ท้ารบ ‘ซูจี’ ดันรัฐบาลเงา เขย่า ‘มินอ่องหล่าย’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463981

ท้ารบ ‘ซูจี’ ดันรัฐบาลเงา เขย่า ‘มินอ่องหล่าย’

17 เมษายน 2564 – 14:53 น.

ยุทธศาสตร์โลกล้อมพม่า “ซูจี” ตั้งรัฐบาลเงาชิงความชอบธรรม “มินอ่องหล่าย” ผูกมิตรนักรบชาติพันธุ์ ใต้ร่มธงจีน

เป็นไปตามความคาดหมาย พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(NLD) ที่รวมตัวกันในนามคณะกรรมการสภาสหภาพ (CRPH) เดินหน้ายุทธศาสตร์การเมืองนำการทหาร ชิงความชอบธรรมในประชาคมโลกกับรัฐบาลทหารเมียนมา หรือสภาบริหารภาครัฐ (SAC) ด้วยการประกาศจัดตั้ง “รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ” (National Unity Government-NUG) เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2564

รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ประกอบด้วย ส.ส.พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(NLD) และตัวแทนจากองค์กรทางการเมืองกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ชิน และคะฉิ่น

โครงสร้างรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ(NUG) มี วิน มยินต์ ประธานาธิบดี ,อองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ , ดูว่า ละฉี รองประธานาธิบดี(ผู้นำการเมืองคะฉิ่น) และ มานวินตานข่าย (ผู้นำการเมืองกะเหรี่ยง) นายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ มี ส.ส.พรรคเอ็นแอลดี และตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์เป็นรัฐมนตรี 

โฆษก NUG ได้แถลงข่าวกับสื่อมวลชนเมียนมาผ่านทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ว่า ขณะนี้มีหลายประเทศในโลกตะวันตก รวมทั้งประเทศอาหรับในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีประสบการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงอาหรับสปริง เตรียมประกาศให้การรับรองรัฐบาลเงา (NUG) ในฐานะรัฐบาลที่มีความชอบธรรมของเมียนมา

มินโกหน่าย ผู้นำนักศึกษาพม่า ยุค 1988 ประกาศผ่านคลิปวิดีโอไลฟ์บนเว็บไซต์พับลิค วอยซ์ ทีวี เรียกร้องให้ทุกฝ่ายให้การต้อน “รัฐบาลของประชาชน” และ “เรากำลังดำเนินความพยายามเพื่อขุดรากถอนโคนระบอบการปกครองของทหาร ดังนั้น เราจำเป็นต้องเสียสละมหาศาล” 

ท้ารบ 'ซูจี' ดันรัฐบาลเงา เขย่า 'มินอ่องหล่าย'

                                  รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
จีนเอาไง พม่าถล่ม ‘คะฉิ่น’

++
ไม่มีกองทัพ
++

วันเดียวกันกับที่มีการประกาศตั้งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) พล.ต.ทุนเมี๊ยตไหน่ ผู้นำสูงสุดของสหสันนิบาติแห่งชาวอาระกัน/กองทัพอาระกัน (ULA/AA) ได้ทวีตข้อความในทวิตเตอร์ของเขาว่า ตัวเขา และกองทัพอาระกัน ไม่สามารถเข้าร่วมกับ NUG ตามคำเชิญของ CRPH ได้ 

ปฏิกิริยาจากกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ต่อ NUG ค่อนข้างเงียบเชียบ ยกเว้นแนวร่วมปลดปล่อยรัฐปะหล่อง/กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (PSLF/TNLA) ที่ออกแถลงการณ์ต้อนรับรัฐบาลของประชาชน

ก่อนหน้านี้ CRPH ได้พูดคุยกับผู้นำชาติพันธุ์บางกลุ่มเรื่อง “กองทัพสหพันธรัฐ” และมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนน ต่างเรียกหากองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ ซึ่งช่วงนี้ จะมีการเขียนป้ายคำขวัญเรียกหากองทัพเอกราชคะฉิ่น(KIA) และสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) มากเป็นพิเศษ

วันที่ 3 เม.ย.2564 พล.อ.เจ้ายอดศึก ประธานสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS/SSA) ในฐานะหัวหน้าทีมขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ (PPST) ได้ประชุมผ่านระบบออนไลน์กับ 9 ผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อหารือถึงสถานการณ์ภายในประเทศเมียนมา 

การประชุมครั้งนี้ ตัวแทน 10 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้หารือถึงแนวทางการช่วยเหลือและสนับสนุนการเคลื่อนไหวของประชาชนผู้ร่วมการปฏิวัติฤดูใบไม้ผลิ (Spring Revulation) 

การขยับตัวของ “เจ้ายอดศึก” ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องกองทัพสหพันธรัฐ หลายฝ่ายเชื่อว่า ผู้นำชาติพันธุ์ติดอาวุธ กำลังเฝ้าดูบทบาทมหาอำนาจตะวันตกกับรัฐบาลเงาของซูจีอยู่

พวกเขาไม่ผลีผลามกระโจนสู่สมรภูมิรบ โดยไม่มีหลักประกันแห่งชัยชนะ

ท้ารบ 'ซูจี' ดันรัฐบาลเงา เขย่า 'มินอ่องหล่าย'

                กองทัพสหรัฐว้า ยังสงบนิ่งแต่ใกล้ชิดกองทัพพม่า

++
กำปั้นเหล็ก
++

พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานสภาบริหารภาครัฐ (SAC) ยังคุมสถานการณ์ด้านความมั่นคงไว้ได้ แม้ในทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศ จะตกเป็นรอง

กองทัพเมียนมากับกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ ทั้งสู้รบสลับกับการพูดคุยกันมานานกว่า 3 ทศวรรษ นายทหารเมียนมาถนัดในการเจรจาต่อรองผลประโยชน์กับผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ 

วันที่ 8 เม.ย.2564 สภาบริหารภาครัฐ (SAC) จึงส่งคณะนายทหารฝ่ายพูดคุยเพื่อสันติภาพเดินทางไปยังบ้านไฮ เขตเมืองเกซี แขวงล๋อยแหลม รัฐฉานตอนใต้ เพื่อเข้าพบและหารือกับผู้นำระดับสูงของพรรคก้าวหน้ารัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (SSPP/SSA) 

พรรคก้าวหน้ารัฐฉาน (SSPP/SSA) หรือกองทัพไทใหญ่เหนือ นำโดย ป่างฟ้า เคยเป็นส่วนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า และได้แยกตัวออกมาตั้งกองกำลังของตัวเอง โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทัพสหรัฐว้า (UWSA)
 3-4 ปีมานี้ ทหารของพรรคก้าวหน้ารัฐฉาน (SSPP/SSA) ได้ทำการสู้รบกับทหารของสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS/SSA) อยู่เป็นประจำ จนชาวบ้านในรัฐฉานเรียกว่า สงครามไทใหญ่ และไม่ค่อยพอใจที่ทหารไทใหญ่ฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้รบกันเอง

แม้แต่ในเวลานี้ ทหารไทใหญ่เหนือ (SSPP/SSA) ยังเปิดศึกโจมตีทหารใหญ่ใต้(RCSS/SSA) ของเจ้ายอดศึก ในพื้นที่แขวงจ้อกแม แขวงสีป้อ รัฐฉานตอนเหนือ

พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานสภาบริหารภาครัฐ (SAC) ยังรู้สึกมั่นใจว่า คุมสถานการณ์ในประเทศได้ และไม่คิดว่า กองทัพสหพันธรัฐ จะเกิดขึ้นได้ในเร็ววันนี้

เนื่องจากกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่มีอำนาจต่อรองสูงคือ พรรคสหรัฐว้า/กองทัพสหรัฐว้า(UWSP/UWSA) ซึ่งมีกำลังพล 30,000 นาย พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ยังสงบนิ่ง และไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ต่อการรัฐประหาร

ที่สำคัญ ประชากรในเขตปกครองพิเศษชนชาติว้า ไม่ได้จัดการชุมนุมประท้วง และพวกเขาไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของเมียนมา

เหนืออื่นใด กองทัพสหรัฐว้า(UWSA) และกองทัพไทใหญ่เหนือ (SSPP/SSA) มีความใกล้ชิดกับจีนเป็นพิเศษ เพราะในอดีต พวกเขาเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์พม่า ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน 

รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ของออง ซานซูจี ก็หวังที่จะเห็นการรวมตัวของกลุ่มชาติพันธุ์เป็น “กองทัพสหพันธรัฐ” แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

ตราบใดที่กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธภาคเหนือยังพึ่งพาจีน กองทัพสหพันธรัฐก็ยังไกลเกินฝัน

ท้ารบ 'ซูจี' ดันรัฐบาลเงา เขย่า 'มินอ่องหล่าย'

                          มินอ่องหล่าย ยังคุมสถานการณ์ได้

จะทำอย่างไร เมื่อไทม์ไลน์ อันตรายกว่าโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463975

จะทำอย่างไร เมื่อไทม์ไลน์ อันตรายกว่าโควิด

17 เมษายน 2564 – 14:05 น.

กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ และอ๊อฟไลน์มากขึ้น ว่าจะทำอย่างไร เมื่อไทม์ไลน์ อันตรายกว่าโควิด

ในช่วงของการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอก3 มีประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก การแพร่ระบาดกระจายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว แต่มีคนอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน คือ บุคคลและสถานที่ซึ่งไปปรากฏอยู่ในไทม์ไลน์ของผู้ป่วย บางคนถึงกับเปลี่ยนชีวิตไปเลย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : “เซเว่น” ขานรับ ศบค. ปรับเวลาเปิดปิดใน 18 จังหวัดควบคุมสูงสุด คุมเข้มมาตรการป้องกันโควิด – 19

แต่ก็มีสิ่งที่ปรากฏทำให้เห็นอีกว่า การเปิดเผยไทม์ไลน์ของผู้ป่วยโควิด-19 เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ ล่าช้า เปลี่ยนแปลงบ่อย ไม่ชัดเจน มีความคาดเคลื่อนเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดคำถามว่า การเปิดเผยไทม์ไลน์ ส่งผลต่อการควบคุมโรคได้จริงหรือไม่

โดยหลักการ การป้องกันควบคุมโรค ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ การป้องกันโรค (prevention) และการควบคุมโรค (control) การป้องกันโรค หมายถึง มาตรการและกิจกรรมที่ดำเนินการก่อนที่จะเกิดโรคหรือภัย เพื่อไม่ได้เกิดโรค หรือภัยดังกล่าว

ส่วนการควบคุมโรคนั้น หมายถึง มาตรการและกิจกรรมที่ดำเนินการหลังจากที่เกิดโรคหรือภัยขึ้นแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์ที่ให้โรคหรือภัยนั้นสงบโดยเร็ว ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและความเป็นอยู่ (เช่น ความเจ็บป่วย ความพิการ การตาย ความสูญเสียทางสังคม และ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ) น้อยที่สุด และไม่เกิดขึ้นอีก

ภาพที่เห็นเป็นประจำหลังการเปิดเผยไทม์ไลน์ของผู้ป่วย คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการป้องกันโรคให้กับบุคคลและสถานที่ตามที่ปรากฏในไทม์ไลน์ มีการสอบสวนโรค กักตัว ทำความสะอาดสถานที่ เพื่อเป็นการป้องกันโรคให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่จะเป็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

แต่ถ้าบุคคล สถานที่ ที่ปรากฏใน ไทม์ไลน์ เป็นชนชั้นที่มีอำนาจ เช่น มีการกระทำผิดกฎหมาย มีเรื่องราวที่เปิดเผยไม่ได้ เรื่องก็จะเงียบไป ไม่เหมือนไทม์ไลน์ของชาวบ้านหรือชนชั้นล่าง เช่น พ่อกำนัน ก็จะกลายเป็นข่าวให้ติดตาม

หลายครั้งที่มีการประกาศไทม์ไลน์ผิดพลาดจนกระทบต่อ ร้านค้าและกิจการนั้นๆ กลับไม่ได้รับความสนใจหรือแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นๆ ปล่อยให้ร้านค้าหรือกิจการที่มีชื่อปรากฏในไทม์ไลน์ ก้มหน้ารับผลกระทบโดยไม่ใยดี

ประกอบกับการแจ้งไทม์ไลน์ที่ไม่ละเอียด เวลาที่คาดเคลื่อน มองแล้วไม่ส่งผลต่อการป้องกันโรคอย่างเต็มประสิทธิ์ภาพ กว่าจะประกาศไทม์ไลน์ การติดตามป้องกันโรคหรือประชาชนในเส้นทางที่ผู้ป่วยใช้เดินทางคงรับเชื้อกันไปแล้ว

เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะเน้นประกาศจำนวนผู้ป่วยและพื้นที่ ที่พบผู้ป่วยก่อนจะประกาศไทม์ไลน์ เพื่อให้ประชาชนทราบและป้องกันตนเองในขั้นสูงสุด ในพื้นที่ที่มีผู้ป่วย โดยไม่ต้องแบ่งแยก สถานที่และเวลา

มิฉะนั้น อาจจะมีผู้ได้รับผลกระทบจากไทม์ไลน์ ถึงขั้นเสียชีวิต หรือบ้านแตกสาแหรกขาด เช่น ไทม์ไลน์นั่งคีย์หวยบ้านพ่อกำนันโดยไม่สวมแมส ก็เป็นได้

ลาวป่วน โควิดลาม ลอบข้ามโขง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463933

ลาวป่วน โควิดลาม ลอบข้ามโขง

16 เมษายน 2564 – 18:44 น.

สถานการณ์โควิดเพื่อนบ้าน พบแรงงานลาวลอบข้ามแดน นำเชื้อโควิดจากฝั่งขวาไปแพร่ฝั่งซ้าย

++

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ใน สปป.ลาว เริ่มกลับมาอีกครั้งในช่วงก่อนสงกรานต์ เมื่อกรณีที่ 50 เป็นนักธุรกิจไทย ลอบข้ามแดนจากไทยเข้ามาลาว ตรวจพบเชื้อโควิด ถัดจากนั้น กรณีที่ 53 เป็นแรงงานหญิงลาวกลับจากกรุงเทพฯ ผ่านด่านสากลช่องเม็ก-วังเต่า ไปพักที่ศูนย์กักกันเมืองปะทุมพอน แขวงจำปาสัก ตรวจพบเชื้อโควิด 

ล่าสุด วันที่ 16 เม.ย.2564 คณะเฉพาะกิจเพื่อป้องกัน ควบคุมและแก้ไขการระบาดของโควิด-19 ได้แถลงว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1 คน เป็นกรณีที่ 54 ของ สปป.ลาว 

ลาวป่วน โควิดลาม ลอบข้ามโขง
ลาวป่วน โควิดลาม ลอบข้ามโขง

                          แขวงสาละวัน เพิ่งพบผู้ติดเชื้อโควิดรายแรก

แม้จะเป็นเพียงกรณีเดียว แต่ก็สร้างความแตกตื่นในโซเชียลคนลาว เพราะกรณีที่ 54 เป็นแรงงานลาว ที่ลักลอบข้ามแดนมาจากประเทศเสี่ยง และเพื่อนร่วมเดินทางกับกรณีที่ 54 ทางการยังหาตัวไม่พบ ซึ่งทั้งคู่ลักลอบข้ามแดนมาด้วยกัน 

ในโซเชียลฝั่งซ้ายพบว่า ชาวลาวติดตามข่าวการแพร่ระบาดของโควิดในประเทศไทย ด้วยความวิตกกังวล เนื่องจากชายแดนลาว-ไทย แต่เหนือจรดใต้ มีช่องทางธรรมชาติ หรือด่านประเพณี เป็นช่องว่างให้มีการลักลอบข้ามแดนอยู่บ่อยๆ 

ขณะนี้ แรงงานลาวที่ตกค้างอยู่ในไทย ต่างหวาดกลัวการแพร่ระบาดโควิด-19 จึงหาทางกลับบ้าน โดยช่องทางธรรมชาติ

ลาวป่วน โควิดลาม ลอบข้ามโขง

                       แม่น้ำโขง ช่วง อ.เขมราฐ กับเมืองละคอนเพ็ง

ไทม์ไลน์ กรณีที่ 54
++ 

ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด กรณีที่ 54 ท้าวนวน วัย 32 ปี อยู่ที่บ้านนาเตย เมืองคงเซโดน แขวงสาละวัน มีอาชีพขายผัก อยู่ที่ตลาดลาดพร้าว กรุงเทพฯ

ลาวป่วน โควิดลาม ลอบข้ามโขง

                ท้าวนวน ขายผักอยู่ลาดพร้าว กลับลาว ตรวจพบเชื้อโควิด

วันที่ 11 เม.ย.2564

-ท้าวนวนออกจากลาดพร้าว ตอนกลางคืน โดยนั่งรถทัวร์จากหมอชิต มาถึง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี และลักลอบข้ามแดน ทางด่านประเพณีปากสะพาน เมืองละคอนเพ็ง แขวงสาละวัน โดยเรือหางยาว ร่วมกับเพื่อนชาวลาว(ไม่รู้จักชื่อ) เพศหญิง 1 คน เมื่อถึงฝั่งลาว ก็มีคนมารับตัวทั้งคู่ด้วยรถฮุนได และไปนอนพักที่บ้านเจ้าของรถ

วันที่ 12 เม.ย.2564 

-เวลา 09.00 น. เจ้าของรถฮุนได ได้ขับรถมาส่งท้าวนวน อยู่ที่เมืองคงเซโดน แขวงสาละวัน
-เวลา 10.00 น. เมียของท้าวนวน ได้รับตัวเขากลับบ้านนาเตย เมืองคงเซโดน แขวงสาละวัน
-เวลา 10.20 น. ผู้ร่วมเดินทางเพศหญิง ได้แยกไปขึ้นรถโดยสารจากเมืองคงเซโดน มุ่งหน้าสู่หลัก 35 แขวงสะหวันนะเขต ซึ่งไม่รู้ทะเบียนรถ และประเภทรถโดยสาร

วันที่ 13 เม.ย.2564 

-นายบ้านหรือผู้ใหญ่บ้าน ทราบข่าวว่า ท้าวนวนลักลอบเข้าเมือง จึงได้นำตัวไปจำกัดบริเวณที่ศูนย์โคกสะหวาด เมืองคงเซโดน เพื่อตรวจหาเชื้อโควิด

วันที่ 14 เม.ย.2564

-เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเมืองคงเซโดน เก็บตัวอย่างท้าวนวน ส่งไปตรวจที่โรงหมอจำปาสัก 
วันที่ 15 เม.ย.2564
-ทางโรงหมอจำปาสักแจ้งผลตรวจ ท้าวนวนติดเชื้อโควิด จึงถูกนำตัวเข้ารักษาตัวที่โรงหมอแขวงสาละวัน 

ลาวป่วน โควิดลาม ลอบข้ามโขง

                                         ไทม์ไลน์ท้าวนวน

สำหรับกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิด เบื้องต้น มี 32 คน ทางสาธารณสุขแขวงสาละวัน ได้เก็บตัวอย่างส่งตรวจแล้ว และนำพวกเขามากักบริเวณ 14 วัน พร้อมรอผลตรวจ

ส่วนผู้ที่ร่วมเดินทางร่วมกับท้าวนวนหรือกรณีที่ 54 คือเพศหญิงวัยกลางคน ที่นั่งรถโดยสารจากเมืองคงเซโดน ไปหลัก 35 ทางการขอให้ไปแสดงตัวกับอำนาจการปกครองท้องถิ่น เพื่อเก็บตัวอย่างตรวจหาเชื้อ รวมถึงคนในรถโดยสารคันดังกล่าว ต้องรีบไปเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อเก็บตัวอย่างตรวจหาเชื้อ พร้อมกับเจ้าของรถฮุนได และเจ้าของบ้านที่ให้กรณีที่ 54 พักนอน

เทียบคานธี ‘เพนกวิน-รุ้ง’ เลิกอดอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463919

เทียบคานธี’เพนกวิน-รุ้ง’เลิกอดอาหาร

16 เมษายน 2564 – 15:01 น.

มีเสียงเรียกร้องให้ “เพนกวิน-รุ้ง” เลิกอดอาหาร เพื่อต่อสู้ในระยะยาว เปรียบเทียบกรณีคานธี

++

โควิดระลอกใหม่รุนแรงมาก ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ทะลุพันกว่า 2 วันติดต่อกันแล้ว หลายคนอาจลืมติดตามข่าวกรณี “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ได้ประกาศอดอาหาร เพื่อประท้วงความอยุติธรรม ขณะที่ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ระหว่างการพิจารณาคดี ม.112

วันที่ 16 เม.ย.2564 แฟจเพจกลุ่มราษฎร ได้สรุปว่า “เพนกวิน”อดอาหาร 32 วัน และ “รุ้ง” อดอาหาร 17 วัน ซึ่งวันเดียวกันนี้ “คณะราษมัม” หมายถึงกลุ่มแม่ และครอบครัวของผู้ถูกคุมขัง ได้ส่งมอบ “จดหมาย” จากเพื่อนร่วมอุดมการณ์ประชาธิปไตยให้ทนายความ มอบให้ถึงมือเพนกวิน และรุ้ง เพื่อให้ยุติการอดอาหาร 

สืบเนื่องจากแอดมินเพจราษฎร ได้โพสต์ว่า “วันนี้ต้องการจดหมาย 112 ฉบับ ขอให้เพนกวินรุ้งเลิก อดอาหาร” โดยพวกเขามีเหตุผลว่า “หลายวันมานี้ มวลชนจำนวนมากออกมาช่วยกันส่งเสียงเรียกร้องให้พวกเขายุติการอดอาหาร รักษาชีวิตไว้ แม้ความยุติธรรมยังมาไม่ถึง”

ผ่านไป 6 ชั่วโมง ปรากฏว่า มีจดหมายจากเพื่อนร่วมอุดมการณ์ประชาธิปไตยไม่ต่ำกว่า 50,000 ฉบับ ที่ส่งเข้ามาทั้งในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ จากเดิมที่แอดมินเพจราษฎร คาดหวังเพียง 112 ฉบับ แต่กลับได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น

เทียบคานธี'เพนกวิน-รุ้ง'เลิกอดอาหาร

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘เพนกวิน’ ประกาศอดข้าวประท้วง มวลชนเดือดเขวี้ยงขวดน้ำ
 

คานธี-เพนกวิน
++

จากตัวอย่างของจดหมายที่ผู้รักประชาธิปไตย เขียนถึง “เพนกวิน” และ “รุ้ง” ให้ยุติการอดอาหารนั้น ส่วนใหญ่จะยกตัวอย่างการอดอาหารของ “คานธี” มาเปรียบเทียบกับกรณีของสองเยาวชน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มหาตมะคานธี ในวัย 73 ปี เรียกร้องให้อังกฤษที่ยังคงไม่คืนเอกราชให้แก่อินเดีย ปล่อยตัวผู้นำคนสำคัญรวมทั้งตัวเขา ด้วยการอดอาหารประท้วง 21 วัน และในที่สุดอังกฤษประกาศคืนเอกราชให้อินเดีย ในปี 2491

นัยว่า คานธีอดอาหารเป็นช่วงๆ รวมทั้งหมด 18 ครั้ง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้กับอำนาจของเจ้าอาณานิคม และการอดอาหารของคานธี ก็อยู่ในการดูแลรับผิดชอบของราชฑัณฑ์อังกฤษ

สำหรับ “เพนกวิน” อดอาหารมากว่า 30 วัน และนานกว่าการอดอาหารของคานธี ซึ่งการประกาศอดอาหารของเพนกวิน ก็เพื่อร้องขอสิทธิการประกัน ให้เป็นไปตามหลักจริยธรรมที่ถูกต้อง  ดังนั้น

ฝ่ายผู้รักประชาธิปไตยที่เขียนจดหมายถึงเพนกวิน ต่างบอกว่า การยุติการอดอาหารมิได้หมายความว่า เราแพ้ แต่หมายถึงการรักษาชีวิตไว้เพื่อสู้ต่อไป

“ใบตองแห้ง” คอลัมนิสต์และพิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าวชื่อดัง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ค Atukkit Sawangsuk ขอร้องให้ทั้งสองคนยุติการอดอาหาร “เหตุผลสำคัญคืออยากให้รักษาสุขภาพไว้ต่อสู้ยาวๆ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันเราไม่ได้แพ้แต่ต้องยืนหยัดอีกระยะ แล้วก็ไม่ใช่จะบอกว่า อย่าอดเลย ไม่มีประโยชน์ เพราะผมเห็นว่าที่เพนกวินอดอาหารมานานกว่าคานธี รวมทั้งวิถีการต่อสู้ในศาล การปฏิเสธกระบวนการยุติธรรมของจำเลยทุกคน และการเคลื่อนไหวต่างๆ เช่น ยืนหยุดขัง มีประโยชน์ยิ่ง..”

 สรุปว่า เพนกวินอดอาหารนานกว่าคานธี และควรยุติการอดอาหาร เพื่อการต่อสู้ในระยะยาว

เทียบคานธี'เพนกวิน-รุ้ง'เลิกอดอาหาร

                       คานธี อดอาหารประท้วง 21 วัน

วิวาทะผู้ลี้ภัย
++

ประเด็นเรื่องการร้องขอให้ “เพนกวินรุ้ง” ยุติการอดอาหารนั้น ได้เกิดวิวาทะในหมู่ผู้ลี้ภัยต่างแดน ทำเอาสะท้านสะเทือนทั้งปีกซ้ายไทย

เมื่อวันที่ 15 เม.ย.2564 สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส ได้โพสต์แนะนำให้ “เพนกวิน” เลิกอดอาหาร ตอนนี้เข้าขีดอันตรายแล้ว

ด้าน นิธิวัต วรรณศิริ หรือสหายจอม สมาชิกวงไฟเย็น ที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศสเช่นเดียวกัน ได้โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว วิจารณ์สมศักดิ์ว่า “นั่นล่ะครับที่มาของฉายา ศาสดาลัทธิโทษเหยื่อ ที่ผมตั้งให้สมศักดิ์..”

สหายจอม ไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดแบบสมศักดิ์ ที่ให้เพนกวินถอย และเสนอแนะว่า “ถ้าสมศักดิ์ ยังมีแรงจะสื่อสารกดดันทางจิตใจต่อใครให้ล้มเลิกการกระทำของตนอยู่ โปรดใช้แรงนั้นกดดันผู้กดขี่ แทนกดดันเหยื่อดีกว่าไหม ถึงจะมาในรูปความหวังดี ก็ตาม แต่มันเหมือนบอกให้ทรยศต่อสัจจะและอุดมการณ์ประกาศของตนเองลงเสีย เพื่อรักษาชีวิตยืนยาว”
 หมายความว่า หากเพนกวินยุติการอดอาหาร ก็เหมือนทรยศต่อสัจจะและอุดมการณ์ที่ประกาศไว้

อย่างไรก็ตาม มีผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับสหายจอมเยอะพอสมควร และสมศักดิ์ก็ไม่ได้โต้ตอบอะไร เนื่องจากสหายจอมกับสมศักดิ์ มีวิวาทะกันมาแต่สมัยที่วงไฟเย็นยังอยู่เมืองลาว

เทียบคานธี'เพนกวิน-รุ้ง'เลิกอดอาหาร

จีนเอาไง พม่าถล่ม ‘คะฉิ่น’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463857

จีนเอาไง พม่าถล่ม ‘คะฉิ่น’

15 เมษายน 2564 – 17:38 น.

สงครามกลางเมืองยังไกล พี่ใหญ่ “จีน” เปิดน่านฟ้าให้ “ทัพพม่า” ถล่มคะฉิ่น

มีข้อน่าสังเกต สื่อออนไลน์ในไทยรายงานข่าวการสู้รบในภาคเหนือของเมียนมามากขึ้น ควบคู่ไปกับข่าวการชุมนุมประท้วงเผด็จการทหารหรือสภาบริหารภาครัฐ (SAC) ทำให้คนไทยเริ่มรู้จัก “องค์กรอิสรภาพคะฉิ่น/กองทัพเอกราชคะฉิ่น” (KIO/KIA) 

นับแต่เกิดรัฐประหาร ทหารกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) ได้ทำการสู้รบกับทหารกองทัพเมียนมาหรือตั๊ดมะด่อต่อเนื่อง ทั้งในรัฐคะฉิ่น และรัฐฉานตอนเหนือ

ช่วงก่อนสงกรานต์ กองทัพเมียนมา ได้ส่งเครื่องบินเข้าโจมตีที่มั่นของกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) ในเทือกเขาติดพรมแดนจีน ซึ่งพื้นที่เคลื่อนไหวของ KIA อยู่ตรงข้ามกับเขตปกครองตนเองชนชาติลีซอ นู่เจียง และเขตปกครองตนเองชนชาติไตและจิ่งพัว เต๋อหง มณฑลยูนนาน

ขณะเดียวกัน ทหาร KIA ดำเนินสงครามจรยุทธ์ตอบโต้ทหารเมียนมา ทั้งซุ่มโจมตีขบวนรถลำเลียง,เข้าตีฐานย่อย และยึดสถานีตำรวจ 

หลังการทำรัฐประหาร ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยในรัฐคะฉิ่น ได้ออกมาชุมนุมประท้วงและเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย ขณะที่ตำรวจ-ทหารของสภาบริหารภาครัฐ (SAC) ได้ดำเนินการสลายการชุมนุม มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

ด้วยเหตุนี้ พ.อ.หน่อ ปู่ โฆษกลุ่มองค์กรอิสรภาพคะฉิ่น/กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIO/KIA) เรียกร้องให้กองทัพเมียนมา หลีกเลี่ยงการปราบปรามที่โหดร้าย และให้กำลังประชาชนอย่ากลัวเผด็จการ และขอให้พยายามต่อไปเพื่อทำให้เป้าหมายสำเร็จ

ชาวคะฉิ่นจึงถือป้าย We Support KIA เรียกร้องให้กองทัพเอกราชคะฉิ่น ออกมายืนเคียงข้างประชาชนเมียนมา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทหารพม่า ทุบจานดาวเทียม ปิดสื่อปราบโหด

จีนเอาไง พม่าถล่ม 'คะฉิ่น'

                           นายพลกันมอ ผบ.กองทัพเอกราชคะฉิ่น

กลุ่มติดอาวุธภาคเหนือ
++

กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์มากกว่า 20 กลุ่มในเมียนมา มีหลายองค์กร ไม่เป็นเอกภาพ แต่สำหรับองค์กร Myanmar Peace Commission and Federal Political Negotiation Consultative Committee หรือ FPNCC ถูกจับตามองมากที่สุด

เนื่องจาก FPNCC ประกอบด้วยกองกำลังติดอาวุธ 7 กลุ่ม ได้แก่ 1.กองทัพสหรัฐว้า(UWSA)2.กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) 3.กองทัพโกก้าง (MNDAA) 4.พรรคก้าวหน้ารัฐฉาน หรือกองทัพไทใหญ่เหนือ (SSPP/SSA )5.กองทัพตะอาง หรือปะหล่อง (TNLA) 6.กองทัพเมืองลา(NDAA) 7.กองทัพอาระกัน (AA)

ทุกวันนี้ องค์กรเอกราชคะฉิ่น/กองทัพเอกราชคะฉิ่น(KIO/KIA) มีกองบัญชาการตั้งอยู่ที่เมืองหล่ายจ่า รัฐคะฉิ่น ติดพรมแดนเมียนมา-จีน โดยมี เอ็น ปาละ ดำรงตำแหน่งประธาน KIO และนายพลกันมอ เป็นผู้บัญชาการทหาร KIA

คะฉิ่น เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งอยู่ในสหภาพเมียนมา มีประวัติเรียกร้องอิสรภาพจากเมียนมานมายาวนาน และวันที่ 5 ก.พ.2494 ถือเป็นวันก่อตั้งกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) โดยมีปฏิบัติการทางทหารเพื่อต่อต้านรัฐบาลเมียนมา 

ต่อมา องค์กรเอกราชคะฉิ่นแตกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งเข้าสวามิภักดิ์ต่อกองทัพเมียนมา แต่อีกกลุ่มหนึ่งไปอยู่ใต้ร่มธงของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า 

เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์พม่าล่มสลาย กลุ่มสหายนักรบคะฉิ่น ได้แยกตัวมาตั้งองค์กรเอกราชคะฉิ่น/กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIO/KIA) และปี 2537 KIA จึงเจรจายุติการสู้รบกับกองทัพเมียนมา

จีนเอาไง พม่าถล่ม 'คะฉิ่น'

                   นายกันมอ พบกับ พล.อ.อาวุโสมินอ่องหล่าย ปี 2562

จุดเปลี่ยนเกม
++

กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) ตกลงหยุดยิงสองฝ่ายกับกองทัพเมียนมา เป็นเวลา 17 ปี แต่ปี 2561 กองทัพเมียนมา ได้เปิดการโจมตีเมืองหล่ายจ่า จึงเกิดสงครามใหญ่ มีผู้อพยพนับแสนคนที่ไปอาศัยอยู่ตามแนวชายแดนเมียนมา-จีน

ปี 2562 อองซาน ซูจี สมัยเป็นประธานที่ปรึกษาแห่งรัฐ ได้จัดประชุมสันติภาพปางโหลง ศตวรรษที่ 21 ได้เชิญตัวแทนกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ FPNCC รวมถึง KIA เข้าร่วมประชุมด้วย แม้ว่า FPNCC ยังไม่ลงนามยุติการสู้รบ

ปี 2563 สถานการณ์โควิดระบาด พล.อ.อาวุโส มิน อ่องหล่าย ผบ.สส. ได้ส่งตัวแทนกองทัพเมียนมา นำเวชภัณฑ์การแพทย์เพื่อป้องกันโควิดไปมอบให้ พล.อ.กันมอ ผบ.กองทัพเอกราชคะฉิ่น

กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) มีกำลังพลนับหมื่นคน มีอาวุธทันสมัย เพราะองค์กรเอกราชคะฉิ่น(KIO) ได้จัดเก็บภาษีข้ามแดนไปยังประเทศจีน และเปิดสัมปทานป่าไม้ เหมืองหยก และธุรกิจกาสิโน ให้ทุนจีน จึงสามารถจัดหาอาวุธดีๆ มาใช้ในกองทัพได้

ปฏิบัติการทางอากาศของกองทัพเมียนมา ที่ส่งเครื่องบินเข้าทิ้งระเบิดที่มั่นของ KIA บริเวณพรมแดนเมียนมา-จีน เมื่อก่อนสงกรานต์ จึงมีเสียงโวยวายจากฝ่ายต่างประเทศของ KIO ว่า เหตุใดจีนจึงให้กองทัพเมียนมา ใช้น่านฟ้าจีนโจมตี KIA

ฤานี่เป็นกลยุทธ์ของจีน ในฐานะมหาอำนาจ ผู้ดูแลทั้งกองทัพเมียนมา และกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ในเมียนมา

จีนเอาไง พม่าถล่ม 'คะฉิ่น'

         นายพลกันมอ และอองซานซูจี สมัยประชุมสันติภาพปางโหลง ปี 2562

เพื่อ ‘แม้ว’ ลุย ‘เพ้ง-แจ๋น’ คุมทัพเมืองหลวง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463840

เพื่อ ‘แม้ว’ ลุย’เพ้ง-แจ๋น’คุมทัพเมืองหลวง

15 เมษายน 2564 – 14:38 น.

เพื่อไทยในสถานการณ์พร้อมสู้รบ ดัน “เฮียเพ้ง” พ่วง “เจ๊แจ๋น” คุมเมืองหลวงแทน “คุณหญิงหน่อย”

นับแต่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และอดีตทีมยุทธศาสตร์ โบกมือลาไปตั้งพรรคใหม่ ก็มีข่าวว่า ทางพรรคเพื่อไทยเตรียมการจัดทัพใหญ่ วางตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 350 เขต 

ล่าสุด สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ลงนามคำสั่งที่ 0001/2564 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานพื้นที่เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ

สมรภูมิเมืองกรุงจะได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ เนื่องจาก “เจ้าแม่เมืองหลวง” ยกทีมบางส่วนไปสร้างรังใหม่ พรรคเพื่อไทย จึงได้แบ่งความรับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็น 6 โซน

โซน 1 เขตพระนคร ,ป้อมปราบศัตรูพ่าย, สัมพันธวงศ์, ดุสิต, ปทุมวัน, บางรัก สาทร, บางคอแหลม ,ยานนาวา, คลองเตย และวัฒนา มี พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เป็นประธาน กิตติ ลิ่มสกุล เป็นที่ปรึกษา 

โซน 2 เขตดินแดง, ห้วยขวาง, พญาไท, ราชเทวี, จตุจักร, บางซื่อ ,หลักสี่, จตุจักร,ลาดพร้าว และวังทองหลาง มี พวงเพ็ชร ชุณละเอียด เป็นประธาน สุธรรม แสงประทุม เป็นที่ปรึกษา ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ เป็นเลขานุการ 

โซน 3 เขตดอนเมือง, สายไหม,บางเขน,บึงกุ่ม,คันนายาว,มีนบุรี, คันนายาว และบางกะปิ มีวิชาญ มีนชัยนันท์ เป็นประธาน และอนุสรณ์ ปั้นทอง เป็นรองประธาน

โซน 4 คลองสามวา, หนองจอก,ลาดกระบัง,สะพานสูง, ประเวศ,สวนหลวง,บางนา และ พระโขนง มี พิชัย นริพทะพันธ์ เป็นประธาน นพดล ปัทมะ เป็นที่ปรึกษา และ ธีรรัตน์ สำเร็จวานิช เป็นเลขานุการ 

โซน 5 คลองสาน, บางกอกใหญ่,ธนบุรี, จอมทอง, ราษฎร์บูรณะ, ทุ่งครุ และบางขุนเทียน มีกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นประธาน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นที่ปรึกษา และกมลพัฒน์ ปุงบางกะดี เป็นเลขานุการ 

โซน 6 บางบอน, หนองแขม,ทวีวัฒนา,ตลิ่งชัน, บางแค ,ภาษีเจริญ,ตลิ่งชัน, บางพลัดและ บางกอกน้อย มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นประธาน และสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา เป็นเลขานุการ

มองเผินๆ คล้ายการแบ่งความรับผิดชอบให้กับ 6 แม่ทัพ ไม่ผูกขาดอยู่ในมือคนใดคนหนึ่ง แต่ลึกๆแล้ว คงหนีไม่พ้น “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ในฐานะแม่ทัพตัวจริง

เพื่อ 'แม้ว' ลุย'เพ้ง-แจ๋น'คุมทัพเมืองหลวง

                               เฮียเพ้งรับบทแม่ทัพเมืองหลวง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
อ่านเกม “แม้ว-ปู” รุกปลุกพลังแดง
 

เจ๊แจ๋นมาแล้ว
++

เมื่อ “เฮียเพ้ง” ขยับเป็นแม่ทัพใหญ่ ก็ต้องมีขุนพลหญิงคู่ใจ “เจ๊แจ๋น” พวงเพ็ชร ชุนละเอียด มาช่วยประสานงานในพื้นที่ เพราะนักการเมืองหญิงคนนี้ สไตล์ใจถึงพึ่งได้ และมากด้วยคอนเน็กชั่น

สมัยที่ “เฮียเพ้ง” รับงานมาจาก “คนแดนไกล” ให้ปั้นพรรคไทยรักษาชาติ ก็ได้ “เจ๊แจ๋น” ช่วยดำเนินการด้านธุรการ ตั้งแต่เปลี่ยนจากพรรคไทยรวมพลังเป็นพรรคไทยรักษาชาติ และเป็นประธานกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. 

เมื่อพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ เจ๊แจ๋นก็ว่างงาน เหมือนเฮียเพ้ง แต่เธอก็ยังมีกิจกรรมทางสังคมมากมาย ตามประสาคนเพื่อนเยอะ

ปลายปีที่แล้ว “เจ๊แจ๋น” จัดพิธีรับส่งพระราหู ที่บ้านพักภายในหมู่บ้านสวนบางเขน ซอยวิภาวดี 60 โดยมีเพื่อนพ้องน้องพี่จากหลากหลายวงการเข้าร่วมงานกันเกือบพันคน รวมถึง ส.ส.รุ่นน้องจากพรรคภูมิใจไทย และพรรคก้าวไกล (กลุ่มที่กำลังย้ายไปพรรคภูมิใจไทย)

หลังพรรคเพื่อไทย มีการปรับโครงสร้างพรรคใหม่ ไร้เงาสาย “คุณหญิงหน่อย” ก็ปรากฏชื่อผู้บริจาคเงินให้พรรคเพื่อไทยอย่าง พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล 2 ล้านบาท ตามด้วยพวงเพ็ชร ชุนละเอียด 1 ล้านบาท (ข้อมูล กกต. ประจำเดือน พ.ย.2563) 

เพื่อ 'แม้ว' ลุย'เพ้ง-แจ๋น'คุมทัพเมืองหลวง

                              เจ๊แจ๋น ขุนพลหญิงข้างกายเฮียเพ้ง

คนหลังม่าน
++

เมื่อ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ต้องการปฏิรูปพรรคเพื่อไทย “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล จึงถูกเลือกให้มารับภารกิจนี้ เริ่มจากตั้งกลุ่มแคร์ และขยับมาที่พรรคเพื่อไทย ด้วยการดันประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย 

หลายคนอาจไม่ทราบว่า “เฮียเพ้ง” มีความใกล้ชิดกับกลุ่ม นปช. ทั้งจตุพร พรหมพันธุ์ ,ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ธิดา ถาวรเศรษฐ ,เหวง โตจิราการ ฯลฯ จึงให้ความเคารพนับถือเฮียเพ้ง มาแต่ยุคแดงทั้งแผ่นดิน

ทุกปี ในงานวันเกิดของเฮียเพ้ง บรรดาแกนนำ นปช. จะตบเท้าไปอวยพรเฮียผู้มีแต่ให้ และเมื่อเฮียเพ้งกลับมาดูแลพรรคเพื่อไทย จะสังเกตได้ว่า พรรคได้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมรำลึก 10 เมษา และพฤษภา 2553 มากกว่ายุคคุณหญิงหน่อย

เหนืออื่นใด “เต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่นำทัพ นปช.สายภักดีนายใหญ่ ไปตั้งกอง บัญชาการที่แยกแคราย นนทบุรี ได้ขยับจัดกิจกรรมการเมือง เป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนเสื้อแดงกับม็อบสามนิ้ว และคำปราศรัยของเต้น ก็ได้ใจเยาวชนคนหนุ่มสาวยุคปัจจุบัน

พรรคเพื่อไทยยุคใหม่ ขยับเข้าใกล้ม็อบสามนิ้วอย่างมีจังหวะก้าว พร้อมการกลับมาของคนเสื้อแดง

แพ้ทั้งในกระดาน และนอกกระดาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463823

แพ้ทั้งในกระดาน และนอกกระดาน

15 เมษายน 2564 – 11:49 น.

แพ้ทั้งในกระดาน และนอกกระดาน

ถามว่าม็อบเด็กหรือม็อบราษฎรนั้น”ขาลง”หรือไม่ คำตอบคือ ใช่  

ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีหลายปัจจัยที่ทำให้ ม็อบราษฎร ตอนแรกทำท่าน่ากลัวเพราะระดมกันทางออนไลน์ทางโซเชี่ยลมาแต่ละครั้งทำเอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯกินไม่ได้นอนไม่หลับ 

ชุมนุมที่ไหนคนพรึบปิดถนนทุกจุดที่นัดแนะกันไป และที่สำคัญคือเมื่อม็อบไม่มีแกนนำ ยิ่งลำบากในการเจรจาพูดคุย  

ตอนแรกที่บรรดาลูกๆหลานๆออกมาชุมนุม พ่อแม่ก็ปล่อยเพราะอยากให้ลูกเรียนรู้ประชาธิปไตย แต่พอนานวันเข้าข้อเรียกร้องต่างๆเริ่มเลยเถิด ยิ่งมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น จึงทำให้พ่อแม่ห้ามลูกไปร่วมม็อบ” 

ผู้ปกครองเด็กรายหนึ่งบอกเหตุผลที่ม็อบเริ่มอ่อนแรงลง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
เอาแล้ว “พปชร.”แตกยับ ดับฝัน “บิ๊กแป๊ะ” วืดเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.  

 ความจริงต้องยอมรับว่า การแตกกันเอง ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอุดมการณ์ วิธีคิด หรือเรื่องเงินก็แล้วแต่ ทำให้”เอกภาพ”ของม็อบหายไป 

สิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยหลักทำให้ม็อบอ่อนแรงคือ 1. ข้อเสนอปฏิรูปสถาบัน 2. ความรุนแรง 

ปัจจัยแรกคือเรื่องปฏิรูปสถาบัน นี่ถือว่าเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในการชุมนุม เพราะเป็นที่ทราบดีว่า สถาบันเบื้องสูง อยู่เหนือการเมือง ไม่ว่ายุคใดสมัยใด ก็ไม่มีการแตะต้องหรือก้าวล่วงสถาบัน  

แต่ครั้งนี้ การชุมนุมกลับพุ่งเป้าไปที่สถาบัน โดยมีเพียง รัฐธรรมนูญ และรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เป็นบันไดที่อ้างเอาไว้เท่านั้นเอง 

เพราะคนชุมนุมคงคิดว่าหากล้มสถาบันได้ การล้มรัฐบาลและการได้อำนาจมา มันจะง่าย แต่คิดผิดเพราะว่าการไปก้าวล่วงสถาบันโดยที่สถาบันไม่ได้ทำอะไรที่ประเทศชาติและคนไทยเสียหายเลยนั้น ย่อมไม่มีคนเห็นด้วย 

ทำไมม็อบจึงพุ่งเป้าไปที่สถาบัน แหล่งข่าวคนหนึ่งที่ใกล้ชิดกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่งเล่าว่า มีการประชุมหารือกันระหว่างหัวหน้าพรรคการเมืองและเจ้าของพรรคการเมือง ผ่านระบบวิดีโอคอล  

ในวงประชุมถกกันอย่างหนักว่า พรรคการเมืองนั้นจะวางบทบาทอย่างไรในสถานะม็อบเด็ก เพราะม็อบเด็กก้าวล่วงสถาบัน เจ้าของพรรคที่มาทางวีดีโอคอล สรุปว่า หนุนเด็กเชื่อว่าเด็กจะทำสำเร็จ แต่ยังมีแกนนำหลายคนที่ไม่เห็นด้วย เพราะการพุ่งเป้าไปที่สถาบัน มีแต่จะแพ้กับแพ้  

วันนั้นเมื่อมีความเห็นขัดแย้งกัน แกนนำของพรรคเก่าแก่นั้นจึงแยกวงออกมาตั้งพรรคใหม่ 

นี่ชี้ให้เห็นว่า การสนับสนุนเด็กให้ล้มล้างสถาบันเป็นการคิดผิดของคนที่คลุกคลีการเมืองมานาน เป็นเพราะว่าไปเชื่อบรรดาแอคติวิสต์คนเดือนตุลามากเกินไป เพราะคนเดือนตุลาที่มีบทบาทในพรรคนั้น ยังหวังว่าสักวันหนึ่งประเทศจะปกครองโดยไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์  

ปัจจัยที่สองคือ ความรุนแรง แน่นอนว่าการที่กลุ่มราษฎร แตกแยกกันแล้วมีหลายกลุ่ม โดยกลุ่มเยาวชนปลดแอกที่มีแนวคิดสังคมนิยม กับกลุ่มราษฎร ทำให้ เยาวชนปลดแอกต้องเคลื่อนไหวในนาม”รีเด็ม” 

ทุกครั้งที่”รีเด็ม”นัดชุมนุม จะไม่มีแกนนำจากราษฎร มาร่วมเลย และทุกครั้งที่ “รีเด็ม”นัดชุมนุมจะเต็มไปด้วยกลุ่มหัวรุนแรงจากอาชีวะ สุดท้ายก็จบด้วยระเบิดปิงปองและความรุนแรง

การเคลื่อนไหวเช่นนี้มาแนวเดียวกับคนเสื้อแดง แน่นอนว่า มีการกดปุ่มจากพรรคการเมืองหนึ่งให้คนเสื้อแดงออกมาร่วมกับ รีเด็ม ฉะนั้นวิธีการเดียวกับปี53คือการก่อความรุนแรงเพื่อทำลายเครดิตของรัฐบาล 

ฉะนั้นให้จับตาหลังสงกรานต์ว่า เจ้าของม็อบทั้งในและนอกประเทศจะเดินเกมอย่างไร เพราะหมากในกระดานอย่างเกมในสภาก็พ่ายแพ้ และมีแนวโน้มว่าหมากนอกกระดานคือการเมืองนอกสภา ก็จะแพ้ราบคาบเพราะเดินเกมผิดคิดล้มสถาบัน.

ไปจักรวาล ชุดประจำชาติ ฝีมือ ‘หลวงพระบาง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463783

ไปจักรวาล ชุดประจำชาติ ฝีมือ ‘หลวงพระบาง’

14 เมษายน 2564 – 15:40 น.

สาวลาวไปจักรวาล หอบชุด “นางสังขานหลวงพระบาง” ไปอวดชาวโลก ฝีมือคนลาวล้วนๆ

สิ้นสุดการรอคอย กองประกวด Miss Universe Laos จัดงานเปิดตัว “ชุดประจำชาติ” ที่นครหลวงพระบาง ผลงานของคนลาว จบดราม่ากรณีปลดดีไซเนอร์ชาวไทย
    เมื่อวันที่ 13 เม.ย.2564 ทีมงานกองประกวด Miss Universe Laos ได้จัดงานเปิดตัวชุดประจำชาติ ที่จะให้ “คริสติน่า ลาดชะสิมมา” สวมใส่ในเวทีประกวด Miss Universe 2020 โดยชุดดังกล่าวมีชื่อว่า “อารยธรรมล้านช้าง”

 ไปจักรวาล ชุดประจำชาติ ฝีมือ 'หลวงพระบาง'

ท่านขุนพิทัก ลาดสะหวัด เจ้าของร้านหมื่นนาผ้าไหม นครหลวงพระบาง ผู้ออกแบบชุดประจำชาติลาว ได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการคิดค้นประดิษฐ์ชุดนี้ว่า
    “ชุดนี้อยากนำเสนอศูนย์รวมวัฒนธรรม ฮีต 12 คอง 14 และมรดกวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ และสถานที่ท่องเที่ยว ให้โลกได้รับรู้ว่า ประเทศลาวมีความร่ำรวยไปด้วยมรดกอันล้ำค่า จนทำให้องค์การยูเนสโก ได้รับรองเข้าเป็นมรดกโลก”

 ไปจักรวาล ชุดประจำชาติ ฝีมือ 'หลวงพระบาง'

ด้านหนึ่ง ผู้ออกแบบยังได้นำเสนอการป้องกันโควิด-19 ด้วยการให้นางงามสวม “ผ้าอัดปาก”(หน้ากากอนามัย) ส่วนการเลือกชุด “นางสังขานหลวงพระบาง” ให้ คริสติน่า ลาดชะสิมมา ได้สวมใส่นั้น เป็นตัวแทนของบุญปีใหม่ลาว เพื่อเป็นการอวยพรให้ประชาชนลาว และทั่วโลกปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและห่างไกลโควิด 
     “วัฒนธรรมการนุ่งถือของหลวงพระบาง มีเอกลักษณ์ และวิจิตรบรรจงและศิลป์ในชุดดังกล่าว ทุกลวดลายล้วนแต่มีความหมาย สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมอันมั่งคั่งทางศิลปะ และภูมิปัญญาของสตรีลาว”

    เป็นที่ทราบกันดีว่า 3-4 ปีที่ผ่านมา กองประกวด Miss Universe Laos ได้ร่วมมือกับ คำภีร์ อลังการ เพื่อทำชุดประจำชาติให้นางงามลาว จนได้รางวัลมาแล้ว
    บังเอิญปีนี้ มีการเปลี่ยนตัวผู้จัดการกองประกวดมิสยูนิเวิร์สลาว โดยศูนย์กลางชาวหนุ่มประชาชนปฏิวัติลาว มอบให้ ท้าวแอรอน บุปผาปะเสิด (Aaron Bouphapraseuth) ซึ่งเป็นคนลาวที่เติบโตอยู่ในสหรัฐฯ เป็นผู้จัดการกองประกวดฯ จึงตัดสินใจไม่ใช้บริการของคำภีร์ อลังการ ดีไซเนอร์ชาวไทย

ถ้าจำกันได้ ในเวทีการประกวด Miss Universe 2018 ปรากฏว่า ออนอานง หอมสมบัด ตัวแทนสาวลาวได้รับรางวัลชุดประจำชาติยอดเยี่ยม ในชื่อชุด Stream of Generosity ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกินรี สัตว์ครึ่งมนุษย์ครึ่งนกตามคติชนของชาวลาว ซึ่งมีความหมายสื่อแทนคำขอบคุณของชาวลาว สำหรับกำลังใจและความช่วยเหลือจากนานาประเทศ ในเหตุการณ์เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตก
    ชุดประจำชาติดังกล่าว เป็นผลงานการออกแบบของดีไซเนอร์ชาวไทย รพีภัทร สำเร หรือ คำภีร์ อลังการ ซึ่งในปีนี้ บนเวทีนางงามจักรวาลที่สหรัฐฯ ชุดประจำชาติลาว ก็จะเป็นการโชว์ฝีมือการออกแบบของดีไซเนอร์ชาวลาว 

++
ความหวังชาวลาว
++
    คริสติน่า ลาดชะสิมมา (Christina Lasasimma) เป็นความหวังของชาวลาวในปีนี้ นอกจากความสวยแล้ว เธอมีความสามารถพูดและเขียน ได้ 3 ภาษาคือลาว ,รัสเซีย และอังกฤษ


    เธอเป็นลูกสาวของวิไลคำ ลาดชะสิมมา กับนาตาเลีย (Natalia Lasasimma) ชาวเบลารุส ทั้งคู่มีบุตร 2 คนคือ Chistina Lasasimma และ Dmitry Lasasimma 
    เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว คริสติน่าตัดสินใจเข้าประกวดนางสาวลาว เพราะอยากจะบอกทุกคนว่า เธอคือสาวลาว มีความภูมิใจในความเป็นลาว 


    นับแต่ทางการลาว ยอมให้มีการส่งสาวงามไปประกวดนางงามจักรวาล คริสติน่า ก็มีความฝันอยากไปประกวดเวทีนี้เช่นกัน เธอเฝ้ารอคอย ปีแล้วปีเล่า ในที่สุด คริสติน่าก็ได้รับโอกาสจากกองประกวดมิสยูนิเวิร์ส 

คู่เดือด ‘อนุทิน-วิโรจน์’ วัคซีนการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463770

คู่เดือด’อนุทิน-วิโรจน์’วัคซีนการเมือง

14 เมษายน 2564 – 13:07 น.

“เสี่ยหนู” เก็บอาการไม่อยู่ เปิดศึกวิวาทะ “ส.ส.วิโรจน์” ดาวสภาสีส้ม กรณีวัคซีนไม่เสรี คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย.. ขุนน้ำหมีก

โควิดกับการเมืองแยกกันไม่ออก ไม่ว่าประเทศไหนในโลกใบนี้ เนื่องจากรัฐบาลมีหน้าที่บริหารจัดการ ด้วยมาตรการทางด้านสาธารณสุข ด้านความมั่นคงและด้านเศรษฐกิจ
    สำหรับประเทศไทย โควิดระบาดระลอกที่ 1 จากสนามมวยที่ฝ่าฝืนจัดการแข่งขัน ระลอกที่ 2 โยงใยกับบ่อนการพนัน การลักลอบเข้าเมือง และระลอกที่ 3 เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิง 
    ทั้ง 3 ระลอกนั้นเกี่ยวพันกับธุรกิจสีเทา และกลุ่มอิทธิพล จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ “คลัสเตอร์ทองหล่อ” ฉะนั้น โควิดอาจเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง
    กรณี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รัฐมนตรีคมนาคม ติดเชื้อโควิด ย่อมส่งผลกระทบถึงพรรคภูมิใจไทย และ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีสาธารณสุข ในฐานะแม่ทัพใหญ่ค่ายสาธารณสุข
    ดูเหมือนว่า ฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคก้าวไกล ตั้งป้อมถล่มคลัสเตอร์ทองหล่อ และเสี่ยหนู มากเป็นพิเศษ

ล่าสุด ในโลกโซเชียลได้เกิดวิวาทะเรื่องวัคซีนป้องกันโควิด ระหว่าง “เสี่ยหนู” กับ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล

คู่เดือด'อนุทิน-วิโรจน์'วัคซีนการเมือง

ส.ส.วิโรจน์ ดาวสภา

    เมื่อวันที่ 13 เม.ย.2564 อนุทิน ชาญวีรกูล โพสต์เฟซบุ๊คตอบโต้ ส.ส.วิโรจน์ ว่า “โคตรพีค เรื่องอะไร? ได้ข่าวคนติดโควิดแล้ว โคตรพีค? หัวใจทำด้วยอะไร? นี่หรือผู้แทนปวงชนชาวไทย?ด่านายก ว่ารัฐมนตรี ตำหนิหมอและบุคลากรสาธารณสุข ทำไปเถอะ แต่อย่าออกมาสมน้ำหน้าประชาชนที่เขาติดเชื้อเลย มีพรหมวิหารสี่บ้างนะ เป็นผู้แทนของคนน่ะ #กราบอกไม่ต้องกราบเท้า”
    เสี่ยหนูยังลากข้อความในทวิตเตอร์ของ ส.ส.วิโรจน์ มาแปะไว้เป็นการอ้างอิง ท่ามกลางกองเชียร์ค่ายสีน้ำเงิน และค่ายสีส้ม เข้ามาคอมเมนต์กันดุเดือด

คู่เดือด'อนุทิน-วิโรจน์'วัคซีนการเมือง

เสี่ยหนู เจอศึกโควิดนอกสภา เก็บอาการไม่อยู่ 

    ส.ส.วิโรจน์ ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ ตอบโต้ว่า “ท่านเอาแต่ใช้อคติมาแต่งเรื่องดิสเครดิตผม โดยไม่ได้ฉุกคิดเลยว่า ผมกำลังสะท้อนว่า การบริหารความเสี่ยงในการจัดหาวัคซีนที่ล้มเหลว โควิดที่กระจายเป็นวงกว้าง จนประชิดตัวเข้ามาอยู่ทุกขณะจิต กำลังทำให้ทุกๆ คน ต่อให้คนๆ นั้น จะชอบหรือไม่ชอบรัฐบาลก็ตาม ก็ต้องตกอยู่ในภาวะที่เสี่ยงร่วมกัน”
    ถัดมา ส.ส.วิโรจน์ ได้โพสต์เฟซบุ๊คตอบ “เสี่ยหนู” แบบยาวๆ ถึงเหตุผลการวิจารณ์เรื่องบริหารจัดการในการจัดหาวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุข 

++
ดาวสภา
++ 
    ชื่อของ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ แจ้งเกิดเป็นดาวสภา จากศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลประยุทธ์ เมื่อเดือน ก.พ.2563 ตอนนั้น วิโรจน์ยังสังกัดพรรคอนาคตใหม่
    “วิโรจน์” มาจากครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อเป็นผู้จัดการร้านขายผ้าที่สำเพ็ง เขาเรียนจบวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศกรรมยานยนต์) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากสถาบันเดียว 
    สมัยเรียนวิศวะ วิโรจน์เป็นนักโต้วาที ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จึงเป็นต้นทุนที่ทำให้เขากลายเป็นดาวสภา มีเทคนิคในการพูดที่ครบเครื่องทั้งเนื้อหาและสำนวนโวหาร
    วิโรจน์ได้รับการชักชวนของน้องคนหนึ่งที่รู้จักกันในทวิตเตอร์ ให้วิโรจน์มาเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้จดทะเบียนจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ และได้รับคำชวนให้ไปลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 30
    ว่ากันว่า วิโรจน์ไม่นึกไม่ฝันหรอกว่า จะได้เป็น ส.ส. แต่กระแสธนาธร ก็พัดพาเขามาไกลเกินหวังไปเสียแล้ว

++
คู่กัดเสี่ยหนู
++
    เมื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่ 2 ส.ส.วิโรจน์ เปิดฉากถล่ม “เสี่ยหนู” เรื่องการจัดหาวัคซีนแบบ “แทงม้าตัวเดียว” เรียกว่าพูดได้ใจกองเชียร์ 
    ด้านหนึ่ง กองเชียร์สายสีน้ำเงินก็มองว่า ส.ส.วิโรจน์ เป็นร่างทรงของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เปิดประเด็นวัคซีนพระราชทานอยู่นอกสภา
    พอถึงวันโหวตศึกซักฟอก มีปรากฏการณ์ “งูเห่าสีส้ม” เมื่อ ส.ส.ก้าวไกล 4 เสียง โหวตไว้วางใจ “เสี่ยหนู” ทำเอาพลพรรคสีส้มเดือดพล่านทั้งพรรค 
    นี่คือ ลีลาการเมืองแบบคนเซราะกราว ตาต่อตา ฟันต่อฟัน รู้กันดีทั้งบุรีรัมย์
    วันที่ 16 เม.ย.2564 วิโรจน์ ลักขณาอดิสร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ฉายเดี่ยวบุกกระทรววสาธารณสุข ไปขอข้อมูลสัญญา ข้อตกลง และเงื่อนไขผูกพันระหว่างรัฐบาลกับแอสตราเซเนกา และบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ เกี่ยวกับการจัดหาและจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 
    ขณะที่ ส.ส.วิโรจน์ กำลังเดินทางไปกรมควบคุมโรค ก็พบกลุ่มมวลชนดักรออยู่ที่หน้าอาคารกรมควบคุมโรค มีเสียงโห่ ตะโกนไล่ ซึ่ง ส.ส.วิโรจน์พยายามเจรจาแต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้าย ส.ส.ก้าวไกลต้องล่าถอยไป
    ผู้สื่อข่าวได้สังเกตเห็นว่า มวลชนที่มาโห่ไล่ ส.ส.ก้าวไกล ทั้งหมดสวมเสื้อกลับด้าน ซึ่งมีสโลแกนของพรรคการเมืองหนึ่ง รวมถึงมีโลโก้พรรคอยู่ด้านหน้า
    รู้กันอยู่เต็มอกว่าเป็นเกมมวลชนของใคร? ผู้มากบารมีเหนือพรรคการเมืองดังกล่าว ชอบทำแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง

เปลี่ยนเร็ว พังเร็ว! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463758

เปลี่ยนเร็ว พังเร็ว!

14 เมษายน 2564 – 10:39 น.

เปลี่ยนเร็ว พังเร็ว! วิเคราะห์การเมืองร้อน

พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ส่งหนังสือไปยังสมาชิก กก.บริหาร และสส.พรรคเพื่อร่วมประชุมพรรคสมัยสามัญ ในวันที่18เมษายน นี้ที่ รร.รามาการ์เด้นส์ กทม. 

“ไม่เลื่อน” นี่คือคำตอบที่ พล.อ.ประวิตร บอกกับนักข่าวทางโทรศัพท์ล่าสุด เมื่อถูกถามว่าจะเลื่อนการประชุมออกไปหรือไม่เพราะช่วงนี้โควิดระบาดหนัก  
ตรงกันกับแหล่งข่าวจากแกนนำพรรคหลายรายที่ให้ข้อมูลว่า จะเลื่อนหรือไม่เลื่อน ให้รอสัญญาณจากบ้านป่ารอยต่อเท่านั้น  

ฉะนั้นหากไม่เลื่อน คำถามที่ตามมาคือ ในวันที่ 18 เมษายน จะมีการตั้ง กก.บห.เข้าไปใหม่แทนที่กลุ่ม กปปส.ที่โดนคดีและถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเพียงแค่นั้นหรือจะเปลี่ยนเลขาธิการพรรคเลย 

พล.อ.ประวิตร อาจจะต้องคิดหนัก เพราะว่า กลุ่มสามมิตรที่ สนับสนุน อนุชา นาคาศัย เป็นเลขาธิการพรรคท่าจะไม่ยอมง่ายๆ 

อย่าลืมว่า กลุ่มสามมิตร คือกลุ่มสส.กลุ่มใหญ่ที่เข้ามาเติมพลังให้ พปชร.ก่อนการเลือกตั้ง ทำให้พรรคการเมืองที่มี อุตตมะ สาวนายน และ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นหัวหน้าและเลขาธิการพรรค ดูมีบารมีขึ้นมาทันที

แต่ก็อย่างว่านั้นแหละ การเมืองอะไรจะเกิดก็เกิดเพราะว่ากลุ่มสามมิตรเอง กลับเป็นพลังสำคัญในการโค่นกลุ่ม4กุมารออกจากพรรคไป 

มันเหมือนเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพลหรือเปล่า เพราะหลังการเลือกตั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่เป็นสายตรง พล.อ.ประวิตร ได้เสริมสร้างบารมีขึ้นทุกขณะเพราะได้รับการไว้วางใจให้เป็นมือประสานสิบทิศ เพื่อหา ส.ส.มาเติมเต็ม รัฐบาลที่อยู่ในภาวะเสียงปริ่มน้ำ 
 
บารมีของ ร.อ.ธรรมนัส ส่องสว่างแรงขึ้นเรื่อยๆเมื่อได้ สันติ พร้อมพัฒน์ และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ มาร่วมทีม แพ็คกันแน่น จนสุดท้าย วิรัช รัตนเศรษฐ แม่ทัพอีสานที่ไม่ค่อยกินเส้นกัน ยังยอมเข้าร่วมพร้อมกับลูกชาย อธิรัช รัตนเศรษฐ จนแปลงจากกลุ่ม 3ช.เป็นกลุ่ม 4ช. 
 
ว่ากันว่าในอนาคต จะขยับจาก 4ช.เป็น 4ว.หากมีการปรับ ครม.ในอีก 6 เดือนข้างหน้านี้ 

แน่นอนว่า การเปลี่ยนแปลงในพรรคจะส่งผลต่อการปรับตำแหน่งทางการเมืองด้วย เพราะกลุ่มสามมิตรเองก็ยอมรับว่า อนุชา ได้เซ็นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค ในวันที่เข้ารับตำแหน่ง เพราะถือว่าเป็นสัญญา เนื่องจาก อนุชา ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี   

แต่วันนี้ อนุชา เป็นรัฐมนตรีแล้ว ทางกลุ่ม4ช.จึงมีความชอบธรรมในการทวงเก้าอี้เลขาธิการพรรคให้กับ สันติ ตามข้อตกลงเดิม 

อย่างไรก็ตาม แม้นว่า กลุ่มสามมิตรจะยอมรับและไม่ขัดขืนหาก พล.อ.ประวิตร จะปรับเปลี่ยน แต่ ”ใจ” ของสามมิตร นั้น พปชร.จะไม่ได้เหมือนเดิม  

คนอย่าง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ คนอย่างสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่คร่ำหวอดทางการเมืองมานาน ย่อมไม่สิ้นไร้ไม้ตอกหมดหนทางการเมืองอย่างแน่นอน และสามมิตร พร้อมจะแยกตัวและโบยบินออกจากพปชร. หากพล.อ.ประวิตร กระทำการหักหาญน้ำใจ 

ว่ากันว่า ในพปชร.วันนี้แตกเป็นเสี่ยง กลุ่มกทม.ก็ล่มสลายไปแล้วหลังจาก 2 แกนนำ กปปส.โดนคดี ขณะที่กลุ่ม4ช.พยายามจะเข้ามามีบทบาทและคุม ส.ส. กทม. ซึ่งก็ไม่ง่ายเพราะ ส.ส.ค่อนข้างมีอิสระและความคิดเป็นของตนเอง โดยเฉพาะกลุ่ม ส.ส.ดาวฤกษ์  

ประกอบกับมีพรรคการเมืองใหม่และเก่าหลายพรรคที่ประสงค์จะทาบทามกลุ่ม ส.ส.ดาวฤกษ์ของพปชร.ไปร่วมงานด้วย ยิ่งการที่ พล.อ.ประวิตร ไปลงโทษตัดเงินพรรคเดือนละ 2แสนบาท ของ 6 ส.ส.ดาวฤกษ์เป็นเวลา 6เดือน ยิ่งทำให้ กลุ่ม ส.ส.ดาวฤกษ์ ไม่แฮปปี้

ยิ่งทางพรรคจะบังคับ ส.ส.กทม.ให้ช่วยหาเสียงให้พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ลงชิงชัยผู้ว่ากทม.ด้วย ยิ่งทำให้มีความไม่พอใจมากขึ้นเมื่อความเห็นหลายอย่างไม่ตรงกัน 

นี่หากวันที่ 18 เมษายน พล.อ.ประวิตร จะเร่งปรับเปลี่ยนเลขาธิการพรรค ก็ยิ่งจะเป็นการเร่งทำให้พรรคพปชร.พังเร็วขึ้น.