โควิดไทย “ลาว” ป่วน ลือล็อกดาวน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463736

โควิดไทย “ลาว” ป่วน ลือล็อกดาวน์

13 เมษายน 2564 – 18:49 น.

กลัวโควิดไทยลามข้ามโขง ลือสนั่นปิดเวียงจันทน์ ทางการลาวชี้แจงด่วนยัง “บ่ล็อกดาวน์”

++

สืบเนื่องจากกรณีนักธุรกิจไทยในลาว ติดเชื้อโควิด-19 ได้ก่อให้เกิดความโกลาหลในสื่อสังคมโซเชียลลาว มีข่าวลือมากมาย อาทินักธุรกิจไทยต้นตอแพร่เชื้อโควิด พัวพันชาวลาว 50 คน และมีการสั่งล็อกดาวน์นครหลวงเวียงจันทน์

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  คุมเข้ม ลาว สั่งจับตาคนข้ามชายแดนจาก ไทย สกัด โควิด-19 ระบาดระลอกสอง

โควิดไทย "ลาว" ป่วน ลือล็อกดาวน์

คำสั่งปิดสถานบันเทิงทั่วประเทศ

วันที่ 13 เม.ย.2564 คณะเฉพาะกิจเพื่อป้องกัน ควบคุมและแก้ไขไวรัสโควิด-19 นำโดยท่านพูทอน เมืองปาก รองรัฐมนตรีสาธารณสุขลาว จึงได้แถลงข่าวชี้แจงกรณีที่ 50 นักธุรกิจไทย ที่ติดเชื้อโควิด และอธิบายมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ    

กรณีที่ 50 “ท้าวนาวา” คนไทย วัย 41 ปี เจ้าของร้านเกมหรืออินเตอร์เน็ตคาเฟ่ เมืองจันทะบุลี นครหลวงเวียงจันทน์ อาศัยอยู่ในลาว มาตั้งแต่เดือน ก.พ.2563 สัปดาห์ที่แล้ว เจ้าของร้านเกมคนนี้ ได้สัมผัสกับคนที่ลักลอบข้ามแดนมาจากไทย     

วันที่ 10 เม.ย.2564 ท้าวนาวารู้สึกเป็นไข้ ไอ ปวดตามเนื้อตัว และเจ็บคอ ได้ไปตรวจที่โรงหมอมิดตะพาบ พบว่าติดเชื้อโควิด จึงเข้ารับการรักษาตัวที่โรงหมอมิดตะพาบ 

โควิดไทย "ลาว" ป่วน ลือล็อกดาวน์

ชายแดนไทย-ลาว มีจุดข้ามแดนธรรมชาติมากมาย    

สำหรับแฟนสาว และพนักงานร้านเกมอีก 6 คน ได้เก็บตัวอย่างมาตรวจวิเคราะห์ พบว่าผลเป็นลบ จึงนำไปจำกัดบริเวณที่ศูนย์หลัก 27 เป็นเวลา 14 วัน พร้อมกับส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปเฝ้าที่ร้านเกมดังกล่าว ห้ามบุคคลใดเข้า-ออก    

ต่อมา เจ้าผู้ครองนครหลวงเวียงจันทน์ ได้สั่งการปิดร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ทั้งหมด และเพิ่มความเข้มงวดการเข้า-ออกตามแนวพรมแดนลาว-ไทย เนื่องจากมีแรงงานชาวลาว ได้ลักลอบข้ามแดนไทยเพื่อกลับบ้านเกิดอยู่เนืองๆ    

กรณีข่าวลือนักธุรกิจไทยคนดังกล่าว ไปร้านกินดื่ม งานแต่งงาน สัมผัสผู้คนมากกว่า 50 คน จากการสอบถามและตรวจสอบไทม์ไลน์อย่างละเอียด พบว่าข่าวลือดังกล่าวไม่มีมูลความจริง

โควิดไทย "ลาว" ป่วน ลือล็อกดาวน์

ข่าวลือ ทางการลาวยังไม่ล็อกดาวน์นครหลวงเวียงจันทน์

++
บ่ล็อกดาวน์
++
ช่วงที่ประเทศไทยมีการติดเชื้อโควิดรอบใหม่ คนลาวได้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เมื่อเกิดกรณีมีคนลักลอบข้ามแดนมาที่ร้านเกม ทำให้เจ้าของร้านที่เป็นคนไทยติดเชื้อโควิด ประชาชนลาวจึงหวาดวิตก ก่อให้เกิดข่าวลือมากมาย    

เมื่อทางการนครหลวงเวียงจันทน์ ได้ทำเอกสารขอความเห็นจากสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด โดยเสนอให้ปิดการเข้า-ออกนครหลวงเวียงจันทน์ ตั้งแต่วันที่ 13-30 เม.ย.2564 ปรากฏว่า มีสื่อออนไลน์ลาวบางสำนักหยิบเอกสารชิ้นนี้ไปเผยแพร่ พร้อมกับพาดหัวข่าวว่า ล็อกดาวน์นครหลวงเวียงจันทน์ ก็ทำให้ผู้คนแตกตื่น    

คณะกรรมการเฉพาะกิจแก้ไขและป้องโควิดลาว ได้ชี้แจงว่า ยังไม่มีการล็อกดาวน์นครหลวงเวียงจันทน์     

มาตรการที่เพิ่มเติมใหม่มีเพียงสั่งปิดร้านบันเทิง คาราโอเกะทั่วประเทศ ห้ามจัดเลี้ยงในงานแต่งงาน พร้อมกำชับไม่ให้มีการชุมนุมผู้คนเล่นน้ำสงกรานต์ 

อ่านเกม “แม้ว-ปู” รุกปลุกพลังแดง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463717

อ่านเกม “แม้ว-ปู” รุกปลุกพลังแดง

13 เมษายน 2564 – 15:48 น.

ยุทธศาสตร์ของ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ชั่วโมงนี้ ลุยเจาะฐานคนรุ่นใหม่ แต่ไม่ทิ้งคนเสื้อแดง คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
สงกรานต์โควิด ทำเอารัฐบาลประยุทธ์ถึงกับ “ทรุด” เพราะการระบาดระลอกใหม่เป็นไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ยิ่งลักษณ์” ส่งความรักความห่วงใจคนไทยช่วงสงกรานต์  – เศร้า ไม่เห็นรัฐพยายามแก้โควิด

อ่านเกม "แม้ว-ปู" รุกปลุกพลังแดง

ยิ่งลักษณ์ ไม่นิ่งเหมือนอดีต

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ผู้ประสานงานกลุ่ม CARE คิดเคลื่อนไทย จึงเสนอ “ใช้ความรู้การแพทย์และสาธารณสุข ชี้นำการจัดการควบคุม COVID 19 ได้แล้ว” เนื่องจากภาครัฐใช้มาตรการทางกฎหมายควบคุมโรค แต่ก็พลาด เพราะความหย่อนยานของผู้ใช้กฎหมาย “ความท้าทายต่อการจัดการของภาครัฐที่ถนัดใช้มาตรการกฎหมายบังคับใช้กับประชาชน แต่มักยกเวันการปฏิบัติกับอภิสิทธิ์ชน และพวกใช้กลไกราชการหาประโยชน์ส่วนตัว  จึงเป็นเรื่องที่น่าตรวจสอบอย่างเข้มงวด”    

ประเด็น “วัคซีนเสรี” ที่หมอมิ้งพูดถึง ถูกย้ำแผลโดย “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สื่อสารผ่านเฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra ในวันสงกรานต์ว่า “..ดิฉันกลับรู้สึกเศร้าใจ ที่ยังไม่เห็นความพยายามในการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่จะบริหารจัดการ ทำให้ความหวังของประชาชนเป็นจริง  ทั้งนี้ยังไม่นับรวมถึงปัญหาการเข้าถึงวัคซีนที่ยังต่ำไม่ทั่วถึง และการเปิดกว้างให้ทุกโรงพยาบาล เพื่อนำเข้าวัคซีนที่หลากหลาย เพื่อชะลอ และป้องกันการติดเชื้อแก่พี่น้องประชาชนในอีกทางเลือกหนึ่ง”    

นี่เป็นการเล่นสงครามข่าวสารอย่างเป็นจังหวะก้าว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดูเหมือนว่า สองพี่น้องตระกูลชินวัตร ไม่ยอมเล่นบทกบดาน และนิ่งเงียบอีกต่อไป

อ่านเกม "แม้ว-ปู" รุกปลุกพลังแดง

เพื่อไทยออกแคมเปญปลุกเสื้อแดง

++
พี่โทนี่กับคนรุ่นใหม่
++
แกนนำกลุ่มแคร์ คือคลังสมองของทักษิณ ชินวัตร ที่อาสาเข้ามารีโนเวทพรรคเพื่อไทย โดยยึดโมเดลไทยรักไทย ตอนแรก กลุ่มแคร์ถูกแซวว่าเป็นกลุ่มบ้านบางแค เหมือนจะไม่ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่ กระทั่ง “พี่โทนี่” หรือทักษิณ ชินวัตร โผล่มาในแอพพลิเคชั่นคลับเฮาส์(Clubhouse)     

การปรากฎตัวของทักษิณในคลับเฮาส์ และได้รับความสนใจอย่างมากในออนไลน์ ไม่ต่างจากยุคที่เขาใช้การโฟนอินเข้ามาในเวทีคนเสื้อแดง    

ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย และกลุ่มแคร์ วางเข็มมุ่งปั้นคนรุ่นใหม่ ผ่านโครงการ The Change Maker ที่คัดเอาคนรุ่นใหม่ 100 คน มานำเสนอไอเดียที่สามารถพัฒนาเป็นนโยบายเปลี่ยนประเทศให้ปรับตัวสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก    

เมื่อคลับเฮาส์มาแรง กลุ่มแคร์จึงให้อดีตนายกฯ ทักษิณ สวมบท “พี่โทนี่” พูดคุยกับ Gen Y Gen Z ด้วยการเสนอไอเดียทางธุรกิจ และข้อคิดการเมือง 

อ่านเกม "แม้ว-ปู" รุกปลุกพลังแดง

เดียร์ จัดรายการสื่อเสื้อแดง

++
ไม่ทิ้งคนเสื้อแดง
++
แม้กระแสธนาธร จะมาแรงในช่วงการเลือกตั้งทั่วไป 2562 แต่ก็เป็นกระแสวูบวาบ พิสูจน์ได้จากการเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งนายก อบจ. และเทศบาล     

ตรงกันข้าม คนรากหญ้าในภาคอีสาน และภาคเหนือ แม้จะผ่านไปหลายสิบปี ก็ยังภักดีต่อแบรนด์เดิมคือ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์”     

ช่วงที่ม็อบคนรุ่นใหม่สะดุด จากปัญหาการบริหารจัดการภายใน และกรณีเลยธงหรือทะลุเพดาน พรรคเพื่อไทย และ นปช.สาย “เต้น-ธิดา-เหวง” จึงหันมาปลุกกระแสคนเสื้อแดง    

“เดียร์” ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้ปัดฝุ่น “สื่อเสื้อแดง” อีกครั้ง โดยประเดิมพอดแคสต์ใหม่ พรรคเพื่อไทย People’s Stories ประชาชนต้นเรื่อง    

“ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเอาข้อมูล ข้อเท็จจริง จากความทรงจำและหลักฐานเชิงประจักษ์มาพูดคุยกันเพื่อ #คืนความจริง ให้กับวีรชนนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย”    

ที่น่าสนใจ ในวาระรำลึก 11 ปี สลายการชุมนุม 10 เมษา 2553 และ 19 พฤษภา 2553 ทีมงานพรรคเพื่อไทย จึงออกแคมเปญ “คืนความจริง ให้คนเสื้อแดง” ร่วมชำระประวัติศาสตร์ รวบรวมความจริงหลากหลายแง่มุมที่ไม่เคยถูกพูดถึงของคนเสื้อแดง และสดุดีขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและยืนหยัดเคียงข้างประชาชนที่ยังรอคอยความยุติธรรม    

“เชิญชวนทุกท่านร่วมคืนความจริง ด้วยการส่งข้อมูล ข้อเขียน เรื่องราว ความทรงจำ ภาพถ่าย ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง โดยไม่จำกัดรูปแบบ..”    

ถ้ายังจำกันได้ เดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว คณะก้าวหน้า ของธนาธร เปิดปฏิบัติการตามล่าหาความจริงในการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง แต่พรรคเพื่อไทยกลับนิ่งเฉย    

ดังนั้น การขยับตัวของเพื่อไทย ในแคมเปญ “คืนความจริง ให้คนเสื้อแดง” จึงสอดรับกับการที่ “พี่โทนี่” วิ่งเข้าหากลุ่มคนรุ่นใหม่     

ยุทธศาสตร์ของทักษิณ และกลุ่มแคร์วันนี้ ให้ความสำคัญทั้งคนรุ่นใหม่ และมวลชนพื้นฐานคือ คนเสื้อแดง

เอาแล้ว “พปชร.” แตกยับ ดับฝัน “บิ๊กแป๊ะ” วืดเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463690

เอาแล้ว “พปชร.”แตกยับ ดับฝัน “บิ๊กแป๊ะ” วืดเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. 

13 เมษายน 2564 – 11:36 น.

เอาแล้ว “พปชร.”แตกยับ ดับฝัน “บิ๊กแป๊ะ” วืดเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.  คอลัมน์…  วิเคราะห์การเมืองร้อน 

หลายคนคงคิดว่าสงกรานต์ปีนี้เหงาหงอยเพราะพิษโควิดระบาด แล้วบังเอิญว่าคลัสเตอร์ทองหล่อ กลายเป็นโควิดการเมืองไปด้วย  

การเมืองระดับชาติพักยก ปิดสมัยประชุม แต่การเมืองท้องถิ่นยังคงเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะการวางตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ของแต่ละพรรคการเมือง 

วันนี้ขอโฟกัสไปที่ พรรคพลังประชารัฐ ที่มีมติจากบ้านป่ารอยต่อส่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา หรือ “บิ๊กแป๊ะ” อดีตผบ.ตร.ลงชิงเก้าอี้ 

ภายใต้เสียงคำรามของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร.ว่า แพ้ไม่ได้ 

นี่แหละเลยทำให้เกิดความอึดอัดขึ้นในพรรค พปชร.อย่างเห็นได้ชัด 

ประการแรก พล.อ.ประวิตร ใช้บ้านป่ารอยต่อเป็นสถานที่ในการเรียกประชุม โดยมีเฉพาะแกนนำที่รอบข้าง “บิ๊กป้อม” และ ส.ส.กทม. พปชร.เท่านั้น 

บรรดาคนข้างกาย บิ๊กป้อมก็มีแค่ทีม 3 ช. แต่ไม่มีทีมสามมิตร ทั้งๆ ที่  อนุชา นาคาศัย เลขาธิการพรรคควรมีบทบาทรับทราบการเคลื่อนไหวของพรรค แต่ไม่ได้รับเชิญ  

ครั้งนี้ พล.อ.ประวิตร มอบหมายให้ “บิ๊กแป๊ะ” ประสานกับ “บิ๊กมนัส” ร.อ.ธรรมนัส เป็นคนจัดการทั้งหมด  

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ความที่ “บิ๊กแป๊ะ” ต้องการชัยชนะในครั้งนี้ จึงทำทุกวิถีทางเพื่อตนเองโดยไม่ได้มองเกมการเมืองทั้งกระดาน  

กล่าวคือ การที่จะเอา ส.ส.กทม. ของ พปชร.มาสนับสนุน “บิ๊กแป๊ะ”นั้น แน่นอนว่า ต้องเอาคนของ ส.ส.กทม.มาด้วย หมายความว่า ส.ส.ก็ต้องพึ่งพา ส.ก. และแน่นอนว่า ส.ส.กทม.ในแต่ละเขตย่อมต้องการส่งคนของตนเองลงสมัคร ส.ก.   

แต่ไม่เป็นไปตามนั้นเพราะบางเขต ที่มีการต่อสายขอการสนับสนุนจาก “ชัช เตาปูน” หรือ “ชัชวาลย์ คงอุดม” จากพรรคพลังท้องถิ่นไทย ซึ่ง “ชัช เตาปูน” มีเขตอิทธิพลในเขตดุสิต บางซื่อ  

จุดนี้แหละที่ทำให้เกิดปัญหาเนื่องจาก “บิ๊กแป๊ะ” ให้เป็นสิทธิของ “ชัช เตาปูน” ในการส่ง ส.ก.ของตนเองลง ขณะที่ ส.ส.กทม. ของ พปชร.ในเขตนี้ก็ต้องการส่งคนของตนเองลง  

มันเลยทำให้ประกาศิตของ “บิ๊กป้อม” อาจใช้ไม่ได้ผล ประกอบกับ ส.ส.กทม.ส่วนหนึ่ง ไม่ค่อยพอใจบทบาทของ ร.อ.ธรรมนัส เป็นทุนเดิม ปัญหาเลยบานปลาย  

นอกจากนี้การวางเกมให้ ร.อ.ธรรมนัส คอยประสานกับพรรคการเมืองอื่น อย่างไทยสร้างไทย ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ ให้มาสนับสนุน “บิ๊กแป๊ะ” รวมพึงพรรคประชาธิปัตย์ด้วย   

แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องการสร้างฐานะเสียงของพรรค การจะล็อบบี้เพื่อไม่ให้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งท่าจะยาก เพราะล่าสุด “องอาจ คล้ามไพบูลย์” แกนนำคนสำคัญของ กทม.ก็ประกาศแล้วว่า มีปัจจัยที่พรรคจะส่งคนลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. แม้นประชาธิปัตย์ไม่หวังชนะ แต่ต้องการสร้างฐานเสียง ส.ก.และเพื่อการเลือกตั้ง ส.ส.ในอนาคต 
 
ขณะที่ “บิ๊กแป๊ะ” ยังต้อการเสียงจากคนใน 50 เขตของ กทม. ที่มี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง และต้องการทาบทามไม่ให้ “บิ๊กวิน” ลงแข่ง นั้นอาจจะต้องมีออปชั่นที่น่าสนใจพอสมควร อาทิ ยกเก้าอี้รองผู้ว่าฯกทม.ให้ลูกชาย “บิ๊กวิน”   

ส่วนฐานเสียง 88 สน. ที่ “บิ๊กแป๊ะ” คิดไว้แต่แรกว่าในอวยนั้น วันนี้ไม่ง่าย เมื่อ “บิ๊กแป๊ะ” เริ่มมีปัญหาความขัดแย้งกับ “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ขณะที่ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ได้กลับ สตช.เทียบเท่า ผช.ผบ.ตร. การที่บิ๊กแป๊ะจะได้เสียงจากตำรวจจึงไม่ง่ายเพราะทั้ง บิ๊กปั๊ดและบิ๊กโจ๊ก ไม่เผาผี บิ๊กแป๊ะแน่นอน 
 
ฉะนั้นเป้าหมายที่”บิ๊กแป๊ะ” หวังฐานเสียงจากกลุ่มต่างๆ จึงกำลังจะเลื่อนลอย ต่างจาก ชัชชาติ สิทธิพันธ์ ที่มีพรรคเพื่อไทย หนุน ซึ่งชัชชาติ จะได้เสียง 7-8 แสน จากพรรคเพื่อไทยเดิมอยู่แล้ว หาเพิ่มอีกไม่เท่าไหร่ก็คว้าชัยชนะได้ ขณะที่ บิ๊กแป๊ะต้องรับหนึ่งใหม่ทั้งหมด 

ส่อง ‘พลัง’ พรรควิทยุเสื้อแดง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463662

ส่อง ‘พลัง’พรรควิทยุเสื้อแดง

12 เมษายน 2564 – 19:49 น.

ฝ่ากระแสโควิด ดาวดัง “โฆษกวิทยุสีแดง” เตรียมเคลื่อนทัพ “พรรคพลัง” ตามรอยพรรคเสื้อแดงรุ่นพี่

ช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ มีแต่ข่าวโควิดระบาด ทั้งในสื่อออนไลน์ วิทยุ และทีวี ข่าวการเมืองแทบไม่มีใครสนใจ ยกเว้นประเด็นการเมืองเรื่องโควิดที่ “เสี่ยชูวิทย์” ออกมาเขย่า “รัฐมนตรี” กับคลับเลาจน์  
    ท่ามกลางข่าวโควิดท่วมประเทศ ก็มีข่าวการเมืองชิ้นหนึ่งโผล่แทรกเข้ามา คือข่าวการเตรียมจัดประชุมใหญ่ของ “พรรคพลัง” ในวันที่ 9 พ.ค.2564 ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมมิราเคิลแกรนด์คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดี กรุงเทพฯ
    พรรคการเมืองน้องใหม่ มีวิธีการโปรโมตค่อนข้างดี นับแต่การออกแบบโลโก้พรรค ที่คล้ายพรรคการเมืองใหญ่ พร้อมกับการเปิดตัว “มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ” อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค

ส่อง 'พลัง'พรรควิทยุเสื้อแดง

มานิตย์ จิตจันทร์กลับ 
    ส่วนตัวหัวหน้าพรรคตัวจริง ยังอุบไว้ก่อน เพียงแต่เปิดเผยว่า สุชาติ ธาดาธำรงเวช  อดีต รมว.คลัง และอดีต รมว.ศึกษาธิการ จะกล่าวปาฐกถาทางด้านเศรษฐกิจมหภาค หัวข้อ “เศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจโลกในยุคโควิด 2019” ในวันประชุมใหญ่ของพรรคพลัง
    อันที่จริง พรรคพลัง ได้จัดประชุมขยายฐานสมาชิกในภาคเหนือ ,ภาคอีสาน และภาคใต้ มาแล้ว เพียงแต่ไม่ได้เป็นข่าวใหญ่ โดยมี สุรศักดิ์ ศิริบุญ หัวหน้าพรรคพลัง และอัญชิสา เทพทับทิมทอง เลขาธิการพรรค เดินสายไปพบสมาชิกทุกภาค
    วันที่ 12 พ.ย.2563 สุรศักดิ์ ศิริบุญ หัวหน้าพรรคพลัง พร้อมด้วยคณะบริหารพรรค เข้าพบ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บ้านพักย่านนวมินทร์ กรุงเทพฯ เพื่อขอคำปรึกษาและขอคำชี้แนะในการทำงานเพื่อบ้านเมือง 

ส่อง 'พลัง'พรรควิทยุเสื้อแดง

คณะบริหารพรรคพลัง เข้าพบ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ 

++
รวมดาววิทยุเสื้อแดง
++
    เบื้องต้นโครงสร้างพรรคพลัง ประกอบด้วย สุรศักดิ์ ศิริบุญ หัวหน้าพรรคพลัง ,อัญชิสา เทพทับทิมทอง เลขาธิการพรรค,ชัยพัชญ์ โชติชัยธนเสฐ โฆษกพรรค และ พล.ต.ชอบ ตระกูลสม ประธานที่ปรึกษาพรรค 
    ที่น่าสนใจคือ สมชาติ นาคบรรจง รองหัวหน้าพรรค, ชินวัฒน์ หาบุญพาด รองหัวหน้าพรรคภาคตะวันออก, จุติพงษ์ พุ่มมูล รองโฆษกพรรคด้านยุทธศาสตร์ และผุสดี กลิ่นทอง หรือ อาจารย์เป้า สิงห์บุรี นายทะเบียนพรรค 

ส่อง 'พลัง'พรรควิทยุเสื้อแดง

ชินวัฒน์ หาบุญพาด
    รายชื่อข้างต้นนี้ เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนเสื้อแดง โดยเฉพาะกลุ่มนักจัดรายการวิทยุเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็น “ขาใหญ่วิทยุเสื้อแดงปทุม” สมชาติ นาคบรรจง หรือ ชินวัฒน์ หาบุญพาด อดีตแกนนำ นปช. ที่แยกตัวออกมาลุยการเมืองท้องถิ่นที่จันทบุรี
    จะว่าไปแล้ว “ชินวัฒน์” อดีตผู้ก่อตั้งวิทยุชุมชนแท็กซี่คนรักทักษิณ ก็เคยเป็นแกนนำ นปก. รุ่นเดียวกับมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ซึ่งระยะหลัง ทั้งคู่หันหลังให้กับแกนนำ นปช. ทั้งสายตู่-เต้น
    เหนืออื่นใด สำนักงานชั่วคราวของพรรคพลัง ตั้งอยู่ที่ตลาดมหาลาภ ถนนตัดใหม่ลำลูกกา คลองสี่ ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นชุมทางคนวิทยุเสื้อแดงยุคสื่อออนไลน์

++
พรรคเสื้อแดง
++
    วันนี้ กลุ่มวิทยุเสื้อแดง หรือกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ที่เคยสร้างวีรกรรมไว้มากมายสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้แปลงร่างเป็นชมรมสื่อมวลชนเพื่อประชาธิปไตย มีที่ตั้งสำนักงานอยู่ในอาคารชั่วคราวชั้น 2 ตลาดมหาลาภ คลองสี่ ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 

ส่อง 'พลัง'พรรควิทยุเสื้อแดง

ที่ทำการพรรคชั่วคราว แถวตลาดลาดสวาย ปทุมธานี

    ทั้งสมชาติ นาคบรรจง,จุติพงษ์ พุ่มมูล,ศรรัก ทองชัย และเล็ก บ้านดอน พวกเขาได้ทำทีวีออนไลน์หรือจอแดงยุคดิจิตอล ในชื่อ SCTV 
    ช่วงเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี สมชาติ นาคบรรจง ,ศรรัก ทองชัย หรือศรรักษ์ มาลัยทอง ,เล็ก บ้านดอน หาเสียงช่วย “บิ๊กแจ๊ส” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง จนได้รับชัยชนะ และเป็นนายก อบจ.ปทุมธานี แทนชาญ พวงเพ็ชร อดีตนายก อบจ.หลายสมัย
    ในรอบ 10 กว่าปีมานี้ มีผู้ก่อการพรรคการเมือง โดยหวังที่จะใช้ “คนเสื้อแดง” เป็นฐานเสียงหลายพรรค มีทั้งประสบความสำเร็จ และล้มเหลว
    ยกตัวอย่าง “พรรคพลังประชาธิปไตย” มีคณะผู้ก่อการ 3 คนคือ ประแสง มงคลศิริ ประธานที่ปรึกษาพรรค, จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาพรรค และสุรชาติ เวชกามา หัวหน้าพรรค 
    “พรรคพลังประเทศไทย” นำโดย ดาชัย อุชุโกศลการ แกนนำแดงลำปาง แต่ตอนหลัง “ดาชัย” ก็ย้ายมาสมัคร ส.ส.ลำปาง สังกัดพรรคพลังประชารัฐ 
    ทั้งสองพรรคข้างต้น แทบหมดสภาพไปแล้ว ก็ยังเหลือ “พรรคพลังปวงชนไทย” ที่เป็น “พรรค 1 เสียง” ฝ่ายประชาธิปไตยอยู่ในสภาฯ
    “นิคม บุญวิเศษ” หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เคยเป็นแกนนำเครือข่ายวิทยุธุรกิจภาคประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเจ้าของบริษัท บุญวิเศษ คอร์ปอร์เรชั่น กรุ๊ป จำกัด ซึ่งขายยาสมุนไพรตรา เอ็น.ดี.
    สมัยก่อตั้งพรรคพลังปวงชนไทย “นิคม” ที่สนิทสนมกับ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร จึงเชิญอดีต ผบ.สส. และ ผบ.ทบ. มาเป็นที่ปรึกษาพรรคฯ
    รอดูการประชุมใหญ่ 9 พ.ค.2564 ก็จะทราบว่า พรรคพลัง เป็นนอมินีของใคร? และมีความเกี่ยวพันกับพรรคเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร หรือไม่?

ไฟแค้น “นักศึกษาพม่า” เข้าป่าจับปืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463634

ไฟแค้น “นักศึกษาพม่า” เข้าป่าจับปืน

12 เมษายน 2564 – 13:02 น.

ตายสิบเกิดแสน ไฟแค้นลุกโชน คนหนุ่มสาวมุ่งหน้าสู่ป่าเขา ซ้ำรอยกองทัพนักศึกษาพม่า ABSDF 

++
นักวิชาการไทยหลายสำนัก ฟันธงตรงกันว่า ยิ่งสถานการณ์ความรุนแรงในเมียนมาล่วงเลยไปนานเท่าใด ก็ยิ่งเป็นการโหมไฟความขัดแย้ง ให้กลายเป็น “สงครามกลางเมือง” ดังเช่นในซีเรียหรือเยเมน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ส่องเมียนมา วัดใจ “20 กองกำลัง” สู่สงครามประชาชน

ไฟแค้น "นักศึกษาพม่า" เข้าป่าจับปืน

พล.ท.บ่อจอแฮ ผู้นำ KNLA    

ล่าสุด ตำรวจ-ทหารกราดยิงประชาชนไม่เลือกหน้า ทำให้มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 80 คน ในยุทธการสลายป้อมค่ายผู้ประท้วงที่เมืองพะโค และยอดผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามด้วยความรุนแรงเพิ่มสูงกว่า 700 คน นับตั้งแต่เกิดรัฐประหาร เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2564    

ด้านหนึ่ง นักศึกษาเมียนมายังฝากความหวังไว้กับคณะกรรมการผู้แทนสหภาพ (CRPH) หรือรัฐบาลคู่ขนานเมียนมา ในการเจรจากับกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ เพื่อจัดตั้ง “กองทัพสหพันธรัฐ” เปิดการสู้รบกับกองทัพเมียนมาอย่างเต็มรูปแบบ     

ขณะเดียวกัน สงครามหน้าแล้ง ระหว่างกองทัพเมียนมา กับกองกำลังชาติพันธุ์ ยังดำเนินไปอย่างดุเดือดในพื้นที่รัฐคะฉิ่น, รัฐฉานตอนเหนือ และรัฐกะเหรี่ยง

++
เข้าป่าจับปืน
++
ปลายเดือน มี.ค.2564 สำนักข่าว Myanmar Now รายงานว่า กลุ่มผู้ประท้วงชาวเมียนมาจำนวนหนึ่ง มีแนวคิดที่จะเข้าร่วมกองกำลังชาติพันธุ์บริเวณชายแดนเมียนมา-จีน และเมียนมา-ไทย เพื่อจับอาวุธขึ้นสู้กับกองทัพเมียนมา ที่กวาดล้างกลุ่มผู้ประท้วงอย่างโหดร้าย    

ไฟแค้น "นักศึกษาพม่า" เข้าป่าจับปืน

กองทัพนักศึกษาพม่า ABSDF

เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2564 นักข่าว Myanmar Now ได้สัมภาษณ์ พล.ท.บอจ่อ แฮ รองผู้บัญชาการกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Liberation Army – KNLA) เกี่ยวกับสถานการณ์การปราบปรามประชาชนของกองทัพเมียนมา และตอนหนึ่ง นายทหารกะเหรี่ยงกล่าวต้อนรับคนหนุ่มสาวเข้าร่วมการปฏิวัติ    

“พวกเราสนับสนุนการปฏิวัติฤดูใบไม้ผลิของชาวเมียนมา ยินดีต้อนรับเยาวชนชายและหญิงที่ออกไปตามท้องถนนให้มาร่วมการปฏิวัติอย่างกล้าหาญ ในส่วนของเรา ก็จะทำงานอย่างหนักต่อไป เพื่อมีส่วนร่วมในการกำจัดเผด็จการทหาร”     

เมื่อครั้งที่เกิดเหตุการณ์ทหารปราบปรามนักศึกษาผู้เรียกร้องประชาธิปไตยชาวเมียนมา เมื่อ 8 ส.ค.1988 (พ.ศ.2531) กองทัพแห่งชาติกะเหรี่ยงได้ต้อนรับนักศึกษาจำนวนหนึ่งที่หนีภัยเผด็จการมาจากเมืองหลวง

++
บทเรียน ABSDF 
++
หลายคนอาจลืมไปแล้วว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้ว นักศึกษาเมียนมาที่แตกพ่ายจากการล้อมปราบในเหตุการณ์ 8-8-88 ได้มุ่งหน้าสู่ป่าเขา เพื่อก่อการจับอาวุธต่อต้านเผด็จการทหาร    

พวกเขาได้เข้าไปลี้ภัยอยู่แถบชายแดนไทยและจีน ด้วยการสนับสนุนจากกองกำลังชาติพันธุ์ จึงได้จัดตั้งองค์กร “แนวร่วมประชาธิปไตยของมวลนักศึกษาพม่า” (The All Burma Students’ Democratic Front : ABSDF) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กองทัพนักศึกษาพม่า” ไม่มีพื้นที่ปกครองของตนเอง แต่เคลื่อนไหวและตั้งฐานทัพอยู่ในหลายรัฐเช่น รัฐมอญ, รัฐกะเหรี่ยง, รัฐฉาน รัฐชินและรัฐคะฉิ่น    

ที่มั่นหลักของกองทัพนักศึกษาพม่า ABSDF จะอยู่ในรัฐคะฉิ่น และรัฐกะเหรี่ยง ทหารกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) และทหารสหภาพแห่งกะเหรี่ยง (KNU) ได้ให้การฝึกติดอาวุธให้แก่นักศึกษา โดยมุ่งหวังให้พวกเขาเหล่านั้นเป็นอีกแรงหนึ่งที่จะล้มระบอบเผด็จการทหาร    

ด้านกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยของมวลนักศึกษาพม่า(ABSDF) ก็ร่วมมือกับกองกำลังชาติพันธุ์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของพวกเขา ในการสร้างประเทศที่ปกครองแบบสหพันธรัฐ    

จริงๆแล้ว การต่อสู้ของกองทัพนักศึกษาพม่า ABSDF ก็ไม่ราบรื่นไปเสียทั้งหมด ประกอบมีความขัดแย้งทางความคิด จึงทำให้องค์กร ABSDF หดแคบลง และช่วงหนึ่งถูกขึ้นบัญชีเป็นกลุ่มก่อการร้าย    

ปัจจุบัน กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยของมวลนักศึกษาพม่า(ABSDF เป็น 1 ใน 10 กลุ่มที่ได้ลงนามข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ(NCA)กับรัฐบาลพม่า สมัยรัฐบาลเต็งเส่ง เมื่อวันที่ 15 ต.ค.2558    

น่าเสียดาย ในการต่อสู้ของคนหนุ่มสาวเมียนมา หรือคนรุ่น Gen Z ไม่มีใครพูดถึงกองทัพนักศึกษาพม่า เนื่องจากองค์กร ABSDF มีขนาดเล็กเกินไป    

กลุ่มผู้ประท้วงจึงเพรียกหากองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) และกองทัพสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) มากกว่า

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ ชีวิตวัย 60 ปี “ศักดิ์สยาม” รมต.คมนาคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463605

ซินแสเข่ง  ผ่าดวงวิกฤติ  ชีวิตวัย 60 ปี”ศักดิ์สยาม” รมต.คมนาคม

12 เมษายน 2564 – 08:51 น.

ซินแสแข่ง ผ่าดวงวิกฤติ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รมต.คนแรกที่ติดไวรัสโควิด-19 พร้อมตกดวงชะตารอบอายุเข้าเคราะห์  จังหวะโรคภัยเข้าแทรก  อีกทั้งกระแสสังคมเข้ากระหน่ำ  ถึงความรับผิดชอบ

ซินแสเข่ง  ผ่าดวงวิกฤติ  ชีวิตวัย  60  ปี  ศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก  “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ”  รมต.คมนาคม  เลขาพรรคภูมิใจไทย  รมต. คนแรกสังเวยติดไวรัสโควิด-19   พร้อมตกดวงชะตารอบอายุเข้าเคราะห์  จังหวะโรคภัยเข้าแทรก ตามดวงต้องระวังให้มาก  เพราะยังมีต่อถึงแม้นจะฉีดวัคซีนแล้ว  ประมาทไม่ได้  อีกทั้งกระแสสังคมเข้ากระหน่ำ  ถึงความรับผิดชอบ  ศุกร์เข้า  พระเสาร์แทรกในดวงชะตา  ก่อให้เกิดปัญหาความวุ่นวายเกิดขึ้น  

ซินแสเข่ง  ผ่าดวงวิกฤติ  ชีวิตวัย 60 ปี"ศักดิ์สยาม" รมต.คมนาคม

ซินแสเข่ง อาจารย์  ชนม์ทรรศน์  ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์แห่งประเทศไทย  วิเคราะห์เจาะลึก   ถึงดวง วิกฤต คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ  ในวัย 59 –  60 รอยต่อแห่งชีวิต  ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนเป็นที่กล่าวขาน ของพรรคฝ่ายค้านและประชาชน ถึงความรับผิดชอบ ในตำแหน่งหน้าที่ รัฐมนตรี กระทรวงคมนาคม  คนแรกที่สังเวยไวรัสโควิด-19   รอบ  3  โดยมีกลุ่มก้าวไกล  ให้  รมต.เปิดเผยไทม์ไลน์แสดงสปิริตว่าเดินทางไปไหน  ทำอะไรที่ไหน  หรือติดโควิด  ที่ใดบ้าง  เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม  และปฏิบัติตามมาตราการของกระทรวงสาธารณสุข  ซึ่งมีหัวหน้าพรรค  คุณอนุทิน ชาญวีรกูล  เป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย    

ซินแสเข่ง  จึงได้วิเคราะห์ต่อดวงชะตาถึงยามที่  รมต.คมนาคม  “ศักดิ์สยาม” ว่า  ทั้งรอบอายุที่เข้าเคราะห์  ตามดวงชะตาแล้ว  เริ่มเข้าเคราะห์หนักมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี2563  และต่อเนื่องปี2564  ที่จะต้องระมัดระวังกลับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง  ที่จะเข้ามาสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้เกิดขึ้น  มีเรื่องของความขัดแย้ง  ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจ  สร้างความสับสน  วุ่นวาย  ตลอดทั้งปี  อีกทั้งรอบอายุของคนที่มีเรื่องของอาการเจ็บป่วย  ไม่สบาย  มีโรคภัยเข้าสอดแทรก  หรืออาจจะมีเรื่องของการผ่าตัดเข้ามาเกี่ยวของของโรคของท้อง  และภายในร่างกาย  ที่จะต้องระวังด้วยการพบแพทย์ เป็นประจำ ตลอดระยะเวลา  1  ปี    จะมีโอกาศผ่านพ้นในเดือนมีนาคม2565  เพราะฉะนั้นหากไม่มีการดูแลรักษา  อาจรุนแรงถึงแก่ชีวิต

ซินแสเข่ง  กล่าวต่ออีกว่า ดวงชะตา ของท่านรัฐมนตรี “ศักดิ์สยาม” มีความเป็นผู้นำ อยู่ในตนเอง เป็นบุคคลที่ รักและห่วงใย ญาติพี่น้อง แต่มักจะใช้ความคิด ของตนเอง เป็นที่ตั้ง และเป็นคนที่ ทำอะไรเพื่อคนอื่น   และมักจะถูกเอาเปรียบ จากบุคคลรอบข้าง อยู่ตลอดเวลา แต่ในฐาน ของดวงชะตา มีความมั่นคงในตำแหน่งหน้าที่การงาน ที่ได้รับมอบหมาย เป็นบุคคลที่รู้จักปรับตัวเอง ได้ทุกสถานการณ์ มีความมั่นคง หรือเรื่องของรายได้และผลประโยชน์ การเงิน แต่เมื่อช่วงจังหวะ รอบอายุ ที่เข้าเคราะห์ก็ต้องระวังด้วยตนเอง หรือดูแลตนเองให้มากขึ้น อาจจะลด จากหนักให้เป็นเบาลงได้เช่นเดียวกัน

โควิดไทย ลามเข้า ‘ลาว’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463584

โควิดไทย ลามเข้า ‘ลาว’

11 เมษายน 2564 – 18:10 น.

ลาววุ่น มีคนลักลอบข้ามแดน พบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ สั่งห้ามแรงงานลาว-ไทยข้ามแดนชั่วคราว

สถานการณ์โควิดในลาว สงบนิ่งมานาน ทางการลาวเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโควิดแก่ประชาชนทั่วไป แต่ก่อนถึงบุญปีใหม่ลาว กลับพบข่าวไม่ดี มีผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ 2 กรณี
    แขวงไซยะบุลี สปป.ลาว ได้มีคำสั่งด่วนเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2564 ถึงเจ้าเมืองแก่นท้าว เมืองปากลาย และเจ้าเมืองบ่อแตน ให้ระงับการเดินทางของประชาชนทั้ง 3 เมือง พร้อมกับระงับการเข้า-ออกที่ด่านสากลน้ำเหืองชั่วคราว (ตรงข้าม อ.ท่าลี่ จ.เลย) ระหว่างแรงงานลาว-ไทย ช่วงวันที่ 11-18 เม.ย.2564
    สืบเนื่องมาจากแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ในประเทศไทย และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขลาว ได้ตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิดกรณีใหม่ ที่เกิดจากสัมผัสกับผู้ที่ลักลอบข้ามแดนมาจากไทย
    เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2564 คณะเฉพาะกิจเพื่อป้องกัน ควบคุมและแก้ไขไวรัสโควิด-19 ดร.ลัดตะนะไซ เพ็ดสุวัน หัวหน้ากรมควบคุมโรค และ ดร.พอนปะดิด สังไซยะลาด หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์และระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกันแถลงข่าวกรณีพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ 2 กรณี 

 โควิดไทย ลามเข้า 'ลาว'

กระทรวงสาธารณสุขลาว แถลงข่าวด่วน

++
ติดเชื้อจากไทย
++
    ไทม์ไลน์ กรณีที่ 50 เพศชาย อายุ 41 ปี สัญชาติไทย เจ้าของร้านเกม เมืองจันทะบุลี นครหลวงเวียงจันทน์ ชายไทยคนนี้อาศัยอยู่ในลาว มาตั้งแต่เดือน ก.พ.2563 
    –  สัปดาห์ที่แล้ว เจ้าของร้านเกมคนนี้ ได้สัมผัสกับคนที่ลักลอบข้ามแดนมาจากไทย 
    – 8 เม.ย.2564 รู้สึกเป็นไข้ ไอ ปวดตามเนื้อตัว และเจ็บคอ
    – 10 เม.ย.2564 ได้ไปตรวจที่โรงหมอมิดตะพาบ และพบเชื้อโควิด ปัจจุบัน เข้ารับการรักษาตัวที่โรงหมอมิดตะพาบ 
    – เจ้าหน้าสาธารณสุขลาว ได้ลงตรวจสอบพบผู้สัมผัสใกล้ชิด 10 ราย และเก็บตัวอย่างมาตรวจวิเคราะห์ รอฟังผล และจำกัดบริเวณ 14 วัน
    กรณีชายชาวไทย ที่ได้สัมผัสกับผู้ลักลอบข้ามแดนมาจากไทย ส่งผลให้ทางการลาว เพิ่มความเข้มงวดการเข้า-ออกตามแนวพรมแดนลาว-ไทย เนื่องจากมีแรงงานชาวลาว ได้ลักลอบข้ามแดนจากไทย เพื่อกลับบ้านเกิดอยู่เนืองๆ 

 โควิดไทย ลามเข้า 'ลาว'

สื่อลาวเสนอข่าวผู้ติดเชื้อรายใหม่

++
มาจากต่างแดน
++
    ไทม์ไลน์กรณีที่ 51 เพศชาย อายุ 41 ปี สัญชาติชาว เป็นพนักงานบริษัทเอกชน เดินทางกลับมาจากประเทศมงโกเลีย 
    – 6 เม.ย.2564 ชายชาวลาวตรวจหาเชื้อโควิดที่มงโกเลีย ไม่พบเชื้อ
    – 7 เม.ย.2564 ออกเดินทางจากมงโกล ผ่านสนามบินอินชอน เกาหลีใต้ 
    – 9 เม.ย.2564 เดินทางถึงสนามบินสากลวัดไต นครหลวงเวียงจันทน์
    – 10 เม.ย.2564 ตรวจหาเชื้อโควิด ยืนยันว่าพบเชื้อโควิด เข้ารักษาตัวที่โรงหมอมิดตะพาบ 
    –  เจ้าหน้าที่ได้ติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด 31 คน มาตรวจหาเชื้อ และจำกัดบริเวณ 14 วัน

 โควิดไทย ลามเข้า 'ลาว'

แขวงไซยะบุลี สั้งปิดด่านน้ำเหืองชั่วคราว
    สรุป กระทรวงสาธารณสุขลาว ได้ทำการตรวจวิเคราะห์หาเชื้อโควิด ตั้งแต่เดือน ม.ค.2564 จนถึงปัจจุบัน ได้เก็บตัวอย่างมาทั้งหมด 142,596 ตัวอย่าง ตรวจพบเชื้อโควิด 51 คน ขณะนี้ ยังมีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด นอนรักษาตัวอยู่ในโรงหมอ 4 คน (รวมผู้ป่วยใหม่ 2 ราย)

นี่ไง “ทอน” คนเบื้องหลัง บันทึกแดง 10 เมษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463550

นี่ไง “ทอน” คนเบื้องหลัง บันทึกแดง 10 เมษา

11 เมษายน 2564 – 12:37 น.

รำลึก 10 เมษา “คณะก้าวหน้า” ไม่เงียบ “เสี่ยเอก” ออกมาแนะนำ “บันทึกเมษา-พฤษภาสีเลือด” ผลงานของกลุ่มเพื่อนธนาธร คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
กิจกรรมรำลึก 11 ปี 10 เมษา 2553 ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา บรรลุเป้าหมายตามที่แกนนำ นปช. สายใกล้ชิด “พี่โทนี่” แห่งดูไบ ได้วางแผนไว้ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…   รำลึก 10 เมษา  แดงบนเส้นขนาน

นี่ไง "ทอน" คนเบื้องหลัง บันทึกแดง 10 เมษา

บันทึกสีแดง ผลงานของธนาธรและเพื่อน

ธิดา ถาวรเศรษฐ จึงประกาศว่า “วีรชนจงสู่สุคติเถิด บัดนี้มีคนหนุ่มคนสาวรุ่นใหม่ รับไม้ต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยแล้ว” พร้อมกับเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจปล่อยตัวเยาวชนเหล่านั้นทุกคน    

ตามมาด้วย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ที่แสดงจุดยืนเคียงข้างเยาวชน นักเรียน นักศึกษาอีกครั้ง “ผมนี่ไง กลับมายืนตรงนี้ เพื่อบอกว่า การฆ่าไม่ใช่คำตอบ เพื่อบอกว่า ความรุนแรงไม่ใช่ทางแก้ปัญหา ฆ่าไปก็เกิดใหม่ มายืนตรงที่ฆ่า”    

สิ่งที่ “ธิดา” พยายามขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วคือ คนรุ่นใหม่และคนเสื้อแดง จะต้องเดินไปด้วยกัน ใกล้เป็นความจริง เมื่อ “เสี่ยเต้น” กระโจนออกมาก้าวหนึ่ง เตรียมความพร้อมสำหรับการลงถนน เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยเยาวชนออกจากเรือนจำ    

พลันที่สายเพื่อไทยขยับแรง สายสีส้มก็ไม่นิ่งเฉย “เสี่ยเอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า จึงร่วมรำลึก 10 เมษาเลือด

นี่ไง "ทอน" คนเบื้องหลัง บันทึกแดง 10 เมษา

ธนาธร และชัยธวัช ที่สี่แยกคอกวัว 10 เมษายน 2553

++
บันทึกสีแดง
++
เมื่อช่วงค่ำวันที่ 10 เม.ย.2564 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้สื่อสารผ่านแฟนเพจ Thanathorn Juangroongruangkit ว่าด้วยเรื่อง “11 ปี 10 เมษายน 2553 – ความจริงและความยุติธรรมที่ยังไม่ปรากฏ” โดยมีจุดประสงค์หลัก ต้องการแนะนำหนังสือ “ความจริงเพื่อความยุติธรรม – เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา 53” เล่มหนากว่า 1,380 หน้า    

ผู้จัดพิมพ์หนังสือเล่มดังกล่าวคือ สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน และหนึ่งในคณะบรรณาธิการชื่อ ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ในวันนี้    

“หนังสือเล่มนี้คือรายงานข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่ประวัติศาสตร์ทางการไม่ได้บันทึกไว้ รายงานข้อเท็จจริงฉบับนี้เกิดขึ้นจากคนหนุ่มสาวกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ที่ไม่อาจนิ่งเฉยกับความรุนแรงที่รัฐบาลกระทำต่อประชาชนในเดือนเมษา-พฤษภา 2553 ได้”    

คำว่า “คนหนุ่มสาวกลุ่มเล็กๆ” ของธนาธรนั้น หมายถึงตัวเขาเอง ,ชัยธวัช ตุลาธน และผองเพื่อน    

“ผมอยากให้ผู้ที่ยังกังขาว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงนี้เมื่อ 11 ปีที่แล้ว ลองอ่านรายงานฉบับนี้ดู มันเต็มไปด้วยหลักฐาน เงื่อนเวลา และเรื่องราวที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่รัฐต้องการให้คุณเชื่อ”    

ความทรงจำเกี่ยวกับ 10 เมษา หรือพฤษภา 2553 ในสังคมไทยนั้น มีอยู่ 2 ชุด และในวันนี้ ผู้คนก็ยังแบ่งแยกความเชื่อเช่นนั้น แม้ “ธนาธร” จะพยายามขุดหนังสือเล่มหนาออกมาแนะนำ    

“ใครมีเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวที่ยังเชื่อว่าคนเสื้อดำยิงกันเอง ทหารไม่ได้เกี่ยวข้อง, ผู้ตายมีอาวุธ, การสลายการชุมนุมเป็นไปอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน หรือการใส่ร้ายต่างๆ นานา ลองซื้อหนังสือเล่มนี้มอบให้เขาหรือเธอดู เผื่อว่ามันจะทำให้พวกเขาเข้าใจและเห็นใจผู้ถูกกระทำได้บ้าง หรือเผื่อว่ามันจะทำให้พวกเขาเห็นถึงการอำพราง, ความอัปลักษณ์ และความอำมหิตของผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์”    

จริงๆแล้ว “เสี่ยเอก” ต้องการสื่อสารไปถึงคนรุ่นใหม่มากกว่า เพราะห้วงเวลาที่ “ม็อบราษฎร” หรือ “ม็อบเยาวชน” กระแสลดต่ำลง ฝ่าย “พี่โทนี่” เข็น “เสี่ยเต้น” ออกมาปลุกเยาวชน ดังนั้นสายสีส้ม ก็นิ่งเฉยไม่ได้    

“อย่าให้ความทรงจำทางการเมืองของฤดูร้อนปี 2553 หายไป เพราะนั่นหมายถึงการยอมรับความพ่ายแพ้ของพวกเรา” ประธานคณะก้าวหน้า ทิ้งท้ายไว้

นี่ไง "ทอน" คนเบื้องหลัง บันทึกแดง 10 เมษา

ธนาธร และชัยธวัช ที่สี่แยกคอกวัว 10 เมษายน 2553

++
คนเบื้องหลัง
++
ปีที่แล้ว คณะก้าวหน้าของธนาธร ออกมาตามล่าหาความจริง เกี่ยวกับการสลายการชุมนุมเมษายน-พฤษภาคม 2553 สื่อออนไลน์ได้สัมภาษณ์ “พวงทอง ภวัครพันธุ์” อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ประสานงาน “ศูนย์ข้อมูลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53” (ศปช.) อันเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มนักวิชาการและนักกิจกรรมทางสังคมกลุ่มหนึ่ง ที่ต้องการค้นหาความจริงเกี่ยวกับล้อมปราบในปี 2553    

“พวงทอง” เล่าความจริงเกี่ยวกับหนังสือชื่อ “ความจริงเพื่อความยุติธรรมเหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา – พฤษภา 53” และ ศปช.    

“ถ้าพูดตรงๆ เลย คุณธนาธรสนับสนุนการทำงานของ ศปช. มาตั้งแต่ปีแรกๆ คุณชัยธวัช ตุลาธน ซึ่งเป็นเลขาธิการของพรรคก้าวไกลอยู่ในขณะนี้ เขาเองก็เป็นตัวหลักที่สำคัญของการทำรายงาน ศปช.”    

เนื่องจาก “ธนาธร” และ “ชัยธวัช” เข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง และได้จัดเวทีย่อยสนับสนุนเวทีกลางของ นปช.ที่ราชประสงค์ พวกเขาจึงระดมเงินทุนจากเพื่อนฝูงสนับสนุนการทำงานของ ศปช. เพื่อค้นหาความจริงเรื่องการล้อมปราบ 2553    

นาทีนี้ คณะก้าวหน้า เจอการตั้งคำถามว่า เหตุใดไม่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐปล่อยเยาวชนที่ถูกจับกุมคุมขัง และการเคลื่อนไหวขอคนละหนึ่งชื่อรื้อระบอบประยุทธ์ ก็ไม่ได้มีเป้าหมายช่วยเด็กออกจากเรือนจำ    

ตรงข้ามกับ นปช.สายพี่โทนี่ ที่ให้ดาวไฮปาร์คอย่างเต้น ณัฐวุฒิ ออกมาจุดประกายม็อบปล่อยเพื่อนเรา..รอหลังสงกรานต์ พี่โทนี่อาจมีเซอร์ไพรส์!!

จี้ “รมต.โควิด” แสดงสปิริต ยกมาตรฐานจริยธรรมให้สูงขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463533

จี้ “รมต.โควิด” แสดงสปิริต ยกมาตรฐานจริยธรรมให้สูงขึ้น 

11 เมษายน 2564 – 10:15 น.

จี้ “รมต.โควิด” แสดงสปิริต ยกมาตรฐานจริยธรรมให้สูงขึ้น  คอลัมน์… วิเคราะห์การเมืองร้อน

องค์กรต่อต้านคอรัปชั่น ได้ให้สัมภาษณ์ใจความว่า การระบาดใหญ่รอบนี้คนที่เป็นรัฐมนตรีนำทีมไปทำเรื่องไม่เหมาะสมเสียเอง เหตุการณ์นี้จึงสะท้อนปัญหา “จริยธรรม” ของนักการเมืองที่เรื้อรัง 

เพื่อป้องกันไม่ให้สังคมบอบช้ำซ้ำซาก สิ่งที่รัฐบาลควรทำโดยด่วนคือ 
1.ใช้กฎหมายเอาผิดเจ้าของผับ ผู้บริหารของ กทม. ตำรวจและเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขที่ละเลยในการตรวจตรา บังคับใช้กฎหมาย  

2.ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเรียกสามัญสำนึกด้านจริยธรรมของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ  ที่ร่วมกันฝ่าฝืนมาตรการควบคุมโรค คือ ป.ป.ช., ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม ควรทำหน้าที่วินิจฉัยว่าพฤติกรรมของพวกเขาเป็นความผิดหรือไม่ 

3.ออกมาตรการควบคุมที่ชัดเจนและเข้มงวดสำหรับสถานประกอบการแต่ละประเภททั่วประเทศได้ 

4.รัฐบาลควรจัดให้มีช่องทางสายด่วนให้ประชาชนร้องเรียนเมื่อพบเห็นผู้ฝ่าฝืนมาตรการโควิดนี้ 

5.ทุกมาตรการที่รัฐแนะให้ประชาชนปฏิบัติ  เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนต้องปฏิบัติเท่าเทียมกันไม่มีข้อยกเว้น เช่น การโหลดแอปพลิเคชัน “หมอชนะ” การเปิดเผยไทม์ไลน์ต่อเจ้าหน้าที่และสาธารณชน 

แบบนี้ยังไม่ทราบว่าจะนำประมวลจริยธรรมมาใช้กับรัฐมนตรี ส.ส.และนักการเมืองได้หรือไม่  
ที่แปลกคือมีความพยายามในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขไทม์ไลน์อยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ตัวรัฐมนตรีไปเชื่อมโยงกับผับ”ทองหล่อ”  

คำถามที่ตามมาคือ หน้าห้องรัฐมนตรี ไปเที่ยว“ทองหล่อ” กับตำรวจติดตามไปเที่ยวคลับหรูราคาแพงได้โดยตัวเอง โดยไม่ต้องติดตามรัฐมนตรีไปได้หรือไม่ เพราะว่าค่าใช้จ่ายในคลับแต่ละคืนไม่ต่ำกว่าแสนแน่นอน 

“หากเจ้านายไม่ไป เขาจะไปเองไม่ได้” แหล่งข่าวซึ่งเคยทำหน้าที่ติดตามรัฐมนตรีเล่าให้ฟัง 

ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้แบ่งได้เป็น 2 ประการคือ 1.นายกฯในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจะต้องมีมาตรการขั้นเด็ดขาดต่อพรรคร่วมรัฐบาล  2.หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม 

หมายความว่า ใน ครม.พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ควรจะมีคนที่มีจริยธรรมบกพร่องร่วมในคณะรัฐบาล  

มีการยกตัวอย่างสปิริตของรัฐมนตรีในต่างประเทศมาเทียบเคียง ว่าความล้มเหลวบางเรื่องที่รัฐมนตรีไม่ได้ทำ แต่คนเป็นรัฐมนตรีก็จะต้องรับผิดชอบ 

เคสของรัฐมนตรีและ ส.ส.ที่ติดโควิด แตกต่างจากกรณีของผู้ว่าราชการจังหวัดสุมทรสาคร ที่ติดเชื้อจากการปฏิบัติหน้าที่ แต่กรณี ส.ส.และรัฐมนตรี ไม่ได้ระบุว่าติดเชื่อจากการปฏิบัติหน้าที่ 

ขณะนี้ตัวรัฐมนตรีไม่ยอมรับว่าตนเองไปเที่ยวผับทองหล่อ และพยายามสร้างไทม์ไลน์ขึ้นมาว่าให้ติดจากหน้าห้องเงินเดือน 2 หมื่นกว่าบาท 

เห็นที “สิระ เจนจาคะ” ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะต้องนำภาพ 2 รัฐมนตรีเที่ยวทองหล่อ มาเปิดเผยให้สังคมได้รับทราบ  

นายสิระ มีภาพหรือไม่ หากมีต้องเปิดเผย แต่หากไม่มี นายสิระ อ้างว่ามีแบบนี้จะทำให้ถูกมองว่าพรรค พปชร.กำลังนำภาพดังกล่าวมาต่อรองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองในสถานะพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง 

เพราะที่ผ่านมา ย่อมทราบว่า พรรค พปชร.กับพรรคภูมิใจไทยนั้นมีเรื่องบาดหมางกันอยู่  ดังนั้นเพื่อยกระดับจริยธรรมของ ส.ส.และนักการเมืองให้สูงขึ้น จึงสมควรทำเรื่องนี้ให้โปร่งใส  

หากยังปล่อยให้ผลประโยชน์อยู่เหนือจริยธรรม ยิ่งจะทำให้ความรู้สึกของประชาชนที่รับผิดชอบต่อสังคม มองรัฐบาลในสายตาไม่ได้แน่นอนว่าคะแนนนิยมตัว พล.อ.ประยุทธ์ จะตกต่ำลงแน่นอน. 

พีอาร์สาวเลาจ์หรู ค่าดริงค์ทะลุล้านจริงหรือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463493

พีอาร์สาวเลาจ์หรู ค่าดริงค์ทะลุล้านจริงหรือ

10 เมษายน 2564 – 16:14 น.

นอกจากประเด็นที่นักการเมืองเที่ยวเลาจ์และติดโควิดที่สังคมให้ความสนใจแล้ว ยังมีประเด็นของจำนวนเงินที่น้องๆ พีอาร์ สาวๆเด็กเอ็น ได้รับเป็นค่าตอบแทนจากการให้บริการกับพี่ๆ “VVIP” ที่สังคมกำลังมองหาคำตอบกัน

นอกจากประเด็นที่นักการเมืองเที่ยวเลาจ์และติดโควิดที่สังคมให้ความสนใจแล้ว ยังมีประเด็นของจำนวนเงินที่น้องๆ พีอาร์ สาวๆเด็กเอ็น ได้รับเป็นค่าตอบแทนจากการให้บริการกับพี่ๆ “VVIP” ที่สังคมกำลังมองหาคำตอบกับเรื่องนี้

ประเด็นค่าตอบแทนของหญิงสาวรายหนึ่ง ที่ทำอาชีพ “พีอาร์” ในสถานบันเทิงแห่ง ย่านเลียบทางด่วนรามอินทรา โดยมีการแชร์ภาพของใบเสร็จค่าดริงค์ของหญิงสาวรายนี้ ซึ่งใช้เวลา 3 เดือน ทำยอดค่าดริงค์ได้สูงถึง 11 ล้านบาท แถมยังมีข้อมูลระบุว่า เธอคนนี้ไปเที่ยวทวีปยุโรป ครอบครอง รถหรู อย่าง BMW M3 และสามารถแต่งกายด้วยเครื่องประดับสวยๆ อีกด้วย

จากข้อมูลนี้ทำให้หลายคนอาจตั้งข้อสงสัยว่า เวลาเพียงแค่ 3 เดือน จะทำเงินได้ถึง 11 ล้านบาทจริงหรือไม่

“ทีมข่าว” ได้สอบถามจาก“นักเที่ยวแวดวงวีวีไอพี” ซึ่งได้รับข้อมูลว่า ค่าตอบแทนของ “สาวพีอาร์” แต่ละแห่งไม่เท่ากัน แต่ส่วนใหญ่จะคิดเป็นค่าดื่ม หรือที่เรียกว่า “ดริงค์” สนนดริงค์ละ 380 บาทไปจนถึง 500 บาท หรืออาจจะมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับว่า “สาวพีอาร์” คนนั้น จะมีความสวยมากน้อยเพียงใด และมีดีกรีความโด่งดังมากแค่ไหน บางคนเป็นดาวของร้าน ราคาอาจจะพุ่งไปถึงหลักพันบาท หรือหลายพันบาทต่อดริงค์

แต่การสั่ง”ดริงค์”ให้กับน้องๆ พีอาร์แต่ละครั้ง พี่ๆวีวีไอพี ไม่ใช่ว่าเขาจะสั่งครั้งละ 1 ดริงค์ แต่พี่ๆวีวีฯ เขาจะสั่งครั้งละไม่ต่ำกว่า 10 ดริงค์

บางคนเรียกทีเดียวเป็นหลักพันดริงค์ก็มี สาเหตุที่ต้องสั่งดริงค์ ครั้งละสิบดริงค์ ร้อยดริงค์ บางคนสั่งเป็นหลักพันดริงค์ เนื่องจากการสั่งดริงค์แต่ละดริงค์ จะมีเวลาจำกัด เช่น 1 ดริงค์ น้องพีอาร์จะนั่งกับแขกได้ประมาณ 40 – 45 นาที ฉะนั้น พี่ๆวีวีไอพี หากถูกใจน้องคนไหน ก็จะสั่งดริงค์ จำนวนมากๆ เพื่อที่จะได้อยู่คลอเคลียกับสาวสวยคนนานๆ

ลองคำนวณเล่นๆ สมมติ สั่งไป 100 ดริงค์ ดริงค์ละ 500 บาท มูลค่าทั้งหมดจะอยู่ที่ 5 หมื่นบาท (นี่แค่วันเดียว) หากสาวพีอาร์รายนี้ เป็นคนที่ขยัน ทำงานเดือนละ 20 วัน จะได้เงินวันละ 5 หมื่นบาท และจะได้เงินค่าดริงค์ทั้งหมด 1 ล้านบาท

เม็ดเงินจำนวนมหาศาล หลักล้านบาทต่อเดือน เป็นสิ่งล่อตาล่อใจอย่างมาก ยิ่งถ้าสาวคนใดเป็นดาวของร้าน อาจได้ค่าตอบแทนมากกว่านั้นอีก ทำให้ มีสาวๆ หลายคนมองว่า เป็นอาชีพที่สามารถหาเงินได้ง่าย ทำให้ชีวิตของพวกเธอยกระดับขึ้นไปในทางที่ดี เพียงแค่ทำงานไม่กี่เดือนเท่านั้น บางคนเรียนจบมาได้เงินเดือน 15,000 บาทต่อเดือน ทำงาน 3 เดือน ได้เงิน 45,000 บาท แต่หากเป็นพีอาร์ตามเลาจ์หรู หรือคลับไฮเอนด์ เธออาจได้เงิน 1 ล้านบาทต่อเดือน จะมีสาวคนไหนไม่สนใจที่จะทำอาชีพนี้

แต่ไม่ได้หมายความว่า จะต้องขายบริการ หรือเปลืองตัวอะไรมาก เพราะยิ่งถ้าเป็นสถานที่หรูๆ สาวๆเหล่านี้ ยิ่งต้องมีเทคนิคให้แขกวีวีไอพีทั้งหลายติดใจพวกเธอให้ได้ บางคน “เสียเป็นแสนแขนไม่ได้จับ” ก็ยังมีให้เห็น

แน่นอนว่า หญิงสาวที่หันมาสนใจอาชีพ “พีอาร์” มีจำนวนไม่น้อย (หากไปตรวจสอบกันจริงๆ จะพบว่า มีสาวๆ ที่ทำอาชีพนี้เยอะมาก) บางคนต้องการหาเงินไปทำศัลยกรรม เพื่อที่จะมาทำอาชีพพีอาร์ก็มีให้เห็นเยอะแยะ ยิ่งศัลยกรรมมาสวย บึ้มได้ใจลูกค้า ก็หมายถึงว่า สิ่งที่จะตามมาก็คือ เม็ดเงินที่ได้จากค่าดริงค์เหล่านี้นั่นเอง