่อความสำเร็จได้ง่าย มีโมเดลธุรกิจที่ทำเงินเสมอ และบทที่ 4 เป็นบทส่งท้ายจากใจผู้เขียน

หนังสือเหมาะสำหรับคนที่มีพื้นฐานการทำธุรกิจ และการตลาดมาแล้วพอสมควร ไม่แนะนำสำหรับมือใหม่ที่อยากได้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการทำแฟรนไชส์   เพราะเนื้อหาจะค่อนข้างแอดวานส์ มีหลักการและทฤษฎีประกอบที่ค่อนข้างเป็นวิชาการ อาจจะดูยากไปสำหรับผู้เริ่มต้น  มีการยก Case Study เด่นๆมาประกอบการอธิบายในแต่ละบท มีคำถามท้ายบทในสาระสำคัญในหัวข้อที่จะสื่อสารและให้ผู้อ่านได้ทำการบ้านและทบทวนในเรื่องนั้นๆ

หนังสือเป็นของสำนักพิมพ์ เดอะวัน พับลิชชิ่ง  ราคาเล่มละ 245 บาท

เคล็ดลับการดื่มของมึนเมา

ที่ไม่ทำลายสุขภาพจากหมอญี่ปุ่น

“คุณหมอจะบอกให้ ‘ดื่ม’ ยังไง ‘ไม่ให้พัง’ ฉบับมังงะ” ผู้เขียน Kaori Haishi (คาโอริ ฮาอิชิ) ผู้แปล ปิยะวรรณ ทรัพย์สำรวม “คาโอรุ”  “ซัตซึกิ” และ “มาอิ” สามสาวเพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมปลาย ผู้มีชีวิตจิตใจหลงใหลในการดื่ม เมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงาน พวกเธอจึงตัดสินใจอยู่แชร์เฮ้าส์ร่วมกัน เพื่อสานฝันในการร่ำสุรา แต่แล้วเรื่องวุ่นวายก็เกิดขึ้น เมื่อแชร์เฮ้าส์ที่แสนสุขไม่ได้มีแค่พวกเธอ กลับมีคุณหมอสุดหล่อจอมจุ้นจ้าน “มาซาโยชิ โมริยะ” ที่คอยสั่งสอนสามสาวถึงวิธีการดื่มอย่างถูกวิธี  หนังสือเล่มนี้จะพาคุณผู้อ่านท่องไปในโลกแห่งการดื่ม พร้อมนำเสนอข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ รวมถึงคำแนะนำการดื่มที่ดีต่อสุขภาพ ถ่ายทอดโดย “คุณ คาโอริ ฮาอิชิ” นักเขียนเรื่องสุราผู้คร่ำหวอดในอาณาจักรน้ำเมาและรักการดื่มเป็นชีวิตจิตใจ ให้ข้อมูล มอบคำแนะนำ ข้อคิด คำเตือนต่าง ๆ รวมทั้งตอบข้อสงสัยและขจัดความเชื่อผิด ๆ ที่ผู้คนมีเกี่ยวกับการดื่ม เพื่อให้คุณชนแก้วครั้งต่อไปได้อย่างสบายใจ ถ้าอยากได้เคล็ดลับการดื่มที่ถูกต้อง จากคุณหมอชาวญี่ปุ่น เพื่อให้การดื่มครั้งต่อไป ไม่อ้วน ไม่ป่วย และไม่แฮงก์ อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจะไม่ผิดหวังหนังสือคุณหมอจะบอกให้ ‘ดื่ม’ ยังไง ‘ไม่ให้พัง’ ฉบับมังงะ ราคา 210 บาท

ดูแลบุตรหลานแบบองค์รวม

เพื่อพัฒนาการที่ดีทั้งกาย ใจ ปัญญา สังคม

“7 Life Processes พลังชีวิต สร้างสมองอัจฉริยะ” ผู้เขียน ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล (หมอปอง), นพ. มีชื่อเสียงจากหนังสือเล่มแรกคือ “12 Senses เลี้ยงลูกให้มีพัฒนาการ” หนังสือเล่มนี้เป็นภาคต่อ ตามแนวทางของแพทย์มนุษยปรัชญาและแพทย์องค์รวม เน้นเรื่องความสัมพันธ์ของกาย จิต และสมองที่สัมพันธ์กัน ประสานทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นร่างกายของเด็กที่มีพัฒนาการที่ดีตามวัย ย่อมส่งผลดีต่อสมองและการเรียนรู้ แต่หากเด็กมีความผิดปกติทางกาย โดยเฉพาะระบบการย่อยอาหาร ที่มีผลจากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมและระบบการศึกษาที่บีบคั้น สมองและการเรียนรู้ของเด็กย่อมติดขัด ส่งผลร้ายถึงขั้นเจ็บป่วยทั้งกาย จิต และสมอง ตั้งแต่วัยเด็กและต่อเนื่องเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และส่งผลให้กระบวนการเรียนรู้ ความคิด และจิตใจ ติดขัดไปด้วย หากพ่อแม่และครูเข้าใจเรื่อง “12 Senses” หรือ “12 ผัสสะการรับรู้ของเด็ก” ร่วมกับ “การทำงานของ 7 Life Processes” หรือ “กระบวนการชีวิตทั้ง 7” ที่สัมพันธ์กับพลังสมองและพลังการเรียนรู้แล้ว จะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีทั้งทางกาย ใจ ปัญญา สังคม ได้เต็มศักยภาพ เพราะการศึกษาที่แท้จริง  ด้วยร่างกายที่แข็งแรง ด้วยหัวใจที่เป็นสุข และด้วยสมองที่มีปัญญา หนังสือราคา 380 บาท

ค้นพบแพสชั่นที่ใช่ของตนเอง

เพื่อความสำเร็จและอิสรภาพในชีวิต

“Unfollow Your Passion แพสชั่นที่ไม่ใช่ ทิ้งไปก็ไม่ผิด” ผู้เขียน Terri Trespicio (เทอร์รี เทรสปิชิโอ) ผู้แปล พชร สูงเด่น ชีวิตเราสามารถมีแพสชั่นได้หลายอย่าง ไม่จำเป็นต้องมีแพสชั่นเดียว หนังสือเล่มนี้จะรวบรวมแนวคิดไว้ให้คนที่กำลังหาหาแพสชั่นที่ใช่ หรือกำลังสับสนกับชีวิตกับแพสชั่นที่ตนเองคิดว่าใช่ ได้สำรวจและทบทวนชีวิตตัวเองด้วยหลัก 3 ข้อ ได้แก่ ‘เลิกตาม’ แพสชั่น ‘เปิดเปลือย’ ความสนใจเพื่อปลดล็อกทักษะที่ซ่อนอยู่ และ ‘ปลดปล่อย’ ชีวิตสู่อิสรภาพ เพื่อปรับมุมมองต่อเรื่องการมีแพสชั่นอีกครั้ง  เมื่ออ่านแล้วจะได้ทบทวนตัวเองได้ว่าเรากำลังกำลังไล่ตามแพสชั่นผิดเส้นทางอยู่หรือไม่ หรือกำลังไล่ตามเป้าหมายคนอื่นที่ไม่ใช้เป้าหมานแท้จริงของตนเองอยู่ หรือมัวแต่หมกหมุ่นอยู่กับการแก้ไขสิ่งที่ไม่ได้ผิดพลาดไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัวอยู่หรือไม่  จำเป็นแค่ไหนที่เราต้องออกนอกคอมฟอร์ตโซน  ความสำเร็จคือการที่ทุกอย่างต้องเป๊ะและปังที่สุดเสมอจริงเหรอเปล่า เรากำลังหาเลี้ยงชีวิตหรือใช้ชีวิตอยู่กันแน่ เป็นต้น หนังสือราคาเล่มละ 399 บาท

สร้างความสุขในชีวิตได้แบบง่ายๆ

เพียงเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆน้อยๆ

“แค่นี้ก็ดีมากแล้ว” ผู้เขียน ศ.ดร. นภดล ร่มโพธิ์ “นภดล ร่มโพธิ์” อาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของเพจเฟซบุ๊คและพอดแคสต์ ช่อง Nopadol’s Story  เมื่อเราถามตัวเองว่าอะไรทำให้เรามีความสุขในชีวิต คำตอบของคนส่วนใหญ่ก็จะหลากหลายตามบริบทของตนเอง แต่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก  ซึ่งในความเป็นจริงคนเราสามารถมีความสุขได้บ่อยเท่าที่ต้องการจากสิ่งเล็กๆรอบตัวเรา หนังสือเล่มนี้ เกิดขึ้นมาจากบทความที่ผู้เขียนเผยแพร่ในเพจ ที่บางส่วนก็มาจากความคิดที่ได้จากการอ่านหนังสือ บางส่วนก็มาจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน รวมถึงการได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้รู้ท่านอื่นๆ ในเล่มได้แบ่งปันข้อคิด มุมมอง และประสบการณ์ต่างๆ ให้กับผู้อ่าน ซึ่งรวบรวมได้จากเรื่องราวรอบตัวที่หลายคนอาจมองข้าม โดยแบ่งออกเป็น 4 พาร์ท 45 มุมมองและข้อคิดดี ๆ ที่อ่านแล้วมีความสุข จากเรื่องราวที่หลายคนอาจมองข้าม อะไรที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยสักแค่ไหน ถ้าลองคิดว่ามันเป็นสิ่งดี ๆ หรือ “แค่นี้ก็ดีมากแล้ว” ชีวิตเราจะมีความสุขเพิ่มขึ้นได้ง่าย ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ ข้อคิดและมุมมองเหล่านี้ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจ และสร้างความสุขในการใช้ชีวิตของเราให้เพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ วัน หนังสือราคาเล่มละ 255 บาท

หนังสือเด่น : ดื่มด่ำความงดงามของการใช้ ‘คำ’ เรียนรู้ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีบริหาร และการปกครอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759961

หนังสือเด่น : ดื่มด่ำความงดงามของการใช้ ‘คำ’  เรียนรู้ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีบริหาร และการปกครอง

หนังสือเด่น : ดื่มด่ำความงดงามของการใช้ ‘คำ’ เรียนรู้ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีบริหาร และการปกครอง

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

‘สามก๊ก’ ถือเป็น อมตวรรณกรรมจีน ที่แปลเป็นภาษาไทย ที่มีอายุยาวนานกว่า 200 ปี และได้รับการยกย่องว่าเป็นที่สุดของการพรรณนาโวหาร ที่มีการใช้ภาษาที่งดงาม เปรียบเสมือนเพชรยอดมงกุฏของงานร้อยแก้ว และก็ยังคงยืนยันว่าเป็นเช่นนั้นมาจนถึงทุกวันนี้  ผู้ที่อ่านสามก๊กอย่างเข้าใจและเข้าถึงจะเป็นการเติมองค์ความรู้ในเรื่องของ “คำ” ที่สามารถหยิบจับมาใช้ได้อย่างใจ คำที่ใช้ในเรื่องเต็มไปด้วยความหมายและทรงพลัง ทั้งยังสามารถรักษาความงามความถูกต้องของภาษาไทยเอาไว้อย่างไม่ตกหล่น และถือเป็นพรรณนาโวหารที่ใช้อย่างรู้จักกาละในสิ่งที่ต้องการนำเสนอ  “สามก๊ก” จึงเป็นเหมือน “คลังคำ” ของภาษาไทยที่เมื่อเราซึมซับในรสของคำแล้ว รสความก็จะตามมา

บางทีการที่โบราณให้อ่าน “สามก๊ก” มากกว่าหนึ่งครั้ง ก็คงหมายให้การอ่านครั้งแรกให้มุ่งไปที่การอ่านให้แตกอ่านให้คล่องจะได้ซึมซับรับรู้ความงามของคำในบทประพันธ์  ส่วนการอ่านครั้งที่สองคือการอ่านเอาเรื่อง เพราะว่า “สามก๊ก” มีลำดับเหตุการณ์ที่ซับซ้อน มีตัวละครมาก การอ่านในครั้งนี้จึงเข้าใจมากขึ้น และการอ่านครั้งที่สามเพื่อเป็นการอ่านแบบตั้งคำถามและนำมาวิเคราะห์ประยุกต์ใช้

ข้อเสนอแนะวิธีการอ่าน “สามก๊ก” ให้ครบ 3 ครั้ง  ย่อมหมายถึงว่าวรรณกรรมเรื่องนี้มิใช่เป็นเพียงเครื่องปรุงแต่งอารมณ์ หรือเครื่องมือให้ความบันเทิงแก่สังคมเท่านั้น แต่โดยเนื้อหากลับเป็นเสมอ “ตำรานอกระบบ” ที่ผู้คนจะใช้ศึกษาเพื่อเอามาใช้กับชีวิตและการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำราชการเพราะ “สามก๊ก” เต็มไปด้วยยุทธศาสตร์ยุทธวิธี ทั้งในเรื่อง การบริหาร การปกครอง และที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของการทหาร

“สามก๊ก” จึงเป็นเหมือน “ตำราพิชัยสงคราม” ที่นักการทหารแต่โบราณของไทยศึกษาและนำเอามาประยุกต์ใช้เพื่อรักษาบ้านรักษาเมือง ซึ่งได้มีปรากฏหลักฐานอยู่ในวรรณคดีไทยหลายต่อหลายเรื่อง แม้ในทุกวันนี้ “สามก๊ก” ก็ยังคงมีความสำคัญในแง่ของการบริหารการปกครองคน ที่มักถูกหยิบยกเอามาประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่องเสมอมา  

อาจกล่าวได้ว่า หนังสือ “สามก๊ก” นี้มีบทบาทต่อสังคมไทยต่อเนื่องยาวนาน และเป็นหนังสือประจำบ้านที่สามารถหยิบจับเอาอ่านได้บ่อย ที่จะค่อยๆอ่านทีละเล็กละน้อย หรืออ่านแบบจริงจังก็ได้ทั้งสิ้น

สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน)   เล่มนี้  คณะกรรมการวรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ 6 ประกาศเกียรติคุณว่าเป็นยอดความเรียงเรื่องนิทาน ได้รับการยกย่องว่ามีสำนวนแปลดีกว่าพงศาวดารจีนเรื่องอื่นๆ และเป็นสุดยอดแห่งตำราพิชัยสงครามทั้งฝ่ายบู๊และบุ๋น เป็นที่รวมของสรรพศาสตร์ กุศโลบาย เล่ห์เพทุบายในการทำศึก เป็นที่รวมแห่งความดีและความชั่วของมนุษย์ ซึ่งเป็นแรงบันดาลให้เกิดสามก๊กฉบับต่างๆ ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองอีกมากมาย ดำเนินเรื่องชวนคิด ชวนติดตามตลอดเล่ม

สามก๊ก  ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) (ปกแข็ง) (เล่ม 1-2 จบ) (บรรจุกล่อง : Book Set : 2 เล่ม)  ราคาชุดละ 950 บาท

เทคนิคและเคล็ดลับไปสู่ความสำเร็จ

แบบฉบับคุณหมอหมอนักวิจัย Harvard

“ไม่ต้อง “หัวดี” แค่รู้ “วิธี” ก็สำเร็จได้” ผู้เขียน Takenori Inomata  ผู้แปล ช่อลดา เจียมวิจักษณ์  ผู้เขียนเป็นนักเขียนดีกรีคุณหมอนักวิจัยแห่งห้องปฏิบัติการ Harvard Medical School และเจ้าของปริญญา Executive MBA จากมหาวิทยาลัยบอสตัน หนังสือได้มานำเสนอเทคนิคความสำเร็จ จากมุมมองและประสบารณ์ของหมอที่เก่งๆตามแบบฉบับคุณหมอ ในเล่มได้บอกถึง กลยุทธ์ในการพิชิตเป้าหมายของชีวิตหลายอย่าง และนำเสนอเทคนิคและเคล็ดลับของคนสำเร็จ โดยเริ่มต้นตั้งแต่วิธีตั้งเป้าหมายของคนที่ประสบความสำเร็จ เคล็ดลับเพิ่มพลังสมาธิและการบริหารเวลาของคนที่ประสบความสำเร็จ เคล็ดลับการเรียนของคนที่ประสบความสำเร็จ กฎการบริหารเวลา เคล็ดลับเรียนและทำงานให้เกิดประสิทธิผล ตลอดจนเผยความลับที่ทำให้คนสำเร็จเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับทุกคนที่อยากจะเอาดีทั้งเรื่องงาน การเรียน ครอบครัว และด้านอื่น ๆ และประสบผลสำเร็จในทุกๆด้านในในเวลาเดียวกัน หนังสือราคา 245 บาท

ให้กำลังใจคนที่กำลังล้ม

ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อตัวเองต่อไป

“ล้มแล้วไง ไปต่อ Fuck up and Move on ” ผู้เขียน    ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ นักเขียนเป็นที่รู้จัก มีผลงานมาแล้วกว่า 10 เล่ม มีผู้ติดตามกว่า 100,000 คน     หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมาเป็นเหมือนเป็น “เพื่อนทางใจ” ที่จะชวนให้เราหยุดพักจากความเหนื่อยล้า มาอ่านเรื่องราวที่อาจจะพบเจอตัวเราเองอยู่ในหนังสือ อ่านหนังสือแล้ว อาจทำให้ได้มุมมองและแรงบันดาลใจไปใช้ชีวิตต่อไปได้ เนื้อหาแบ่งออกเป็น25 เรื่องราวของผู้คนที่เต็มไปด้วยบาดแผล คราบน้ำตา และหัวใจที่เคยแหลกสลาย แต่ทุกเรื่องมาพร้อมกับบทเรียนมีค่าที่ความล้มเหลวได้สอนพวกเขา อาทิ  การเดินทางของหัวใจที่เจ็บปวดจากการทำงาน ความล้มเหลวตั้งแต่ก้าวแรกของอดีต CEO Disney มันยาก…แต่ไม่ได้แปลว่าเป็นไปไม่ได้ เรารักกันได้เพราะมองเห็นข้อดี แต่อยู่ด้วยกันได้เพราะยอมรับข้อเสีย  4 วิชาที่ทำให้เด็กหน้าใหม่ได้ไปต่อ แด่มนุษย์วัย 30 ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะถึงวันของเราเสียที ยอมให้ตัวเองอ่อนแอได้ก็คงไม่เหนื่อยขนาดนี้ เป็นต้น หนังสือราคา 285 บาท

เทคนิคพูดจับประเด็นและให้เข้าใจง่าย

การันตีโดยชาวออฟฟิศกว่า 500,000 คน

“พูดแบบไหน สะกดใจคน (ฟัง) I Speak Simply” เล่มนี้ นำเสนอเทคนิคการพูดจับประเด็นให้ฟังเข้าใจง่าย การันตีโดยชาวออฟฟิศกว่า 500,000 คน ผลงานของ “Rhee Dongwoo” กูรูทฤษฎีสรุปความ เจ้าของรายการฮิต “อ่าน 10 นาทีกับ Rhee Dongwoo” อันดับ 1 คลิปเสียงหมวดธุรกิจ 3 ปีซ้อน บนแพลตฟอร์มยอดนิยม Naver ซึ่งได้รวบรวม 57 หัวข้อ หลากหลายสุดยอดเทคนิคโดยการยกปัญหาขึ้นมาและแก้ไขและแนะนำเทคนิคไปด้วยพร้อมกัน  อาทิ กฎการพูด 10 ข้อที่สะกดใจคนฟัง เคล็ดลับการพูดคล่องโดยไม่ต้องดูโพย เหตุใดบริบทจึงสำคัญ รีเซ็ตสมอง หาเวลาใช้ความคิด จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราจดบันทึก 1,000 ชั่วโมง ลองทำตัวเหมือนมนุษย์โลกอื่นดูบ้าง เคล็ดลับของคนที่ประสบความสำเร็จ และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่จะทำให้คุณสรุปเนื้อหาเก่งและพูดโดนใจคนฟัง หนังสือเล่มนี้ เป็นสุดยอดหนังสือดีเด่นแห่งปี 2019 โดย Publication Industry Promotion Agency of Korea หนังสือราคา 220 บาท

รักษาความเจ็บป่วยของร่างกาย

โดยใช้ธรรมชาติบำบัด ไม่ใช้ยา

“รักษาอาการเจ็บป่วย โดยไม่ใช้ยา” ผู้เขียน นิดดา หงส์วิวัฒน์  เป็นหนังสือที่รวบรวมบทความเกี่ยวกับการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บโดยสันติวิธีตามที่ผู้เขียนเรียก คือ ต้องไม่ใช้ยาซึ่งเป็นสารประดิษฐ์เคมีใด ๆ เลย แต่ใช้วิธีธรรมชาติบำบัดเข้าช่วย ความจริงแล้วมีหลากหลายวิธีน่ารัก ๆ และเป็นมิตรกับร่างกายในการรักษาอาการเจ็บไข้ ที่ทำให้ไม่เห็นความจำเป็นของการกินยา ซึ่งหากกินมากกินบ่อยก็รังแต่จะสร้างผลเสียต่อร่างกาย แต่สิ่งใกล้ตัวเรา อย่างเช่น แสงแดดอ่อนยามเช้า หรือน้ำสะอาด นั้นมีอานุภาพในการรักษาโรคได้ดีนักเชียวล่ะ เนื้อหาในเล่มจึงเปรียบเหมือนคู่มือสำหรับพิชิตทุกสรรพโรคด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด เป็นมิตรแท้ ให้ทุกท่านหายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วยโดยไม่ต้องใช้ยาใดๆ ทำให้ทุกท่านสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง จิตใจเบิกบานกันทุกคน  เนื้อหาในเล่ม อาทิ โยคะรักษาหมอนรองกระดูกคอปลิ้น ป้องกันมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก ด้วยการอาบน้ำ ถูตัว ขัดผิว รักษาโรคผิวหนัง ด้วยการอาบน้ำ ถูตัว ขัดผิว กระเพาะปัสสาวะอักเสบให้ดื่มน้ำขับพิษ ฯลฯ หนังสือราคา 160  บาท

หนังสือเด่น : สร้างภูมิคุ้มกันให้มนุษย์เงินเดือน อยู่รอด และรุ่งในทุกช่วงชีวิตการทำงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758561

หนังสือเด่น : สร้างภูมิคุ้มกันให้มนุษย์เงินเดือน อยู่รอด และรุ่งในทุกช่วงชีวิตการทำงาน

หนังสือเด่น : สร้างภูมิคุ้มกันให้มนุษย์เงินเดือน อยู่รอด และรุ่งในทุกช่วงชีวิตการทำงาน

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สังคมการทำงานกับการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าเราจะทำงานในตำแหน่งใด องค์กร หรืออุตสาหกรรมใดก็ตาม ถึงแม้ว่าทุกวันนี้เมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลายในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ผลกระทบยังคงมีอยู่กับคนทำงาน ยังมีคนที่ไปไม่รอด ไม่ได้ไปต่อ ถูกเทกลางทางก็ยังมีอยู่ หรือคนที่อยู่ต่อไปได้แต่ต้องทนอยู่ด้วยความยากลำบากก็มีอีกมากเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงในองค์กรก็ยังคงมีอยู่เสมอ คนที่เอาตัวรอดปรับตัวได้ก็มีอยู่บ้าง แต่คนที่กำลังทุกข์และหาทางออก หรือต้องการกำลังใจ และต้องการคำแนะนำวิธีเตรียมตัวกับการเปลี่ยนแปลงและการเอาตัวรอดในทุกสถานการณ์ก็ก็มีมากเช่นกัน

หนังสือ The New S-curve อยู่รอด ปลอดภัย และรุ่งได้กับทุกการเปลี่ยนแปลง จะมานำเสนอตัวอย่างและแนะวิธีการต่อสู้กับปัญหาและการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจากปัจจัยภายนอก หรือปัจจัยภายในคือปัญหาจากวงจรการเติบโตของการทำงาน (Career Growth Life Cycle)ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง หากต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มั่นคง หรือไม่มีความมั่นใจว่าตนเองนั้นสามารถอยู่รอดต่อไปได้ มีปัจจัยอะไรบ้างที่จะช่วยทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยในหน้าที่การงาน และถ้าอยากรุ่งในที่ทำงานต้องทำอย่างไรบ้าง

หนังสือเริ่มเกริ่นนำด้วยการแบ่งวงจรชีวิตการทำงานตามวงจรของการทำงาน (Career Growth Life Cycle)  ออกเป็น 4 ช่วงคือ ช่วงเริ่มต้น Introduction Stage,  ช่วงการเติบโต Growth Stage , ช่วงที่เติบโตเต็มที่ Maturity Stage และช่วงตกต่ำหรือขาลง Decline Stage ซึ่งวงจรดังกล่าวเป็น S Curve แบบเอียงๆ คือเริ่มลากจากจุดต่ำสุดในช่วงเริ่มทำงาน เส้นวงจรสูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเริ่มเติบโต และเส้นก็จะค่อยหักหัวลงมา และตกลงท้ายสุด งานเริ่มมีปัญหา เริ่มตัน หมดหนทางโต หนังสือเล่มนี้จะมาช่วยไม่ให้ทุกคนจบเกมตามวงจร และได้ไปต่อ เพราะเชื่อว่าทุกคนสามารถสร้างตัว S ใหม่ได้เสมอ

หนังสือได้แบ่งช่วงเวลาทำงานของพนักงานออฟฟิศออกเป็น 4ช่วง คือ ช่วงเอาตัวรอด (The Survivor) ในหนังสือจะแนะนำว่าเมื่อเราเริ่มทำงานหรือเริ่มงานใหม่ เราจำเป็นต้องเอาตัวรอดก่อน ความสามารถเอาตัวรอดเป็นเรื่องจำเป็น และต้องทำแบบถูกต้องด้วย ช่วงที่2 ช่วงพาตัวเองไปสู่จุดปลอดภัย (The Guardian) โดยการต้องพาตัวเองไปสู่จุดปลอดภัยในการทำงาน ทำตัวให้เป็นคนที่บริษัทจำเป็นต้องมีและเลือกเก็บไว้ให้ได้ ช่วงที่ 3 ช่วงรุ่งโรจน์(The Star ) ที่ต้องเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เต็มๆ เป็นช่วงที่ชีวิตมีทางเลือก รับมือได้ทุกสถานการณ์ ช่วงนี้เหมือนศิลปินต้องโชว์ตัวบ่อย และ ช่วง 4 เป็นช่วงพร้อมถูกทำลาย (The disruptor) ก็อย่าหลงระเริง เพราะอาจจะทำให้เราล้มครั้งใหญ่ ช่วงนี้ต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง เพราะเราที่รุ่งอยู่ข้างหน้าจะเห็นกระแสและเทรนด์การเปลี่ยนแปลงมากกว่าคนอื่น และต้องหา S เส้นใหม่หรือเปลี่ยนแปลงตนเองได้อีกครั้งทันที

ทุกคนที่ทำงานในองค์กรต่างๆ สามารถใช้หนังสือเล่มนี้เป็นแนวทางในการให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกช่วงชีวิตการการทำงานได้จริง หนังสือกลั่นกรองมาจากประสบการณ์จริงของผู้เขียน และการคาดการณ์ว่าจะมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีต่างๆที่สามารถประยุกต์ใช้จริง ท้ายบทมีเช็กลิสต์เพื่อให้เอาไว้ทบทวนตัวเอง เมื่ออ่านแล้วจะรู้สถานการณ์ตัวเองว่าอยู่แบบไหน และควรปรับปรุงตัวเองหรือศักยภาพแบบไหน ที่จะเอาตัวรอด หรือไปได้ไกลกว่า หรือแม้แต่ สามารถเอาชนะทุกการเปลี่ยนแปลงได้

ในทุก ๆ การเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่คนที่ฉลาดหรือคนที่แข็งแรงที่สุดจะเป็นผู้ที่อยู่รอด คนที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีต่างหากที่จะรอด  หากไม่อยากอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย ทุกคนสามารถมี S-curve ในแบบฉบับของตนเองได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าเป้าหมายของชีวิตและการทำงานแต่ละช่วงเวลาเราอยากเป็นอะไรและตอบโจทย์เส้นทางสุดท้ายเราหรือไม่ ดังนั้นเรามาสร้างเส้นทางตนเอง เพื่อให้สามารถอยู่รอดปลอดภัย และรุ่งทุกการเปลี่ยนแปลงดีกว่า

หนังสือ “The New S-curve อยู่รอด ปลอดภัย และรุ่งได้กับทุกการเปลี่ยนแปลง” ผู้เขียน ดร. รพีรัฐ ธัญวัฒน์พรกุล เจ้าของเพจ มนุษย์เงินเดือนพันธุ์ใหม่ ที่มีผู้ติดตามกว่า 845,000 คน เป็นหนังสือที่คนทำงานไม่ควรพลาด เพราะจะเป็นตัวช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนทุก  จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์เชนจ์พลัส จัดจำหน่ายโดย ซีเอ็ดยูเคชั่น รูปแบบปกอ่อนราคา 190 บาท มีจำหน่ายในรูปแบบ e-book และ audiobook

ทำความรู้จักธุรกิจแฟรนไชส์

โมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

“ปั้นธุรกิจในฝันให้เป็นแฟรนไชส์ 100 ล้าน ง่ายนิดเดียว!” ผู้เขียน ธนบรรณ สัมมาชีพ ปัจจุบันที่เราได้รับผลกระทบกับการแพร่ระบาดของเชื้อโรคและผลพวงจากการทำสงคราม เมื่อโลกเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจก็เปลี่ยน การทำมาหากินทุกอย่างยากขึ้น  และธุรกิจแฟรนไชส์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คนธรรมดาอย่างเราสามารถเลือกทำเพราะไม่ต้องลงทุนเองและส่วนใหญ่เขาวางระบบธุรกิจไว้ค่อนข้างชัดเจน  หรือแม้แต่ธุรกิจที่กำลังถึงทางตันหรืออยากหาวิธีใหม่ๆในการเพิ่มยอดขาย แฟรนไชส์ก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีในการทำตลาดเช่นกัน หนังสือเล่มนี้ได้ตกผลึกมาจากจากประสบการณ์ทำงานจริงของผู้เขียน ที่อยู่ในวงการนี้นาน ประกอบกับข้อมูลความรู้จากแหล่งความรู้มากมายทั่วโลก (ผสมทฤษฎีและประสบการณ์) ทำให้สามารถใช้เป็นใบเบิกทางสู่การธุรกิจแฟรนไชส์ของทุกคนได้ พบกับกลยุทธ์ที่จะทำให้สู่ความเป็นเบอร์หนึ่งใน “แฟรนไชส์” หรือทำให้ได้ร่วมงานกับผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่ดี เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ด้วยคอนเซ็ปต์ “เก่งคิด เก่งทำ เราทำได้”  หนังสือราคาเล่มล่ะ 245 บาท

การสร้างแบรนด์สินค้าให้ประสบผลสำเร็จ

โดยนักสร้างแบรนด์ชื่อดังของไทย

 “Brand Storydoing Wins สร้างแบรนด์ด้วยเรื่องเล่า ไม่เท่าลงมือทำ” ผู้เขียน ดลชัย บุณยะรัตเวช, พัชรา โพธิ์กลาง     การที่ผู้บริโภค “พูด” แทนแบรนด์หรือ “บอกต่อ” ถือเป็นความปรารถนาสูงสุดของทุกแบรนด์ เพราะไม่มีการโฆษณาใด ดีเท่ากับการ “ชอบ”  “รัก”  “เป็นสาวก” แล้ว “บอกต่อ” รวมทั้งปกป้องแบรนด์เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด การบอกต่อของผู้บริโภคจะเกิดขึ้นจริงได้ เมื่อแบรนด์ Be Do แล้ว Say จนผู้บริโภค Feel ได้อย่างแท้จริง เมื่อนั้นคุณถึงจะเป็นแบรนด์ตัวจริง หนังสือเล่มนี้ ถือเป็นผลงานเขียนที่ “คุณดลชัย บุณยะรัตเวช” นักสร้างแบรนด์ชื่อดังได้นำประสบการณ์ตลอดชีวิตมาตกผลึกเป็นงานเขียน ที่บอกได้เลยว่าสามารถจุดประกายความคิดให้แก่ผู้อ่านได้เป็นอย่างดี งานเขียนเล่มนี้มีแต่เนื้อ ๆ ไม่มีน้ำให้เสียเวลาอ่าน อ่านแล้วเข้าใจได้ทันที มองเห็นภาพ และสามารถนำวิธีคิดหรือหลักการที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้ในเล่มไปประยุกต์ใช้กับแบรนด์ของเราได้อย่างดีเยี่ยม ราคา 225 บาท

แนะการจัดการชีวิตของพ่อแม่มือใหม่

ในแง่มุมของนักเศรษฐศาสตร์

“คู่มือเลี้ยงลูกฉบับนักเศรษฐศาสตร์” ผู้เขียน Emily Oster (เอมิลี ออสเตอร์) ผู้แปล รสลินน์ ทวีกิตติกุล  เมื่อลูกน้อยลืมตาดูโลก ในฐานะพ่อแม่ก็นับว่าถือกำเนิดในโลกใบใหม่เช่นกัน ทุกสิ่งอย่างรอบตัวเหมือนจะอยู่นอกเหนือการควบคุมเสียทั้งหมด หากกำลังหัวหมุนกับการเป็นพ่อแม่มือใหม่ กังวลสติแตกกับเรื่องต่างๆร้อยแปด  ทุกย่างก้าวของพ่อแม่มีแต่เรื่องให้ตัดสินใจ แถมคำแนะนำก็หลากหลายจนไม่รู้จะเชื่อใคร   “เอมิลี ออสเตอร์” เป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยบราวน์และคุณแม่ลูกสอง จะพาพ่อแม่ เจาะลึกสารพันปัญหาประสาพ่อแม่ลูกอ่อน ในมุมมองเศรษฐศาสตร์เพื่อมองทะลุมายาคติฝังลึกเรื่องนมแม่ เรื่องเล่าปากต่อปากว่าด้วยการพาลูกเข้านอน ข้อถกเถียงไม่รู้จบเรื่องเวลาหน้าจอ ไปจนถึงการรักษาความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปเมื่อมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามา นี่คือคู่มือเลี้ยงลูกที่จะเป็นเพื่อนคู่คิดและช่วยให้รับมือเจ้าตัวน้อยได้อย่างผ่อนคลายขึ้น นับแต่วันแรกคลอดจากครรภ์มารดาจนถึงหน้าประตูโรงเรียน หนังสือราคาเล่มละ 450 บาท

วิธีใช้ชีวิตแบบมีความสุขแบบแมว

ที่ไม่คิดมากและไม่คิดทำร้ายตัวเอง

“ความสุข is here เรียกเหมียว ๆ เดี๋ยวก็มา” ผู้เขียน Akira Uenishi (อะคิระ อุเอะนิชิ) ผู้แปล โชว์เดียร์ มามุติพงศ์ หนังสือเล่มนี้ได้แนะนำ 48 วิธีที่จะทำให้คนเราใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแบบแมว คือแมวไม่คิดมาก ไม่คิดลบ ไม่เคยคิดว่าทำไม่ได้ และไม่เคยคิดทำร้ายตัวเอง  เราจึงเห็นเหล่าแมวเหมียวกล้าที่จะดื้อ กล้าที่จะป่วน เพราะนั่นคือวิธีคิดที่จะทำให้มันมีความสุข ถ้าหากคนเราคิดเหมือนแมวได้ก็คงดี เพราะคนเราพยายามคิดอะไรซับซ้อนจนลืมมองตัวเอง ชอบคิดลบ จนกลายเป็นการทำลายความมั่นใจ ทำลายความฝัน ทำร้ายความความสุขของตัวเองในที่สุด   หนังสือเล่มนี้อุดมไปด้วยข้อความเชิงบวก อ่านง่าย รวมวิธีสร้างความสุขแบบง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้ พร้อมภาพแมวเหมียวน่ารัก มาเพิ่มกำลังใจและให้ความสุขให้นักอ่านทุกคน เพราะพลังแห่งการคิดบวกไม่เพียงจะทำให้ใจเราเบาสบายเท่านั้น แต่ยังการสร้างกำลังใจตัวเอง สร้างความมั่นใจ สร้างความสัมพันธ์ที่ดี และการสร้างความสุขให้กับเราในที่สุด หนังสือราคาเล่มละ 250บาท

หนังสือเด่น : ประวัติ และผลงานข้าราชการหัวกะทิ ผู้สร้างคุณูปการแก่วงการคมนาคมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757030

หนังสือเด่น : ประวัติ และผลงานข้าราชการหัวกะทิ  ผู้สร้างคุณูปการแก่วงการคมนาคมไทย

หนังสือเด่น : ประวัติ และผลงานข้าราชการหัวกะทิ ผู้สร้างคุณูปการแก่วงการคมนาคมไทย

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พูดถึงวงการสื่อสารโทรคมนาคมในประเทศไทย คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า คุณศรีภูมิ ศุขเนตร เป็นข้าราชการระดับหัวกะทิคนหนึ่งที่เป็นกำลังสำคัญในการวางรากฐานระบบการสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่ และการยกระดับคมนาคมทางอากาศที่ทำให้ไทยเสมอภาคกับนานาชาติได้ในทุกวันนี้ และตลอดระยะเวลาการทำงานของคุณศรีภูมิ ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะได้เห็นถึงแนวคิดที่ก้าวหน้า การทำงานแบบทุ่มเทถึงลูกถึงคน และจิตใจที่มุ่งสร้างแต่ผลประโยชน์ให้ประเทศชาติ และประชาชนเสมอมา

นอกจากการทำงานที่มุ่งมั่นทำเพื่อส่วนรวมแล้ว เรื่องราวชีวิตส่วนตัวก็เป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากเช่นกัน เพราะคุณศรีภูมิเป็นคนที่มีความขยันหมั่นเพียร มีวินัยในชีวิตไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการทำงาน ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ คุณศรีภูมิเป็นผู้ที่เลือกทางเดินชีวิตและสร้างตนเองจนประสบความสำเร็จ ไม่ว่าการวางแผนชีวิตเพื่อมุ่งสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือการรับราชการโดยการไต่เต้าจากเสมียนมาสู่การเป็นปลัดกระทรวง  ตำแหน่งสูงสุดและในฝันของข้าราชการไทย

บนเส้นทางที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรค คำครหานินทา อำนาจอิทธิพล สิ่งยั่วยุต่างๆมากมาย คุณศรีภูมิอยู่รอดปลอดภัย และก้าวหน้าไปจนถึงจุดสูงสุด สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ได้ คือเพราะว่าเขานั้นเป็นคนดี และเป็นคนเก่ง ที่เก่งทั้งวิชาการและการบริหารงาน ทำงานมีหลักการ มีคุณธรรม มุ่งมั่นทำเพื่อบ้านเมืองและส่วนรวมเป็นสำคัญ

“จากเสมียน สู่ปลัดกระทรวง เรื่องของนายศรีภูมิ ศุขเนตร” เป็นหนังสือที่ ดร.อนันต์ วรธิติพงศ์ ผู้ใหญ่ในวงการสื่อสารที่เคารพนับถือและรู้จักคุณศรีภูมิมานาน ได้ขอให้คุณศรีภูมิได้เล่าถึงประวัติของคมนาคมไทยผ่านมุมมองและอัตชีวประวัติของคุณศรีภูมิเอง ในฐานะที่เป็นคนในและเคยกุมบังเหียนและมีส่วนในการพัฒนาให้ก้าวหน้าแทบจะทุกย่างก้าว เพื่อเป็นเกียรติประวัติและเป็นประวัติศาสตร์ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาหาความรู้ และเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตน โดยมีคุณมรกต รอดพึ่งครุฑ เป็นผู้เรียบเรียง

หนังสือมีทั้งหมด 25 บท โดยเริ่มต้นที่นักเรียนม.8 จากโรงเรียนอัสสัมชัญ ที่เก่งภาษาอังกฤษได้เริ่มงานที่บริษัทประกันของต่างชาติ หันเหมาสอบเข้ารับราชการในตำแหน่งเสมียนที่กรมบัญชีกลางจนมาลงตัวที่กระทรวงการต่างประเทศ เพราะมีจุดมุ่งหมายที่จะมีงานทำไปด้วยและเรียนหนังสือไปด้วย ความผิดหวังจากการสอบชิงทุนที่ใช้ภาษาอังกฤษไปเรียนต่างประเทศเพราะพื้นฐานภาษาอังกฤษสู้เพื่อนๆไม่ได้ ทั้งๆที่ตนเองสอบได้อันดับ6ของไทยในสายอักษรศาสตร์ แต่ก็ไม่ยอมแพ้ หันมามุ่งชิงทุนไปประเทศฝรั่งเศสแทน เพราะทุกคนที่สอบชิงทุนนั้นเริ่มต้นเรียนและมีพื้นฐานภาษาฝรั่งเศสที่มัธยมปลายเหมือนกันหมด  ในที่สุดก็สอบชิงทุนของกรมไปรษณีย์โทรเลขไปเรียนไปรษณีย์ที่ฝรั่งเศสได้ และนอกจากนี้ได้เรียนวิชาด้านการปกครองแห่งชาติ เรียนนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยปารีส เรียนปริญญาเอกกฎหมายมหาชนแต่ยังไม่ทันจบ ก็ต้องกลับมารับราชการเสียก่อน การกลับมาทำงานของนักเรียนนอกที่ช่วงแรก ๆที่ไม่มีใครมอบหมายงานให้ทำ ความไฟแรงและกิจกรรมต่างๆในช่วงเวลานั้น การไต่เต้าตำแหน่งต่างๆ  การเข้าสู่การเมืองด้วยความบังเอิญ  การกลับคืนไปเป็นราชการ การทำหน้าที่รองปลัดกระทรวงคมนาคม  การบุกเบิกงานด้านต่างๆทางคมนาคม  การต่อสู้กับความยากลำบากในการทำงาน การแก้ปัญหาต่างๆ การเป็นปลัดกระทรวงและผลงานโดดเด่น  การทำอาชีพเสริม และชีวิตช่วงเกษียณ เป็นต้น  นอกจากนี้ในตอนท้ายของแต่ละบทจะมีไฮไลท์คือคำสรุปที่เป็นแก่นสำคัญของในบทนั้นๆ คล้ายกับนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าในทุกบท ทั้ง 25 บท

ทุกเรื่องราวที่ถ่ายทอด อ่านแล้วประทับใจและมีรู้สึกถึงคุณค่าอย่างมาก เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวเรื่องจริงจากคนที่ใหญ่ที่สุดในกระทรวงคมนาคมในฝั่งข้าราชการประจำ เพราะนอกจากจะได้รู้ถึงความเป็นมาของโทรคมนาคมไทยจากผู้ที่เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนความเจริญแล้ว ยังจะได้เรียนรู้ชีวิตของข้าราชการน้ำดีท่านหนึ่งที่ไต่เต้าจากเสมียนเจริญก้าวหน้าถึงปลัดกระทรวง ได้เรียนรู้ว่าการทำงานด้วยความซื่อตรง ซื่อสัตย์สุจริต มีอุดมการณ์ จะสามารถก้าวไปสู่จุดสูงสุดในชีวิตราชการด้วยความปลอดภัย และเกษียณอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีนั้นทำได้  อ่านแล้วได้ทั้งความรู้และให้ข้อคิด แนวทางปฏิบัติ และสร้างขวัญกำลังใจและเป็นแบบอย่างแก่ผู้ตั้งใจทำดีทำชอบ ให้รักษาความดีต่อไป

ดังนั้นจึงอยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ“จากเสมียน สู่ปลัดกระทรวง เรื่องของนายศรีภูมิ ศุขเนตร” นี้กันสักครั้ง หรือให้ลูกหลานได้มีโอกาสอ่าน เพื่ออย่างน้อยๆ ประเทศไทยอาจจะได้คนดี คนมีคุณธรรมมาเป็นกลไกและฟันเฟืองดีขับเคลื่อนความก้าวหน้าในภาครัฐต่อไป

หนังสือจำหน่ายในราคา 200 บาท ผู้สนใจสั่งซื้อได้ที่ หนังสือพิมพ์แนวหน้า โทร.02-973-5000 เวลา 9.00-19.00 น.  รายได้เพื่อเป็นสวัสดิการนักข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า

วิธีจัดการคนที่ชอบ “บุลลี” คนอื่น

แบบอยู่หมัด และเด็ดขาด

“ 28 วิธีพูด รับมือ โต้กลับ เอาคืน เมื่อโดน “บุลลี” หรือ มีคนพูดไม่ดีใส่ เพื่อไม่ให้ใครข่มเหง รังแก หรือทำลายชีวิตคุณ” ผู้เขียน Sam Horn (แซม ฮอร์น) ผู้แปล เอกชัย วังประภา     ทุกวันนี้หลายคนที่ต้องทำงานหรืออยู่กับคนที่มีความสุขเวลาสร้างปัญหาให้เราหรือเปล่า คนๆนั้นชอบพูดทำให้เรารู้สึกแย่ แล้วก็บอกว่า “พูดเล่นเฉย ๆ” หรือต้องระมัดระวังคำพูดเวลาคุยกับคนผู้นี้ คนผู้นี้ชอบทำให้รู้สึกว่าเราเป็นฝ่ายผิด เพื่อให้ตัวเขาหรือเธอเป็นฝ่ายถูก เรารู้สึกมีความสุขมากขึ้นเมื่อ “ไม่ต้องอยู่ใกล้คนผู้นี้”  เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้เราสามารถรับมือ โต้กลับ หรือเอาคืนได้โดยไม่รู้สึกผิดด้วยเทคนิคง่ายๆ ที่มาจากหนังสือเล่มนี้ และเมื่อตอบโต้ได้ ชีวิตเราจะดีขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ปกป้องตัวเองได้ และปกป้องคนที่คุณรักได้ ไม่ยอมให้ใครมากระหน่ำซ้ำเติมด้วยคำพูดอีกต่อไป อย่ายอมให้ใครเหยียดหยาม แดกดัน ดูถูก หรือทำร้ายจิตใจด้วยคำพูดบุลลีเป็นเด็ดขาด หนังสือเล่มนี้อ่านง่ายและมีประโยชน์ เต็มไปด้วยกลวิธีและทักษะการสื่อสารเหมาะสม เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากถูกผู้อื่นบงการและถูกเอาเปรียบทางจิตใจ จนรู้สึกกลัว หวาดหวั่น หรือรู้สึกผิด ราคาเล่มละ 319 บาท

รู้เท่าทันสมอง ฝึกฝนคนเรียนเก่ง

เข้ากับคนอื่นได้ และเข้าสังคมได้ดีขึ้น

“ยิ่งเรียนสูงเรียนเก่ง ยิ่งต้องเร่งปรับตัว” ผู้เขียน Kato Toshinori (คะโตะ โทะชิโนะริ) ผู้แปล อังคณา รัตนจันทร์ ทำไมคนเรียนสูงเรียนเก่งจึงอยู่ร่วมกับผู้อื่นยาก สื่อสารกับใครไม่ค่อยรู้เรื่อง และทำให้คนอื่นต้องลำบากใจ หนังสือ “ยิ่งเรียนสูงเรียนเก่ง ยิ่งต้องเร่งปรับตัว”  ผู้เขียน “คะโตะ โทะชิโนะริ” เป็นนักเขียน Bestseller ป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทจิตวิทยา ชีวจิตวิทยา และวิทยาศาสตร์พุทธิปัญญา ผู้วิเคราะห์สมองด้วยภาพเอ็มอาร์ไอ ชื่อดังของญี่ปุ่น จะมาไขสมองคนเหล่านี้ว่า “พร่อง” ตรงส่วนไหนเมื่อต้องดำเนินชีวิต โดยวิเคราะห์จากพฤติกรรมในวัยทำงานและภาพถ่ายเอ็มอาร์ไอ (MRI) ของสมองอย่างละเอียด พร้อมคำแนะนำเรื่องสมองที่ช่วยให้คนที่มีปัญหาเรื่องนี้สื่อสารได้ดี เข้าสังคมได้ และฉลาดใช้ชีวิต ได้เวลาเพิ่มศักยภาพสมองให้สมดุลทั้ง 8 ส่วน เมื่อ “รู้ทันสมอง” ก็จะฝึกฝน “สมองส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้” ได้ต่อไป เมื่อสมองพัฒนาครบทุกด้าน ก็จะกลายเป็นคนที่สื่อสารได้ดี เข้าสังคมได้เหมาะสม ได้รับการยอมรับ พบความสุขและความสำเร็จได้ไม่ยาก ซึ่งเมื่ออ่านควบคู่ไปกับ “66 วิธีลับคมสมอง” จะช่วยให้ได้ทั้งความรู้และวิธีปฏิบัติในการฝึกสมองให้ครบทั้ง 8 ด้าน และนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี หนังสือราคาเล่มละ 195 บาท

ป้องกัน-รักษาภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

ที่เชื่อถือได้ และนำไปใช้ได้จริง

“ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด รู้ก่อน รักษา กลับมาเป็นตัวเอง” ทำความรู้จักและรับมือภาวะซึมเศร้าหลังคลอด คู่มือที่ตัวของคุณแม่ ครอบครัว และคนรอบข้างควรอ่าน ผู้เขียน Karen Kleiman (แคเรน ไคลแมน), Valerie Davis Raskin (วาเลอรี เดวีส ราสกิน) ผู้แปล อรดา ลีลานุช หนังสือเล่มนี้ถือเป็นเล่มแรกที่เจาะลึกเรื่องซึมเศร้าหลังคลอดอย่างครบครัน โดยผู้เขียนเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลหลังคลอด ที่ช่วยให้คุณแม่ได้รับมือร่างกายและจิตใจ ให้ครอบครัวเข้าใจพร้อมช่วยเหลืออย่างถูกวิธี เนื้อหาในเล่มผู้เขียนได้นำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความผิดปกติทางอารมณ์หลังคลอด มารวบรวมไว้ในรูปแบบที่กระชับและอ่านง่าย มีหัวข้อที่หลากหลาย ตั้งแต่การรักษาไปจนถึงการป้องกัน และได้ให้ข้อมูลสำคัญ เช่น การระบุอาการ แหล่งข้อมูลสำหรับการรักษาและการช่วยเหลือ รวมถึงเทคนิคทางพฤติกรรมในการจัดการกับอาการต่าง ๆ ที่นำไปใช้ได้จริง ข้อมูลเพิ่มเติม ฯลฯ   ถือเป็นหนังสือเล่มแรกที่ตีพิมพ์เรื่องซึมเศร้าหลังคลอดโดยเฉพาะ ที่เชื่อถือได้และนำไปใช้ได้จริง และให้ข้อมูลที่ครบครัน ทั้งอาการ การป้องกัน ตัวอย่าง ข้อมูลสำคัญ การรักษา ภายในเล่มเดียว หนังสือราคา 385 บาท

เยียวยาและสร้างความพึงพอใจในตนเอง

สร้างพลังชีวิตให้อยากต่อสู้ต่อไป

“แด่ฉัน…อันเป็นที่รัก : I Don’t Hurt Myself” ผู้เขียน Jun Mee Kyung  เป็นจิตแพทย์ชื่อดังของเกาหลีใต้ ผู้แปล วสุชา เขมการโกศล     ความพึงพอใจในตนเองเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่ตามหา “ความเป็นตัวเอง” และอยากเอาชนะความล้มเหลว ไม่ใช่เพื่อความสำเร็จ แต่เพื่อหาพลังแห่งชีวิด หลายคนที่ชีวิตกำลังเผชิญกับความเหน็ดเหนื่อย ความพึงพอใจในตนเองของทุกคนจะลดต่ำ จนเป็นที่มาของประโยคคุ้นหูว่า “หากอิจฉาจะพ่ายแพ้” และยิ่งลดต่ำลง เมื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ไม่ได้หรือตกอยู่ในสภาวะสิ้นหวัง ภาวะเช่นนี้ แท้จริงแล้วมีสาเหตุมาจาก “ความพึงพอใจในตนเองแบบเทียม” คนเกาหลีใต้เผชิญกับปัญหานี้ สาเหตุเกิดจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่กระตุ้นให้ผู้คนคิดถึงแต่การแข่งขันและผลประโยชน์ของตัวเอง หนังสือเล่มนี้จะมาช่วยกระตุ้นเตือนให้คนเราหันมาให้ความสนใจตัวเอง แนะนำให้คนหนุ่มสาวที่กำลังแบกรับความผิดหวัง บาดแผล และความเจ็บปวดทรมานจากการมีความพึงพอใจในตนเองต่ำได้อ่านจะช่วยไขข้อข้องใจว่า ทำไมคนยุคใหม่ถึงให้ความสำคัญกับ “ความพึงพอในใจตนเอง” (Self-esteem) บอกเล่าประสบการณ์การรักษาผู้ป่วยจิตเวช แนะนำแง่คิดดี ๆ มากมาย ช่วยให้ผู้อ่านกลับมารักตัวเอง และมีไฟปรารถนาในการใช้ชีวิตมากขึ้น  หนังสือราคา 245 บาท

หนังสือเด่น : ซีเอ็ด ‘MONEY 101’ ฉลองแสนเล่ม ออกปกใหม่ เพิ่มเนื้อหาเต็มอิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755583

หนังสือเด่น : ซีเอ็ด 'MONEY 101' ฉลองแสนเล่ม ออกปกใหม่ เพิ่มเนื้อหาเต็มอิ่ม

หนังสือเด่น : ซีเอ็ด ‘MONEY 101’ ฉลองแสนเล่ม ออกปกใหม่ เพิ่มเนื้อหาเต็มอิ่ม

วันอาทิตย์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) “ซีเอ็ด” จัดงาน Let’s Celebrate หนังสือ MONEY 101 ฉลองคนไทยอ่านทะลุ 100,000 เล่ม หนังสือการเงินเบื้องต้น ผลงานของ “โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์” โค้ชนักสร้างแรงบันดาลใจชื่อดัง ที่นำคนไทยไปสู่สุขภาพการเงินที่ดี และชีวิตที่มีความสุข โดยมีคุณดวงใจ จีนานุรักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) คุณสุดรัก ชัมพุนท์พงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีทูเอส จํากัด ร่วมฉลองความสำเร็จ ในครั้งนี้ ดำเนินรายการโดย คุณถนอม เกตุเอม หรือพรี่หนอม เจ้าของเพจ TaxBugnoms กูรู้ให้ความรู้ด้านภาษี บัญชีและการเงิน ภายในงาน ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับความรู้ทางการเงิน และสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง และร่วมกิจกรรม “แฟนพันธุ์แท้ Money 101” เพื่อรับรางวัลพิเศษจาก โค้ชหนุ่ม-จักรพงษ์ เมษพันธุ์ เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ณ ร้าน B2S ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 4

หนังสือ MONEY 101 เป็นหนังสือที่รวบรวมหลักคิดและวิธีการบริหารเงิน รวมไปถึงวิธีวางแผนการเงินส่วนบุคคล ที่โค้ชหนุ่มใช้สอน และบรรยายให้แก่ผู้คนหลายหมื่นคนมาตลอด 14 ปีที่ผ่านมา กลั่นเป็นเนื้อหาที่อ่านง่าย เป็นขั้นเป็นตอน เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษาเรื่องการเงินทุกคน  โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่ความรู้พื้นฐานทางการเงินที่ถูกต้อง แนวคิดและวิธีการสร้างวินัยการเงินโดยเริ่มจากการจัดการเงินส่วนบุคคลของตนเอง สอนการทำงบการเงิน การบริหารสภาพคล่อง  การวางแผนการเงินก่อนก่อหนี้ การจัดการเครดิตตนเองให้ดีเพื่อโอกาสทางการเงิน การวางแผนการจัดการความเสี่ยงและการวางแผนภาษี การหารายได้เพิ่มด้วยการหาอาชีพเสริมหลายๆทาง หรือธุรกิจอื่นๆนอกเหนือจากที่ทำอยู่  การจัดการเงินออม และวางแผนมีอิสระทางการเงินได้ตั้งแต่ในวัยหนุ่มสาว การวางแผนเกษียณรวยและเกษียณเร็ว หลักคิดสุขภาพการเงินที่ดีเพื่อต่อยอดสู่อิสรภาพทางการเงิน แผนเก็บเงิน1ล้านบาทแรก ฯลฯ พร้อมมีกรณีศึกษาจากเรื่องราวชีวิตของลูกศิษย์ของโค้ชหนุ่มอีกมากมาย และละเคสสาหัสสากรรจ์มาก แต่เมื่อวางแผนและแก้ไขอย่างถูกวิธีก็ผ่านเหตุการณ์และมีสุขภาพทางการเงินดีตลอดไปด้วยการชี้แนะและการสอนของโค้ชหนุ่ม สำหรับฉบับพิเศษครบรอบ 1 แสนเล่ม ได้เพิ่มเนื้อหากรณีศึกษา แบบทดสอบ และแนวทางต่างๆ การนำหลักคิดไปใช้ให้ประสบความสำเร็จ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์มากขึ้นไปอีก

หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนประตูบานแรกสำหรับผู้ที่เริ่มคิดวางแผนอนาคตทางการเงินของตนเอง อยากเริ่มต้นควบคุมการเงินของตนเอง   หรือการเงินเละเทะ หรือแม้แต่เป็นหนี้สินเป็นสินอิรุงตุงนัง อยากแก้ไขปัญหาแบบสำเร็จจริง ก็อ่านได้หมด เนื้อหาจะเป็นหลักคิด หลักปฏิบัติง่ายๆ ในการสร้างวินัยการเงิน การเคลียร์ปัญหาการเงินที่มีหลักการและถูกวิธี รับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมีสติ สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง ตั้งแต่อ่านจบในบทต่างๆ และทบทวนและทดสอบตัวเองได้เลยในท้ายบท

 หนังสือ MONEY 101 ของโค้ชหนุ่ม ถือเป็นหนังสือด้านการจัดการทางการเงินเล่มแรกที่เป็นของคนไทยที่อ่านแล้วมีประโยชน์และเป็นความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริง ที่สร้างคนไทยให้มีวินัยทางการเงิน รู้จักวางแผนการเงินมา หมดหนี้หมดสิน ร่ำรวยมั่งคั่งมานับไม่ถ้วน อ่านแล้วเหมือนโค้ชหนุ่มมานั่งในใจของพวกเราเลย เหมือนจะตรงใจไปเสียทั้งหมดทุกเรื่อง อันนี้ก็ปัญหา เรา อันนั้นก็เรื่องของเรา  อาจจะเป็นเพราะว่าโค้ชเขียนมาจากประสบการณ์จริง สถานการณ์จริงที่ปัญหาก็จะใกล้เคียงกัน  คนอ่านถึงได้อิน และมองภาพออกและปฏิบัติตามง่าย

 ใครที่กำลังมีปัญหาวิกฤติทางการเงิน  เหนื่อยกับการชักหน้าไม่ถึงหลัง หรืออยากมีเงินเก็บ อยากมีสุขภาพการเงินที่ดี อยากก้าวไปสู่อิสรภาพทางการเงิน ต้องอ่านหนังสือ MONEY 101  เมื่ออ่านแล้วก็จะเห็นภาพตาม เมื่อตั้งสติได้และจริงใจกับการแก้ปัญหา หรืออยากมีสุขภาพการเงินที่เป็นความต้องการจริงๆ ทำตามคำแนะนำในหนังสือ ก็จะประสบผลสำเร็จได้โดยไม่ยากนัก

หนังสือปกใหม่ พิมพ์ครั้งที่ 21 ฉลองครบ 100,000เล่ม หน้าปกปั๊มนูนสวยงาม ราคาเล่มละ 295 บาท จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายโดย ซีเอ็ดยูเคชั่น

อมตะวรรณกรรมแปล อายุกว่า 200 ปี

สุดยอดตำราพิชัยสงครามทั้งบู๊และบุ๋น

“สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) (บรรจุกล่อง)” “สามก๊ก” ถือเป็นที่สุดของการพรรณนาโวหารมีการใช้ภาษาที่งดงาม เป็นเหมือนเพชรยอดมงกุฎของงานร้อยแก้ว จนถึงวันนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น ผู้ที่อ่านสามก๊กอย่างเข้าใจและเข้าถึง จะเป็นเหมือนการเติมองค์ความรู้ในเรื่องของ “คำ” ที่สามารถหยิบจับมาใช้ได้อย่างใจ เต็มไปด้วยความหมายและทรงพลัง และยังสามารถรักษาความงามความถูกต้องของภาษาไทยเอาไว้อย่างไม่ตกหล่น เพราะการพรรณนาโวหารในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการใช้คำอย่างฟุ่มเฟือย แต่คือการรู้จักใช้อย่างรู้จักกาละในสิ่งที่ต้องการนำเสนอ อ่านเมื่อไรก็สัมผัสได้ถึงอรรถรสดังกล่าวเมื่อนั้น และ “สามก๊ก” ก็เป็นเสมือนอีกหนึ่งหลักสูตรของ “ตำราพิชัยสงคราม” ที่นักการทหารแต่โบราณของไทยศึกษาและนำเอามาประยุกต์ใช้เพื่อรักษาบ้านรักษาเมืองแม้ในปัจจุบัน “สามก๊ก” ก็ยังคงมีความสำคัญในแง่ของการบริหารการปกครองคน ซึ่งมักถูกหยิบยกเอามาประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง หนังสือชุด สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) (ปกแข็ง) (เล่ม 1-2 จบ) (บรรจุกล่อง : Book Set : 2 เล่ม) ราคาชุดละ 950บาท

เทคนิคการคิดที่นำไปสู่ความสำเร็จ

ที่ได้ผลยิ่งใหญ่เกินที่คาดหวังไว้

“คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก (ปกแข็ง) The Magic of Thinking Big” ผู้เขียน David J. Schwartz (เดวิด เจ. ชวอร์ต) ผู้แปล ดร. นิเวศน์ เหมวชิรรวากร     ในเล่มผู้อ่านจะได้พบกับ “สุดยอดเทคนิคการคิด” ที่จะผลักดันให้ทุกคนสามารถ “ประสบความสำเร็จเกินกว่าที่คาดคิด” โดยถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงของ “ดร.ชวาร์ตซ์” หนึ่งในสุดยอดผู้นำด้านแรงจูงใจ ซึ่งเมื่ออ่านแล้วจะช่วยให้ผู้อ่านสามารถก้าวขึ้นมาเป็นนักขาย และนักจัดการชั้นเยี่ยม และอื่นๆ  ที่สามารถหารายได้มากขึ้น และที่สำคัญที่สุด จะค้นพบกับความสุขที่แท้ในตนเอง  เนื้อหาในเล่มเต็มไปด้วยวิธีการที่ใช้ได้ผลจริง รวมถึงเทคนิคต่างๆ ที่ถือเป็นวิธีต้นแบบ พร้อมคำอธิบายที่เข้าใจง่าย ตลอดจนตารางการวางแผนชีวิตอย่างยิ่งใหญ่ ให้ได้ปฏิบัติอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ทั้งหน้าที่การงาน ชีวิตคู่ ชีวิตครอบครัว และกิจกรรมต่างๆ ในสังคม เพียงแค่ “คิด” และ “สร้างพฤติกรรมอย่างผู้ประสบความสำเร็จ” ทุกสิ่งที่ต้องการก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม หากเป็นคนที่กล้าคิดใหญ่ และอยากประสบความสำเร็จในชีวิตอยู่แล้ว ไม่ควรพลาด  หนังสือเล่มนี้ขายดีระดับโลก เนื้อหาทันสมัยอยู่เสมอ  ยอดขายหลายล้านเล่ม แปลแล้วกว่า 40 ภาษา คนไทยอ่านเกิน 200,000 เล่ม พิมพ์เวอร์ชันภาษาไทยครั้งที่ 73 ราคาเล่มละ 395 บาท

เทคนิคการสรุปเนื้อหาให้เป็น

แล้วพูดหรือนำเสนอได้โดนใจคนฟัง

“พูดแบบไหน สะกดใจคน (ฟัง) I Speak Simply ผู้เขียน: RHEE DINGWOO”  มนุษย์ออฟฟิศจริงๆแล้วพูดเก่งเป็นส่วนน้อย คุยเล่นคุยหัวเสียงดังสามบ้านแปดบ้าน แต่เมื่อต้องนำเสนอที่ประชุม หรือการพูดแบบเป็นทางการ หรือขออนุมัติเจ้านายก็ไม่เคยสำเร็จ พูดทีไรติดขัดทุกที แป้กจนน่าโมโหตลอด  แม้ว่าทำตามวิธีที่หนังสือหลายเล่มแนะนำมาก็ตาม ทักษะการพูดก็ไม่กระเตื้องขึ้นเลย อยากพูดอะไรในที่ประชุมก็ไม่สำเร็จสักที  ผู้เขียน RHEE DONGWOO เป็นกูรูทฤษฎีสรุปความ เจ้าของรายการฮิต “อ่าน 10 นาทีกับ RHEE DONGWOO” อันดับ 1 คลิปเสียงหมวดธุรกิจ 3 ปีซ้อน บนแพลตฟอร์มยอดนิยม NAVER  จะมาพูดถึงวิธีทำให้สรุปเนื้อหาเก่งและพูดโดนใจคนฟัง เริ่มตั้งแต่บอกถึงต้นตอของปัญหา พร้อมวิธีแก้ไข รวม 57 ข้อที่หลากหลาย และเทคนิคที่จะทำให้สรุปเนื้อหาเก่งและพูดโดนใจคนฟังมากขึ้น อาทิ กฎการพูด 10 ข้อที่สะกดใจคนฟัง เคล็ดลับการพูดคล่องโดยไม่ต้องดูโพย เหตุใดบริบทจึงสำคัญ รีเซ็ตสมอง หาเวลาใช้ความคิด จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราจดบันทึก 1,000 ชั่วโมง ลองทำตัวเหมือนมนุษย์โลกอื่นดูบ้าง เป็น หนังสือเล่มนี้ได้หนังสือดีเด่นแห่งปี 2019 โดย Publication Industry Promotion Agency of Korea   ราคาเล่มละ 220 บาท

เทคนิคการหนีออกจากปัญหา

ให้เกิดผลกระทบน้อยและสบายใจที่สุด

“การหลบหนี คือ การเริ่มต้น หาใช่การยอมแพ้ I Put On My Bravest Face When I Run Away” ผู้เขียน Youn Eul (ยูนอึล) ผู้แปล ศิวพร พงษ์ธรรม    หนังสือได้รวบรวมเทคนิคการหนีจากสิ่งที่ต้องจำทนเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องงาน โดยการเริ่มจากการเปลี่ยนข้อแก้ตัวอันแสนขี้ขลาดของพวกเราที่แม้แต่เราเองก็รู้สึกว่ามันไม่เข้าท่าเอาเสียเลย ให้กลายเป็นข้ออ้างอันกล้าหาญที่จะจากลา พร้อมกันนี้หนังสือยังถ่ายทอดแนวคิดปรัชญาและวรรณกรรมต่าง ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมความกล้าหาญให้กับตัวเราเอง และสามารถหลบหนีออกจากสถานการณ์โดยให้ทุกฝ่ายได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ด้วยการเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด  หนังสือเล่มนี้ให้ผู้อ่านสามารถหลบหนีออกจากสิ่งที่ทำให้รำคาญใจ โกรธ หรือทุกๆเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจโดยการตระเตรียมทางหนีที่ไล่ให้พร้อมที่สุด  ผู้เขียนได้มาแบ่งปันทักษะการหลบหนีต่างๆ ซึ่งเป็นเกราะกำบังและเป็นอาวุธที่ดีที่สุดในการปกป้องตัวเองจากผู้คนอื่นๆ ได้แก่แนะ วิธีตัดใจกับรักที่จบไปแล้ว  ไม่มีคำตอบที่ถูก หนีจากการเป็นตัวเองเพื่อไปผจญภัย การรู้จักรักรักษาศักดิ์ศรี การปลดปล่อยตัวเองและจากลาพร้อมรอยยิ้ม ฯลฯ   หนังสือราคาเล่มละ 395บาท

หนังสือเด่น : ประวัติ และผลงานข้าราชการหัวกะทิ ผู้สร้างคุณูปการแก่วงการคมนาคมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754056

หนังสือเด่น : ประวัติ และผลงานข้าราชการหัวกะทิ  ผู้สร้างคุณูปการแก่วงการคมนาคมไทย

หนังสือเด่น : ประวัติ และผลงานข้าราชการหัวกะทิ ผู้สร้างคุณูปการแก่วงการคมนาคมไทย

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พูดถึงวงการสื่อสารโทรคมนาคมในประเทศไทย คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า คุณศรีภูมิ ศุขเนตร เป็นข้าราชการระดับหัวกะทิคนหนึ่งที่เป็นกำลังสำคัญในการวางรากฐานระบบการสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่ และการยกระดับคมนาคมทางอากาศที่ทำให้ไทยเสมอภาคกับนานาชาติได้ในทุกวันนี้ และตลอดระยะเวลาการทำงานของคุณศรีภูมิ ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะได้เห็นถึงแนวคิดที่ก้าวหน้า การทำงานแบบทุ่มเทถึงลูกถึงคน และจิตใจที่มุ่งสร้างแต่ผลประโยชน์ให้ประเทศชาติ และประชาชนเสมอมา

นอกจากการทำงานที่มุ่งมั่นทำเพื่อส่วนรวมแล้ว เรื่องราวชีวิตส่วนตัวก็เป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากเช่นกัน เพราะคุณศรีภูมิเป็นคนที่มีความขยันหมั่นเพียร มีวินัยในชีวิตไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการทำงาน ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ คุณศรีภูมิเป็นผู้ที่เลือกทางเดินชีวิตและสร้างตนเองจนประสบความสำเร็จ ไม่ว่าการวางแผนชีวิตเพื่อมุ่งสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือการรับราชการโดยการไต่เต้าจากเสมียนมาสู่การเป็นปลัดกระทรวง  ตำแหน่งสูงสุดและในฝันของข้าราชการไทย

บนเส้นทางที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรค คำครหานินทา อำนาจอิทธิพล สิ่งยั่วยุต่างๆมากมาย คุณศรีภูมิอยู่รอดปลอดภัย และก้าวหน้าไปจนถึงจุดสูงสุด สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ได้ คือเพราะว่าเขานั้นเป็นคนดี และเป็นคนเก่ง ที่เก่งทั้งวิชาการและการบริหารงาน ทำงานมีหลักการ มีคุณธรรม มุ่งมั่นทำเพื่อบ้านเมืองและส่วนรวมเป็นสำคัญ

“จากเสมียน สู่ปลัดกระทรวง เรื่องของนายศรีภูมิ ศุขเนตร” เป็นหนังสือที่ ดร.อนันต์ วรธิติพงศ์ ผู้ใหญ่ในวงการสื่อสารที่เคารพนับถือและรู้จักคุณศรีภูมิมานาน ได้ขอให้คุณศรีภูมิได้เล่าถึงประวัติของคมนาคมไทยผ่านมุมมองและอัตชีวประวัติของคุณศรีภูมิเอง ในฐานะที่เป็นคนในและเคยกุมบังเหียนและมีส่วนในการพัฒนาให้ก้าวหน้าแทบจะทุกย่างก้าว เพื่อเป็นเกียรติประวัติและเป็นประวัติศาสตร์ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาหาความรู้ และเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตน โดยมีคุณมรกต รอดพึ่งครุฑ เป็นผู้เรียบเรียง

หนังสือมีทั้งหมด 25 บท โดยเริ่มต้นที่นักเรียนม.8 จากโรงเรียนอัสสัมชัญ ที่เก่งภาษาอังกฤษได้เริ่มงานที่บริษัทประกันของต่างชาติ หันเหมาสอบเข้ารับราชการในตำแหน่งเสมียนที่กรมบัญชีกลางจนมาลงตัวที่กระทรวงการต่างประเทศ เพราะมีจุดมุ่งหมายที่จะมีงานทำไปด้วยและเรียนหนังสือไปด้วย ความผิดหวังจากการสอบชิงทุนที่ใช้ภาษาอังกฤษไปเรียนต่างประเทศเพราะพื้นฐานภาษาอังกฤษสู้เพื่อนๆไม่ได้ ทั้งๆที่ตนเองสอบได้อันดับ6ของไทยในสายอักษรศาสตร์ แต่ก็ไม่ยอมแพ้ หันมามุ่งชิงทุนไปประเทศฝรั่งเศสแทน เพราะทุกคนที่สอบชิงทุนนั้นเริ่มต้นเรียนและมีพื้นฐานภาษาฝรั่งเศสที่มัธยมปลายเหมือนกันหมด  ในที่สุดก็สอบชิงทุนของกรมไปรษณีย์โทรเลขไปเรียนไปรษณีย์ที่ฝรั่งเศสได้ และนอกจากนี้ได้เรียนวิชาด้านการปกครองแห่งชาติ เรียนนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยปารีส เรียนปริญญาเอกกฎหมายมหาชนแต่ยังไม่ทันจบ ก็ต้องกลับมารับราชการเสียก่อน การกลับมาทำงานของนักเรียนนอกที่ช่วงแรก ๆที่ไม่มีใครมอบหมายงานให้ทำ ความไฟแรงและกิจกรรมต่างๆในช่วงเวลานั้น การไต่เต้าตำแหน่งต่างๆ  การเข้าสู่การเมืองด้วยความบังเอิญ  การกลับคืนไปเป็นราชการ การทำหน้าที่รองปลัดกระทรวงคมนาคม  การบุกเบิกงานด้านต่างๆทางคมนาคม  การต่อสู้กับความยากลำบากในการทำงาน การแก้ปัญหาต่างๆ การเป็นปลัดกระทรวงและผลงานโดดเด่น  การทำอาชีพเสริม และชีวิตช่วงเกษียณ เป็นต้น  นอกจากนี้ในตอนท้ายของแต่ละบทจะมีไฮไลท์คือคำสรุปที่เป็นแก่นสำคัญของในบทนั้นๆ คล้ายกับนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าในทุกบท ทั้ง 25 บท

ทุกเรื่องราวที่ถ่ายทอด อ่านแล้วประทับใจและมีรู้สึกถึงคุณค่าอย่างมาก เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวเรื่องจริงจากคนที่ใหญ่ที่สุดในกระทรวงคมนาคมในฝั่งข้าราชการประจำ เพราะนอกจากจะได้รู้ถึงความเป็นมาของโทรคมนาคมไทยจากผู้ที่เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนความเจริญแล้ว ยังจะได้เรียนรู้ชีวิตของข้าราชการน้ำดีท่านหนึ่งที่ไต่เต้าจากเสมียนเจริญก้าวหน้าถึงปลัดกระทรวง ได้เรียนรู้ว่าการทำงานด้วยความซื่อตรง ซื่อสัตย์สุจริต มีอุดมการณ์ จะสามารถก้าวไปสู่จุดสูงสุดในชีวิตราชการด้วยความปลอดภัย และเกษียณอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีนั้นทำได้  อ่านแล้วได้ทั้งความรู้และให้ข้อคิด แนวทางปฏิบัติ และสร้างขวัญกำลังใจและเป็นแบบอย่างแก่ผู้ตั้งใจทำดีทำชอบ ให้รักษาความดีต่อไป

ดังนั้นจึงอยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ“จากเสมียน สู่ปลัดกระทรวง เรื่องของนายศรีภูมิ ศุขเนตร” นี้กันสักครั้ง หรือให้ลูกหลานได้มีโอกาสอ่าน เพื่ออย่างน้อยๆ ประเทศไทยอาจจะได้คนดี คนมีคุณธรรมมาเป็นกลไกและฟันเฟืองดีขับเคลื่อนความก้าวหน้าในภาครัฐต่อไป

หนังสือจำหน่ายในราคา 200 บาท ผู้สนใจสั่งซื้อได้ที่ หนังสือพิมพ์แนวหน้า โทร.02-973-5000 เวลา 9.00-19.00 น.  รายได้เพื่อเป็นสวัสดิการนักข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า

วิธีจัดการคนที่ชอบ “บุลลี” คนอื่น

แบบอยู่หมัด และเด็ดขาด

“ 28 วิธีพูด รับมือ โต้กลับ เอาคืน เมื่อโดน “บุลลี” หรือ มีคนพูดไม่ดีใส่ เพื่อไม่ให้ใครข่มเหง รังแก หรือทำลายชีวิตคุณ” ผู้เขียน Sam Horn (แซม ฮอร์น) ผู้แปล เอกชัย วังประภา     ทุกวันนี้หลายคนที่ต้องทำงานหรืออยู่กับคนที่มีความสุขเวลาสร้างปัญหาให้เราหรือเปล่า คนๆนั้นชอบพูดทำให้เรารู้สึกแย่ แล้วก็บอกว่า “พูดเล่นเฉย ๆ” หรือต้องระมัดระวังคำพูดเวลาคุยกับคนผู้นี้ คนผู้นี้ชอบทำให้รู้สึกว่าเราเป็นฝ่ายผิด เพื่อให้ตัวเขาหรือเธอเป็นฝ่ายถูก เรารู้สึกมีความสุขมากขึ้นเมื่อ “ไม่ต้องอยู่ใกล้คนผู้นี้”  เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้เราสามารถรับมือ โต้กลับ หรือเอาคืนได้โดยไม่รู้สึกผิดด้วยเทคนิคง่ายๆ ที่มาจากหนังสือเล่มนี้ และเมื่อตอบโต้ได้ ชีวิตเราจะดีขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ปกป้องตัวเองได้ และปกป้องคนที่คุณรักได้ ไม่ยอมให้ใครมากระหน่ำซ้ำเติมด้วยคำพูดอีกต่อไป อย่ายอมให้ใครเหยียดหยาม แดกดัน ดูถูก หรือทำร้ายจิตใจด้วยคำพูดบุลลีเป็นเด็ดขาด หนังสือเล่มนี้อ่านง่ายและมีประโยชน์ เต็มไปด้วยกลวิธีและทักษะการสื่อสารเหมาะสม เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากถูกผู้อื่นบงการและถูกเอาเปรียบทางจิตใจ จนรู้สึกกลัว หวาดหวั่น หรือรู้สึกผิด ราคาเล่มละ 319 บาท

รู้เท่าทันสมอง ฝึกฝนคนเรียนเก่ง

เข้ากับคนอื่นได้ และเข้าสังคมได้ดีขึ้น

“ยิ่งเรียนสูงเรียนเก่ง ยิ่งต้องเร่งปรับตัว” ผู้เขียน Kato Toshinori (คะโตะ โทะชิโนะริ) ผู้แปล อังคณา รัตนจันทร์ ทำไมคนเรียนสูงเรียนเก่งจึงอยู่ร่วมกับผู้อื่นยาก สื่อสารกับใครไม่ค่อยรู้เรื่อง และทำให้คนอื่นต้องลำบากใจ หนังสือ “ยิ่งเรียนสูงเรียนเก่ง ยิ่งต้องเร่งปรับตัว”  ผู้เขียน “คะโตะ โทะชิโนะริ” เป็นนักเขียน Bestseller ป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทจิตวิทยา ชีวจิตวิทยา และวิทยาศาสตร์พุทธิปัญญา ผู้วิเคราะห์สมองด้วยภาพเอ็มอาร์ไอ ชื่อดังของญี่ปุ่น จะมาไขสมองคนเหล่านี้ว่า “พร่อง” ตรงส่วนไหนเมื่อต้องดำเนินชีวิต โดยวิเคราะห์จากพฤติกรรมในวัยทำงานและภาพถ่ายเอ็มอาร์ไอ (MRI) ของสมองอย่างละเอียด พร้อมคำแนะนำเรื่องสมองที่ช่วยให้คนที่มีปัญหาเรื่องนี้สื่อสารได้ดี เข้าสังคมได้ และฉลาดใช้ชีวิต ได้เวลาเพิ่มศักยภาพสมองให้สมดุลทั้ง 8 ส่วน เมื่อ “รู้ทันสมอง” ก็จะฝึกฝน “สมองส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้” ได้ต่อไป เมื่อสมองพัฒนาครบทุกด้าน ก็จะกลายเป็นคนที่สื่อสารได้ดี เข้าสังคมได้เหมาะสม ได้รับการยอมรับ พบความสุขและความสำเร็จได้ไม่ยาก ซึ่งเมื่ออ่านควบคู่ไปกับ “66 วิธีลับคมสมอง” จะช่วยให้ได้ทั้งความรู้และวิธีปฏิบัติในการฝึกสมองให้ครบทั้ง 8 ด้าน และนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี หนังสือราคาเล่มละ195บาท

ป้องกัน-รักษาภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

ที่เชื่อถือได้ และนำไปใช้ได้จริง

“ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด รู้ก่อน รักษา กลับมาเป็นตัวเอง” ทำความรู้จักและรับมือภาวะซึมเศร้าหลังคลอด คู่มือที่ตัวของคุณแม่ ครอบครัว และคนรอบข้างควรอ่าน ผู้เขียน Karen Kleiman (แคเรน ไคลแมน), Valerie Davis Raskin (วาเลอรี เดวีส ราสกิน) ผู้แปล อรดา ลีลานุช หนังสือเล่มนี้ถือเป็นเล่มแรกที่เจาะลึกเรื่องซึมเศร้าหลังคลอดอย่างครบครัน โดยผู้เขียนเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลหลังคลอด ที่ช่วยให้คุณแม่ได้รับมือร่างกายและจิตใจ ให้ครอบครัวเข้าใจพร้อมช่วยเหลืออย่างถูกวิธี เนื้อหาในเล่มผู้เขียนได้นำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความผิดปกติทางอารมณ์หลังคลอด มารวบรวมไว้ในรูปแบบที่กระชับและอ่านง่าย มีหัวข้อที่หลากหลาย ตั้งแต่การรักษาไปจนถึงการป้องกัน และได้ให้ข้อมูลสำคัญ เช่น การระบุอาการ แหล่งข้อมูลสำหรับการรักษาและการช่วยเหลือ รวมถึงเทคนิคทางพฤติกรรมในการจัดการกับอาการต่าง ๆ ที่นำไปใช้ได้จริง ข้อมูลเพิ่มเติม ฯลฯ   ถือเป็นหนังสือเล่มแรกที่ตีพิมพ์เรื่องซึมเศร้าหลังคลอดโดยเฉพาะ ที่เชื่อถือได้และนำไปใช้ได้จริง และให้ข้อมูลที่ครบครัน ทั้งอาการ การป้องกัน ตัวอย่าง ข้อมูลสำคัญ การรักษา ภายในเล่มเดียว หนังสือราคา 385 บาท

เยียวยาและสร้างความพึงพอใจในตนเอง

สร้างพลังชีวิตให้อยากต่อสู้ต่อไป

“แด่ฉัน…อันเป็นที่รัก : I Don’t Hurt Myself” ผู้เขียน Jun Mee Kyung  เป็นจิตแพทย์ชื่อดังของเกาหลีใต้ ผู้แปล วสุชา เขมการโกศล     ความพึงพอใจในตนเองเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่ตามหา “ความเป็นตัวเอง” และอยากเอาชนะความล้มเหลว ไม่ใช่เพื่อความสำเร็จ แต่เพื่อหาพลังแห่งชีวิด หลายคนที่ชีวิตกำลังเผชิญกับความเหน็ดเหนื่อย ความพึงพอใจในตนเองของทุกคนจะลดต่ำ จนเป็นที่มาของประโยคคุ้นหูว่า “หากอิจฉาจะพ่ายแพ้” และยิ่งลดต่ำลง เมื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ไม่ได้หรือตกอยู่ในสภาวะสิ้นหวัง ภาวะเช่นนี้ แท้จริงแล้วมีสาเหตุมาจาก “ความพึงพอใจในตนเองแบบเทียม” คนเกาหลีใต้เผชิญกับปัญหานี้ สาเหตุเกิดจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่กระตุ้นให้ผู้คนคิดถึงแต่การแข่งขันและผลประโยชน์ของตัวเอง หนังสือเล่มนี้จะมาช่วยกระตุ้นเตือนให้คนเราหันมาให้ความสนใจตัวเอง แนะนำให้คนหนุ่มสาวที่กำลังแบกรับความผิดหวัง บาดแผล และความเจ็บปวดทรมานจากการมีความพึงพอใจในตนเองต่ำได้อ่านจะช่วยไขข้อข้องใจว่า ทำไมคนยุคใหม่ถึงให้ความสำคัญกับ “ความพึงพอในใจตนเอง” (Self-esteem) บอกเล่าประสบการณ์การรักษาผู้ป่วยจิตเวช แนะนำแง่คิดดี ๆ มากมาย ช่วยให้ผู้อ่านกลับมารักตัวเอง และมีไฟปรารถนาในการใช้ชีวิตมากขึ้น  หนังสือราคา 245 บาท