11 ปี ‘แดง’ กระจุย ทางใครทางมัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467673

11 ปี ‘แดง’ กระจุย ทางใครทางมัน

22 พฤษภาคม 2564 – 18:46 น.

11 ปี พฤษภา 53 ถึงเวลา “แดง” กระจุยกระจาย แยกทางกันไปตามวิถีนักเลือกตั้ง

ท่ามกลางสถานการณ์โควิดระบาดหนัก ขบวนการไล่รัฐบาลประยุทธ์ ก็ไม่หยุดจัดกิจกรรมอภิปรายออนไลน์ 
    เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2564 เนื่องในโอกาสครบรอบ 11 ปี เหตุการณ์การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง แกนนำ นปช. 2 ก๊ก ได้แยกกันจัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิต
    นปช.กลุ่มจตุพร พรหมพันธุ์ ร่วมกับพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของกมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตจากกระสุนปืนภายในวัดปทุมวนาราม จัดงานทำบุญภายในสถานีโทรทัศน์พีซทีวี รามอินทรา 40

11 ปี 'แดง' กระจุย ทางใครทางมัน

ตู่ อยู่ที่สถานีพีซทีวี ไล่ประยุทธ์ 

    ส่วน นปช.กลุ่มณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้จัดงานทำบุญที่สำนักข่าวยูดีดีนิวส์ แคราย นนทบุรี โดยมีธิดา ถาวรเศรษฐ และนพ.เหวง โตจิราการ เป็นแม่งาน

11 ปี 'แดง' กระจุย ทางใครทางมัน

เต้น ปักหลักที่ยูดีดี นิวส์
    กลุ่ม นปช. กำเนิดจากม็อบพีทีวี ที่มีแกนนำยุคแรก อาทิ วีระกานต์ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และจักรภพ เพ็ญแข
    นปช.ยุคแรก นำโดย วีระ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ชินวัฒน์ หาบุญพาด, นพ.เหวง โตจิราการ และอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง
    มาถึงวันนี้ แกนนำ นปช. ต่างแยกย้ายกันไปตามวิถีคนการเมือง จตุพรพยายามแสวงหาความร่วมมือกับ “เพื่อนเก่า” สมัยพฤษภา 35 ต่างจากณัฐวุฒิ ที่ขยับเข้าไปหาคนรุ่นใหม่หรือม็อบ 3 นิ้ว

++
2 ความคิด 2 แนวทาง
++
    ดังที่ทราบกัน จตุพร พรหมพันธุ์ แตะมืออดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานญาติวีรชนพฤษภา 35 ประกาศชักธงไล่รัฐบาลประยุทธ์ ด้วยกิจกรรมไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน
    แนวร่วมต่างขั้วของจตุพร ประกอบด้วย วีระ สมความคิด, ไทกร พลสุวรรณ, สมบูรณ์ ทองบุราณ และการุณ ใสงาม 
    แม้กลุ่มเพื่อนอานันท์ และพิภพ ธงไชย จะไม่ได้มาขึ้นเวทีไทยไม่ทน แต่ในทางลึก พวกเขาเหล่านี้ ก็พูดคุยแลกเปลี่ยนกันเป็นประจำ
    ด้านหนึ่ง นิติธร ล้ำเหลือ และปรีดา เตียสุวรรณ์ ได้เปิดแนวรบไล่ประยุทธ์อีกทางหนึ่ง ทั้งสองกลุ่มก็คือพันธมิตรเฉพาะกิจ ล้มระบอบประยุทธ์
    ฟากหนึ่ง วีระกานต์ มุสิกพงศ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ และธิดา ถาวรเศรษฐ ยังเดินไปบนทางสายเดิม ซึ่งเกาะเกี่ยวอยู่กับ “นายใหญ่”
    ณัฐวุฒิแสดงจุดยืนเคียงข้างม็อบสามนิ้ว เขาจึงได้รับความเคารพนับถือจากกลุ่มเด็กๆ ขณะที่จตุพร กลับถูกหวาดระแวง เพราะแกนนำม็อบคนรุ่นใหม่ ไม่พอใจท่าทีของจตุพร กรณีวิจารณ์ม็อบสามนิ้วที่แตะต้องสถาบันฯ 

++
ขวัญชัย-อานนท์
++
    สำหรับ “แดงภูธร” ก็แตกกระสานส่านเซ็น บางกลุ่มยังทำงานกับ ส.ส.เพื่อไทย บางกลุ่มย้ายขั้วไปรับใช้รัฐบาลประยุทธ์ บางกลุ่มไปสังกัดพรรคก้าวไกล บางกลุ่มยืนหยัดอยู่กับม็อบสามนิ้ว ฯลฯ
    อย่าง “ขวัญชัย ไพรพนา” ขาใหญ่แดงอุดรฯ เลือกที่จะเดินไปบนถนนสายนักเลือกตั้ง โดยการเป็นพันธมิตรกับ “ศราวุธ เพชรพนมพร” ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย และ “วิเชียร ขาวขำ” นายก อบจ.อุดรธานี ผลักดันให้ภรรยาได้เป็น ส.ส.อุดรธานี และลูกชาย เป็น ส.อบจ.อุดรธานี
    วันนี้ ขวัญชัย มีตำแหน่งเป็น “ผู้ช่วย ส.ส.” อาภรณ์ สาราคำ ส.ส.อุดรธานี เขต 4 พรรคเพื่อไทย (อ.หนองหาน, อ.ประจักษ์ศิลปาคม และ อ.เมืองอุดรธานี)
    ด้านชมรมคนรักอุดร ก่อเกิดมาครั้งแรกจากการเป็น “สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ชมรมคนรักอุดร” ก่อนจะขยับเป็นองค์กรการเมืองเสื้อแดง เมื่อขวัญชัยยุติบทบาทแกนนำเสื้อแดง ได้กลับมานั่งบริหารสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ชมรมคนรักอุดร พร้อมดูแลลูกน้องให้จัดรายการวิทยุออนไลน์ บอกข่าวเล่าความ เปิดเพลง และโฆษณาขายสมุนไพร
    เจ้าพ่อหมู่บ้านเสื้อแดงอย่าง อานนท์ แสนน่าน ได้ร่วมมือกับรัฐบาลประยุทธ์ จัดตั้งเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่น “เรารักประเทศไทย” ตามโครงการหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดย “แรมโบ้ สุภรณ์” หรือ เสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ประสานงาน
    ในอนาคตอันใกล้นี้ กลุ่มแดงวิทยุชุมชน นำโดย สมชาติ นาคบรรจง, ชินวัฒน์ หาบุญพาด, จุติพงษ์ พุ่มมูล และผุสดี กลิ่นทอง หรือ อาจารย์เป้า สิงห์บุรี จะเปิดตัว “พรรคพลัง” นัยว่าเป็นพรรคการเมืองใหม่ของคนเสื้อแดง

7 ปี 3 ป.สิ้นรักกันแล้วดัน ‘ดร.ซุป’ สร้างชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467657

7 ปี 3 ป.สิ้นรักกันแล้วดัน ‘ดร.ซุป’ สร้างชาติ

22 พฤษภาคม 2564 – 15:26 น.

คนรุ่นใหม่อาจไม่รู้จัก “ดร.ซุป” แต่เหตุใดแนวร่วมคนเสื้อเหลือง จึงหันมาชูแทน “บิ๊กตู่” คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

ครบรอบ 7 ปี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยการรัฐประหารเมื่อ 22 พ.ค.2557 และย่างเข้าสู่ปีที่ 15 สำหรับ “พี่น้อง 3 ป.” ก้าวสู่วงจรอำนาจพิเศษ นับแต่มีการรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย.2549
    พ.ศ.นี้ บนเส้นทางนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ กลับเต็มไปด้วยเสียงขับไล่ ทั้งจากฝ่ายตรงข้าม และฝ่ายเดียวกัน
    ล่าสุด “กลุ่มประชาชนคนไทย” โดยอดีตแกนนำพันธมิตรฯ และกลุ่มเพื่อนอานันท์ ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ “ประยุทธ์” เสียสละลาออกจากตำแหน่ง หลังตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถปฏิรูปประเทศและแก้ไขวิกฤตของประเทศชาติได้ เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 272 วรรคสอง 
    ปรีดา เตียสุวรรณ์ และ “ทนายนกเขา” นิติธร ล้ำเหลือ ขานชื่อ “ศุภชัย พานิชภักดิ์” อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) และอดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) ว่าสมควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลสร้างชาติ
    ปรีดาและนิติธร พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หมดเวลาของ “ประยุทธ์” แล้ว แม้ก่อนหน้านั้น พวกเขาเคยสนับสนุน คสช. แต่วันเวลาที่ผ่านไป คสช.ไม่ได้ปฏิรูปประเทศตามคำสัญญา

7 ปี 3 ป.สิ้นรักกันแล้วดัน 'ดร.ซุป' สร้างชาติ

ปรีดา เตียสุวรรณ์ หนุนศุภชัย แทนประยุทธ์

++
บนถนนการเมือง
++
    คนรุ่นใหม่ อาจจะรู้จัก “ดร.ซุป” ศุภชัย พานิชภักดิ์ ในบทบาทของเลขาธิการ UNCTAD และผู้อำนวยการใหญ่ WTO แต่ไม่ทราบว่า ดร.ซุป เคยผ่านถนนสายการเมืองมาแล้ว พร้อมกับบทเรียนสุดเจ็บช้ำ
    ปี 2529 แวดวงการเมืองไทย รู้สึกมีความหวัง เมื่อ “ศุภชัย” ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ตำแหน่งขณะนั้น) พกดีกรีปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงของเนเธอร์แลนด์ และลูกศิษย์นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล ศาสตราจารย์แจน ทินเบอร์เกน ลาออกจากแบงก์ชาติ ลุยสนามเลือกตั้ง

7 ปี 3 ป.สิ้นรักกันแล้วดัน 'ดร.ซุป' สร้างชาติ

ดร.ซุป ดาวรุ่งการเมืองยุคปี 2529 

    เทคโนแครตอย่าง ศุภชัย พานิชภักดิ์ สวมเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีประสบการณ์การเล่นการเมือง ถูกวางตัวให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 8 (บางกะปิ มีนบุรี และหนองจอก) ซึ่งเจ้าของพื้นที่เดิมคือ พรรคประชากรไทย ของสมัคร สุนทรเวช 
    จริงๆแล้ว “ดร.ซุป” ควรจะได้ลงสมัคร ส.ส.ในเขตใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโซนปลอดภัย แต่อดีต ส.ส.กทม. ของ ปชป.หลายคน ไม่ยอมเปิดทางให้คนหน้าใหม่ เลยต้องไปวัดดวงที่เขตขอบกรุง 
    ผลเลือกตั้งในเขต 8 (ส.ส. 3 คน) “ดร.ซุป” หลุดเข้ามาได้คนเดียว เหลืออีก 2 ที่นั่งตกเป็นของพรรคประชากรไทย และเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยคลัง 
    พ.ศ.โน้น ศุภชัยในช่วงรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยคลังใหม่ๆนั้น ดูสดใส แต่ผ่านไปปีเศษ กลับหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะศุภชัยก็ไม่ปรากฎผลงานอะไรที่เด่นชัด ไม่ได้แสดงฝีไม้ลายมือสมกับที่ตั้งความหวังไว้เลย 

++
ผิดที่ผิดทาง
++
    จะว่าไปแล้ว รัฐบาลเปรม ก็อุดมไปด้วยเทคโนแครต แต่ “ดร.ซุป” โชคร้ายที่ตัดสินเลือกสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทะเลาะกันตั้งแต่การแบ่งโควตารัฐมนตรีไม่ลงตัว จนวันสุดท้ายที่มีการประกาศยุบสภา ปี 2531 
    ช่วงที่ศุภชัยเข้าไปสังกัดพรรค ปชป. เป็นยุคที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จนเกิด “กลุ่ม 10 มกรา” ว่ากันว่าบนความขัดแย้งของคนในพรรคนี้ ศุภชัยกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างยิ่ง 
    นักวิเคราะห์การเมืองแห่ง นสพ.ผู้จัดรายการเดือน (เดือน ก.ค.2531) วิเคราะห์สาเหตุของความล้มเหลวของศุภชัยว่า “…เพราะความไร้เดียงสา หรือเป็นคนดีเกินไปนั่นแหละก็เลยตามพวกเขี้ยวลากดินทั้งหลายไม่ทัน”
    “ศุภชัยนั้นเป็นคนเก่งคนหนึ่ง ว่ากันว่าเขาชอบใช้เวลาว่างโขกหมากรุกฝรั่ง ฝีมือการโขกนั้นไม่เป็นสองรองใคร แต่บนวิถีทางการเมืองศุภชัยจะต้องยอมรับว่าได้เดินหมากผิดไปแล้วตาหนึ่ง ซึ่งผลไม่ใช่จะบั่นทอนอนาคตทางการเมืองของเขาเพียงผู้เดียว หากเป็นการทำลายความหวังของคนรุ่นใหม่ที่มีฝีมืออีกจำนวนมากให้ต้องเข็ดขยาด ไม่อยากเข้าสู่เส้นทางการเมือง”
    อย่างไรก็ตาม “ศุภชัย” ได้กลับสู่ถนนการเมืองอีกครั้ง รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ในรัฐบาลชวน หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และรองนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ 

คนกันเอง ‘พิภพ-จตุพร’ ชูอำนาจพิเศษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467590

คนกันเอง ‘พิภพ-จตุพร’ชูอำนาจพิเศษ

21 พฤษภาคม 2564 – 19:05 น.

29 ปี พฤษภาทมิฬ อดีตแกนนำเหลือง-แดง คิดตรงกัน

29 ปีที่แล้ว ก่อนจะถึงวันรบแตกหัก และเหตุการณ์นองเลือด บนถนนราชดำเนิน ควรย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของ “ขบวนการประชาธิปไตย” พ.ศ.โน้น 
    ปลายปี 2534 มีการชุมนุมใหญ่คัดค้านการสืบทอดอำนาจของ รสช. ที่ท้องสนามหลวง จัดโดย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท) ซึ่งวันนี้ มีตัวแทนพรรคการเมืองได้ขึ้นเวทีปราศรัยด้วย
    หลัง พล.อ.สุจินดา คราประยูร ตัดสินใจเป็นนายกรัฐมนตรี แทนพ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ สงครามท้องถนน ได้เริ่มบทใหม่ มี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นำทัพเคลื่อนไหวต้าน “สุจินดา” คู่ขนานฝ่ายประชาธิปไตยคือ ครป. และ สนนท.
    พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ฝ่ายค้านสมัยนั้น ขยับเกมในสภาฯ ดุเดือด ประสานการเคลื่อนไหวนอกสภาแบบลับๆ     

เมื่อเหตุการณ์นองเลือดจบลง จึงเกิดรัฐบาลชั่วคราว ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ในวันที่ 13 ก.ย.2535 และส่งมอบให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง บริหารประเทศ
    ปี 2536 พิภพ ธงไชย ในนามมูลนิธิเด็ก ตั้งกองทุน “รวมทุนน้ำใจไทย” เพื่อช่วยเหลือญาติวีรชนพฤษภา 35 ต่อมา พิภพได้รับเลือกเป็นรองประธาน ครป. ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับขบวนการประชาชนกลุ่มต่าง ๆ เช่น สมัชชาคนจน และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบ้านกรูด-บ่อนอก 
    ปี 2539-2540 พิภพในฐานะประธาน ครป. เคลื่อนไหวสนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ในปี 2549 พิภพสร้างความประหลาดใจให้แก่เพื่อนพ้องน้องพี่ ด้วยการเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) 
    การชุมนุมขับไล่รัฐบาลทักษิณสมัยนั้น มีการเสนอให้มีนายกรัฐมนตรี ที่มาตามช่องทางมาตรา 7 ก่อนสถานการณ์จะพลิกผัน มีการทำรัฐประหารยึดอำนาจ ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
    พิภพโลดแล่นในวิถีผู้นำมวลชนเสื้อเหลืองอยู่หลายปี และห่างหายไปจากยุทธจักร ช่วงที่มีการยึดอำนาจอีกครั้ง ระยะหลัง พิภพได้ร่วมวงเสวนากับมิตรสหาย ที่ผูกพันกันมาแต่ยุคพฤษภา 2535 ไม่ว่าจะเป็น จตุพร พรหมพันธุ์ ,ประสาร มฤคพิทักษ์, ปรีดา เตียสุวรรณ์ ,อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ และสุริยะใส กตะศิลา 
    ร้านอาหารของอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ย่านสามเสน และบ้านพักของปรีดา เตียสุวรรณ์ แถวบางนา เป็นจุดนัดพบของ “คนเดือนพฤษภา 35” แนวคิดการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กลับมาเป็นหัวข้อหลักในการสนทนา 
    พวกเขาระบุว่า 7 ปีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้ทำให้เศรษฐกิจทรุดตัวและเกิดการผูกขาด การปฏิรูปตำรวจไม่สำเร็จ การปฏิรูปการศึกษาทำไม่ได้ การปรองดองล้มเหลว และการปฏิรูปการเมืองที่ไม่ขยับ แต่กลับมีสภาพการเมืองแบบเก่า ที่เป็นปัญหาที่เรื้อรังมาตั้งแต่ปี 2490
    แนวคิดรัฐบาลสร้างชาติ จึงอุบัติขึ้นมา เหมือนโมเดลเก่าๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในรอบ 50 ปีนี้ รัฐบาลสัญญา, รัฐบาลธานินทร์ และรัฐบาลอานันท์ 

จังหวะก้าวการเคลื่อนมวลชน จึงแยกเป็น 2 สายคือ สายแรก จตุพร พรหมพันธุ์ ร่วมมือกับอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ จัดเวทีไทยไม่ทน สามัคคีทุกสีเสื้อ ไล่รัฐบาลประยุทธ์ แต่ไม่ระบุว่า ประยุทธ์ออกไปแล้ว ใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี
    สายที่สอง นิติธร ล้ำเหลือ ,ปรีดา เตียสุวรรณ์ และพิชิต ไชยมงคล กลุ่มประชาชนคนไทย (ปท.) ออกมาจุดพลุชื่อ ศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากช่องทางรัฐธรรมนูญ 2560 
    พิภพ ธงไชย ไม่ได้ไปขึ้นเวทีไทยไม่ทน ไล่ประยุทธ์ แต่ออกแถลงการณ์ส่วนตัวสนับสนุนแนวคิดนายกรัฐมนตรีคนนอก ของกลุ่ม “นิติธร-ปรีดา” 
    การชักธงรบ คัดค้านการสืบทอดอำนาจของกลุ่มอำนาจ 3 ป. ของพิภพ ดูเหมือนก้าวหน้า แต่กลับล้าหลัง เมื่อเสนอช่องทางการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีคนนอก
    หากย้อนมองทางเดิน “3 ป.” ที่เริ่มต้นจากหลังรัฐประหาร 19 กันยา เมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นผู้บัญชาการทหารบก และส่งไม้ต่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 
    เส้นทางอำนาจของบูรพาพยัคฆ์ คู่ขนานไปกับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเสื้อเหลือง และเสื้อฟ้า พิภพและมิตรสหาย ก็รับรู้อยู่แก่ใจ แต่ยังเสนอทางออกแบบย้อนยุค

วัคซีนหาย คนการเมืองอ่างทอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467583

วัคซีนหาย คนการเมืองอ่างทอง

21 พฤษภาคม 2564 – 16:51 น.

จริงมั้ย วัคซีนหายที่อ่างทอง เรื่องของ “คนกันเอง” ต้องเคลียร์ใจ

เป็นข่าวใหญ่ สื่อออนไลน์ก็พาดหัวข่าวกันสนุก ไม่ว่าจะเป็น “วัคซีนหาย” หรือ “วัคซีนมีเส้น” 
    เรื่องของวัคซีนป้องกันโควิด ที่เทศบาลเมืองอ่างทอง ตกเป็นข่าวเมื่อวันก่อน สืบเนื่องมาจาก เตือนใจ ทรงไตร นายกเทศมนตรีเมืองอ่างทอง ทราบว่า บุคลากรเทศบาลและผู้นำชุมชน ที่ได้รับวัคซีนนำร่อง จำนวน 33 คน ถูกยกเลิกการฉีด และไม่ทราบว่าจะได้ฉีดอีกเมื่อไหร
    นายกฯ เตือนใจ จึงออกมาโวยว่า โควตาของเทศบาลนั้นหายไปไหน? จึงมีเสียงร่ำลือว่า ขาใหญ่ฮุบวัคซีนไปฉีดให้พวกตัวเอง
    สำหรับ เตือนใจ ทรงไตร เพิ่งเข้ารับตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองอ่างทอง เมื่อไม่นานมานี้ ตอนเลือกตั้ง “นายกเล็กอ่างทอง” ก็เป็นการต่อสู้กันระหว่าง อรวรรณ  สุวพันธุ์  หลานสาวของ ชัย  สุวพันธุ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองอ่างทอง 9 สมัยกับ เตือนใจ  ทรงไตร  อดีตประธานสภา อบจ.อ่างทอง ซึ่งผลการเลือกตั้ง เตือนใจเฉือนชนะอรวรรณ
    จริงๆแล้ว เตือนใจ ก็เป็นนักการเมืองท้องถิ่น ที่อยู่ในเครือข่ายกลุ่มสำนึกรักบ้านเกิดของ “นายกตี๋” สุรเชษ นิ่มกุล นายก อบจ.อ่างทอง และเมื่อเลือกตั้ง ส.อบจ. อ่างทอง ปลายปีที่แล้ว จักรกฤษณ์ ทรงไตร ลูกชายของเตือนใจ ทรงไตร ก็ได้เป็น ส.อบจ.อ่างทอง กลุ่มนายกตี๋
    ทั้ง “นายกตี๋” และเตือนใจ ก็เคารพนับถือ “เฮียตือ” สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีต ส.ส.อ่างทอง หลายสมัย ปัญหาวัคซีนหาย จึงเป็นเรื่องที่เคลียร์ใจกันไม่ยาก

++
ลูกเฮียตือ
++
    พลันที่อ่างทอง มีข่าวใหญ่ “วัคซีนหาย” หรือ “วัคซีนมีเส้น” ก็สะเทือน “บ้านใหญ่วิเศษไชยชาญ” ร้อนถึง “ลูกแบด” ภราดร ปริศนานันทกุล ลูกชายเฮียตือ ต้องโพสต์เฟซบุ๊คชี้แจง
    “เป็นผมบางทีก็ยากเหมือนกันนะ บางทีโทรมาขอข้อมูล ขอความมั่นใจ ฉีดดีไม่ฉีดดี ผมก็นั่งหาข้อมูลมาหักล้างกับข้อมูลลบ สร้างความมั่นใจให้เขา บางทีต้องนั่งคิด ทำยังไงให้คนเลิกกลัววัคซีน และออกมาฉีดเยอะๆ ..”

วัคซีนหาย คนการเมืองอ่างทอง

สมศักดิ์ และภราดร ปริศนานันทกุล

    ส.ส.ภราดร ขอระบายความรู้สึกส่วนตัวเรื่องวัคซีนป้องกันโควิด ที่กำลังมีปัญหามากมาย ในฐานะผู้แทนชาวบ้าน กลายเป็นกระโถนท้องพระโรง
    “บางทีโทรมาบ่นโดนลัดคิว ก็วิ่งเช็คให้ ผิดพลาดอะไร บางทีโดนใส่ไข่ ต้องสนิทกับนักการเมืองถึงได้ฉีดวัคซีน วัคซีนมีเส้น  เหอะๆๆ ลูกน้องผมยังไม่ได้ฉีดเลย ผมจะไปเอาที่ไหนมาแจก บางทีก็ต้องทนๆไป ให้เขาด่า ให้เขาเข้าใจผิด ทั้งที่ไม่รู้เรื่องอะไรเล้ยย..” 
    จะว่าไปแล้ว ส.ส.ภราดร กับนายกฯ เตือนใจ ก็ไม่ใช่ใครอื่น รู้จักกันดี แต่ในฐานะฝ่ายบริหารเทศบาลฯ ต้องแอ๊กชั่น เมื่อลูกน้อง 33 คน ไม่ได้ฉีดวัคซีน 

++
บารมีเฮียตือ
++
    อ่างทองในรอบ 3 ทศวรรษ “เฮียตือ” สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ผูกขาดตำแหน่ง ส.ส. แทบจะไม่มีใครกล้าแข่งขันด้วย
          หนุ่มตลาดศาลเจ้าโรงทองได้แต่งงานกับ “รวีวรรณ” ลูกสาวเจ้าของโรงสีวิเศษไชยชาญเจริญกิจ และการได้เป็นลูกเขยเศรษฐีอ่างทอง “บักชิว แซ่ฉั่ว” ทำให้ “เฮียตือ” มีต้นทุนสูงพอที่จะก้าวสู่สนามการเมือง
          ปี 2523 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัด และเลือกตั้งปี 2529 สมศักดิ์ ขยับไปเล่นสนามการเมืองระดับชาติ ได้เป็นส.ส.สมัยแรก นับจากนั้นมา “เฮียตือ” ก็เติบโตทางการเมืองและเป็นขุนกระบี่คู่บารมี บรรหาร ศิลปะอาชา
    เฮียตือ มีบุตรและธิดา 4 คนคือ ภราดร, กรวีร์, ภคิน และธนยา แต่ที่เล่นการเมืองมีชื่อเสียงในยามนี้คือ “แบด ภราดร” และ “แชมป์ กรวีร์”

วัคซีนหาย คนการเมืองอ่างทอง

ทายาทเฮียตือ

    ภราดร เป็นส.ส.ครั้งแรก เมื่อลงเลือกตั้งซ่อมแทนเฮียตือ ปี 2551 ส่วนกรวีร์เป็นเลขานุการ นายก อบจ.อ่างทองอยู่หลายปี และเป็น ส.ส.สมัยแรก เมื่อเลือกตั้งปี 2554 คู่กับพี่ชาย แต่เป็น ส.ส.คนละเขต
    เลือกตั้งปี 2562 สนามอ่างทอง จำนวน ส.ส.ลดเหลือ 1 คน ภราดร เป็น ส.ส.เขต ส่วนกรวีร์ เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ

‘ซินแสเข่ง’ เปิดประเด็น ลูกตาย 3 ลงท้ายด้วย 14 วัน อาถรรพ์หรือ วิบากกรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467580

‘ซินแสเข่ง’ เปิดประเด็น ลูกตาย 3 ลงท้ายด้วย 14 วัน อาถรรพ์หรือ วิบากกรรม

21 พฤษภาคม 2564 – 16:39 น.

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวง เปิดประเด็น  อาถรรพ์  ลูกตาย 3  ลงท้ายด้วย  14  วัน และป่วยด้วยลิ้นหัวใจรั่ว  อีก 1  จะด้วย อาถรรพ์หรือ  วิบากกรรม

“ซินแสเข่ง”   ผ่าดวงวิกฤติ  วิเคราะห์เปิดประเด็น  อาถรรพ์  ลูกตาย 3  ลงท้ายด้วย  14  วัน และป่วยด้วยลิ้นหัวใจรั่ว  อีก 1  จะด้วย อาถรรพ์หรือ  วิบากกรรม  สร้างบ้านทับที่ป่าช้าเก่า  มีผลต่อผู้อยู่อาศัย  หากไม่แก้ไข  อาจตายเพิ่ม  อีกทั้ง  เหตุจากเสาไฟฟ้าหน้าบ้านเป็นอัปมงคลตามศาสตร์ฮวงจุ้ยก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง  ที่อาจทำให้มีผลต่อบุตร  ทำให้เจ็บป่วย พิการและมีอันเป็นไป

“ซินแสเข่ง”  อ.ชนม์ทรรศน์  ฤทัยผ่อง  ผู้อำนวยการ  สถาบัน  โหราศาสตร์  พยากรณ์แห่งประเทศไทย   ได้ติดตามเรื่องราวสาเหตุการเสียชีวิตของทารก  3  ชีวิต  และป่วยด้วยลิ้นหัวใจรั่วอีก  1  ที่เชื่อว่าเกิดมาจากเหตุอาถรรพ์บางอย่างเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยที่อยากให้มีการแก้ไข  และตามที่มีกระแสบางคนที่พูดว่า  มาจากสาเหตุ  แม่กินลูก  ซึ่งเรื่องนี้ให้ตัดไป เพราะเป็นไปไม่ได้  แต่เหตุที่น่าสนใจ  คือ  บ้านที่สร้างทับที่ป่าช้าเก่า  ก่อนสร้างบ้านได้ทำอะไรหรือไม่  เพื่อแก้อาถรรพ์ที่จะเกิดขึ้น  บ้านเลขที่  5  และ เด็กเสียชีวิตที่ลงท้ายด้วยเลข 14  วัน  ซึ่งเมื่อบวกกันแล้ว  1 + 4  ก็ตกเลข  5  เหมือนกัน  เลข 5  นี้เป็นเลขที่เกี่ยวข้องกับ  การมึสิ่งศักดิ์สิทธิ์  หรือสิ่งที่เป็นวิญญาณ  ลึกลับ  อาถรรพ์ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์  เช่น  พระ โบสถ์  วิหาร  หรือ  พระคัมภีร์  หากไม่ขอขมากรรมอาจมีเหตุร้ายเกิดขึ้นในครอบครัว  หรือการตั้งศาลที่ไม่ถูกต้องมีวิญญาณหรือสิ่งชั่วร้ายมาแฝง  และ  จากต้นเสาไฟฟ้าหน้าบ้านเหมือนธูปก้านเดียว  ที่ทำให้บ้านหลังนั้นมีเหตุร้ายเกิดขึ้น  กับเด็กที่เกิดมา  เจ็บป่วยไม่สบาย  ล้มหายตายจากได้  เพราะถ้าเสียชีวิตคนเดียวก็อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา  แต่เสียชีวิต 3  คน  เชื่อเป็นเรื่องอาถรรพ์มากกว่า

“ซินแสเข่ง”  แนะวิธีแก้ไข  อาถรรพ์ในบ้านหลังนี้ว่า  ควรนิมนต์พระมาทำบุญบ้าน เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศล  และจัดเครื่องเซ่นไหว้ขอขมากรรม  ในสิ่งที่ทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์  หรือการสร้างบ้านอยู่อาศัย  หรือให้ทำพิธีตั้งศาล เพื่อเชิญวิญญาติภูติผี  สัมภเวสี  โอปะติกะ  เจ้ากรรมนายเวร  ให้ได้อยู่อาศัยให้เป็นที่เป็นทางไม่ให้มารบกวนคนในบ้าน  และส่วนเรื่องเสาไฟฟ้าหน้าบ้าน  ซึ่งตามหลักของศาสตร์แห่ง  ฮวงจุ้ย  หากปรับเปลี่ยนประตูทางเข้าบ้านใหม่ได้  ก็น่าจะช่วยในการหลบหลีกไม่ให้มีผลกระทบต่อบ้านหลังนี้

โควิด-19 “สายพันธุ์อินเดีย” อันตรายแค่ไหน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467573

โควิด-19 “สายพันธุ์อินเดีย” อันตรายแค่ไหน

21 พฤษภาคม 2564 – 15:19 น.

เมื่อโควิด-19 “สายพันธุ์อินเดีย” ถูกตรวจพบในคลัสเตอร์แคมป์คนงานที่หลักสี่ เรามาชวนไปทำความรู้จักเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์อินเดีย กันว่า แท้ที่จริงแล้ว มีอันตรายมากน้อยแค่ไหน ทำไมโลกจึงจับตาอย่างเป็นกังวล

ถือว่าต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับการพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์อินเดีย ในประเทศไทย หลังจากเดิมที ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ได้เปิดเผยว่าพบผู้ป่วย โควิด-19 “สายพันธุ์อินเดีย” ในประเทศไทยแล้วในสถานกักกันโรค โดยเป็นคนไทยมาจากปากีสถานนั้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…
ด่วน พบคนงานติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์อินเดีย 15 ราย

พบโควิดสายพันธุ์อินเดีย 15 ราย แคมป์คนงานหลักสี่ 

ล่าสุดวันที่ 21 พ.ค.2564 มีรายงานอัพเดทว่า ศบค.รับทราบรายงานพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์อินเดีย จำนวน 15 ราย ที่แคมป์คนงานหลักสี่ ขณะนี้อยู่ในการดูแลของ รพ. และส่งทีมสอบสวนโรคลงไปแล้ว โดยกระทรวงสาธารณสุข เตรียมแถลงข่าวชี้แจงรายละเอียดในวันนี้ ช่วงเวลา 15.00 น. โดย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  

ชวนทุกๆ คนไปทำความรู้จัก “โควิด-19 สายพันธุ์อินเดีย” เกิดการกลายพันธุ์ทั้งแบบ Double Mutant และTriple Mutant Variant ส่งผลให้อันตรายกว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิม และด้วยการระบาดอย่างหนักในประเทศอินเดียทำให้ทั่วโลกต่างให้ความสนใจในการศึกษาเพื่อเตรียมรับมือป้องกันการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ดังกล่าว   

“สายพันธุ์อินเดีย” คืออะไร
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ (หมอยง) หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสเฟซบุ๊ก (Yong Poovorawan) ว่า สำหรับประเทศไทยการพบ “สายพันธุ์อินเดีย” ในสถานที่กักกันผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศไม่ใช่เรื่องแปลกและเป็นเรื่องน่าวิตกกังวลแต่อย่างใด ทุกคนเข้ามาได้มีการตรวจ ถ้าตรวจพบก็จะกักกันจนปลอดภัยไม่ให้มาระบาดในประเทศไทย

“สายพันธุ์อินเดีย” เป็นเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่พบเป็นครั้งแรกในประเทศอินเดียตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2563 เชื้อไวรัสโควิด “สายพันธุ์อินเดีย” ตัวนี้มีชื่อว่า “B.1.617” จากการศึกษาทางทฤษฎีพบว่าการกลายพันธุ์ของโควิด“สายพันธุ์อินเดีย” ในครั้งนี้อาจมีแนวโน้มทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของวัคซีนลดลงได้ แต่ยังไม่มีการยืนยันทฤษฎีดังกล่าวอย่างแน่ชัด

ทั้งนี้ “สายพันธุ์อินเดีย” กลายพันธุ์ 2 จุด (Double Mutant)  คือ E484Q และ L452R ส่งผลให้มีความสามารถในการกระจายตัวที่สูงมากขึ้น รวมถึง“สายพันธุ์อินเดีย” กลายพันธุ์ 3 จุด (Triple Mutant Variant) เป็นชนิด B.1.618 หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “โควิดสายพันธุ์เบงกอล” เกิดจากการหายไปของหนามตำแหน่ง H146 และ Y145 และมีการกลายพันธุ์ในตำแหน่ง E484K และ D614G

การแพร่ระบาดของ “สายพันธุ์อินเดีย”
สำหรับการกลายพันธุ์ของ“สายพันธุ์อินเดีย” นั้น ดร.เจเรมี คามิลล์ นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยลุยเซียนาสเตตของสหรัฐ กล่าวว่า ลักษณะการกลายพันธุ์บางอย่างของไวรัสสายพันธุ์อินเดีย มีความคล้ายคลึงกับที่พบในสายพันธุ์บราซิลและสายพันธุ์แอฟริกาใต้  ถึงแม้ว่าในขณะนี้ ทางผู้เชี่ยวชาญเผยว่ายังไม่มีหลักฐานสรุปได้แน่ชัดเกี่ยวกับเชื้อกลายพันธุ์ใหม่นี้ แต่ความน่ากังวลคือ มีการกลายพันธุ์ที่สำคัญในตำแหน่ง E484K ที่เป็นจุดสำคัญในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน(แอนติบอดี) ซึ่งแอนติบอดีเป็นสิ่งเดียวที่จะต่อสู้กับไวรัสได้ หลังจากคนผู้นั้นได้รับวัคซีนหรือเคยผ่านการติดเชื้อมาแล้ว

แต่หากนำ สายพันธุ์อินเดียมาเทียบกับสายพันธุ์จากอังกฤษ หรือที่เรียกว่าไวรัสสายพันธุ์เคนต์ (B.1.1.7) ซึ่งตรวจพบได้มากที่สุดภายในประเทศ ณ ขณะนี้รวมทั้งแพร่กระจายไปยังกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

“ผมคิดว่าสายพันธุ์อินเดียไม่น่าจะร้ายแรง หรือติดต่อได้ง่ายเท่าสายพันธุ์สหราชอาณาจักร เราไม่ควรจะตื่นตระหนก”  ดร.เจเรมี กล่าว

ขณะที่ทางด้าน ดร. เจฟฟรีย์ บาร์เร็ตต์ จากสถาบันเวลล์คัมแซงเกอร์ของสหราชอาณาจักร เผยว่า มีการพบเชื้อกลายพันธุ์ของอินเดียตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว หากเป็นตัวการที่ทำให้เกิดการระบาดรอบสองจริง ก็เท่ากับว่ามันใช้เวลาในการแพร่กระจายนานหลายเดือนมากกว่าจะมาถึงจุดนี้ ซึ่งหมายความว่าไวรัสสายพันธุ์อินเดียติดต่อกันได้ยากกว่าสายพันธุ์เคนต์  

โควิดในอินเดียพุ่งสูง เหตุสายพันธุ์กลายพันธุ์         
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกมีคำสั่งห้ามผู้เดินทางจากประเทศอินเดีย เดินทางเข้าประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 สายพันธุ์อินเดียแล้ว แต่ก็ยังคงมีบางประเทศที่ยังไม่มีมาตรการดังกล่าว

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาสาเหตุที่ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในอินเดียพุ่งสูงในขณะนี้ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า สาเหตุมาจากสายพันธุ์ B.1.617 ที่พบครั้งแรกในอินเดียใช่หรือไม่ ซึ่งสายพันธุ์นี้ปัจจุบันพบในราว 17 ประเทศทั่วโลก

ซาฮิด จามีล นักไวรัสวิทยาอาวุโสของอินเดีย กล่าวว่า สายพันธุ์ B.1.617 มีการกลายพันธุ์สำคัญสองตำแหน่งที่โปรตีนหนามของไวรัสส่วนที่เกาะติดกับเซลส์มนุษย์

องค์การอนามัยโลก (WHO)กล่าวว่า B.1.617 พบครั้งแรกในอินเดียเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา แม้สายพันธุ์ก่อนหน้านั้นจะพบตั้งแต่เดือน ต.ค. WHO จัดให้B.1.617 เป็น “สายพันธุ์ที่ต้องติดตาม”หมายความว่า อาจกลายพันธุ์ทำให้ไวรัสติดต่อง่ายขึ้น เป็นเหตุให้เกิดโรคที่รุนแรงขึ้น หรือหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ไหวมั้ย ‘บางแคร์’ ‘โทนี่-พิมรี่พาย’ แม่ไม้มวยวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467556

ไหวมั้ย ‘บางแคร์’ ‘โทนี่-พิมรี่พาย’แม่ไม้มวยวัด

21 พฤษภาคม 2564 – 13:39 น.

72 ยังแจ๋วจริงหรือ “โทนี่” ปากไว เจอ “แม่ค้าออนไลน์” กลายเป็นมวยวัด คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

นักวิเคราะห์การเมืองรุ่นใหม่ อ่านเกมของ ทักษิณ ชินวัตร โดยมองจากอดีตว่า “ทักษิณ มีประวัติศาสตร์ของการตายเพราะ ‘ปาก’ และตายเพราะ ‘ดีล’ มาหลายครั้ง”
    เมื่อสองวันที่ผ่านมา “ทักษิณ” หรือ “โทนี่” ก็พลาดเพราะ “ปาก” เลยถูก “แม่ค้าออนไลน์” ลากเข้าสู่สมรภูมิออนไลน์ ทั้งฝ่ายเชียร์ ฝ่ายแช่งตะลุมบอนกันนัวเนีย 
    แอดมินเพจแคร์ คิดเคลื่อนไทย จึงลุกขึ้นมาโพสต์แจงสี่เบี้ยว่า โทนี่กล่าวถึงพิมรี่พายช่วงไหนในรายการ CARE Talk ซึ่งสมาชิกคนหนึ่งถามโทนี่เกี่ยวกับ ประเด็นเรื่องปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยว โทนี่ก็ตอบคำถามนั้น และเปิดประเด็นปัญหาการระบาดโควิดในเรือนจำ
    โทนี่เสนอให้นำสนามฟุตบอล หรือโรงอาหาร ภายในเรือนจำ เปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลสนาม “ผมว่าเรื่องโรงพยาบาลสนาม เร่งด่วนกว่าวัคซีนอีก เอาเงินมาตั้งโรงพยาบาลสนามตรงนั้นเลยดีไหม หรือถ้าตั้งโรงพยาบาลสนามแล้วมันแพง ก็…ขอพิมรี่พาย มาตั้งให้ก็ได้ ส่วนคนไม่ป่วยจะได้เตรียมทยอยฉีดวัคซีน”
    โทนี่กล่าวถึง “พิมรี่พาย” เพียงเท่านี้ แต่แฝงความนัยไว้ด้วยอาการประชดประชันใครบางคน แม่ค้าออนไลน์คนดัง จึงลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง แล้วเรื่องก็ลากยาวไปไกล 
    หากไม่ใช่เพราะอาการ “ปากไว” ก็คงไม่ถูกลากเข้าสู่โซนอันตราย แถมมีข่าวที่หาต้นตอไม่ได้ว่า ทักษิณได้ออกมาขอโทษพิมรี่พาย และเมื่อตรวจสอบไปที่เพจแคร์คิดเคลื่อนไทย ก็ไม่เรื่องทักษิณขอโทษแต่ประการใด

++
ไม่ไหวมั้ง?
++
    กลุ่มแคร์ หรือกลุ่มบางแคร์ นำโดยหมอมิ้ง, หมอเลี้ยบ, เสี่ยอ้วน และเสี่ยเพ้ง ซึ่งอายุอานามก็ 60-70 ปีแล้ว ส่วน “โทนี่” ก็ย่าง 72 ปี จึงมีคำถามว่า “ตามเด็กรุ่นนี้ทันมั้ย”
    เสนาธิการ “มิ้ง อ้วน” คงคิดว่า ชื่อ “โทนี่” และคลับเฮ้าส์ จะเขย่าตลาดคนรุ่นใหม่ได้ จึงหวังปั้น “โทนี่” ให้มาชิง “ธง” กับ “ธนาธร” และพลพรรคก้าวไกล-ก้าวหน้า
    บังเอิญว่า “ธงนำ” ฝ่ายประชาธิปไตย กำลังมีปัญหา เพราะกลุ่มเยาวชน Gen Y Gen Z เดินเกมแรงทะลุเพดาน “เลยธง” ส่งผลให้มีแรงต้านมากมาย และสะเทือนถึง “ธนาธร” 
    โควิดระบาดหนัก เศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ คนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าต่างมองไม่เห็นอนาคต พรรคเพื่อไทย จึงแอบหวังลึกๆ ที่จะให้ “โทนี่” เป็นธงนำในช่วงเวลานี้
    แต่ทักษิณมี “กรรมเก่า” ที่ตามมาหลอกหลอน แถมคนที่ไม่ชอบ ก็ยังฝังใจกับคำว่า “ระบอบทักษิณ” จึงมีคำถามมากมาย และถูกสวนกลับจากฝ่ายตรงข้าม
    การที่ทักษิณปรากฏตัวถี่ขึ้นก็เหมือนตัวช่วย “ประยุทธ์” แม้กองเชียร์จะออกอาการ “เบื่อลุง” แต่พลันที่เห็นหน้าโทนี่ ก็เปลี่ยนใจเชียร์ต่อ 

++
ตามเด็กไม่ทัน
++
    จากวันที่พรรคไทยรักไทย ชนะเลือกตั้ง จนมาถึงปัจจุบัน ผ่านมาแล้ว 20 ปี สภาพสังคมและการเมืองเปลี่ยนไปชัดเจน 
    พรรคเพื่อไทยยุครีโนเวท ชู 2 ข้อคือ แก้รัฐธรรมนูญให้ได้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง และแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ในสายตาคนรุ่นใหม่ โทนี่เหนือกว่าประยุทธ์เห็นๆ แต่เอาโทนี่มาเทียบกับก้าวหน้าหรือก้าวไกล คนรุ่นปลดแอกย่อมเลือกฝั่งสีส้มมากกว่า
    เนื่องจากเพื่อไทย และโทนี่ มีข้อจำกัดเรื่อง “เพดาน” การต่อสู้ แม้แต่ข้อเสนอแก้ไข ม.112 เพื่อไทยก็ยังขยับไม่ได้ 
    ด้วยเหตุนี้ พรรคเพื่อไทย จึงปรับกลยุทธ์ “ลบจุดอ่อน” เรื่องเพดานการต่อสู้ โดยหันไปปลุกผี “เสื้อแดง” ในวาระครบรอบ 11 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุม 19 พ.ค.2553 
    รวมถึงดึงนักวิชาการที่คนรุ่นใหม่ฟัง ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ธรรมศาสตร์  และพวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มาชำระประวัติศาสตร์ และทวงความยุติธรรมจากรัฐ
    ก่อนหน้านี้ ค่ายเพื่อแม้ว ยังให้ “เสี่ยเต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และแกนนำ นปช.สายบ้านจันทร์ส่องหล้า มาจัดกิจกรรมเชิดชูการต่อสู้ของคนเสื้อแดง เชื่อมต่อกับคนรุ่น Gen Y Gen Z

 ไหวมั้ย 'บางแคร์' 'โทนี่-พิมรี่พาย'แม่ไม้มวยวัด

    กล่าวโดยสรุป เปิดคลับเฮาส์มา 2-3 รอบ โทนี่ยังไม่ปัง จึงต้องปั่นกันต่อ ด้วยแคมเปญ “72 ยังแจ๋วโทนี่วู้ดซัม” ในวาระครบ 72 ปีของทักษิณ ชินวัตร ให้เยาวชนถามโทนี่มา แล้วเขาจะตอบให้โดนๆ 

หลอกครูและคนทั้งประเทศ ‘เลื่อนการเปิดเทอมทิพย์’ อีกแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467486

หลอกครูและคนทั้งประเทศ ‘เลื่อนการเปิดเทอมทิพย์’ อีกแล้ว

20 พฤษภาคม 2564 – 20:00 น.

บ่อยครั้งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ใช้การเลื่อนเปิดเทอมเป็นทางออก หลังการแพร่ระบาดเจ้าวายร้ายไวรัส แต่ครั้งนี้ต่างจากเดิม…ติดตามบทวิเคราะห์โดย ชัยวัฒน์ ปานนิล

หลังมีกระแสเรียกร้องให้เลื่อนการเปิดเทอมออกไป “ตรีนุช เทียนทอง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ออกมาให้ข่าวว่า เลื่อนออกไปตามที่เรียกร้อง เป็น 14 มิถุนายน 2564 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

ด่วน ศธ.เคาะเลื่อนเปิดเทอมอีกรอบ

สุดฮา นักเรียนทักถามครูเปิดเทอมเมื่อไหร่ แอบดีใจนึกว่าอยากมาเรียนก่อนเจอความในใจสุดพีค

ชมรมครูฯ ออกแถลงการณ์ ขอเลื่อนเปิดเทอม กรณีโควิด

พร้อมชี้แจงรายละเอียดในเวลาต่อมา ปรากฏว่า ไม่เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้ ในเนื้อหาและรายละเอียด เลื่อนจริงแค่ 4 จังหวัด เพราะ มีประกาศห้ามใช้อาคารเรียน แต่ก็สามารถจัดการเรียนการสอนในรูปแบบอื่นได้ตามความเหมาะสม โดยการอนุมัติของ สพฐ. และ ศบค.

ในส่วนของจังหวัดที่เหลือ สามารถจัดเรียนได้ทุกรูปแบบ โดยผู้อำนวยการโรงเรียนร่วมกับคณะครู และกรรมการสถานศึกษา หากมีความประสงค์ที่จะเปิดเรียนก่อนวันที่ 14 มิถุนายน ให้ทำเรื่องเสนอไปยังคณะกรรมการควบคุมโรคจังหวัดนั้นๆ พิจารณา และให้นักเรียนมาโรงเรียนได้แต่มาตรการในการรักษาความปลอดภัยก็ยังต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด.

หากโรงเรียนไหนเลื่อนการเปิดเทอม ภาระทั้งหมดกลายเป็นของโรงเรียน ครู และนักเรียนที่ต้องรับผิดชอบ ต้องจัดการเรียนการสอนให้ครบตามเวลาที่หลักสูตรกำหนด คือ 200 วัน ต่อปีการศึกษา แถมท้ายด้วยเงื่อนไขว่า โรงเรียนที่เลื่อนการเปิดเทอมออกไปก็ต้องปิดภาคเรียนเหมือนเดิม และเปิดภาคเรียนที่ 2 ตามกำหนดการเดิม

ส่วนเหตุผลการประกาศเลื่อนการเปิดเทอม ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวไว้เมื่อก่อนหน้านี้ว่า เพื่อให้มีระยะเวลารับการฉีดวัคซีนของครูและบุคลากรทางการศึกษา และรองรับการย้ายสถานศึกษาของนักเรียนในแต่ละช่วงชั้น แต่เป็นไปตามข้อห้ามของ ศบค. ที่ห้ามใช้สถานที่และอาคารเรียนในพื้นที่สีแดงเข็ม

เมื่อถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2564 จะมีกี่โรงเรียนที่เลื่อนเปิดเทอม หลอกครูและคนทั้งประเทศ เลื่อนการเปิดเทอมทิพย์ อีกแล้วครับท่าน

ป่วน “ลุง” เด็กดื้อค่ายโรงโม่ ละครโรงใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467409

ป่วน “ลุง” เด็กดื้อค่ายโรงโม่ ละครโรงใหญ่

20 พฤษภาคม 2564 – 12:28 น.

เบื้องหลังวัคซีนการเมือง “ยังบลัด” ค่ายภูมิใจไทย ใส่ไม่ยั้ง กรณี “เบรกวอล์กอิน”  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ปฏิบัติการเขย่า “ลุง” ของ ภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง และ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะพื้นฐานความคิดการเมืองของพวกเขา ก็ไม่เอาการสืบทอดอำนาจของ “คสช.” อยู่แล้ว


ภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง    

บังเอิญชั่วโมงนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล และศักดิ์สยาม ชิดชอบ แกนหลักพรรคภูมิใจไทย กำลังตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำจากกรณีโควิดระบาด แต้มบุญแต้มบวกหายไปเยอะ    

พรรคภูมิใจไทยในฐานะผู้ดูแลกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับกรมการแพทย์ จึงคิดข้อเสนอการฉีดวัคซีนวอล์กอิน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรับวัคซีนป้องกันโควิดได้ง่ายขึ้น โดยศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีคมนาคม เตรียมเปิดสถานีกลางบางซื่อ เป็นสถานที่ฉีดวัคซีนวอล์กอิน     

องค์ประกอบ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย แยกออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มนักเลือกตั้งอาชีพ ที่ร่วมหัวจมท้ายกับเนวิน ชิดชอบ หัก “นายใหญ่” มาตั้งค่ายใหม่ 

เมื่อเจอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เบรกเรื่องการฉีดวัคซีนวอล์กอิน ก็ทำให้กลุ่มยังบลัดค่ายสีน้ำเงิน โกรธควันออกหู จึงดาหน้าออกมา “สอน” ลุงในทำเนียบผ่านโซเชียล    
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่ม “เด็กดื้อ” หรือยังบลัด ค่ายโรงโม่ ออกมาสวนวิธีคิดและการทำงานของพรรคพลังประชารัฐ 

กลุ่มทุนท้องถิ่น ที่ขึ้นตรงกับ “บ้านใหญ่โรงโม่” ของเนวิน ชิดชอบ ซึ่งกลุ่มทุนเหล่านี้ เนวินได้เชื่อมร้อยไว้ตั้งแต่สมัยยังเป็น “ขุนพลแก้ว” ของทักษิณ ชินวัตร  

กลุ่มยังบลัด นำโดย “เสี่ยโต้ง” สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ พร้อมกับลูกชายเฮียตือ-สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล 2 คนคือ “แบต” ภราดร ปริศนานันทกุล และ “แชมป์” กรวีร์ 

ปริศนานันทกุล ดังที่ทราบกัน กลุ่มนี้แตกออกมาจากพรรคชาติไทยพัฒนา เนื่องจากไม่พอใจที่ “เจ้าของพรรค” ไปรับเงื่อนไขบางอย่างมาจาก “ลุงป้อม” 

ฉะนั้น กลุ่มเสี่ยโต้ง จึงเปรียบเสมือนฝ่ายค้านในฝ่ายรัฐบาล เหมือนกรณีของ “อันวาร์-เทพไท” ในค่าย ปชป.

++
รวมดาวรุ่นใหม่
++
เดิมที “เสี่ยหนู” วางบทบาทของกลุ่ม “เสี่ยโต้ง” ให้เป็น ส.ส.เลือดใหม่ ไม่ต่างจาก ส.ส.พรรคก้าวไกล เพื่อลบภาพ “พรรคนายทุน” ให้เป็นพรรคทางเลือกของผู้รักประชาธิปไตย    

ปี 2562 นักข่าวสภาฯ ได้เห็นภาพการทำงานร่วมกัน ระหว่าง ส.ส.กลุ่มเสี่ยโต้ง กับ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ (พรรคก้าวไกล) แต่ผ่านไประยะหนึ่ง ก็เริ่มเมินหมางห่างกัน    

วันนี้ พรรคภูมิใจไทย มีเสียง ส.ส. จำนวน 61 คน เป็นพรรคอันดับ 2 ในรัฐบาลประยุทธ์ และเป็นพรรคอันดับ 3 ในรัฐสภา รองจากพรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐ    

ผลเลือกตั้งทั่วไป 2562 พรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนเลือกตั้ง มากกว่า 3 ล้าน 7 แสนคะแนน ทำให้ได้ ส.ส.รวม 51 คน (ไม่นับรวม ส.ส.อนาคตใหม่ที่ย้ายเข้ามาตอนหลัง) เมื่อได้ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่หรือพรรคก้าวไกล จำนวน 10 คน จึงขยับเป็น 61 คน    

การดึง ส.ส.ค่ายสีส้มเข้ามาอยู่ในค่ายสีน้ำเงิน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ 2 พรรค มึนตึงต่อกัน และระเบิดศึกข้ามพรรค กรณี “วัคซีนทางเลือก” เนื่องจาก ส.ส.ก้าวไกล จองกฐินเสี่ยหนู เรื่องผูกขาดวัคซีนโควิด

++
รอวันแยกทาง 
++
เลือกตั้งปี 2562 ภูมิใจไทย วางตัวเป็น “พรรคทางสายกลาง” และการได้กลุ่มเสี่ยโต้งเข้ามา ก็ดึงคะแนนคนรุ่นใหม่ให้เลือกพรรคสีน้ำเงินมาพอสมควร แต่การเข้าร่วมรัฐบาลประยุทธ์ ส่งผลให้โหวตเตอร์รุ่นใหม่ หันหลังให้กับค่ายสีน้ำเงิน    

ดังนั้น ปลายปี 2563 มีขบวนการนอกสภา นำโดยเยาวชนปลดแอก จัดชุมนุมใหญ่เรียก ร้องให้นายกฯ ประยุทธ์ ลาออก และแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เสี่ยโต้งกับลูกชาย “เฮียตือ” กระโดดออกมาสนับสนุนข้อเสนอของขบวนการเยาวชนปลดแอกทันที    

มิเพียงเท่านั้น เสี่ยโต้ง ,แบต และแชมป์ ยังลงถนน สังเกตการณ์การชุมนุม และเข้าไปช่วยเหลือเป็นนายประกันให้แก่แกนนำม็อบบางคน

กระทั่ง ม็อบเยาวชนปลดแอก ยกระดับข้อเรียกร้องทะลุ “เพดาน” ฝ่าย ส.ส.ภูมิใจไทย จึงใส่เกียร์ถอย เนื่องจากจุดยืน และอุดมการณ์ของ “นายใหญ่” ค่ายโรงโม่ แตกต่างจากพวกเด็กๆ ทำให้เสี่ยโต้ง และคณะ ต้องถอนตัวออกมา    

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเหตุผลใดในวันข้างหน้า ทีมเสี่ยโต้ง ก็จะเป็นทัพหน้าฝ่ายประชาธิปไตยจ๋า หาแต้มบวกให้เสี่ยหนู

ทำงบฯประจำปีแบบรูทีน-แต่กู้เงินอีก 7 แสนล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467402

ทำงบฯประจำปีแบบรูทีน-แต่กู้เงินอีก 7 แสนล้าน

20 พฤษภาคม 2564 – 10:51 น.

รัฐบาลกู้เงินอีก 7 แสนล้าน มาใช้สู้กับวิกฤต โควิด ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ถึงความเหมาะสมที่ต้องออกเป็น พ.ร.ก.และห่วงถึงการใช้เงินกู้ว่า อาจมีการรั่วไหล แอบอ้าง เล่นแร่แปรธาตุ รวมถึงคำถามการจัดงบฯประจำปี 65 ที่ยังใช้วิธีการแบบเดิมๆไม่ได้ดูความสำคัญเป็นหลัก

ลับๆล่อๆ สุดท้าย ครม. มีมติ เห็นชอบ พ.ร.ก. กู้เงิน ฉบับใหม่ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอจำนวน 7 แสนล้านบาท เพื่อนำมาสู้กับวิกฤตโควิด หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เคยออก พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ในช่วงเกิดโควิด ระบาดครั้งแรกมาแล้วและได้มีการใช้เงินไปเกือบเต็มวงเงินกู้แล้ว 

ร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน 7 แสนล้าน มีเพียง 4 หน้า จึงถูกมองว่า ไม่มีแผนงานในการใช้เงินหรือรายละเอียดโครงการที่ชัดเจน จะเป็นการตี“เช็คเปล่า” ให้รัฐบาลมากเกินไปหรือไม่และมีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องออกเป็นพระราชกำหนด ( พ.ร.ก.) เพราะอีกไม่กี่วัน สภาฯก็จะเปิดประชุมแล้ว ออกเป็นพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)เข้าสภาฯตามปกติ หากมีแผนงานในการใช้เงิน รายละเอียดโครงการชัดเจน  สภาฯพิจารณาวันเดียว 3 วาระรวด ก็ทำได้ ไม่ได้ล่าช้า  แต่สิ่งที่ได้คือผ่านการตรวจสอบจากสภาก่อน

 เพราะว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ก่อนหน้านี้ ก็ยังถูกตั้งคำถามว่า ได้ใช้เงินไปตรงกับที่กู้มาเกี่ยวกับ โควิด มากน้อยแค่ไหน 

 อย่าง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ” ตั้งข้อสังเกตว่า มีหลายโครงการที่อ่านแล้วไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับโควิด ได้อย่างไร เช่น โครงการเฝ้าระวังสร้างแนวกันไฟสร้างรายได้ชุมชน 246 ล้านบาท, โครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งเรียนรู้ด้านสัตว์ป่า 741 ล้านบาท เป็นต้น 

ส่วนเหตุผลของกระทรวงการคลังผู้ชงเรื่องต่อ ครม. อ้างว่าเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ยังคงส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ประเทศยังคงมีความต้องการใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูและปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ รวมทั้งมีข้อจำกัดของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพื่อการเยียวยา ฟื้นฟู และปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงแหล่งเงินอื่นๆที่สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากโควิด-19 แล้ว พบว่า มีข้อจำกัดทั้งในส่วนของวงเงินกู้เดิมที่เริ่มมีการเบิกจ่ายจำนวนมากในทุกแผนงาน ทั้งในส่วนของสาธารณสุขที่ต้องมีการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ และวัคซีนเพิ่มเติม

ขณะที่ในงบกลางฯที่มีการตั้งไว้ในปี 2564 วงเงิน 9.9 หมื่นล้านบาทยังมีความจำเป็นต้องสำรองไว้ใช้กรณีที่อาจเกิดผลกระทบหรือภัยพิบัติอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นเช่น อุทกภัย ภัยแล้ง และภัยพิบัติอื่นๆ

ส่วนการโอนงบประมาณในปีงบประมาณ 2564 นั้นหน่วยงานส่วนใหญ่ได้มีการผูกพันงบประมาณไปจำนวนมากแล้วการโอนงบประมาณกลับมาใช้เรื่องโควิดจึงทำไม่ได้มากนัก ขณะที่ในกรอบงบประมาณ 2565 ก็จะอนุมัติบังคับใช้ได้ในเดือน ต.ค.ซึ่งอาจจะไม่ทันต่อสถานการณ์

นั่นเป็นรายงานที่กระทรวงการคลัง เสนอต่อ ครม.

ที่จริงแล้วเรื่องกู้เงินมาใช้กับวิกฤต“โควิด”ไม่ค่อยมีใครค้านกัน เพราะทั่วโลกก็ใช้วิธีกู้เงินมาสู้กับ“โควิด”

แต่ที่เขาห่วงกัน คือ การใช้เงินกู้ที่ไม่ตรงวัตถุประสงค์ ไม่โปร่งใส มีการรั่วไหล แอบอ้างไปใช้กับเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับ โควิด  เพราะว่าเงินกู้เหล่านี้สุดท้ายประชาชนต้องเป็นคนจ่ายคืนทุกบาท  จึงต้องใช้ให้คุ้มค่า และเกิดประโยชน์กับประชาชนจริงๆ

ในขณะที่หันไปมอง ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ฯ ปี 2565 จำนวน 3.1 ล้านล้านบาท ที่เตรียมเข้าสภาฯวาระแรก ก็ยังมีการจัดสรรงบฯแบบเดิมๆ ตามสัดส่วนที่หน่วยงานต่างๆขอมาทุกปี 

เราจึงเห็นงบฯกระทรวงสาธารณสุขที่ขออยู่ที่  1.53 แสนล้านบาท น้อยกว่างบฯของกระทรวงกลาโหมจำนวน 2.03 แสนล้านบาท 

ที่จริงแล้วในภาวะพิเศษที่ประเทศเผชิญกับวิกฤต โควิด เช่นนี้  การจัดทำงบประมาณประจำปี ต้องคิดนอกกรอบ  เช่น ทุ่มงบฯไปที่กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงเกี่ยวกับเศรษฐกิจ “กันเงิน”ส่วนนี้ไว้เลย ส่วนที่เหลือค่อยเจียดไปให้กระทรวงที่ไม่เกี่ยวกับ “โควิด”

“คุณหญิงสุดารัตน์” บอกว่า งบประมาณในปี 2565 ยังสามารถตัดมาเพื่อทุ่มซื้อ ”วัคซีน” คุณภาพดี และใช้ในการเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อีกอย่างน้อย 15% หรือเกือบ 500,000 ล้านบาท

เพราะว่าถ้าเราจัดสรรงบประมาณประจำปี โดยมองถึงภาวะวิกฤตของประเทศเป็นหลัก เราอาจไม่ต้องกู้เงินเพิ่มอีก7 แสนล้านบาท หรือไม่ต้องกู้จำนวนมากขนาดนี้ ก็เป็นได้