บทเรียน พท. ‘ขวัญ’ ลูกสหายแสง พวกมาก่อนพรรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453270

บทเรียน พท.’ขวัญ’ ลูกสหายแสง พวกมาก่อนพรรค

 บทเรียน พท.'ขวัญ' ลูกสหายแสง พวกมาก่อนพรรค

26 ธันวาคม 2563 – 10:26 น.

สนามนครพนม บทเรียนเจ็บแสบเพื่อไทย “ครูแก้ว” เอาพวก ชนะฝ่ายที่ชูพรรค คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย ยังไม่จบ หลังทราบผลการเลือกตั้งนายก อบจ.ทั่วประเทศ เมื่อ การุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กกรณี พิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แชร์คอลัมน์เกี่ยวกับการแพ้เลือกตั้งนายก อบจ.ในจังหวัดที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ลงไปช่วยหาเสียง  
    “เก่ง การุณ” วิจารณ์พิชัยว่า ไม่เป็นสุภาพบุรุษ ทำตัวไม่เหมาะสมกับเป็นผู้ใหญ่ในพรรค
    ตามมาด้วย ชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ในสนามการต่อสู้ควรรักษาน้ำใจซึ่งกันและกัน เพราะนครพนมก็เป็นจังหวัดหนึ่งที่ส่งนายก อบจ.ในนามพรรคเพื่อไทย และผู้สมัครนายก อบจ.ไม่ได้รับเลือกตั้ง
    “ชวลิต” ขอขอบคุณผู้บริหารพรรค ที่ส่งทีมปราศรัยชุดใหญ่ ประกอบด้วยอดิศร เพียงเกษ ,อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด และ ดร.อรุณี กาสยานนท์ ไปปราศรัยทุกเขต
    ขณะที่การหาเสียงในนครพนม สมชอบ นิติพจน์ อดีตนายก อบจ.นครพนม พยายามชูแบรนด์พรรคเพื่อไทย ตรงกันข้ามกับคู่แข่งอย่าง “ขวัญ” ศุภพานี โพธิ์สุ จะปราศรัยทุกเวทีว่า “ไม่มีพรรค มีแต่พวก ทำงานร่วมกัน..เพราะเรื่องของท้องถิ่นไม่เกี่ยวกับพรรค”

++
พวกมาก่อนพรรค
++
    ผลการนับคะแนนเลือกตั้งนายก อบจ.นครพนม อย่างไม่เป็นทางการ ศุภพานี โพธิ์สุ ทีมนครพนมร่วมใจ ได้ 161,962คะแนน  ล้มแชมป์เก่า 2 สมัย สมชอบ นิติพจน์ ผู้สมัคร ที่ได้คะแนน 110,580 คะแนน  ทิ้งห่างกัน 5,1382 คะแนน 

 บทเรียน พท.'ขวัญ' ลูกสหายแสง พวกมาก่อนพรรค

                ทีมนครพนมร่วมใจ ได้บริหาร อบจ.นครพนม 

    “ขวัญ” ลูกสาวคนโต วัย 36 ปี ของ “ครูแก้ว” ศุภชัย โพธิ์สุ หนุ่มศรีสงคราม กับพูนสุข โพธิ์สุ สาวนาแก สำหรับชื่อ “ศุภพานี” นั้นนำเอาชื่อพ่อแม่ “ศุภ+พูน” มาตั้ง
    ครูแก้วหรือสหายแสง รองประธานสภาผู้แทนฯ พาลูกสาวคนนี้เข้าสู่วงการเมืองมานานแล้ว โดยเป็นผู้ช่วย ส.ส. และสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ขวัญได้เป็นเลขานุการ รมว.มหาดไทย (ชวรัตน์ ชาญวีรกูล)
    ช่วงก่อน กกต.จะออกระเบียบห้าม ส.ส. หรือข้าราชการการเมืองไปช่วยหาเสียงในการเลือกตั้งท้องถิ่น ครูแก้วได้เปิดตัวทีมนายก อบจ.นครพนม ตั้งแต่เดือน ก.ย.2563 โดยวางตัวลูกสาวเป็นนายก อบจ. พร้อมกับดึง 2 อดีต ส.ส.นครพนมคือ นพ.อลงกต มณีกาศ และ ชูกัน กุลวงษา เป็นรองนายก อบจ.

 บทเรียน พท.'ขวัญ' ลูกสหายแสง พวกมาก่อนพรรค

               ครูแก้ว พาลูกสาวไปเปิดตัว ช่วงก่อน กกต.ออกกฎเหล็ก 

    ทั้ง นพ.อลงกต และชูกัน เคยสวมเสื้อพลังประชารัฐ ลงสนามเลือกตั้ง ส.ส.หนที่แล้ว แต่สอบตก

++
สิงห์เหนือเสือใต้
++
    เหนืออื่นใด ศุภชัย โพธิ์สุ กับไพจิต ศรีวรขาน สนิทสนมกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยพรรคความหวังใหม่ พรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน ทุกวันนี้ แม้จะอยู่คนละพรรค แต่ก็พวกเดียวกัน 
    เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2563 “สิงห์เหนือ” ศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม เขต 1 ค่ายภูมิใจไทย กับ “เสือใต้” ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม เขต 3 ค่ายเพื่อไทย เจอกันในงานทอดกฐินสามัคคี วัดดอนสวรรค์ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ไพจิตได้ประกาศต่อหน้าชาวบ้านว่า ขอสนับสนุน ศุภพานี โพธิ์สุ  
    ย้อนไปเมื่อปี 2555 “ครูแก้ว” สิงห์เหนือ “ไพจิต” เสือใต้ ได้หนุน สมชอบ นิติพจน์ เป็นนายก อบจ.นครพนม โดยมีการแต่งนั้นภรรยาของทั้งคู่ เป็นรองนายก อบจ.
    นี่เป็นหนังตัวอย่างการเมืองท้องถิ่นแบบไทยๆ เรื่อง “ไม่มีพรรคมีแต่พวก” 

พลิกปูมเส้นทางชีวิตผู้ว่าฯปู “วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี” แม่ทัพหน้าปราบโควิด-19 เมืองมหาชัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453226

พลิกปูมเส้นทางชีวิตผู้ว่าฯปู “วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี” แม่ทัพหน้าปราบโควิด-19 เมืองมหาชัย 

พลิกปูมเส้นทางชีวิตผู้ว่าฯปู "วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี" แม่ทัพหน้าปราบโควิด-19 เมืองมหาชัย 

25 ธันวาคม 2563 – 16:49 น.

“คนไม่ทำงานเท่านั้นที่ไม่ผิด” น่าจะเป็นคำเปรียบเปรยได้ดีสำหรับผู้ว่าฯปู “วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี” ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครชั่วโมงนี้ที่โดนรุมถล่มในที่ประชุม ครม. แต่”โควิด-19 “ถือเป็นยาแรงที่สร้างความแกร่งให้กับผู้ว่าฯเมืองมหาชัยคนนี้

 “คนไม่ทำงานเท่านั้นที่ไม่ผิด” น่าจะเป็นคำเปรียบเปรยได้ดีสำหรับผู้ว่าฯปู “วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี” ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครช่วงโมงนี้ที่โดนรุมถล่มในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.63 ที่ผ่านมา พร้อมคำแถลงการณ์จากนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ที่ว่า “ผู้ว่าฯปล่อยให้มีการแพร่ระบาดเช่นนี้ได้ยังไง ผมผิดที่ไม่ได้ดูนโยบายในภาพรวม”
  แต่หากใครติดตามข่าวการทำงานของ”พ่อเมือง”ท่านนี้ก็คงจะเห็นในทันทีที่ทราบข่าวว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ตลาดกลางค้ากุ้ง ผู้ว่าฯสั่งก็ระดมทุกหน่วยงานปฎิบัติแบบสายฟ้าแลบ พร้อมออกมาตรการต่าง ๆ อย่างเข้มงวดในทันที
  แม้จะเหนื่อยหนักขนาดไหนก็ไม่หวั่น ยังยิ้มสู้ เห็นได้จากการแถลงข่าว วันแรก ๆ ของการระบาดโควิด-19 มีนักข่าวโยนคำถามถึงผู้ว่าฯสมุทรสาคร”วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี”ในระหว่างการแถลงข่าวความคืบหน้าว่า
  “รู้สึกผู้ว่าฯ อารมณ์ดีเป็นพิเศษ”
  ซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่ได้รับฟังไม่น้อย
   “อยากจะบอกเหลือเกินว่า คนเป็นผู้ว่าฯ ก็เหมือนกับเป็นแม่ทัพ ออกรบทัพจับศึก จะร้องไห้ให้ไพร่พลเห็นได้อย่างไร แม้หัวใจจะร้องไห้ ด้วยความสงสารคนสมุทรสาครมาหลายครั้งหลายหน มีเรื่องราวอีกมากมายที่อยากพูดแต่ไม่ได้พูด โดยเฉพาะคนที่ปล่อยให้ COVID-19 เข้ามาในใจกลางเมืองสมุทรสาครเหนื่อยและลำบากแค่ไหน แต่ยังไหวครับ” 

พลิกปูมเส้นทางชีวิตผู้ว่าฯปู "วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี" แม่ทัพหน้าปราบโควิด-19 เมืองมหาชัย 

                                             นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าฯสมุทรสาคร

นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี หรือคนสมุทรสาคร เรียกกันติดปาก”ผู้ว่าฯปู”  หากย้อนดูประวัติการทำงานต้องบอกว่า”ลูกสิงห์ทอง”คนนี้ถือว่าไม่ธรรมดาผ่านงานผู้ว่าฯมาหลายจังหวัด ผ่านประสบการณ์ บู๊-บุ๋น มาอย่างโชกโชน ทุกคนยอมรับในฝีไม้ลายมือการบริหารของนักปกครองอาชีพ 

 

พลิกปูมเส้นทางชีวิตผู้ว่าฯปู "วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี" แม่ทัพหน้าปราบโควิด-19 เมืองมหาชัย 


  วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี  เป็นคนอ่างทองโดยกำเนิด เกิดที่อ.วิเศษไชยชาญ ในครอบครัวคหบดี หลังจบป.ตรีรัฐศาสตร์จากรามคำแหง ก็คว้าป.โทด้านบริหารจากม.บูรพา หน้าที่การงานเริ่มไต่เต้าจากปลัดอำเภอสู่ผู้ว่าฯใช้เวลากว่า 30 ปี โดยชีวิตราชการส่วนใหญ่วนเวียนอยู่ในจ.สุพรรณบุรี
 เขาเป็นผู้บุกเบิกและพัฒนาบึงฉลากตามบัญชาของนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ เมื่อครั้งรั้งตำแหน่งนายอำเภอเดิมบางฯ โดยเริ่มจากการพัฒนาพื้นที่เสื่อมโทรม จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจ.สุพรรณบุรีในทุกวันนี้ 
  เมื่อครั้งย้ายมาเป็นนายอำเภอศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรีก็สร้างผลงานไม่น้อยหน้า แต่ความฮือฮาคือ การมีแนวคิดสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน โดยการนำผักตบชวาที่ทุกคนมองว่าเป็นพืชขยะไร้ค่ามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จนมีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ

พลิกปูมเส้นทางชีวิตผู้ว่าฯปู "วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี" แม่ทัพหน้าปราบโควิด-19 เมืองมหาชัย 

        ครั้นย้ายมาเป็นนายอำเภอแม่วงค์ จ.นครสวรรค์ก็ยังรังสรรค์ผลงานที่เข้าตา ด้วยการแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำของชาวบ้านและผู้มีอิทธิพลเป็นผลสำเร็จ เนื่องว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของอ.แม่วงค์อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ 
  การก้าวผ่านนายอำเภอมาสู่ตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสุพรรณบุรี เหมือนได้กลับมาบ้านเก่า ครั้งหนึ่งผู้ว่าฯปูเคยปรารภกับ”ทีมข่าวคมชัดลึก”ว่า
      ”สุพรรณก็เหมือนบ้านหลังที่สอง มาสุพรรณเหมือนได้กลับมาบ้านอีกครั้งจะต้องดูแลคนสุพรรณให้ดีที่สุด” 
       จากปลัดจังหวัดสู่รองผู้ว่าฯ ก่อนก้าวมารั้งตำแหน่งผู้ว่าฯอย่างเต็มตัวครั้งแรกที่จ.พิจิตร
      ผลงานที่โดดเด่นของพ่อเมืองที่นี่  ได้พัฒนาจ.พิจิตรจากเมืองผ่านให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญอันโดดเด่นของเหนือตอนล่างในที่สุด  เพราะทันทีที่รับตำแหน่งผู้ว่าฯเมืองชาละวัน งานแรกที่จับกลายเป็นหินคือการพัฒนาพื้นที่รอบบึงสีไฟ เพราะเป็นแหล่งรวมของปัญหาที่หมักหมมมาอย่างยาวนาน ถูกบุกรุกของชาวบ้านและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีผู้ว่าฯคนไหน กล้าแตะ 
     แต่ “วีระศักดิ์” คนนี้กลับเดินหน้าพัฒนาอย่างชนิดที่ว่าไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม หลังได้รับไฟเขียวจากผู้บังคับบัญชารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ชื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่สั่งการลงมา พร้อมจัดสรรงบประมาณลงมาอย่างเต็มสูบ ส่วนแนวทางการพัฒนา เขานำประสบการณ์จากความสำเร็จ ถอดบทเรียนการพัฒนาบึงฉวาก เฉลิมพระเกียรติมาพัฒนาพื้นที่บึงสีไฟให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของคนพิจิตร
  จากบึงสีไฟต่อยอดมาพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวสายธรรมะ เนื่องจากพิจิตรเป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยวัดวาอาราม มีเกจิอาจารย์มีชื่อดังมากมาย  ทั้งยังมีสถานที่ทางประวัติศาสตร์อีกหลายแห่ง ทำให้มีการต่อเชื่อมเส้นทางประวัติศาสตร์และวัดวาอารามด้วยเส้นทางท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ จึงทำให้เมืองรองการท่องเที่ยว อย่างพิจิตรเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ 
    ไปอยู่ที่ไหนก็มีแต่คนรัก จึงไม่แปลก เมื่อมีคำสั่งย้ายมารั้งตำแหน่งผ้ว่าฯศรีสะเกษ ชาวพิจิตรต่างแห่กันไปส่งอย่างอุ่นหนาฝาคั่งถึงหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษเลยทีเดียว   
  “ก่อนมารับตำแหน่งผู้ว่าฯที่นี่ ผมได้ทำการบ้านมาก่อนแล้ว 1 เดือนเต็ม เมื่อมาถึงก็เริ่มทำงานได้ทันที โดยไม่ต้องใช้เวลาศึกษาเรียนรู้งานใหม่ เพราะฉะนั้นผมมาเป็นผู้ว่าฯก่อนคำสั่งออก 1 เดือน”ผู้ว่าฯปูเปรยกับทีมข่าวคมชัดลึก เมื่อครั้งมารับตำแหน่งผู้ว่าฯศรีสะเกษใหม่ ๆ 
 จากพิจิตรมาศรีสะเกษ เมืองชายแดน ปัญหาจึงต่างจากเดิมอย่าลิบลับ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาระหว่างประเทศ เพราะมีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน  จึงมีการกระทบกระทั่งกันบ่อย แต่ด้วยความเป็นนักบริหารมือประสานสิบทิศ ปัญหาส่วนใหญ่จึงจบลงที่ระดับจังหวัด   แต่ที่ดังเป็นพลุแตกคือการสร้างสตอรี่ทุเรียนภูเขาไฟ พร้อมเนรมิตเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตร จนทำให้ศรีสะเกษเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งผลิตทุเรียนพันธุ์ดี สามารถสร้างอาชีพและรายได้กับชาวศรีสะเกษอย่างเป็นกอบเป็นกำ
     2 ปีกว่าของพ่อเมืองศรีสะเกษ ก่อนย้ายมารับตำแหน่งผู้ว่าฯสมุทรสาคร รู้ว่าเป็นงานหนักงานหิน เพราะสภาพพื้นที่เศรษฐกิจ สังคมไม่เหมือนที่ผ่านมา เคยมีอดีตผู้ว่าฯท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า
      “ใครมาเป็นผู้ว่ามหาชัยเหมือนควบตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ เพราะเป็นจังหวัดแหล่งรวมของทุกปัญหา ผ่านมหาชัยไปอยู่จังหวัดไหนก็ได้สบายมาก”
       ยามปกติ สมุทรสาครก็หนักอึ้งอยู่แล้ว ยิ่งยามไม่ปกติจากสถานการณ์โควิด-19 เข้ามาก็ยิ่งสาหัสสากรรจ์เข้าไปอีก  โชคร้ายในความโชคดีที่ผู้ว่าฯคนนี้มีชาวมหาชัยเป็นเกราะกำบัง หลังได้เห็นการทำงานแบบถึงลูกถึงคนมาระยะหนึ่ง มีบู้บุ๋นยืดหยุ่นตามสถานการณ์ตามหลักของนักปกครอง
      ”  โควิด-19 “ถือเป็นยาแรงที่สร้างความแกร่งให้กับผู้ว่าฯเมืองมหาชัยคนนี้ที่ชื่อ”วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงสี”

ศึกตาสว่าง ‘จตุพร-สุนัย’ แดงเส้นขนาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453210

ศึกตาสว่าง’จตุพร-สุนัย’แดงเส้นขนาน

ศึกตาสว่าง'จตุพร-สุนัย'แดงเส้นขนาน

25 ธันวาคม 2563 – 13:55 น.

มองให้ลึก ศึกข้ามทวีป “จตุพร-สุนัย” การต่อสู้ของ นปช. กับแดงตาสว่าง

++
    เลือกตั้งจบ แต่กองเชียร์ไม่จบ ต่างฝ่ายต่างเปิดศึกวิวาทะข้ามทวีป หลังความปราชัยของฝ่ายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ที่สนาม อบจ.เชียงใหม่ “สุนัย จุลพงศธร” ได้ทีขยี้แผล “จตุพร พรหมพันธุ์” 
    ด้าน “จตุพร” ไม่ยอมนิ่ง เปิดฉากตอบโต้ “สุนัย” ว่า “พอเสร็จเลือกตั้ง ผมยอมรับความพ่ายแพ้ แต่คุณกลับมากระทืบโชว์”
    ดูเหมือนจตุพร จะไม่ยอมลดราวาศอกกรณีที่สุนัย พยายามชี้เป้าว่า เขาไปรับใช้อำมาตย์ รับใช้เผด็จการ
    เนื่องจากทั้งคู่ต่างมีสื่ออยู่ในมือ จตุพรใช้ช่องพีซทีวี เป็นกระบอกเสียง ส่วนสุนัย อาศัยช่องยูทูบที่มีแฟนคลับติดตามจำนวนมาก ทั้งคู่เลยไม่มีใครยอมใคร
    หากผู้ที่เคยติดตามขบวนการเสื้อแดงมาแต่ปี 2552 จะทราบดีว่า จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กับ สุนัย จุลพงศธร อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยนั้น มีความขัดแย้งกันมาโดยตลอด
    สุนัยสังกัดในกลุ่มแดงตาสว่าง หรือแดงเวทีเล็ก ส่วนจตุพรนั้น คุมทัพ นปช. เป็นแดงเวทีใหญ่ 2 กลุ่มนี้เดินคนละแนวทาง

ศึกตาสว่าง'จตุพร-สุนัย'แดงเส้นขนาน

++
แดงเส้นขนาน
++
    จริงๆ แล้ว การต่อสู้ทางวาทกรรม “สู้จริงหรือไม่?” เคยเกิดขึ้นมาแล้ว สมัยแดงทั้งแผ่นดิน เมื่อมีวิวาทะเรื่องแนวทางต่อสู้ระหว่าง “นปช.” กับ “แดงอิสระ” หรือปีกซ้ายของขบวนการเสื้อแดง โดยแกนนำปีกนี้ได้แก่“สุรชัย แซ่ด่าน” และ “สมยศ พฤกษาเกษมสุข”
    ปี 2552 สุรชัย แซ่ด่าน, สุนัย จุลพงศธร และ สมยศ พฤกษาเกษมสุข เดินสายทำกิจกรรม “ตาสว่างทั้งแผ่นดิน” เปิดเวทีอภิปรายเรียกร้องให้แก้ไข ม.112 เรียกตัวเองว่า “กลุ่ม 3 ส.ตาสว่าง”
    ฉะนั้น พวกเขา จะวิจารณ์ว่า “สามเกลอ นปช.” แดงเวทีใหญ่ เป็นพวกสู้ไม่ถึงที่สุด “สู้ไป กราบไป”
    ปี 2556 สุนัย จุลพงศธร สนับสนุนกลุ่มแดงอิสระ นำโดยไม้หนึ่ง ก.กุนที และกลุ่มแดงเวทีเล็ก รวบรวมรายชื่อยื่นร่างแก้ไข ม.112 ต่อพรรคเพื่อไทย แต่ปรากฏว่า แกนนำเพื่อไทยสั่งให้ตีตกร่างแก้ไข ม.112 ของคนเสื้อแดงสายตาสว่าง
    แม้สุนัยจะเห็นด้วย แต่ก็ทัดทานเสียงข้างมากของพรรคเพื่อไทยไม่ได้ 

ศึกตาสว่าง'จตุพร-สุนัย'แดงเส้นขนาน

    ช่วงหมู่บ้านเสื้อแดงคึกคัก สุนัย จุลพงศธร ในฐานะประธานกรรมาธิการการต่างประเทศสภาผู้แทนราษฎร ยังเดินสายไปเป็นประธานในการมอบป้ายหมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ให้แก่ตัวแทนจากภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ 
    ก่อนรัฐประหาร 2557 สุนัยได้รวบรวมกลุ่มแดงตาสว่าง จัดตั้งสหพันธ์อีสานล้านนาปกป้องประชาธิปไตย ชูธงต้านกลุ่มอำมาตย์ และไม่เห็นด้วยกับแนวทาง นปช.
    กล่าวโดยสรุป สุนัย มีแนวคิดแนวทาง “ตาสว่าง” ที่ไม่ต่างจากข้อเสนอปฏิรูปสถาบันฯ ของคณะราษฎรมาแต่แรก ตรงข้ามกับ นปช.ที่ประกาศชัดว่า ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรย์ ทรงเป็นประมุข

ลูกแม่สมพร ‘ธนาธร-สกุลธร’ วิบากธุรกิจการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453181

ลูกแม่สมพร’ธนาธร-สกุลธร’วิบากธุรกิจการเมือง

 ลูกแม่สมพร'ธนาธร-สกุลธร'วิบากธุรกิจการเมือง

25 ธันวาคม 2563 – 10:28 น.

สองศรีพี่น้อง “ธนาธร-สกุลธร” เผชิญวิบากชีวิต ทั้งปีนี้และปีหน้า คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    ช่วงปลายปี 2563 ชื่อสองพี่น้อง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ยังไม่หายไปจากวงจรข่าว
    สำหรับธนาธรนั้น นับแต่มีม็อบราษฎร จนมาถึงการเลือกตั้งนายก อบจ. ตกเป็นข่าวเบื้องหน้าเบื้องหลังมาตลอด ส่วนสกุลธรเพิ่งโผล่เข้ามาในช่วงหลัง อันเนื่องจากคดีความเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
    กระทั่งเกิดเหตุเพลิงไหม้เรือยอชท์ ที่ภูเก็ต ก็ยังมีชื่อของสองพี่น้อง “จึงรุ่งเรืองกิจ” เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

++
อาณาจักรเจ๊สมพร
++
    “ถ้าไม่มีคุณพัฒนา ก็คงไม่มีไทยซัมมิทกรุ๊ปเช่นทุกวันนี้”สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ พูดกับสื่อไว้หลายปีแล้ว
    ปี 2520 พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ จึงแยกตัวออกจากร้านซ่อมเบาะแถวสาธุประดิษฐ์ มาซื้อที่ดินบนถนนบางนาตราด กม.16 และเปิดบริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด รับผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ 
    ปี 2547 หลังสามี-พัฒนา เสียชีวิต “สมพร” จึงปรับทัพใหม่ โดยลูกสาวคนโต “ชนาพรรณ” เข้ามาดูแลด้านการเงินทั้งหมด พร้อมกับนั่งเก้าอี้รองประธานกรรมการ บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด 
    ส่วนลูกชาย “ธนาธร” ดูเรื่องงานด้านการตลาด และขยายธุรกิจในต่างประเทศ ,“รุจิรพรรณ” และ “สกุลธร” ก็ได้เข้ามาช่วงงานดูแลบริษัทในเครือ ส่วน “บดินทร์ธร” ลูกคนสุดท้อง ในเวลานั้นยังเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ
    ปี 2561 ธนาธร อำลาอาณาจักรไทยซัมมิทไปเล่นการเมือง สมพร จึงจัดทัพใหม่ งานที่เคยอยู่ในมือธนาธร มอบหมายให้ “สกุลธร” บุตรชายคนรองเข้ามารับไม้ต่อ ทั้งด้านการบริหาร การตลาดและการต่างประเทศ 

 ลูกแม่สมพร'ธนาธร-สกุลธร'วิบากธุรกิจการเมือง

             ธนาธร ปีหน้ายังลุยการเมืองท้องถิ่น

    ชนาพรรณ ทำหน้าที่แทนแม่สมพรเกือบทุกตำแหน่ง ทั้งงานบริหารบุคคล จัดซื้อ-จัดจ้าง และทำโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ในกิจการต่างประเทศ ที่ไทยซัมมิทกระจายอยู่ ทั้งในจีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, อเมริกา และเวียดนาม 
    ส่วน รุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รั้งเก้าอี้ประธานกรรมการบริหาร พัฒนา กอล์ฟคลับ แอนด์ รีสอร์ท และ บดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด

 ลูกแม่สมพร'ธนาธร-สกุลธร'วิบากธุรกิจการเมือง

             ครอบครัว “จึงรุ่งเรืองกิจ” 

++
แม่ทัพอสังหาฯ
++
    สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นลูกคนที่ 4 ของพัฒนา-สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ช่วงปี 2555 แม่สมพรตั้งให้เป็นรองประธานกรรมการบริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ดูแลธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือไทยซัมมิท ด้วยทุนจดทะเบียน 900 ล้านบาท 

 ลูกแม่สมพร'ธนาธร-สกุลธร'วิบากธุรกิจการเมือง

              สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ

    เนื่องจากสมพรเป็นนักสะสมที่ดิน จึงกว้านซื้อที่ดินแถวย่านบางนา และสมุทรปราการ 
    ปัจจุบัน บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด มี บดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชายคนเล็กเข้าบริหารงานอยู่ 
    ส่วนสกุลธร เป็นรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยซัมมิท ออโต พาร์ท อินดัสตรี จำกัด รวมถึงมีชื่อเป็นกรรมการเครือไทยซัมมิท 49 บริษัท 
    ปีหน้า ชื่อสกุลธร ยังจะถูกจับจ้องจากสื่อต่อไป เพราะวิบากชีวิตยังไม่จบสิ้น เช่นเดียวกับพี่ชาย-ธนาธร

สมุทรสาคร วิบากกรรมโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2 ปัญหาที่รอทางออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453154

สมุทรสาคร วิบากกรรมโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2 ปัญหาที่รอทางออก

สมุทรสาคร วิบากกรรมโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2 ปัญหาที่รอทางออก

24 ธันวาคม 2563 – 22:47 น.

สมุทรสาคร วิบากกรรมโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2 ปัญหาที่รอทางออก เมื่อมีแรงต้านจากชาวบ้านในพื้นที่ เมื่อเค้าลางของโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2 ยังไม่อาจเป็นรูปเป็นร่างหรือมองเห็นทางออกได้นั้น สิ่งที่เราต้องเผชิญอาจเป็นวิบากกรรม ที่ต่อเนื่องยาวนานมากกว่าที่ควรจะเป็น

วันที่ 24 ธ.ค.63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดตั้งโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2 ขนาด 500 เตียง ของจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อรองรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 เริ่มส่อเค้าลางมีปัญหาเนื่องจากมีแรงต้านจากชาวบ้านในพื้นที่ คอยกดดันไม่ให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งที่ผ่านมาทางจังหวัดได้มีการเจรจาขอเช่าที่สวนน้ำพันท้ายนรสิงห์ เพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลสนามแต่ได้ถูกชาวบ้านในพื้นที่ต่อต้าน จนต้องเปิดการเจราจาถึง 2 ครั้ง แม้ครั้งที่ 2 จะมีเค้าลางของความสำเร็จเมื่อชาวบ้านมีความเข้าใจมากขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถไปต่อได้เมื่อเจ้าของสวนน้ำตัดสินใจไม่ยอมให้เช่าพื้นที่ 

หลังผิดหวังจากสวนน้ำพันท้ายนรสิงห์ จังหวัดสมุทรสาครก็ได้หันกลับมามองพื้นที่ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติแห่งชาติ วิทยาเขตสมุทรสาคร ด้วยความที่เป็นส่วนราชการเหมือนกัน และมีพื้นที่กว้างขวางเพียงพอ รวมทั้งมีระบบสารณูปโภคพร้อมรองรับการเข้าพักอาศัยของผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาทำความสะอาดสถานที่ เพื่อเตรียมขนอุปกรณ์เตียงสนามเข้าดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2 เค้าลางแห่งความขัดแย้งและต่อต้านก็เริ่มปะทุขึ้น เมื่อมีชาวบ้านบางคนเกิดความสงสัย เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาทำความสะอาด จึงได้มีการส่งต่อข้อมูลให้กับคนในชุมชนรอบๆมหาวิยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสมุทรสาคร ซึ่งมีชุมชนโกรกกราก ชุมชนวัดตึก และชุมชนบางหญ้าแพรก 

จากนั้นคนนับร้อยคนจึงได้กรูกันเข้ามาที่บริเวณประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยฯ เพื่อพิสูจน์ข้อมูลที่พวกเขารู้มา และเมื่อพบรถบรรทุกของทหารพร้อมทราบความจริง ว่าเป็นรถขนอุปกรณ์จัดตั้งโรงพยาบาลสนามจะเข้ามาดำเนินการ ชาวบ้านทั้งหมดจึงได้ช่วยกันคัดค้านและกดดันให้รถบรรทุกของทหารออกนอกพื้นที่ จนพลขับและเจ้าหน้าที่ทหารต้องนำรถบรรทุกทั้งหมดประมาณ 8 คัน ออกมาตั้งหลักที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย แม้ในระหว่างการต่อต้านของชาวบ้าน จะมีปลัดจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมข้าราชการฝ่านปกครอง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เข้ามาช่วยเจรจา 

  แม้จะดำเนินการไม่สำเร็จแต่จังหวัดสมุทรสาคร ก็ไม่ได้ละความพยายาม โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ได้ลงพื้นที่ชุมชนรอบๆมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสมุทรสาคร พร้อมเชิญชาวบ้านในชุมชนเข้ามาร่วมรับฟังคำชี้แจง จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ถึงมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยจากเชื้อโควิด-19 หากมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมาดูแลยังโรงพยาบาลสนาม แต่ไม่สามารถโน้มน้าวให้ชาวบ้านยอมรับและยินยอมได้ 

 นับตั้งแต่การประกาศล๊อกดาวน์จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.63 สิ่งสำคัญที่จังหวัดสมุทรสาครพยายามทำควบคู่ไปกับมาตรการตรวจค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก คือการจัดตั้งโรงพยายาลสนามแห่งที่ 2 ให้สำเร็จ เพราะการมีโรงพยาบาลสนามที่เพียงพอรองรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 คือการป้องกันไม่ให้ผู้ติดเชื้อออกไปปะปน กับผู้ที่ไม่ติดเชื้อในสังคม ซึ่งเป็นการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อได้ดีที่สุด เนื่องจากผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจังหวัดสมุทรสาคร จะปล่อยให้ผู้ป่วยเหล่านี้ไปกักตัวเองอยู่ที่บ้าน เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง โอกาสที่เชื้อโควิด-19 จะแพร่กระจายออกไปนั้นคงมีความเป็นไปมากยิ่งขึ้น และสิ่งที่ทุกคนยอมอดทนเหนื่อยมาอย่างต่อเนื่องคงสูญเปล่า 

แต่เมื่อเค้าลางของโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2 ยังไม่อาจเป็นรูปเป็นร่างได้หรือมองเห็นทางออกได้นั้น สิ่งที่เราต้องเผชิญอาจจะเป็นวิบากกรรม ที่ต่อเนื่องยาวนานมากกว่าที่ควรจะเป็น 

สมุทรสาคร- จำรัส โกยอารี – ณรงค์ฤทธ์ มากคง 

แชมป์ 7 สมัย ‘โกหงวน’ ที่สุดนายก อบจ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453111

แชมป์ 7 สมัย’โกหงวน’ ที่สุดนายก อบจ.

แชมป์ 7 สมัย'โกหงวน' ที่สุดนายก อบจ.

24 ธันวาคม 2563 – 17:16 น.

ส่องอันดามัน สัมผัส “โกหงวน” แชมป์นายก อบจ. 7 สมัย คนแรก และคนเดียวของประเทศไทย

++
    เก็บตกเลือกตั้งนายก อบจ.ปี 2563 มีเรื่องที่น่าพูดถึงคือ นักการเมืองท้องถิ่นที่สร้างสถิติแชมป์ 7 สมัย “สมศักดิ์ กิตติธรกุล” วัย 74 ปี 
    การเลือกตั้งหนนี้ “โกหงวน” สมศักดิ์ กิตติธรกุล นำทีมกลุ่มรักกระบี่ ลงสมัครรับเลือกตั้งครบทั้ง 24 เขต โดยตำแหน่งนายก อบจ.
กระบี่ ไม่มีคู่แข่ง 
    ผลการนับคะแนน “โกหงวน” ได้ 162,356 คะแนน ครองตำแหน่งนายก อบจ.กระบี่ สมัยที่ 7 

แชมป์ 7 สมัย'โกหงวน' ที่สุดนายก อบจ.

                โกหงวน ทุบสถิติ 7 สมัย

++
ราชาอันดามัน
++
    “โกหงวน” เป็นบุตรของซิ้น กิตติธรกุล อดีตกำนัน ต.อ่าวนาง และอดีตประธานสภาจังหวัดกระบี่ 5 สมัย 
    เมื่อเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนอำนวยศิลป์พระนคร โกหงวนเดินทางไปเรียนต่อระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยเซาท์อีสเทิรนหลุยเซียน่า สหรัฐอเมริกา 
    หลังเรียนจบกลับมา โกหงวนได้เป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ โดยสร้างโรงแรมพีพีไอซ์แลนด์ คาบาน่า ที่เกาะพีพี ปี 2522 พร้อมทั้งได้ก่อตั้งสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จ.กระบี่ และเป็นนายกสมาคมคนแรก ขณะเดียวกันก็ได้ดำเนินกิจการสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมัน ควบคู่กันไป
    ปี 2538  โกหงวน ลงเล่นการเมืองท้องถิ่นตามรอยบิดา ได้รับเลือกเป็นประธานสภาจังหวัดกระบี่ 2 สมัย

++
ยึด อบจ.กระบี่
++
    เมื่อ พรบ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 มีผลบังคับใช้มีสาระสำคัญคือ ให้เปลี่ยนจากสภาจังหวัดมาเป็นสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด พร้อมทั้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการจัดประชุมเพื่อเลือกสมาชิกสภาจังหวัดคนใดคนหนึ่ง ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
    ผลปรากฏว่า โกหงวน-สมศักดิ์ กิตติธรกุล สมาชิกสภาจังหวัดกระบี่ เขต อ.เมือง ได้รับเลือกเป็นนายก อบจ.กระบี่ เป็นคนแรก 

แชมป์ 7 สมัย'โกหงวน' ที่สุดนายก อบจ.

                ลงสมัครคนเดียว ก็ต้องหาเสียง 

    จากวันนั้นเป็นต้นมา โกหงวนได้รับเลือกเป็นนายก อบจ.กระบี่ มาทุกสมัย
    โกหงวน ยังมีน้องชายชื่อ “โกฉวน” สมเกียรติ กิตติธรกุล ประธานสโมสรฟุตบอลกระบี่ เอฟซี ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเกาะพีพี 
    ตระกูล “กิตติธรกุล” มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับเนวิน ชิดชอบ มาแต่สมัยพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน
    ปัจจบัน  “โกสุทธิ์” สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง น้องเขย “โกหงวน” สมศักดิ์ กิตติธรกุล เป็น ส.ส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย 

ตรังไม่จบ “โกเล้ง-สาธร” ศึกในอก ปชป. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453085

ตรังไม่จบ “โกเล้ง-สาธร” ศึกในอก ปชป.

ตรังไม่จบ "โกเล้ง-สาธร" ศึกในอก ปชป.

24 ธันวาคม 2563 – 15:34 น.

หลัง “กิจ หลีกภัย” วางมือ 2 บ้านใหญ่ค่าย ปชป.ตรัง แข่งกันเอง เกมจบแต่กองหนุนไม่ยอมจบ

++
ค่ำคืนนับคะแนนผลการเลือกตั้งนายก อบจ.ทั่วประเทศ กำลังดำเนินไปอย่างเคร่งเครียด ปรากฏว่า ที่เมืองตรังมีการชุมนุมปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์การทำงานหน้าที่ของ กกต.

อ่านข่าว…  “แม้ว” หนาว พท.ร่วงระนาว

อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งนายก อบจ.ตรังอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่า บุ่นเล้ง โล่สถาพรพิพิธ หัวหน้าทีมกิจปวงชน 

ได้ 162,419 คะแนน ชนะ สาธร วงศ์หนองเตย หัวหน้าทีมตรังพัฒนาที่ได้ 116,366 คะแนน    

เป็นผลคะแนนที่น่าสนใจมาก เนื่องจากสมัยที่แล้ว กิจ หลีกภัย หัวหน้ากลุ่มกิจปวงชน คนเดิม ลงสนามแบบไร้คู่ต่อกรที่แข็งแกร่ง จึงทำคะแนนทิ้งห่างคู่แข่งไม่เห็นฝุ่นชนะ ต่างสมัยนี้ ที่คน ปชป.ต้องแข่งกันเอง มีผลแพ้ชนะกันไม่ขาด    

แถมเกมจบแล้ว ผู้เล่นอีกฝ่ายยังไม่จบ มีการร้องเรียนให้นับคะแนนใหม่

ตรังไม่จบ "โกเล้ง-สาธร" ศึกในอก ปชป.

โกเล้ง ขอบคุณชาวตรัง

++
บารมีชวน
++
ในสายตระกูล “หลีกภัย” มีเล่นการเมืองอยู่ 2 คนคือ ชวน หลีกภัย และกิจ หลีกภัย    

คนทั้งประเทศ อาจไม่คุ้นชื่อ กิจ หลีกภัย พี่ชายชวน ที่ประสบความสำเร็จในการเมืองท้องถิ่น โดยลงเล่นการเมืองท้องถิ่นมาแต่ปี 2543 ในนาม “กลุ่มกิจปวงชน” และเป็นนายก อบจ.ตรัง 4 สมัย    

ชวน หลีกภัย เหมือนเป็นลมใต้ปีกของกิจ หลีกภัย แต่กองหนุนที่สำคัญของกลุ่มกิจปวงชนคือตระกูล “โล่สถาพรพิพิธ”      

คนเมืองตรังทราบดี ตระกูลโล่สถาพรพิพิธ กลุ่มทุนท้องถิ่น อ.ย่านตาขาว คือบ้านใหญ่ ที่โอบอุ้มกิจ หลีกภัย และกลุ่มกิจปวงชน มาแต่นั่งเก้าอี้นายก อบจ.ตรัง สมัยแรก     

เมื่อ “กิจ” วางมือ จึงมีการเปิดตัว “โกเล้ง” บุ่นเล้ง โล่สถาพรพิพิธ พี่ชาย “โกหนอ” สมชาย โล่สถาพรพิพิธ อดีต ส.ส.ตรัง เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ เป็นหัวหน้ากลุ่มกิจปวงชนคนใหม่ และฟอร์มทีมลงสมัครนายก อบจ.ตรัง    

คล้อยหลัง  “โกหนอ” เปิดตัว “โกเล้ง” ฝ่าย “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” ส.ส.ตรัง ให้สัมภาษณ์สื่อทันทีว่า กิจปวงชน ไม่ใช่ ปชป.  

ตรังไม่จบ "โกเล้ง-สาธร" ศึกในอก ปชป.

สาธร วงศ์หนองเตย ยังไม่จบ

++
วงศ์หนองเตยสู้
++
แม้จะมีข่าวลือกระฉ่อนว่า “โกหนอ” นัดเจรจากับสาทิตย์ จนได้ข้อยุติว่า ฝ่ายสาทิตย์จะได้ตำแหน่งรองนายกฯ แลกกับไม่ส่งผู้สมัครแข่งชิงเก้าอี้นายก อบจ. แต่ปลายเดือน ต.ค.2563 “สาธร วงศ์หนองเตย” เปิดตัวลงสมัครชิงเก้าอี้นายก อบจ.ตรัง     

“สาธร” เคยเป็นแกนนำ กปปส.เมืองตรัง และปัจจุบัน สาธรทำหน้าที่ผู้ช่วยดำเนินงาน ส.ส.สาทิตย์ วงศ์หนองเตย    

หาเสียงนายก อบจ.ช่วงแรกๆ สภากาแฟเมืองตรัง เชื่อว่า บุ่นเล้ง โล่สถาพรพิพิธ คงชนะใสๆ และประเมินว่า ทางฟาก “วงศ์หนองเตย” คงสู้ไม่เต็มร้อย    

เมื่อเห็นผลคะแนน 162,419 กับ 116,366 ที่ชนะแพ้กันแค่ 4 หมื่นเศษ สาวุฒิ วงศ์หนองเตย น้องชาย สาธร วงศ์หนองเตย หัวหน้า ได้เข้าร้องเรียน กกต.ตรัง ขอให้ยุติการประกาศผลคะแนน และให้ตรวจสอบนับคะแนนใหม่     

ต้องติดตามศึกสายเลือด ปชป.เมืองตรังกันต่อไป จะจบกันแบบไหน?

“ไม่โยนบาป คาดโทษแรงงานข้ามชาติ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453088

“ไม่โยนบาป คาดโทษแรงงานข้ามชาติ”

"ไม่โยนบาป คาดโทษแรงงานข้ามชาติ"

24 ธันวาคม 2563 – 15:31 น.

คณะทำงานพัฒนาฯ แรงงานข้ามชาติ ทำจดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชน “ไม่โยนบาป คาดโทษแรงงานข้ามชาติ ใช้ปัญญาฝ่าวิกฤติร่วมกัน” การแก้ปัญหาด้วยการชี้เป้าอย่างเดียวนั้นรังแต่ไม่สำเร็จแต่ยังปล่อยให้บางหน่วยงานมีอำนาจมากยิ่งขึ้นในการกดทับปัญหาแรงงานที่ซับซ้อนขึ้นไปอีก

จดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชน
“ไม่โยนบาป คาดโทษแรงงานข้ามชาติ ใช้ปัญญาฝ่าวิกฤติร่วมกัน”
24 ธันวาคม 2563

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2563 ที่พบกรณีแม่ค้ากุ้งวัย 67 ปี ที่ตลาดกุ้ง ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ติดเชื้อโรคโควิด-19 และหลังจากนั้นมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มจำนวนและขยายวงอย่างรวดเร็วไปในจังหวัดต่างๆ 

จนกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศว่าเป็นการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 ในประเทศไทย 

ซึ่งขณะนี้มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย โดยพบว่ากลุ่มแรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่าในตลาดกุ้งและพื้นที่ใกล้เคียงเป็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่ที่สุดในการระบาดระลอกใหม่นี้ ซึ่งส่งผลกระทบวงกว้าง ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม

อย่างไรก็ตามภายใต้สถานการณ์ความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆในการแก้ไขปัญหาฝ่าวิกฤตร่วมกันในครั้งนี้ กลับพบว่า ได้มีการโยนบาปคาดโทษกลุ่มแรงงานข้ามชาติในฐานะผู้ร้าย จำเลย กระทั่งตัวปัญหา 

และนำมาสู่การเรียกร้องจากประชาชนไทยบางกลุ่มให้รัฐบาลไทยจัดการส่งตัวกลับประเทศ เพราะสร้างความเดือดร้อนและเห็นควรให้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด

คณะทำงานพัฒนาและขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสุขภาวะของแรงงานข้ามชาติที่ยังมิได้รับการคุ้มครอง 12 องค์กร เป็นการรวมตัวของภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ประชาสังคม และวิชาการ มาตั้งแต่ปี 2562 เพื่อทำงานร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกระทรวงแรงงาน ในการผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการจ้างงาน ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ทำงานในบ้านโดยมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วยและงานภาคเกษตรกรรมที่ไม่ได้ทำงานตลอดทั้งปี ให้ได้รับความคุ้มครองในการจ้างงานและเข้าถึงการให้บริการสุขภาพอย่างเป็นธรรม 

เห็นว่า  

1) แรงงานข้ามชาติและประชาชนไทยต่างก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างก็เป็นเหยื่อของเชื้อโรคด้วยกันทั้งสิ้น ไม่มีแรงงานข้ามชาติคนใดอยากติดโควิด ป่วย หรือเสียชีวิตซึ่งไม่แตกต่างจากคนไทยคนอื่นๆ 

ทั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่างานที่แรงงานข้ามชาติทำอยู่ เป็นงานที่คนไทยไม่ทำแล้ว เฉกเช่นงานแกะกุ้งในพื้นที่สกปรก เฉอะแฉะ ผิดหลักอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ท่ามกลางค่าแรงขั้นต่ำและคุณภาพชีวิตต่ำ จนนำมาสู่การติดเชื้อและไม่สามารถควบคุมโรคได้ 

2) แม้มีแนวคิดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเรื่องการเสนอให้มีการตั้งนิคมอุตสาหกรรมแรงงานราชทัณฑ์ในจังหวัดสมุทรสาคร ที่จะนำผู้ต้องขังใกล้พ้นโทษไปทำงานในอุตสาหกรรมประมงทะเลต่อเนื่องดังกล่าวกลับยิ่งเป็นการทำให้ประเทศไทยถูกตั้งคำถามจากประชาคมโลกมากขึ้น เนื่องจากตอนนี้ในประเทศต่างๆมีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่
สายพานการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆคาบเกี่ยวกับการบังคับละเมิดสิทธิแรงงานและการค้ามนุษย์ 

3) ด่านชายแดนมีการปิดทางการมากว่า 10 เดือนแล้ว แต่กลับพบว่ามีการลักลอบข้ามพรมแดนมาอย่างต่อเนื่อง 

ดังที่ปรากฏว่าสายพันธุ์ไวรัสที่ระบาดในพื้นที่มหาชัย เป็นสายพันธุ์เดียวกับที่พบในกลุ่มแรงงานที่ข้ามมาจากโรงแรม 1G1 อำเภอท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ซึ่งอยู่ห่างจากพรมแดน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย 1.5 กิโลเมตรเท่านั้น 

นี้อาจแปลว่ามีแรงงานที่ติดเชื้อจากฝั่งพม่าเข้ามาที่ประเทศไทย และเดินทางต่อมาทำงานที่ตลาดกุ้ง ภายใต้การเป็นแรงงานที่ไม่ถูกกฎหมายและตกหล่นจากการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการต่างๆตามที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ 

ผ่านการหลบซ่อนและเอื้ออำนวยจากสถานประกอบการ นายจ้าง นายหน้า และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การเพ่งโทษ ชี้นิ้ว หาคนผิด หาแพะ โยนบาป หรือสร้างข่าวใดๆให้ร้ายกัน มิอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ดีขึ้น

คณะทำงานจึงมีข้อเสนอ ดังนี้

1) ขอให้หน่วยงานสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยสร้างความมั่นใจให้กับแรงงานข้ามชาติที่ทำงานในประเทศไทย ไม่ว่าจะถูกหรือไม่ถูกกฎหมาย เพื่อให้เข้าถึงบริการสุขภาพตั้งแต่ขั้นตอนคัดกรองโรค รักษา เยียวยา ฟื้นฟู การนำแนวคิดความมั่นคงมาใช้เพื่อการจับกุมปราบปรามส่งกลับ ยิ่งผลักใสให้แรงงานข้ามชาติหลบซ่อนไม่ปรากฏตัว และทำให้การควบคุมสถานการณ์โควิดเป็นไปยากยิ่งขึ้น การคลี่คลายวิกฤติครั้งนี้มิสามารถอาศัยบทบาทของการควบคุมอย่างเดียว แต่จักต้องเป็นบทบาทประสานความร่วมมือกันแทน 

การแก้ปัญหาด้วยการชี้เป้าอย่างเดียวนั้นรังแต่ไม่สำเร็จ แต่ยังปล่อยให้หน่วยงานบางหน่วยงานยิ่งมีอำนาจมากยิ่งขึ้น ในการกดทับปัญหาแรงงานที่ซับซ้อนอยู่แล้วให้ซ่อนเงื่อนเพิ่มเข้าไป

2) ขอให้หน่วยงานความมั่นคงออกแนวปฏิบัติที่ชัดเจนต่อการผ่อนผันให้แรงงานที่ไม่ถูกกฎหมายได้มีโอกาสปรากฎตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดกรองโรค ภายใต้ความร่วมมือในการทำงานกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่พร้อมเป็นหุ้นส่วนรัฐในการทำงานอย่างยิ่งยวด 

ขณะเดียวกันขอให้ภาครัฐซึ่งปัจจุบันมีคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานกรรมการ เป็นกลไกการทำงานบูรณาการเรื่องแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ออกแนวนโยบายเพื่อนำแรงงานข้ามชาติกลุ่มดังกล่าวเข้าสู่ระบบการจดทะเบียน การประกันสุขภาพ และการจ้างงานที่เป็นทางการต่อไป

3) ภายใต้ที่ยังคงมีการลักลอบข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง รัฐไทยจำเป็นต้องมีมาตรการเอาจริงเอาจังต่อการแสวงหาประโยชน์ข้ามพรมแดนและมีบทลงโทษที่ชัดเจนกับผู้เกี่ยวข้องต่อขบวนการดังกล่าว โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าระวังชายแดน เพื่อมิให้เกิดวงจรเคลื่อนย้ายแรงงานและเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์ต่อไป

4) สำหรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ไม่ถูกกฎหมายและตกหล่นจากระบบบริการสุขภาพ ไม่ว่าจะระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือระบบประกันสังคม รวมถึงตกหล่นจากระบบกองทุนต่างๆที่ภาครัฐดำเนินการอยู่ 

เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและไม่ติดกับดักช่องว่างทางกฎหมายที่มีอยู่ ขอให้ภาครัฐนำงบประมาณส่วนกลางมาใช้ในการจัดการเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ครั้งนี้เป็นการเบื้องต้นก่อน และหลังจากนั้นขอให้มีการจัดเวทีปรึกษาหารือเพื่อดำเนินการจัดการเข้าสู่ระบบต่อไป

5) ขอให้กระทรวงแรงงานมีมาตรการเยียวยากลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากสถานการณ์โควิด ทั้งที่อยู่ในระบบประกันสังคมและนอกระบบประกันสังคม 

ไม่ว่าจะเป็นการถูกสั่งให้กักตัว ถูกสั่งห้ามทำงาน ถูกให้ออกจากงาน หรือกระทั่งเกิดความหวาดกลัวแล้วหลบหนีออกจากที่ทำงานหรือที่พักอาศัย 

เพื่อเป็นหลักประกันให้แรงงานเกิดความมั่นคงในการทำงานในประเทศไทย และนายจ้างยังคงมีลูกจ้างทำงานต่อภายหลังสถานการณ์คลี่คลายขึ้น

รายชื่อคณะทำงานพัฒนาและขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสุขภาวะของแรงงานข้ามชาติที่ยังมิได้รับการคุ้มครอง 12 องค์กร และผู้ประสานงานแต่ละองค์กร  

1) คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทรงพันธ์ ตันตระกูล)

2) สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ดร.กฤษฎิ์ กาญจนกิตติ)  

3) สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (นางสิริวัน ร่มฉัตรทอง) 
 
4) สภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย  (นายมนัส โกศล)

5) เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (นายมนัส โกศล) 

6) สมาพันธ์ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งประเทศไทย (นางสุจิน รุ่งสว่าง)

7) มูลนิธิเพื่อนหญิง (นายบัณฑิต แป้นวิเศษ)

8) มูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า (นายเมี่ยน เวย์)

9) หน่วยงานพัฒนาและบริการสังคม สภาคริสตจักรในประเทศไทย (นางสาวขวัญจิตร คำแสน , นายประสิทธิ์ ธงทัศวรรธนะ)

10) มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (นางศุกาญจน์ตา สุขไผ่ตา)

11) มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ (นายสุชาติ ตระกูลหูทิพย์)

12) มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย (นางสาววาสนา ลำดี)

13) คณะทำงานที่เป็นนักกฎหมายและนักวิชาการอิสระ (นายบัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ ,นางสาวบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์)

ผ่ามหาชัย “แรงงานพม่า” กับโควิดอินเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453040

ผ่ามหาชัย “แรงงานพม่า” กับโควิดอินเดีย

ผ่ามหาชัย "แรงงานพม่า" กับโควิดอินเดีย

24 ธันวาคม 2563 – 11:14 น.

สแกนพื้นที่มหาชัย ทำความรู้จัก “แรงงานเมียนมา” ที่ไม่ใช่มีแค่คนพม่า  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
โควิดระลอกใหม่ มีจุดเริ่มต้นที่ตลาดกุ้งมหาชัย จ.สมุทรสาคร และกระจายไปหลายจังหวัด     

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2563 นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แถลงถึงผลการตรวจสอบรหัสสายพันธุ์ของเชื้อโควิด-19 ที่ระบาดในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ว่า เป็นสายพันธุ์ GH เหมือนกับที่พบในสถานบันเทิง 1G1 ในเมืองท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งสายพันธุ์นี้ มีต้นกำเนิดหรือวิวัฒนาการมาจากอินเดีย ระบาดเข้ามาทางรัฐยะไข่ แล้วแพร่กระจายไปทั่วพม่า 

ผ่ามหาชัย "แรงงานพม่า" กับโควิดอินเดีย

ทุกวันนี้ ในประเทศเมียนมา มียอดสะสมผู้ติดเชื้อโควิดทะลุกว่า 1 แสนคนแล้ว จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน เฉลี่ยวันละพันคน ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตย่างกุ้ง และมัณฑะเลย์    

คำว่า ชาวพม่าหรือชาวเมียนมานั้น หมายถึง 135 ชาติพันธุ์ที่อยู่ในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ตั้งแต่พม่า,มอญ,กะเหรี่ยง,ยะไข่,ไทใหญ่ ไปจนถึงมุสลิมโรฮิงญา

++
เมียนมามหาชัย
++
ผลแห่งสงครามยืดเยื้อ ระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ส่งผลให้เกิดความยากจนแทบทุกพื้นที่ กลายเป็นปัจจัยผลักดันชาวพม่ากว่าล้านคนให้เดินทางมาสู่ประเทศไทยไม่ขาดสาย     

ไทยกับเมียนมา มีพรมแดนติดต่อกัน ตั้งแต่เหนือจรดใต้เป็นระยะทางมากกว่า 2,500 กิโลเมตร ทำให้ชาวพม่าเดินทางเข้ามาได้สะดวก ทั้งช่องทางถูกกฎหมาย และช่องทางธรรมชาติ(ผิดกฎหมาย)     

พูดถึงชุมชนตลาดกุ้งมหาชัย จ.สมุทรสาคร มีสื่อไทยและสื่อนอก ได้เข้ามาถ่ายทอดภาพชีวิตแรงงานพม่าอยู่บ่อยครั้ง ภาพอาคารพาณิชย์สภาพทรุดโทรมสูง 4-5 ชั้นเรียงรายกันกว่า 30 คูหา เราเห็นจนเจนตา 

ผ่ามหาชัย "แรงงานพม่า" กับโควิดอินเดีย

++
เมียนมาทาวน์
++
จากงานวิชาการเรื่อง “การศึกษาแรงงานย้ายถิ่นของแรงงานเมียนมา กรณีศึกษาชุมชนมหาชัยนิเวศน์ จ.สมุทรสาคร” ของ ชยพล กล่ำปลี ทำให้เราทราบว่า แรงงานพม่าที่เดินทางเข้ามายังพื้นที่สมุทรสาคร มีทั้งชาติพันธุ์พม่า, มอญ, กะเหรี่ยง, ยะไข่ และไทใหญ่

เมืองต้นทางที่พวกเขาเดินทางมามหาชัยนั้น ได้แก่เขตตะนาว
ศรี,รัฐมอญ, รัฐกะเหรี่ยง, เขตพะโค, เขตย่างกุ้ง, เมืองเนปิดอว์,เขตมาเกว, เขตอิระวดี, รัฐฉาน, รัฐยะไข่ ,เขตสะกาย และเขตมัณฑเลย์    

การย้ายถิ่นเข้าสู่ จ.สมุทรสาคร พบว่า แรงงานพม่าเดินทางผ่านแนวชายแดนใน 4 จังหวัด
1.อ.แม่สอด จ.ตาก แรงงานมาจากรัฐมอญมากที่สุด รองลงไป รัฐกะเหรี่ยง เขตพะโค เขตตะนาวศรี ฯลฯ
2.อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี แรงงานมาจากเขตตะนาว
ศรีมากที่สุด รองลงไปคือรัฐกะเหรี่ยง รัฐมอญ 
    
3.จ.ระนอง เดินทางมาจากเขตตะนาวศรีมากที่สุด รองลงมาคือรัฐมอญ เขตอิระวดี รัฐยะไข่ เขตพะโค 
4.อ.แม่สาย จ.เชียงราย ส่วนใหญ่มาจากรัฐฉาน    

จากการศึกษากรณีมหาชัยนั้น ทำให้เรารู้ว่า คำว่า แรงงานพม่านั้น มีหลากหลายชาติพันธุ์ และไม่ได้เพิ่งย้ายถิ่นเข้ามาไทยเมื่อไม่กี่วันมานี้ หากแต่เข้ามานานกว่า 3 ทศวรรษแล้ว 

ส้มนนท์ห้าว รุกเทศบาลนนท์ ชน ‘สมนึก’ แชมป์ 8 สมัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส้มนนท์ห้าว รุกเทศบาลนนท์ ชน ‘สมนึก’ แชมป์ 8 สมัย (komchadluek.net)

ส้มนนท์ห้าว รุกเทศบาลนนท์ ชน ‘สมนึก’ แชมป์ 8 สมัย

ส้มนนท์ห้าว รุกเทศบาลนนท์ ชน 'สมนึก' แชมป์ 8 สมัย

23 ธันวาคม 2563 – 17:23 น.

เริ่มแล้ว ก้าวหน้าเมืองนนท์ ลุยเทศบาลนครนนท์ ท้ารบ “สมนึก” นายกเล็ก 8 สมัย

++
    มิทันที่ กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งนายก อบจ. และ ส.อบจ. แอดมินเพจคณะก้าวหน้า นนทบุรี ได้ประกาศเชิญชวนบุคคลที่ยึดมั่นในประชาธิปไตย พร้อมลงมือเปลี่ยนแปลงเทศบาล และ อบต. ได้ติดต่อมาร่วมงานกับคณะก้าวหน้า

จ.นนทบุรี มีเทศบาลขนาดใหญ่ 2 แห่งคือ เทศบาลนครนนทบุรี และเทศบาลนครปากเกร็ด ซึ่งเป็นสนามเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีคนสนใจจำนวนมาก
    ผลการเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี  พ.ต.อ.ธงชัย  เย็นประเสริฐ กลุ่มผึ้งหลวง ได้ 193,992 คะแนน ตามมาด้วย ไพบูลย์  กิจวรวุฒิ คณะก้าวหน้า137,222 คะแนน และฉลอง  เรี่ยวแรง กลุ่มพลังนนท์ได้ 66,900 คะแนน
    แม้แชมป์เก่า พ.ต.อ.ธงชัย จะชนะตามความคาดหมาย แต่คะแนนของไพบูลย์นั้นถือว่า เป็นสัญญาณบวกของคณะก้าวหน้า แถมได้ ส.อบจ.มา 3 คน ในเขต อ.บางกรวย อ.บางใหญ่ และ อ.ปากเกร็ด

ส้มนนท์ห้าว รุกเทศบาลนนท์ ชน 'สมนึก' แชมป์ 8 สมัย

กัาวหน้าเมืองนนท์ เดินหน้าต่อ

    “เมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลงได้ถูกหว่านลงไปในจังหวัดนนทบุรี เพื่อต่อสู้กับการเมืองระบบอุปถัมภ์”
    นี่คือความฮึกเหิมของคณะก้าวหน้า นนทบุรี 

++
แชมป์เก่าหนาวมั้ย
++
    เฉพาะเทศบาลนครนนท์ จะเป็นสนามการต่อสู้ที่ดุเดือดในอนาคต เพราะ “สมนึก ธนเดชากุล” เป็นนายกฯ มาแล้ว 8 สมัย
    คนเมืองนนท์ จะคุ้นกับชื่อ “สมนึก” และกลุ่มพลังหนุ่ม มายาวนาน และในศึกเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี สมนึกก็สนับสนุนกลุ่มผึ้งหลวง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ มาทุกสมัย

ส้มนนท์ห้าว รุกเทศบาลนนท์ ชน 'สมนึก' แชมป์ 8 สมัย

นายกเล็ก 8 สมัย

    เส้นทางการเมืองของสมนึก เริ่มจากอำลาชีวิตข้าราชการกรมชลประทาน ปี 2517 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองนนทบุรี ในนามกลุ่มพลังหนุ่ม
    ปี 2527 ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองนนทบุรี เป็นสมัยแรก, และได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นสมัยที่ 8 (ตั้งแต่ 1 เมษายน 2555)
    ในเวทีการเมืองระดับชาติ ทราบกันดีว่า สมนึกยืนอยู่ฝ่ายเพื่อไทย และคนเสื้อแดง การเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่แล้ว สมนึกรู้สึกผิดหวังที่นิทัศน์ ศรีนนท์ อดีต ส.ส.นนทบุรี พ่าย เจริญ เรี่ยวแรง ภรรยา ฉลอง ที่เขต 1 นนทบุรี