สนั่นปทุม “พรพิมล-สมชาย” ไม่แคร์คนแดนไกล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469190

สนั่นปทุม “พรพิมล-สมชาย” ไม่แคร์คนแดนไกล

4 มิถุนายน 2564 – 14:55 น.

การเมืองสายคลอง “บิ๊กแจ๊ส” ยินดีกับ “นายกฯ สมชาย” และอนาคต “ส.ส.พรพิมล”

++
ผลโหวตร่าง พ.ร.บ.ประมาณ ปี 2565 ทำเอา ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ต้องมานั่งตอบคำถามนักข่าวกรณี “11 เสียงฝ่ายค้าน” ที่หายไป ซึ่งเที่ยวนี้ ไม่มี ส.ส.เพื่อไทย ที่โหวตสวนมติพรรค แต่มี ส.ส.ไม่มาลงมติ 5 คน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… ทีมพรพิมล ลาก่อนเพื่อไทย

สนั่นปทุม "พรพิมล-สมชาย" ไม่แคร์คนแดนไกล

การกลับมาของนายกฯ สมชาย

ปรากฏว่า พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม. , วันชัย เจริญนนทสิทธิ์ ส.ส.นนทบุรี และไชยวัฒนา ติณรัตน์ ส.ส.มหาสารคาม ได้แจ้งล่วงหน้าขอลาป่วน ส่วน พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี และจักรพรรดิ ไชยสาส์น ส.ส.อุดรธานี ยังติดต่อไม่ได้    

จะว่าไปแล้ว พรพิมล ธรรมสาร ก็เคยถูกพรรคเพื่อไทยตักเตือน และคาดโทษจะไม่ให้ลงสมัคร ส.ส.ในนามเพื่อไทย สมัยหน้า    

สำหรับคนปทุมธานี ยังพบเห็น “ส.ส.พรพิมล” ในพื้นที่เลือกตั้งแทบทุกวัน เพียงแต่เธอไปไหนมาไหน ไม่ได้แบกยี่ห้อเพื่อไทยไปด้วยเหมือนเก่า    

ที่สำคัญ สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ คู่ชีวิตของ ส.ส.ก้อย ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองสนั่นรักษ์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี และ กกต.เพิ่งรับรองให้เข้าทำงานได้เมื่อเร็วๆ นี้    

ช็อตสำคัญวันแรกที่เปิดประชุมสภาเทศบาลสนั่นรักษ์ “บิ๊กแจ๊ส” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี หอบช่อดอกไม้มาอวยพรนายกฯ สมชาย ถึงถิ่นเทศบาลสนั่นรักษ์  ในฐานะพันธมิตรทางการเมือง    

เนื่องจากช่วงเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี ทีมสนั่นรักษ์พัฒนา ของนายกฯ สมชาย ได้ส่ง “สจ.เบี้ยว” เฉลิมพงษ์ รักสิวัฒนศักดิ์ ลงสนาม ส.อบจ.ปทุมธานี ในนามกลุ่มรักปทุม

++
สอบตก 2 หน
++
หลายคนอาจสงสัย “ก้อย” อดีตนักร้องนำวงโอเวชั่น เป็นชาวลำปาง แต่เหตุใดมาเป็น ส.ส.ปทุมธานี คำตอบคือ ก้อยมีสามีชื่อ สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ ที่ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองสนั่นรักษ์ มาหลายสมัย    

“มาดามก้อย” เริ่มต้นเป็น ส.อบจ.ปทุมธานี เขต อ.ธัญบุรี โดยล้มตระกูลหาญสวัสดิ์ ฐานทางการเมืองเก่าอย่างราบคาบ ปี 2550 ก้อยลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรก และได้เป็น ส.ส.ปทุมธานี พรรคพลังประชาชน    

เลือกตั้ง 2562 พรพิมล ชนะเลือกตั้งเป็น ส.ส.ปทุมธานี เขต 5 (อ.ธัญบุรี และ อ.ลำลูกกา) พรรคเพื่อไทย ส่วนสามี สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ ไปลงสมัคร ส.ส.ที่เขต 6 (อ.หนองเสือ) พรรคเดียวกันกับภรรยา แต่สอบตก    

สนั่นปทุม "พรพิมล-สมชาย" ไม่แคร์คนแดนไกล

ส.ส.ก้อย ออกช่วยเหลือประชาชนช่วงโควิด

จริงๆ แล้ว สมชายเคยลงสมัคร ส.ส.มาแล้ว เมื่อปี 2550 หลัง ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี ส.ส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย ได้ลาออกไปลงสมัครเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี และผลักดันให้ สมชายลงสมัคร ส.ส.แทน แต่ก็แพ้ ปชป.    

เมื่อโชคร้ายพ่ายสนามใหญ่ 2 หน สมชายจึงหวนคืนสนามการเมืองท้องถิ่น โดยปูทางหาเสียงมาตั้งแต่ปี 2563 

++
ทีมพรพิมล
++
เดือน พ.ค.2563 “มาดามก้อย” ส.ส.ปทุมธานี เขต 5 ได้เคลื่อนไหวพบปะชาวบ้านแถว อ.ธัญบุรี และ อ.ลำลูกกา เป็นปกติ โดยใช้คำว่า “ทีมพรพิมล” แทนพรรคเพื่อไทย    

คำว่า ทีมพรพิมล ประกอบด้วย ส.ส.ก้อย ,สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ และเฉลิมพงษ์ รังสิวัฒนศักดิ์ ส.อบจ.ปทุมธานี เขต 7 อ.ธัญบุรี    

ทุกวันนี้ ส.ส.ก้อย ออกช่วยเหลือประชาชนในช่วงโควิดระบาด ยกอย่างในแฟนเพจเฟซบุ๊กพรพิมล ธรรมสาร เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2564 “ดิฉันได้จัดทีมงานออกดำเนินการฉีดพ่นโควิด ให้กับพื้นที่บริษัท คิงสตาร์ เมทัลเฟอร์นิเจอร์ จำกัด สถานีตำรวจภูธรคลองสิบสอง..” พร้อมติดแฮชแท็ก #ปัญหาที่เกิดต้องได้แก้ขอแค่นึกถึง ส.ส.ก้อย #StandWithPORNPIMON #ปทุมธานีต้องพัฒนา    

“มาดามก้อย” ไม่ติดแฮชแท็ก #พรรคเพื่อไทย จึงต้องติดตามกันต่อไปว่า เธอจะไปอยู่พรรคไหน? 

เปิดหน้าชกทีม “ทนายเสื้อแดง” สวมเสื้อทีมบุรีรัมย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469161

เปิดหน้าชก ทีม”ทนายเสื้อแดง”สวมเสื้อทีมบุรีรัมย์

4 มิถุนายน 2564 – 12:06 น.

เจาะเรียงตัว “ทีมทนายเสื้อแดง” ค่ายสีส้ม ออกอาการ “รักหนูแต่ไล่ลุง” คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ควันหลงจากศึกงบประมาณ เวบไซต์พรรคภูมิใจไทย และแฟนเพจเฟซบุ๊กฉันเชียร์ภูมิใจไทย ได้นำเสนอข่าวของ คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่ได้ใช้สิทธิ์ของพรรคภูมิใจไทย อภิปรายงบประมาณรายจ่ายปี 2565 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  “หลาดา” อุทัยเดือด สัญญาณบุรีรัมย์

เปิดหน้าชก ทีม"ทนายเสื้อแดง"สวมเสื้อทีมบุรีรัมย์

ส.ส.คารม พลพรกลาง    

เนื้อหาการอภิปรายของคารม ก็ไม่ต่างจาก ส.ส.พรรคภูมิใจไทย อย่าง ชาดา ไทยเศรษฐ์ และภราดร ปริศนานันทกุล โดยพุ่งเป้าไปที่คนจัดทำงบประมาณคือ สำนักงบประมาณ และสภาพัฒน์ ที่ไม่ดูแลกระทรวงสาธารณสุข    

ผู้ที่นั่งชมการถ่ายทอดสดการอภิปรายงบประมาณฯ เห็นหน้า “คารม” อภิปรายในโควต้าภูมิใจไทย คงคาดเดาได้ว่า ผลโหวตจะเป็นเช่นใด    

ในที่สุด คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ, ขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี, พีรเดช คำสมุทร ส.ส.เชียงราย และเอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย ได้โหวตหนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ สวนมติพรรคก้าวไกล ที่ให้คว่ำร่างงบประมาณฯ     

จะว่าไปแล้ว ส.ส.พรรคก้าวไกล 4 คน ก็เคยโหวตไว้วางใจ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ในศึกซักฟอกมาแล้ว ซึ่งปฏิบัติการแหกค่ายคราวโน้น ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล บอกว่า จะไม่ไล่ ส.ส. 4 คนนี้ออกจากพรรค เพราะไม่ต้องเติมเสียงให้รัฐบาล อย่างที่พวกเขาต้องการ    

ทุกวันนี้ ส.ส. 4 คน ลงพื้นที่ ไม่ได้ใช้ชื่อพรรคก้าวไกล ต่างแสดงตัวในฐานะผู้แทนราษฎร ทำงานรับใช้ชาวบ้าน ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ไม่ได้แสดงตัวว่าอยู่สังกัดพรรคการเมืองใดในทางนิตินัย    

เปิดหน้าชก ทีม"ทนายเสื้อแดง"สวมเสื้อทีมบุรีรัมย์

ส.ส.ขวัญเลิศ พานิชมาท

ก่อนหน้าโควิดระบาดรอบใหม่ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และทีมงาน ได้ลงพื้นที่เชียงราย และชลบุรี เพื่อขอโทษประชาชน และมอบหมาย ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นตัวแทนพรรค

++
ทนายลูกอีสาน
++
นับแต่ประกาศแหกค่ายสีส้ม “ทนายคารม” เป็นคนเดียวในกลุ่ม 4 ส.ส. ที่เปิดหน้าให้สัมภาษณ์สื่อ อธิบายความเรื่องต่างๆ และตอบโต้ผู้ที่มาตราหน้าพวกเขาว่าเป็น “งูเห่า” ทรยศอุดมการณ์    

“คารม” มีบทบาททนายความช่วยเหลือคนเสื้อแดงมาแต่ปี 2553 ทั้งคดีสลายการชุมนุม และคดี ม.112 เขาจึงได้ฉายาว่า “ทนายเสื้อแดง” ซึ่งเป็นหน้าที่และภารกิจเชิงอุดมการณ์ต่อสู้เพื่อมวลชน     

ย้อนไปช่วงพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ได้มีกระแสข่าวคารม อาจจะไม่ไปร่วมงานกับพรรคก้าวไกล ซึ่งตอนนั้น ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ 9 คน ย้ายไป สังกัดพรรคภูมิใจไทย เมื่อแกนนำค่ายสีส้มเกลี้ยกล่อม ทนายคารมก็ไม่ทิ้งพรรคก้าวไกล    

จุดเปลี่ยนที่ทนายเสื้อแดงตัดสินใจย้ายขั้ว เมื่อพรรคก้าวไกล ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาการแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คารมไม่เห็นด้วยเรื่องดังกล่าว และยกมือสวนมติพรรคในสภาฯ    

เปิดหน้าชก ทีม"ทนายเสื้อแดง"สวมเสื้อทีมบุรีรัมย์

หมอเอก เชียงราย

ทนายคารม ก็เหมือนคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดปฏิรูปสถาบันฯ ด้านหนึ่ง คารมเป็นนักการเมืองมาก่อนจะเป็นทนายเสื้อแดง เคยลงสมัคร ส.ส.นนทบุรี เขต 2 พรรคพลังธรรม ยุคทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง    

ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย จนถึงพรรคเพื่อไทย คารมได้เป็นสมาชิกพรรคของทักษิณ และมีความพยายามจะลงสมัคร ส.ส.ที่นนทบุรี และร้อยเอ็ด แต่ก็ไม่มีที่ทางให้เขาลงสนามได้ จึงรอมาจนถึงวันที่พรรคอนาคตใหม่ได้ให้โอกาสเขา    

ชั่วโมงนี้ ทนายคารมเดินสายทั่วร้อยเอ็ด พร้อมกับสร้างพันธมิตรกับนักการเมืองท้องถิ่น โดยไม่มีเรื่องพรรคมาเกี่ยวข้อง 

++
รักหนูแต่ไล่ลุง
++
สำหรับ 3 ส.ส.เขต พรรคก้าวไกล ยังเกาะติดพื้นที่ โดยไม่หวั่นกระแสงูเห่า ที่ถูกปล่อยผ่านเครือข่ายกองเชียร์สีส้ม

ขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี เขต 5 (อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี) เป็นคนหนุ่มที่ขยันทำงานช่วยเหลือชาวบ้าน ทั้งงานราษฎร์งานหลวง โดยการสนับสนุน “หมอหนู” ส.ส.ขวัญเลิศก็คาดหวังที่จะมีการยกระดับ รพ.สต.บ่อวิน เป็นโรงพยาบาลชุมชนบ่อวิน    

เปิดหน้าชก ทีม"ทนายเสื้อแดง"สวมเสื้อทีมบุรีรัมย์

ส.ส.พีรเดช แห่ง อ.แม่สาย

“หมอเอก” นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย เขต 1 (อ.เมืองเชียงราย) ที่ยอมรับว่า ชื่นชอบ “หมอหนู” และเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข ที่ลงพื้นที่เชียงราย ตามคำขอของหมอเอก    

“ส.ส.ต้น” พีรเดช คำสมุทร ส.ส.เชียงราย เขต 6 (อ.แม่สาย) ก็มีเหตุผลเดียวกับหมอเอก ได้รับการสนับสนุนการทำงานในพื้นที่จาก “หมอหนู”     

มีข้อน่าสังเกตว่า ทั้งหมอเอก และ ส.ส.ต้น ยังมีจุดยืนทางการเมือง “ไม่เอาประยุทธ์” เหมือนสมัยเป็น ส.ส.พรรคสีส้ม ดังที่ “ส.ส.ต้น” โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ฉีดวัคซีนเถอะครับเพื่อรักษาสุขภาพของเราผ่อนหนักเป็นเบา จะได้มีเวลาที่เหลือ  “ไว้ไล่ลุง”..”    

นี่เป็นกลยุทธ์เฉพาะตัวของ ส.ส.ที่ย้ายค่าย เพราะต้องรักษาฐานเสียงเดิม โดยเฉพาะ 2 ส.ส.เชียงราย ขืนส่งเสียงบิ๊กตู่ก็เหนื่อยเลย 

วิถี ‘เรืองไกร’ ย้ายไปย้ายมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469066

วิถี ‘เรืองไกร’ ย้ายไปย้ายมา

3 มิถุนายน 2564 – 15:37 น.

นักร้องย้ายค่าย “เรืองไกร” ขอโอกาสทำงาน ไม่เลือกขั้วเลือกฝ่าย

++

ชัดเจนแล้ว วิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ยืนยันว่า เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว. สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ มาเดือนกว่าแล้ว

วิรัชบอกว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์ สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐรับทราบว่า เรืองไกรมาเป็นสมาชิกพรรคแล้ว พร้อมระบุว่าใครทำงานอะไรได้ก็ขอให้ช่วยกันทำงาน

หลังกลางดึกวันที่ 2 มิ.ย.2564 มีการประกาศรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณฯ  ปรากฏว่ามีชื่อ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อยู่ในสัดส่วนพรรคพลังประชารัฐ ท่ามกลางความแปลกใจของผู้คนว่า เหตุใด “เรืองไกร” จึงย้ายจากฝ่ายค้านอยู่ฝั่งรัฐบาล

ทั้งนี้พล.อ.ประวิตร วงษ์ สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพปชร.รับทราบว่านายเรืองไกร มาเป็นสมาชิกพรรคแล้ว พร้อมระบุว่าใครทำงานอะไรได้ก็ขอให้ช่วยกันทำงาน 

วิถี 'เรืองไกร' ย้ายไปย้ายมา

                                เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ

++
ส.ว.หลายสี
++

ปฐมบทของ “นักร้อง” ที่ชื่อ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เป็นที่รู้จักของคนไทยคือ เรืองไกรได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากรว่าสองมาตรฐาน กรณีที่กรณีตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ปได้ ไม่ต้องเสียภาษี 

ปี 2551 เรืองไกรได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาในแบบสรรหา ซึ่งตอนอยู่ในสภาสูงเรืองไกรจัดอยู่ในกลุ่ม 40 ส.ว.

ปีเดียวกัน เรืองไกรได้ยื่นฟ้องร้อง สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จัดรายการโทรทัศน์ชิมไป บ่นไป ทางช่อง 3 เป็นการผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 267 

ต้นปี 2553 เรืองไกรได้ไปร่วมเสวนาการเมืองกับกลุ่ม นปช. บ่อยครั้ง กองเชียร์เสื้อเหลืองส่งเสียงทวงถามจุดยืนของเขา หลังจากนั้น เรืองไกรได้เคลื่อนไหวตรวจสอบทุกฝ่าย

เลือกตั้งทั่วไปปี 2557 เรืองไกรได้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 41 (การเลือกตั้งโมฆะ) เลือกตั้งปี 2562 เรืองไกรย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักษาชาติ ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่พรรค ทษช.ถูกยุบ

ถ้าใครจะมองว่าย้ายฝ่ายย้ายขั้ว คงไปห้ามไม่ได้ ก็ถูกมองมาตั้งแต่ตรวจสอบภาษีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่าเป็นเสื้อเหลือง พอมาอยู่กับเพื่อไทย ก็หาว่าเป็นเสื้อแดง แต่ผมมีจุดยืนคือการทำงาน อยู่ที่ไหนก็ได้” เรืองไกรให้สัมภาษณ์สื่อ

ตลอดช่วงรัฐบาล คสช. และรัฐบาลประยุทธ์ เรืองไกร ได้ทำหน้าที่นักร้องเรียนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ยื่น ปปช.ตรวจสอบ “3 ป.” ก็หลายหน

กลางปีที่แล้ว เรืองไกร ทำหนังสือถึง สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เรื่องขอให้ชี้แจงเบื้องหลังการสลับชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ซึ่งเป็นการไม่ให้โอกาสให้เขาได้ทำงาน

ข้าพเจ้าจึงขอทำจดหมายเปิดผนึกนี้ เพื่อขอให้มีการชี้แจงอย่างเปิดเผย แต่หากยังไม่อธิบายความให้กระจ่าง ผลที่ตามมาคือ นับแต่นี้ไปคงไม่มีอะไรจะต้อง CARE อีกแล้ว ดังนั้น เพื่อความโปร่งใสตรวจสอบได้ ขอให้หัวหน้าพรรคฯ และคุณ ภ. ได้เป็นผู้ชี้แจงความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อ ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยต่อไปด้วยขอบคุณและลาก่อน

แสดงว่า นับแต่กลุ่มแคร์เข้ามาทำงานหลังม่านพรรคเพื่อไทย ได้ทำให้เรืองไกร รู้สึกถูกลดบทบาทลง จึงมีพรรคการเมืองหลายมาชักชวนให้เขาไปทำงาน แต่ดูเหมือนเขาจะเลือกพรรคพลังประชารัฐ

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติบทสุดท้ายแห่งชีวิต ของลุงพล บ้านกกกอก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469056

“ซินแสเข่ง”  ผ่าดวงวิกฤติบทสุดท้ายแห่งชีวิต  ของลุงพล  บ้านกกกอก

3 มิถุนายน 2564 – 14:14 น.

“ซินแสเข่ง”  ผ่าดวงวิกฤติบทสุดท้ายแห่งชีวิต  ของลุงพล  บ้านกกกอก แม้นโหงวเฮ้งจะดี แต่พฤติกรรม ไม่ช่วยให้เกิดการหักล้างการกระทำที่ดีได้

ซินแสเข่ง”  ผ่าดวงวิกฤติบทสุดท้ายแห่งชีวิต ของลุงพล บ้านกกกอก ด้วยวิกฤติชีวิตจากการกระทำของตนเอง ถึงแม้นโหงวเฮ้งจะดี ที่จะทำให้ชีวิตดีได้ แต่พฤติกรรม การกระทำที่รุนแรงไม่ช่วยให้เกิดการหักล้างการกระทำที่ดีได้ เพราะความใจร้อน ไม่ยอมคน ใช้ความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง เป็นคนสองอารมณ์อยู่ในตนเอง คนเราในดวงชะตามีทั้งดีและเลว แต่อยู่ที่เราจะเลือกทางเดินของชีวิต ว่าควรจะไปในเส้นทางไหน

"ซินแสเข่ง"  ผ่าดวงวิกฤติบทสุดท้ายแห่งชีวิต  ของลุงพล  บ้านกกกอก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปอกเปลือก ก๊วน “ลุงพล” ขาใหญ่ยูทูบเบอร์

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่องผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์แห่งประเทศไทย วิเคราะห์เจาะลึก ผ่าดวงวิกฤติ บทสุดท้ายแห่งชีวิตลุงพล บ้านกกกอก ถึงดวงชะตา ที่เคยรุ่งสูงสุดกับชื่อเสียงในช่วงจังหวะปีที่ผ่านมา ช่วงจังหวะที่มีเหตุการณ์หายตัวของน้องชมพู่ วัย 3 ขวบ จนกลายเป็นศพอยู่บนเขาภูเหล็กไฟ 1 ปีเศษ ที่เป็นช่วงจังหวะปีเสริมที่ทำให้ลุงพล มีชีวิตที่พลิกผันกลายเป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดังไปตามดวงชะตาที่ตกปีเสริม ในปี 2563 และรับบริจาคสร้างองค์พยานาคไว้ในพื้นที่ของตนเอง ที่เป็นปีปะทะลุงพล จนถึงเดือนตุลา 2563 เป็นช่วงจังหวะที่ดวงตก รอบอายุเริ่มเข้าเคราะห์ ปัญหาความขัดแย้งเริ่มตามมา ความแตกแยกของคนที่ให้ความช่วยเหลือเริ่มตีตัวออกห่าง เพราะความใจร้อนมุทะลุ  สร้างความแตกแยกให้กับตนเอง จนถึงเดือนมิถุนายน เข้าสู่เดือนแห่งศัตรูที่ตกเดือนแห่งความขัดแย้ง ในคดีความ ต่อเนื่องเดือนกรกฏาคม ที่รุนแรงที่สุด กับหมายจับที่ออกมาชัดเจน  ถึงคดีน้องชมพู่ ถึงแม้นจะเป็นการปฏิเสธการทำร้าย แต่เหมือนกับเป็นการพรากที่ทำให้เด็กต้องเสียชีวิต หากไม่ปรับตัวรับในความผิดที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง  อนาคตในอีก 5 ปีข้างหน้าเชื่อว่ายังมืดมนแน่นอน

ซินแสเข่ง กล่าวเพิ่มเติมถึงดวงชะตาของลุงพลว่า ปี 2565 ยังคงเป็นปีแห่งความแตกแยกพลัดพราก ถึงปี 2566 เป็นปีแห่งคดีความเพิ่มเติมที่จะมีผลต่อชะตาชีวิต และต่อถึงปี2567  เป็นปีที่จะเบียดเบียนให้เดือดเนื้อร้อนใจ ให้อึดอัดไม่สบายใจ ต่อเนื่องถึงปี 2568 ที่ยังกลายเป็นปีแห่งศัตรูคดีความอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นจากโหงวเฮ้ง หรือนรลักษณ์ศาสตร์ที่ดีที่มีโอกาศ แต่ก็มีจุดเปลี่ยนที่ไม่ดี ที่บ่งบอกถึงความรั้นและเชื่อมั่นตนเอง  แต่ถ้าเชื่อในทางที่ผิดก็อาจจะมีสิทธิ์ติดคุกได้ยาวเหมือนกัน

เปลี่ยนหัว วัดใจ ‘บ้านใหญ่’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469038

เปลี่ยนหัว วัดใจ ‘บ้านใหญ่’ 

3 มิถุนายน 2564 – 11:48 น.

ภูมิใจไทยเจอเกมสวนกลับ “เขี่ยพ้นพรรคร่วมรัฐบาล” แถมข่าวเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค เสี่ยหนูขายไม่ออก

++

หลังจบศึก พ.ร.บ.งบประมาณ 2565 ค่ายบุรีรัมย์ มีอาการนอนไม่หลับกันทั้งพรรค เพราะวาจา “เสี่ยทิม” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายคักคอเรื่อง “ลิเกโรงใหญ่” ไว้ล่วงหน้าว่า “ท่านอภิปรายอย่างกับราชสีห์ แต่ลงคะแนนอย่างกับหนู”

แล้วผลโหวต ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ก็เป็นไปเช่นนั้นจริงๆ ในโซเชียลจึงเต็มไปด้วยคำว่า “ปาหี่” แถมได้เสียง “งูเห่า” มาเพิ่มอีกต่างหาก

เชื่อว่า วลีเด็ด “อภิปรายอย่างราชสีห์ โหวตแบบหนู” จะตามหลอกหลอนพรรคภูมิใจไทย ไปอีกนาน เนื่องจาก “หลาดา” เจ้าพ่ออุทัยฯ เล่นใหญ่เหลือเกิน ตามมาด้วยก๊วนคนหน้าเดิม “โต้ง แบด แชมป์” ออกลูกหนัก ลำหักลำโค่นดี พอขึ้นยก 5 ก็ทำท่าป้อแป้ 

ดังนั้น ช่วงกลางดึก(2 มิ.ย.2564) ภราดร ปริศนานันทกุล ลูกชาย “เฮียตือ” จึงโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ค Paradorn Battman ตอบโต้ค่ายเสี่ยทิม “ตามนี้นะ!! เขาบอกพวกผมอภิปรายอย่างราชสีห์โหวตอย่างหนู!!! ใช่ครับ!! #ผมโหวตอย่างหนู_จะให้ผมโหวตอย่างทิม_คงไม่เอาครับ”

ตามมาด้วย “เสี่ยโต้ง” สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ก็โพสต์ยาวๆ ระบายผ่านเฟซบุ๊ค Siripong Angkasakulkiat “….อภิปรายแบบราชสีห์ โหวตแบบหนู ครับ พี่หนูโหวตอะไร ผมก็โหวต เพราะเป็นมติพรรค  ไม่ได้โหวตอย่างทิมครับ คนละพรรคกัน”

เสี่ยโต้ง” ยังออกมาตีปลาหน้าไซ “..แล้วอย่ามาดราม่าเรื่องโหวตนายก เพราะตอนนั้นผมโหวตตามที่ผมรับปากชาวบ้านที่เลือกผมมา และคราวนี้ ผมเชื่อว่า สิ่งนี้ยังดีกับชาวบ้านของผมมากกว่า การคว่ำร่าง”

สรุปว่า ภูมิใจไทยเสียหายพอประมาณ ในเกมปาหี่สภาฯ แต่พวกเขาก็เลือกที่จะเล่น เพราะเป้าหมายอยู่ที่การส่ง “สัญญาณ” ไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า บ้านใหญ่เหลืออดเหลือทนแล้วนะ ทำไมปล่อยให้เสี่ยหนู เป็นตำบลกระสุนตกอยู่กระทรวงเดียว

บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ไม่ต้องการเล่นกันถึงแตกหักในยามนี้ แต่ก็ต้องแอ๊กชั่นให้คนเห็นบ้าง เผื่อวันหน้าข้าง ต้องเลือกทางใครทางมันจริงๆ ก็จะได้มีคำอธิบายแบบหรูๆ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
สะพัด “นายกฯ” จ่อปรับ “อนุทิน” พ้น รมว.สธ.

++
โทษบิ๊กตู่ 
++

วันอังคารที่ผ่านมา มีรายงานข่าวตรงกันทุกสำนักว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ปรารภกลางวง ครม.ว่า ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลช่วยชี้แจง ขณะเดียวกัน ได้ปล่อยให้ลูกน้องซัดร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 แบบไม่เกรงใจ

ต่อมา ได้มีเสียงสะท้อนมาจาก “บ้านใหญ่” ว่า 2 พรรคใหญ่ไม่ได้ทิ้งพรรคพลังประชารัฐ ตรงกันข้าม “บิ๊กตู่” ต่างหากที่โดดเดี่ยวพรรคร่วมรัฐบาล ดังพฤติกรรมข้างล่างนี้

1.ริบอำนาจรัฐมนตรี และรวบอำนาจทั้งหมดไปไว้ที่ตัวเองแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19  

2.โยนความผิดให้คนอื่น อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ออกมารับแรงปะทะแทนนายกฯประยุทธ์ บ่อยครั้ง 

ถ้าฟังการอภิปรายของ ส.ส.ภูมิใจไทย ทั้งตัวจี๊ด ตัวเก๋า ก็จะออกมาในโทนตัดพ้อต่อว่า และไม่พอใจที่ทำให้เป็น “ตำบลกระสุนตก” แต่เพียงพรรคเดียว

หากวันนี้ บิ๊กตู่ รู้สึกโดดเดี่ยว นั่นไม่ได้เป็นเพราะทุกคนทอดทิ้ง แต่บิ๊กตู่เลือกที่จะทอดทิ้งคนเหล่านี้ก่อนเองทั้งสิ้น..” นี่คือสัญญาณจากบุรีรัมย์  

เปลี่ยนหัว วัดใจ 'บ้านใหญ่' 

                                    เสี่ยหนู จะไปได้อีกกี่ยก

++
เปลี่ยนเสี่ยหนู
++

เมื่อค่ายสีน้ำเงิน ใช้เวทีสภาฯ ถล่ม “บิ๊กตู่” โดยข้ออ้างว่า ไม่ได้โจมตีนายกรัฐมนตรี แต่ต้องการวิจารณ์สำนักงานงบประมาณแผ่นดิน จึงเจอแผนใต้ดินสวนกลับ

เริ่มจากปฏิบัติการตอบโต้ด้วยข่าว “เขี่ยอนุทิน” พ้นตำแหน่งรัฐมนตรีสาธารณสุข “เขี่ยภูมิใจไทย” พ้นพรรคร่วมรัฐบาล

ที่น่าสนใจคือ ข่าวการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจาก “อนุทิน” เป็น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร.

จะว่าไปแล้ว “จักรทิพย์” ไม่ใช่คนแปลกหน้าของบ้านใหญ่บุรีรัมย์ สมัยที่ กนกศักดิ์ ปิ่นแสง, วิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของคิงเพาเวอร์ หนุน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เนวินนี่แหละที่หนุน “บิ๊กแป๊ะ” ทำทีมลูกหนังโปลิศ เทโร เอฟซี 

เหนืออื่นใด ใครก็ทราบว่า “ทีมเนวิน” ตัวจริงคือ เนวิน ชิดชอบ, กนกศักดิ์ ปิ่นแสง และวิชัย ศรีวัฒนประภา (เสียชีวิตแล้ว) ซึ่งมีบทบาททางการเมือง ธุรกิจ และกีฬา ของบ้านใหญ่

ขนาด “เสี่ยหนู” รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคใหม่ ๆ ช่วงปี 2560 ก็ยังมีข่าวลือว่อนว่า “เจ้าสัววิชัย” จะมาเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยแทนเสี่ยหนู ทำเอาปีนั้น เสี่ยหนูต้องพา “ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ” ไปงานวันเกิดปู่ชัย ที่บุรีรัมย์

ดังนั้น หากจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในพรรคสีน้ำเงิน ก็ต้องรอสัญญาณจาก “ศิษย์วัดสุวรรณภูมิฯ คอนเนกชั่น

รู้ยัง..โรงเรียนไหนบ้างที่ต้องจ่ายค่าเทอม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/468975

รู้ยัง..โรงเรียนไหนบ้างที่ต้องจ่ายค่าเทอม

3 มิถุนายน 2564 – 08:20 น.

รู้ยัง..โรงเรียนไหนบ้างที่ต้องจ่ายค่าเทอม บทวิเคราะห์โดย ชัยวัฒน์ ปานนิล

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 54 ระบุว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ อย่างมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : หลอกครูและคนทั้งประเทศ ‘เลื่อนการเปิดเทอมทิพย์’ อีกแล้ว

เห็นได้ชัดว่า ประชาชนคนไทยทุกคนต้องได้รับการการศึกษาฟรี 12 ปี นับตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนจนถึงจบการศึกษาภาคบังคับ (อนุบาล 3 ขวบ – มัธยมศึกษาปีที่ 3 ) ซึ่งเป็นสิทธ์ตามรัฐธรรมนูญ

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่มีผู้ปกครองร้องเรียนเรื่องการเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่น ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ของสถานศึกษา เข้ามาที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จำนวนมากนั้น

โดยไม่ได้ระบุว่า ผู้ร้องเรียนเป็นใคร เป็นบุคคลกลุ่มไหน ได้รับความเดือดร้อนอย่างไร จากการเรียกเก็บเงิน ของสถานศึกษา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ยังกล่าวอีกว่า ตนได้รับทราบปัญหาและมีนโยบายให้ต้นสังกัดของโรงเรียนและสถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของ ศธ.ไปดำเนินการแก้ไขปัญหา และเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา ตนก็ได้ลงนามในประกาศ ศธ. เรื่อง แนวปฏิบัติการเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่นไปแล้ว เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ปกครองในสถานการณ์ปัจจุบัน ให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาในสังกัด หรือในกำกับของ ศธ.ถือปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

1. ในกรณีที่ได้มีการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียม การเรียน และค่าธรรมเนียมอื่นไปแล้ว ให้คืนเงินบำรุงการศึกษาหรือค่าธรรมเนียมดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนนั้นในระหว่างที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(โควิด-19)

2. ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่น เพื่อใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน อาจพิจารณาผ่อนผันหรือขยายระยะเวลาการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษา หรือค่าธรรมเนียมดังกล่าว ตามความเหมาะสมเป็นกรณีไป

3. พิจารณาให้ความช่วยเหลือ ในกรณีที่ผู้ปกครองของนักเรียน นักศึกษา ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ตามความจำเป็น เหมาะสม

4. ให้หน่วยงานต้นสังกัดหรือที่กำกับโรงเรียนหรือสถานศึกษา แจ้งเวียนไปยังสถานศึกษาในสังกัด หรือในกำกับ ให้ปฏิบัติตามประกาศนี้

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

รู้ยัง..โรงเรียนไหนบ้างที่ต้องจ่ายค่าเทอม

แถลงการณ์นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน ดิ้น สวนหมัด “ตรีนุช เทียนทอง” หลังรมว.ศึกษาธิการออกประกาศให้โรงเรียนจ่ายคืนค่าเทอมช่วงไม่ได้เรียนเพราะโควิด19

หากพิจารณาจากภาพรวม จะเห็นได้ว่าเป็นผลดี แก่ผู้ปกครอง แต่อาจจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ ดังนี้

ข้อ 1. “ให้คืนเงินในส่วนที่ไม่ได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน…….” ฉะนั้นไม่คืนเงินในส่วนที่มีการจัดการเรียนใช่ไหม

ข้อ 2. “กรณีที่มีความจำเป็นต้องเก็บเงิน……….อาจพิจารณาผ่อนผัน………..เป็นกรณีไป” หมายความว่า จะเก็บเงินก็ได้ แล้วพิจารณาผ่อนผันเป็นกรณี

จาก ข้อ 1. จะมีปัญหาที่ว่ามีกิจกรรมอะไรที่ไม่ได้จัด ที่จะจัด (คืน ไม่คืนเงิน)

จาก ข้อ 2. เรียกเก็บเงินเพื่อใช้จัดกิจกรรม แต่ก็ผ่อนผันได้ในบางกรณี (ก็ยังเก็บได้อยู่ดี)

ทั้ง 2 ข้อ มีช่องโหว่เพราะเป็นการใช้ดุลยพินิจของแต่ละคน มีโรงเรียนอยู่ประมาณ 30,000 แห่ง มีการใช้ดุลยพินิจที่บิดเบี้ยวเพียง 30 แห่ง ก็ถือว่าไม่บรรลุวัตถุประสงค์แล้ว

จากคำสั่งดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการยอมรับโดยนัยยะว่า การศึกษาในทุกระดับมีการเก็บเงินจริง ซึ่งอาจจะขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการให้เด็กไทยทุกคน ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ในช่วงของการศึกษาภาคบังคับ

ในส่วนของการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาที่จัดโดยเอกชน นับเป็นการศึกษาทางเลือก หากจะมีค่าใช้จ่ายบ้างผู้ปกครองก็ควรรับผิดชอบตามความสมัครใจ

สะพัด “นายกฯ” จ่อปรับ “อนุทิน” พ้น รมว.สธ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/468953

สะพัด “นายกฯ” จ่อปรับ “อนุทิน” พ้น รมว.สธ.

2 มิถุนายน 2564 – 16:58 น.

สะพัด นายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา จ่อปรับ”อนุทิน ชาญวีรกูล “พ้น รมว.กระทรวงสาธาณสุข หลังเกิดปัญหาวัคซีนโควิด-19 ไม่มาตามนัด และปล่อยให้ลูกพรรคภูมิใจไทยถล่มการจัดทำ “งบ 65” กลางสภา

ขณะนี้มีข่าวแพร่สะพัดในบรรดานักการเมืองฝ่ายรัฐบาล ว่า อาจจะมีการ “ปรับ ครม.” โดยปรับให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พ้นจากกระทรวงสาธารณสุข 

ทำให้เกิดการเช็คข่าวกันให้วุ่นว่า จะนำไปสู่การยุบสภา และเกิดการเลือกตั้งใหม่หรือไม่

เหตุผลที่สร้างความไม่พอใจให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม จนจะนำไปสู่การปรับ นายอนุทิน พ้นกระทรวงสาธารณสุข คือ ปัญหาการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ที่รัฐบาลได้ประกาศปูพรมฉีดวัคซีนโควิดให้ประชาชน ในวันที่ 7 มิ.ย.นี้ แต่ก็เกิดปัญหา “วัคซีนไม่มาตามนัด” จนทำให้รัฐบาลต้องดิ้นรนจัดหาวัคซีนมาฉีดให้ประชาชนให้ได้ตามที่ประกาศไว้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อรัฐบาล  

ขณะที่ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ก็เกิดปรากฏการณ์ ส.ส.จากพรรคภูมิใจไทย รุมถล่มรัฐบาล รุมถล่มนายกฯ รุมถล่มหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ โดยต่างแสดงความไม่พอใจที่มีการ “หั่นงบประมาณ” ใน 2 กระทรวง ที่ พรรคภูมิใจไทย บริหารอยู่ คือ กระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ส.ส.ภูมิใจไทยที่ออกมาใช้เวทีสภาถล่มรัฐบาลในการจัดทำประมาณประจำปี 2565 ก็ประกอบไปด้วย นายชาดา ไชยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่อภิปรายกลางสภาอย่างดุเดือดว่า เป็นการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ให้เกียรติน้องประชาชน เพราะรัฐบาลตัดงบกระทรวงสาธารณสุข แทบทุกกรม ถือว่าสำนักงบประมาณ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ใจดำมาก
“หรือสำนักงบประมาณคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะไม่รัก นายอนุทิน หัวหน้าพรรค เสียแล้ว ท่านถึงได้ตัดงบประมาณแบบนี้ ผมก็อยากจะบอกว่า หัวหน้าครับถ้าเขาไม่รักก็กลับบ้านเราเถอะ” นายชาดา ระบุ

และตามมาด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง และโฆษกพรรคภูมิใจไทย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ส.ส.สตูล พรรคภูมิใจไทย  นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.พรรคภูมิใจไทย นายสิริพงศ์ อังคสุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งทั้งหมดล้วนตอกย้ำเรื่องที่ กระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่พรรคภูมิใจไทยดูแลถูกตัดงบประมาณลง 
นอกจากนั้น ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เมื่อวันอังคารที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา ก็มีรายงานว่า ประเด็นที่ครม.หารือกันส่วนใหญ่เป็นมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน แต่ในบางช่วงมีการพูดถึงบรรยากาศในการประชุมสภาฯ พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีประมาณ 2565 เมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทาง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ปรารภเชิงตัดพ้อ น้อยใจ กรณีมีส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะ พรรคภูมิใจไทย และ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายวิพากษ์วิจารณ์การจัดทำงบประมาณว่า “ขอให้ช่วยๆ กัน ตรงไหนเกี่ยวข้องก็ให้ช่วยเร่งตอบ ปากก็ว่าโอเค แต่ปล่อยให้ลูกพรรคซัดโครมๆ “

ขณะที่ช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้พูดกับ นายอนุทิน  และ นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ให้ช่วยชี้แจงรายละเอียดงบประมาณกระทรวงสาธารณสุข ที่ถูกตัดไปว่าเป็นส่วนไหนอย่างไร และให้บอกด้วยว่าในงบพ.ร.ก.กู้เงิน กระทรวงสาธารณสุขได้งบตรงไหนอย่างไรบ้าง 

 ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าข่าวลือ จะเป็นจริงหรือไม่..และหากเป็นจริง จะสะเทือนเสถียรภาพ”รัฐบาลประยุทธ์” แค่ไหน 

“กกกอก” ในตำนาน จากดาวแดงสู่ดาวดับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/468913

“กกกอก” ในตำนาน จากดาวแดงสู่ดาวดับ

2 มิถุนายน 2564 – 13:54 น.

กว่า 60 ปี “กกกอก” หมู่บ้านนี้ เคยผ่านสงครามประชาชน และสงครามยูทูบเบอร์ 

++
1 ปีเศษ สำหรับคดีน้องชมพู่ เสียชีวิตปริศนาบนเขาภูเหล็กไฟ ห่างจากบ้านพัก 2 กิโลเมตร ในพื้นที่บ้านกกกอก หมู่ 2 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร     

50 กว่าปีที่แล้ว บ้านกกกอก เดิมขึ้นกับ อ.นาแก จ.นครพนม เป็น 1 ใน 30 หมู่บ้าน ที่กระจายตัวอยู่ตามหุบเขา รอยต่อนครพนม-สกลนคร-กาฬสินธุ์ (สมัยโน้น ยังไม่มี จ.มุกดาหาร)

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…
ย้อนไทม์ไลน์ 1 ปี 21 วัน ปิดคดี “น้องชมพู่”
เปิดหมดใจ ความรู้สึก พ่อ – แม่ ‘น้องชมพู่’ หลังรู้ข่าวหมายจับลุงพล 

"กกกอก" ในตำนาน จากดาวแดงสู่ดาวดับ

ฟาร์มหนูนา บ้านกกกอก

บ้านกกกอก อยู่ติดกับพื้นที่ ต.จันทร์เพ็ญ อ.เต่างอย จ.สกลนคร ที่มี 2 หมู่บ้านอยู่ภูเขาคือ บ้านกวนบุ่น และบ้านบึงสา จึงทำให้ชาวบ้านกกกอก สามารถติดต่อกับชุมชนที่ราบได้ 2 เส้นทางคือ ลงไปทางฝั่ง อ.นาแก และ อ.เต่างอย     

ก่อนปี 2508 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้ส่งผู้ปฏิบัติงานเข้ามาปลุกระดมชาวบรู (ไทยโซ่) และชาวภูไท บนเทือกเขาภูพานตะวันออก ให้ศรัทธาในลัทธิคอมมิวนิสต์  

ดังนั้นช่วงปี 2511-2524 บ้านกกกอก เป็นหมู่บ้านอำนาจรัฐแดง    

หลังปี 2525 เทือกภูพานเปลี่ยนไป สงครามประชาชนยุติโดยสิ้นเชิง “ทหารป่า” ได้เข้ามอบตัวต่อทางการกลายเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.)      

ทางการตัดถนนผ่านพื้นที่สีแดงบนภูเขา เรียกว่า ถนนเปรมพัฒนา เชื่อม อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ ถึง อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ถนนเส้นนี้ตัดผ่านบ้านกกกอก จึงนำความเจริญมาสู่หมู่บ้านในตำนานของคอมมิวนิสต์อีสาน

"กกกอก" ในตำนาน จากดาวแดงสู่ดาวดับ

ชาวกกกอก ยึดอาชีพยูทูบเบอร์

++
เส้นทางเถื่อน
++
อ.ดงหลวง ยกฐานะจากกิ่งอำเภอ เป็นอำเภอ เมื่อวันที่ 27 ก.ค.2527 แบ่งเขตการปกครอง 6 ตำบล 60 หมู่บ้าน    

สภาพทางภูมิศาสตร์ อ.ดงหลวง 1,076.2 ตารางกิโลเมตร แต่มีประชากรเพียง 39,088 คน ที่อาศัยอยู่ในราบสูง สลับกับเทือกเขาหินทราย    

ผืนป่าอุดมสมบูรณ์ กว้างใหญ่ในอดีตของ อ.ดงหลวง ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ อุทยานแห่งชาติภูผายล หรือเดิมเรียกว่าอุทยานแห่งชาติห้วยหวด    

อุทยานแห่งชาติภูผายล ครอบคลุมท้องที่ อ.โคกศรีสุพรรณ อ.เต่างอย จ.สกลนคร ,อ.นาแก จ.นครพนม และ อ.ดงหลวง อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร    

กว่าครึ่งหนึ่งของอุทยานแห่งนี้ เป็นพื้นที่ อ.ดงหลวง และเป็นที่มาของ “แก๊งมอดไม้” อาละวาดในแถบ 4 จังหวัดภาคอีสาน คือ มุกดาหาร สกลนคร กาฬสินธุ์ และนครพนม   

ถนนเปรมพัฒนา เส้นทางยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคง สมัยสงครามเย็น ได้กลายเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ขบวนการค้าไม้พะยูงใช้เป็นเส้นทางลำเลียงไปส่งยังชายแดน    

บ้านกกกอก สถานีตำรวจภูธรกกตูม จึงเป็นด่านสกัดแก๊งมอดไม้ที่สำคัญ และสายสืบตำรวจ สภ.กกตูม มีข้อมูลขบวนการค้าไม้พะยูงทั้งหมด 

"กกกอก" ในตำนาน จากดาวแดงสู่ดาวดับ

ป้าจำลอง คนกกกอก ยูทูบเบอร์สายลุงพล

++
หมู่บ้านหนูนา
++
7-8 ปีมานี้ บ้านกกกอก มีชื่อเสียงจากการเป็นแหล่งเพาะเลี้ยง “หนูนา” พ่อของน้องชมพู่ ทำธุรกิจฟาร์มหนูนา และการเพาะเลี้ยงด้วง ลุงพล ตัวละครสำคัญในเรื่องการตายของน้องชมพู่ ก็เลี้ยงหนูนา    

ผู้ที่สร้างชื่อเสียงให้บ้านกกกอก ในฐานะต้นแบบฟาร์มหนูนาพารวย ชื่อ “นรินทร์ หลาบโพธิ์” ลูกชายอดีตผู้ใหญ่บ้านกกกอก และเป็นน้องชาย “สาวิตรี วงศ์ศรีชา” หรือแม่น้องชมพู่    

นับแต่เกิดเรื่องคดีน้องชมพู่ และสื่อทีวีที่ได้สร้าง “ลุงพล-ป้าแต๋น” เป็นดาวเด่นดาวดัง บ้านกกกอกก็เปลี่ยนไป กลายเป็น “หมู่บ้านยูทูบเบอร์” และเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่    

คนกกกอกจำนวนหนึ่ง เห็นนักยูทูบเบอร์ มาทำคอนเทนท์ชีวิตลุงพล และเรื่องราวในบ้านกกกอก สร้างรายได้ พวกเขาเลยเปลี่ยนอาชีพจาก “ฟาร์มหนูนา” มาทำอาชีพยูทูบเบอร์     

ปัจจุบัน มีคนกกกอก ไม่ต่ำกว่า 100 คน ที่ยึดอาชีพยูทูบเบอร์ มีทั้งฝ่ายหนุนลุงพล และฝ่ายเชียร์แม่น้องชมพู่ รวมถึงฝ่ายไม่เลือกข้างไหน ก็หาคอนเทนท์ป้อนช่องยูทูบ ไม่ยุ่งยากเหมือนเลี้ยงหนูนา

ปอกเปลือก ก๊วน “ลุงพล” ขาใหญ่ยูทูบเบอร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/468882

ปอกเปลือก ก๊วน “ลุงพล” ขาใหญ่ยูทูบเบอร์

2 มิถุนายน 2564 – 11:18 น.

ลุงพลดังเพราะสื่อ มี “กองทัพยูทูบเบอร์” เป็นองครักษ์คอยปกป้อง พวกเขาคือใคร? ทำไมกล้าเล่นกับตำรวจ  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ก่อนหน้าจะมีปฏิบัติการ “ฟ้าสางกลางกกกอก” ของตำรวจกองปราบ เมื่อรุ่งเช้าวันที่ 2 มิ.ย.2564 ที่บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ย้อนไปช่วงกลางคืน ได้มีการเผชิญหน้ากัน ระหว่างกองทัพนักข่าวส่วนกลาง กับกองทัพยูทูบเบอร์ ที่บริเวณหน้าบ้าน “ลุงพล” หรือไชย์พล วิภา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… เปิดคำสาบาน “ลุงพล” คำต่อคำ หลังเคยจุดธูปสาบานไว้ถึง 3 ครั้ง

ปอกเปลือก ก๊วน "ลุงพล" ขาใหญ่ยูทูบเบอร์

ลุงพล กับกองทัพยูทูบเบอร์    

เช้าวันที่ตำรวจบุกจับลุงพล ปรากฏว่า ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีฆ่าน้องชมพู่ไม่อยู่บ้าน แต่เจ้าหน้าที่ได้ตำรวจคุมตัว “พี่อ๋อ diy” ยูทูบเบอร์คนสนิทลุงพล ในข้อหาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปที่ สภ.กกตูม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย     

ดังที่ทราบกัน ระยะหลังมานี้ “ลุงพล” มีกองทัพสื่อส่วนตัวที่เรียกกันว่า “ยูทูบเบอร์สายลุงพล” มีประมาณ 30 ช่อง ทั้งที่เป็นคนบ้านกกกอก และคนนอกพื้นที่    

ต้นปีที่ผ่านมา ชาวบ้านกกกอกส่วนหนึ่ง ได้ไปร้องเรียนนายอำเภอดงหลวง ขอให้จัดการกลุ่มยูทูบเบอร์ที่มารุกรานความเป็นส่วนตัวของชาวบ้าน แต่ทางการก็ทำได้แค่ขอความร่วมมือลุงพล ให้ดูแลยูทูบเบอร์ให้อยู่กรอบกฎหมายด้วย    

จะว่าไปแล้ว ลุงพลก็ไม่ต่างจาก “เจ้าพ่อสื่อ” เพราะมียูทูบเบอร์เป็นหูเป็นตา และเป็นกระบอกเสียง

++
ละครในข่าว
++
นับแต่น้องชมพู่ เสียชีวิตบนเขาภูเหล็กไฟ ลุงพลก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีดังกล่าว จากคนธรรมดาๆ ลุงพลกลายเป็น “เซเลบ” ชั่วข้ามคืน เมื่อทีวีดิจิตอลอย่างน้อย 2 ช่อง แข่งกันรายการข่าวคดีน้องชมพู่     

ทีวีดิจิตอลยุคล่าเรตติ้ง ข่าวคดีน้องชมพู่ มีการนำเทคนิค immersive graphic หรือ ‘กราฟิกจำลองสถานการณ์’ เข้ามาช่วยอธิบายและเล่าเหตุการณ์ ให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ตรงนั้นจริงๆ บวกกับการส่งนักข่าวลงพื้นที่เกาะติด พูดคุยกับ “ตัวละคร” ในหมู่บ้านกกกอก    

จากข่าวอาชญากรรมทั่วไป ก็กลายเป็น “ละครในข่าว” มีการนำเสนอทุกวัน วันละเกือบ 1 ชั่วโมง นี่คือการสร้างละครฉากใหญ่ซ้อนทับลงไปบนเรื่องจริง    

เมื่อเรตติ้งพุ่งกระฉูด ทีวีดิจิตอล 2 ช่อง ก็แข่งขันกันสร้าง “พล็อตข่าว” ในแต่ละวัน รวมถึงการเสาะหาดาราเข้ามาเสริมให้มีสีสันชวนติดตาม     

ปอกเปลือก ก๊วน "ลุงพล" ขาใหญ่ยูทูบเบอร์

จากคนธรรมดา กลายเป็นเซเลบ เพราะสื่อ

ถ้าจำกันได้ ช่วงนั้น มีนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนออกมาวิจารณ์การทำหน้าที่ของสื่อทีวีกันมากมาย บ้างก็มองว่า เรตติ้งของข่าวน้องชมพู่ คือภาพสะท้อนรสนิยมและความสนใจของผู้ชมเช่นเดียวกัน 

++
ยูทูบเบอร์มาแล้ว
++
พลันที่สื่อทีวีสร้าง “ลุงพล-ป้าแต๋น” ให้กลายเป็นคนดังระดับประเทศ มีเอฟซีมากมายทั้งในและนอกประเทศ บรรดา “นักยูทูบเบอร์” ก็เข้ามาที่บ้านกกกอก เพื่อเกาะติดชีวิตลุงพล สร้างยอดวิว สร้างรายได้จากยูทูบ ตามมาด้วยการขายสินค้าเป็นรายได้เสริม    

ต่อมา นักยูทูบเบอร์ที่มาเกาะติดชีวิต “ลุงพล-ป๋าแต๋น” ได้เข้าพักที่กระท่อม และกางเต็นท์ในป่ายาง จึงกลายเป็น “หมู่บ้านยูทูบเบอร์” แห่งแรกในโลก     

ชาวบ้านกกกอกเห็นคนนอกพื้นที่ มีรายได้จาก “คอนเทนท์” ชีวิตลุงพล-ป้าแต๋นขาย พวกเขาได้เรียนรู้การทำช่องยูทูบ และผันตัวเองมาเป็นยูทูบเบอร์ มีรายได้ดีกว่าการเลี้ยงหนูนาขายเสียอีก     

สำหรับส่วนตัว “ลุงพล-ป้าแต๋น” ก็ทำช่องยูทูบ และต่อยอดทำธุรกิจ มีทั้งรับจ้างเป็นพรีเซนเตอร์สินค้า และขายของออนไลน์ผ่านแฟนเพจส่วนตัว    

ด้วยความสนิทสนมกันเป็นส่วนตัว นักยูทูบเบอร์บางคนได้จับกลุ่มสร้างเครือข่าย “ยูทูบเบอร์สายลุงพล” เป็นกองทัพสื่อสวนตัว คอยปกป้องและแก้ต่างให้กับลุงพล    

จากนั้น ลุงพลจึงคิดการใหญ่ หวังใช้สื่อทางเลือกอย่างช่องยูทูบปลุกบ้านกกกอก ให้เป็นแลนด์มาร์กของ อ.ดงหลวง มีการสร้างพญานาค และนำไม้ตะเคียนมาขึ้นแท่นบูชา บริเวณลานหน้าบ้านลุงพล จึงกลายเป็นตลาดนัด     

ตอนที่ “ทนายตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด เดินทางมาที่บ้านกกกอก เพื่อช่วยเหลือด้านคดีความให้ลุงพล ยังเคยนัดเหล่ายูทูบเบอร์สายลุงพล ไปสังสรรค์ที่รีสอร์ทวังน้ำเขียว นครราชสีมา เพื่อปลุกเร้าใจให้ต่อสู้เคียงข้างกัน เนื่องจากเวลานั้น ลุงพลต้องเผชิญคดีครอบครองไม้หวงห้าม และบุกรุกที่อุทยานฯ    

ด้านหนึ่ง ลุงพลได้มีความขัดแย้งกับทีวีดิจิตอล 2 ช่อง ที่เป็นผู้ปั้นลุงพลเป็นดาราหน้าจอ จึงผลักให้ลุงพลไปพึ่งพิงกลุ่มยูทูบเบอร์มากขึ้น ถึงขั้นเปิดศึกเผชิญหน้ากับสื่อหลัก     

กระทั่งนาทีสุดท้าย ก่อนศาลมุกดาหาร จะออกหมายจับลุงพล กองทัพยูทูบเบอร์ลุงพล ก็ยังเล่นลับ ลวง พราง จนตำรวจคว้าน้ำเหลวในการจับกุมคนดังแห่งบ้านกกกอก

สื่อสาร สับสน ศบค. เบรกกทม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/468814

สื่อสาร สับสน ศบค.เบรกกทม.

1 มิถุนายน 2564 – 20:00 น.

ไล่เรียงไทม์ไลน์ ศบค.เบรกกทม. ยังไม่ให้เปิดกิจการเสี่ยง หลังผู้ติดเชื้อในพื้นที่สีแดงยอดยังไม่ลด ยังให้เปิดไม่ได้

… “อยากให้เธอไปคุย เธอไปคุยกับเขาก่อน”

ท่อนสร้อยของเพลง “เค้าก่อน” ของศิลปิน UrboyTJ ที่เปิดตัวตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว ถูกผู้คนในโซเชียลใช้แสดงความรู้สึก หลังข่าว “ศบค.เบรก กทม. คลายล็อกกิจการ 5 ประเภท” ที่เกิดขึ้นในวันที่ 31 พฤษภาคม 2564

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : 

ด่วน กทม.เห็นชอบผ่อนคลาย เปิดสถานประกอบการ 5 ประเภท มีผลทันทีพรุ่งนี้

ศบค.เบรกมติกทม.เปิดสถานประกอบการ 5 ประเภท ออกไปอีก 14 วัน

บ่ายวันที่ 31 พ.ค. 2564 มีข่าวออกมาจากที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ว่า กทม. ผ่อนคลายให้สถานที่ – กิจการ 5 ประเภท ดังนี้ กลับมาเปิดได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2564

 5 สถานที่-กิจการ “ดีใจเก้อ

1 พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การเรียนรู้ หอศิลป์

2 ร้านสัก เจาะ ทำเล็บ

3 สถานบริการควบคุมน้ำหนัก คลินิกเสริมความงาม

4 ร้านสปา นวดสุขภาพ นวดเสริมความงาม นวดแผนไทย

5 สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ สวนดอกไม้

 กระแส “ดีใจ” ปน “ห่วงใย” 

กทม. คือ พื้นที่สีแดง ใจกลางการระบาดของโควิด-19 รอบ 3 โดยวันที่ 31 พ.ค. 2564 เป็นวันที่มีผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่มากกว่า 5,000 คน เฉพาะ กทม. เอง มีรายงานผู้ติดเชื้อเป็นอันดับ 1 ของประเทศ มากกว่า 1,300 คน

มากกว่า 5 ชั่วโมง หลัง กทม.ออกข่าวเจ้าของ “กิจการ” ที่จะได้รับอนุญาต ต่างกลับมาเคลื่อนไหวด้วยความหวัง แต่แล้วก็ถูกเบรกหัวทิ่ม

เพจเฟซบุ๊ก กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์ ได้โพสต์ข้อความว่า

“ศบค.ชะลอมติกทม.ออกไปอีก 14 วัน สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร วันนี้(31 พ.ค.64) มีมติให้ผ่อนปรนมาตรการสำหรับสถานประกอบการ 5 ประเภท โดยจะให้เริ่มเปิดกิจการภายใต้มาตรการควบคุมป้องกันโรคนั้น ศบค. ให้ใช้ประกาศกรุงเทพมหานครขยายการปิดกิจการและกิจกรรมที่มีความเสี่ยงทั้งหมด ตามประกาศฉบับที่ 29 ออกไปอีก 14 วัน ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างอื้ออึง 

ต่อมา พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวย ศปก.ศบค. หรือ ศบค.ชุดเล็ก ได้กล่าวว่า คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพฯ พิจารณามาตรการผ่อนคลายเนื่องจากภาคเอกชนได้ขอมา ซึ่งได้พิจารณาว่า ไม่ขัดแย้งกับข้อกำหนดหรือแนวทางที่ ศบค.ได้กำหนดไว้ แต่ทุกเรื่องนายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.ศบค. สามารถมีนโยบาย หรือข้อกำหนดอะไรที่แตกต่างได้ เพราะนายกฯ มองในภาพรวม

 “ยืนยันว่า ไม่ใช่การที่กรุงเทพฯ เสนอมาแล้ว ศบค.เบรกเอาไว้ เป็นเพียงแค่ผลการประชุมไม่ใช่การออกประกาศอย่างเป็นทางการ แต่กรุงเทพฯ ให้ข่าวออกมาก่อน ซึ่งนายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.ศบค.ได้พิจารณาจากตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ว่า ยังมีสูงอยู่และมีการแพร่ระบาดของเชื้อเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังเป็นห่วงในภาพรวมจึงให้ชะลอเรื่องดังกล่าวเอาไว้ก่อน”

เปิดใจผู้ประกอบการ 1 ในกิจการ 5 กลุ่มที่เฮเก้อ

“มิ้น” เจ้าของกิจการร้านทำเล็บ Nails Time ที่มี 2 สาขา คือ ทาวน์อินทาวน์ และ ซอยลาดพร้าว 71 ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว คมชัดลึกออนไลน์ว่า ความรู้สึกที่ได้รู้ข่าวเมื่อวานนี้ คือ “งงค่ะ” เพราะตอนบ่ายทราบว่าร้านจะเปิดได้ตั้งแต่วันนี้(1มิ.ย.2564) แต่พอช่วงค่ำๆ แฟนอ่านข่าวให้ฟังว่า เปิดไม่ได้แล้ว และยังไม่เชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริงที่เปิดไม่ได้ เพราะไม่คิดว่า คำสั่งจะมีการเปลี่ยนไป-มา เร็วเช่นนี้

เมื่อวาน(31พ.ค.2564)พอทราบว่าจะได้เปิดร้าน ก็ได้เรียกประชุมพนักงาน ซึ่งทั้ง 2 สาขา มีจำนวนเกือบ 10 คน ทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ เตรียมรับลูกค้า แต่ยอมรับว่า ในใจก็คิดว่า จะได้เปิดเป็นเวลาเท่าไหร่ เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในกทม. ยังสูงทุกวัน แต่ในเมื่อภาครัฐบอกว่าให้เปิดได้ คนทำมาหากินอย่างเรา ก็ต้องเปิด ก็ต้องเตรียมตัว แต่สุดท้ายแล้วก็ยังเปิดไม่ได้

เราเข้าใจสถานการณ์และอยากให้ล็อกดาวน์อย่างจริงจัง เหมือนที่มีการระบาดรอบแรก เพื่อให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงอย่างจริงจัง แต่ทุกวันนี้คือการปิดเป็นหย่อมๆ แล้วก็มีส่วนใหญ่เลยที่ยังเปิดแล้วอย่างนี้ สถานการณ์จะเปิดปกติเมื่อไหร่ เราก็ต้องปิดไปเรื่อยๆ หรือไม่อย่างไร

โควิดระบาดทุกครั้ง “ร้านทำเล็บ” เป็น 1 ในกิจการที่ได้รับผลกระทบทุกรอบ

เราปิดๆ เปิดๆ หลายครั้ง ตั้งแต่การระบาดรอบแรก แต่รอบล่าสุดนื้ถือว่าหนักสุด เพราะโควิดรอบแรก ที่ร้านต้องปิดชั่วคราว เราได้เปิดบริการทำเล็บ เดลิเวอรี่ มีลูกค้าเรียกพนักงานไปทำเล็บนอกสถานที่ และทุกวันก็ได้ยอดทุกวัน แต่การระบาดรอบ 3 บางวันมีลูกค้าแค่ 1-2 คน แต่พนักงานก็มาขอให้เราเปิดบริการเดลิเวอรี่ต่อ เพราะพวกเขาไม่มีเงิน ทางร้านเองก็มีช่วยพนักงานบ้านแต่บอกตรงๆ ว่าเราก็จะไม่ไหว แล้วไม่เคยมีเยียวยามาถึง “ผู้ประกอบการ” เลย มีแต่ให้ไป “กู้” สินเชื่อต่ำ แต่เราอยากบอกว่า “เรา” จะเอาที่ไหนไปกู้อีก

เจ้าของกิจการร้านทำเล็บ ย่านลาดพร้าว ยังฝากว่า อย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกเลย เรื่อง “คำสั่ง” ไม่ใช่ให้รู้สึกว่า “เล่นอะไรกันอยู่” อีกทั้งการจะกลับมาเปิดกิจการก็ต้องมีการเตรียมตัว ไม่ใช่ “พรุ่งนี้” จะให้เปิดเพิ่งมาบอกวันนี้ แล้วอย่างเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแบบนี้ “เลิกเถอะค่ะ”

แน่นอนว่า สถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นเพราะ “โควิด-19” เป็นสิ่งที่ “มนุษย์” หลีกเลี่ยงไม่ได้ …แต่ “การสื่อสารที่ชัดเจนในภาวะวิกฤต” ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เหนือบ่ากว่าแรง ที่ “ผู้นำ” จะทำให้ “ประชาชน” ได้ เพราะคำสั่งที่ “แน่นอน” “ชัดเจน” และ “ไม่สับสน” ย่อมส่งผลดีต่องการบริหารสถานการณ์ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ที่สุด