ไปไม่ถึง “ธรรมนัส” เจอขาใหญ่ พท.ต้าน กลับ พปชร.ก็ยาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/533647

ขุนน้ำหมึก

19 ต.ค. 2565

ไปไม่ถึง “ธรรมนัส” เจอขาใหญ่ พท.ต้าน กลับ พปชร.ก็ยาก

ไปไม่ถึง “ธรรมนัส” จะไปเพื่อไทยก็เจอนักรบห้องแอร์ต้าน หรือกลับ พปชร.ก็มีหลายซุ้มไม่พอใจ แม้เจ๊แดงจะชักชวนผู้กองเข้าพรรค หวังจะให้มานำทัพภาคเหนือตอนล่าง

ยังไม่นิ่ง “ธรรมนัส” จะไปเพื่อไทยเจอแรงต้าน จะกลับพลังประชารัฐก็มีหลายซุ้มไม่พอใจ จึงปักหลักคุมเชิงที่เศรษฐกิจไทย อะไรก็เกิดขึ้นได้ในอนาคต

เจ๊แดงคนเดิมที่ชักชวน “ธรรมนัส” เข้าพรรค ทักษิณไฟเขียว หวังที่จะให้ผู้กองมานำทัพภาคเหนือตอนล่าง สู้ศึกแลนด์สไลด์   

เงียบไปพักใหญ่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคเศรษฐกิจไทย ต้องรีบออกมาชี้แจงเรื่องการยกทีมเข้าพรรคเพื่อไทย เนื่องจาก พรชัย อินทร์สุข ส.ส.พิจิตร ไปพูดกับนักข่าวท้องถิ่นว่า ส.ส.พรรคเศรษฐกิจไทย จะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยแน่นอน รอแค่ขั้นตอนเอกสารเท่านั้น

ร.อ.ธรรมนัส ปฏิเสธข่าวเรื่องเข้าพรรคเพื่อไทย ทุกวันนี้ เป็นสมาชิกพรรคเศรษฐกิจไทย ยังคงทำกิจกรรมทางการเมืองต่อไป เพราะไม่ได้มีการยุบพรรค 

“ส.ส.ของพรรคเศรษฐกิจไทยทั้งหมด จะตัดสินใจอนาคตทางการเมืองอย่างไร เรายังไม่ได้คิด เพราะยังมีเวลาอีกพอประมาณ” 

ว่ากันว่า เจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ได้ทาบทามผู้กองธรรมนัสให้มาร่วมงานกัน เพราะเห็นว่า พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ยังขาดแม่ทัพ และ ส.ส.เกรดเอในซุ้มผู้กอง ก็อยู่ในโซนนี้ 

ถ้าฟังทักษิณ ชินวัตร พูดในคลับเฮาส์ของกลุ่มแคร์ ก็ประเมินได้ว่า คนแดนไกลไฟเขียว แต่โยนไปที่คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่ 

นับแต่มีกระแสข่าว ร.อ.ธรรมนัส จะยกทีมไปซบค่ายคนแดนไกล ก็มีปฏิกิริยาต่อต้านจากกลุ่มนักรบห้องแอร์ ค่ายเพื่อไทย ตามมาด้วยหมอแคนขอนแก่น อดิศร เพียงเกษ ออกโรงต้านเชิงประชดประเทียดเสียดสีผ่านแอพพลิเคชั่น TikTok 

‘เด็กเฮียเพ้ง’

ทำไม ส.ส.พิจิตรซุ้ม “ธรรมนัส” จึงไปหลุดพูดเรื่องพรรคเพื่อไทยกับนักข่าวท้องถิ่น คำตอบคือ ความกังวลเรื่องพื้นที่ทับซ้อน หากจะต้องย้ายมาอยู่ด้วยกัน

ดังที่ทราบกัน เลือกตั้ง ส.ส.พิจิตร สมัยที่แล้ว พรรคพลังประชารัฐ ชนะเลือกตั้งยกจังหวัด เฉพาะเขต 1 อ.เมืองพิจิตร พลันที่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ วินัย ภัทรประสิทธิ์ อดีต ส.ส.พิจิตร ต้องออกนอกสังเวียน พรชัย อินทร์สุข อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย จึงได้เป็น ส.ส.สมัยแรก

วันนี้ วินัย ภัทรประสิทธิ์ ย้ายไปซบพรรคภูมิใจไทย จะลงสมัครเขต 2 และกำนันน็อต-ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ หลานประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ และหลานเขยเนวิน ชิดชอบ ลงเขต 1 

มิหนำซ้ำ สุณีย์ เหลืองวิจิตร คนสนิทเฮียเพ้ง-พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ก็วางตัวน้องชาย ปุณยวัจน์ เหลืองวิจิตร ลงเขต 1 เช่นกัน

เลือกตั้งสมัยหน้า พรชัย ยังสวมเสื้อเศรษฐกิจไทย ต้องเจอทั้งน้องชายเจ๊สุณีย์ และหลานชายประดิษฐ์ โอกาสกลับเข้าสภาฯนั้น ยากกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา

ทางรอดมีทางเดียวคือ ลุ้นให้ธรรมนัสยกทีมเข้าเพื่อไทยให้ได้ และเจ๊สุณีย์หลีกทางให้ที่เขต 1 พิจิตร
 

‘เด็กเจ๊แดง’

การปรากฏตัวของเจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ในงานครอบครัวเพื่อไทย ที่เชียงใหม่ ก็มาพร้อมกับกระแสข่าว “ธรรมนัส” จะหวนคืนมาอยู่ใต้ชายคาชินวัตร

พรรคเพื่อไทยประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.ภาคเหนือ ตอนบน ไปแล้ว เหลือแต่ภาคเหนือตอนล่าง ยังไม่ลงตัว รอแกนนำพรรคเคาะยกสุดท้าย

จริง ๆ แล้ว เพื่อไทยขาดแม่ทัพเหนือตอนล่าง เจ๊แดงจึงให้คนสนิท กฤษณา สีหลักษณ์ อดีต ส.ส.อุตรดิตถ์ 4 สมัย และอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลไปก่อน

  กฤษณา สีหลักษณ์ สายเจ๊แดง รับผิดชอบภาคเหนือตอนล่าง กฤษณา สีหลักษณ์ สายเจ๊แดง รับผิดชอบภาคเหนือตอนล่าง

สมัยที่แล้ว เจ๊แดง เยาวภา ส่งเจ๊นก กฤษณา ไปอยู่พรรคไทยรักษาชาติ และลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ เมื่อพรรค ทษช.ถูกยุบ ก็กลับมาเพื่อไทย

มีรายงานข่าวว่า เจ๊นก-กฤษณา สีหลักษณ์ ต้องการให้ทีม ร.อ.ธรรมนัส ยกทีมเข้ามาเพื่อไทย เพื่ออุดช่องโหว่ในโซนเหนือตอนล่าง

ถ้า ร.อ.ธรรมนัส เข้ามาร่วมงานกับเพื่อไทย ก็จะบริหารจัดการในพื้นที่ ตาก,กำแพงเพชร,พิจิตร,พิษณุโลก และนครสวรรค์ ทดแทนการขาดหายของ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ได้พอดี

ทั้งเจ๊แดง และเจ๊นก คงรอจังหวะที่คนแดนไกลเคลียร์พื้นที่ให้จบ หากเคลียร์ไม่ได้ ผู้กองธรรมนัส ก็คงต้องเลือกทางสายใหม่ 

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ           โดย … ขุนน้ำหมึก

เด็กแม่โจ้ “ศรีสุวรรณ” นักร้องหน้ากล้อง ส่องลุงศักดิ์เสื้อแดง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/533549

ขุนน้ำหมึก

18 ต.ค. 2565

เด็กแม่โจ้ “ศรีสุวรรณ” นักร้องหน้ากล้อง ส่องลุงศักดิ์เสื้อแดง

คลี่ชีวิต “ศรีสุวรรณ” ศิษย์เก่าแม่โจ้ ผันตัวมาเป็นนักสู้สิ่งแวดล้อม ก่อนจะรับบทนักร้องเรียนระดับชาติ ปะทะลุงศักดิ์ นักเคลื่อนไหวมวลชนอิสระ ยูทูบเบอร์ช่องเสื้อแดง

คลี่ชีวิต “ศรีสุวรรณ” เด็กพิษณุโลก ศิษย์เก่าแม่โจ้ จบสายเกษตร ผันตัวมาเป็นนักสู้สิ่งแวดล้อม ก่อนจะรับบทนักร้องเรียนระดับชาติ

คู่กรณี “ศรีสุวรรณ” คือลุงศักดิ์ นักเคลื่อนไหวมวลชนอิสระ ยูทูบเบอร์ช่องศักดินาเสื้อแดง กองหนุนคนรุ่นใหม่ในการต่อสู้บนท้องถนน

มีคนถามกันเยอะ ศรีสุวรรณ จรรยา คือใคร ทำมาหากินอะไร จึงได้แต่ร้องเรียนสารพัดเรื่อง จนได้ฉายา นักร้อง(เรียน) จากสื่อมวลชน

5 ปีที่แล้ว ศรีสุวรรณ เคยถูก คสช.ควบคุมตัวเข้าค่ายทหาร ระหว่างเดินทางไปยื่นหนังสือเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทวงคืนหมุดคณะราษฎร

ปีนี้ ศรีสุวรรณ กระโดดมาโหนกระแสเดี่ยว 13 ของ โน้ส-อุดม แต้พานิช ในประเด็นโน้สให้ท้ายม็อบสามนิ้ว ก็เกิดเหตุปะทะกับลุงศักดิ์ นักเคลื่อนไหวมวลชนอิสระ ถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน 

‘ชีวิตนักร้อง’

“ศรีสุวรรณ” ลูกชาวนา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก มีความสนใจปัญหาของชาวบ้านมาแต่เด็ก ๆ เพราะพ่อชอบอ่านหนังสือพิมพ์ แม้พ่อจบ ป.4 แต่เป็นที่พึ่งของชาวบ้าน ยามที่ต้องไปทำธุระที่อำเภอ และขึ้นโรงขึ้นศาล

หลังเรียนจบชั้นมัธยมจากโรงเรียนวังทองพิทยาคม ศรีสุวรรณ มาเรียนต่อ ปวส.ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณุโลก หรือที่รู้จักในชื่อ “เกษตรบ้านกร่าง” ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้

สมัยเรียนที่แม่โจ้ ศรีสุวรรณได้รับเลือกเป็นนายกองค์การนักศึกษา และเคยออกช่วยเหลือชาวบ้านต่อสู้เรื่องสิทธิที่ดินทำกิน และสิ่งแวดล้อม เมื่อเรียนจบ เขาก็เป็นเอ็นจีโอ สังกัดมูลนิธิเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 

ปี 2536 ศรีสุวรรณไปช่วยงานของสภาทนายความ แผนกคดีสิ่งแวดล้อม เขาจึงมีประสบการณ์ให้คำปรึกษาหลายคดี ทั้งคดีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ,คดีท่าเรือคลองเตย และคดีสารตะกั่วคลิตี้

ปี 2540 ศรีสุวรรณในฐานะรองเลขาธิการมูลนิธิป้องกันควันพิษและพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ที่ก่อตั้งโดย พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม.สมัยนั้น ได้ฟ้องร้อง ขสมก.กรณีปล่อยให้รถเมล์เสื่อมสภาพวิ่งปล่อยควันพิษ ปรากฏว่า ศาลปกครองพิพากษาให้ ขสมก.แพ้คดี 

นับจากนั้น ศรีสุวรรณ ก็มีข่าวขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยครั้ง ในฐานะเอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อม 

อย่างไรก็ตาม ศรีสุวรรณ เคยเล่นการเมือง เป็นนายทะเบียน และรองหัวหน้าพรรครักษ์ถิ่นไทย ระหว่างปี 2545-2546 และลงสมัครเป็น ส.ว.กทม.ปี 2557 ไม่ประสบความสำเร็จ

สมัยที่อยู่สภาทนายความ ศรีสุวรรณ ก่อตั้งสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อปี 2550 และปัจจุบัน เขาเป็นเลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ 
 

‘ลุงศักดิ์เสื้อแดง’

สำหรับคู่กรณีของ “ศรีสุวรรณ” เป็นนักเคลื่อนไหวมวลชนอิสระ ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย และขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกจากนายกรัฐมนตรี

ลุงศักดิ์ หรือ วีรวิชญ์ รุ่งเรืองศิริผล เป็นที่รู้จักกันดีในม็อบราษฎร ช่วงปี 2563 และในระยะหลัง ลุงศักดิ์ได้มาเคลื่อนไหวร่วมกับคนแดงปฏิวัติ

 ลุงศักดิ์ นักเคลื่อนไหวมวลชนอิสระ และยูทูบเบอร์ช่องศักดินาเสื้อแดง ลุงศักดิ์ นักเคลื่อนไหวมวลชนอิสระ และยูทูบเบอร์ช่องศักดินาเสื้อแดง

ปี 2564 ลุงศักดิ์ ได้เปิดช่องยูทูบชื่อ ศักดินาเสื้อแดง มีผู้ติดตามกว่า 1.5 หมื่นคน และมีคนเข้าชมทุกคลิปรวมเกือบ 3 ล้านครั้ง

แม้ลุงศักดิ์จะเคยให้สัมภาษณ์ว่า เดิมมีอาชีพเป็นดีไซเนอร์ ทำธุรกิจส่งออกเสื้อผ้า แต่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการ ทำให้มีหนี้ 30 ล้าน และล้มละลาย

จากการสืบค้นของ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ โดยอ้างอิงข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่พบว่า วีรวิชญ์ รุ่งเรืองศิริผล ทำธุรกิจเกี่ยวกับการส่งออกเสื้อผ้า แต่พบว่าเคยเป็นกรรมการบริษัทอย่างน้อย 1 แห่ง สถานะปัจจุบันล้มละลายไปแล้ว คือบริษัท เดอะ วีอาร์.อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด 

บริษัทดังกล่าว เดิมชื่อบริษัท สมุยเวิลด์พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2548 ทุน 1 ล้านบาท สถานะปัจจุบัน ล้มละลาย โดยศาลพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อ 25 ก.ค. 2554 ตั้งอยู่ที่ 23/16 หมู่ที่ 4 ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี แจ้งประกอบธุรกิจ ซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ดิน


วันนี้ ลุงศักดิ์กลายเป็นคนดังชั่วข้ามคืน และได้รับแรงเชียร์จากฝ่ายประชาธิปไตย แต่ก็เจอปฏิกิริยาต่อต้านจากฝ่ายสนับสนุนลุงตู่

ทั้งศรีสุวรรณ และลุงศักดิ์ ล้วนเป็นตัวละคร ที่ต่างก็มีกองเชียร์ ท่ามกลางความแตกแยกในสังคมไทย
 

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ           โดย … ขุนน้ำหมึก 

นิพนธ์ วางเฉย คนคุ้นเคย ทำศึก ชิง “นายกเทศมนตรี” นครสงขลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/533521

นายหัวไทร

18 ต.ค. 2565

นิพนธ์ วางเฉย คนคุ้นเคย  ทำศึก ชิง "นายกเทศมนตรี" นครสงขลา

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นิพนธ์ บุญญามณี ไม่เชียร์ใคร คู่ชิงนายกเทศมนตรี สงขลา ล้วนคนคุ้นเคย หวั่นกระทบเลือกตั้ง ครั้งหน้า

ศึกชิงนายกเทศมนตรีนครสงขลากำลังดำเนินไปอย่างเรียบเชียบเรียบง่าย แต่ภายในคุกรุ่น โดยมีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง 3 คน ประกอบด้วย นายสมศักดิ์ ตันติเศรณี อดีตนายกเทศมนตรีนครสงขลา ซึ่งคราวที่แล้วแพ้ให้กับนายศรัญ บิลพัฒน์ ไปเพียง 48 คะแนน

คนที่สองคือนายวันชัย ปริญญาศิริ ที่ลาออกจาก ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ มาลงชิงด้วย อีกคนคือนางภัสราภรณ์ พลฑา ลงสมัครในนามอิสระ

ถ้าพิจารณาจากข้อมูลที่มีอยู่น่าจะเป็นการชิงดำกันระหว่าง “สมศักดิ์-วันชัย” และถือว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่สูสีกันมาก วัดดวงกันในคูหาเลือกตั้ง ดัชนีตัวตัวที่จะชี้วัด และมีคนถามกันมาก คือ “นิพนธ์ บุญญามณี” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทยจะช่วยใคร

นิพันธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นิพันธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“น่าหนักใจมากที่จะช่วยใคร ผมไม่อยากเลือกข้างใดข้างหนึ่ง เพราะเลือกข้างใดข้างหนึ่ง ก็จะเสียข้างหนึ่ง และจะมีผลต่อการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า ที่น้องเพรช จะลงสมัครในเขต 1”

นิพนธ์ ชัดเจนว่า วางเฉยไม่ช่วยใครสำหรับศึกชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีนครสงขลาคราวนี้     

“ตัดสินใจยาก สมศักดิ์ก็เป็นญาติฝ่ายภรรยา ส่วนวันชัยก็เป็นเพื่อนรุ่นน้อง ห่างกันหนึ่งปีจากมหาวชิราวุธ มาเรียนรามคำแหงก็เจอกันบ่อย ผมกับวันชัยก็ยังมีทำธุรกิจร่วมกันอยู่ด้วย”

เมื่อนิพนธ์ ไม่ยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้องจึงเป็นการแลกหมัดกันเดี่ยวๆระหว่าง “สมศักดิ์-วันชัย” โดยต่างฝ่ายต่างมีขุมกำลังของตัวเอง ทั้งกองเชียร์ และกองหนุน

กล่าวสำหรับเทศบาลนครสงขลา เดิม “อุทิศ ชูช่วย” นั่งบริหารอยู่สองสมัย สมัยแรกชนะขาดลอย สมัยที่สองไม่มีคู่แข่ง เป็นผู้คิดประดิษฐ์คำ “สงขลาเมืองสองทะเล” คือทะเลสาป และทะเลอ่าวไทย

หลังจากนั้นอุทิศขยับตัวเองไปสมัครเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และได้รับเลือกตั้ง ชนะน้องชายของนิพนธ์ แต่ช่วงหลังอุทิศก็มาแพ้ให้กับนิพนธ์

ส่วนเทศบาลนครสงขลา เมื่ออุทิศขยับไป “พีระ ตันติเศรณี” นักอนุรักษ์ ได้รับเลือกเป็นนายกฯคนถัดมา แต่เพียงไม่นายพีระก็ถูกลอบสังหารกลางเมืองสงขลา และถือว่าเป็นคดีอุกฉกรรจ์มาก “อุทิศ” ถูกจับฐานจ้างวานฆ่า และอุทิศก็ติดคุกจนถึงวันนี้

สมศักดิ์ ตันติเศรณี ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีนครสงขลาคนถัดมา นั่งบริหารอยู่จนครบวาระ และ คสช.ให้โบนัสอีกหลายปี แต่เมื่อ คสช.เปิดให้มีการเลือกตั้ง สมศักดิ์กลับพ่ายให้กับศรัญ บิลพัฒน์ โดยแพ้เพียง 48 คะแนนเท่านั้นเอง

ศรัญ ถูกสมศักดิ์ร้องเรียนว่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีการปราศรัยกล่าวหาว่าร้าย โจมตีคู่แข่ง (สมศักดิ์) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ให้ใบแดงศรัญ พร้อมชดใช้ค่าจัดการเลือกตั้งด้วย

เมื่อศรัญโดนใบแดง ศึกชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีนครสงขลาจึงระเบิดขึ้น การหย่อนบัตรจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายนนี้ แน่นอนว่าเป็นการวัดดวงกันระหว่าง “สมศักดิ์-วันชัย”

ถอดแบบแม่ “อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร” พิมพ์นางพญา “พจมาน” แรงมาก็แรงไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/533519

ขุนน้ำหมึก

18 ต.ค. 2565

ถอดแบบแม่ “อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร” พิมพ์นางพญา “พจมาน” แรงมาก็แรงไป

พิมพ์แท้ “อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร” ถอดแบบ “พจมาน” ใบหน้าเหมือนพ่อ แต่นิสัยเหมือนแม่ นิ่งและเด็ดขาด แรงมาก็แรงไป สะท้อนภาพเพื่อไทย ยุคนางพญาจันทร์ส่องหล้า

พิมพ์แท้รุ่นนางพญา “อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร” ถอดแบบ “พจมาน” ใบหน้าเหมือนพ่อแต่นิสัยเหมือนแม่ นิ่งและเด็ดขาด แรงมาก็แรงไป  

บุคลิกผู้นำของ “อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร” เริ่มฉายชัด หลายคนแอบคิดว่าเหมือนใคร ทักษิณมีคำตอบให้แล้ว สะท้อนภาพเพื่อไทย ยุคนางพญาจันทร์ส่องหล้า  

นับวัน อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย จะแสดงความเป็นผู้นำรุ่นใหม่ให้สังคมการเมืองได้ประจักษ์ และมีเงา คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ทาบทับ ในฐานะที่ปรึกษาทางจิตวิญญาณ 

มีข้อน่าสังเกตว่า ช่วงนี้ตระกูลชินวัตร เปิดเกมรุกการตลาดการเมืองว่าด้วยการสร้างภาพลักษณ์ผู้นำหลังม่าน ทักษิณ ชินวัตร และทายาททางการเมือง อุ๊งอิ๊งหรืออิ๊งค์ 

อย่างเช่นการเปิดตัวหนังสือ Thaksin Shinawatra Theory and Thought ผลงานของโอ๊ค เอม อิ๊งค์ จนขายดิบขายดี และการขายไอเดีย ฝัน ปัง ดัง รวย : 1 ครอบครัว 1 Soft Power ของว่าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย 

แม้แกนนำเพื่อไทยบางคนจะขานชื่อ เศรษฐา ทวีสิน เป็นแคนดิเดตนายกฯตัวจริง แต่การโชว์ลีลาขายฝัน 1 ครอบครัว 1 Soft Power ต่อหน้าผู้คนในงานมหกรรมหนังสือฯ อุ๊งอิ๊งก็โดดเด่น ไม่แพ้พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล

ล่าสุด ทักษิณ ชินวัตร เพิ่งอนุญาตให้ ฟาโรส ( FAROSE) เจ้าของช่องยูทูบไกลบ้าน พาทัวร์บ้านพักที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ร่วมพูดคุยแบบเป็นกันเอง ในห้องทำงานที่ใช้ถ่ายทำรายการ Care talk x Care Clubhouse อยู่เป็นประจำ

‘ดุเหมือนแม่’

ทักษิณเคยพูดในแคร์คลับเฮาส์ กรณี “อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร” จะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ลูกสาวต้องชนะใจคุณแม่-พจมาน ให้ได้เสียก่อน

วันที่ทักษิณให้สัมภาษณ์ฟาโรส ช่องไกลบ้าน ก็บอกย้ำเรื่องสาเหตุที่อยากกลับเมืองไทย เพราะสงสารคุณหญิงพจมาน 

“อยากอยู่กับหลาน จะเป็นที่ปรึกษาให้ลูก และสงสารคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ภริยา แบ่งเบาภาระคุณหญิง”


สำหรับเรื่องลูกทั้งสามคน ทักษิณเล่าให้ฟาโรสฟังว่า “แม่เขาเลี้ยงลูกดี แม่เป็นคนดูแลลูก รักกัน 3 คน รักกันมาก ไม่เคยอิจฉาเลย วันหนึ่งซื้อเพชรมา 2 เม็ด อิ๊งค์มาหาผมบ่อย ก็ถามเขาเรื่องเพชร เขาตอบว่า เม็ดใหญ่ต้องให้พี่เอม เขารักกัน เสียสละให้กันและกัน”

อีกตอนหนึ่ง ทักษิณอธิบายบุคลิกของลูกแต่ละคนว่า “โอ๊คนั้น ตอนเด็กๆ ชอบเลี้ยงสัตว์ เวลาให้ไปเรียนหนังสือเหมือนไล่ไปตายเลย ไม่ชอบเลย พอเลี้ยงสัตว์ อ่านหนังสือแต่ละเรื่องจริงจังมาก เอมนั้นสไตล์พ่อ ชอบซื้อเครื่องเขียน ตำรา ชอบวิชาการ ส่วนอิ๊งค์ หน้าพ่อจริง แต่นิสัยแม่ เป็นคนที่นิ่ง เด็ดขาด ดุเหมือนแม่ แรงมาก็แรงไป”
 

‘นางพญาออกศึก’

“อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร” มีใบหน้าเหมือนพ่อ แต่นิสัยเหมือนแม่คือ “เป็นคนที่นิ่ง เด็ดขาด ดุเหมือนแม่ แรงมาก็แรงไป” ในคำบอกเล่าของทักษิณ ก็ต้องไปดูตัวตนของคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์

ในหนังสือ Thaksin Shinawatra Theory and Thought ภาค Thaksin & Family ได้มีการเผยแพร่บทสัมภาษณ์คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ซึ่งเป็นการให้สัมภาษณ์เดี่ยวครั้งแรก 

 เป็นครั้งแรกที่คุณหญิงพจมาน เปิดใจผ่านหนังสือของทักษิณเป็นครั้งแรกที่คุณหญิงพจมาน เปิดใจผ่านหนังสือของทักษิณ

ภาพความนิ่งของคุณหญิงอ้อ สะท้อนผ่านคำถามที่ว่า วันแรกที่ทราบว่าสามี-ทักษิณ ถูกรัฐประหาร และครอบครัวเตรียมรับมืออย่างไร

“รับมือด้วยความนิ่ง และดูความปลอดภัยของลูกๆเป็นหลักในตอนนั้น” คุณหญิงอ้อตอบเยี่ยงผู้นำตัวจริง

เมื่ออุ๊งอิ๊ง ตัดสินใจเข้าสู่การเมือง ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย คุณหญิงอ้อพูดว่า “ลูกก็มาบอกว่ามีความตั้งใจ พอเห็นความตั้งใจของลูกเลยแล้วแต่ลูก เพราะลูกโตแล้ว เราต้องเคารพในการตัดสินใจและไม่อยากให้ลูกกดดัน ก็คอยสนับสนุนให้กำลังใจเขาห่างๆ”

แน่นอน เมื่อคุณหญิงอ้อ อนุญาตให้ลูกสาวเล่นการเมือง ย่อมไม่ไปปล่อยให้อุ๊งอิ๊งไปเผชิญคมหอกคมดาบตามลำพัง

ดังนั้น คุณหญิงพจมาน จึงเข้ามาเคลียร์พื้นที่ในพรรคเพื่อไทย ปูทางให้ลูกสาวเข้าสู่พรรคอย่างราบรื่น และก้าวเดินต่อไป โดยไม่มีก้อนกรวดในรองเท้า
 

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ          โดย … ขุนน้ำหมึก 

ม่วงศิริรุกทวงคืน “วัน อยู่บำรุง” ดวลสาวก้าวไกล ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/533463

ขุนน้ำหมึก

17 ต.ค. 2565

ม่วงศิริรุกทวงคืน “วัน อยู่บำรุง” ดวลสาวก้าวไกล ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก

สมรภูมิบางบอน “วัน อยู่บำรุง” ใจถึงพึ่งได้ ส่งสัญญาณหาเสียง อย่าหาเรื่อง สมัยหน้า บ้านใหญ่ม่วงศิริขอทวงแชมป์คืน ค่ายก้าวไกลส่งไอซ์ รักชนก ชิงฐานคนรุ่นใหม่

อุ่นเครื่องสนามฝั่งธนฯ “วัน อยู่บำรุง” แชมป์บางบอน ออกโรงเตือนผู้สมัคร ส.ส.บางพรรค ควรหาเสียง อย่าหาเรื่อง 

บ้านใหญ่ริมคลอง “วัน อยู่บำรุง” เจอศึกใหญ่ บ้านใหญ่ม่วงศิริ ขอทวงแชมป์คืน ก้าวไกลเตรียมส่ง รักชนก ศรีนอก สาวร้อนลุยสองตัวแทนบ้านใหญ่

อากาศเริ่มหนาว แต่แถวทุ่งบางบอนร้อนระอุ วัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่า “ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.บางพรรค มาหาเสียงที่บางบอน คุณควรนำเสนอนโยบายของพรรคคุณต่อประชาชนนะ ไม่ใช่มาใส่ร้ายพรรคเพื่อไทยใหัประชาชนฟังแบบนี้เขาไม่ได้เรียกหาเสียง เขาเรียกหาเรื่อง”

บังเอิญว่า เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2565 รักชนก ศรีนอก ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขตบางบอน และเสี่ยเท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.กรุงเทพฯ เขตบางแค และรองเลขาธิการพรรคก้าวไกล มาหาเสียงแถวหมู่บ้านดีเค 

  ส.ส.เท้ง พารักชนก หาเสียงในหมู่บ้านดีเค บางบอนส.ส.เท้ง พารักชนก หาเสียงในหมู่บ้านดีเค บางบอน


เนื่องจากเขตบางบอน มีลักษณะผสมผสาน เมืองกับชนบท จึงมีบ้านใหญ่ 2 บ้านคือ ตระกูลม่วงศิริ และอยู่บำรุง ที่เป็นคู่แข่งทางการเมืองกัน ผลัดกันแพ้-ชนะมาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปี 2562

สมัยที่แล้ว มีตัวแปรแทรกเข้ามาในเขตบางบอนคือ พรรคอนาคตใหม่ ที่ผู้สมัคร ส.ส.โนเนม แต่ได้คะแนนเป็นกอบเป็นกำ ซึ่งปัจจุบันก็คือ พรรคก้าวไกล

‘โตมาจากม็อบสามนิ้ว’

“วัน อยู่บำรุง” อาจเป็นกังวลกับปรากฏการณ์คะแนนเสียงคนรุ่นใหม่ เพราะเลือกตั้ง ส.ก.บางบอน คนของบ้านใหญ่ริมคลองก็พ่ายแพ้แก่บ้านใหญ่ม่วงศิริ โดยมีพรรคก้าวไกล มาเป็นตัดแต้มปีกเดียวกัน

พรรคก้าวไกล ยังไม่ประกาศตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตบางบอน อย่างเป็นทางการ แต่ไอซ์-รักชนก ศรีนอก ก็เปิดตัวทำงานในพื้นที่เขตบางบอน และแขวงหนองแขม ในนามพรรคนี้มานานหลายเดือนแล้ว

ไอซ์-รักชนก เติบโตมาจากชุมชนย่านตลาดพลู จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ สาขาสถิติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครั้งหนึ่งยังเคยทำงานกับสภาโจ๊ก รับบทบาทเป็นอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 

ปัจจุบัน ไอซ์ รักชนก ทำอาชีพขายของออนไลน์ผ่านอินสตาแกรม และเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ผ่านแอพพลิเคชั่นคลับเฮาส์ และเคยเข้าห้องแคร์คลับเฮาส์สนทนากับ Tony Woodsome หรือทักษิณ ชินวัตร ว่า “แค่แก้รัฐธรรมนูญไม่พอ แต่พวกเราต้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” 

พรรคก้าวไกลมีฐานคะแนนในเขตบางบอน-แขวงหนองแขม 27,244 คะแนน โดยอ้างอิงจากคะแนนของผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งปีนั้น ผู้สมัครหน้าใหม่แพ้วัน อยู่บำรุง อยู่ 3 พันแต้มเท่านั้นเอง

‘สมรภูมิบางบอน’

สมัยหน้า ตระกูลม่วงศิริ ต้องทวงคืนเก้าอี้ ส.ส.จาก “วัน อยู่บำรุง” มาให้ได้ โดยยกแรกในการเลือกตั้ง ส.ก. บ้านใหญ่ม่วงศิริก็ชนะตัวแทนบ้านใหญ่อยู่บำรุงมาแล้ว

เลือกตั้งปี 2562 ตระกูลม่วงศิริ สวมเสื้อ ปชป.ลงสนาม 3 เขตคือ สาทร ม่วงศิริ (ราษฎร์บูรณะและทุ่งครุ), สากล ม่วงศิริ (บางขุนเทียน) และ พ.ต.อ.สามารถ ม่วงศิริ (บางบอน) ปรากฏว่า สอบตกทั้งตระกูล

เฉพาะเขตบางบอน พ.ต.อ.สามารถ ม่วงศิริ อดีต ส.ส.กทม. ได้เพียง 19,202 คะแนน ขณะที่แชมป์คนใหม่ วัน อยู่บำรุง ได้ 30,538 คะแนน 

ความปราชัยในศึกเลือกตั้ง ส.ส. สร้างความเจ็บช้ำให้แก่ตระกูลม่วงศิริเป็นอย่างมาก และในการเลือกตั้ง ส.ก.หนที่แล้ว บ้านใหญ่ม่วงศิริ จึงทุ่มกำลังจนกู้หน้ากลับมาได้สำเร็จ

เมื่อ สารัช ม่วงศิริ ได้รับเลือกเป็น ส.ก.เขตบางขุนเทียน และณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ เป็น ส.ก.เขตบางบอน นี่เป็นต้นทุนและแรงใจในสนามเลือกตั้ง ส.ส.ปีหน้า

คาดว่า สากล ม่วงศิริ คงจะลงสมัคร ส.ส.กทม.เขตบางขุนเทียน และ พ.ต.อ.สามารถ ม่วงศิริ ลงสมัครเขตบางบอน ในสีเสื้อ ปชป.เหมือนเดิม

ตระกูลม่วงศิริ สายตรงเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค ปชป. คงไม่ยอมแพ้แก่ตระกูลอยู่บำรุง เป็นสมัยที่สอง
 

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ     โดย … ขุนน้ำหมึก 

เสี่ยงพรรคแตก “วิรัช รัตนเศรษฐ” เงาลุงป้อม เผชิญหน้าสามมิตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/533452

ขุนน้ำหมึก

17 ต.ค. 2565

เสี่ยงพรรคแตก “วิรัช รัตนเศรษฐ” เงาลุงป้อม เผชิญหน้าสามมิตร

นับถอยหลัง “วิรัช รัตนเศรษฐ” องครักษ์ พล.อ.ประวิตร ขึ้นเหนือ-ลงใต้ ซุ้มอื่นได้แต่มองตาปริบๆ วีระกร คำประกอบ กระบอกเสียงสามมิตร ยื่นคำขาด 2 ป. เอาให้ชัด

ร้าวลึก พปชร. “วิรัช รัตนเศรษฐ” กลายเป็นองครักษ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่าจะขึ้นเหนือ-ลงใต้ ซุ้มอื่นได้แต่มองตาปริบๆ

“วิรัช รัตนเศรษฐ” ไปที่ไหน ก็เป็นโทรโข่งส่วนตัวลุงป้อม ทำให้ วีระกร คำประกอบ กระบอกเสียงสามมิตร ยื่นคำขาด 2 ป. เอาให้ชัดจะไปต่อหรือพอแค่นี้

เดินสายไม่หยุด วันที่ 17 ต.ค.2565 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมรัฐมนตรีเจ้าประจำอาทิ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เดินทางลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ติดตามสถานการณ์น้ำและแผนงานด้านทรัพยากรน้ำ

ที่ขาดไม่ได้คือ วิรัช รัตนเศรษฐ แกนนำพรรคพลังประชารัฐ ที่ระยะหลังมักจะลงพื้นที่กับ พล.อ.ประวิตร อยู่เป็นประจำ และบ่อยครั้งที่ทำตัวเป็นหัวหน้ากองเชียร์ในช่วงที่ลุงป้อมจะเดินไปทักทายกับชาวบ้าน


อย่างปลายสัปดาห์ที่แล้ว พล.อ.ประวิตร ลงพื้นที่ให้กำลังใจประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.อุบลราชธานี ก็มีเสี่ยวิรัช ตามประกบดุจเงาตามตัว ซึ่งวันนั้น มีรัฐมนตรีตามไปคนเดียวคือ เสี่ยสันติ 

ว่ากันว่า เสี่ยวิรัช กลายเป็นขาประจำของบ้านป่ารอยต่อฯ คอยให้คำปรึกษาหารือในประเด็นการเมืองแก่ลุงป้อม

‘ป่วนไม่จบ’

นับแต่ศาลให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. “วิรัช รัตนเศรษฐ” ก็ไม่ค่อยได้ให้สัมภาษณ์สื่อเหมือนสมัยเป็นประธานวิปรัฐบาล แต่ในทางลึก เสี่ยใหญ่โคราชก็เป็นแหล่งข่าวคนสำคัญของนักข่าวที่ต้องการเช็คข้อมูลค่าย พปชร.

สำหรับ วีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ นี่ก็ถือว่า เป็น ส.ส.จอมเก๋าคนหนึ่ง มีพรรษาแก่กล้าไม่แพ้วิรัช แต่วีระกรก็ไม่ใช่ขาประจำบ้านป่ารอยต่อฯ

ในรอบ 15 วันนี้ ส.ส.วีระกร ได้ออกมาจุดพลุเรื่องอนาคต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับพรรค พปชร. 3 ครั้งแล้ว

ล่าสุด ส.ส.วีระกร เรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ให้นัดประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค เพื่อเขียนนโยบายที่โดนใจประชาชน 

“ถ้า 2 ลุง ไม่จับมือถือบังเหียนพรรคพลังประชารัฐ การเลือกตั้งครั้งหน้าก็ยากหน่อย อาจเป็นพรรคเล็กลง”  วีระกร กล่าว

ปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย สมศักดิ์ เทพสุทิน นั่งประธานกรรมการยุทธศาสตร์ 

ส่วนกรรมการประกอบด้วย อนุชา นาคาศัย ,สุชาติ ชมกลิ่น ,วีระกร คำประกอบ, ตรีนุช เทียนทอง และชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ 

อีกด้านหนึ่ง เสียงสะท้อนจาก ส.ส.วีระกร ก็คงต้องการสื่อไปถึงประมุขบ้านป่ารอยต่อฯ ให้ฟังคนอื่นบ้าง ไม่ใช่ฟังแต่คนใกล้ตัวอย่างเดียว

‘บ้านรัตนเศรษฐ’

สำหรับสนามเลือกตั้งนครราชสีมา “วิรัช รัตนเศรษฐ” ในนามพ่อบ้านรัตนเศรษฐ ได้จัดวางตัวคนในครอบครัวลงสมัคร ส.ส.สมัยหน้าเรียบร้อยแล้ว

ลูกชาย 3 คนคือ อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม และ ส.ส.นครราชสีมา ,ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา และตติรัฐ รัตนเศรษฐ ก็ลงสมัคร ส.ส.ในพื้นที่เดิม

ส่วน เตย-อรัชมน รัตนวราหะ ภรรยาอธิรัฐ รัตนเศรษฐ จะลงสมัคร ส.ส.แทน ทัศนียา รัตนเศรษฐ ภรรยาวิรัช และอีฟ-ธนวรรณ เกษเมธีการุณ นายกเทศมนตรีตำบลห้วยแถลง ลูกสาวทัศนาพร เกษเมธีการุณ ก็ลงสมัคร ส.ส.แทนมารดา ในเขตเดิม

ที่น่าสนใจ เสี่ยวิรัช กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยังมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น ซึ่งวันนี้ เกษม ศุภรานนท์ ส.ส.นครราชสีมา เขต 1 และทัศนาพร เกษเมธีการุณ ส.ส.นครราชสีมา เขต 8 ที่ถือว่าเป็น ส.ส.ในซุ้มวิรัช ก็ยังสังกัดพรรคเศรษฐกิจไทย

ลึก ๆ แล้ว พล.อ.ประวิตร ก็อยากดึงตัว ร.อ.ธรรมนัส กลับมาช่วยงานพรรค ซึ่งในสมรภูมิเลือกตั้ง หากมีเสี่ยวิรัชจับคู่ผู้กองธรรมนัส ก็น่าจะสู้กับพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยได้ในสนามภาคอีสาน

บังเอิญว่า ร.อ.ธรรมนัส มีโจทก์เยอะใน พปชร. ถ้าหวนคืนถิ่นเก่า อาจส่งผลให้พรรคเกิดความแตกแยกขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ลุงป้อมชั่งใจคิดอยู่

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ     โดย … ขุนน้ำหมึก

กลับบ้านแน่ “ทักษิณ” ใจไม่ยอมแพ้ ผ่านมาทั้งนรก-สวรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/533392

16 ต.ค. 2565

กลับบ้านแน่ "ทักษิณ" ใจไม่ยอมแพ้ ผ่านมาทั้งนรก-สวรรค์

รุกแอร์วอร์ “ทักษิณ” โผล่ขายหนังสือ โอ๊ค เอม อุ๊งอิ๊ง ปั้นเรื่องเล่าของพ่อต่อยอดทำแอร์วอร์ ประมุขชินวัตร ลั่นใจไม่ยอมแพ้ ได้เห็นทั้งนรก และสวรรค์ในชาติเดียวกัน

รุกทุกแนวรบ “ทักษิณ” โผล่ขายหนังสือตาดูดาวเท้าติดดิน ภาคใหม่ โอ๊ค เอม อุ๊งอิ๊ง ตั้งใจปั้นเรื่องเล่าของพ่อ ต่อยอดกลยุทธ์แอร์วอร์

“ทักษิณ” ลั่นใจไม่ยอมแพ้ ได้เห็นทั้งนรกและสวรรค์ในชาติเดียวกัน มั่นใจทำสงครามครั้งสุดท้าย ได้กลับบ้านมาเลี้ยงหลาน

ในที่สุด ทักษิณ ชินวัตร ก็มาพบเอฟซีชินวัตรตามคำเรียกร้อง ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27 ในกิจกรรมแจกลายเซ็นผ่านระบบเทเลปริ้นเตอร์ให้กับผู้ที่มาซื้อหนังสือ THAKSIN SHINAWATRA Theory and Thought ที่บูธมูลนิธิไทยคม

การแจกลายเซ็นในวันนั้น เป็นการแจกลายเซ็นแบบตัวต่อตัว ทักษิณพูดคุยกับแฟนหนังสือผ่านหน้าจอ ก่อนจรดปากกาแจกลายเซ็น

เอฟซีชินวัตรคนหนึ่งว่า ได้ข่าวว่าจะกลับไทยเดือนหน้าจริงหรือไม่ ทักษิณ ตอบว่า “กลับครับ แต่ยังไม่ได้แพลนว่าจะกลับเมื่อใด แต่ไม่น่าจะนานเกินไป”

ในวันแรกของงานมหกรรมหนังสือฯ พรรคเพื่อไทย จัดเสวนาเรื่อง 1 ครอบครัว 1 Soft Power นำเสวนาโดย อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร ตามมาด้วยการเปิดตัวหนังสือ THAKSIN SHINAWATRA Theory and Thought โดยสามศรีพี่น้อง พานทองแท้, แพทองธาร และพิณทองทา

มีข้อน่าสังเกต พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล ได้ใช้เวทีงานมหกรรมหนังสือฯ เป็นพื้นที่ขายชุดความคิด และขายนโยบาย ขณะที่พรรคการเมืองอื่น ไม่ได้ให้ความสนใจเลย

  • ‘สามพี่น้องร่วมใจ’

20 กว่าปีที่แล้ว “ทักษิณ” มีงานเขียนเกี่ยวกับชีวิต ธุรกิจและการเมืองชื่อ ตาดูดาว เท้าติดดิด เป็นหนังสือที่ขายดีมาก และมีผลต่อการตัดสินใจของโหวตเตอร์ในการเลือกตั้งปี 2544 อยู่ไม่น้อย

สามพี่น้อง ตั้งใจทำหนังสือเพื่อพ่อ ปูทางหาเสียงเลือกตั้งสามพี่น้อง ตั้งใจทำหนังสือเพื่อพ่อ ปูทางหาเสียงเลือกตั้ง

กล่าวสำหรับโอ๊ค เอม อุ๊งอิ๊ง ได้ทำหนังสือชีวิตของพ่อมาแล้ว 2 เล่มคือ “คนอื่นเรียกนายกฯ แต่เราเรียก…พ่อ” เมื่อปี 2552 และ “ทักษิณ ชินวัตร ชีวิต และงาน” ปี 2558

THAKSIN SHINAWATRA Theory and Thought เป็นผลงานเล่มที่ 3 ของสามพี่น้อง โดยเนื้อหาหนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตทักษิณ ผ่านมุมมองของครอบครัว และคนรอบข้าง รวมถึงบทสัมภาษณ์ของทักษิณ

ทักษิณบอกตอนหลังว่า ลูกๆแอบทำกัน โดยมีการสัมภาษณ์ตนเอง ช่วงที่เดินทางมาสิงคโปร์

“ถ้าใจมันสู้ ไม่ยอมแพ้ ไม่ยออมย่อท้อกับสิ่งที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้น เดี๋ยวก็จะผ่านพ้นไปได้ทุกอย่าง” ทักษิณบอกกับแฟนๆในวันที่แจกลายเซ็นออนไลน์

นอกจากนี้ ทักษิณยังได้ทวีตผ่าน @ThaksinLive ตอบโต้แฟนๆที่ได้รับหนังสือแล้วเรื่องเกี่ยวกับนรกและสวรรค์ว่า “นรกคือความลำบาก ความล้มเหลว ความที่มันสิ้นหวังบางครั้ง แต่ก็ผ่านมาได้ พอผ่านมาแล้วพอสำเร็จก็เหมือนขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ให้ได้ในชาติเดียวกันจากคนที่ไม่น่าจะรอด แต่กลายเป็นเศรษฐีได้ ตอนผมทำธุรกิจจะลำบากต้องแลกเช็ค ต้องจำนำโน่นจำนำนี่ ต้องโดนหมายจับ ต้องขึ้นไปศาลช่วงนั้นเหมือนอยู่ในนรก”

กลยุทธ์การตลาดการเมืองแบบนี้ ทักษิณมีความช่ำชองมาแต่สมัยพรรคไทยรักไทย เมื่อผ่านมาถึงยุคอุ๊งอิ๊ง ก็ยิ่งล้ำสมัยไปอีก

“ผมตั้งใจจะไปเลี้ยงหลาน คงอยู่กับหลาน” ทักษิณยังยืนยันว่า ต้องการกลับเมืองไทยมาเลี้ยงหลาน แต่ฝ่ายตรงข้ามคงไม่คิดเช่นนั้นแน่

  • ‘ปลอบใจป๊อก’

“ทักษิณ” เคยพูดผ่านแคร์คลับเฮาส์มาหลายครั้ง หลังเลือกตั้งครั้งหน้า บ้านเมืองจะเข้าสู่โหมดปรองดองอีกครั้ง

ในวันแจกลายเซ็นออนไลน์ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้เข้าร่วมกิจกรรมขอลายเซ็น พร้อมพูดคุยกับทักษิณ

อาจารย์ป๊อก ปิยบุตร กล่าวว่า ตนกับอดีตนายกฯทักษิณ มีชะตากรรมร่วมกัน ตั้งพรรค พรรคอนาคตใหม่ก็ถูกยุบ เหลืออย่างเดียวไม่รู้ว่า เขาจะให้ตนไปอยู่เมืองนอกเมื่อไหร่

ทักษิณตอบอาจารย์ป๊อกสั้นๆว่า “คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เพราะเจ้านายของเรา ก็อยากเห็นบ้านเมืองสงบ”

ทักษิณมองโลกสวยเกินไปหรือเปล่า เพราะความขัดแย้งในสังคมไทยเรื่องขั้วสี ยังดำรงอยู่ และอาจทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง

นักเพลงหมื่นล้าน “แอ๊ด คาราบาว” ในเงาสหายรุ่นพี่ ปั้น CBG

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/533381

16 ต.ค. 2565

นักเพลงหมื่นล้าน "แอ๊ด คาราบาว" ในเงาสหายรุ่นพี่ ปั้น CBG

ศิลปินเพลงหมื่นล้าน “แอ๊ด คาราบาว” ผนึกกำลังสหายรุ่นพี่ เสถียร เศรษฐสิทธิ์ สร้างคาราบาวกรุ๊ป (CBG) ขายสารพัด เครื่องดื่มบาวแดง ยันปั้นถูก-ดี โชห่วยรากหญ้า

ศิลปินเพลงหมื่นล้าน “แอ๊ด คาราบาว” ผนึกสหายรุ่นพี่ เสถียร เศรษฐสิทธิ์ สร้างอาณาจักรคาราบาวกรุ๊ป (CBG) ขายสารพัด เครื่องดื่มชูกำลังยันปั้นโชห่วยรากหญ้า

ในวัยหนุ่ม “แอ๊ด คาราบาว” เข้าร่วมขบวนการปฏิวัติ ชื่อจัดตั้ง สหายเชี่ยว ทำงานในเมือง ฝ่ายเสถียร หรือ สหายคง รับบทหมอฝังเข็ม ในป่าอีสานใต้

ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ศิลปินเพลงเพื่อชีวิต ประสบความสำเร็จในการก่อตั้งบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG โดยแอ๊ดถือหุ้น 70.48 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 7,845 ล้านบาท หากรวมทั้งครอบครัวโอภากุล คิดเป็นมูลค่าประมาณ 12,500 ล้านบาท (ข้อมูล พ.ค.2564)

ปี 2544 บริษัท คาราบาวตะวันแดง จำกัด เกิดขึ้นจากการร่วมทุนของแอ๊ด คาราบาว , เสถียร เศรษฐสิทธิ์ และณัฐชไม ถนอมบูรณ์เจริญ ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท และเปิดตัวเครื่องดื่มคาราบาวแดง โดยเสถียร ดูแลด้านการคิดค้นสูตรเครื่องดื่ม และณัฐชไม เป็นฝ่ายบริหารจัดการ

คาราบาวแดง ออกสู่ท้องตลาด เมื่อ 28 ต.ค.2545 และปี 2557 มีการจัดตั้ง บมจ.คาราบาวกรุ๊ป (CBG) และนำบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

“ผมไม่ทราบมูลค่าทางธุรกิจ ผมคิดแค่ว่า ขอให้ตื่นเช้ามาทำงานและสนุก จริงๆชีวิตผมมาถึงตรงนี้ มีรายได้ขนาดนี้ นับว่ามากและใช้ไม่หมดอยู่แล้ว จะบอกว่าพอแค่นี้ก็ได้ แต่พี่เถียร(เสถียร เศรษฐสิทธิ์) ยังลากไปอยู่ เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว ก็ต้องไปด้วยกัน…” แอ๊ดให้สัมภาษณ์นิตยสาร Forbes Thailand เมื่อปี 2560

  • “เกือบขายบะหมี่บาวแดง”

“แอ๊ด คาราบาว” มารู้จักกับเสถียร เศรษฐสิทธิ์ สหายรุ่นพี่จากป่าอีสานใต้ สมัยที่เปิดผับตะวันแดงสาดแสงเดือน ย่านคลองตัน และเปิดโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ในปี 2542

เสถียร เศรษฐสิทธิ์ แม่ทัพใหญ่คาราบาว กรุ๊ป สหายรุ่นพี่ของแอ๊ดเสถียร เศรษฐสิทธิ์ แม่ทัพใหญ่คาราบาว กรุ๊ป สหายรุ่นพี่ของแอ๊ด

ราวปี 2544 แอ๊ดได้รับคำเชิญจากเจ้ายอดศึก ผู้นำกองพันรัฐฉานใต้ ให้ไปเยี่ยมชมที่มั่นดอยไตแลง ชายแดนไทย-พม่า เขาจึงชวนเสถียร และมิตรสหายอีสานใต้อีก 2-3 คน เดินทางไปด้วยกัน

ระหว่างการตะลุยขึ้นดอยไตแลง แอ๊ดได้ปรึกษากับสหายอีสานใต้อย่างจริงจังว่า เมื่อการเล่นดนตรีมาถึงทางตันแล้ว จะทำอะไร อยากทำธุรกิจรองรับบั้นปลายชีวิต

แอ๊ดบอกว่า สนใจทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่เสถียรมองว่า สินค้าไม่เหมาะกับคาแร็กเตอร์ของแบรนด์คาราบาว จึงเสนอธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง เพราะสูตรเครื่องดื่มอยู่ในมือแล้ว

โชคดีที่เสถียรแนะนำให้ทำเครื่องดื่มชูกำลัง มิเช่นนั้น แฟนเพลงคาราบาว อาจได้ลิ้มรสบะหมี่บาวแดง

  • ‘สองสหายอีสานใต้’

เมื่อถึง “แอ๊ด คาราบาว” และเครื่องดื่มคาราบาวแดง ก็ต้องนึกเห็นคู่หูรุ่นพี่ เสถียร เศรษฐสิทธิ์ เพราะหากขาดใครคนใดคนหนึ่ง เครื่องดื่มแบรนด์นี้ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้

เสถียรกับแอ๊ดนั้น มีพื้นเพชีวิตคล้ายกัน ต่างเติบโตในครอบครัวหัวการค้าเหมือนกัน แอ๊ดได้วิชาค้าขายจากคุณแม่ ส่วนเสถียร แม่ขายก๋วยเตี๋ยวเรืออยู่ในตลาดแปดริ้ว

ช่วงเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 เสถียรเรียนปี 1 คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้ตัดสินใจหลบหนีภัยเผด็จการเข้าไปอยู่ในป่า พร้อมกับเพื่อนนักศึกษาหลายพันคน

เสถียรใช้ชีวิตอยู่ใต้ร่มธงพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ที่เขตงานอีสานใต้ ชื่อจัดตั้งว่า “สหายคง” สังกัดหน่วยทหารเสนารักษ์

ส่วนแอ๊ด คาราบาว ไม่ได้เข้าป่า แต่ทำงานเดินเมล์(หน่วยขนส่ง)ของอีสานใต้ ระหว่างเมืองกับป่าเขา มีชื่อจัดตั้งว่า “สหายเชี่ยว” แต่ตอนนั้น ทั้งคู่ไม่ได้เจอกัน

ปี 2523 สถานการณ์ป่าแตก นักศึกษาคืนเมืองตามนโยบาย 66/2523 เสถียรหันไปทำธุรกิจเป็นโรงงานผลิตตะปูที่ จ.สมุทรปราการ ก่อนหันไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยุครัฐบาลชาติชาย

จากนั้น เสถียรหันมาทำผับตะวันแดงสาดแสงเดือน และโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ทำให้ 2 สหายอีสานใต้ได้พบกัน และเปิดจุดเริ่มต้นการทำธุรกิจร่วมกันมาจนถึงบัดนี้

บทเรียนเดิม อาจใช้ไม่ได้กับ น้ำท่วม “อุบลฯ” ปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/533319

15 ต.ค. 2565

บทเรียนเดิม อาจใช้ไม่ได้กับ น้ำท่วม “อุบลฯ” ปี 2565

“น้ำท่วมอุบลราชธานี” ปีนี้ ถือว่าหนักเเละรุนแรงที่สุดรอบ44 ปี ชาวบ้านในพื้นที่คาดเดาผิดคิดว่าไม่เท่าปี 2562 สุดท้ายน้ำสูงกว่าเกือบ2 เมตร ด้าน “ดร.เสรี” ชี้ บทเรียนเดิมๆ ที่อุบลฯ อาจใช้ไม่ได้ เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป คาดอาจต้องอยู่กับน้ำถึงต้นปีหน้า

สถานการณ์น้ำท่วมนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายน 2565 ที่ “พายุโนรู” พัดถล่มอย่างหนัก ส่งผลให้ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ถูกน้ำท่วมขังและน้ำท่วมฉับพลัน  จนชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก 

จากรายงาน ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทยในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2565 กลับพบว่า ช่วงวันที่ 28 ก.ย. – 14 ต.ค. 2565 ก่อนและหลัง “พายุโนรู” พัดถล่มไทย  ส่งผลให้ น้ำท่วมพื้นที่รวม 56 จังหวัด 297 อำเภอ 1,476 ตำบล9,165 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 394,338 ครัวเรือน  

และปัจจุบัน พบว่า ยังคงมีน้ำท่วมขังกระจายอยู่ในพื้นที่ รวม 28 จังหวัดประกอบด้วย ตาก เพชรบูรณ์ พิจิตร นครสวรรค์ ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคามกาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานีหนองบัวลำภู อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานีนนทบุรี ลพบุรี นครปฐม นครนายก สระบุรี และปราจีนบุรี 

รวม 160 อำเภอ 969 ตำบล 6,242 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 324,256 ครัวเรือน 

บทเรียนเดิม อาจใช้ไม่ได้กับ น้ำท่วม “อุบลฯ” ปี 2565

ล่าสุดวันนี้ (15 ต.ค.65) กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศเตือนฉบับที่7 เรื่องอิทธิพล “พายุเซินกา” ที่จะพัดถล่มภาคอีสานของไทยในวันนี้ ผลของมันจะมีฝนตกและตกหนัก มีลมแรง  บริเวณจังหวัดสกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ มุกดาหารมหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

พร้อมบอกให้ประชาชนในพื้นที่เจรียมรับมือกับพายุและอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะ น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก 

บทเรียนเดิม อาจใช้ไม่ได้กับ น้ำท่วม “อุบลฯ” ปี 2565
บทเรียนเดิม อาจใช้ไม่ได้กับ น้ำท่วม “อุบลฯ” ปี 2565
  • “น้ำท่วมอุบลฯ” หนักสุดในรอบ 44 ปี

และในพื้นที่ภาคอีสาน จังหวัดอุบลราชธานี คือจังหวัดที่เข้าสู่ภาวะวิกฤติ จากน้ำท่วมหนักที่สุดในขณะนี้ ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นเเอ่งกระทะและเป็นพื้นที่รับน้ำสายสำคัญและสายหลักของภูมิภาค ถึง 2 สาย ทั้งลำน้ำมูล ที่มาจากจ.นครราชสีมา และลำน้ำชี ที่ไหลมาจาก จ.ขอนแก่น  ก่อนที่ลำน้ำชี จะไหลลงมารวมกลายเป็นลำน้ำมูล บริเวณรอยต่อบ้านขอนไม้ยูง ตำบลห้วยขะยูง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี และบ้านหนองแวง ตำบลหนองแวง ตำบลหนองแวง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ แล้วไหลผ่านอำเภอเมืองอุบลราชธานี อำเภอสว่างวีรวงศ์ อำเภอดอนมดแดง อำเภอตาลสุม อำเภอพิบูลมังสาหาร ก่อนจะะไหลลงสู่ แม่น้ำโขง ที่ตำบลบ้านด่าน อำเภอโขงเจียมจังหวัดอุบลราชธานี รวมระยะทางที่สร้างชีวิตให้คนในภาคอีสานประมาณ 640 กิโลเมตร 

บทเรียนเดิม อาจใช้ไม่ได้กับ น้ำท่วม “อุบลฯ” ปี 2565

สถานการณ์น้ำล่าสุดวันนี้ (15 ต.ค.65) ระดับ “แม่น้ำมูล”  ที่สถานีวัดน้ำ M 7  สะพานเสรีประชาธิปไตย อำเภอเมืองอุบลราชธานี พบว่า ลดลงจากเมื่อวาน 2 ซม.  ทำให้มีระดับน้ำสูง 11.49 เมตร  น้ำเอ่อล้นตลิ่งวัดจากพื้นดินเหนือลำน้ำมูลฝั่ง อำเภอวารินชำราบ สูงถึง  4.49 เมตร และอัตราการไหลผ่านของน้ำ5,725.00 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

และน้ำท่วมเมืองดอกบัว ถือว่าหนักที่สุดในรอบ 44 ปี เป็นรองแค่เหตุน้ำท่วมใหญ่ปี 2521 เท่านั้น ทำให้ปี 2562 ที่อยู่ในอันดับสองก่อนหน้านี้ ต้องร่วงไปอยู่ที่อันดับสาม ตามสถานการณ์ความรุนแรง 

จนถึงตอนนี้ ลำน้ำมูล ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดระดับลงง่ายๆ ถึงแม้วันนี้น้ำจะลดลง2 ซม.  แต่ถ้าเทียบกับปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักในพื้นที่จาก “พายุเซินกา” และมวลน้ำอีกตำนวนมหาศาลของลำน้ำมูลและลำน้ำชีที่กำลังไหลมาสมทบอีกในไม่ช้าระดับน้ำมูล เมืองอุบลฯ ต้องเพิ่มขึ้นมากกว่านี้อย่างแน่นอน

ทีมข่าว “คมชัดลึกออนไลน์” จึงได้ติดต่อขอสัมภาษณ์คนในพื้นที่ คนแรกเป็นจิตอาสาฯ เพศหญิง วัย 44 ปี ที่เกิดและเติบโตในจังหวัดอุบลราชธานี  ปัจจุบันเธอเป็นจิตอาสา ออกช่วยเหลือชาวบ้านร่วมกับมูลนิธิร่วมกตัญญู ตั้งแต่น้ำเริ่มท่วมทำให้เธอเห็นปัญหาตั้งแต่ต้นได้เป็นอย่างดี 

โดยเธอเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้นำบทเรียนในอดีตมาปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันซักเท่าไหร่  และบางหน่วยงานก็พยายามปกปิดข้อมูลประชาชน เห็นได้จาก สถานการณ์ฝนที่เริ่มตกในพื้นที่และเริ่มมีน้ำท่วมขังตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม แต่ชาวบ้านกลับไม่ได้รับข้อมูลและไม่มีการแจ้งเตือนใดๆเลยจากหน่วนงานราชการ 

จนล่วงเลยเข้าเดือนกันยายนยน จึงผิดสังเกตุ และอาศัยประสบการณ์ น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี2562 พบว่าปริมาณน้ำมูลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทางจังหวัดมีการประเตือน จนนำไปสู่แผนการอพยพประชาชนออกนอกพื้นที่ แต่ก็ไม่ทันการณ์ เพราะทางจังหวัดประกาศบอกให้เตรียมตัวในวันที่สายไปแล้ว ข้าวของในบ้านเกือบทุกครอบครัว สองริมฝั่งลำน้ำมูล ทั้งฝั่ง อำเภอเมืองอุบลราชธานี  และฝั่ง อำเภอวารินชำราบ ต้องจมอยู่กับน้ำ เพราะเคลื่อนย้ายไม่ทัน 

“ถามว่าปกปิดไหม ตั้งแต่แรก ย้อนกลับไปช่วงปลายเดือนสิงหาคม เข้ากันยายนหลายหมู่บ้านถูกน้ำท่วมแล้ว เขาก็บูรณาการโดยการเอาเครื่องสูบน้ำมาสูบน้ำออก นำกระสอบทรายมากั้น เพื่อไม่ให้ชาวบ้านตื่นตระหนก ไม่ให้เกิดความเสียหายกับเศรษฐกิจๆ เพราะเป็นช่วงรอยต่อจากโควิดมา คือเรารู้แค่นี้ แต่พอเราลงพื้นที่  

โอ้โห !!!! พบว่า พื้นที่ตรงนั้นก็ท่วม พื้นที่ตรงนี้ก็ท่วม นึกว่าเราคิดไปเองคนเดียวว่าสถานการร์มันน่าจะร้ายเเรงกว่าที่เห็น จนได้ลงพื้นที่ และพบว่า หนักกว่า ปี2562 น้องๆปี 2521  ตอนนี้ (15 ต.ค.65) ระดับน้ำ 11.50 ม. เหลืออีกประมาณ90 เซนติเมตร โดยระดับน้ำปี 2521 ประมาณ 12.43 เมตร 

นักข่าวในพื้นที่ที่รู้มา ก็ทำข่าวได้ประมาณนึง นำโดรนบินสำรวจไม่ได้ ทำอะไรมากไม่ได้  แต่ถ้ามองอีกมุมนึง  ก็มองว่า ทุกฝ่ายพยายามช่วยกัน เพื่อที่จะไม่เศรษฐกิจหรืออะไรอีกหลายอย่างมันเสียหายมากกว่านี้ 

และตอนนี้น้ำมันระบายลงโขงไม่ทัน กลายเป็นเอ่อล้นตลิ่งทั้งสองฝั่งน้ำมูล โดยฝั่งอำเภอเมืองอุบลราชธานี น้ำถึงที่การอำเภอเมืองอุบลฯ ที่บุ่งกะเเซว แล้วก็ด้านถนนพิชิตรังสรรค์ หน้าโรงแรมลายทอง ส่วนฝั่งอำเภอวารินชำราบ ที่เป็นพื้นที่ต่ำบ้านแถวหาดสวนยา น้ำท่วม2ชั้นแล้ว กลายเป็นว่า เราไปช่วยใครมาก็หนักสาหัสเลย 

แม่เล่าให้ฟังว่า เมื่อปี 2521 ปีพี่เกิดพอดี น้ำท่วมถึงศาลากลางจังหวัดอุบลฯส่วนปีนี้พบว่า น้ำอยู่หน้าโรงเรียนอาเวมารีอา ซึ่งเหลืออีกไม่ถึง 500 เมตร ก็จะถึงศาลากลางจังหวัดแล้ว” จิตอาสา ชาวอุบลฯ กล่าว 

จิตอาสาฯ รายนี้ เล่าต่อว่า ทุกวันนี้นอกจากชาวบ้านเขาจะต้องคอยระวังคอยทุกข์ใจกับมวลน้ำที่สูง 4-5 ม. แล้ว 

อีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่อยากทิ้งบ้านไปไหน แม้ว่าน้ำจะท่วมสูงเกือบมิดหลังคาก็ตาม นั่นก็คือ ขโมยออกอาละวาดเยอะมากในช่วงที่ผ่านมา 

ส่วนใหญ่มาตอนกลางคืน และน่าจะเป็นคนในพื้นที่ด้วยกันเอง เพราะคุ้นเคยกับเส้นทาง คือพวกเราจิตอาสา เข้าพื้นที่ช่วงกลางวันก็ลำบากมากแล้ว นี่คนร้ายมากันในตอนกลางคืน ก็น่าจะรู้เส้นทางเป็นอย่างดี ว่าจุดไหนมีสายไฟ จุดไหนมีสิ่งกีดขวางทางเรือ 

“เคยมีผู้ใหญ่บ้านเล่าให้ฟังตอนเข้าพื้นที่ ว่า ตอนกลางคืนแกนั่งอยู่ในบ้าน ก็เห็นมีคนพายเรือกันมา3 คน ท่าทีแปลกๆ ก็เลยยิงปืนขู่เพื่อให้คนร้ายกลัว 

บางบ้านอยู่ห่างคนอื่นและทางเข้าลำบากบวกกับกระเเสน้ำไหลเชียวและลึก จึงตกหล่นสำหรับการช่วยเหลือ ” จิตอาสาในพื้นที่ กล่าว

คนร้ายเจาะรูหลังคาบ้าน ก่อนโรยตัวเข้าไปขโมยของ จากเหตุการณ์น้ำท่วมอุบลคนร้ายเจาะรูหลังคาบ้าน ก่อนโรยตัวเข้าไปขโมยของ จากเหตุการณ์น้ำท่วมอุบล

จิตอาสารายนี้กล่าวต่อว่า ชาวบ้านที่นี่ต้องอพยพหนีน้ำกันถึง 5 ครั้ง ตั้งแต่ครั้งแรกที่ท่วม การแจ้งเตือนไม่ได้ผลเท่าที่ควร  เพราะบางพื้นที่มีการประกาศเตือน แต่บางพื้นที่ไม่มี 

จากนั้น ทีมข่าวคมชัดลึกออนไลน์ ได้ติดต่อไปยัง นาง อนงค์ เมืองโคตร อายุ60 ปี ชาวบ้านหาดคูเดื่อ อำเภอเมืองอุบลราชธานี เจ้าของกิจการแพริมน้ำ ที่ปัจจุบันถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายจนหมด 

นางอนงค์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านก็ได้รับการแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการให้ขนของหนีน้ำ เพราะน้ำกำลังจะมา แต่ชาวบ้านก็ชะล่าใจไม่คิดว่ามันจะท่วมหรือไม่ก็คงไม่เท่ากับน้ำท่วมใหญ่ ปี 2562 เพราะมันเว้นมา 2 ปี คือ ปี 2563และปี 2564 แต่ปรากฎว่าน้ำมาเร็วและไหลแรงมาก จึงขนย้ายสิ่งของภายในบ้านออกไปไม่ทัน ข้าวของภายในร้านอาหารของตัวเองก็จมหายไปกับสายน้ำมูล สูญเงินลงทุนไปอีกกว่า5หมื่นบาท 

“ปีนี้น้ำมาเร็ว กว่าปกติ มามากกว่าปี 2562 ครั้งแรกประมาณต้นเดือนกันยายนทางจังหวัดได้ประกาศเตือนแล้ว แต่ชาวบ้านคิดว่าไม่ท่วมหรือไม่ก็ไม่น่าจะหนักเท่าปี62 แต่ที่ไหนได้ น้ำปีนี้มาเร็ว จะขนย้านสิ่งของต่างๆก็ไท่ทันแล้ว ต้องปล่อยให้จมน้ำไป น้ำลดค่อยกูหนี้ยืมสินมาตั้งต้นชีวิตใหม่(หัวเราะ) 

ตอนนี้ชาวบ้านหาดคูเดื่อ ประมาณเกือบ300หลังคาเรือนถูกน้ำท่วมทั้งหมด ระดับน้ำปีนี้สูงกว่าปี2562 เกือบ2 เมตร เพราะปีนั้นน้ำสูงประมาณ3 เมตร แต่ปีนี้น้ำสูงเกือบ 5 เมตรแล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะตอนนี้มวลน้ำก้อนใหญ่จากลำน้ำชีในจังหวัดขอนแก่น ยังเดินทางมาไม่ถึง  และคาดว่าเดือนธันวาน้ำน่าจะลดเข้าสู่ปกติ

ตอนนี้เวลาออกไปข้างนอกต้องไปทางเรือ ใครไม่มีก็จะมีเรือรับจ้างของชาวบ้านนี่แหละ เข้า-ออก เสียค่าโดยสารครั้งละ 50 บาท เวลาเขามาแจกอาหารก็ต้องนั่งเรือไปเอา เพราะพื้นที่มันเข้ามาลำบาก 

ตอนนี้อาหารการกินก็ได้รับแจกบ้าง แต่ก็ไม่เพียงพอ เพราะที่บ้านอยู่รวมกันบนแพนับ 10 คน ไม่กล้าไปไหน เพราะกลัวของหาย และต้องคอยดูคนในบ้าน ซึ่งมีทั้งเด็กเล็กสุดอายุ4ปี และแม่วัย 90 ปีด้วย 

การใช้ชีวิตลำบากมาก เพราะไม่มีทั้งไฟ และ น้ำ ต้องใช้เทียนจุดเพิ่มแสงสว่างในช่วงค่ำ  ส่วนห้องน้ำก็ไม่มี ต้องทำธุระส่วนตัวบนเรือ เพราะไม่มีพื้นดินให้เห็นเลยบริเวณรอบชุมชน 

และหากน้ำลดก็ยังไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาลงทุนต่อ เพราะข้าวของที่เคยมีในร้านก็จมหายไปกับลำน้ำมูลหมด คิดเป็นเงินก็มากกว่า 5 หมื่นบาท “ นางอนงค์กล่าว 

บทเรียนเดิม อาจใช้ไม่ได้กับ น้ำท่วม “อุบลฯ” ปี 2565
บทเรียนเดิม อาจใช้ไม่ได้กับ น้ำท่วม “อุบลฯ” ปี 2565
  • นักวิชาการพื้นที่ชี้ “ระบบจัดการน้ำอุบลฯ” ไร้ประสิทธิภาพ

เพราะเหตุใด อะไรคือปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ จังหวัดอุบลราชธานี เกิดน้ำท่วมหนักเข้าสู่วิกฤติรุนแรงที่สุดอีกหนึ่งครั้ง 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2565  ผศ.ฤกษ์ชัย ศรีวรมาศ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา  คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  ได้วิเคราะห์ให้ฟังถึงสาเหตุของ น้ำ ท่วมในปีนี้ (2565) กับทาง สถานีโทรทัศน์  Thaipbs  ว่า ปัจจัยสำคัญที่น้ำท่วมหนักปี 2565 มาจาก ฝนที่ตกในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงกลางปี ประมาณเดือนพฤษภาคม มาถึงปัจจุบัน ทำให้มีปริมาณฝนสะสมในปีนี้มีค่ามากกว่าปกติ และตกกระจายทั่วภาคอีสาน  ทำให้พื้นที่ต้นน้ำที่จะไหลลงมารวมกัน ที่ เมืองอุบล ฯ ทั้ง ลำน้ำมูล ลำน้ำชี และลำน้ำยัง มีปริมาณเพิ่มขึ้นมาก ประกอบกับลักษณะทางภูมิศาสตร์ของภาคอีสานคล้ายกับแอ่งกระทะ 

โดยเฉพาะพื้นที่ตรงกลางอีสานเป็นที่ลุ่มต่ำเมื่อฝนตกลงมาในพื้นที่น้ำแทบจะทุกหยดจะไหลรวมกันมาที่จังหวัดอุบลราชธานี 

ซึ่งจะเป็นจังหวัดปลายน้ำที่จะเกิดน้ำท่วมเป็นประจำทุกๆ ปี นอกจากปริมาณน้ำจากลำน้ำสายหลักแล้ว ยังพบว่าพื้นที่บริเวณท้ายแม่น้ำมูลก็มีแก่งสะพือ เป็นแก่งหินธรรมชาติขนาดใหญ่ ยกตัวขวางเป็นเขื่อนธรรมชาติ ส่งผลให้การระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก สู่แม่น้ำโขงไม่สมดุลกับปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามาในพื้นที่

นอกจากนี้ยังพบว่ามีอีกหลายปัจจัย ที่ทำให้น้ำท่วมเมืองอุบลฯ ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลของพายุ ที่มักจะพัดถล่มใรภาคอีสาน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนล่าสุด ก็ในช่วงวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา “พายุโนรู” พัดเข้าพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนและปริมาณน้ำหลากเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  ทำให้ระดับน้ำในเมืองอุบลฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนน้ำมูลเอ่อล้นตลิ่ง ไหลท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง และส่งสัญญานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 

อีกหนึ่งปัญหาที่ทุกจังหวัดกำลังพบเจอ นั่นก็คือการขยายเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็วในทุกจังหวัดของภาคอีสาน จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พื้นที่รับน้ำ และชะลอน้ำหรือแก้มลิงหายไป  อีกทั้งการเติบโตของเมืองกลายเป็นการกีดขวางทางน้ำ ที่เมื่อไหร่เกิดฝนตกหนักก็จะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน คู่กันทันที

และสิ่งที่สำคัญและเป็นหัวใจในการแก้ปัญหา นั่นก็คือ ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการน้ำในภาคอีสาน ยังไม่ดีเท่าที่ควร โดยสังเกตเได้จากช่วงฤดูฝนจะมีปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งปีค่อนข้างมากจนทำให้เกิดน้ำท่วมหนัก แต่พอเข้าสู่ฤดูแล้งภาคอีสานกลับแห้งแล้งไม่มีน้ำมาใช้ 

หลัวจากนี้ภาครัฐ ควรมีการศึกษาแนวทางโดยควรส่งเสริมให้มีการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำขนาดเล็ก ขนาดกลางเพิ่มมากขึ้น เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งและยังเป็นการลดปริมาณมวลน้ำที่จะไหลลงสู่จังหวัดอุบลราชธานี ในช่วงฤดูน้ำหลาก 

นอกจากนี้ควรมีระบบการพยากรณ์น้ำที่มีความถูกต้องและแม่นยำ มีประสิทธิภาพให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อเป็นข้อมูลให้กับหน่วยงานและประชาชนได้ทราบ จนนำไปสู่การวางแผนรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมและช่วยลดความเสียหายที่จะอาจจะเกิดขึ้นได้อีดกด้วย 

  • “ดร.เสรี ” ผอ.ศูนย์ภัยพิบัติ ม.รังสิต ชี้ “น้ำท่วม อุบลราชธานี” ยาวถึงต้นปีหน้า 

ขณะที่ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต ที่ก่อนหน้านี้เคยให้สัมภาษณ์ กับทางคมชัดลึกออนไลน์ โดยบอกว่า น้ำท่วมอุบลราชธานี ปีนี้ จะหนักและรุนแรงมากกว่า2562 เพราะมีฝนชุก และต้องรับน้ำทั่วทิศทางก่อนจะไหลลงแม่น้ำโขง ผ่านมาไม่ถึง20 วัน ก็เป็นดังที่คาดการณ์ไว้ 

วันนี้ทีมข่าวจึงสอบถาม รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ถึงแนวโน้มของสถานการณ์น้ำท่วมอุบลราชธานี ว่ามีโอกาศจะวิกฤติเท่าปี 2521 

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ เปิดเผยว่า ปีนี้ไม่เท่าปี 2521 แน่นอน เป็นไปได้ยาก แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงภาครัฐ ต้องเปลี่ยนระบบจัดการน้ำใหม่ เพราะสภาพภูมิประเทศ และทิศทางการไหลของน้ำเปลี่ยนไป 

“ผมไม่เข้าใจว่าเวลามีน้ำท่วมทีไรต้องน้ำดินนำกระสอบทรายไปกั้นถนน เพื่อไม่ให้น้ำไหลผ่าน แต่นั่นมันเป็นการอั้นน้ำ การจำกัดพื้นที่ และทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่า น้ำในแม่น้ำต่างๆปริมาณการไหลหรือเก็บกักน้ำมันไม่สามารถทำได้มากเหมือนเมื่อก่อน ด้วยหลายปัจจัยแวดล้อม ต้องเข้าใจในส่วนนี้ก่อน 

น้ำทุกวันนี้มาน้อยกว่าเมื่อก่อนแต่ท่วมเยอะ เพราะทิศทางการไหลของน้ำถูกปิด  หลังจากนี้อยากให้หน่วยงานต่างๆ อย่านำดินหรือกระสอบทรายไปกั้นขวางทางน้ำ โดยเฉพาะถนน เพื่อบล็อกน้ำไว้ไม่ให้ไหลผ่าน และรัฐบาลควรหาพื้นที่แก้มลิงเป็นของตัวเอง ไม่ใช่พื้นที่ของเอกชน จากการเวรคืนพื้นที่ จะได้ไม่มีปัญหาและต้องทำให้เป็นระบบ เช่นแก้มลิง 1 แก้มลิง2 3 4 ตามลำดับ โดยมีคลองหรือท่อเป็นตัวเชื่อมแต่ละเเก้มลิง แต่คลองน่าจะถูกกว่า จากนั้นก็บริหารจัดการ ช่วงไหนไม่มีน้ำก็ทำเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ มีการขายอาหารสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยว หารายได้ 

ที่ผ่านมาภาครัฐบอกว่ามีที่ แต่นั่นมันของเอกชนไม่ใช่ของรัฐ เพราะเอาจริงๆแล้วยังไม่ได้หาพื้นที่ หลังจากนี้อยากให้หาพื้นที่ทั้งฝั่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา และฝั่ง อีสานทั้งลำน้ำมูลและลำน้ำชี 

ส่วนสถานการณ์ที่อุบลราชธานี หลังจากนี้ ชาวบ้านก็ต้องทนอยู่กับน้ำไปก่อนเพราะมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงอีก โดยน้ำจะมาจากลำน้ำชีที่พบว่า จังหวัดขอนแก่นหลายพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขัง และลำน้ำมูล ที่พบว่า อ.พิมายที่โคราชยังมีน้ำท่วมสูงอยู่ 

แต่ปริมาณน้ำไม่เท่ากับปี 2521 อย่างแน่นอน ครั้งนั้นน้ำไหลผ่าน เป็น หมื่นลูกบาศก์ต่อวินาที โอกาสที่จะเท่าระดับนั้นถือว่ายากมาก ” รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ กล่าว 

บทเรียนเดิม อาจใช้ไม่ได้กับ น้ำท่วม “อุบลฯ” ปี 2565

จากข้อมูลล่าสุดวานนี้ (14 ตค.65) จาก กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุบลราชธานี พบว่า มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 19 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี วารินชำราบ เดชอุดม นาจะหลวย น้ำยืน ทุ่งศรีอุดม น้ำขุ่น ม่วงสามสิบ ตาลสุม เขื่องใน ดอนมดแดง ตระการพืชผล พิบูลมังสาหาร สว่างวีระวงศ์ เหล่าเสือโก้ก สำโรง นาเยีย สิรินธร และบุณฑริก  จำนวน 139 ตำบล กว่า 1,200 หมู่บ้าน 

  • แยกเป็นความเสียหาย

ด้านการดำรงชีพ 10 อำเภอ 38 ตำบล 246 หมู่บ้าน 17,816 ครัวเรือน ประชาชนเดือดร้อนกว่า 59,000 คน ถนน สะพาน วัดที่พักสงฆ์ สถานพยาบาล และสถานศึกษาหลายแห่ง การอพยพ 246 หมู่บ้าน กว่า 1 หมื่นครัวเรือน ผู้อพยพกว่า 3 หมื่นคน โดยเป็นการอพยพเพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 13 ต.ค.65 11 ครัวเรือน 52 คน บางรายอาศัยที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว บางรายอาศัยกับญาติ 

ด้านการเกษตร ได้รับผลกระทบ 17 อำเภอ 130 ตำบล 1 พันหมู่บ้าน 4 หมื่นกว่าครัวเรือนคาดว่าพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายเบื้องต้น ประมาณ 3 แสนไร่เศษ 

ด้านการประมง ได้รับผลกระทบ 14 อำเภอ 56 ตำบล 151 หมู่บ้าน 1,000 ครัวเรือน เบื้องต้น คาดว่าจะได้รับความเสียหาย ประมาณ  800 ไร่ 

ด้านปศุสัตว์ ได้รับผลกระทบ 12 อำเภอ 47 ตำบล 258 หมู่บ้าน กว่า 1หมื่นครัวเรือน สัตว์ได้รับผลกระทบกว่า 5 แสนตัว (อพยพสัตว์ ประมาณ 2 หมื่นตัว) 

ประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัย/เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน(อุทกภัย) เพิ่มเป็น 18 อำเภอ

บทเรียนเดิม อาจใช้ไม่ได้กับ น้ำท่วม “อุบลฯ” ปี 2565
บทเรียนเดิม อาจใช้ไม่ได้กับ น้ำท่วม “อุบลฯ” ปี 2565

น้ำท่วมอุบลราชธานี ปี 2565 ได้ทำสถิติใหม่ มาแรงแซงปี 2562 และยังพบว่าระดับน้ำยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากการวิเคราะห์ ของนักวิชาการ เอกชน พร้อมเตือนภาครัฐว่า  ความจุของลำน้ำสายหลัก ทิศทาง ระยะเวลาการไหลของน้ำเปลี่ยนไป ด้วยหลายบริบทแวดล้อม 

เพราะฉนั้นการแก้ปัญหาน้ำท่วมทั้งปัจจุบันและในอนาคต บทเรียนเดิมที่เคยเกิดขึ้นอาจล้าหลังไม่ทันสมัย เพราะฉนั้นการบริหารจัดการจึงต้องศึกษาและหาชุดข้อมูลใหม่ให้มากขึ้น เพื่อการแก้ปัญหาอย่างถูกจุดและมีประสิทธิภาพ ชาวบ้านในพื้นที่น้ำท่วมเดิม จะได้ไม่หวาดวิตก ในฤดูน้ำหลาก  

และปัจจุบัน สิ่งที่นักวิชาการเอกชนเตือน มีเค้าลางความเป็นจริง เห็นได้จากชาวบ้านที่ใช้ประสบการชีวิต เป็นบทเรียนในการคาดเดา ว่ายังไงน้ำก็ไม่เท่าปี2562 จนชะล่าใจไม่ขนย้ายสิ่งของหนีน้ำ สุดท้ายต้องยอมทำใจ เพราะสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คาดอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน  หลังจากนี้ คงเดินหน้าหาทุนจาการกูหนี้ยืมสิน เพื่อสร้างอาชีพใหม่ เมื่อน้ำลด ที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน อย่างที่หน่วยงานรัฐคาดเดา หรือต้นปีหน้าตามที่นักวิชาการเอกชน บอก น้ำท่วมอุบลราชธานี จึงจะกลับสู่สภาวะปกติ

บทเรียนเดิม อาจใช้ไม่ได้กับ น้ำท่วม “อุบลฯ” ปี 2565
บทเรียนเดิม อาจใช้ไม่ได้กับ น้ำท่วม “อุบลฯ” ปี 2565
บทเรียนเดิม อาจใช้ไม่ได้กับ น้ำท่วม “อุบลฯ” ปี 2565
บทเรียนเดิม อาจใช้ไม่ได้กับ น้ำท่วม “อุบลฯ” ปี 2565
บทเรียนเดิม อาจใช้ไม่ได้กับ น้ำท่วม “อุบลฯ” ปี 2565

ไม่ใช่คนสุพรรณเหมือน “แอ๊ด คาราบาว” แต่ขอแบบนี้ว่าไง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/kom-daily/533282

15 ต.ค. 2565

ไม่ใช่คนสุพรรณเหมือน "แอ๊ด คาราบาว" แต่ขอแบบนี้ว่าไง

ทั้ง “แอ๊ด คาราบาว” และ “ผู้ว่าฯสุพรรณบุรี เป็นคนสุพรรณทั้งคู่ คนหนึ่งเป็นศิลปินเพลงเพื่อชีวิตชาวไทยเชื้อสายจีน อีกคนเป็นข้าราชการระดับสูง กระทรวงมหาดไทย แต่ไฉนเกี่ยวพันกับงานประจำปี ดอนเจดีย์

ประเด็นร้อนฉ่า “แอ๊ด คาราบาว”กับ “ผู้ว่าฯสุพรรณบุรี” ท่านณัฐภัทร สุวรรณประทีป คนสุพรรณทั้งคู่ แต่วิธีคิดแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

ยืนยง โอภากุล หรือ น้าแอ๊ด คาราบาว เป็นศิลปินเพลงเพื่อชีวิตชาวไทยเชื้อสายจีน เป็นหัวหน้า “วงคาราบาว” วงดนตรีเพื่อชีวิตที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ได้รับการยกย่องเชิดชูให้เป็น “ศิลปินแห่งชาติ” สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี พ.ศ. 2556

จำกันได้ไมก่อน “แอ๊ด คาราบาว” จะเป็นเจ้าของ “คาราบาวแดง” เคยกล่าวไว้วว่า “เพลงของคาราบาวผูกพันกับจิตวิญญาณของชนชั้นล่าง” แล้วเป็นไง แบบนี้ เรียกว่าอะไร? 

งานดอนเจดีย์ เป็นงานประจำปี ของจังหวัด จัดขึ้นทุกปี ช่วงอยู่สุพรรณบุรีได้สัมผัสมาตลอด เพราะไปช่วยงานด้านนิทรรศการและกาชาด ท่านรองผู้ว่าปรีชา ทองคำ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถูกต้อง ตรงประเด็น อ่านกันดู

ไม่ใช่คนสุพรรณเหมือน "แอ๊ด คาราบาว" แต่ขอแบบนี้ว่าไง

และความเป็นจริงที่ได้สัมผัสครั้งหนึ่ง ในงานดอนเจดีย์มีวงดนตรี “คาราบาว” มาแสดงและ”ตามคาด” คือเล่นไม่นาน วัยรุ่นตีกันสนั่น จนต้องยกเลิกการแสดง ทั้งที่ค่าตัวประมาณ 300,000 บาท

“ถาม” แล้วใครอยากจะจ้างอีก และแปลกใจ “ทำไม” แสดงดนตรีทุกครั้ง ตีกันทุกครั้ง “คิดเอง” คนมาเที่ยวงานดอนเจดีย์ ทุกคนอยากมาผ่อนคลาย อยากมาสนุกสนาน หลังจากเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว แต่เจอเหตุการณ์แบบนี้ “สร้างมลภาวะทางสังคม” อย่างมาก 

และยุค ผู้ว่าณัฐภัทรฯ ได้พยายามสร้างเมืองสุพรรณบุรี ให้เป็น “เมืองศิลปิน” เพราะให้เขาให้เกียรติและเคารพนักร้องที่มีชื่อเสียง และเป็นคนสุพรรณบุรี แล้วจะกีดกันนักร้องระดับ”ศิลปินแห่งชาติ” ทำไม 

เพราะเป็นเรื่องของภาคเอกชนทั้งสิ้น ว่า จ้างแล้วคุ้มไหม?  แอ๊ด คาราบาว เป็นคนสุพรรณ ได้โปรดมาช่วยแสดงดนตรี “ชมฟรี” ให้ชาวสุพรรณได้ดู ได้เห็นเป็นบุญตาก็จะดีนะ แต่ต้องมี “กติกา” นะว่าแสดงแล้วอย่าตีกัน หรือ ยกพวกตีกัน เด็ดขาด นะขอบอกๆ