#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
https://www.komchadluek.net/scoop/484104
17 ก.ย. 2564

“วงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์” อัยการสูงสุด ยื่นหนังสือลาออกไม่ขอรับราชการต่อและหากมองย้อนไปในยุคที่เขาเป็นอัยการสูงสุด มีคดีสำคัญหลายคดีเข้ามาสู่สำนักงานอัยการสูงสุดและถูกวิจารณ์
สร้างความแปลกใจไม่ใช่น้อย ที่ “วงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์” อัยการสูงสุด ซึ่งจะครบอายุเกษียณราชการ 65 ปี ในสิ้นเดือนกันยายน 2564 นี้และจะต้องไปเป็นอัยการอาวุโสตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการต่อ นายพชร ยุติธรรมดำรง ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.)
โดยแจ้งความประสงค์ว่าจะไม่ขอรับราชการเป็นอัยการอาวุโสต่อไป โดยประสงค์จะเป็นข้าราชการบำนาญ ทั้งนี้ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไปโดยจะมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการอัยการ(ก.อ.)วันที่ 21 กันยายน 2564 นี้ด้วย
ทั้งที่ก่อนหน้านี้เมื่อ 8 กันยายน 2564 “นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์”อสส. ได้ลงนามในคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ 0109/2564 เรื่องให้พนักงานอัยการปฏิบัติราชการในหน้าที่อัยการอาวุโส จำนวน 106 ตำแหน่ง
ซึ่งมีชื่อ”นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์” ปฏิบัติราชการในหน้าที่อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการสูงสุด รวมอยู่ด้วยโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่1ตุลาคม 2564 เป็นต้นไปถือว่าเป็นการเปลี่ยนใจแบบกะทันหัน
สำหรับ”นายวงศ์สกุล” ในช่วงที่เขาเป็น อัยการสูงสุด มีคดีสำคัญหลายคดีเข้ามาสู่สำนักงานอัยการสูงสุดและถูกจับตามองจากสาธารณชนท่ามกลางเสียงวิจารณ์
-คดีวิคตอเรียซีเครท คดีนี้ “นายวงศ์สกุล” เคยบอกว่าในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ระยะเวลา 2 ปี ไม่มีการพิจารณาสั่งคดีนี้ น่าจะเป็นอัยการสูงสุดคนอื่น
คดีวิคตอเรียซีเครท มีนายกำพล วิระเทพสุภรณ์ นางนิภา ภรรยา และ นายธนพล บุตรชาย ตกเป็นผู้ต้องหา ซึ่งทั้ง 3 สามคนถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องและเป็นเจ้าของสถานบริการอาบอบนวด “วิคตอเรียซีเครท” และคดีนี้เกิดขึ้นก่อน“นายวงศ์สกุล” เป็นอัยการสูงสุดและอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องในข้อหาค้ามนุษย์
อ่านข่าวเกี่ยวข้อง
ต่อมานายกำพล นางนิภา และนายธนพล ซึ่งหลบหนีคดีได้ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาที่สำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งเมื่อถึงตอนนี้ อัยการสูงสุดเปลี่ยนมาเป็น”นายวงศ์สกุล” แล้ว
และตามกระบวนการเมื่อผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาเรื่องจะไปที่ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีค้ามนุษย์ เป็นผู้พิจารณาและต่อมามีคำสั่งไม่ฟ้อง เฉพาะนายธนพล เพียงคนเดียว ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีค้ามนุษย์ ที่จะสั่งไม่ฟ้องและเมื่ออธิบดีอัยการ สำนักงานคดีค้ามนุษย์ สั่งไม่ฟ้องแล้ว ไม่ต้องเสนอเรื่องไปยังอัยการสูงสุด
แต่ต่อมา นายกำพล นางนิภา ร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาใหม่ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีค้ามนุษย์ ไม่ได้สั่งคดีด้วยตัวเอง แต่เสนอขึ้นไปที่รองอัยการสูงสุด และรองอัยการสูงสุดในยุค”นายวงศ์สกุล”เป็นอัยการสูงสุด ก็มีความเห็นไม่ฟ้อง นางนิภา เพียงคนเดียว โดยการสั่งคดียุติที่รองอัยการสูงสุด ไม่ต้องเสนออัยการสูงสุด เช่นกัน
ดังนั้นโดยสรุปการสั่งคดีไม่ฟ้องทั้งนายธนพลและนางนิภา ทั้ง 2 ครั้งเกิดขึ้นในช่วงที่อัยการสูงสุด ชื่อ”นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์” เพียงแต่กฎหมายให้อำนาจอธิบดีอัยการสำนักงานคดีค้ามนุษย์ และรองอัยการสูงสุด สั่งไม่ฟ้องได้ โดยไม่ต้องเสนอมาที่อัยการสูงสุด
การกลับคำสั่งไม่ฟ้อง ผู้ต้องหาคดีสำคัญในยุคที่นายวงศ์สกุล เป็นอัยการสูงสุดนี้เอง ทำให้นายรณสิทธิ์ พฤกษยาชีวะ ประธานมูลนิธิรณสิทธิ์เพื่อช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ เด็กและสตรี ได้ยื่นหนังสือต่อประธานกรรมการ ป.ป.ช. พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ
ขอให้ตรวจสอบอัยการสูงสุด “วงศ์สกุล” ว่า ในฐานะอัยการสูงสุด ได้มีการปล่อยปละละเลยหรือมีส่วนร่วมในการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ทั้งนางนิภาและนายธนพล ทั้งที่ 2 คนอยู่ระหว่างการหลบหนีคดีด้วยหรือไม่ มีการกระทำความผิดหรือไม่สุจริตต่อหน้าที่ หรือมีการเรียกรับผลประโยชน์หรือไม่
ขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบและเอาผิดกับบุคคลทุกระดับชั้น ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสั่งไม่ฟ้องหรือมีการเข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด
-คดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส อยู่วิทยา ขับรถโดยประมาทชนดาบตำรวจถึงแก่ความตาย ที่นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด สั่งไม่ฟ้องคดี จากเดิมที่อัยการเคยสั่งฟ้องคดี
-คดีที่ ปปง.ร้องทุกข์กล่าวโทษ นายพานทองแท้ หรือ “โอ๊ค” ชินวัตร บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อหาฟอกเงิน ซึ่งเป็นคดีต่อเนื่องแตกลูกจากคดีทุจริตการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มกฤษดามหานคร
โดยคดีนี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้อง ต่อมาอัยการคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด ก็มีความเห็นแบบเดียวกัน และยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแบบมีความเห็นแย้ง
คือ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนให้ลงโทษจำคุก 4 ปีกับจำเลย (นายโอ๊ค) โดยไม่รอลงอาญา แต่ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะอีกคนให้ยกฟ้อง
เมื่อศาลยกฟ้องแบบมีความเห็นแย้งเช่นนี้ โดยปกติอัยการต้องยื่นอุทธรณ์เพราะอัยการก็มีความเห็นสั่งฟ้องคดีมาตั้งแต่แรก แต่อัยการกลับมีความเห็นไม่อุทธรณ์คำพิพากษา ทำให้ดีเอสไอทำความเห็นแย้งกลับมา เพื่อให้อัยการยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์
แต่สุดท้าย นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด (ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่สั่งไม่ฟ้องในคดีนายบอส อยู่วิทยา ขับรถประมาทชนคนตาย) ในฐานะรักษาการอัยการสูงสุดแทน”นายวงศ์สกุล”ลงนามในคำสั่ง “ไม่อุทธรณ์” ทำให้คดีที่กล่าวหานายพานทองแท้ ถึงที่สุด
-คดีอัยการสั่งไม่ฟ้องนายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง ที่ดีเอสไอส่งสำนวนมาพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องว่าร่วมกับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯคลองจั่น ฟอกเงิน
-คดีอุ้มฆ่าบิลลี่หรือนายพอละจี รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ที่มี นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และพวกรวม 4 คนตกเป็นผู้ต้องหา ซึ่งดีเอสไอทำสำนวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องส่งให้อัยการ
แต่ต่อมาสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 ได้มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีในข้อหาหลักทั้งหมด คงคำสั่งฟ้องเพียงข้อหาเดียว คือ ม.157 ไม่ส่งตัว บิลลี่ ให้ตำรวจดำเนินคดีลักของป่า

พี่ใหญ่ประวิตร “ประยุทธ์” ดันรุ่นน้อง ต่อแถวยึด ทบ.
จบแต่ไม่เจ็บ “ตำรวจลาออก” อื้อ!! เปรยผิดพลาด เงินบำนาญหายเกลี้ยง
จบแต่ไม่เจ็บ “ตำรวจลาออก” อื้อ!! เปรยผิดพลาด เงินบำนาญหายเกลี้ยง

มนต์สิทธิ์ คำสร้อย
เบิ้ล ปทุมราช
คนจนผู้ยิ่งใหญ่ “เลขเด็ด” ยอมเจ็บแบบจบ รวยวันนี้ดีกว่าอนาคต อดตาย
คนจนผู้ยิ่งใหญ่ “เลขเด็ด” ยอมเจ็บแบบจบ รวยวันนี้ดีกว่าอนาคต อดตาย
คนจนผู้ยิ่งใหญ่ “เลขเด็ด” ยอมเจ็บแบบจบ รวยวันนี้ดีกว่าอนาคต อดตาย
คนจนผู้ยิ่งใหญ่ “เลขเด็ด” ยอมเจ็บแบบจบ รวยวันนี้ดีกว่าอนาคต อดตาย
คนจนผู้ยิ่งใหญ่ “เลขเด็ด” ยอมเจ็บแบบจบ รวยวันนี้ดีกว่าอนาคต อดตาย
คนจนผู้ยิ่งใหญ่ “เลขเด็ด” ยอมเจ็บแบบจบ รวยวันนี้ดีกว่าอนาคต อดตาย


“บิ๊กป้อม”ตั้งเพื่อนสนิท อดีตบิ๊กทหาร ประธานยุทธศาสตร์พรรคพปชร.
พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)
ชิงปรับทัพ”พลังประชารัฐ” ตั้งแต่หัวหมู่ยุทธศาสตร์จรดหิวแสง
ส.ส.บ้านรัตนเศรษฐ แห่งโคราช