ทิ้ง “ตู่” ตายแน่ วัดใจ “ภท.-ปชป.” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/475387

ทิ้ง “ตู่” ตายแน่ วัดใจ “ภท.-ปชป.”

21 กรกฎาคม 2564 – 18:27 น.

เราไม่ทิ้งกันมาแรง “ประยุทธ์” ดักคอ “ปชป.-ภูมิใจไทย” ก่อนศึกซักฟอกมหาวิกฤตโควิด คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

พลันที่ ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ออกมาขอโทษประชาชน ที่ประเมินผิดพลาด จึงทำให้การจัดหาวัคซีนป้องกันโควิดล่าช้า ไม่ทันกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็เท่ากับทำลายความหวังของประชาชนไปกว่าครึ่งค่อนประเทศ  วัคซีนไม่มี วัคซีนที่มีกลับไม่ดีพอ ยิ่งซ้ำเติมวิกฤตศรัทธา ความเชื่อมั่นต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยิ่งดิ่งเหวลงไปอีก ไม่แปลกที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค. จึงตัดพ้อช่วงหนึ่งในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา 

 “ผมไม่ได้ทำงานคนเดียว เราทุกคนช่วยกันทำงาน ผมไม่คิดว่าเป็นเวลาของการเล่นการเมืองนะ ถ้าท่านจะออกจากผม ก็แล้วแต่ ผมก็จะทำงานของผมต่อไป ผมไม่ทิ้งคุณ พวกคุณจะทิ้งผมก็ตามใจ” 

วันถัดมา นักข่าวจึงตามไปถาม อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  ถึงคำพูดนายกฯ ประยุทธ์ “พวกคุณจะทิ้งผมก็ตามใจ”  “หมอหนู” ตอบสั้นๆว่า “ไม่เคยคิดนะครับ และแน่นอนว่าพรรคภูมิใจไทยยังมั่นคง เหนียวแน่น อยู่ร่วมรัฐบาลยาวจนครบวาระ”  ตามมาด้วย “เสี่ยโอ๋” ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เคยคิดเรื่องที่จะทิ้งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี

ด้าน จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ตอบเรื่องการจะอยู่ร่วมรัฐบาลต่อไปหรือไม่ เพราะ “ได้เคยตอบเรื่องนี้ไปแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องตอบอะไรอีก” 

ฟัง “เฮียตือ” พูด

สำหรับประเด็น “เราไม่ทิ้งกัน” ของ “บิ๊กตู่” ต้องไปฟัง “เฮียตือ” สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล วิเคราะห์ เพราะระดับนักการเมืองจอมเก๋า ผ่านร้อนผ่านหนาว แถมมีลูกชาย 2 คน เป็น ส.ส. สังกัดพรรคภูมิใจไทย

“เฮียตือ” อ่านใจ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ไม่ใช่เรื่องการเปิดไฟเขียวให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวแน่นอย แต่คือการพูดเพื่อดักทางก่อนการอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านที่เตรียมยื่นญัตติเร็วๆ นี้

“หากพรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวจะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองคือ  รัฐบาลไปไม่ได้ ต้องยุบสภา และเมื่อยุบสภา จะทำให้ขาดรัฐบาลแก้ไขปัญหา ทั้งภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ ที่มีเสียงทั้งประเทศ 50 – 60 ที่นั่ง หากไปลงเลือกตั้งในสถานการณ์แบบนี้ ไม่มีทางชนะ”  ท่ามกลางสงครามโควิด หากมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคร่วมรัฐบาลเสียเปรียบแน่ “เฮียตือ” เพราะปฏิเสธความรับผิดชอบร่วมกันไม่ได้ พูดง่ายๆ ทุกพรรคมีแผลเต็มตัว

“เฮียตือ” บอกว่า หากยุบสภาตอนนี้ เท่ากับแพ้ แต่ในอนาคต หากสามารถแก้ปัญหาโควิดให้ดีขึ้น  กระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้ ยังมีโอกาส  “หากยุบในสถานการณ์ตอนนี้ แพ้แน่นอน แม้จะมี ส.ว.250 เสียง สนับสนุนเป็นเสียงข้างมากในรัฐสภาก็ตาม”  จอมยุทธ์เมืองอ่างทอง “เฮียตือ” ยังเชื่อว่า นายกรัฐมนตรี จะไม่ยุบสภาและไม่ลาออก

วัคซีนการเมือง

เมื่อก่อน ส.ส.พรรคภูมิใจไทยบางคน อาจเชื่อว่า พรรคของตนเป็นเสมือน “วัคซีนทางการเมือง” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะขาดไปเสียไม่ได้ เพราะมี 61 ที่นั่ง จึงมีอำนาจการต่อรองได้ หากพรรคภูมิใจไทยเล่นบทถอนตัวร่วมรัฐบาล จะเหลือเสียงแค่ 210 เสียง น้อยกว่าฝ่ายค้านทันที แต่เอาเข้าจริง แกนนำภูมิใจไทยไม่ถอนตัวแน่ เพราะโควตากระทรวงที่พรรคดูแลอยู่ ถือว่า “เกรดเอบวก” ทั้งสิ้น

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ อันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี ได้ลาออกจากตำแหน่ง “รองเลขาธิการพรรค พร้อมเรียกร้องให้พรรค ปชป. “ถอนตัวเพื่อชาติ” แต่ท่าทีของแกนนำพรรค ยังไม่ได้ขยับอะไรมากนัก

 ทิ้ง "ตู่" ตายแน่ วัดใจ "ภท.-ปชป."

ปชป.ขานรับ พาคนป่วยกลับบ้าน

ที่ผ่านมา “จุรินทร์” ได้จัดทัพเตรียมเลือกตั้งทั้ง 350 เขต ซึ่งมีความคืบหน้าไปแล้วมากกว่า 90 % กับเป้าหมายที่จะได้ ส.ส. มากกว่าเดิม 52 ที่นั่ง แต่เชื่อว่า แกนนำ ปชป.ก็คงไม่อยากให้มีเลือกตั้ง ในช่วงโควิดยังไม่คลี่คลาย

 ทิ้ง "ตู่" ตายแน่ วัดใจ "ภท.-ปชป."

ดังนั้น แกนนำภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ จึงเสนอแนวคิดการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลับไปรักษาตัวที่ภูมิลำเนา พร้อมเสนอให้รัฐมนตรีแต่ละคนดูความพร้อมในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในพื้นที่ของตัวเอง โดยรัฐมนตรีหลายคนเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบให้ “หมอหนู” เป็นผู้รับผิดชอบ โดยสั่งการให้สาธารณสุขจังหวัดประสานงานกับรัฐมนตรีแต่ละคนต่อไป 

 ทิ้ง "ตู่" ตายแน่ วัดใจ "ภท.-ปชป."

ศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม ภูมิใจไทย นำร่องพาคนป่วยกลับบ้านไปก่อนแล้ว

ปฏิบัติการย้ายผู้ป่วยกลับบ้าน จึงเป็นความร่วมแรงร่วมใจของพรรคร่วมรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ศรัทธาของประชาชนต่อรัฐบาลจะติดลบมากไปกว่านี้

“กี้ร์” มาแล้ว ข้ามฟ้าไล่ประยุทธ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/475340

“กี้ร์” มาแล้ว ข้ามฟ้าไล่ประยุทธ์

21 กรกฎาคม 2564 – 14:25 น.

บทเพลง Call Out “อริสมันต์” ร้องเพลงข้ามฟ้า ไล่ประยุทธ์ ได้เวลาของทักษิณ คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย ..ขุนน้ำหมึก

หายหน้าไปนาน จนผู้คนลืมไปแล้ว สำหรับอดีตแกนนำ นปช.สายฮาร์ดคอร์ “กี้ร์” อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ที่หลบหนีไปอยู่แถวประเทศเพื่อนบ้าน  ต้นสัปดาห์นี้ ในโซเชียลคนเสื้อแดง ได้มีการแชร์คลิป “กี้ร์ อริสมันต์” ร้องเพลง “จากดินถึงฟ้า” ที่มีเนื้อหาเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 

คลิปนี้มีต้นทางมาจากเฟซบุ๊ค Suthipongse Heart Thatphithakkul เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2564 โดย “ฮาร์ท” สุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล เป็นคนอัพสเตตัส “อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง มาแล้ว ขอทักทายและต้อนรับเพื่อนร่วมวงการ จากผม สุทธิพงศ์ พงศ์ลวนลาม วัฒนะจัง” 

คำร้องเพลง “จากดินถึงฟ้า” อดีตนักร้องดังค่ายอาร์เอส เมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้ว ได้บรรยายสภาพเหตุการณ์ในเมืองไทย ยุคโควิดระบาด “กราบฟากดิน ให้ยินถึงบนแผ่นฟ้า โปรดมองมา ประชาไร้ที่พึ่งหวังหมดตัวแล้ว ชีวิตพัง ยังรั้งความตายใกล้มาไร้สิ้นหยูกยา วัคซีนยังคอรัปชั่น…”  ท่อนหนึ่ง อริสมันต์สะท้อนว่า “ฝากตัวแทน ของคนทุกข์ทั่วแผ่นดิน หากได้เสียงยินคนตะโกนบอกฟ้า สั่งเปลี่ยนเถอะครับ โปรดเมตตา วันนี้ถ้าตาสว่าง แค่เดินเปลี่ยนทาง จะพาชาติพ้นวิกฤติ..”

พูดง่ายๆ อริสมันต์ต้องการให้มีการเปลี่ยนม้ากลางศึก ด้วยวิธีพิเศษ เหมือนแกนนำม็อบไทยไม่ทน หรือประชาชนคนไทย เคยเรียกร้องเอาไว้ คำร้องเพลงนี้ ยังสอดรับกับกระแสข่าวลือในกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ต้องการให้ “ทักษิณ ชินวัตร” กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเฉพาะกิจ เพื่อแก้โควิด 

แดงฮาร์ดคอร์

ชะตากรรมของนักร้อง-นักการเมืองอย่าง “กี้ร์ อริสมันต์” มีเรื่องราวให้เล่าขานมากมาย นับแต่วันแรกที่เขาขึ้นเวทีม็อบไล่สุจินดา เดือนพฤษภาคม 2535 จนถึงเวทีม็อบโค่นอำมาตย์เดือนพฤษภาคม 2553 ปลายปี 2562 อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, ธนกฤต ชะเอมน้อย (วันชนะ เกิดดี), นพ.วัลลภ ยังตรง และนิสิต สินธุไพร ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาคดีล้มการประชุมอาเซียน ซึ่งศาลพัทยาได้ออกหมายจับให้ตำรวจติดตามตัวมารับโทษทัณฑ์

คาดหมายว่า อดีตแกนนำเสื้อแดง น่าจะหลบไปพักพิงที่ประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดระยะเวลาที่หายไปจากเมืองไทย “กี้ร์” ได้สื่อสารกับแฟนคลับของทางแฟนเพจเฟซบุ๊ค “อริสมันต์” อยู่เป็นระยะๆ แต่เขาพยายามหลีกเลี่ยงจะพูดถึงเรื่องการเมือง  ยกตัวอย่างเมื่อวันที่ 26 มี.ค.2564 “กี้ร์” ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “อายุก็เป็นเพียงวันเวลาที่ผ่านไปเท่านั้น เราอย่ายอมรับว่าในช่วงเวลาที่ผ่านไป จะมาสั่งให้เราต้องเป็นคนสูงอายุหรือเป็นคนแก่มันเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง…เรากำหนดตัวเราได้ ด้วยอารมณ์รอยยิ้ม ความสนุกร่าเริง ไม่ซีเรียสไม่เครียด ทำชีวิตให้สบายๆ นั้นคือความสุขที่แท้จริง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ เราก็ยังคงความเป็นหนุ่มสาวตลอดกาลจนกว่าจะหมดอายุขัย”

สถานการณ์การระบาดของโควิดระลอกใหม่ ทำให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ทะลุวันละหมื่น และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน ดารานักแสดงจึงเรียงหน้า Call Out เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยทำลายกำแพงที่ว่า ดาราไม่ควรยุ่งกับการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว

อดีตนักร้องเสื้อแดงอย่างกี้ร์ อยู่นิ่งเฉยไม่ได้ เพลง “จากดินถึงฟ้า” จึงต้องมาทันที

 "กี้ร์" มาแล้ว ข้ามฟ้าไล่ประยุทธ์

อริสมันต์ มาพร้อมกับเพลงจากดินถึงฟ้า 

หลบร้อนชั่วคราว

กาลครั้งหนึ่ง หลังการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ ปี 2553 “กี้ร์” อริสมันต์ และเพื่อนพ้องสายแดงฮาร์ดคอร์ได้หลบหนีเข้าลาวก่อนจะไปหยุดที่ปลายทางกรุงพนมเปญ กัมพูชา

วันที่ 13 ก.ย.2553 เว็บไซต์ไทยอีนิวส์ ได้นำเสนอภาพอริสมันต์และเพื่อนๆ เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่หายตัวไปจากเมืองไทยหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ พร้อมคำบรรยายภาพสั้นๆ ว่า “ทุกคนสบายดี พร้อมกลับมาสู้ต่อ” เป็นที่ทราบกันดี ครั้งโน้น คณะแกนนำเสื้อแดงชุดของกี้ร์ ได้ไปอาศัยอยู่ในอาณาจักรของคุณหญิงฮุนเซนนี น้องสาวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา

ไม่มีใครทราบว่า การหายตัวไปจากเมืองไทยหนล่าสุด “กี้ร์” และพรรคพวกได้ไปพำนักอยู่ในกัมพูชาหรือไม่? 

โควิดพ่นพิษ แฉวงใน “หนู-วิน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/475229

โควิดพ่นพิษ แฉวงใน “หนู-วิน”

20 กรกฎาคม 2564 – 18:41 น.

วัคซีนการเมือง “อนุทิน-อัศวิน” ถูก “โทรโข่งภูมิใจไทย” ลากเข้าสู่สังเวียนโควิด คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

ลาซ้อมตายแบบ สิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ โดยการแถลงข่าวในโลงศพ ประท้วงกรณีประชาชนไม่สามารถเข้าถึงการรักษาของระบบสาธารณสุขได้เลย คนไทยจำนวนมากนอนรอความตายอยู่ที่บ้าน แม้กระทั่งยาฟาวิพิราเวียร์ ก็ไม่ได้กิน เพื่อปกป้องชีวิตของตัวเองพร้อมกันนั้น “สิระ” ยังเรียกร้องให้เปลี่ยนตัว นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ กับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้ 

ไม่ทันข้ามวัน ศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โทรโข่งของ “เสี่ยเน-เสี่ยหนู” ก็ตอบโต้สิระผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว Suphachai Jaismut ทันที  ประเด็นหลักๆ “ศุภชัย” ก็ชี้เป้าไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้มีอำนาจเต็มใน ศบค. และย้ำแล้วย้ำอีกว่า “หนูไม่เกี่ยว” เพราะไม่มีชื่อใน ศบค. ดังนั้น หากจะตำหนิผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ก็ต้องมองย้อนไปที่ ศบค.

ด้านปัญหาวิกฤตโควิดในกรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุข “ศุภชัย” โยนไปที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่ากันตามจริง ความขัดแย้งระหว่างกรุงเทพมหานคร กับกระทรวงสาธารณสุข ก็เกิดขึ้นหลายระลอกแล้ว อย่างเช่นกรณีโครงการฉีดวัคซีน ที่ ศบค.ให้ กทม.เป็นแม่งานฉีดคนเมืองกรุง แต่ทำไปได้สักพัก วัคซีนไม่พอ เลยต้องหยุดไป คนที่ลงทะเบียนไว้นับแสนก็ถูกเท

หรือกรณี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง จะแจกยาฟาวิพิราเวียร์ ให้ทุกคนที่ป่วยเป็นโควิดที่มานอนพักที่โรงพยาบาลสนามคลองกรุงเทพฯ ก็ถูกกระทรวงสาธารณสุขออกมาเบรก เพราะยานี้มีไว้ใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางหรืออาการหนักเท่านั้น 

 โควิดพ่นพิษ แฉวงใน "หนู-วิน"

ผู้ว่าฯ อัศวิน ลุยสร้างศูนย์พักคอย 

โยนขี้ ศบค.

มือกฎหมายพรรคภูมิใจไทย “ศุภชัย” อ้างถึงคำสั่งที่ 6/2564 เรื่องจัดตั้ง “ศูนย์บูรณาการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล” ซึ่งคำสั่งนี้ มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้อำนวยการศูนย์ และผู้ว่าฯ อัศวิน ปลัดกระทรวงหลายกระทรวง เป็นรองผู้อำนวยการ

 “…เป็นคณะที่ไม่มีคนดูแลระบบสาธารณสุขของประเทศเป็นกรรมการ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่นายกฯ กับ ศบค. และ กทม. ตัดกระทรวงสาธารณสุขออกจากการแก้ปัญหาโควิดในกทม.”  “สธ.พยายามคุมเชื้อเต็มที่ แต่วันหนึ่ง นโยบาย ศบค. ซึ่งรับผิดชอบโดย เลขาฯสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็ไล่คนกลับไป ตจว. ด้วยการปิดแคมป์คนงาน ปิดร้านอาหาร คนจนจากชนบท  ที่มาหากินในเมือง ต้องกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัด เอาเชื้อไปติดมากมาย รพ.ตจว. รับไม่ทัน รับไม่ไหว เชื้อกระจายทั่วประเทศ คุมไม่ได้”

ว่ากันตามตรง วันที่ตัดสินใจปิดแคมป์คนงาน พล.อ.ประยุทธ์ ได้เรียก “คณะสาธารณสุข” รวมถึงรัฐมนตรีสาธารณสุข เข้าปรึกษาหารือด้วย นายกฯประยุทธ์ ไม่ได้ตัดสินใจเพียงลำพัง ดูเหมือน “ศุภชัย” จะย้ำอยู่เรื่องเดียวว่า “หนูไม่เกี่ยว..หนูไม่ได้เป็น ศบค.”

วัคซีนการเมือง

ถ้าย้อนไปดูช่วงเริ่มต้นการฉีควัคซีนป้องกันโควิด ต้นเดือน มิ.ย.2564 กระทรวงสาธารณสุข จับมือกระทรวงคมนาคม เปิดศูนย์ฉีดวัคซีนที่สถานีกลางบางซื่อ โดย “หมอหนู” วางแผนให้มีการฉีดวอล์คอินได้

 โควิดพ่นพิษ แฉวงใน "หนู-วิน"

พรรคภูมิใจไทย โปรโมตผลงาน 2 รมต.

ต่อมา “บิ๊กตู่” เบรกสาธารณสุขไม่ให้มีการฉีดวอล์คอินที่สถานีกลางบางซื่อ พร้อมกับให้จัดสรรวัคซีนไปให้ กทม. และประกันสังคม ช่วยกระจายกันฉีดวัคซีนแก่ประชาชนทุกกลุ่ม  แผนกระจายวัคซีน “ไทยร่วมใจ กรุงเทพฯ ปลอดภัย” ของ กทม. เปิดให้ผู้ที่มีอายุ 18-59 ปี ลงทะเบียนรับการฉีดวัคซีนเพิ่มจากระบบหมอพร้อม ผ่านจุดบริการ 25 จุด ถูกมองว่า เป็นเกมหาเสียงทางการเมืองของผู้ว่าฯ อัศวิน

ทำนองเดียวกัน ศูนย์ฉีดวัคซีนที่สถานีกลางบางซื่อ ก็หนีไม่พ้นว่าเป็นการสร้างผลงานของพรรคภูมิใจไทย เมื่อกระจายฉีดวัคซีนไปได้ไม่นาน เกิดปัญหาวัคซีนขาดแคลน จึงมีการเบรกแผนการฉีดของ กทม. โดยให้ศูนย์ฉีดวัคซีนที่สถานีกลางบางซื่อ เป็นจุดบริการแห่งเดียว นอกจากนี้ ยังเปิดให้ผู้สูงอายุ ที่มีอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป เข้ามารับบริการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 โดยระบบบริการแบบออนไซต์

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่รุนแรงใน กทม. โครงการฉีดวัคซีน “ไทยร่วมใจ กรุงเทพฯ ปลอดภัย” ก็กลับมาบริการอีกครั้ง โดยกระทรวงสาธารณสุข จัดสรรวัคซีนแอสตราเซนเนกา 500,000 โดส มาให้ กทม. ช่วยบริการฉีดให้กับผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แถมก่อนหน้านั้น มีคนปล่อยข่าวว่า กทม.ได้วัคซีนมา 1.3 ล้านโดส แต่ยังไม่ได้ฉีดให้ประชาชน ปลัด กทม. ต้องออกมาให้ข่าวว่า ได้รับการจัดสรรวัคซีน เพียง 500,000 โดส เท่านั้น

ท่ามกลางมหาวิกฤตโควิด “นักการเมือง” กลับไม่ใส่ใจความเป็นความตายของประชาชน นำประเด็นโรคระบาดมาเล่นการเมือง เปิดสงครามปากโต้ตอบกันชนิดไม่เห็นหัวประชาชน

เปลี่ยน “ม้า” ไม่ได้ เอวังประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/475193

เปลี่ยน “ม้า” ไม่ได้ เอวังประเทศไทย

20 กรกฎาคม 2564 – 15:17 น.

กลยุทธ์หนี “พล.อ.ประยุทธ์” เลือกถอยไม่ยกธงขาว พรรคร่วมไม่เปลี่ยน “ม้า” รอพลิกเกมใหม่ คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

วันแรก(20 ก.ค.2564) ของมาตรการล็อกดาวน์ ในพื้นที่ 13 จังหวัด ไม่ให้ออกจากบ้าน คุมเข้มเดินทางออกนอกพื้นที่ และเคอร์ฟิว 3 ทุ่ม ถึง ตี 4 ประชาชนส่วนหนึ่งในกรุงเทพฯ ยังต้องไปทำงานตามปกติ เนื่องจากบริษัทเอกชนส่วนใหญ่ ไม่เลือกเวิร์กฟอร์มโฮม ตามที่ ศบค.ร้องขอ 

ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังแตะหลักหมื่นต่อวัน สถานการณ์โควิดระบาดในประเทศไทย ยังไม่ดีขึ้น ในข่าวร้ายก็พอจะมีข่าวดี เมื่อมีการลงนามในสัญญาการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA ระหว่างอธิบดีกรมควบคุมโรค และผู้จัดการบริษัท Pfizer ประเทศไทยและอินโดไชนา เพื่อจัดหาวัคซีนโควิด-19 จำนวน 20 ล้านโดส มาให้คนไทย ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ส่วนวัคซีนไฟเซอร์ ที่ได้รับบริจาคจากสหรัฐอเมริกา 1.5 ล้านโดส จะมาถึงในปลายเดือน ก.ค.2564 เพื่อฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า ผู้สูงอายุ และกลุ่มอื่นๆ 

ช่วงเย็นวันที่ 19 ก.ค.2564 วงประชุม ศบค.ไม่เป็นทางการ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เรียก อนุทิน ชาญวีรกูล และ “คณะสาธารณสุข” มาหารือที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล กรณีไทยจะออกคำสั่งห้ามส่งออกวัคซีนแอสตราเซนเนกาที่ผลิตในประเทศ เพื่อนำวัคซีนมาฉีดให้กับประชาชนไทยก่อน ซึ่งหากออกคำสั่งห้ามส่งออกก็จะเกิดผลเสียอย่างสูง โดยเฉพาะมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  จากนี้ไป “หมอหนู” และ “คณะสาธารณสุข” ก็ต้องเปิดการเจรจากับบริษัทแม่-แอสตราเซนเนกา เพื่อขอส่งมอบวัคซีนให้ไทยเพิ่มขึ้น

กบดาน-หลบกระสุน

วันอังคารที่ 20 ก.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม ได้ประชุมคณะรัฐมนตรี ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์จากบ้านพัก ภายในกรมทราบราบ มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์(ร.1 รอ.) โดยนายกฯ จะปฏิบัติตามมาตรการเวิร์กฟอร์มโฮม รวมถึงภารกิจอื่นๆ ก็จะใช้บ้านพักเป็นสถานที่ในการทำการ ในช่วงคุมเข้มมาตรการที่บังคับเข้มงวดเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อโควิด

เปลี่ยน "ม้า" ไม่ได้ เอวังประเทศไทย

พล.อ.ประยุทธ์ ทำงานในบ้านพัก ช่วงล็อกดาวน์

นาทีที่ต้นทุน “กองหนุน” แทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว ความนิยมลดฮวบ “บิ๊กตู่” เลือกกลยุทธ์ “หนี” แต่ไม่ยอมแพ้ เลือกที่จะหลบพายุอารมณ์ของผู้คนในสังคม คอยประเมินสถานการณ์แบบเงียบๆ พงศาวดารสามก๊ก ผู้ที่ใช้กลยุทธ์ “หนี” ได้อย่างช่ำชองที่สุดก็คือสุมาอี้ ซึ่งเวลาเพลี่ยงพล้ำมี 3 ทางเลือก ได้แก่ยอมแพ้ ,เจรจา และหนี เพื่อตั้งหลักใหม่

ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงโพสต์เฟซบุ๊กว่า “..เพื่อช่วยให้พี่น้องประชาชนได้ผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้ ผมขอให้พวกเราทุกคนไม่ยอมแพ้ต่อช่วงเวลาที่ยากลำบาก ผมและรัฐบาลจะหาทางช่วยทุกท่านให้ได้มากที่สุด และจะไม่มีวันยอมแพ้ต่อสงครามครั้งนี้”

นี่เป็นการส่งสัญญาณดับกระแสข่าว “ยุบสภา” หรือ “ถอนตัวเพื่อชาติ” ไปได้ระดับหนึ่ง ขณะเดียวกัน “หมอหนู” และ “คณะสาธารณสุข” ก็ต้องออกมาแถวหน้าแทน นัยว่าแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ได้พูดคุยกันแล้วว่า นายกฯจะไม่ลาออก พรรคร่วมจะไม่ถอนตัว และรัฐบาลจะไม่ยอมแพ้ต่อสถานการณ์กดดันรอบด้าน  เหมือน “นักเลือกตั้ง” ในฝ่ายรัฐบาล จะตระหนักว่า ชั่วโมงนี้ เปลี่ยน “ม้า” กลางศึกไม่ได้

ฝากไข้ไว้กับหมอ

เป็นชัดเจนจากทีมกุนซือของ “บิ๊กตู่” ได้ฝากความหวังในการกอบกู้สถานการณ์โควิดฝากไว้กับ “คณะสาธารณสุข” ฝ่ายการเมือง-ความมั่นคง ค่อยๆถอยฉากออกมา เพื่อเปิดทางให้ “คณะสาธารณสุข” ทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อกอบกู้สถานการณ์ รูปธรรมที่เป็นตัวอย่างบทบาทของ “คณะสาธารณสุข” เมื่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) มีมติเห็นชอบเพิ่มชุดตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ด้วย Antigen Test Kit (ATK) ในวงเงินเบื้องต้น 1,014 ล้านบาท เพื่อจัดหาชุดตรวจให้หน่วยบริการนำไปแจกจ่ายกับประชาชนทุกคน

รูปธรรมเล็กๆ คือการลดการแถลงข่าวของ ศบค. และให้ความสำคัญกับการแถลงข่าวที่กระทรวงสาธารณสุข ก็จะเห็นภาพของคณะนายแพทย์ออกมาคอยชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน และต้องใช้เครดิตที่มีทั้งหมด วางเดิมพันกับสงครามโควิด

ด้าน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ผู้ก่อตั้ง-ผู้ประสานงานกลุ่ม CARE คิดเคลื่อนไทย กลับมองว่าผู้นำรัฐบาล “ล็อกดาวน์ประชาชน ไม่ล็อกดาวน์ตัวเอง” ปล่อยให้หน่วยงาน แต่ละส่วนทำงานไปเอง โดยขาดการนำที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ ไม่รับผิดชอบการเจ็บป่วยเดือดร้อนเสียหายของประชาชน ไม่รับฟังความคิดเห็น และเลือกตัดสินใจบนหลักวิชาการที่ถูกต้อง ทันการณ์

ประชาชนไทยส่วนใหญ่ ก็คิดคล้ายๆกันกับ “หมอมิ้ง” จึงมีเสียงเรียกร้องให้ “ประยุทธ์ลาออก” ดังระเบ็งเซ็งแซ่

“โตโต้” ผ่าม็อบ วิพากษ์ “สายบวก” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/475047

“โตโต้” ผ่าม็อบ วิพากษ์ “สายบวก”

19 กรกฎาคม 2564 – 17:45 น.

ม็อบ 18 กรกฎา “โตโต้” เทศนา “เด็กหัวร้อน” สายบวก สายปะทะ โตไม่ทันพฤษภา 53 คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

ควันหลงจากกรณี “ม็อบ 18 กรกฎา” ส่องเข้าไปในทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก ก็พบว่า มีเรื่องราวหลายแง่หลายมุม หลังขบวนทัพมวลชน “ฝ่าแก๊สน้ำตา ไปไม่ถึงทำเนียบ” จึงมีเสียงบ่นมากมาย “สันติวิธีแล้วได้อะไร ไปม็อบทุกครั้งไปแล้วก็กลับบ้าน”

 "โตโต้" ผ่าม็อบ วิพากษ์ "สายบวก"

การ์ดวีโว่ เผชิญแก๊สน้ำตา และสายน้ำ

อานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มราษฎร จึงต้องลุกขึ้นมาอธิบายการต่อสู้ของประชาชนว่า “ต้องบอกว่าใจเย็นๆ ไม่มีใครไม่อยากชนะ ทุกคนต้องการชัยชนะ แต่ต้องบอกว่าการต่อสู้กับรัฐที่มีปืนมีกฎหมายมันไม่ง่ายขนาดนั้น เอาเข้าจริงๆผมก็เชื่อว่าทุกคนก็ตระหนักว่ามันไม่ง่ายขนาดนั้น มันไม่ใช่ชุมนุมครั้งเดียวรัฐบาลจะลาออกเลย หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเลย”

ทนายหนุ่มแห่งคณะลาบร้อยเอ็ด สรุปว่า “ผมเสนอให้เรานวดไปเรื่อยๆ ทำลายความชอบธรรมรัฐเผด็จการไปเรื่อยๆ ถึงเวลาบวกกันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ถ้าผมหนีก่อนค่อยมาด่ากันครับ”

แกนนำราษฎรที่มีอาวุโส และประสบการณ์อย่างอานนท์ มองว่า เกมนี้ต้องเล่นยาว และมวลชนไม่ได้มีแค่บนท้องถนน วันนี้ แนวร่วมขยายตัวไปมากมาย เช่นเดียวกัน “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ แกนนำกลุ่มวีโว่ การ์ดอาสา ก็ได้เก็บรับบทเรียน “ม็อบ 18 กรกฎา” คล้ายกับอานนท์ นำภา

“เราทุกคนทำดีที่สุดแล้ว ขอให้ทุกคนเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ เราส่งทุกคนถึงแยกยมราชแล้ว จากการรุกไล่ของเจ้าหน้าที่อย่างหนัก ด้วยทุกห่ากระสุนที่เขามี แต่วันนี้เราได้ใจพี่น้องประชาชนคนทั้งประเทศ จากการทำกิจกรรมที่สุดสันติ และชอบธรรม”  ที่สำคัญ “โตโต้” ได้เปิดคอร์สอบรมวิธีการต่อสู้ให้กับการ์ดบางกลุ่ม หรือมวลชน..สายปะทะ สายบวก ได้เข้าใจกลยุทธ์และวิธีการเอาชนะเผด็จการ

เสียเปรียบชัยภูมิ

เหตุการณ์วันที่ 18 ก.ค.2564 ขบวนม็อบเคลื่อนไปทำเนียบรัฐบาล โดยมุ่งหน้าไปทางถนนราชดำเนินนอก แต่เจอด่านสกัด แกนนำเยาวชนปลดแอก จึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางไปทางถนนนครสวรรค์ มุ่งหน้าแยกนางเลิ้ง แม้จะเห็นหลังคาตึกทำเนียบรัฐบาล แต่การ์ดแถวหน้าก็ฝ่าห่ากระสุนยางและแก๊สน้ำตาเข้าไปประชิดแนวตำรวจไม่ได้ โตโต้ให้ข้อสังเกตว่า

 “เราตรวจสอบเบื้องต้น เป็นการใช้กระสุนแก๊สน้ำตาที่เน้นจากการยิงส่ง เกือบ 100%  ทั้งจากปืนยิงของ รถจีโน่ และจากปืนแบบประทับยิงของ เจ้าหน้าที่”

ก่อนค่ำ แกนนำเยาวชนปลดแอก ประกาศยุติการชุมนุม แต่มวลชนบางกลุ่มอารมณ์ค้าง เลยปล่อยของเป็นชุดๆ ซึ่งโตโต้ได้สรุปบทเรียนว่า “เราแพ้ทั้ง ชัยภูมิ และ ทิศทางลมจากธรรมชาติ จึงทำให้การใช้แก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่เมื่อวานนี้เป็นเรื่องมันส์มือของเจ้าหน้าทีไปโดยปริยาย”

ด้วยเหตุนี้ โตโต้จึงเสนอว่า “หลังจากนี้ผู้นำของขบวนการฝ่ายประชาธิปไตย ต้องคิดทบทวนอย่างหนักหากจะใช้เส้นทาง นครสววรค์-พิษณุโลก เพื่อไปทำเนียบรัฐบาล”

ไม่เอา “สายบวก”

 ในโซเชียลของฝ่ายต่อต้านกลุ่มสามนิ้ว ได้เผยแพร่ภาพการชกต่อยกัน ระหว่างการ์ดอาสา กับมวลชน อันเนื่องมาจากมีบางคนล้ำเส้น เตรียมปล่อยของ

 “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ จึงโพสต์เฟซบุ๊กแบบยาวๆ วิพากษ์กลุ่มฮาร์ดคอร์ “ผมเคยพูดนะ ไม่ใช่พูดเล่น แต่พูดจริงๆจังๆ ถึงพวกสายปะทะ สายไม่เอาสันติวิธี หรือ สายบวกที่งอแงจะใส่กับตำรวจอย่างเดียว  ถ้าต้องการแบบนั้นจริงๆมาบอกผมได้ ผมจะจัดให้ ผมจะประกาศให้เลยว่าม็อบนี้ ไม่นิยมสันติวิธี ถ้ารัฐรุนแรงมา ก็พร้อมตอบโต้กลับทันที..” 

 "โตโต้" ผ่าม็อบ วิพากษ์ "สายบวก"

การ์ดม็อบ 18 กรกฎา

เนื่องจาก “โตโต้” เคยผ่านสมรภูมิพฤษภา 2553 ร่วมกอดคอสู้รบมากับคนเสื้อแดง หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุม โตโต้ยังรวมกลุ่มทำกิจกรรมเยียวยาคนเสื้อแดง ทั้งที่บาดเจ็บ และครอบครัวผู้เสียชีวิต

 “ผมยอมรับครับ ผมกลัวตาย เพราะคนตายมันสู้ไม่ได้ ผมเห็นคนตายมาต่อหน้าต่อตาผมเมื่อปี 53 แล้วไม่เกิดอะไรขึ้นเลย คนเสื้อแดงมีทั้งกำลังใจ กำลังคน สรรพกำลังทุกด้านมากกว่าพวกเราตอนนี้อย่างเทียบไม่ได้ แต่จนปานนี้ยังไม่ได้รับความยุติธรรม ตอนนั้นพวกคุณอายุเท่าไร ทันโตได้เห็นภาพนั้นมั้ย หรือไปอยู่ที่ไหน” 

สายบวกหรือสายปะทะ ในขบวนการสามนิ้ว มักจะเป็นเยาวชนอายุ 16-17 ปี สมัยเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง พวกเขาเหล่านี้อายุ 4-5 ขวบ 

“มันเท่ตรงไหนผมถามหน่อย เข้าไปใส่กับตำรวจที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครัน จากภาษีพวกเรา แล้วเรามีอะไร ปืนไทยประดิษฐ์เหรอ ระเบิดทำมือเหรอ หรือมีอะไรถึงอยากไปใส่กับเขาหนักหนา  ลองดูก็ได้นะ ถ้าไม่ได้หิ้วออกมา มาเหยียบหน้าผมได้เลย”

ดูเหมือน “พี่โตโต้” จะเหลืออดเหลือทนกับน้องๆ บางกลุ่ม ที่ไปม็อบ ก็คิดแต่จะบวกกับตำรวจชุดควบคุมฝูงชนอย่างเดียว

จั่งซี่ต้องถอนอุ้ม “เซราะกราว” กลับบ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/475003

จั่งซี่ต้องถอนอุ้ม “เซราะกราว” กลับบ้าน

19 กรกฎาคม 2564 – 13:40 น.

ถอนตัวเพื่อชาติ “อนุทิน” ครวญ “แพะรับบาป” จับตา “เนวิน” จะอุ้มคนเซราะกราวกลับบ้านวันไหน คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

วันที่ 19 ก.ค.2564 ที่ประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านจะประชุม เพื่อกำหนดว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจใครบ้าง ตามมาตรา 151 ซึ่งพรรคเพื่อไทย ล็อกเป้าไว้แล้วคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข

สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ประเมินว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้านยกมือกี่ครั้ง ก็แพ้ฝ่ายรัฐบาล เพราะเสียงน้อยกว่า แต่อย่าลืมศึกซักฟอกกรณี ส.ป.ก.4-10 ในยุคที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำรัฐบาล สุดท้าย ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ตัดสินใจยุบสภา หลังพรรคพลังธรรมถอนตัว แน่นอน กลยุทธ์พรรคร่วมฝ่ายค้าน ต้องเล่นเกมแยกสลายฝ่ายค้าน โดยมีเป้าหมายให้ “ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์” ถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ 

ชั่วโมงนี้ เริ่มเห็นสัญญาณ “ทิ้ง” เรือเหล็ก จากสื่อออนไลน์ สายบุรีรัมย์ ที่ตอกย้ำกรณีการจัดหาวัคซีน ที่ล่าช้า และไม่ดีพอนั้น เป็นเรื่องของ “ศบค.” ไม่เกี่ยวกับ “อนุทิน”

แพะชื่อ “หนู”

หลังสื่อออนไลน์ออกมาชี้เป้า “อนุทินไม่เกี่ยวกับการซื้อวัคซีน” ศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวระบุ โดยมีชื่อเรื่องว่า อนุทินกับการจัดหาวัคซีน แพะรับบาปของ ศบค.

 จั่งซี่ต้องถอนอุ้ม "เซราะกราว" กลับบ้าน

เสี่ยหนู ครวญแพะรับบาป

“ศุภชัย” อ้างถึงคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 5/2564 เรื่องแต่งตั้งคณะทํางานพิจารณาการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) 

 “ถ้าได้อ่านคำสั่งนี้กี่ครั้งๆก็ไม่พบว่า อนุทิน  รมว.สธ. มีชื่ออยู่ในนี้และชัดเจนว่า คนจัดการวัคซีนคือ อ.ปิยะสกล กับเจ้าของ รพ.เอกชน ซึ่งผมคิดว่าท่านควรจะออกมาบอกให้ประชาชนได้รับรู้ว่าท่านได้ทำอะไรไปบ้าง และ ศบค. ก็ต้องออกมาบอกประชาชนว่าความจริงเป็นเช่นไร ไม่ใช่ปล่อยให้อนุทินเป็นแพะรับบาป..”

คำสั่งนี้ มีการแต่งตั้งคณะทำงาน ทั้งสิ้น  18 คน มีศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ประธานคณะทํางาน มีกรรมการลำดับที่ 9-16 เป็นเจ้าของโรงพยาบาล 7 แห่งทั่วประเทศ

“อนุทิน วันนี้ กลืนเลือด ไม่ท้อ ไม่ถอย ยอมให้ด่าทุกเรื่อง แต่อดทน เพราะอาสามาทำงานเพื่อประชาชน เป็นหัวหน้าพรรคที่บอกลูกพรรคที่ห่วงใยว่า กลับไปหาประชาชน ไม่ต้องห่วงผม และยังออกมาดำเนินการเรื่องวัคซีนตามข่าวนั้น ทั้งๆที่ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ตามคำสั่งนั้นก็ตาม เพราะทนเห็นความทุกข์ยากของประชาชนไม่ได้

ศุภชัยออกมาโพสต์เฟซบุ๊ค เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่หัวหน้าพรรค ที่ไม่มีอำนาจจัดหาวัคซีนโดยตรง แต่ก็ตกเป็น “แพะรับบาป” 

อุ้มเซราะกราวกลับบ้าน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เสี่ยหนู” และพรรคภูมิใจไทย ตกอยู่ในภาวะ “ขาลง” พร้อมกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กรณีการบริหารจัดการวิกฤตโควิดล้มเหลว

ว่ากันว่า ส.ส.ภูมิใจไทยรู้ดีว่า หากยุบสภาวันนี้ จะหาเสียงลำบาก คะแนนนิยมค่ายสีน้ำเงินคงไม่ดีเท่ากับปี 2562 

ในวิกฤตมีโอกาส “ครูแก้ว” ศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ ในฐานะ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นมาทำหน้าที่ผู้ประสานงาน นำพาชาวนครพนมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งพบว่า ตัวเองติดเชื้อโควิด เดินทางกลับมารักษาที่บ้านเกิด ปรากฏว่า ได้รับเสียงยกย่องชมเชยจากชาวบ้านมากมาย

ดังนั้น “เนวิน ชิดชอบ” จึงไม่อยู่นิ่งเฉย ผลักดันโครงการ “อุ้มลูกหลานเซราะกราวกลับบ้าน” โดยร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ,สาธารณสุขจังหวัด และโรงพยาบาลบุรีรัมย์ 

โครงการดังกล่าวนี้ เฉพาะคนบุรีรัมย์ ที่ติดโควิด ไม่มีที่รักษา จะมีรถไปรับมารักษาที่ จ.บุรีรัมย์ โดยทำการเปิดคอลเซ็นเตอร์รับเรื่องตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อเจ้าหน้าที่ไปรับผู้ป่วยกลับมาแล้ว จะนำไปส่งที่โรงพยาบาลในพื้นที่ ใครอำเภอไหนก็ไปอำเภอนั้น เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาทางการแพทย์ต่อไป 

 จั่งซี่ต้องถอนอุ้ม "เซราะกราว" กลับบ้าน

เนวินเปิดโครงการอุ้มคนเซราะกราวกลับบ้าน

เวลานี้ ส.ส.ภูมิใจไทย ในหลายจังหวัดภาคอีสาน ได้นำโมเดล “รับคนป่วยกลับบ้าน” ไปดำเนินการ เพื่อลดกระแสโจมตีรัฐบาล กรณีวัคซีนไม่พอ เตียงผู้ป่วยล้นทะลักในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

น่าจับตา จังหวะก้าวของ “เนวิน” จะจัดโครงการ “อุ้มคนการเมือง” สายเซราะกราวกลับบ้านเมื่อใด หาก “ผู้มีบารมีหลังม่าน” ส่งซิกวันไหน ย่อมแสดงว่า ค่ายสีน้ำเงินพร้อมแล้วสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่

ล้วงลึกม็อบ “หมอ” เคียงข้างเยาวชนลงถนนเรียกร้องวัคซีนไฟเซอร์ – โมเดอร์นา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/474947

ล้วงลึกม็อบ “หมอ” เคียงข้างเยาวชนลงถนนเรียกร้องวัคซีนไฟเซอร์ – โมเดอร์นา

18 กรกฎาคม 2564 – 19:43 น.

ทวงวัคซีน “หมอ” ไม่ทน เคียงข้างเยาวชนลงถนน ไล่ประยุทธ์ เรียกร้องวัคซีนไฟเซอร์ – โมเดอร์นา

“ม็อบ 18 กรกฎา” ภายใต้การนำของกลุ่มเยาวชนปลดแอก รีเด็ม (REDEM) พร้อมกับการ์ดวีโว่ (Wevo) มาตามนัดหมาย บ่าย 2 วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม 2564 เคลื่อนออกจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มุ่งไปทำเนียบรัฐบาล โดยขบวนม็อบยุคใหม่ มีทั้งคนและรถ

จากการสังเกตการณ์ของผู้สื่อข่าวภาคสนาม จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมอาจไม่มากพอที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ คงเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดอย่างรุนแรง จึงทำให้คนส่วนใหญ่จะติดตามการเคลื่อนไหวอยู่ที่บ้าน

ช่วงใกล้ทุ่มหนึ่ง แกนนำเยาวชนปลดแอก ได้ประกาศยุติการชุมนุม เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม เพราะมีการยิงแก๊สน้ำตาและกระสุนยางจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนอย่างหนัก

มีข้อน่าสังเกต ม็อบ 18 กรกฎา ได้แถลงผ่านสื่อโซเชียล ประกอบด้วย 15 กลุ่ม โดยมีข้อเรียกร้องทางยุทธวิธี 3 ข้อ คือ

  1. พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลาออกโดยไม่มีเงื่อนไข
  2. ปรับลดงบฯ สถาบัน – กองทัพ สู้โควิด
  3. เปลี่ยนวัคซีนหลักเป็นชนิด mRNA

ตัวละครระดับแกนนำใน 15 กลุ่มที่ว่านี้ ส่วนใหญ่เป็น “คนหน้าเดิม” แต่เพิ่มเติมเข้ามา คือ “ภาคีบุคลากรสาธารณสุข” ซึ่งเป็นกลุ่มแพทย์ – พยาบาล “ด่านหน้า” ที่ไม่ยอมทน และทนไม่ไหว จึงลุกขึ้นต่อสู้ร่วมกับเยาวชนคนรุ่นใหม่

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 แฟนเพจ ภาคีบุคลากรสาธารณสุข ได้แถลงว่า “ภาคีบุคลากรสาธารณสุขขอร่วมสนับสนุนข้อเรียกร้องในการชุมนุมในวันที่ 18 กรกฎาคม 2564 เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น” พร้อมติดแฮชแท็ก #ม็อบ18กรกฎา #ต้องการmRNAvaccine #นำmRNAvaccineเข้ามาเป็นวัคซีนหลัก

ในวันที่ม็อบเคลื่อนไปทำเนียบรัฐบาล แอดมินเพจภาคีบุคลากรสาธารณสุข เรียกร้องให้แพทย์ และพยาบาล ร่วมกันแสดงออก ทั้งการถ่ายรูปพร้อม #นำmRNAvaccineเข้ามาเป็นวัคซีนหลัก การเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ การโพสต์ข้อความ ภาพ และวิดีโอ รวมถึงสมาชิกภาคีบุคลากรสาธารณสุขบางกลุ่มได้เข้าร่วมม็อบ 18 กรกฎา

หมอไม่ทน

วันที่ 7 กรกฎาคม 2564 กลุ่ม “หมอไม่ทน” และ “ภาคีบุคลากรสาธารณสุข” ได้ไปยื่นรายชื่อผู้สนับสนุนแคมเปญให้ภาครัฐจัดหาวัคซีนโควิดชนิด mRNA ให้กับบุคลากรการแพทย์ กว่า 200,000 รายชื่อ ต่อผู้เกี่ยวข้องที่รัฐสภา

วันนั้น นพ. สันติ กิจวัฒนาไพบูลย์ ตัวแทนภาคีบุคลากรสาธารณสุข ได้เปิดตัวต่อสื่อมวลชนครั้งแรก พร้อมอธิบายถึงเหตุผลที่ออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐจัดสรรวัคซีนโควิดชนิด mRNA ให้กับบุคลากรการแพทย์

ที่ผ่านมา บุคลากรทางการแพทย์ได้รับวัคซีนเชื้อตายยี่ห้อซิโนแวค (Sinovac) ที่ภาครัฐจัดให้นั้น เป็นวัคซีนที่ยังไม่มีงานวิจัยถึงการป้องกันโควิดสายพันธุ์เดลตา มีแต่ป้องกันสายพันธุ์ดั้งเดิม

หลังการเข้าร่วมสนับสนุน “ม็อบ 18 กรกฎา” ภาคีบุคลากรสาธารณสุข ได้ยกระดับข้อเรียกร้องให้รัฐบาลนำวัคซีนชนิด mRNA เข้ามาเป็นวัคซีนหลักของประเทศ

วัคซีนต้านโควิดชนิด mRNA มียี่ห้อใดบ้าง ?

  1. วัคซีนโควิด ไฟเซอร์ (Pfizer)
  2. วัคซีนโควิด โมเดอร์นา (Moderna)

จัดเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิดสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

ดังนั้น ม็อบ 18 กรกฎา จึงชูคำขวัญทางยุทธวิธี “ขอวัคซีนที่ดีให้แก่ประชาชน” หรือพูดง่าย ๆ เอาซิโนแวคคืนไป เอาไฟเซอร์หรือโมเดอร์นาคืนมา

วัคซีนเพื่อประชาชน

แม้ ม็อบ 18 กรกฎา จะเคลื่อนไปไม่ถึงทำเนียบรัฐบาล แต่ภาคีบุคลากรสาธารณสุข ได้ออกแถลงการณ์อีกครั้ง “ถึงเวลาที่รัฐบาลควรทบทวนการทำงานอย่างจริงจังได้แล้ว เพราะทุกวินาทีที่ผ่านไปนั่นหมายถึงชีวิตของประชาชน..”

ทางออกของวิกฤตินี้ คือ การเร่งนำวัคซีน mRNA เข้ามาเป็นวัคซีนหลัก และเปิดเผยขั้นตอนการทำงานอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนให้กลับคืนมา

“หมอรุ่นใหม่” มองว่า รัฐบาลบริหารงานที่ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น คือ รัฐไม่รู้จักบริหารความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการแทงม้าตัวเดียวหรือการไม่เข้าร่วมโครงการโคแวกซ์

ฉะนั้น รัฐบาลจะต้องไม่ตัดสินใจผิดพลาดเป็นครั้งที่สอง ต้องรีบจัดหาวัคซีนที่ดีมาให้ประชาชน และบุคลากรด่านหน้า

โควิด-19, วัคซีนเพื่อประชาชน, เยาวชนปลดแอก, ม็อบ 18 กรกฎา, หมอ, หมอไม่ทน

มหากาพย์วัคซีน “อนุทิน” เจอรุมกระหน่ำ ทั้งเอกสารลับ – คลับเฮาส์หมอริมน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/474922

มหากาพย์วัคซีน “อนุทิน” เจอรุมกระหน่ำ ทั้งเอกสารลับ – คลับเฮาส์หมอริมน้ำ

18 กรกฎาคม 2564 – 16:19 น.

สุดสัปดาห์นี้ ประเด็นข่าวร้อนแรงในโซเชียล ก็หนีไม่พ้นเรื่อง “วัคซีนล่าช้า” (แอสตร้าเซนเนก้า “AstraZeneca”) และ “วัคซีนไม่ดีพอ” (ซิโนแวค “Sinovac”)

เริ่มจาก สำนักข่าวอิศรา เปิดเผยเอกสารที่เป็นการโต้ตอบระหว่าง บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า “AstraZeneca” และ อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข กับ สจอร์ด ฮับเบน รองประธานฝ่ายกิจการองค์กรทั่วโลก ของบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า

จากเอกสารชุดนี้ สะท้อนการประเมินสถานการณ์ต่ำ และการตัดสินใจที่ล่าช้าของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะ “หมอหนู” ที่มีอำนาจตัดสินใจในการบริหารจัดการวัคซีน

ตามมาด้วย สโมสรนักศึกแพทย์ศิริราช ได้ถอดคำพูดของ ศ.ดร.นพ. ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จากวง “Clubhouse Q&A : คณบดี เรื่องวัคซีนโควิด” มาเผยแพร่อย่างละเอียด

ปากคำของ “นายแพทย์ประสิทธิ์” ชี้ให้เห็นว่า ซิโนแวค Sinovac ไม่ดีพอสำหรับโควิดสายพันธุ์เดลตา และไม่ควรสั่งซิโนแวคเข้ามาอีกแล้ว

เอกสารสำคัญ

สาระสำคัญของเอกสารลงวันที่ 25 มิถุนายน 2564 ที่ สจอร์ด ฮับเบน รองประธานฝ่ายกิจการองค์กรทั่วโลก ของบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ที่ส่งให้ อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีสาธารณสุข พบว่า ไทยแจ้งขอรับวัคซีนโควิดแอสตร้าเซนเนกา ในช่วงแรกเพียงแค่ 3 ล้านโดสต่อเดือน และเป็นการแจ้งช้าที่สุดในอาเซียน

แอสตร้าเซนเนก้า ยอมรับว่า สายการผลิตของโรงงานที่ตั้งในไทยนั้น ค่อนข้างใหม่ และคาดว่าไทยจะได้รับวัคซีนประมาณ 5 – 6 ล้านโดสต่อเดือน และหวังว่าไทยเองจะยินดีกับจำนวนที่ส่งมอบให้

ด้าน อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีสาธารณสุข ยอมรับว่า บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ได้ทำหนังสือมาถึงตนในช่วงเวลาดังกล่าวจริง ซึ่งก็ได้ตอบจดหมายกลับไปว่า ประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาผู้ที่ติดเชื้อโควิดรายวันที่พุ่งสูงมาก ต้องการวัคซีนจำนวนมาก ซึ่งจะต้องจัดหาวัคซีนให้ได้อย่างน้อย 10 ล้านโดสต่อเดือน

เมื่อ แอสตร้าเซนเนก้า สนองวัคซีนให้ไม่ได้ตามที่ต้องการ เนื่องจากโรงงานผลิตวัคซีนในไทยต้องส่งวัคซีนไปประเทศอื่นด้วย “อนุทิน” จึงสั่งการให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เร่งจัดทำประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดสัดส่วนการส่งออกวัคซีนป้องกันโควิดเป็นการชั่วคราว

ถ้าย้อนไปอ่านคำให้สัมภาษณ์ของ “อนุทิน” เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2564 กรณีถูกสื่อเรียกว่า แผนจัดหาวัคซีนแค่แอสตร้าเซนเนก้า ว่าเป็นการ “แทงม้าเต็ง” หรือม้าตัวเดียว

“ถามว่าแทงม้าตัวเดียวหรือเปล่า จริง ๆ แล้วเราแทงม้าเต็ง เพราะเราเห็นว่าม้าจากแอสตร้าเซนเนก้าวิ่งนำมาแล้ว กล้าสนับสนุนประเทศไทยก่อน ส่วนม้าตัวอื่นบอกว่าจะให้วัคซีนเราเร็วที่สุดในกันยายน ยังบอกเงื่อนไขไม่ได้ บอกจำนวนไม่ได้”

ชั่วโมงนี้ การฉีดวัคซีนให้ประชาชนล่าช้า เพราะวัคซีนมีจำนวนจำกัด ก็สะท้อนความล้มเหลวในการแทงม้าเต็งอย่างปฏิเสธไม่ได้

พอแล้วซิโนแวค

ประเด็นวัคซีนไม่มีคุณภาพ ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย โดยเฉพาะวัคซีนซิโนแวค จนเกิดวิวาทะเรื่อง “ด้อยค่าวัคซีน” ในโซเชียล มีทั้งฝ่ายต้าน ฝ่ายหนุน

ศ.ดร.นพ. ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้บอกเล่าใน “Clubhouse Q&A : คณบดี เรื่องวัคซีน COVID-19” และประเด็นต่าง ๆ เมื่อค่ำวันที่ 16 กรกฎาคม 2564

สำหรับกรณี “วัคซีนซิโนแวค” นพ. ประสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ขอเรียกวัคซีนซิโนแวคว่าเป็นวัคซีนแบบ “คุณภาพต่ำ” ซิโนแวคมีประสิทธิภาพดีเมื่อไม่ใช่สายพันธุ์เดลตา แต่ตอนนี้มันไม่เพียงพอ

“ก่อนหน้านี้เราคงได้ยินเรื่องตัวเลข 40 ล้าน ซึ่งเราเบรกไปแล้ว หากเอาวัคซีนเข้ามาไม่เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างไรก็ต้องเบรก” นพ. ประสิทธิ์ หมายถึง การสั่งซื้อซิโนแวค 40 ล้านโดส

นพ. ประสิทธิ์ ยอมรับวัคซีนไฟเซอร์ดีจริง แต่เราสั่งช้าไป พร้อมยอมรับ วัคซีนซิโนแวคที่สั่งในช่วงแรก ไม่มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา และตอนนี้ เราต้องหยุดสั่งซิโนแวคได้แล้ว

อีกเรื่องหนึ่ง นพ. ประสิทธิ์ ยอมรับว่า ปีที่แล้ว สถานการณ์การควบคุมโรคระบาดยังควบคุมได้ดี มีคนติดน้อย เลยไม่คิดว่า ต้องมีความจำเป็นไปติดต่อวัคซีนไว้ก่อน แต่พอสถานการณ์ของเราเริ่มรุนแรงขึ้น วัคซีนที่ในประเทศที่จองไปแล้วก็ได้ก่อน จึงต้องเอาซิโนแวคเข้ามา

ฟังปากคำของคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สรุปได้ว่า รัฐบาลประยุทธ์ประเมินสถานการณ์ต่ำ จึงไม่เร่งรัดการจัดหาวัคซีนไว้ล่วงหน้า เมื่อจำเป็นต้องใช้จริง ๆ ก็หายาก เพราะทุกประเทศต่างอยากได้วัคซีนชั้นดี สุดท้ายก็ไปลงเอยที่วัคซีนซิโนแวค

แม้ว่า “อนุทิน” จะประกาศให้มีการจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ 50 ล้านโดส ในอนาคตอันใกล้นี้ ก็อาจไม่ทันการณ์ เพราะวิกฤติศรัทธาได้ลามลึกไปถึงทุกชั้นชนในสังคมไทย

“ลาว” แซง “ไทย” ได้วัคซีน 5 ยี่ห้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/474844

“ลาว” แซง “ไทย”ได้วัคซีน 5 ยี่ห้อ

17 กรกฎาคม 2564 – 20:12 น.

ส่องวัคซีนฝั่งซ้าย “ลาว” รับมาแล้ว 5 ยี่ห้อ ทั้งซิโนฟาร์ม, ไฟเซอร์, แอสตราเซเนกา, จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน และสปุกนิต วี คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

ขณะที่ประเทศไทย กำลังถกเถียงกันประเด็น “ทำไมแทงม้าตัวเดียว” และกำลังรอ “วัคซีนทางเลือก” ว่าจะมาถึงเมื่อใด วัคซีน “เข็มเดียวจบ” ก็เดินทางมาถึง สปป.ลาว และเป็นวัคซีนยี่ห้อที่ 5 ที่ได้รับการบริจาคมาจากเพื่อนมิตรและโคแวกซ์

ตอนค่ำวันที่ 16 ก.ค.2564 วัคซีนป้องกันโควิดจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (Johnson & Johnson) จำนวน 1,008,000 โดส ซึ่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกาช่วยเหลือลาว ผ่านโครงการโคแวกซ์ (COVAX facility) เดินทางมาถึงสนามบินสากลวัดไต นครหลวงเวียงจันทน์ เป็นที่เรียบร้อย

การรับ-มอบวัคซีนที่สนามบิน ท่านบุนแฝง พูมมะไลสิด รมว.สาธารณสุขลาว และปีเตอร์ เฮย์มอนด์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำลาว พร้อมตัวแทนองค์การอนามัยโลก ,ยูเสด และยูนิเซฟ เข้าร่วมในพิธีครั้งนี้ด้วย

สหรัฐส่งวัคซีน J&J ให้ลาว 1 ล้านโดส

สำหรับวัคซีน J&J แบบฉีดเข็มเดียว จำนวน 1 ล้านโดส รัฐบาลลาว วางแนวทางในการฉีดวัคซีน J&J ให้คน 2 กลุ่มคือ ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้มีโรคประจำตัว อีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ประชาชน ในเขตชนบทห่างไกล เขตทุรกันดาร ซึ่งยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนชนิดใดเลย

ปัจจุบัน สปป.ลาว มีผู้ได้รับการฉีดวัคซีน จนถึงวันที่ 14 ก.ค.2564 มีประชาชนลาวได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 ไปแล้ว 1,038,254 คน คิดเป็นร้อยละ 14.8 ของประชากรลาวทั้งประเทศ 7.6 ล้านคน และเข็มที่ 2 จำนวน 670,727 คน โดยรัฐบาลลาว ตั้งเป้าจะฉีดวัคซีนป้องกันโควิดให้ได้ 50% ของประชากรลาวทั้งหมด 7.6 ล้านคน ภายในสิ้นปีนี้

ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว รัฐบาลลาวได้วางแผนการจัดหาวัคซีนไว้ 3 แนวทางคือ 1.ความช่วยเหลือจากประเทศเพื่อนมิตร 2.โครงการโคแวกซ์ 3.จัดซื้อวัคซีน  สปป.ลาว เข้าร่วมโครงการโคแวกซ์ ตั้งแต่กลางปี 2563 และได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกา จำนวน 132,000 โดส จากโคแวกซ์ เมื่อเดือน มี.ค.2564

วัคซีน 5 ยี่ห้อ

รัฐบาลลาวเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโควิด ตั้งเดือน ก.พ.2564 และมาจนถึงวันนี้ ลาวได้รับวัคซีนบริจาคจากประเทศเพื่อนมิตร และโครงการโคแวกซ์ จำนวน 2 ล้านกว่าโดส 

วัคซีนป้องกันโควิดที่ได้รับจากประเทศจีน, รัสเซีย และโครงการโคแวกซ์ ประกอบด้วย

– ซิโนฟาร์ม จำนวน 1,900,000 โดส (รัฐบาลจีนช่วยเหลือ)

– แอสตราเซเนกา จำนวน 132,000 โดส (โครงการโคแวกซ์) 

– สปุตนิก วี จำนวน 5,000 โดส (รัฐบาลรัสเซียช่วยเหลือ)

– ไฟเซอร์ จำนวน 101,000 โดส (โครงการโคแวกซ์)

– จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน จำนวน 1,008,000 โดส (สหรัฐช่วยเหลือผ่านโคแวกซ์)

ปลายเดือน ก.ค.นี้ โคแวกซ์จะส่งวัคซีนแอสตราเซเนกา 1 แสนกว่าโดส มาให้ สปป.ลาว และกระทรวงสาธารณสุขลาว เปิดเผยว่า จะได้รับวัคซีนจากโคแวกซ์อีก 6,606,084 โดส ซึ่งอาจล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากโคแวกซ์ต้องจัดสรรให้นับร้อยประเทศ  

ลาวจะส่งวัคซีน J&J ไปฉีดให้ผู้สูงอายุ และคนชนบท

โคแวกซ์คืออะไร?

โครงการโคแวกซ์ หรือชื่อเต็มๆ Covid-19 Vaccines Global Access Facility หรือโครงการเพื่อการเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 ระดับโลก ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือน เม.ย.2563 มุ่งสนับสนุนการพัฒนา จัดซื้อ และส่งวัคซีนไปยังกว่า 180 ประเทศทั่วโลก โดยมีองค์การอนามัยโลกเป็นผู้นำ ร่วมกับองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีน (The Vaccine Alliance หรือ Gavi) 

องค์การอนามัยโลกชี้ให้เห็นถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมในปัจจุบัน โดยบอกว่า มีการให้วัคซีนกว่า 39 ล้านโดสแล้วในประเทศที่ร่ำรวยอย่างน้อย 49 ประเทศ แต่ประเทศที่ยากจนกว่ามีการให้วัคซีนไปแค่ 25 ล้านโดส

หลายคนกังขาว่า ทำไมประเทศไทย จึงเป็นชาติเดียวในอาเซียน ที่ไม่เข้าร่วมโครงการโคแวกซ์ มีคำตอบจาก นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ว่า มีความพยายามแสวงหาความร่วมมือผ่านโคแวกซ์ แต่ก็ยอมรับว่าการทำสัญญาสั่งจองซื้อมีความยุ่งยากบางประการทำให้การได้มาของวัคซีนยังไม่แน่นอน และอาจจะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก

อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีสาธารณสุข เคยตอบคำถามนักข่าวเรื่องโคแวกซ์ว่า ไทยได้เจรจากับโคแวกซ์มาตลอด แต่ไม่อยู่เกณฑ์ที่ได้รับวัคซีนฟรี เนื่องจากโคแวกซ์ให้สิทธิแก่ประเทศยากจนที่องค์การอนามัยโลกและพันธมิตรวัคซีน Gavi รับรอง หากจะร่วมกับโคแวกซ์ไทยต้องซื้อราคาแพงกว่า และไม่สามารถเลือกวัคซีนจากผู้ผลิตรายใดได้ มีความไม่แน่นอนทั้ง ชนิด จำนวน และราคา รวมทั้งต้องจ่ายเงินล่วงหน้า

วันนี้ สปป.ลาว ได้รับวัคซีน 5 ยี่ห้อ เฉพาะจากโคแวกซ์ 3 ยี่ห้อ ส่วนไทยมีวัคซีน 2 ยี่ห้อที่รัฐบาลจัดซื้อฉีดให้ประชาชนฟรี และวัคซีนทางเลือก 1 ยี่ห้อ 

แดง-ส้มซัดแรง “ทักษิณ” นายกฯคนนอก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/474818

แดง-ส้มซัดแรง “ทักษิณ” นายกฯคนนอก

17 กรกฎาคม 2564 – 16:58 น.

ยังไม่จบ “ทักษิณ” กลับไทย เมื่อ “ติ่งแดง” ปะทะ “ติ่งส้ม” เรื่องนายกฯ คนนอก คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

สื่อบางสำนักไปไกลถึงขั้นเสนอ “ขั้นตอน” การสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มินับการทำโพลล์ที่พบว่า ประชาชนส่วนมากอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก อันสะท้อนภาวะขาลงของรัฐบาลประยุทธ์อย่างเห็นได้ชัด

สำหรับคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ก็ฝันหา “นายกรัฐมนตรีในดวงใจ” ปลุกกระแสในโซเชียลเรียกร้องให้ “ทักษิณ” กลับมาเป็นนายกฯ แก้โควิด   อีกด้านหนึ่ง กลุ่มคนที่เคยต่อต้านระบอบทักษิณ ก็แสดงท่าทีคัดค้าน เพราะทักษิณมีคดีความติดตัว และบางคดีมีคำพิพากษาไปแล้ว จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร?

กลับมาแน่

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี แกนนำกลุ่มแคร์ พยายามจุดกระแส “เปลี่ยนม้ากลางศึก” มาระยะหนึ่ง เพราะเห็นว่า หากปล่อยให้ พล.อ.ประยุทธ์ บริหารประเทศต่อไป จะเสียหายมากกว่านี้
จังหวะนี้ “ทักษิณ” หรือ “โทนี่” ก็โผล่มาจ้อผ่านคลับเฮาส์ว่า กลับเมืองไทยแน่นอน โดยจะโผล่ทางประตูหน้าของสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้หลายคนนึกเห็นภาพ “ทักษิณ” ก้มกราบพื้นเมื่อปี 2551

คนเสื้อแดงหวังที่จะได้เห็นภาพนี้อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2564 ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊คชื่อ Thanapol Eawsakul ได้โพสต์แสดงความเห็นเชิงวิเคราะห์ว่า “เหตุที่ทักษิณมั่นใจว่าจะได้กลับไทยแน่นอน ก็คงหมายถึงว่าจะชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เหมือนกับตอนเลือกตั้งธันวาคม 2550 แล้วพรรคพลังประชาชนชนะ แล้วทักษิณได้กลับบ้านในเดือนกรกฎาคม 2551ดังนั้นการที่ทักษิณคาดการณ์ว่าจะมีการยุบสภาปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ก็หมายความว่าถ้าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แล้วทักษิณน่าจะได้กลับมาถ้าไม่กลางปี ก็คงเป็นปลายปี 2565…” 

ถัดมา วันที่ 17 ก.ค.2564 ไพศาล พืชมงคล เซเลบการเมือง ผู้มากด้วยคอนเนกชั่น โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ค Paisal Puechmongkol ว่า “ทำไมผู้คนจึงเรียกหาคุณทักษิณเพิ่มขึ้น? นั่นเพราะ 1.คุณทักษิณเคยเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาโรคซาร์ได้สำเร็จรวดเร็ว ซึ่งขณะนั้นก็ร้ายแรงมาก 2.คุณทักษิณเคยเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา ที่เกิดจากเหตุการณ์สึนามิได้สำเร็จโด่งดังไปทั่วโลก”

โพสต์นี้สำหรับคนเสื้อเหลืองอาจไม่พอใจ “ไพศาล” เนื่องจากตัวเขาก็เคยร่วมขบวนต้านระบอบทักษิณ มิหนำซ้ำ เขายังเสนอว่า “..บรรดาคดีความต่างๆของคุณทักษิณนั้น ผู้รู้สามารถแก้ปัญหาได้แค่สะบัดฝ่ามือเดียวเท่านั้น ไม่สามารถปิดกั้นคุณทักษิณได้หรอก นอกจากการปรับการแก้ไขปัญหาโคบ้าให้สำเร็จโดยเร็ว”

วิวาทะแดง-ส้ม

นับแต่ “ทักษิณ” พูดในคลับเฮาส์ว่า การแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อไทยจะไม่แก้ไขหมวด 1-2 และแสดงความมั่นใจในระบบเลือกตั้ง “บัตร 2 ใบ” จะทำให้พรรคเพื่อไทยชนะถล่มทลาย
กลุ่มเยาวปลดแอก(รีเด็ม) ก็ตัดต่อภาพ “ทักษิณกราบ” เพื่อย้ำว่า แนวทางทักษิณคือ “สู้ไป กราบไป” ทำให้คนเสื้อแดง หรือฟากฝ่ายทักษิณไม่พอใจอย่างมาก มีวิวาทะโต้กลับรุนแรง ระหว่าง “ติ่งแม้ว” กับ “ติ่งธนาธร” 

ภาพตัดต่อของเยาวชนปลดแอก ที่กองเชียร์ทักษิณไม่พอใจ 

ล่าสุด มีกลุ่มสามนิ้ว ได้โพสต์แสดงจุดยืนคัดค้าน “นายกฯ คนนอก” พร้อมบอกว่า หากทักษิณ ชินวัตร จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง พวกเขาก็จะคัดค้าน สืบเนื่องมีกระแสทักษิณ จะกลับมาเป็นนายกฯ ด้วยวิธีพิเศษ 

ปรากฏว่า ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ค Lakkana Punwichai (พิธีกรรายการข่าวช่องวอยซ์ทีวี) ได้ออกอาการเกรี้ยวกราด ตวาดใส่ “เยาวชน” เหล่านั้น “อีพวก…….ดีดดิ้น ว่าไม่เอานายกฯ ‘คนนอก’ นายกฯ ต้องมาจากประชาชน..”

เธอไม่พอใจที่เด็กสามนิ้วคัดค้านนายกฯ คนนอก (หมายถึงทักษิณด้วย) และเทศนาว่า “…ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง โตไปกลายเป็น ปชป. นะจ๊ะ”

จากโพสต์นี้ ทำให้ Kanat Naktanomsub อดีตผู้สมัคร ส.จ.นครปฐม คณะก้าวหน้า ต้องออกมาตอบโต้ Lakkana Punwichai ทำนองว่า ทำไมเด็กออกมาพูดเรื่องไม่เอา ”นายกคนนอก” แล้วมันผิดตรงไหน? “ใครแตะทักษิณทีไรเป็นต้องด่ากลับแรงๆทุกที” การชุมนุมของเครือข่ายคนรุ่นใหม่ในวันที่ 18 ก.ค.2564 ไม่เพียงแต่ “ไล่ประยุทธ์” เท่านั้น หากแต่จะยังแสดงจุดยืนไม่เอา “นายกฯคนนอก” ด้วย 

แม้แต่นายกฯคนนั้นชื่อ ทักษิณ ชินวัตร หากเข้าสู่ตำแหน่งผู้นำรัฐบาล ด้วยวิธีพิเศษ พวกเขาก็จะต่อต้านอย่างสุดแรง