“ดร.สามารถ” สะกิด รฟม. แจงค่าโดยสารต่อกิโลเมตร พลาด เหตุ “คิดระยะทางผิด” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464290

“ดร.สามารถ” สะกิด รฟม. แจงค่าโดยสารต่อกิโลเมตร พลาด เหตุ “คิดระยะทางผิด”

20 เมษายน 2564 – 18:55 น.

“ดร.สามารถ” สะกิด รฟม. แจงค่าโดยสารต่อกิโลเมตร พลาด เหตุ “คิดระยะทางผิด”

เมื่อวันที่ 20 เม.ย.64 “ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte โดยระบุข้อความว่า

สะกิด รฟม. แจงค่าโดยสารต่อกิโลเมตร พลาด!

เหตุ “คิดระยะทางผิด”

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2564 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ชี้แจงกรณีที่ผม (ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์) ได้แสดงผลการคำนวณค่าโดยสารรถไฟฟ้าต่อกิโลเมตร ซึ่งพบว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวถูกกว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินรวมกับสายสีม่วงนั้น รฟม. แย้งว่า ข้อเท็จจริงไม่เป็นไปตามที่กล่าวอ้าง แปลความได้ว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินรวมกับสายสีม่วงถูกกว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงจำเป็นต้องสะกิดบอก รฟม.ว่า รฟม. พลาด!

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้าต่อกิโลเมตรคำนวณได้โดยใช้ค่าโดยสารหารด้วยระยะทาง แต่ในกรณีนี้ซึ่งมีการกล่าวหาว่าค่าโดยสารสูงสุดของรถไฟฟ้าสายสีเขียว 65 บาท แพงกว่าค่าโดยสารสูงสุดของรถไฟฟ้าสายอื่น จึงต้องใช้ค่าโดยสารสูงสุดหารด้วยระยะทางไกลสุด (ที่สามารถเดินทางได้ด้วยค่าโดยสารสูงสุดบนเส้นทางปกติ) เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบค่าโดยสารสูงสุดต่อกิโลเมตรได้

ในกรณีที่เป็นประเด็นอยู่นี้ เหตุที่ทำให้การคำนวณค่าโดยสารรถไฟฟ้าต่อกิโลเมตรได้ผลไม่เท่ากันก็คือคิดระยะทางต่างกัน กล่าวคือ รฟม. คิดระยะทางเดินทางบนรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินรวมกับสายสีม่วงได้ไกลสุด 59 กิโลเมตร ด้วยค่าโดยสารสูงสุด 70 บาท แต่ผมคิดระยะทางได้ไกลสุด 44 กิโลเมตร

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ดร.สามารถ” ชี้ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า กทม.หรือ รฟม. ถูกกว่า

รฟม. คิดระยะทางอย่างไร?

รฟม. ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าเป็นการเดินทางจากสถานีไหนไปถึงสถานีไหน แต่ผมคาดว่าคงเป็นการเดินทางจากคลองบางไผ่ (บางใหญ่)-หลักสอง (บางแค) โดยเดินทางจากคลองบางไผ่-เตาปูน ระยะทาง 23 กิโลเมตร ใช้รถไฟฟ้าสายสีม่วง ค่าโดยสาร 42 บาท และจากเตาปูน-หลักสอง ระยะทาง 36 กิโลเมตร ใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ค่าโดยสาร 28 บาท (ยกเว้นค่าแรกเข้า 14 บาท) รวมระยะทางทั้งหมด 59 กิโลเมตร ซึ่งเป็นการเดินทางอ้อมในช่วงเตาปูน-หลักสอง เพราะต้องนั่งรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินผ่านถนนรัชดาภิเษก หัวลำโพง เยาวราช ลอดแม่น้ำเจ้าพระยา ไปโผล่ที่ท่าพระ ไปจนถึงหลักสอง

ผู้โดยสารทั่วไปจะไม่เลือกเส้นทางดังกล่าว เพราะเสียเวลาโดยใช่เหตุ แต่เขาจะเลือกเดินทางจากเตาปูนโดยใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน วิ่งผ่านถนนจรัญสนิทวงศ์ ท่าพระ ไปจนถึงหลักสอง ระยะทางประมาณ 21 กิโลเมตร ซึ่งสั้นกว่าเส้นทางที่วิ่งผ่านถนนรัชดาภิเษกถึง 15 กิโลเมตร ดังนั้น ระยะทางรวมทั้งหมดจากคลองบางไผ่-หลักสอง เท่ากับ 44 กิโลเมตร ไม่ใช่ 59 กิโลเมตร

ดร.สามารถ คิดระยะทางอย่างไร?

ดร.สามารถ คิดระยะทางที่สามารถเดินทางได้ไกลสุดด้วยค่าโดยสารสูงสุด 70 บาท คือจากคลองบางไผ่-หัวลำโพง ได้ระยะทาง 44 กิโลเมตร กล่าวคือจากคลองบางไผ่-เตาปูน ระยะทาง 23 กิโลเมตร ใช้รถไฟฟ้าสายสีม่วง ค่าโดยสาร 42 บาท และจากเตาปูน-หัวลำโพง ระยะทาง 21 กิโลเมตร ใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ค่าโดยสาร 28 บาท (ยกเว้นค่าแรกเข้า 14 บาท)

เปรียบเทียบระยะทางระหว่าง รฟม. กับ ดร.สามารถ

รฟม. คิดระยะทางจากคลองบางไผ่-หลักสอง ได้ 59 กิโลเมตร ซึ่งเป็นทางอ้อมผ่านถนนรัชดาภิเษก คงไม่มีผู้โดยสารคนใดใช้ทางอ้อมนี้ ที่ถูกต้องจะต้องใช้เส้นทางที่สั้นกว่าโดยวิ่งผ่านถนนจรัญสนิทวงศ์ได้ระยะทางประมาณ 44 กิโลเมตร

ดร.สามารถ คิดระยะทางจากคลองบางไผ่-หัวลำโพงได้ 44 กิโลเมตร ซึ่งเท่ากับระยะทางจากคลองบางไผ่-หลักสอง (ผ่านถนนจรัญสนิทวงศ์)

ดังนั้น สรุปได้ว่า ด้วยค่าโดยสาร 70 บาท จะสามารถเดินทางได้ไกลสุด 44 กิโลเมตร

ระหว่างรถไฟฟ้าสายสีเขียวกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินรวมกับสายสีม่วง สายไหนถูกกว่า?

รถไฟฟ้าสายสีเขียว

ค่าโดยสารสูงสุด 65 บาท เดินทางได้ไกลสุดคือจากคูคต-เคหะสมุทรปราการ ระยะทาง 53 กิโลเมตร คิดเป็นค่าโดยสารเฉลี่ย 1.23 บาทต่อกิโลเมตร

สายสีน้ำเงินรวมกับสายสีม่วง

ค่าโดยสารสูงสุด 70 บาท เดินทางได้ไกลสุด 44 กิโลเมตร คือจากคลองบางไผ่-หัวลำโพง หรือจากคลองบางไผ่-หลักสอง (ผ่านถนนจรัญสนิทวงศ์) คิดเป็นค่าโดยสารเฉลี่ย 1.59 บาทต่อกิโลเมตร

จากการเปรียบเทียบจะเห็นได้ว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวถูกกว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินรวมกับสายสีม่วง 36 สตางค์ต่อกิโลเมตร

ระหว่างรถไฟฟ้าสายสีเขียวกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายไหนถูกกว่า?

รฟม. ได้แถลงข่าวไปก่อนหน้านี้ (วันที่ 17 เมษายน 2564) ว่า รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินมีค่าโดยสารเฉลี่ย 0.88 บาทต่อกิโลเมตร แต่ผมเห็นต่าง เพราะเป็นการคิดที่คลาดเคลื่อน เนื่องจาก รฟม. คิดระยะทางได้ 48 กิโลเมตร จึงใช้ค่าโดยสารสูงสุด 42 บาท หารด้วยระยะทาง 48 กิโลเมตร ได้ค่าโดยสารเฉลี่ย 0.88 บาทต่อกิโลเมตร

การใช้ระยะทาง 48 กิโลเมตรนั้นไม่ถูกต้อง เพราะเป็นระยะทางยาวทั้งหมดของเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ซึ่งในความเป็นจริง ผู้โดยสารที่เสียค่าโดยสารสูงสุด 42 บาท ไม่ได้ต้องการที่จะเดินทางให้ครบทุกสถานีหรือตลอดระยะทาง 48 กิโลเมตร แต่เขาต้องการที่จะเดินทางตามความจำเป็นของเขาจากสถานีหนึ่งไปอีกสถานีหนึ่ง ซึ่งเขาสามารถเดินทางได้ไกลสุดจากหลักสอง-สุทธิสาร ระยะทาง 26 กิโลเมตร ดังนั้น จะได้ค่าโดยสารเฉลี่ย 1.62 บาทต่อกิโลเมตร ไม่ใช่ 0.88 บาทต่อกิโลเมตร ตามที่ รฟม. แถลง

เมื่อเปรียบเทียบกับค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวเฉลี่ย 1.23 บาทต่อกิโลเมตร พบว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวถูกกว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 39 สตางค์ต่อกิโลเมตร

สรุป

1. ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวถูกกว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 39 สตางค์ต่อกิโลเมตร

2. ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวถูกกว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินรวมกับสายสีม่วง 36 สตางค์ต่อกิโลเมตร

"ดร.สามารถ" สะกิด รฟม. แจงค่าโดยสารต่อกิโลเมตร พลาด  เหตุ "คิดระยะทางผิด"

ไทยป่วน ลอบข้ามโขง สาวลาวติดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464286

ไทยป่วน ลอบข้ามโขง สาวลาวติดโควิด

20 เมษายน 2564 – 18:43 น.

หนุ่มไทยลอบข้ามแดนติดโควิด ท่องราตรีฝั่งซ้าย นักศึกษาสาวติดเชื้อ ทางการลาวหวั่นคลัสเตอร์บันเทิงลาม  

++

โควิดเมืองไทยสะเทือนแผ่นดินลาว เหตุจากการลักลอบข้ามโขงของแรงงานลาวและคนไทย ส่งผลให้ช่วงเดือนเมษายน พบผู้ติดเชื้อโควิดในลาวแล้ว 9 กรณี 

วันที่ 20 เม.ย.2564 คณะเฉพาะกิจป้องกัน ควบคุม และแก้ไขการระบาดของโควิด-19 ได้แถลงข่าวการพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ 2 คน เป็นกรณีที่ 59 และกรณีที่ 60 ของ สปป.ลาว

สำหรับไทม์ไลน์ของกรณีที่ 59 ได้รับความสนใจจากคนลาวจำนวนมาก เนื่องผู้ป่วยเป็นนักศึกษาสาว ที่ได้สัมผัสกับคนไทย 2 คน ที่ลักลอบข้ามโขงเข้าไปเที่ยวเมืองลาว เมื่อกลับถึงไทยแล้ว จึงทราบข่าวว่า พวกเขาติดเชื้อโควิด 

จากนั้น นักศึกษาหญิงลาวคนดังกล่าว จึงไปตรวจหาเชื้อโควิดที่โรงหมอ และผลตรวจเป็นบวก เธอจึงเข้ารักษาอาการป่วยที่โรงหมอมิดตะพาบ

เนื่องจากมีกระแสข่าวโจมตีนักศึกษาหญิงลาวเยอะ เธอจึงไลฟ์เฟซบุ๊คชี้แจงเรื่องการต้อนรับคนไทยที่ข้ามมาเที่ยวลาว ในฐานะทูตวัฒนธรรม แต่คนลาวก็เข้าคอมเมนท์วิจารณ์มากมาย จนเธอต้องปิดเฟซบุ๊คหนี

ไทยป่วน ลอบข้ามโขง สาวลาวติดโควิด

                 สาธารณสุขลาว แถลงด่วนกรณีหนุ่มไทยลอบข้ามแดน

ไทม์ไลน์
++

ผู้ติดเชื้อกรณีที่ 59 เพศหญิง อายุ 25 ปี สัญชาติลาว นักศึกษา ปัจจุบัน พักอาศัยอยู่ที่บ้านโพนสะหว่าง เมืองจันทะบุลี นครหลวงเวียงจันทน์

6 เม.ย.2564 หนุ่มไทย 2 คน ที่เป็นเพื่อนของเอื้อยฮักนักศึกษาหญิง ลอบขี่เรือข้ามโขงจากมุกดาหาร ซึ่งเป็นการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และเข้ามาพักอยู่โรงแรมสายแพไหม 2 แขวงสะหวันนะเขต เอื้อยฮักได้พาหนุ่มไทยทั้งสอง ไปร้องเพลงที่คาราโอเกะ  สองทุ่ม ก็นั่งรถโดยสารจากสะหวันนะเขตมานครหลวงเวียงจันทน์

 7 เม.ย. ทั้งสามคน (หญิงลาวและสองหนุ่มไทย) ถึงนครหลวงเวียงจันทน์ และเข้าพักที่โรงแรมเจือง 2 เมืองจันทะบุลี โดยนักศึกษาหญิงคนนั้นได้ไปต้อนรับ

ระหว่างวันที่ 8-12 เม.ย.2564 นักศึกษาหญิง ได้พาเอื้อยฮัก และหนุ่มไทยทั้งสอง ไปกินเที่ยว ทั้งร้านอาหาร คลับบาร์ คาราโอเกะ และร้านนวด  

13 เม.ย. ปรากฏว่า หนุ่มไทย 2 คน มีอาการไข้ ปวดเนื้อปวดตัว แต่ไม่ได้พบกับนักศึกษาหญิง

16 เม.ย. เอื้อยฮัก และคนไทย 2 คน ออกจากโรงแรม เดินทางกลับไทย โดยว่าจ้างเรือน้อยลักลอบข้ามแดน ไปขึ้นฝั่งที่ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย 

17 เม.ย. นักศึกษาหญิงได้รับโทรศัพท์จากเอื้อยฮัก ว่าทั้งสามคน ติดเชื้อโควิด และหนึ่งในหนุ่มคนไทยนั้น มีอาการหนัก

19 เม.ย. นักศึกษาหญิงรู้สึกไม่สบาย จึงเดินทางไปตรวจหาเชื้อโควิดที่โรงหมอมิดตะพาบ 150 เตียง ผลเป็นบวก เธอจึงถูกแยกเปลี่ยว(แยกตัวออกจากคนไข้ทั้งหมด) รักษาอาการป่วย

20 เม.ย. คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติ (ดงโดก) ได้ออกหนังสือด่วนเรื่องรายงานผลตรวจเชื้อโควิดของนักศึกษา โดยระบุว่า นางมอนมีนา สุดทิดา นักศึกษา ปี 4 สาขาการตลาด โดยตัวนักศึกษาติดเชื้อโควิดจากผู้หญิงที่มาจากแขวงสะหวันนะเขต ซึ่งมีผัวเป็นคนไทย 

อนึ่ง กรณีที่ 60 ก็เป็นหญิงลาว วัย 28 ปี เดินทางไปเสริมจมูก ที่กรุงเทพฯ และลักลอบข้ามเรือกลับนครหลวงเวียงจันทน์ มีอาการไข้ ไปตรวจจึงพบติดเชื้อโควิด

ไทยป่วน ลอบข้ามโขง สาวลาวติดโควิด

                 ไทม์ไลน์ ของนักศึกษาลาว ที่สัมผัสหนุ่มไทย 2 คน

ไผเป็นไผ “หน่อย ยลดา” แป้งมันการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464256

ไผเป็นไผ “หน่อย ยลดา” แป้งมันการเมือง

20 เมษายน 2564 – 15:03 น.

นาทีนี้ การเมืองโคราชต้อง “แป้งมันหมื่นล้าน” และ “แม่หน่อย เอี่ยมเฮง” ผู้มากคอนเนกชั่น 
++
เป็นข่าวฮือฮา จู่ๆ หนี้หมื่นล้านหายไปภายใน 2 ปี เรื่องของนักการเมืองคู่ขวัญแห่งเมืองย่าโม นั่นคือ “กำนันป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม และ “แม่หน่อย” ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  “เน-หนู” เอาไง คุณนายแป้งมัน ปะทะ “หมอแหยง”

ไผเป็นไผ "หน่อย ยลดา" แป้งมันการเมือง

หน่อย ยลดา นายก อบจ.โคราช    

วันที่ 19 เม.ย.2564 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ ยลดา หวังศุภกิจโกศล กรณีเข้ารับตำแหน่งนายก อบจ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2564 ซึ่งเธอมีหนี้สินเป็นเงินกู้ยืมจากธนาคารและสถาบันการเงินอื่นเพียง 35,500,000 บาท    

ก่อนหน้านี้ “วีรศักดิ์” คู่สมรสของ “ยลดา” เคยแจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ เมื่อเดือน ส.ค. 2562 โดยแจ้งว่า มีหนี้สินรวมกันสองคน 11,138,404,713 บาท     

เมื่อยลดา แจ้งว่ามีหนี้สิน 35 ล้านบาท นั่นเท่ากับว่า หนี้สินประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท ได้หายไปเกือบทั้งหมด ซึ่งก็รอการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของสามี-วีรศักดิ์ อีกครั้ง หลังสลับตำแหน่งจาก รมช.พาณิชย์ มาเป็น รมช.คมนาคม     

จริงๆแล้ว ตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” เป็นผู้ประกอบการธุรกิจแป้งมันรายใหญ่ที่สุดของประเทศ และเข้าสู่วงการเมืองนานหลายปีแล้ว แต่เพิ่งมามีชื่อเสียงโด่งดังช่วงสองสามปีมานี้เอง    

เมื่อ “กำนันป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อาสาเป็นแม่ทัพโคราช พรรคภูมิใจไทย นำ ส.ส.เข้าสภาฯ ตามเป้าหมาย จึงได้รับตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ ก่อนจะสับเปลี่ยนมาเป็น รมช.คมนาคม     

ที่ฮือฮา ก็ตอนเลือกตั้งท้องถิ่น “แม่หน่อย” ยลดา หวังศุภกิจโกศล คู่ชีวิตกำนันป้อ ลงสมัครนายก อบจ.นครราชสีมา ปรากฏว่า แม่หน่อยนำโด่งม้วนเดียวจบ เพราะเปิดดีลกับทุกก๊กการเมืองในโคราชได้เบ็ดเสร็จ

++
แป้งมันหมื่นล้าน
++
พลันที่กระโจนเข้าสู่สังเวียนการเมือง “กำนันป้อ” ได้ลาออกจากตำแหน่งบริหารกลุ่มธุรกิจแป้งมันในเครือเอี่ยมเฮง ประกอบด้วยบริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม จำกัด ,บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสานอุตสาหกรรม จำกัด ,บริษัท เอี่ยมรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัท เอี่ยมเฮง โมดิฟาย สตาร์ช จำกัด    

จะว่าไปแล้ว ฉายา “แป้งมันพันล้าน” ยังน้อยไป เมื่อเทียบกับเม็ดเงินลงทุนในธุรกิจนี้ น่าจะเรียกว่า “แป้งมันหมื่นล้าน” มากกว่า    

ลำพังบทบาทการเป็นกำนัน ต.กุดโบสถ์ อ.เสิงสาง คงไม่ได้ทำให้วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ได้เก้าอี้รัฐมนตรี หากไม่ได้เป็นเจ้าของโรงงานแป้งมันหมื่นล้าน และปูทางหนุนเครือญาติเข้าสู่การเมืองมานานกว่า 20 ปีแล้ว    

ไผเป็นไผ "หน่อย ยลดา" แป้งมันการเมือง

กำนันป้อ วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล

กำนันป้อ มีส่วนผลักดันให้ “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็น ส.ส.นครราชสีมา 2 สมัย และสามีของจิตรวรรณคือ “สมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” ก็ได้เป็น ส.ว.นครราชสีมา    

รวมถึงส่งลูกชายลงสมัคร ส.ส.นครราชสีมา ในสีเสื้อพรรคเพื่อไทย เมื่อปี 2557 ซึ่งลูกกำนันป้อชนะเลือกตั้ง แต่น่าเสียดาย เลือกตั้งหนนั้นเป็นโมฆะ    

หัวเรี่ยวหัวแรงในการสร้างฐานมวลชนของตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” คือ “แม่หน่อย” ยลดา หวังศุภกิจโกศล ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ชมรม TO BE NUMBER ONE เอี่ยมเฮง    

ชาวไร่มันสำปะหลังในพื้นที่ อ.หนองบุญมาก อ.ครบุรี และ อ.เสิงสาง จะรู้จัก “แม่หน่อย เอี่ยมเฮง” เป็นอย่างดี  

++
แป้งมันสายอุบลฯ
++
จริงๆ แล้ว “สมศักดิ์-จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เล่นการเมืองมาก่อน แต่ไม่ดังเปรี้ยงปร้างโดยพวกเขาก่อตั้ง บริษัท เอี่ยมบูรพา จำกัด และตั้งโรงงานแป้งมันเอี่ยมบูรพา อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เมื่อปี 2540 เพื่อรับซื้อหัวมันแถวชายแดนไทย-กัมพูชา มาผลิตแป้งมัน    

วันนี้ “จิตรวรรณ” ได้ขยายโรงงานไปทางอีสานใต้ มีฐานใหญ่อยู่ที่โรงงานแป้งมันเอี่ยมอุบล อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี รวมทั้งเอี่ยมอำนาจเจริญ และเอี่ยมกันทรลักษณ์    

เลือกตั้งปี 2562 จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็นผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย รับผิดชอบสนามเลือกตั้ง ฝั่งอุบลราชธานี ตอนเหนือ 4 เขตเลือกตั้ง แม้จะพ่ายแพ้ แต่ก็เก็บเกี่ยวคะแนนมาให้พรรคได้ไม่น้อยเลย    

การขยายฐานธุรกิจควบคู่ฐานการเมือง เป็นยุทธศาสตร์ของกำนันป้อ จากนครราชสีมา ขยับไปอุบลราชธานี และอำนาจเจริญ     

ก่อนการปรับคณะรัฐมนตรีหนที่แล้ว มีข่าวลือว่า สรอรรถ กลิ่นประทุม แม่ทัพภาคกลาง จะดันบุญลือ ประเสริฐโสภา มาแทนกำนันป้อ แต่ผู้มากบารมีบุรีรัมย์ ก็ไม่กล้าเปลี่ยนตัวผู้เล่น    

ในที่ “แม่หน่อย” ได้เป็นนายก อบจ.โคราช ตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” ก็ไม่ได้เป็นสองรองใครแล้ว เพราะสามารถดีลได้กับทุกพรรค ทั้งพลังประชารัฐ เพื่อไทย และชาติพัฒนา     

ถ้าผู้มากบารมีเล่นเกมเขย่าเก้าอี้กำนันป้อบ่อยๆ ก็อย่านึกว่า ตระกูลแป้งมันจะไม่มีทางไป  

สงครามเงา ‘โอ๊ค’ โหนโทนี่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464155

สงครามเงา ‘โอ๊ค” โหนโทนี่

19 เมษายน 2564 – 16:50 น.

โทนี่มาแรง “โอ๊ค” ขอโหนกระแสบ้าง เปิดแนวรบสื่อดิจิตอล ทะลวงป้อมค่าย “3 ป.” 

++

ไม่แปลกใจที่พักนี้ “โอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายอดีตนายกรัฐมนตรี จะกระโจนเข้าสู่สงครามข่าวสารอีกครั้งหนึ่ง หลังเงียบไปพักใหญ่ๆ

โอ๊ค” ใช้เฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ Oak Panthongtae Shinawatra สร้างกระแสโซเชียลมานานนับสิบปีแล้ว กระทั่ง มีคนสงสัยว่า โอ๊คเขียนเองหรือไม่ เพราะใครตามเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์โอ๊ค จะเห็นเลยว่า โอ๊คเองก็คมและบ้าพอตัวเหมือนกัน

ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โอ๊คเล่นโซเชียลหนัก สร้างวาระเอง เปิดประเด็นเอง และได้ตอบโต้กลับไปยังสังคมที่คาใจในตัวเขาบ้าง 

เมื่อ คสช.ครองอำนาจ โอ๊คใช้เฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ เป็นเครื่องมือต่อต้านผู้มีอำนาจ จึงมีแฟนคลับมากมาย ด้วยลีลาการเหน็บแนม กระแทกแดกดันฝ่ายตรงข้าม ที่ถูกใจใช่เลย

สองปีมานี้ โอ๊คเล่นโซเชียลน้อยลง อาจเพราะยังติดบ่วงคดีความอยู่ แต่ปลายปีที่แล้ว โอ๊คเริ่มกลับแขวะ “พี่น้อง 3 ป.” บ้าง นิดๆหน่อยๆ 

สงครามเงา 'โอ๊ค" โหนโทนี่

                                  โอ๊ค ไม่เคยทิ้งเวทีการเมือง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
โควิดวิกฤต แนวร่วม ‘โทนี่’ ขยี้ประยุทธ์

++
ยุคจันทร์ส่องหล้า

มีข้อน่าสังเกตว่า โอ๊คเริ่มกลับมาใช้เฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ วิจารณ์การเมือง ช่วงต้นปี 2564 ซึ่งตรงกับช่วง 4 ขุนศึกค่ายจันทร์ส่องหล้า “เพ้ง อ้วน มิ้ง เลี้ยบ” เข้ามารีโนเวทพรรคเพื่อไทย พร้อมกับการเปิดตัว “โทนี่” หรือทักษิณ ชินวัตร ภาคคลับเฮ้าส์

วันที่ 16 มี.ค.2564 “โอ๊ค” โพสต์เฟซบุ๊คช่วยปั่นกระแส “โทนี่” ทันที “ผมมีโอกาสเดินทางกับคุณพ่อไป ตปท. ตอนเป็นนายกหลายครั้ง เพิ่งจะมีโอกาสได้ฟังเทคนิคการเจรจาระดับสูงจากพ่อ ตอนมาฟังคลับเฮ้าส์พร้อมๆกับ Tony’s FC วันนี้เอง ฟังแล้วก็คิดถึง และเสียดายหลายๆอย่างที่เราย้อนเวลาไม่ได้ เพื่อนๆล่ะครับ เสียดายโอกาสของประเทศไทย ที่หายไปกันบ้างหรือเปล่า?”

พลันที่มีข่าว “ลุงป้อม” แจกขันให้คนไทยไว้เล่นน้ำสงกรานต์ “โอ๊ค” ก็ไม่รีรอ ขอใส่เต็มเหนี่ยว “เทศกาลสงกรานต์ ลุงถือโอกาสแจกขัน แนะนำอาชีพใหม่ให้คนไทย #เนียนนะลุง คนไทยเคยทำมาค้าขาย พอลุงยึดอำนาจ เปลี่ยนเป็น ขายรถ ขายบ้าน ขายที่ ขายสมบัติเก่ากินกันเป็นแถว อยู่มา 7ปี ลุงแจกขันทีนึง 2ล้านใบ หากอยู่จนครบเทอม คนไทยถือขันกันทั้งประเทศ แล้วใครจะเป็นคนหยอดเงินครับลุง”

ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “โอ๊ค” จะกระซวก “ลุงตู่” เรื่องการแก้ไขโควิดระบาดที่ไม่มีทิศทาง “ลุงบอกจะแถลงข่าว คนทั้งประเทศก็รอฟัง นึกว่าจะนำเสนอทางรอดจาก #Covid19 ลุงพูดไปบ่นไป ฟังก็ไม่รู้เรื่อง วัคซีนก็ไม่มา สาระก็ไม่มี ลุงนำพาประเทศฝ่าโควิด เหมือนตาบอดคลำทาง ไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ ประเทศไทย อยากมีบัณฑิต ทำได้ง่ายนิดเดียว ลุงก็ลุกจากเก้าอี้สิครับ ลาออกไปซะ จะได้มีบัณฑิตมาบริหารประเทศบ้าง #ผนงรจตกม คำๆ นี้ ใกล้จะเป็นความจริงขึ้นมาทุกทีแล้วครับ”

สงครามเงา 'โอ๊ค" โหนโทนี่

                    ภาพเก่าสมัยโอ๊ค ติดตามพ่อในฐานะนายกฯ

++

เจ้าพ่อสื่อแดง

ในแวดวงคนเสื้อแดง รู้ดีว่า สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ชื่อ ดีเอ็นเอ็น ,เอเชียอัพเดท และพีเพิลแชนแนล หรือเรียกกันง่ายๆว่า “จอแดง” นั้น อยู่ภายใต้การบริหารหลังม่านของ “โอ๊ค” ซึ่งช่วงเสื้อแดงแรงฤทธิ์ “โอ๊ค” เดินงานการเมืองเต็มตัว 

ปี 2552 โอ๊คเปิดตัวเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม “วอยซ์ทีวี” 

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ “โอ๊ค” เปิดหน้าชนเต็มตัว ทั้งสื่อโซเชียล และทีวีดาวเทียม “ถ้าผมเลือกได้ ผมขอทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์อาปู และจะขอทำหน้าที่ จนกว่าผู้ที่มีใจรักประชาธิปไตยจะเป็นฝ่ายชนะ คุณพ่อผมได้กลับบ้าน”

ปี 2561 ช่องวอยซ์ทีวี บอกลาความเป็นทีวีดิจิตอล กลับไปเป็นทีวีดาวเทียม และทีวีออนไลน์ ลดขนาด ลดองค์กร แถมช่องทีวีดาวเทียม “จอแดง” ที่ออกอากาศอยู่ตึกอิมพีเรียล ลาดพร้าว ก็เลิกรา ชนิดช็อคแฟนเสื้อแดง

โอ๊ค” แค่ปรับตัวตามกระแสสื่อ เพราะยุคสื่อดิจิตอล มีหลากหลายช่องทาง ที่จะนำเสนอข่าวสาร ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับ “สื่อเก่า” อย่างทีวีดิจตอลหรือทีวีดาวเทียม

สงครามเงา 'โอ๊ค" โหนโทนี่

                              โอ๊คขอร่วมรีโนเวทพรรคเพื่อไทย

ศึกอีสาน ส่อง ‘สร้างไทย’ หนามตำใจ ‘เพื่อแม้ว’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464130

ศึกอีสาน ส่อง ‘สร้างไทย’ หนามตำใจ ‘เพื่อแม้ว’

19 เมษายน 2564 – 14:09 น.

รัฐบาลติดเชื้อโควิด ยุบสภาเมื่อไหร่ก็ได้ ส่องอีสาน เที่ยวหน้า “ไทยสร้างชาติ” ก้างขวางคอค่ายเพื่อไทย

++

หากไม่มีสถานการณ์โควิดระบาดระลอกใหม่ ความเคลื่อนไหวของ “นักเลือกตั้ง” คงคึกคัก เพราะมีวาระการประชุมใหญ่ประจำปีของพรรคการเมือง ทั้งพรรคเพื่อไทย, พรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย รวมถึงการประชุมใหญ่นัดแรกของพรรคไทยสร้างไทย หรือพรรคสร้างไทย 

เมื่อโควิดมา นักเลือกตั้งก็ล่าถอย ปล่อยให้รัฐบาลประยุทธ์บริหารจัดการแบบกระพร่องกระแพร่ง จึงมีการเมืองเรื่องโควิดผุดขึ้นมาแทน เหมือนละครคั่นเวลา

พูดถึงพรรคไทยสร้างไทย ของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” หลายคนอาจสงสัยว่า มีฐานเสียงอยู่ในนครบาล จะทะลวงเขตภูธรได้ไหม เราคงต้องหาไปคำตอบกัน

หากพิจารณาแก่นแกนของพรรค ก็จะพบชื่อ “พงศกร อรรณนพพร” อดีต ส.ส.ขอนแก่น ซึ่งปัจจุบัน ก็มีลูกสาวและน้องชาย เป็น ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย นัยว่า “พงศกร” นี่แหละถูกวางตัวเป็นแม่ทัพใหญ่ภาคอีสาน 

แน่นอน คู่แข่งของพรรคไทยสร้างไทย ย่อมหนีไม่พ้นพรรคเพื่อไทย เมื่อพิจารณาจากการจัดทัพใหม่ของค่าย “คนแดนไกล” จะเห็นว่า ค่าย “คุณหญิงหน่อย” พอมีโอกาสเบียดแทรกได้เหมือนกัน

ลองพลิกไปดูข้อมูลการจัดทัพอีสานของพรรคเพื่อไทย ที่แบ่งออกเป็น 4 โซนคือ

โซนอีสานเหนือ : อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู เลย สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร ไชยา พรหมา ประธาน เอกธนัช อินทร์รอด รองประธาน มนพร เจริญศรี เลขานุการ 

โซนอีสานกลาง : ขอนแก่น ชัยภูมิ กาฬสินธ์ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม ศักดา คงเพชร ประธาน ประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ และเชิดชัย ตันติศิรินทร์ ที่ปรึกษา มุกดา พงษ์สมบัติ เลขานุการ

โซนอีสานใต้ (1) : ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี เกรียง กัลป์ตินันท์ ประธาน พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ที่ปรึกษา 

โซนอีสานใต้ (2) : นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ประเสริฐ จันทรรวงทอง ประธาน สมบัติ ศรีสุรินทร์ ที่ปรึกษา คุณากร ปรีชาชนะชัย เลขานุการ

จะเห็นได้ว่า ค่ายคนแดนไกลให้ความสำคัญกับโซนอีสานใต้ เพราะศึกเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โซนนี้ถูกพรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐ เบียดชิงเก้าอี้ไปได้เยอะ จึงมีชื่อ “เฮียเพ้ง” มาคุมสนามเอง 

ศึกอีสาน ส่อง 'สร้างไทย' หนามตำใจ 'เพื่อแม้ว'

                              คุณหญิงหน่อย มั่นใจฐานเสียงอีสาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
เพื่อ ‘แม้ว’ ลุย’เพ้ง-แจ๋น’คุมทัพเมืองหลวง

++
ล้มค่ายเนวิน

แม้โซนอีสานใต้ทั้ง 2 ส่วน จะมีชื่อ เกรียง กัลป์ตินันท์ และประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นแม่ทัพ แต่แม่ทัพใหญ่ก็คือ “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล

อีสานใต้ตอนบน ค่ายเพื่อไทย มีจุดอ่อนที่ศรีสะเกษ เพราะภูมิใจไทย ทุ่มสรรพกำลังลงไปเยอะ รวมถึงอำนาจเจริญ ก็ไม่ง่ายเหมือนเก่า ด้วยเหตุนี้ “เสี่ยเบี้ยว” เกรียง กัลป์ตินันท์ จึงต้องดึงเฮียเพ้งมาเป็นที่ปรึกษา

ศึกอีสาน ส่อง 'สร้างไทย' หนามตำใจ 'เพื่อแม้ว'

                      ประเสริฐ จันทรรวงทอง เด็กปั้นเฮียเพ้ง

อีสานใต้ตอนล่าง เป็นโจทย์ที่ยากของ “เฮียเสริฐ สีคิ้ว” เด็กปั้นของเฮียเพ้ง ทั้งบุรีรัมย์ และโคราช ส่วนสุรินทร์ เพื่อไทยยังยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ไว้ได้ สมัยหน้า ค่ายเนวินไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอก 

ค่ายเพื่อไทยรู้ดีว่าหากจะสู้กับเนวิน ก็ต้องได้แม่ทัพระดับเฮียเพ้ง จึงจะสู้ไหว?

ศึกอีสาน ส่อง 'สร้างไทย' หนามตำใจ 'เพื่อแม้ว'

                          เฮียเพ้ง คุมทัพอีสานใต้ พรรคเพื่อไทย

++
ขอชิงอีสาน

ช่วงปลายปี 2562 มีการเลือกตั้งซ่อมขอนแก่น เขต 7 พงศกร อรรณนพพร เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้ง และทำงานใกล้ชิดกับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แม้ธนิก มาสีพิทักษ์ พรรคเพื่อไทย จะพ่ายสมศักดิ์ คุณเงิน พรรคพลังประชารัฐ ก็ไม่ได้เสียหายมากนัก เพราะสนามเลือกตั้งซ่อม ฝ่ายกุมอำนาจรัฐย่อมได้เปรียบ

ผ่านมาถึงศึกเลือกตั้งนายก อบจ. “คุณหญิงหน่อย” ได้เดินทางไปช่วยผู้สมัครนายก อบจ.แถวอีสานเหนือ และอีสานกลาง เหมือนเป็นการกรุยทางสร้างแบรนด์ใหม่ 

“พงศกร” เป็นนักการเมืองดาวฤกษ์ โตมาจากกงสี “หจก.อื้องี่กี่” ที่ดำเนินธุรกิจค้าพืชไร่รายใหญ่ รับเหมาก่อสร้าง และปั๊มน้ำมัน ในพื้นที่ อ.หนองสองห้อง และพื้นที่ใกล้เคียง ก่อนจะหันมาสมัคร ส.ส. ในสังกัดพรรคชาติพัฒนา และเป็น ส.ส.สมัยแรก ปี 2539

ปี 2544 พงศกร ย้ายมาอยู่พรรคไทยรักไทย ได้เป็น ส.ส.ขอนแก่น 4 สมัย และส่งต่อให้ภรรยา ดวงแข อรรณนพพร ลง ส.ส.เขตแทน 

ชั่วโมงนี้ “ข้าวฟ่าง” สรัสนันท์ อรรณนพพร ลูกสาว และบัลลังก์ อรรณนพพร น้องชายของพงศกร ยังเป็น ส.ส.ขอนแก่น เพื่อไทย ในวันหน้าก็คงต้องขยับออกจากค่ายเก่า

ด้วยชื่อชั้นคุณหญิงหน่อย ที่แวะเวียนมาอีสานบ่อย ทีมงานพรรคไทยสร้างชาติเชื่อว่า พื้นที่อีสานเหนือ และอีสานกลาง ยังขอเบียดแทรกค่ายคนแดนไกลได้ 

อย่างน้อย อีสานโพลล์ในรอบ 2-3 ปีมานี้ คุณหญิงหน่อยยังติดชื่อนักการเมืองอันดับต้นๆ ที่คนอีสานอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี

ศึกอีสาน ส่อง 'สร้างไทย' หนามตำใจ 'เพื่อแม้ว'

                          พงศกร(ขวาสุด) พาคุณหญิงหน่อยทัวร์อีสาน

ตรึงชายแดน สกัดโควิดข้ามโขง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464072

ตรึงชายแดน สกัดโควิดข้ามโขง

18 เมษายน 2564 – 18:29 น.

ลาวสะเทือน ส่งตำรวจน้ำสกัด “แรงงานคืนถิ่น” ลักลอบข้ามโขง ห่วงแพร่เชื้อโควิด 

สืบเนื่องจากวันที่ 17 เม.ย.2564 คณะเฉพาะกิจป้องกัน ควบคุมและแก้ไขโควิดระบาดของลาว ได้แถลงข่าวว่า พบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ 4 คน ซึ่งเป็นแรงงานลาวที่กลับมาจากเมืองไทย สร้างความแตกตื่นให้ชาวลาวเป็นอย่างมาก

ชาวลาวผู้ติดเชื้อโควิด 4 คน แยกเป็นชาวแขวงสะหวันนะเขต 2 คน ,แขวงคำม่วน 1 คน และแขวงบอลิคำไซ 1 คน 

รายแรก หญิงวัย 25 ปี ชาวเมืองหินบูน แขวงคำม่วน มีอาชีพแม่บ้านในร้านอาหารที่กรุงเทพฯ เดินทางจากสถานีขนส่งหมอชิต ถึงนครพนม เมื่อวันที่ 14 เม.ย.2564 และได้ข้ามแดนผ่านด่านสากลสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 

รายที่สอง ชายวัย 32 ปี ชาวเมืองสองคอน แขวงสะหวันนะเขต มีอาชีพขายที่นอน อยู่แถววงเวียนใหญ่ และพาหุรัด กรุงเทพฯ เดินทางจากหมอชิตถึงมุกดาหาร เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2564 และข้ามแดนผ่านด่านสากลสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 

รายที่สาม ชายวัย 24 ปี ชาวเมืองสองคอน แขวงสะหวันนะเขต มีอาชีพลูกจ้างร้านอาหาร แถวรามคำแหง เดินทางจากหมอชิตถึงมุกดาหาร เมื่อวันที่ 15 เม.ย.2564 และข้ามแดนผ่านด่านสากลสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2

รายที่สี่ หญิงวัย 25 ปี ชาวเมืองบอลิคัน แขวงบอลิคำไซ ทำงานอยู่ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี แต่วันเดินทางกลับลาวนั้น นั่งเครื่องบินจากหาดใหญ่ มาที่อุดรธานี ก่อนจะนั่งรถตู้มาที่ จ.บึงกาฬ และลักลอบเข้าเมือง โดยจ้างเรือน้อยพาข้ามแม่น้ำโขง จากฝั่งบึงกาฬมาขึ้นฝั่งเมืองปากกะดิง แขวงบอลิคำไซ 

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขลาวพบว่า ช่วงบุญปีใหม่ลาวหรือสงกรานต์ปีนี้ มีแรงงานลาวกลับมาจากเมืองไทย ตรวจพบเชื้อโควิดรวมทั้งหมด 7 ราย 

ด้วยเหตุนี้ จึงมีกระแสเรียกร้องจากประชาชนผ่านโซเชียล ให้รัฐบาลลาวส่งตำรวจและทหารไปป้องกันชายแดนลาว-ไทย เพื่อสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดนของแรงงานลาว

โดยเฉพาะช่วงที่มีแม่น้ำโขงกั้นเขตแดน ปรากฏว่า มีการลักลอบข้ามแดนอยู่บ่อยๆ แถวแขวงเวียงจันทน์, แขวงบอลิคำไซ, แขวงคำม่วน, แขวงสะหวันนะเขต, แขวงสาละวัน และแขวงจำปาสัก

อย่างไรก็ตาม ช่วงก่อนสงกรานต์ มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีลาว กำชับให้เจ้าแขวง ที่มีชายแดนติดกับประเทศเสี่ยง ให้สั่งการนายบ้าน(ผู้ใหญ่บ้าน) ตำรวจและทหาร ดูแลเข้มงวดการเดินทางเข้า-ออกอยู่แล้ว 

ตรึงชายแดน สกัดโควิดข้ามโขง
ตรึงชายแดน สกัดโควิดข้ามโขง

                    เรือตำรวจน้ำลาว พร้อมสกัดแรงงานลาวกลับบ้าน

มาตรการเข้ม
++

สำหรับการแพร่ระบาดของโควิดรอบใหม่นี้ ทางการลาว ไม่ได้มีคำสั่งล็อกดาวน์ทั้งประเทศ แต่มอบให้แต่ละแขวง ดำเนินการออกคำสั่งควบคุมและป้องกันโควิดตามสถานการณ์ 

กรณีแรงงานลาวจากไทย มีทั้งผ่านด่านสากล และลักลอบเข้าเมือง มีจำนวนหนึ่งติดเชื้อโควิด ทำให้แขวงสะหวันนะเขต, แขวงสาละวัน, แขวงคำม่วน และแขวงบอลิคำไซ ออกมาตรการพิเศษ เพื่อสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดน

1.ห้ามบุคคลใดนำเรือน้อยไปรับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าฝ่าฝืนครั้งที่ 1 จะทำการปรับไหม 5 ล้านกีบ พร้อมทำบันทึกกล่าวตักเตือน ถ้ายังมีครั้งต่อไป จะปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง

2.ถ้ามีแรงงานลักลอบเข้ามา และกลับบ้านโดยไม่ผ่านศูนย์กักกัน แรงงานคนนั้นและครอบครัว จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมค่าตรวจหาเชื้อ ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้ต่างๆ

นับจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบัน พบการติดเชื้อโควิดในลาว 58 กรณี และอยู่ในระหว่างการรักษาตัว 9 กรณีคือ นครหลวงเวียงจันทน์ 3 คน, จำปาสัก 1 คน, สาละวัน 1 คน ,สะหวันนะเขต 2 คน ,คำม่วน 1 คน และบอลิคำไซ 1 คน

ตรึงชายแดน สกัดโควิดข้ามโขง
ตรึงชายแดน สกัดโควิดข้ามโขง
ตรึงชายแดน สกัดโควิดข้ามโขง

          เจ้าหน้าที่สารณสุขลาว นำตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดคนป่วยไปกักบริเวณ

โควิดวิกฤต แนวร่วม ‘โทนี่’ ขยี้ประยุทธ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464063

โควิดวิกฤต แนวร่วม ‘โทนี่’ ขยี้ประยุทธ์

โควิดวิกฤต แนวร่วม 'โทนี่' ขยี้ประยุทธ์

18 เมษายน 2564 – 16:24 น.

มหาวิกฤตโควิด รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ “โทนี่” หรือ “ทักษิณ” จึงไม่พลาด ผสมโรงทีมจตุพร

++

สงกรานต์ปีที่แล้ว ประชาชนไทยยอมรับสภาพทุกข์ยากปากหมอง ปฏิบัติตามคำสั่งล็อกดาวน์ของรัฐบาลประยุทธ์ เพื่อสู้กับโควิดระลอกแรก แต่สงกรานต์ปีนี้ โควิดระลอก 3 มาแบบไม่ทันตั้งตัว คนไทยเริ่มจะไม่ทน เพราะเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดโควิดรอบใหม่ มาจากปัญหาคอร์รัปชันในแวดวงคนมีสี 

ในภาวะเศรษฐกิจติดลบ รัฐบาลประยุทธ์ไม่กล้าใช้มาตรการล็อกดาวน์เหมือนปีที่แล้ว มีการเคลื่อนย้ายประชาชนข้ามจังหวัด ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ จึงพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง

อารมณ์ของผู้คนสะท้อนความไม่เชื่อมั่นต่อผู้นำรัฐบาล บวกถ้อยวลี “วัคซีนก็ไม่ได้ เศรษฐกิจก็ไม่ดี” ที่ดังหนาหูขึ้นทุกวัน เหมือนจะเติมเชื้อไฟให้กับม็อบ ไม่ว่าม็อบคนรุ่นใหม่หรือคนรุ่นเก่า

ชั่วโมงนี้ สถานการณ์การชุมนุมบนท้องถนน อาจดูเบาบาง เพราะกระแสข่าวโควิดระบาด กลุ่มรีเดมพยายามจะขอเสียงโหวตจัดการชุมนุม แต่ก็มีเสียงสนับสนุนไม่พอ รวมทั้งกิจกรรม “ยืน หยุด ขัง” ก็มีคนเข้าร่วมหลักสิบหลักร้อย 

อย่างไรก็ตาม กระแสม็อบเยาวชนปลดแอกปีที่แล้ว ก็เกิดขึ้นหลังโควิดระลอกแรกคลี่คลาย จึงมองข้ามการสั่งสมอารมณ์ไม่พอใจของผู้คนไปไม่ได้ 

โควิดวิกฤต แนวร่วม 'โทนี่' ขยี้ประยุทธ์

                                  จตุพร เตรียมลุย 24 เมษา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
อ่านเกม “แม้ว-ปู” รุกปลุกพลังแดง

++
ม็อบจตุพร

แม้ยกแรก “อดุลย์ เขียวบริบูรณ์” ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 และ “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช. จัดชุมนุมไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย  ที่อนุสรณ์พฤษภาประชาธรรรม จะไม่สามารถดึงมวลชนได้มากมาย แต่ประสบความสำเร็จในแง่การกระจายข่าวสาร เพราะสื่อกระแสหลักให้ความสนใจทำข่าวเป็นจำนวนมาก

จตุพร” แถลงเบื้องต้นว่า 24 เม.ย.2564 กลุ่มสามัคคีประชาชนไทย จะจัดกิจกรรมอีกครั้ง หากสถานการณ์ระบาดของโควิดไม่คลี่คลาย คงจะหาช่องทางสื่อสารผ่านสื่อใหม่ โดยจะชี้ให้เห็นถึงความเสียหายที่ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่การรวบอำนาจและหน่วยงานบังคับบัญชาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อการจัดการการระบาดของโควิด

การไม่ปรากฏตัวของ พิภพ ธงไชย และสมาชิกกลุ่มเพื่อนอานันท์ บนเวทีสามัคคีประชาชนไทย ทำให้กิจกรรมดังกล่าว กลายเป็นเรื่องของคนเสื้อแดง

ไม่แปลกที่คนของพรรคการเมืองเก่าแก่ จะผูกโยง “ม็อบจตุพร” ไปหาการเคลื่อนไหวของทักษิณ ชินวัตร ที่กลับมาโดดเด่นในเวทีคลับเฮาส์

ถึงจตุพรจะยื่นมือไปแตะเพื่อนเดือนพฤษภา 2535 และดึงมิตรต่างสีอย่าง วีระ สมความคิด และไทกร พลสุวรรณ มาร่วมไล่ประยุทธ์ แต่มวลชนหน้าเวทีก็ยังเป็นคนหน้าเดิม 

โควิดวิกฤต แนวร่วม 'โทนี่' ขยี้ประยุทธ์

                                   โทนี่มาแล้ว ฝ่าวิกฤตโควิด

โทนี่รอขยี้
++

มาร่วมฝ่าวิกฤติโควิด กับ Tony Woodsome ใน CARE clubhouse  จากความสำเร็จและประสบการณ์ที่มี ถึงเวลาแล้ว! ที่เขาจะแชร์ทางออกจากมหาวิกฤติครั้งใหญ่ในรอบ 100 ปี เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและคนไทย กังวล สงสัย ใคร่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับโควิด โทนี่จะตอบชัดชัด ซัดให้คลายทุกข้อ

นี่คือถ้อยคำเชิญชวนในแฟนเพจกลุ่มแคร์ ซึ่งโทนี่ หรือทักษิณ ชินวัตร จะมาพบกับเอฟซี ทางคลับเฮ้าส์ ตอนสองทุ่ม วันที่ 20 เม.ย.2564

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดูจะประสบความล้มเหลวในการสื่อสารภาวะวิกฤต โดยเฉพาะในวันที่แถลงข่าวเรื่องโควิดครั้งล่าสุด กลุ่มแคร์ จึงดัน “โทนี่” หรือทักษิณ ชินวัตร ออกมาไขคำตอบเรื่องฝ่าวิกฤตโควิด
 ก่อนหน้านั้น นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ได้เสนอแนวทางการควบคุมโควิด ด้วยความรู้การแพทย์และสาธารณสุข ไม่ใช่ใช้แต่การเมือง หรือคิดแบบคนการเมือง

“หมอมิ้ง” บอกว่า “ยิงศรต้องยิงให้ตกเป้า คำพูดในหลักการนี้คือ มีปัญหาตรงไหนก็ควบคุมตรงนั้น ควบคุมการเคลื่อนของคน แหล่งที่จะเป็นการแพร่เชื้อของโรค ผมคิดว่าเราต้องเดินอย่างเป็นแบบแผน รวดเร็วและชัดเจน วิทยาศาสตร์มีคำตอบไว้หมดแล้ว งบก็มีแล้ว เมื่อเป็นอย่างนี้ ถ้าเราจัดการได้แต่ต้นทาง ภาระในการเยียวก็จะลดลง เศรษฐกิจก็จะฟื้นกลับมาใกล้เคียงกับเดิมมากขึ้น”

พูดง่ายๆ การแก้ไขวิกฤตโควิดระลอกนี้ รัฐบาลยิงศรสะเปะสะปะ หมอมิ้งจึงย้ำว่า ควรเดินตามแนวทางการแพทย์และสาธารณสุข

สิ่งที่กลุ่มแคร์คิด ก็คือการเปรียบเทียบความเป็นผู้นำในภาวะวิกฤต ระหว่างทักษิณ ชินวัตร กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงต้องช่องทางให้ “โทนี่” ได้มาพบกับเอฟซีทั้งหลาย

“ดร.สามารถ” ชี้ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า กทม.หรือ รฟม. ถูกกว่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464034

“ดร.สามารถ” ชี้ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า กทม.หรือ รฟม. ถูกกว่า

18 เมษายน 2564 – 11:51 น.

“ดร.สามารถ” ชี้ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า กทม.หรือ รฟม. ถูกกว่า

เมื่อวันที่ 18 เม.ย.64 “ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte เปรียบเทียบค่าโดยสารรถไฟฟ้า กทม.หรือ รฟม. ถูกกว่า โดยระบุว่า 

ดูกันชัดๆ อีกที

ค่าโดยสารรถไฟฟ้า

กทม.หรือ รฟม. ถูกกว่า?

เป็นที่ถกเถียงกันมากว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าของ กทม.หรือของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ถูกกว่า หาคำตอบได้จากบทความนี้

รถไฟฟ้าภายใต้การกำกับดูแลของ กทม.คือรถไฟฟ้าสายสีเขียว มีเส้นทางดังนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ดร.สามารถ” ชี้ หั่นค่าโดยสารสายสีเขียว เหลือ 25 บาท ‘ทำได้จริงหรือ’
 

1. เส้นทางหลัก

ประกอบด้วยช่วงหมอชิต-อ่อนนุช ระยะทาง 17 กิโลเมตร และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน ระยะทาง 6.5 กิโลเมตร กทม.ได้ให้สัมปทานแก่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส เป็นเวลา 30 ปี ตั้งแต่ปี 2542-2572 โดยบีทีเอสเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด 100% ทั้งงานโยธาและงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล เป็นเงินประมาณ 53,000 ล้านบาท และต้องแบกรับภาระความเสี่ยงเองทั้งหมดด้วย

2. ส่วนต่อขยาย

2.1 ส่วนต่อขยายที่ 1

ประกอบด้วยช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า ระยะทาง 7.5 กิโลเมตร และช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง ระยะทาง 5.3 กิโลเมตร กทม.จ้างบีทีเอสให้เดินรถตั้งแต่ปี 2555-2585

2.2 ส่วนต่อขยายที่ 2

ประกอบด้วยช่วงแบริ่ง-เคหะสมุทรปราการ ระยะทาง 12.6 กิโลเมตร และช่วงหมอชิต-คูคต ระยะทาง 17.8 กิโลเมตร กทม.จ้างบีทีเอสให้เดินรถตั้งแต่ปี 2559-2585

หาก กทม.ขยายสัมปทานให้บีทีเอสเป็นเวลา 30 ปี ตั้งปี 2573-2602 โดยจะต้องพ่วงส่วนต่อขยายให้บีทีเอสรับผิดชอบด้วยตั้งแต่วันที่จะลงนามสัญญาจนถึงปี 2602 บีทีเอสจะต้องเก็บค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 65 บาท จะต้องแบ่งรายได้ให้ กทม.ไม่น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท และถ้าได้ผลตอบแทนเกิน 9.6% จะต้องแบ่งรายได้ให้ กทม.เพิ่มเติมอีก ทั้งนี้ บีทีเอสจะต้องรับภาระหนี้แทน กทม.ถึงปี 2572 และจะต้องรับภาระความเสี่ยงเองทั้งหมด

รถไฟฟ้าภายใต้การกำกับดูแลของ รฟม.ที่เปิดให้บริการแล้วคือสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง

1. สายสีน้ำเงิน

1.1 เส้นทางหลัก

ช่วงหัวลำโพง-บางซื่อ ระยะทาง 20 กิโลเมตร รฟม.ได้ให้สัมปทานแก่บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็มเป็นเวลา 25 ปี จากปี 2547-2572 เส้นทางนี้ใช้เงินลงทุนทั้งหมด 115,812 ล้านบาท โดย รฟม.ลงทุนงานโยธาเป็นเงิน 91,249 ล้านบาท คิดเป็น 79% และบีอีเอ็มลงทุนงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล เช่น ขบวนรถ ติดตั้งระบบสื่อสาร อาณัติสัญญาณ และระบบตั๋ว เป็นเงิน 24,563 ล้านบาท คิดเป็น 21%

1.2 ส่วนต่อขยาย

ประกอบด้วยช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ระยะทาง 11.08 กิโลเมตร และหัวลำโพง-บางแค (หลักสอง) ระยะทาง 15.9 กิโลเมตร เป็นการลงทุนรูปแบบเดียวกันกับเส้นทางหลัก กล่าวคือ รฟม.ลงทุนงานโยธา และบีอีเอ็มลงทุนงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล

รฟม.ได้ขยายสัมปทานเส้นทางหลักให้บีอีเอ็มออกไปอีก 20 ปี จากปี 2573-2592 โดยพ่วงส่วนต่อขยายให้บีอีเอ็มเป็นผู้รับผิดชอบด้วยตั้งแต่ปี 2560-2592 มีการลงนามในสัญญาขยายสัมปทานไปแล้วเมื่อปี 2560 โดยบีอีเอ็มเก็บค่าโดยสารสูงสุดได้ไม่เกิน 42 บาท หากได้ผลตอบแทนไม่เกิน 9.75% ไม่ต้องแบ่งรายได้ให้ รฟม. แต่ถ้าได้เกิน จะต้องแบ่งให้ รฟม. ทั้งนี้ บีอีเอ็มไม่ต้องช่วยแบกภาระหนี้แทน รฟม. แต่ต้องแบกรับภาระความเสี่ยงเองทั้งหมด

2. รถไฟฟ้าสายสีม่วง

รถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงเตาปูน-บางใหญ่ ระยะทาง 23 กิโลเมตร มีบทบาทหน้าที่เหมือนรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย เนื่องจากมีเส้นทางต่อจากสายสีน้ำเงินที่เตาปูน รถไฟฟ้าสายนี้ รฟม.ลงทุนเองทั้งหมด 100% เป็นเงิน 62,903 ล้านบาท และต้องแบกรับภาระความเสี่ยงเองทั้งหมดด้วย โดยได้จ้างบีอีเอ็มให้เดินรถตั้งแต่ปี 2559-2592 เหตุที่ รฟม.ต้องลงทุนเองทั้งหมดเป็นเพราะรถไฟฟ้าสายนี้มีผู้โดยสารน้อย เอกชนจึงไม่สนใจมาร่วมลงทุน

ค่าโดยสารรถไฟฟ้า กทม.หรือ รฟม.ถูกกว่า?

เพื่อความเป็นธรรม การเปรียบเทียบค่าโดยสารจะต้องเปรียบเทียบต่อระยะทาง 1 กม. ปรากฏว่าได้ผลดังนี้

1. รถไฟฟ้า กทม. หรือสายสีเขียว

ค่าโดยสารสูงสุด 65 บาท เดินทางได้ไกลสุดคือจากคูคต-เคหะสมุทรปราการ ระยะทาง 53 กิโลเมตร คิดเป็นค่าโดยสารเฉลี่ย 1.23 บาทต่อกิโลเมตร

2. รถไฟฟ้า รฟม. หรือสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง

ค่าโดยสารสูงสุด 70 บาท เดินทางได้ไกลสุดคือจากคลองบางไผ่ (บางใหญ่)-หัวลำโพง ระยะทาง 44 กิโลเมตร กล่าวคือจากคลองบางไผ่-เตาปูน ระยะทาง 23 กิโลเมตร ใช้รถไฟฟ้าสายสีม่วง ค่าโดยสาร 42 บาท และจากเตาปูน-หัวลำโพง ระยะทาง 21 กิโลเมตร ใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ค่าโดยสาร 28 บาท คิดเป็นค่าโดยสารเฉลี่ย 1.59 บาทต่อกิโลเมตร

สรุป

1. ค่าโดยสารรถไฟฟ้า กทม. หรือสายสีเขียวเฉลี่ย 1.23 บาทต่อกิโลเมตร

2. ค่าโดยสารรถไฟฟ้า รฟม. หรือสายสีน้ำเงินรวมกับสายสีม่วงเฉลี่ย 1.59 บาทต่อกิโลเมตร

3. สรุปได้ว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้า กทม.หรือสายสีเขียวถูกกว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้า รฟม. หรือสายสีน้ำเงินรวมกับสายสีม่วง 36 สตางค์ต่อกิโลเมตร ซึ่งหากคำนึงถึงสัดส่วนการลงทุนในเส้นทางหลัก ค่าโดยสารรถไฟฟ้า รฟม.ควรถูกกว่า เพราะรัฐร่วมลงทุนมากกว่า

"ดร.สามารถ" ชี้ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า กทม.หรือ รฟม. ถูกกว่า

32 ปี ว้าแดง ตัวแปรศึกชิงพม่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464005

32 ปี ว้าแดง ตัวแปรศึกชิงพม่า

17 เมษายน 2564 – 18:49 น.

ครบรอบ 32 ปี ว้าแดง ตัวแปรในเกมชิงอำนาจ ระหว่างกองทัพเมียนมากับรัฐบาลเงาซูจี  

++

วันที่ 17 เม.ย.2564 เป็นวันครบรอบ 32 ปี การก่อตั้ง “กองทัพสหรัฐว้า” (United Wa State Army – UWSA) ไม่มีการเฉลิมฉลองใดๆ เช่นปีที่แล้ว เนื่องสถานการณ์โควิดระบาด เขตปกครองพิเศษว้า รัฐฉานเหนือ เผชิญกับการระบาดของโควิดรุนแรงพอประมาณ จนต้องขอความช่วยเหลือจากจีน

ในเฟซบุ๊คอู ญีราน โฆษกกองทัพสหรัฐว้า โพสต์ข้อความสั้นๆ “ยกย่อง และยินดี ในสันติภาพที่ได้มาบรรจบ ครบรอบ 32 ปีในวันนี้”

เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2564 สำนักข่าว The Kachin Post รายงานว่า เป่าโหย่วเฉียง ประธานพรรคสหรัฐว้า (United Wa State Party- UWSP) และผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army – UWSA) เพิ่งเดินทางกลับมาถึงเมืองปางซาง เมืองหลวงของเขตปกครองพิเศษ หมายเลข 2 หลังจากใช้เวลาเกือบ 3 เดือนอยู่ในเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน เพื่อรักษาสุขภาพ

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า เปาโหย่วเฉียง ได้เดินทางเข้าไปในจีนเมื่อตอนปลายปีที่แล้ว หลังเพิ่งเกิดการระบาดของโควิด-19 ในเขตว้าได้ไม่นาน ด้วยเหตุนี้ เมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้น โดยกองทัพเมียนมา เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2564 สหรัฐว้าจึงเงียบ ไม่แสดงท่าทีใดๆ เกี่ยวกับการรัฐประหารครั้งนี้ออกมาให้บุคคลทั่วไปได้รับทราบ

ในบรรดา 20 กองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ กองทัพสหรัฐว้า ถือว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะมีกำลังพลมากกว่า 3 หมื่นคน พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัย ที่สั่งซื้อมาจากจีน 

2 ปีที่แล้ว สหรัฐว้า จัดงานฉลอง 30 ปี แห่งวันสันติภาพ มีการสวนสนามและแสดงแสนยานุภาพของกองทัพสหรัฐว้า จนกองทัพเมียนมา ให้ความสนใจในอาวุธใหม่ๆของว้าอย่างใกล้ชิด

32 ปี ว้าแดง ตัวแปรศึกชิงพม่า

                                 เปาโหย่วเฉียง ผู้นำว้าแดง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ท้ารบ ‘ซูจี’ ดันรัฐบาลเงา เขย่า ‘มินอ่องหล่าย’

 

อดีตคอมมิวนิสต์พม่า
++

ว้าแดงเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ตามแนวพรมแดนเมียนมา-จีน และมีการรวมกลุ่มจับอาวุธต่อสู้เพื่อความเป็นอิสระ ขอแยกตัวออกจากเมียนมา

ในอดีต ชนชาติว้า เป็นกองกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (Communist Party of Burma : CPB) 
 ปี 2532 สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (CPB) เชื้อสายว้า ได้ประกาศแยกตัวมาจัดตั้ง “กองทัพสหรัฐว้า” (United Wa State Army) และทำสัญญาสันติภาพกับรัฐบาลทหารเมียนมา โดยมีสิทธิปกครองตนเอง 

นับแต่กองทัพสหรัฐว้าเซ็นสัญญาสันติภาพกับรัฐบาลสหภาพเมียนมา พวกเขาได้ปกครองพื้นที่เขตพิเศษหมายเลข 2 แบบเป็นอิสระมาโดยตลอด หน่วยงานปกครองของเมียนมา ไม่ว่าเป็นทหารหรือตำรวจ ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ การติดต่อระหว่างสหรัฐว้ากับรัฐบาลเมียนมา เป็นคล้ายรูปแบบทางการทูตระหว่างประเทศ แม้ว่าตามรัฐธรรมนูญเมียนมา กำหนดให้สหรัฐว้าเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาก็ตาม

เขตปกครองพิเศษว้า (Wa Self-Administered Division) ตั้งอยู่ชายแดนเมียนมา-จีน รัฐฉานเหนือ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน ตรงข้ามกับเขตปกครองตนเองชนชาติไต ลาหู่ และว้า เมิ่งเหลียน จังหวัดผูเอ่อร์ มณฑลยูนนาน

สหรัฐว้า มีเมืองปางซาง เป็นเมืองหลวง ปกครอง 6 หัวเมืองใหญ่ในรัฐฉาน (ฝั่งตะวันออกสาละวิน) เลขาธิการใหญ่ เปา โหย่วเฉียง เป็นผู้นำสูงสุดของพรรคสหรัฐว้า และกองทัพสหรัฐว้า  

32 ปี ว้าแดง ตัวแปรศึกชิงพม่า
32 ปี ว้าแดง ตัวแปรศึกชิงพม่า

                        กองทัพสหรัฐว้า มีกำลังพล 3 หมื่นกว่าคน

โครงสร้างกองทัพสหรัฐว้า แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ว้าเหนือ และว้าใต้

พื้นที่ว้าภาคเหนือ คือ กองบัญชาการใหญ่ปางซาง มี 4 กองพล ประกอบด้วย กองพลที่ 318 กองพลที่ 418 กองพลที่ 468 กองพลที่ 618 เมืองมังแสง-หนองเข็ด 

32 ปี ว้าแดง ตัวแปรศึกชิงพม่า

                                เขตปกครองพิเศษว้าเหนือ/ใต้

พื้นที่ว้าภาคใต้ คือ เขตงาน 171 กองบัญชาการเมืองยอน มี 5 กองพลน้อย ประกอบด้วย 

-กองพลน้อยที่ 248 โหป่าง-โหยอด (ด้านตรงข้าม อ. ฝาง จ.เชียงใหม่) 

-กองพลน้อยที่ 518 เมืองยอน (ด้านตรงข้าม อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่) 

 -กองพลน้อยที่ 772 เมืองเต๊าะ เมืองทา เมืองจ๊อด (ด้านตรงข้าม อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่)

-กองพลน้อยที่ 775 โห้ยอ้อ-ปุ่งป่าแขม (ด้านตรงข้าม อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่) 

-กองพลน้อยที่ 778 คายโหลง-ตากแดด-น้ำกั๊ด (ด้านตรงข้าม อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน) 

อนึ่ง วันที่ 15 – 17 เม.ย.2562 ศูนย์กลางพรรคสหรัฐว้า/กองทัพสหรัฐว้า (UWSP/UWSA) จัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ครบรอบปีที่ 30 แห่งวันสันติภาพ ณ เมืองปางซาง เขตปกครองพิเศษว้า โดยมีตัวแทนรัฐบาลเมียนมา กองทัพเมียนมา และรัฐบาลจีน ได้เข้าร่วมรับชมการแสดงแสนยานุภาพด้วย

32 ปี ว้าแดง ตัวแปรศึกชิงพม่า

         คณะกรรมการบริหารพรรคสหรัฐว้า ที่มาจากพรรคคอมมิวนิสต์พม่า

ม็อบยิ่งเยอะ “ลุงตู่” ยิ่งอยู่ยาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463985

ม็อบยิ่งเยอะ “ลุงตู่”ยิ่งอยู่ยาว 

17 เมษายน 2564 – 15:21 น.

ม็อบยิ่งเยอะ “ลุงตู่”ยิ่งอยู่ยาว 

ประกาศศึกยกสองแล้ว จตุพร พรหมพันธ์ุ แกนนำนปช.จะนำม็อบ “สามัคคีประชาชน”มาขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกรอบ 

ก่อนนี้ ความเคลื่อนไหวทางโซเชี่ยลองม็อบเด็ก ทั้งแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ทั้งเยาวชนปลดแอก(รีเด็ม) ต่างพากันสอบถามสมาชิกว่าสะดวกจะนัดชุมนุมกันเมื่อไหร่ 

สถานการณ์ม็อบวันนี้อาจจะดูไม่น่ากลัวสำหรับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เนื่องจากแกนนำสำคัญๆของ คณะราษฎร ถูกจองจำกันจนจะหมด  

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
แพ้ทั้งในกระดาน และนอกกระดาน
 

ยังเหลือเพียงกลุ่มของ มายด์ ภัสราวลี เท่านั้นที่คาดว่า อัยการส่งฟ้องในเดือนพฤษภาคมนี้ ในความผิดข้อหา112 แน่นอนว่า ทนายความของม็อบยอมรับว่าหากข้อหานี้ โอกาสได้รับการประกันตัวนั้นแทบไม่มี 

หมายความว่า ศาลจะใช้ดุลยพินิจพิจารณาเป็นมาตรฐานเดียวกัน เมื่อแกนนำอย่าง เพนกวิ้น พริษฐ์ หรือรุ้ง ปนัสยา ไผ่ จตุภัทร ไมค์ ภาณุพงษ์ และทนายอานนท์ ไม่ได้รับการประกันตัว. จึงไม่แปลกหากศาลจะไม่ให้ มายด์ ได้รับการประกันตัว 

วันนี้คนที่สนับสนุนม็อบจึงพากันคิดหนักว่า จะขับเคลื่อนอย่างไรต่อไป เพราะรัฐบาลถือว่าเป็นต่อ ขณะที่ เพนกวิ้น อาการเริ่มหนักเพราะอดอาหารมาเป็นเวลา1เดือน แต่เชื่อเถอะอยา่างไรเรือนจำคงไม่ปล่อยให้ เพนกวิน เสียชีวิต   

ดังนั้นบรรดาแกนนำที่อยู่เบื้องหลัง จึงเปลี่ยนแผนใหม่ด้วยการเรียกร้องให้ เพนกวิ้น ยุติการอดอาหาร เป็นการหาบันไดมาพาดให้ลง เพื่อจะได้รวบรวมพลังในการสู้รอบต่อไป 

เรียกว่าม็อบเด็กทำอะไร รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ ยิ่งม็อบเด็กจะทะลุฟ้าด้วยแล้ว ยิ่งทำให้คนที่รักสถาบัน โดยเฉพาะกลุ่มทุนยักษ์ หันมาให้การสนับสนุนรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ นี่ไม่นับรวมขุนศึกที่ภักดิ์ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

ทีนี้พอม็อบ จตุรพ ออกมายิ่งมาสร้างเครดิตให้พล.อ.ประยุทธ์ เพราะว่าจตุพรและคณะไม่มีเครดิตในการเคลื่อนไหวที่จะเอาเหตุผลอะไรมาโจมตีพล.อ.ประยุทธ์ โดยเฉพาะเมื่อหวนนึกถึงผลงานในอดีตของจตุพร ที่มีวีรกรรมเผาบ้านเผาเมืองด้วยแล้ว ยิ่งไม่ได้รับการสนับสนุน 

คือเฉพาะที่พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องกอบกู้เศรษฐกิจและวิกฤติโควิดนี่ รัฐบาลยังแทบจะเอาตัวไม่รอด ลำพังปัญหาเหล่านี้ถาโถม สักวันหนึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องยุบสภาหนีเพราะแก้ปัญหาไม่ได้ 

แต่เมื่อมีม็อบออกมา กลายเป็นว่ามาสร้างความชอบธรรมให้พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ต่อเพราะบรรดาทุนใหญ่และชนชั้นกลาง ไม่ต้องการกลับไปสู่ยุคทักษิณ ชินวัตร หรือยุค ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อย่างแน่นอน 

นี่คือบทสรุปที่ว่ารักสงบจบที่ลุงตู่ ยิ่งมีม็อบเยอะ ยิ่งเป็นการต่ออายุให้อยู่ยาวๆไปอีก.