เผยสูตร Caramel Apple & Banana Tart ขนมเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582940

โดย Health & Cuisine 4 มี.ค. 2559 16:01

 

กระแสน้ำมันมะพร้าวเพื่อสุขภาพยังแรงไม่มีตก วันนี้คุณเมกุมิ (สูตรของ เมกุมิ คิฮาตะ) จึงนำน้ำมันมะพร้าวมาทำคาราเมล แล้วนำมาทำขนมได้โดยไม่ต้องใช้เนย ทำง่าย อร่อยและดีต่อสุขภาพขนาดนี้ เหมาะมากสำหรับคนไม่ค่อยมีเวลาทำเค้กที่ซับซ้อน แต่สามารถทำขนมสุขภาพไว้กินเองได้อย่างสบายใจ

ส่วนผสม (สำหรับ 4-5 ชิ้น)
เวลาเตรียม 10 นาที ปรุง 30 นาที
แอปเปิ้ลปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้น 3 ลูก /กล้วยหอม 2 ลูก / น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ /น้ำตาลมะพร้าว 40 กรัม / น้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมฐานขนม
ถั่วเปลือกแข็งตามชอบ 20 กรัม/ ข้าวโอ๊ต 25 กรัม / ลูกเกด 20 กรัม / น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมสำหรับราดหน้าขนม
ผงวุ้น ¼ ช้อนโต๊ะ / น้ำ 90 ซีซี / น้ำมะนาว 10 ซีซี

วิธีทำ

1. ทำฐานขนม โดยอบถั่วและข้าวโอ๊ต ที่อุณหภูมิ 140 องศา 10 นาที แล้วใส่ส่วนผสมฐานขนมทั้งหมดลง บดในเครื่องฟู้ดโปรเซสเซอร์ จนละเอียดดี นำออกมากรุลงพิมพ์ เตรียมไว้

2. ปอกแอปเปิ้ล กล้วยหั่นเป็นชิ้นเตรียมไว้

3. ใส่น้ำมันมะพร้าว น้ำตาลมะพร้าว ลงในกระทะ ตั้งไฟกลางจนเป็นสีคาราเมล (มีฟองเยอะๆ) ใส่แอปเปิ้ล กล้วยและน้ำมะนาว ตั้งไฟต่อจนผลไม้สุกนุ่ม (ประมาณ 30 นาที) ยกขึ้น พักไว้ให้เย็น

4. เรียงผลไม้ที่เย็นแล้วลงบนฐานขนมที่กรุไว้

5. ใช้กระทะใบเดิม (ที่มีคาราเมลอยู่) ทำน้ำสำหรับราดหน้าขนม โดยละลายผงวุ้นกับน้ำแล้วใส่น้ำมะนาวลงในหม้อ ยกตั้งไฟ พอร้อน ราดลงบนขนม พักไว้ 5-10 นาที เพื่อให้ขนมเซตตัว หรือจะแช่เย็นไว้ 1 คืนแล้วนำมาตัดเสิร์ฟก็ได้

ที่มา – Health & Cuisine
www.healthandcuisine.com

เชื้อก่อโรคกับกะปิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/585420

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 มี.ค. 2559 05:01

 

กะปิ เครื่องปรุงที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน และแพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไทยมีกะปิหลายชนิดให้เลือกทาน แต่ละชนิดก็แตกต่างกันทั้งวัตถุดิบ กรรมวิธีการผลิต กะปิส่วนใหญ่ทำจากกุ้งเคย ที่คิดขึ้นโดยชาวประมงที่ต้องการจะดองกุ้งที่เหลือจากการขาย เพื่อเอาไว้ทานได้เป็นเวลานานๆ กะปิจึงกลายเป็นตำรับอาหารและเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมอาหารของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทว่า หากอาหารที่ใช้กะปิที่ไม่ได้คุณภาพ ไม่สะอาดเพียงพอ หรือผ่านกระบวนการผลิตที่ไม่รักษาสุขลักษณะในระหว่างการผลิต มาเป็นส่วนประกอบ อาจทำให้กะปิปนเปื้อนเชื้อก่อโรคได้ เช่น เชื้อ คลอสตริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์ เชื้อชนิดนี้ เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ ที่ทำให้มีอาการคลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องร่วง

วันนี้ สถาบันอาหารได้ทำการสุ่มเก็บตัวอย่างกะปิ จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 4 ยี่ห้อ และ 1 ร้านค้า เพื่อนำมาวิเคราะห์เชื้อ คลอสตริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์ ปนเปื้อน

ผลปรากฏว่า พบกะปิปนเปื้อนเชื้อคลอสตริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์จำนวน 4 ตัวอย่าง แต่ปริมาณที่ตรวจพบยังไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดให้พบ คลอสตริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์ ปนเปื้อนในกะปิได้ไม่เกิน 1,000 ซีเอฟยู/กรัม

เห็นอย่างนี้แล้ว หากใช้กะปิปรุงอาหารจะต้องนำมาให้ความร้อนเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นการหุงต้ม ผัดให้ร้อนจัด แต่หากเป็นอาหารที่ในการปรุงไม่ต้องนำมาผ่านความร้อน เช่น น้ำพริกกะปิ ขอแนะว่า ให้เลือกซื้อจากผู้ผลิตที่ผลิตอย่างถูกสุขลักษณะตามหลัก GMP

เพียงเท่านี้ ก็ทานอาหารจากกะปิกันได้อย่างสบายใจ.

ข้าวผัดพริกขี้หนู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/584932

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 มี.ค. 2559 05:15

 

ใครที่ไม่ทานเผ็ด อย่าริอ่านแตะต้องเมนูนี้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจจะควันออกหู หรือไฟออกจมูกอย่าง คุณตู้-พจน์ เสตสุวรรณ รองผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการตลาดบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่รู้จักกันในชื่อ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส นั่นเอง

คุณตู้เล่าว่า ผมไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ข้าวก็แทบไม่ได้ทานเลย ของเผ็ดยิ่งไม่แตะเลย ทั้งๆที่บ้านผมก็ทานอาหารเผ็ด เพียงแต่ตัวผมจะไม่ทาน เพราะทานแล้วจะเสาะท้อง ผมจะทานอาหารไทยเบสิก ที่ไม่เผ็ด ทานก๋วยเตี๋ยวก็จะไม่ปรุง จนเพื่อนๆจะเรียกผม “ไอ้จืด” จนแต่งงาน ต้องย้ายเข้าไปอยู่บ้านภริยา อาหารมื้อแรกที่บ้านเขา ก็เจอความประทับใจกับเมนูข้าวผัดพริกขี้หนู ที่ผมขอนำเสนอในวันนี้ เห็นเป็นข้าวสีเขียวๆขาวๆ ก็ไม่คิดว่า ความเผ็ดจะซ่อนอยู่ในนั้นได้ เพราะดูสีสันก็เรียบๆไม่มีอันตรายอะไร มีเบคอนทอดและเครื่องเคียงวางอยู่รอบๆ มาถึงบ้านตอนกำลังหิว ก็ตักกินเลย คำแรกที่เข้าปากเหมือนควันออกมาที่หู ไฟออกมาที่จมูก

เมนูข้าวผัดพริกขี้หนูนี้ เป็นอาหารประจำบ้านภริยาผม เขาจะไม่ใส่อะไรเลย เป็นข้าวผัดพริกขี้หนูจริงๆ โดยเอาพริกขี้หนูมาสับรวมกับกระเทียมให้ละเอียดยิบ แล้วผัดกับน้ำมันนิดนึง แล้วใส่ข้าวสวย กับน้ำปลาดีๆนิดนึงให้มีรสชาติ ไม่ใส่เนื้อสัตว์อะไรเลย เพราะพระ-เอกของเมนูนี้คือพริก ขี้หนู ส่วนพระรองที่ทำให้เมนูนี้มีสีสันคือพวกเครื่องเคียง อย่างเบคอนทอดกรอบ ไข่เค็ม ปลาสลิดทอดกรอบ ปลาเค็ม เนื้อเค็ม เพราะของเค็มเหล่านี้จะทานแนมกับพวกแกงเผ็ด หรือข้าวผัดพริกขี้หนู เข้ากันได้ดี เมนูนี้ใครที่อยากให้เผ็ดทั่วๆไปก็ใช้พริกขี้หนูสวน แต่ถ้าอยากให้เผ็ดสุดโต่ง ก็ใช้พริกกะเหรี่ยงเขียวของอีสาน

พอได้ทานเมนูนี้แล้ว คุณตู้บอกว่า ทำให้ผมคิดได้ว่า เราเป็นลูกเซี่ยว (แม่เป็นลูกครึ่ง) ทานแต่อาหารฝรั่ง พอได้มาอยู่บ้านคนไทย ได้รู้ว่า อาหารเขามีสีสันและรสจี๊ดจ๊าด ถ้าเรารู้จักหัดทาน จะอร่อย และถ้ามองอีกมิติ ถ้าเราหิว เราเดินเข้าไปในครัว ซึ่งมีข้าวอยู่แล้ว พริกกระเทียมซึ่งมีอยู่คู่ครัว ส่วนเครื่องเคียงถ้ามีอะไรอยู่ในตู้ ไม่ว่าจะเป็นกุ้งแห้ง แฮม เบคอน (สำหรับบ้านที่ทานอาหารเช้าจะต้องมีอยู่แล้ว) ก็เอามาทำกินได้เลย ง่ายมากและไม่เสียเวลาด้วย จากเมนูนี้ทำให้ผมลุกขึ้นมาทานอาหารเผ็ดได้เลย ทั้งส้มตำปู ปลาร้า ใส่พริกมาได้เต็มที่เลย และกลายเป็นเมนูโปรดอีกด้วย

เครื่องปรุง : กระเทียมสับละเอียด ตามชอบ / พริกขี้หนูสวน ใช้เฉพาะสีเขียวสับละเอียด ตามชอบ / ข้าวสวย / น้ำปลาอย่างดี / เครื่องเคียง มีเบคอนหั่นชิ้นเล็กๆ ทอดให้กรอบ, ไข่เค็ม, ปลาสลิดทอดกรอบ, เนื้อเค็มฉีกชิ้นเล็กๆทอดกรอบ, แตงกวา ปอกเปลือกหั่นแฉลบ, ขิงดอง

วิธีทำ 1) ผัดกระเทียมพร้อมพริกขี้หนูสวนกับน้ำมันเล็กน้อยจนหอมฉุน 2) ใส่ข้าวสวยทิ้งไว้ค้างคืนยิ่งดีลงผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน 3) ปรุงรสด้วยน้ำปลาอย่างดี จะหอมชวนรับประทาน ผัดให้เข้ากันดี ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ โรยหน้าด้วยเบคอนทอดกรอบ และมีเครื่องเคียง ปลาสลิดทอดกรอบ ไข่เค็ม แตงกวา ขิงดอง เสิร์ฟคู่ไปด้วย.

Café Parisien การเดินทางครั้งใหม่ของเชฟเออร์เว่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582909

โดย Gourmet & Cuisine 1 มี.ค. 2559 16:01

 

น่าใจหายที่ร้านอาหารฝรั่งเศสดังอย่าง Le Beaulieu ปิดตัวลงไป แฟนอาหารฝรั่งเศสของเชฟเออร์เว่ เฟอร์ราด (Herve Frerard) หลายคนบ่นเสียดาย แต่ความเสียดายอยู่ได้ไม่นาน เพราะทาง Café Parisien ร้านอาหารฝรั่งเศสสไตล์บราสเซอรีแห่งใหม่ได้ดึงตัวเชฟเออร์เว่มาเป็นที่ปรึกษาของร้าน

แน่นอนว่าคงไม่มีเชฟคนไหนที่ทนนั่งอยู่เฉยได้ ชีวิตของเชฟก็ต้องอยู่กับครัวทำอาหาร เชฟเออร์เว่จึงออกแบบชั้นบนภายในเรือนกระจกให้กลายเป็นเชฟเทเบิลขนาด 14 ที่นั่ง พร้อมครัวเปิด รับลูกค้าตั้งแต่ 6 คนขึ้นไป โดยเชฟเตรียมเมนูอาหารไว้เซอร์ไพรส์ประมาณ 5-6 คอร์ส ได้ยินมาว่าแฟนอาหารของเชฟตามมากินกันอยู่เรื่อยๆ

อาหารของที่นี่คงกลิ่นอายอาหารของเชฟเอาไว้แต่เรียบง่ายขึ้น มีความเป็นแคชชวลไดนิงมากขึ้น อย่างเซตอาหารกลางวัน 3 คอร์ส ราคาเพียง 690 บาท ++ ซึ่งไม่แพงสำหรับอาหารฝรั่งเศสแบบนี้

วันนี้เราโชคดีที่ได้เชฟเออร์เว่มาปรุงให้ชิมด้วยตัวเอง จานแรก Slow Cooked Egg รสชาติไม่หนักแต่ซับซ้อนด้วยการทำครีมปลาแฮดดักรมควันที่เนื้อเนียนและหอม กินกับไข่ปรุงอย่างช้าๆ ที่อุณหภูมิ 63 องศาเซลเซียสและขนมปังที่อบในไขมันห่านที่ให้กลิ่นหอม จานต่อมา Pan-seared Scallops, Celeriac with Nantua Sauce หอยเชลล์เนื้อหวาน หอมกลิ่นไหม้เล็กน้อย กับหัวเซเลรีแอกอบที่เอาส่วนแกนกลางมาบดเป็นพูรีเนื้อเนียน ให้กลิ่นเฉพาะตัวของเซเลรีแอก ฉ่ำด้วยซอสที่ใช้เครย์ฟิชกับล็อบสเตอร์เคี่ยวนานกว่าชั่วโมง คล้ายกับล็อบสเตอร์บิสที่ออกข้นหน่อย

จานเด่นที่เชฟบอกว่าหลายคนมาก็เพื่อจานนี้ Pigeon เชฟเลือกใช้นกพิราบที่ดีที่สุดซึ่งหาได้จากฝรั่งเศสมาอบแล้วย่าง เนื้อของนกฉ่ำหวานและคงกลิ่นรสเฉพาะตัว กินกับมันบดและเห็ดผัดน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล รสเค็มหน่อย แต่เห็ดนี่แหละที่ช่วยชูโรงให้เนื้อนกพิราบเด่นและอร่อยขึ้น

ปิดท้ายด้วย Vanilla Mille-feuille คาราเมลมิลเฟยกรอบหวานกับครีมวานิลลาที่หอมละมุนด้วยกลิ่นจากฝักวานิลลา กินกับไอศกรีมวานิลลาเย็นฉ่ำและสตรอว์เบอร์รีสด

พิกัดความอร่อย: Glasshouse @Sindhorn ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
เปิดบริการ 11.30-14.00 น. และ 18.00-22.00 น.
โทร. 0-2650-9993
ราคา 280-1,900 บาท เชฟเทเบิล 3,500-4,500 บาท ++
รับบัตรเครดิตทุกประเภท

ที่มา – Gourmet & Cuisine
www.gourmetandcuisine.com

“ลองดู” เวียดนามตำรับเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/583198

โดย คุณชาย 4 28 ก.พ. 2559 05:01

 

ร้านอาหารเวียดนาม ห้าแยกลาดพร้าว ข้างเซนต์จอห์น ตอนนี้ใครผ่านก็จะเห็นลูกค้าแน่น…ทุกวัน ชื่อ “ลองดู” เป็นร้านอาหารเวียดนามรุ่นบุกเบิก เพราะตอนที่เปิดปี พ.ศ.2532 นั้น ทั้งกรุงเทพฯมีอยู่แค่ 3 ร้าน

วันเพ็ญ กลมเกลี้ยง พี่ตุ่ม อายุ 65 ปี และปัญจพร อรุณประพันธ์ พี่นก อายุ 60 ปี สองอาหลานครอบครัวที่หลงใหลอาหารเวียดนาม… เป็นเจ้าของร้าน

พี่ตุ่มเคยเป็นครู มีโรงเรียนเป็นของตัวเอง พอปิดกิจการ พี่นกเป็นคนหนองคายชวนทำร้านอาหารเวียดนาม ก็โอเค ตอนเริ่มต้นทำก็ไม่แน่ใจ พูดกันเล่นๆว่าลองทำดู จึงเป็นที่มาของชื่อร้าน…ลองดู

ตอนเปิดร้านปี 2532 เปิดแค่คูหาเดียวมีอยู่หกเจ็ดโต๊ะ หลังๆเริ่มดีขึ้น เซ้งห้องข้างๆเพิ่มเป็น 2 คูหา ต่อมาก็เปิดสาขาสองที่ซอยวิภาวดี 64

ตอนนี้ลองดูสาขา 1 ขยายพื้นที่ชั้นบนไว้สำหรับลูกค้าจองหรือมาเป็นกลุ่ม ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

“ร้านเราพิเศษตรงน้ำจิ้ม” พี่นกว่า “น้ำจิ้มเวียดนามจะเป็นน้ำเชื่อมใสๆ ขูดแครอท หัวไช้เท้าลงไป แต่ของเราใส่แครอท หัวไช้เท้า น้ำตาล เกลือ น้ำส้มสายชู เชื่อมสี่ห้าชั่วโมง เพื่อให้รสชาติแหลมขึ้น”

พี่นกมีเทรนเนอร์เป็นคนเวียดนาม อาหารเป็นสูตรเวียดนามเฉพาะ คงความดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวหลอด ข้าวเกรียบปากหม้อ ขนมเบื้องญวน แหนมเนือง หมูห่อชะพลู กวยจั๊บญวน หรือเปาะเปี๊ยะสด

“ผักต้องปลอดสาร สั่งจากตลาดไท มีให้กินตลอดปี เน้นผักที่หากินยาก เช่น ผักติ้ว ผักแพว แพงแค่ไหนก็ซื้อ กำไรน้อยก็ยอม” พี่นกยืนยัน

พี่ตุ่มขอเสริม…บางคนไปกินอาหารถึงเวียดนาม บอกรสชาติอร่อยสู้ร้านลองดูไม่ได้

ส่วนพี่นกคุยว่า ตั้งแต่เปิดร้านมาคนทำครัวยังเป็นคนเดิม ตอนนี้อายุ 77 ปี เด็กเสิร์ฟคนหนึ่งทำงานตั้งแต่อายุ 18 ตอนนี้ 40 กว่า แม่ครัวเด็กเสิร์ฟไม่ค่อยออก ส่วนใหญ่ทำงานกันไม่ต่ำกว่า 10 ปี เราดูแลเหมือนครอบครัว

เดิมทีร้านลองดูเน้นเป็นอาหารจานเดียว ตั้งใจขายครอบครัวนักเรียนโรงเรียนเซนต์จอห์น ต่อมาเพิ่มอาหารอีสาน ไก่ย่าง ส้มตำ

วันนี้ พี่นกขอแนะนำเมนูปลาทอดตะไคร้ พี่นกใช้ปลาตาเดียวน้ำหนัก 7-8 ขีด แล่เอาแต่เนื้อมาหั่นเป็นคำๆ หมักด้วยตะไคร้ปั่นละเอียด รากผักชี กระเทียม ปรุงด้วยซอสปรุงรส คลุกด้วยแป้งสาลีแล้วเอาไปทอดกรอบ

ตัวโครงปลาเอาไปคลุกแป้งแล้วใช้ไม้เสียบ เพื่อดัดให้งอแล้วเอาไปทอด เวลาลูกค้าสั่งก็จะหั่นตะไคร้ฝอยทอดให้กรอบ โรยบนตัวปลา ทานกับน้ำจิ้มซีฟู้ด

คุณชายสี่สังเกตชิ้นปลาสีเหลืองทองโรยด้วยตะไคร้หั่นฝอยส่งกลิ่นหอม ตักปลาราดด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ด กลิ่นหอมของปลาบวกกับน้ำจิ้ม ต้องกลืนน้ำลายก่อน แล้วตักเข้าปากเคี้ยว

แค่จานแรก บอกได้เลยว่า เด็ด!

เมนูที่สอง สลัดเวียดนาม เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ ใช้ผักปลอดสารพิษ มีผักสลัดสีม่วง แอปเปิ้ล แตงกวา แครอท โตวเหมี่ยว กุ้งลวก ห่อด้วยแป้งเวียดนามเป็นคำๆ พิเศษตรงน้ำจิ้ม ใช้น้ำจิ้มซีฟู้ดตีเข้ากับนมสดผสมวาซาบิลงไปนิดหน่อย

พี่นกแนะนำให้ราดน้ำจิ้มลงไปในห่อแล้วกัดเป็นคำๆ ฟังแล้วก็ทำตาม กัดคำแรกเจอความ กรอบของผักต่างๆ น้ำจิ้มเผ็ดนิดๆ มีกลิ่นของวาซาบิขึ้นจมูกหน่อยๆ เนื้อแป้งหนึบๆ กุ้งเนื้อแน่น จานนี้โดดเด่นด้วยน้ำจิ้ม ไม่เหมือนน้ำสลัดทั่วไป

ต่อด้วย…เฝอแห้ง เหมาะสำหรับ คุณผู้ชายที่อยากกินหลายอย่าง แต่รำคาญเวลาห่อผัก

ชามนี้มีผักกาดแก้ว ผักชีฝรั่ง โหระพา สะระแหน่ หั่นฝอยเป็นอาจาดรองจาน วางเส้นหมี่ โรยหน้าด้วยหมูย่าง หมูยอ เปาะเปี๊ยะทอดหั่นเป็นคำๆ เวลากินราดด้วยน้ำจิ้มแครอทคลุกทั้งหมดเข้าด้วยกัน ให้รสสัมผัสที่แตกต่าง หมูยอแทบจะไม่มีแป้ง หมูย่างมีกลิ่นหอม เปาะเปี๊ยะกรอบอร่อย น้ำจิ้ม แครอทไช้เท้าหวานกำลังดี ชักเริ่มจะอิ่ม

พี่นกรีบเบรก บอกยังมีก๋วยเตี๋ยวหลอด เมนูนี้ใช้หน่อไม้ตงหั่นเป็นเส้นฝอยแล้วเอาไปต้มให้หวาน จากนั้นเอาไปผัดด้วยกระเทียมพอเหลืองหอมเอาหน่อไม้ หมูเส้นลงไปผัดจนเข้าเนื้อแล้วใส่แครอท ปรุงรสด้วยแม็กกี้ ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย เป็นไส้ไว้เรียบร้อย เวลาลูกค้าสั่งก็ห่อกับเส้นใหญ่ แล้วเอาไปนึ่ง

น้ำจิ้มจิ๊กโฉ่วต้องเคี่ยวใหม่ ใส่กระเทียม รากผักชี พักให้เย็น เวลาลูกค้าสั่งก็ปั่นพริก ขี้หนูใส่ลงไป เสิร์ฟพร้อมหอมเจียว กัดไปคำแรกเนื้อแป้งนุ่ม หน่อไม้หอมหวาน มีความกรอบจากหอม เจียวน้ำจิ้มเผ็ดนิดรวมๆ แล้วเข้ากันหมดทุกอย่าง ไม่ผิดหวังจริงๆ

เรื่องที่เป็นความภูมิใจของพี่นก คุณหมึกแดงชอบสลัด เวียดนาม มาทานแล้วขอก๊อปไปทำที่บ้าน

นอกจากสารพันเมนูอาหาร ร้านลองดู ยังมีเมนูของหวาน สาคูแคนตาลูป เค้กมะพร้าวอ่อน มาการอง พี่นกตั้งใจที่จะอวดว่า ของหวาน ลูกชายเป็นเชฟเอง ทำเอง สดใหม่ทุกวัน

ร้านลองดู สาขาแรกห้าแยกลาดพร้าว 1124/5-7 วิภาวดี 26 จอมพล จตุจักร กรุงเทพฯ โทร.0-2513-8559 08-1701-8668 เข้าลาดพร้าวซอย 2 สะดวกที่สุด เปิดตั้งแต่ 10 โมงถึงสี่ทุ่ม

สาขา 2…201/85-86 วิภาวดี 64 ถนนวิภาวดี รังสิต หลักสี่ กรุงเทพฯ 0-2973-4434, 09-4482-0068 เปิดตั้งแต่ 11 โมงถึงเที่ยงคืน

ทั้งสองสาขา พี่ตุ่มบอกว่าเปิดทุกวันหยุดช่วงเดียวคือสงกรานต์ หยุดให้เด็กกลับบ้าน สะดวกสาขาไหนไปสาขานั้นได้เลย.

คุณชาย 4

“Easy Salad” ร้านนี้คนรักสลัดต้องมาลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579181

โดย Health & Cuisine 26 ก.พ. 2559 16:01

 

ร้านนี้เอาใจคนชอบกินสลัด เพราะ Easy Salad ของคุณส้ม-ชารี ศรีไพศาลมงคล และคุณฝน-รัชดาภรณ์ เหลืองสุริยา มีเมนูสลัดพร้อมน้ำสลัดโฮมเมดหลากรสชาติ ที่ปรุงสดใหม่แบบวันต่อวันให้เลือกลิ้มลอง

Easy Salad เกิดจากความรักและชอบกินสลัดเป็นชีวิตจิตใจของคุณส้ม แรกเริ่มเธอปลูกผักและทำน้ำสลัดกินเอง พอมีผักมากขึ้นก็แจกให้กับญาติและเพื่อนๆ ได้ลองชิม ทุกคนชมและบอกให้เธอเปิดร้าน ซึ่งประจวบเหมาะกับเธอได้เจอคุณฝน เพื่อนซี้สมัยมัธยม ที่มีดีกรีจากสถาบันเลอ กอร์ดอง เบลอ ประเทศออสเตรเลีย เลยจับมือกันเปิดร้าน Easy Salad ขึ้นแห่งแรกเมื่อ 3 ปีก่อน ที่สปอร์ตคลับ ซิตี้ ประชาชื่น แต่ต้องปิดตัวลงไป เพราะคุณส้มกำลังตั้งครรภ์เลยอยากพัก แต่ใจก็ยังรักร้านสลัดนี้อยู่ เลยกลับมาเปิดร้านปัจจุบันนี้ขึ้น ซึ่งเป็นร้านเล็กๆ ทว่ารู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง

สลัดร้านนี้ใช้วัตถุดิบจากฟาร์มสดใหม่ทุกวัน ทีเด็ดอยู่ที่น้ำสลัดโฮมเมด มีทั้งแบบใสและข้น อย่าง น้ำสลัดงาขาวคั่ว รสหวานมันหอมกลิ่นงา น้ำสลัดโชยุขิงใสๆ เบาๆ รสเค็มกำลังดี หอมกลิ่นโชยุและขิงสไตล์ญี่ปุ่น หรือจะเลือกน้ำสลัดต้มยำ รสไทยเข้มข้นกินกับ สลัดหมูย่าง สลัดไก่ย่าง หรือสลัดผักย่าง ก็ได้ตามชอบ

นอกจากสลัดแล้ว ยังมีเมนูแซนด์วิชให้เลือกหลากหลายไส้ โดยใช้น้ำสลัดพื้นฐานของทางร้านมาทาขนมปัง อาทิ แซนด์วิชไข่ต้ม แซนด์วิชทูน่า เป็นต้น และยังมีเมนูน้ำปั่นเพื่อสุขภาพ จะเลือกแบบคั้นแยกกากหรือสมู้ตทีก็อร่อยทั้งสองแบบ อาทิ Easy Juice น้ำผักผลไม้รวมแบบแยกกาก สูตรเฉพาะของทางร้าน หรือ Diet Delight สมู้ตทีสำหรับคนต้องการควบคุมน้ำหนัก

นอกจากเมนูในร้าน ยังมีน้ำสลัดโฮมเมดขายแยกให้ซื้อกลับบ้านอีกด้วย ซึ่งมีทั้งแบบซองเล็ก ขวดกลาง หรือถุงขนาดใหญ่ให้เลือกได้ตามชอบ หรือถ้าใครกำลังมองหาสแน็คบ๊อกซ์ ที่นี่ก็มีบริการมินิสลัดกับมินิแซนด์วิชแพ็กคู่ในกล่องอย่างดี ส่งถึงที่ แถมราคากันเอง

แต่หากยังไม่สะดวกไปที่ร้าน เจ้าของร้านยังมอบสูตรพิเศษให้กับ H&C โดยเฉพาะคือ สลัดปลาย่างพร้อมน้ำสลัดโชยุขิง แซนด์วิชโวซาบิกับแซลมอนรมควัน และ Easy Green Smoothie มาให้ลองทำไปพลางๆ ก่อน รับรองอร่อยและสุขภาพดีแน่นอน

ร้าน Easy Salad เข้าซอยเทศบาลนิมิตรเหนือ30 (ซอยเยื้องสน.ประชาชื่น) ตรงเข้าไปสุดซอยแล้วเลี้ยวซ้าย ตรงไปอีก 50 เมตร ร้านจะอยู่ทางขวามือ เปิดให้บริการวันจันทร์-เสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 09-3134-5098 และ 09-2007-0263 หรือทางwww.facebook.com/easysaladbkk

 

สลัดแซลมอนย่างพร้อมน้ำสลัดโชยุขิง


สลัดแซลมอนย่างถ่านกับน้ำสลัดโชยุขิง

ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่)
เตรียม 15 นาที ปรุง 20 นาที
ผักสลัดรวม 4 ถ้วย
ปลาแซลมอนย่างถ่าน 1 ชิ้น (200 กรัม)
ส่วนผสมน้ำสลัดโชยุขิง (ได้ประมาณ 500 กรัม)
 ขิงปอกเปลือกหั่นแว่น 60 กรัม
งาขาวคั่ว 50 กรัม
น้ำเปล่า 100 กรัม
น้ำตาลทรายแดง 75 กรัม
น้ำส้มสายชู 100 กรัม
โชยุ 150 กรัม
มิริน 30 กรัม

วิธีทำ
1. ทำน้ำสลัด โดยต้มน้ำเปล่ากับขิง จนเดือด ปิดไฟ ช้อนขิงออก จากนั้นเติมน้ำตาลทรายแดงคนจนละลาย พักให้เย็นนำน้ำที่ต้มขิงมาปั่นกับงาขาวคั่วจนละเอียด แล้วผสมกับน้ำส้มสายชู โชยุ และมิริน คนให้เข้ากัน พักไว้
2. จัดผักสลัดใส่จาน วางเนื้อปลาแซลมอนที่ย่างไว้ลงไป ราดด้วยน้ำสลัด

แซนด์วิชโวซาบิกับแซลมอนรมควัน

แซนด์วิชอโวซาบิกับแซลมอนรมควัน
ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่)
เตรียม 10 นาที ปรุง 10 นาที
เนื้อปลาแซลมอนรมควัน 3 ชิ้น
ขนมปังโฮลวีต 2 แผ่น
เนื้ออะโวคาโด 1/2 ลูก
วาซาบิสดปริมาณตามชอบ
ผักสลัดรวมหรือร็อกเก็ต
มะเขือเทศหั่นแว่น

วิธีทำ

นำอะโวคาโดมาบดรวมกับวาซาบิ แล้วทาบนขนมปังวางแซลมอนรมควัน มะเขือเทศ และผักสลัดทับลงไป นำขนมปังอีกแผ่นปิดทับ แล้วหั่นครึ่งพร้อมเสิร์ฟ
Tip : สามารถเปลี่ยนแซลมอนรมควัน เป็นเนื้ออกไก่อบได้

Easy Green Smoothie

Easy Green Smoothie
ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่)
เตรียม 5 นาที ปรุง 10 นาที
ผักกรีนโอ๊ค 5 ใบ
หอมใหญ่ 5 กรัม
เซเลอรี่ 5 กรัม
แอ๊ปเปิ้ลเขียว 1 ลูก
น้ำเสาวรส 10 กรัม
น้ำ 120 กรัม
เกลือเล็กน้อย


วิธีทำ

ปั่นส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันด้วยเครื่องปั่นน้ำผลไม้จนละเอียด เทใส่แก้ว พร้อมเสิร์ฟ
Tip : ควรรับประทานทันที เพื่อความอร่อยและได้คุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด

ที่มา – Health & Cuisine
www.healthandcuisine.com

เอ้ก อี เอ้ก เอ้ก! ไข่ยัดไส้ใส่รัก เมนูง่ายๆ ทำให้คนรักกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579797

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.พ. 2559 10:30

 

คิดจะทำอาหารทานเองอยู่บ้าน แต่คิดไม่ออกว่าจะทำเมนูอะไร ง่ายๆ กินอร่อย แถมได้สารอาหารครบถ้วนอีกด้วย กลับมาพบกับ Trend can do ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสได้ไปส่งมอบศูนย์การเรียนรู้ชุมชน และอาคารโรงอาหาร ณ โรงเรียนบ้านสำนักทอง จ.ระยอง 

นอกจากนี้ ยังมี “กิจกรรมปรุงอาหาร” ที่ได้ร่วมทำเมนูพิเศษ ให้ไทยรัฐออนไลน์ เด็กๆ แขกพิเศษได้ร่วมชิมกัน โดยเป็นเมนู ไข่ยัดไส้ เมนูง่ายๆ แสนอร่อยและได้โภชนาการ เราจึงเก็บเคล็ดลับมาฝากแม่บ้านมือใหม่ไว้ทำเมนูนี้ให้สามีคุณได้ทานในเดือนแห่งความรักแบบนี้

ส่วนผสมและเครื่องปรุง

1. ไข่ไก่ 4-6 ฟอง

2. หมูสับ 100 กรัม

หมูสับ

ไข่ไก่

3. แครอทหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆ 1/2 ถ้วย

4. มันฝรั่งหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆ 1/2 ถ้วย

5. แตงกวา (ไม่เอาไส้) หั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1/2 ถ้วย

6. มะเขือเทศท้อ (ไม่เอาไส้) หั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1/2 ถ้วย

7. หอมใหญ่หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1/2 ถ้วย

8. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

9. น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ

10. ซีอิ๊วขาว 1.5 ช้อนโต๊ะ

11. ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ

12. พริกไทยป่น 1/2 
ช้อนโต๊ะ

13. กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ

14. น้ำมันพืชสำหรับผัด 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำไส้

1. ตั้งกระทะบนเตาไฟ ใช้ไฟกลาง ใส่น้ำมันลงไป พอน้ำมันเริ่มร้อนก็ใส่กระเทียมลงไปเจียว

2. พอกระเทียมส่งกลิ่นหอมและเริ่มเหลืองก็ใส่หมูสับลงไปผัดให้สุก และตอนใส่หมูลงไปพยายามใช้ตะหลิวยีๆ หมูสับให้กระจายตัวนิดๆ อย่าให้เกาะกันเป็นก้อน เดี๋ยวตอนกินเจอหมูเป็นก้อนใหญ่จะไม่อร่อย

3. พอหมูสุกแล้วก็ใส่ผักทั้งหมดลงไป ตามด้วยเครื่องปรุงทั้งหมดเช่นกัน จากนั้นก็ผัดจนน้ำตาลละลาย และส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันดี จนกระทั่งส่วนผสมแห้งและเหนียวนิดๆ ก็ปิดเตาไฟได้เลย

สมกมล จิราธิวัฒน์ ร่วมกันทำเมนูแสนอร่อย

วิธีทำไข่สำหรับห่อ

1. จากนั้นตอกไข่ 2 ฟอง ใส่ในชามแล้วตีด้วยส้อมให้เข้ากัน ซึ่งในส่วนของไข่ แนะนำว่าให้ใช้ไข่ 1 + 1/2 ฟอง ต่อการทำไข่ยัดไส้ 1 ที่ จะกำลังดีทีเดียว เพราะถ้าใช้ 2 ฟอง ไข่จะหนานิดนึง แต่ก็อร่อยไปอีกแบบ ก็แล้วแต่ความชอบเลย

2. เพียงแค่เอากระทะไปตั้งบนเตาไฟให้เกือบๆ จะร้อน ก็เทไข่ที่ตีให้เข้ากัน แล้วใส่ลงไป

3. ยกกระทะขึ้นจากเตา เอียงกระทะซ้ายขวา ให้ไข่กลิ้งไปรอบๆ กระทะ

เอียงกระทะซ้ายขวา สุทธิธรรม จิราธิวัฒน์

4. เอากระทะวางลงบนเตาเหมือนเดิม (ใช้ไฟอ่อน) จากนั้นก็รอจนไข่สุก ก็ปิดเตาไฟ

แล้วทั้งหมดนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ทำง่าย ไม่ยุ่งยาก เป็นอีกหนึ่งสูตรง่ายๆ ให้กับแม่บ้านมือใหม่ หรือ คนรุ่นใหม่เก็บเอาไปทำให้แก่คนรักกิน.

เชื้อโรคในน้ำแข็งบด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582185

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 26 ก.พ. 2559 05:01

 

(ภาพจาก : AFP)

เมืองไทย มีหน้าร้อนที่ยาวนานกว่าหน้าฝนและหน้าหนาว

คนไทยเราจึงชอบดื่มน้ำและเครื่องดื่มที่ผสมน้ำแข็งเพื่อดับกระหาย คลายร้อน ทั้งน้ำแข็งหลอด น้ำแข็งก้อน และน้ำแข็งบด ที่ร้านอาหารทุกร้านต้องมีไว้บริการลูกค้า

ทว่าอากาศที่ร้อนอบอ้าว นับเป็นสภาวะที่เชื้อก่อโรคหลายชนิดชื่นชอบ และเจริญเติบโตได้ดี เช่น เชื้อ อี.โคไล, สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส,ซาลโมเนลลา

เชื้อเหล่านี้ จะปนเปื้อนเข้าสู่น้ำแข็งได้ ทั้งในระหว่างการผลิตน้ำแข็งในโรงงานน้ำแข็ง ในขั้นตอนการเก็บรักษาขณะขนส่ง และระหว่างรอขาย

หากคนงานที่ต้องสัมผัสกับน้ำแข็งไม่รักษาสุขลักษณะส่วนบุคคลให้ดีเพียงพอ เครื่องจักร อุปกรณ์การผลิต และภาชนะที่ใช้ในการผลิตและสัมผัสกับน้ำแข็งไม่สะอาด หรือหากสถานที่เก็บรักษาเพื่อรอขาย และร้านขายน้ำแข็ง ไม่รักษาสุขลักษณะและความสะอาดของบริเวณที่ใช้ผลิต หรือขายให้ดีเพียงพอ อาจทำให้เชื้อก่อโรคปนเปื้อนอยู่ในน้ำแข็งที่เราซื้อมาทานได้

โดยเฉพาะเชื้อ อี.โคไล ที่มีชื่อเต็มว่า เอสเชอริเชีย โคไล เป็นเชื้อที่พบทั่วไปในลำไส้คนและสัตว์เลือดอุ่น จึงมักตรวจพบในอุจจาระ เมื่อเราได้รับ อี.โคไล เข้าสู่ร่างกายจากอาหารและน้ำดื่มจะทำให้เกิดโรคท้องร่วง อาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ และอาเจียนร่วมด้วย

วันนี้ สถาบันอาหาร ได้สุ่มเก็บตัวอย่างน้ำแข็งบดจากร้านขายน้ำแข็ง และโรงงานทำน้ำแข็ง จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้าใน กทม.และ จ.สมุทรปราการ เพื่อนำมาวิเคราะห์เชื้อ อี. โคไล ปนเปื้อน

ผลวิเคราะห์พบว่ามีน้ำแข็งบด 3 ตัวอย่างที่ตรวจพบเชื้อ อี.โคไล ปนเปื้อน ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 78 (พ.ศ. 2527) กำหนดให้น้ำแข็งต้องตรวจไม่พบเชื้อ อี. โคไล ปนเปื้อนเลย

เห็นอย่างนี้แล้ว ขอแนะว่าควรเลือกซื้อน้ำแข็ง จากร้านที่ใช้ถังน้ำแข็งที่สะอาด ไม่มีของอย่างอื่นแช่รวมอยู่ด้วย และไม่มีเศษผงหรือสิ่งแปลกปลอมปะปน

แต่หากทำน้ำแข็งทานเอง โดยนำน้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุกมาใส่ช่องทำน้ำแข็งในตู้เย็นที่บ้านได้ น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ในการลดความเสี่ยงจากเชื้อก่อโรคที่ปนเปื้อนในน้ำแข็ง.

เมี่ยงสดมังสวิรัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/581687

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ก.พ. 2559 05:01

 

การกินอาหารมังสวิรัติกำลังแพร่หลายมากขึ้นในหมู่คนยุคใหม่ เพราะนอกจากจะได้ทั้งความสุขทางใจที่ลดละเลิกเบียดเบียนสัตว์แล้ว ยังเป็นการดูแลรักษาสุขภาพอีกทางหนึ่ง นิดดา หงษ์วิวัฒน์ หรือ ป้านิด ผู้บุกเบิกสำนักพิมพ์แสงแดดที่ผลิตตำราอาหาร ที่แม้จะคร่ำหวอดเรื่องอาหารมานาน ปัจจุบันป้านิดหันหลังให้กับเมนูเนื้อสัตว์ทุกชนิด โดยเป็น Vegetarian เต็มตัวนานนับสิบปีแล้ว ตั้งแต่ทราบว่าคู่ชีวิตของเธอป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ป้านิดจึงมุ่งหน้าศึกษาเรื่องการรักษาแบบธรรมชาติบำบัด ปรับการกินของสามีและสมาชิกทุกคนในบ้าน ให้หันมาทานผักผลไม้สดมากขึ้น ออกกำลังมากขึ้น จนในที่สุดมะเร็งร้ายในตัวสามีของเธอก็หายเป็นปลิดทิ้ง!

ผลจากการศึกษาเรื่องธรรมชาติบำบัดมานาน และมีความรู้เรื่องอาหารเป็นอย่างดี ทำให้ป้านิดอยากเผยแพร่เรื่องราวดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จึงเปิดร้านสินค้าสุขภาพ SANGDAD HEALTH MART และจำหน่ายอาหารมังสวิรัติแนวออแกนิก เลือกใช้เครื่องปรุงเกษตรอินทรีย์ ในชื่อร้าน “ป้านิดดา” วันนี้ป้านิดจึงขอนำเสนอเมนู “เมี่ยงสด” ซึ่งเป็นเมนูยอดนิยมที่ขายที่ร้าน ทานง่ายได้ประโยชน์จากผักสดแบบเต็มๆ วิธีการทำไม่ยุ่งยาก

เครื่องปรุงสำหรับ 6 คน : เห็ดหูหนูขาวแช่น้ำพอนุ่ม 1 ดอก/ รากผักชีหั่น 1 ช้อนโต๊ะ/พริกไทยเม็ด 1 ช้อนชา/กระเทียมไทยแกะเปลือก 2 ช้อนโต๊ะ/น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ/เห็ดฟางสับ 200 กรัม/เต้าหู้ขาวแข็ง (130 กรัม) หั่นชิ้นเล็กทอดพอเหลืองนวล 1 ก้อน/ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ/ เกลือสมุทร 1 ช้อนชา/ข้าวคั่วโขลก 1/2 ถ้วย/แผ่นเมี่ยงญวน (แผ่นเปาะเปี๊ยะเวียด-นาม) 12 แผ่น/ผักสดมี ใบชะพลู ผักกาดหอม สะ-ระแหน่เด็ดใบ หัวปลีซอยฝอย ต้นหอมหั่นท่อน ผักชีเด็ดใบ ถั่วงอกลวก ฯลฯ ยอดโหระพาสำหรับตกแต่ง

น้ำจิ้ม : น้ำมะขามเปียก 1/3 ถ้วย/น้ำตาลปี๊บ 1/2 ถ้วย/น้ำตาลทรายชนิดไม่ฟอก 3 ช้อนโต๊ะ/เกลือสมุทร 2 ช้อนชา/น้ำ 1/4 ถ้วย/พริกขี้หนูสีแดงเม็ดใหญ่โขลกละเอียด 9 เม็ด/น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ…วิธีทำ เคี่ยวน้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทรายชนิดไม่ฟอก เกลือ และน้ำ เข้าด้วยกันในหม้อด้วยไฟกลาง พอเดือดและน้ำตาลละลาย ปิดไฟ ใส่พริกขี้หนูโขลก พักไว้ให้เย็น ใส่น้ำมะนาว คนให้ทั่ว เตรียมไว้

วิธีทำ 1) ตัดโคนเห็ดหูหนูขาวออก ลวกในน้ำเดือดไฟกลางสักครู่ ตักขึ้นแช่ในอ่างน้ำเย็น บีบน้ำจนแห้ง ฉีกเป็นชิ้นเล็ก ใส่จาน เตรียมไว้ 2) โขลกรากผักชีให้ละเอียด ใส่พริกไทยและกระเทียม โขลกรวมกันจนละเอียด ตักใส่ถ้วย พักไว้ 3) ทำไส้โดยตั้งกระทะใช้ไฟกลาง ใส่น้ำมันและเครื่องที่โขลกลงผัดให้หอม ใส่เห็ดฟาง ผัดพอเห็ดสุก ใส่เต้าหู้ทอดและเห็ดหูหนูขาว ผัดให้ทั่ว ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและเกลือ ผัดพอเข้ากัน ปิดไฟ ตักใส่อ่างผสม พักไว้ให้เย็น ใส่ข้าวคั่ว เคล้าให้เข้ากัน (ข้าวคั่วใส่ลงในส่วนผสมที่ผัดเย็นแล้ว เพราะหากใส่ตอนผัด ข้าวคั่วจะพองไม่กรอบเพราะดูดน้ำที่ผัด) ห่อเมี่ยงญวนโดยนำแผ่นเมี่ยงญวนพรมน้ำเล็กน้อย พักไว้สักครู่พอนุ่ม รองด้วยใบชะพลู ผักกาดหอม ใบสะระแหน่ หัวปลี ต้นหอม ใบผักชี และถั่วงอกลวก ตักไส้ที่ผัดวางบนผัก ม้วนห่อให้แน่น พับริมด้านซ้ายและขวา ห่อให้สวยงาม จัดใส่จานเสิร์ฟทั้งชิ้นหรือตัดเป็นท่อน ตกแต่งด้วยยอดโหระพา เสิร์ฟกับน้ำจิ้ม
เคล็ดลับ แผ่นเมี่ยงญวน หรือเรียกว่าใบเมี่ยง ขายเป็นแผ่นแห้ง มีแบบแผ่นกลมและแผ่นเหลี่ยม ก่อนใช้ให้พรมน้ำเล็กน้อยให้นุ่ม หรือเอาใบตองชุบน้ำมานาบไว้บนแผ่นเมี่ยง ทิ้งไว้สักครู่แผ่นเมี่ยงก็จะนิ่มทั่วทั้งแผ่น.

Farm to Table Hideout มองฟาร์มมุมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578706

โดย Gourmet & Cuisine 23 ก.พ. 2559 16:01

 

ในที่สุด Farm to Table แห่งที่ 2 ก็ถือกำเนิดขึ้น หลังจากที่ คุณจอย เจ้าของร้านซุ่มเตรียมการมานานกว่า 2 ปีเต็ม ปล่อยให้คนรักอาหารสุขภาพรอคอยกันอยู่สักพักใหญ่ ที่นี่ไม่ได้เปลี่ยนไปเฉพาะการตกแต่งที่ดูโตขึ้น โดยรีโนเวตอาคารสมัยรัชกาลที่ 5 อายุเกือบ 200 ปี ให้กลายเป็นสไตล์คอนเทมโพรารีที่ยังคงโครงสร้างเดิมของอาคารเอาไว้ คุณจอย ยังเพิ่มไอเดียให้เมนูไอศกรีมรสชาติใหม่ ดูสนุก และชวนท้องร้องมากขึ้นด้วย

คุณจอย เล่าให้ฟังว่า ฟาร์มทูเทเบิล ไฮด์เอาต์ เลือกใช้วัตถุดิบจากฟาร์มออร์แกนิกของครอบครัวในจังหวัดเชียงราย มาทำเป็นอาหารสไตล์โฮมเมดเหมือนเคย ซึ่งต่างจากฟาร์มทูเทเบิล ออร์แกนิก คาเฟ่ ตรงที่มีเมนูใหม่โดยคิดสูตรร่วมกันกับน้องที่เรียนจบจากโอแฮป ทำให้อาหารมีความซับซ้อน ชวนว้าว และมีความเป็นไทยเพิ่มขึ้น ฉีกรูปแบบจากร้านเดิมที่อร่อยง่ายๆ และมีรสชาติตรงไปตรงมา อย่างการจับขนมไทยมาคู่กับไอศกรีมรสชาติต่างๆ เราว่าคุณจอยทำออกมาได้ผ่านฉลุย

จานที่ยกให้เป็นนัมเบอร์วันคือ ไอศกรีมมะพร้าวอัญชันเสิร์ฟกับข้าวตอกตั้ง ไอศกรีมมะพร้าวน้ำหอมรสละมุนผสมกับน้ำอัญชัน กินกับข้าวตอกตั้งเหนียวหนึบ แนะนำว่าให้ตักไอศกรีมเข้าปากสลับกับขนม รับรองว่ากินเพลินจนคำสุดท้าย ต่อด้วยไอศกรีมงาดำและงาขาวกินกับบัวลอยมันหวาน ไอศกรีมงาดำและงาขาวรสหวานหอม เข้ากันกับบัวลอยหวานมันเคี้ยวหนึบหนับ ราดน้ำกะทิรสเค็ม ไอศกรีมถั่วแระญี่ปุ่นก็อร่อยไม่เป็นรองเมนูไหน ถั่วแระญี่ปุ่นเค็มๆ มันๆ ผสมกับไอศกรีมวานิลลากลิ่นหอม กินแล้วสดชื่น หรือใครอยากอิ่มท้องขึ้นมาหน่อยต้องสลัดไก่อบ ไฮไลต์จานนี้นอกจากผักสลัดสีสวยปลอดสารแล้ว ไก่อบเนื้อนุ่มและน้ำสลัดข้าวหอมมะลิส่งตรงจากเชียงใหม่ก็ทำให้ใจละลายไปไม่น้อยกว่ากัน

ปิดท้ายด้วยกาแฟเฟรนช์เพรส เมล็ดกาแฟออร์แกนิกจากเชียงใหม่ กลิ่นหอม รสเข้มกำลังดี ดื่มอุ่นๆ ช่วยผ่อนคลาย เป็นการจบมื้ออาหารที่สมบูรณ์แบบสำหรับร่างกายและจิตใจจริงๆ

พิกัดความอร่อย: 15 ซอยท่ากลาง แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ
เปิดบริการ 11.00-21.00 น.
โทร. 0-2004-8771
ราคา 52-112 บาท
ไม่รับบัตรเครดิต

ที่มา – Gourmet & Cuisine
www.gourmetandcuisine.com