วัยวิกฤต “หงา” เสรีชน “วิสา” ฟ้าสีทอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วัยวิกฤต “หงา” เสรีชน “วิสา” ฟ้าสีทอง

วัยวิกฤต "หงา" เสรีชน "วิสา" ฟ้าสีทอง29 กรกฎาคม 2563 – 11:55 น.

วัยวิกฤต “หงา” เสรีชน “วิสา” ฟ้าสีทอง กระแสแฟลชม็อบ ก่อวิวาทะในคนรุ่นเก่า “หงา” เลี้ยวขวา “วิสา” ยังเลี้ยวซ้าย

++
ปรากฏการณ์แฟลชม็อบ นำมาซึ่งความแตกแยกทางความคิดของคนในสังคมไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะคนรุ่นเก่า  

ส่องโซเชียลยามนี้ จะเห็นกระแสโจมตี “หงา” สุรชัย จันทิมาธร ศิลปินแห่งชาติอย่างหนัก สืบเนื่องผู้อาวุโส ได้แสดงทัศนะทางการเมืองผ่านเฟซบุ๊คต่อเนื่องในช่วงนี้ 

อ่านข่าว…   ถูกทิ้งแล้ว วิสาฟ้าสีทอง

อีกซีกหนึ่งของโลกใบนี้ “วิสา คัญทัพ” ที่พำนักอยู่ในเยอรมันมาหลายปีแล้ว ก็ใช้เฟซบุ๊คเป็นเวทีแสดงออกถึงการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของเยาวชนคนรุ่นใหม่

วัยวิกฤต "หงา" เสรีชน "วิสา" ฟ้าสีทอง

“สุรชัย จันทิมาธร” ในวัย 70

“สุรชัย-วิสา” เติบโตมาในแวดวงวรรณกรรมเพื่อชีวิต ยุคสงครามเย็น ระหว่างโลกเสรีกับคอมมิวนิสต์ เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว 

วันนี้ ทั้งคู่ย่างเข้าสู่วัยชรา เด็กๆ เติบโตมาในยุคสมัยดิจิทัล ไม่มีสงครามเย็น แต่มีสงครามทุน
++
เสียงจากผู้เฒ่า
++
วันที่ 28 ก.ค.2563 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์บทบาทในอดีตของ “หงา” และวงคาราวาน ผู้เฒ่าได้เขียนถึงคนรุ่นใหม่ 

“อย่าเย่อหยิ่งทะนงตนคนรุ่นใหม่ ไม่กี่ปีผ่านไปมันก็เก่า ความเป็นคนที่แท้อยู่แก่เรา จะแก่เฒ่าสาวหนุ่มก็กลุ่มคน” 

ก่อนหน้านั้น หงา ผู้ผ่านสมรภูมิรบในวัยหนุ่ม ได้พยายามอธิบาย  

“วีรภาพอาจไม่ใช่สนามรบ บนซากศพมวลชนคนกล้าหาญ วีรภาพนาสวนทบทวนทาน ผู้ทำงานปลูกข้าวให้เรากิน” 

ที่ร้อนแรงในโซเชียล พลันมีการชุมนุมของเยาวชนปลดแอก หงา หรือสหายพันตา อดีตทหารปลดแอกแห่งภูพยัคฆ์ ก็ตั้งคำถาม
 “จะปลดแอกเพื่อใครที่ไหนหนอ ผู้เฒ่ารอร้อรอจนหัวขาว ที่ผ่านมารบกันก็นานยาว เห็นแต่ศพทบท่าวธุลีดิน” 

สมัยอยู่ในป่า เมื่อสหายนำ พคท. มีนโยบายส่งกลุ่มศิลปินเพื่อชีวิต ไปเรียนดนตรีที่เมืองจีน สมาชิกวงคาราวานไปหมด ยกเว้นหงา หรือสหายพันตา เขาอยากอยู่กับชาวไร่ชาวนาที่น่านเหนือมากกว่า เขาจึงสะท้อนไว้ในวันนี้ 

“เหมาเจ๋อตุงนำชาวนาปฏิวัติ ปเทดรัสเซียล้มพระเจ้าหาวเวียดนามกัมพูชาพม่าลาว ขยับก้าวอุ่นๆสู่ทุนนิยม” 

วัยวิกฤต "หงา" เสรีชน "วิสา" ฟ้าสีทอง

“วิสา คัญทัพ” ยังป่วยไข้อยู่ในต่างแดน

++
เสียงจากแดนไกล
++
แม้ “วิสา คัญทัพ” จะเลือกเดินคนละแนวทางการเมืองกับสุรชัย จันทิมาธร แต่ทั้งสองยังมีเยื่อใยความเป็นเพื่อนเหมือนเดิม 

เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2563 แฟลชม็อบก่อประกายไฟไหม้ลามทุ่ง วิสา ได้เขียนบทกวีสนับสนุนการต่อสู้ของเยาวชนทันที 

“ประกายไฟไหม้ลามทุ่ง อรุณรุ่งจะเรืองรอง วันที่ฟ้าสีทอง อำไพผ่องจะส่องพราย คืนมืดอันมัวมน จะยืนทนและท้าทาย คุกคามและทำลาย ใช่อยู่ได้นิรันดร ไฟลุกจะไหม้ลาม ทั่วเขตคามทุกนาคร สุริโยจะโคจร สว่างหล้านภาลัย” 

บ่อยครั้งที่วิสา คัญทัพ จะสื่อข่าวส่งความทางเฟซบุ๊ก ถึงการเจ็บไข้ได้ป่วย บางเวลาก็ท้อ เพราะรอคอยการกลับบ้านมานานเกินไปแล้ว แต่พลันที่เห็นประกายไฟของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ก็อดตั้งความหวังไม่ได้ 

“ส่งใจให้นักสู้ทุกผู้คน ไม่ยอมอดทนอำนาจเถื่อน น้ำหยดลงหินดินสะเทือน ภูเขาเคลื่อนเลื่อนลั่นสักวันนึง” 

เนื่องในวันการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส 14 ก.ค. วิสาก็เขียนบทกวีรำลึก 

“อรุณรุ่งอันเรืองรอง ฟ้าสีทองผ่องอำไพ บ้านเราเล่าเมื่อไรหนอฟ้าทองจะรองเรือง” 

วิสายังเฝ้ารอฟ้าสีทองผ่องอำไพ อยู่ทุกวันคืนที่เยอรมัน

พลิกปูม”เนตร นาคสุข”รอง อสส.คนสั่งไม่ฟ้อง”คดีบอส อยู่วิทยา” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พลิกปูม”เนตร นาคสุข”รอง อสส.คนสั่งไม่ฟ้อง”คดีบอส อยู่วิทยา”

พลิกปูม"เนตร นาคสุข"รอง อสส.คนสั่งไม่ฟ้อง"คดีบอส อยู่วิทยา"28 กรกฎาคม 2563 – 21:02 น.

เปิดประวัติ”เนตร นาคสุข” รองอัยการสูงสุด คนสั่งไม่ฟ้อง “คดีบอส อยู่วิทยา” เป็นคนเดียวกับไม่อุทธรณ์ “คดีโอ๊ค-พานทองแท้ ฟอกเงิน” 

กรณีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ผู้ต้องหาที่ 1 ร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด และนายเนตร นาคสุข  รองอัยการสูงสุด(อธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงรักษาการในตำแหน่งรองอัยการสูงสุดในขณะนั้น )พิจารณาแล้วได้มีคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา ผู้ต้องหาที่ 1 ฐานกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา( ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 4 นั้น

สำหรับนายเนตร จบการศึกษา นิติศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับสองจากจุฬาฯ และเนติบัณฑิตไทย

ผ่านตำแหน่งสำคัญมา อาทิ  อัยการจังหวัดน่าน,อัยการจังหวัดพิจิตร , รองอธิบดีอัยการภาค 6 , อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปกครองเชียงใหม่  ขึ้นเป็นอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูง จากนั้นเป็นรองอัยการสูงสุด 

เป็นบุคคลเดียวกับที่ผู้ลงนามคำสั่งชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดีหมายเลขดำที่ อท.245/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายพานทองแท้ ชินวัตร ข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 , 9 , 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ,91 ในคดีร่วมกันฟอกเงิน เงินปล่อยกู้แบงก์กรุงไทยให้กับกฤษดามหานคร จำนวน 10 ล้านบาท

‘บิ๊กอาย’ ศึกษา มายาการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘บิ๊กอาย’ ศึกษา มายาการเมือง

  'บิ๊กอาย' ศึกษา มายาการเมือง28 กรกฎาคม 2563 – 16:15 น.

จะได้เป็นรัฐมนตรีหรือไม่? ต้องลุ้น แต่วิทยานิพนธ์ชีวิตหัวข้อ “บิ๊กอาย” ก็น่าศึกษา

++
    30 กว่าปีมานี้ มีเทคโนแครตหรือนักวิชาการ เดินเข้าสู่วงการเมืองมากมาย ตั้งแต่หลัง 14 ตุลา ผ่านมาถึงยุคเปรมาธิปไตย ยุคไทยรักไทย และยุค คสช.
    นักวิชาการไทย ได้เข้าสู่วงจรอำนาจ มีทั้ง 2 แบบคือ เดินไปบนถนนสายแต่งตั้ง และลงไปลุยเลือกตั้ง
    อำนาจหอมหวาน การเมืองเหมือนมายา คนใดพลัดหลงเข้ามาสู่วงจรการเมือง ย่อมถลำลึกเข้าสู่วงจรอำนาจ  

“นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” นักวิชาการจากค่ายนิด้าเป็นคนหนึ่งที่ได้รับการโจษขานมากที่สุดในเวลานี้ 
  ตั้งแต่ก่อนวันหยุดยาว 4 วัน มีข่าวว่า นฤมล ได้กรอกและส่งแบบประวัติและคุณสมบัติรัฐมนตรีแล้ว บางกระแสข่าวไปไกลถึงขั้น เธอจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยแรงงาน หรือ จับกัง 2 
  

 มีเหตุผลเดียวที่อาจารย์นฤมล จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี ในการปรับ ครม.ประยุทธ์ 2/2 คือ โฆษกรัฐบาลคนนี้ ได้โผบินออกมาจากกลุ่มอาจารย์สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไปเกาะรังใหม่ใหญ่กว่าเดิม
  

   ด้วยนิด้าคอนเนกชั่น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จึงชวน “นฤมล” ให้ลาออกจากการสอนหนังสือ มาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีคลัง (อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์) 
    เมื่อกลุ่มอาจารย์สมคิด รับหน้าเสื่อดูแลพรรคพลังประชารัฐ นฤมลจึงได้ไปร่วมก่อร่างสร้างพรรค และถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 5 ของ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค เหนือกว่าอดีต ส.ส.รุ่นเก๋าหลายคน
    หลังจัดตั้งรัฐบาล นฤมลลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.เพื่อเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 

   อาจารย์นฤมลมักใส่ “บิ๊กอาย” ทำให้ขับเน้นดวงตากลมโต สดใสเสมอ จึงได้ฉายาในโลกโซเชียลว่า “โฆษกบิ๊กอาย” 
   ช่วงเป็นโฆษกรัฐบาล นฤมลได้รู้จักนักการเมืองมากขึ้น และเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการ ภายในพรรคพลังประชารัฐ รู้ว่าใครมีอำนาจจริง หรือใครแค่หุ่นเชิด 
   ประกอบกับบุคลิกนักวิชาการหญิง ดูอ่อนหวาน แต่คล่องแคล่วเยี่ยงนักบริหารรุ่นใหม่ และเข้าใจการเมืองแบบไทยๆ ทำให้นฤมลเข้าถึงบ้านป่ารอยต่อ 
    

    เมื่อเข้า “ถ้ำพยัคฆ์บูรพา” ได้ ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตก็มาถึง 
    หากเธอจะได้เป็น “จับกัง 2” ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก อำนาจนั้นหอมหวานเสมอ 

เปิดอีกด้าน กมธ.กฎหมายฯ สนช. เคลียร์ปมจุดพลิกคดี “บอส รอดทุกข้อหา” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดอีกด้าน กมธ.กฎหมายฯ สนช. เคลียร์ปมจุดพลิกคดี “บอส รอดทุกข้อหา”

เปิดอีกด้าน กมธ.กฎหมายฯ สนช. เคลียร์ปมจุดพลิกคดี "บอส รอดทุกข้อหา"28 กรกฎาคม 2563 – 14:42 น.

เจาะประเด็นร้อน : เปิดอีกด้าน กมธ.กฎหมายฯ สนช. เคลียร์ปมจุดพลิกคดี “บอส รอดทุกข้อหา”

ความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับคดี “บอส รอดทุกข้อหา” ล่าสุดขณะนี้มีความพยายามโยงว่า อาจมีการใช้อำนาจหรืออิทธิพลจากนอกสำนวนการสอบสวน เพื่อเบี่ยงเบนคดีจากที่อัยการเคย “สั่งฟ้อง” เปลี่ยนเป็น “สั่งไม่ฟ้อง” โดยพุ่งเป้าไปที่๊คณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า กมธ.กฎหมายฯ สนช.

คณะกรรมาธิการชุดนี้ แต่งตั้งในยุค คสช. ปฏิบัติหน้าที่ระหว่างปี 2557-2562 มี พล.ร.อ. ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ น้องชายของ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ และยังมีชื่อ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น้องของ พลเอกประวิตร อีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมเป็นกรรมาธิการด้วย

เปิดอีกด้าน กมธ.กฎหมายฯ สนช. เคลียร์ปมจุดพลิกคดี "บอส รอดทุกข้อหา"

เรื่องของเรื่องก็คือ ทนายของนายบอส ได้ไปยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับคดีของนายบอส อยู่วิทยา ต่อคณะกรรมาธิการชุดนี้ เมื่อปี 2560 โดยขณะนั้นอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องนายบอส อยู่วิทยา ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และกำลังเร่งดำเนินการตามกระบวนการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน เนื่องจากนายบอส หลบหนีหมายจับไปพำนักในต่างประเทศ

ช่วงนั้นทนายของนายบอส ได้ยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรมไปหลายที่ หลายครั้ง ทั้งอัยการสูงสุดเอง และ กมธ.กฎหมายฯ สนช. สุดท้ายอัยการสูงสุดสั่งให้ตำรวจสอบสวนเพิ่ม ทั้งๆ ที่สั่งคดีไปแล้ว จนนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงคำสั่งคดี เป็น “สั่งไม่ฟ้องทุกข้อหา” ในที่สุด

จากจุดนี้เองทำให้มีการโยงกันว่า เครือข่ายของ “บิ๊กป้อม” พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ อาจเกี่ยวข้องกับผลของคดีที่เปลี่ยนแปลงไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ค้านสายตาคนไทยทั้งประเทศ โดยอาจมีการใช้อำนาจหรืออิทธิพลของ กมธ. กดดันอัยการและตำรวจหรือไม่

เมื่อวาน พลเรือเอก ดิษฐวัชร ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ได้มอบหมายให้ นายธานี อ่อนละเอียด เลขานุการ กมธ. ชี้แจงเรื่องนี้ในวันที่ 29 หรือ 30 กรกฎาคม

จริงๆ แล้วเรื่องนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับ กมธ.กฎหมายฯด้วยเหมือนกัน เพราะขณะนี้มีข้อมูลชัดเจนเพียงว่า ทนายของนายบอสไปยื่นร้องขอความเป็นธรรมกับ กมธ.กฎหมายฯ / แต่ยังไม่มีข้อมูลว่า ทาง กมธ.กฎหมายฯ ได้ดำเนินการอย่างไรหลังรับเรื่องร้องเรียนไว้แล้ว เช่น ส่งเรื่องไปให้อัยการสูงสุดทันที โดยทำหน้าที่คล้ายไปรษณีย์ เมื่อมีผู้ร้องมา ก็ส่งต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือได้ตั้งคณะอนุ กมธ.ขึ้นมาศึกษาว่าสำนวนคดีมีความไม่เป็นธรรมอย่างไร / ซึ่งหาก กมธ.กฎหมายฯ ทำเพียงแค่ส่งเรื่องต่อไปยังอัยการสูงสุด ก็ต้องถือว่าเป็นการทำหน้าที่ปกติ ไม่ได้พยายามกดดันหรือแทรกแซงการทำงานของอัยการและตำรวจ

และถึงแม้ว่า กมธ.กฎหมายฯ จะตั้งคณะทำงานหรือ อนุ กมธ.ขึ้นมาศึกษาสำนวนคดี และจัดทำรายงานผลการศึกษาส่งให้อัยการสูงสุด ก็ไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมายว่าอัยการสูงสุดต้องปฏิบัติตาม อีกทั้งเรื่องนี้เป็นการยื่นเรื่องร้องเรียนโดยตรงผ่าน กมธ.กฎหมายฯ ไม่ใช่เรื่องที่เสนอหรือได้รับมอบหมายให้ศึกษาจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อทำการศึกษาเสร็จเรียบร้อยก็ไม่มีความจำเป็นต้องนำเข้ารายงานต่อที่ประชุม สนช.

ฉะนั้น การด่วนสรุปจากบางฝ่ายว่าการที่ทนายของนายบอส อยู่วิทยา ยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรมต่อ กมธ.กฎหมายฯ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของคดีนั้น ก็อาจเป็นการสันนิษฐานเกินข้อเท็จจริง ฉะนั้นทั้งหมดต้องรอฟังคำแถลงจากอดีต กมธ.ที่ได้รับมอบหมายให้แถลงข่าวใน 1-2 วันนี้

เปิดอีกด้าน กมธ.กฎหมายฯ สนช. เคลียร์ปมจุดพลิกคดี "บอส รอดทุกข้อหา"

สำหรับ กรรมาธิการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และที่ปรึกษาฯมีจำนวน 29 ท่าน

1.พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ ประธานคณะกรรมาธิการ

2.พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ อดีตผู้ช่วยผบ.ตร. รองประธานคณะกรรมาธิการ

3.ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อดีตอัยการสูงสุด รองประธานคณะกรรมาธิการ

4.พ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต อดีตประธานกรรมการบริษัท ลิเบอร์ตี้ ประกันภัย รองประธานคณะกรรมาธิการ

5.พล.อ. องอาจ พงษ์ศักดิ์ อดีตสนช.และอดีตสว.จ.กาญจนบุรี โฆษกคณะกรรมาธิการ

6.นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา  ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ

7.พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร.ที่ปรึกษาและกรรมาธิการ

8.พล.อ. เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ ที่ปรึกษาและกรรมาธิการ

9.พล.ร.อ.กฤษฎา เจริญพานิช เจ้ากรมพระธรรมนูญ หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร ที่ปรึกษาและกรรมาธิการ

10.ศาสตราจารย์พิเศษ กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ กรรมาธิการ

11.พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรรมาธิการ

12.พล.ต.อ. ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม กรรมาธิการ

13.พล.อ. ธนเกียรติ ชอบชื่นชม อดีตผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ กรรมาธิการ

14.นายประมุท สูตะบุตร อดีตผู้พิพากษา กรรมาธิการ

15.ศาสตราจารย์พิเศษภัทรศักดิ์ วรรณแสง ผู้พิพากษาศาลฎีกา กรรมาธิการ

16.นายภาณุ อุทัยรัตน์ อดีตเลขาศอ.บต.  กรรมาธิการ

17.นายฉัตรชัย ปิยะสมบัติกุล กรรมาธิการ

18.พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้ อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรรมาธิการ

19.พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ อดีตรองผบ.ตร. กรรมาธิการ

20.พล.อ.สมโภชน์ วังแก้ว กรรมาธิการ

21.พล.อ.สุชาติ หนองบัว กรรมาธิการ

22.นางสุวิมล ภูมิสิงหราช กรรมาธิการ

23.พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ อดีตรองผบ.ตร. กรรมาธิการ

24.นายวรพล โสคติยานุรักษ์ อดีตเลขาธิการ กลต. กรรมาธิการ

25.พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กรรมาธิการ

26.พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กรรมาธิการ

27.นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งมีนบุรี กรรมาธิการ

28.พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผบ.ตร. กรรมาธิการ

29.นายธานี อ่อนละเอียด เลขานุการ กรรมาธิการ

รู้จัก ‘เพิ่มพูน’ ใต้ชายคา ‘ชิดชอบ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รู้จัก ‘เพิ่มพูน’ ใต้ชายคา ‘ชิดชอบ’

รู้จัก 'เพิ่มพูน' ใต้ชายคา 'ชิดชอบ'28 กรกฎาคม 2563 – 13:49 น.

ระเบิดเวลาคดีบอส ตัวละคร “เพิ่มพูน” ก็โผล่มา ทายาทบ้านใหญ่บุรีรัมย์ เติบใหญ่ในเส้นทางโปลิศ
++
    ประเด็นอัยการสูงสุด ได้ทำการสั่งไม่ฟ้อง “วรยุทธ อยู่วิทยา” ในข้อหาเมาแล้วขับ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง
    ล่าสุด มีตัวละครอีกรายหนึ่งโผล่มาคือ “พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ” ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ลงนามแทน ผบ.ตร. ในการ “ไม่เห็นแย้ง” สรุปเป็นอันคดียุติ

   “พล.ต.ท.เพิ่มพูน” ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีในการไม่เห็นแย้งว่า “ทำตามขั้นตอนของกฎหมาย ทำตามปกติ ไม่มีอะไรเลย”
    สื่อออนไลน์ทุกสำนัก จับประเด็นนี้ไปเล่นข่าว และพาดหัวข่าวว่า “น้องชายเนวิน” ไม่เห็นแย้งคดีบอส วรยุทธ

++

ลูกพ่อชัย
++
    ก่อนปู่ชัย ชิดชอบ จะจากไป ใครที่ไปงานวันเกิดประมุขบ้านศิลาชัย ช่วงต้นเดือน เม.ย. ก็จะพบกับ 3 ทายาท ที่ออกมารับแขกเหรื่อ
    นั่นคือ “เนวิน ชิดชอบ” ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ,“ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รมว.คมนาคม และ “พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ” ผู้ช่วย ผบ.ตร.
    ครั้งหนึ่ง ปู่ชัยให้สัมภาษณ์สำนักข่าวออนไลน์แห่งหนึ่ง โดยนักข่าวถามว่า “อยากให้ลูกคนไหน เป็น ส.ส.บ้าง”
    ปู่ชัยตอบว่า “ไม่มีแล้ว ไม่มีใครเป็นแล้ว เนวิน เขาก็ไม่เป็น ส.ส.แล้ว มีแต่ใครจะเป็นรัฐมนตรี ซึ่งตอนนี้ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ก็เป็นแล้ว ส่วนอีกคน พล.ต.ท.เพิ่มพูล ก็เป็นนายพล เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” 

++
รอง ผบ.ตร.
++
    พล.ต.ท.เพิ่มพูน จบการศึกษา นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง รับราชการตำรวจ ตั้งแต่ปี 2527 ที่สำนักงานเลขานุการ กรมตำรวจ ขณะที่พี่ชาย-เนวิน ชิดชอบ ได้เป็น สจ.บุรีรัมย์ 
    ช่วงเนวิน ชิดชอบ เบ่งบารมีในยุครัฐบาลสมัคร “เพิ่มพูน” เป็นผบก.กองตรวจราชการ 2 จต. (จเรตำรวจ) และยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็น ผบก.ตม.กทม. (ตรวจคนเข้าเมือง กรุงเทพฯ) 
   เมื่อยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรี เพิ่มพูน ถูกเด้งจาก ตม.ไปเป็นอำนวยการจเรตำรวจ 
    ยุค คสช. เพิ่มพูน เป็นจเรตำรวจ (สบ8) ก่อนขยับมารับตำแหน่ง ผช.ผบ.ตร. ในฤดูกาลโยกย้ายปีที่แล้ว
    พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ จะเกษียณอายุ ปี 2564 ถ้าไปส่องดูข่าววงการสีกากี ก็มีข่าวกอสสิปทำนองว่า หลัง  “บิ๊กแป๊ะ”เกษียณอายุราชการ คู่ชิงตำแหน่งผู้นำสีกากีคือ พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก นรต.รุ่น 38 กับ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข นรต.รุ่น 36 
    ส่วนตำแหน่งรอง ผบ.ตร.ที่ว่าง 2 ตำแหน่งขับเคี่ยวกัน 3 คน ระหว่าง พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ,พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย นรต.รุ่น 38 และ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เพื่อนร่วมรุ่น นรต.38 
    เป็นธรรมดาของคนนามสกุล “ชิดชอบ” ย่อมจะได้รับการจับตามองจากสังคม ทุกย่างก้าว

หักม้ากลางศึก ก้าวไกลกลัว’กรุง’ เจอท้องถิ่นนิยม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

หักม้ากลางศึก ก้าวไกลกลัว’กรุง’ เจอท้องถิ่นนิยม

หักม้ากลางศึก ก้าวไกลกลัว'กรุง' เจอท้องถิ่นนิยม28 กรกฎาคม 2563 – 11:27 น.

ศึกเลือกตั้งซ่อมปากน้ำ ก้าวไกลสะดุด เจอกระแสท้องถิ่นนิยม อดีตส้มหวานต้าน พระเอกกรุงลอยตัว คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย.. ขุนน้ำหมึก

++
    จู่ๆ อำนาจ สถาวรฤทธิ์ ผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อมเขต 5 พรรคก้าวไกล ได้แจกข่าวยื่นร้อง กกต. ให้ตรวจสอบช่อง 7 หลังพบว่า มีการนำละครเรื่อง “เพลงรักผาปืนเเตก” ที่มี “กรุง ศรีวิไล” ผู้สมัครในนามพรรคพลังประชารัฐ รับบทเป็นหลวงพ่อสิน ร่วมแสดงอยู่ในละครด้วย มาออกอากาศซ้ำทางช่อง 7 รวมถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ช่องทางเว็บไซต์ Bugaboo.tv ทุกวันจันทร์ ถึงวันศุกร์ เวลา 09.30-11.20 น.
  

 ฝ่ายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ แย้งว่า เป็นเรื่องของช่อง 7 ตนเองไม่ทราบว่ามีการนำละครมารีรัน 

   อันที่จริง สถานการณ์รัฐบาลประยุทธ์ กำลังเพลี่ยงพล้ำ อันเนื่องมาจากกระแสแฟลชม็อบ และกรณีบอสเอฟเฟกต์ น่าจะเป็นผลดีแก่พรรคก้าวไกล แล้วไยแม่ทัพเลือกตั้งซ่อม จึงลุกขึ้นมาโวยประเด็นละครรีรัน

++
ไม่เห็นหัวคนบางบ่อ
++
    เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2563 ตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ สมุทรปราการ เขต 5 ได้โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวแถลงว่า “เรียน พ่อแม่พี่น้องประชาชน สมุทรปราการ เขต 5 ผู้สมัคร อิศราวุธ (พีท) ณ น่าน ลงพื้นที่แล้วบอกกับพ่อแม่พี่น้องประชาชน สมุทรปราการ เขต 5 ว่า ทำงานร่วมกับผมนั้น ไม่เป็นความจริงครับ 
เป็นคำแอบอ้างของผู้สมัคร”

    ดังที่รู้กัน คณะกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล มีมติเสียงส่วนใหญ่เลือก “พีท” อิศราวุธ ณ น่าน เป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 ในการเลือกตั้งซ่อมที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 ส.ค.2563 แทนผู้สมัคร ส.ส.คนเก่า

หักม้ากลางศึก ก้าวไกลกลัว'กรุง' เจอท้องถิ่นนิยม

                       พีท คนเขตเทศบาลปากน้ำมาลงสมัคร ส.ส.ที่เขต 5


    ตรัยวรรธน์ อิ่มใจ คนบางบ่อ อดีตผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ เขต 5 ในสีเสื้อส้มตัวเดิม จึงประกาศผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ กับพรรคก้าวไกล
    เรื่องของเรื่อง ธวัชชวิน โกพัฒน์ตา ขาใหญ่ส้มหวานเมืองปากน้ำ ไม่เอาคนท้องถิ่น และดันพวกกันเองคือ “พีท” ที่เป็นคนเขตเทศบาลเมืองปากน้ำ มาลงสมัคร ส.ส.เขต 5 ชายขอบสมุทรปราการ
    ขาใหญ่ส้มปากน้ำบอกว่า ตรัยวรรธน์ ได้ 30,000 กว่าคะแนนนั้น ได้มาจากกระแสแม่เหล็กอย่าง ธนาธร พรรณิการ์ และปิยบุตร ฉะนั้น จะเอาใครมาลงที่เขต 5 ก็ได้

หักม้ากลางศึก ก้าวไกลกลัว'กรุง' เจอท้องถิ่นนิยม

                             ตรัยวรรธน์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 พรรคไม่ส่งลงสนามแก้มือ 


    นี่คือโรคเดิมของชาวส้มหวาน อาการไม่เห็นหัวคนท้องถิ่น 
    ปัญหาของก้าวไกลวันนี้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ใช่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  

++
ดาราเดินดิน
++
    ชัยชนะของกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ในสีเสื้อพลังประชารัฐ ปฏิเสธไม่ได้ว่า มาจากกระแสความสงบจบที่ลุงตู่ แต่อีกด้านหนึ่ง ก็ปฏิเสธความเป็นพระเอก “กรุง ศรีวิไล” ไม่ได้
    “กรุง” เป็นคนบางบ่อโดยกำเนิด ความเป็นดารานักแสดง ที่ไม่เคยหายไปจากแวดวงบันเทิงไทย หมดยุคทองหนังไทย พระเอกกรุงก็มาร้องเพลง และเล่นละคร ทำให้การลงพื้นที่หาเสียง ใครๆ ก็อยากเจอ มาพูดคุย มาถ่ายรูปด้วย

หักม้ากลางศึก ก้าวไกลกลัว'กรุง' เจอท้องถิ่นนิยม

                              พระเอกกรุง


    เหนืออื่นใด กรุงสังกัด “กลุ่มสมุทรปราการก้าว” ภายใต้การนำของ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ
    พื้นที่ อ.บางบ่อ อ.บางเสาธง และ อ.บางพลี มีตัวแทนกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า ได้แก่ ส.จ.วสันต์ บรรเจิดศิลป์, วิรุฬห์ ศุภพิพัฒน์นายกเทศมนตรีตำบลบางบ่อ ,เอนก สุขสำราญ นายกเทศมนตรีตำบลคลองด่าน, จรินทร์ เอี่ยมยัง ประธานสภาเทศบาลตำบลบางพลีน้อย และเกษม แซ่ลี้ นายกเทศมนตรีตำบลบางเสาธง 
    นี่เป็นทีมงานหลังบ้านอันเข้มแข็งของทีมสมุทรปราการก้าวหน้า

ปรับ ครม. ทั้งที เอาดี ๆ หน่อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ปรับ ครม. ทั้งที เอาดี ๆ หน่อย

ปรับ ครม. ทั้งที เอาดี ๆ หน่อย27 กรกฎาคม 2563 – 18:10 น.

ปรับ ครม. ทั้งที เอาดี ๆ หน่อย โดย ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2563 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “ทีมเศรษฐกิจ ครม. ใหม่” โดยผลการสำรวจที่ออกมาไม่ได้เหนือความคาดหมายและก็ไม่แตกต่างใด ๆ จากการวิพากษ์วิจารณ์ในหน้าสื่อทั้งกระแสหลักและ social media ซึ่งผลที่ออกมาคือคนไทยส่วนใหญ่ต้องการคนนอกพรรคการเมืองเข้ามาดำรงตำแหน่งทั้ง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ หรือ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ (ร้อยละ 55.33) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ร้อยละ 51.59) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (ร้อยละ 48.17) ในขณะที่การสนับสนุนนักการเมืองมาคุมงานด้านเศรษฐกิจในตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี อยู่ที่ร้อยละ 23.45 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่ที่ ร้อยละ 25.52 และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อยู่ที่ ร้อยละ 27.11

เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลเชิงลึกพบว่าทุกกลุ่มภูมิภาค อายุ การศึกษา อาชีพและรายได้ สนับสนุนคนนอกพรรคการเมืองเข้ามาคุมงานเศรษฐกิจของประเทศ โดยกลุ่มที่แสดงการสนับสนุนคนนอกพรรคการเมืองเข้ามาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจทั้งสามตำแหน่ง ที่มีอัตราส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมาก คือกลุ่มคนกรุงเทพ กลุ่มผู้มีอายุระหว่าง 26 – 35 ปี กลุ่มผู้มีการศึกษาระดับปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรี กลุ่มข้าราชการ/เจ้าหน้าที่รัฐ กลุ่มผู้ทำงานบริษัทเอกชน กลุ่มอาชีพอิสระ และกลุ่มผู้มีรายได้ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป 

สรุปสั้น ๆ คือคนไทยส่วนใหญ่ไม่ไว้ใจนักการเมืองมาคุมงานด้านเศรษฐกิจและพลังงานของประเทศ ฉะนั้นการปรับคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องมีความระมัดระวังไม่ให้มีเสียงยี้ตามมาภายหลัง อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งนายกรัฐมนตรีก็ต้องคำนึงถึงเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรด้วย เพราะการเมืองในเชิงปริมาณนั้น หากขาดเสียงสนับสนุนในสภาหรือหากเกิดกบฏในกลุ่ม สส. ฝ่ายรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ก็ไม่สามารถอยู่ได้และอาจต้องลาออกหรือยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกตั้งใหม่
เมื่อตรวจสอบดูรายชื่อผู้คนนอกพรรคการเมืองที่คาดว่าจะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นคุณปรีดี ดาวฉาย ว่าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือ คุณสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็เชื่อว่าไม่น่าจะมีข้อสงสัยใด ๆ หรือมีเสียงยี้ตามมา แม้ว่าอาจจะไม่เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไปก็ตาม ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็คงคิดว่าอย่างน้อยที่สุดรัฐมนตรีใหม่ในกระทรวงเศรษฐกิจทั้งสองคนไม่ใช่นักการเมือง ก็น่าจะบริหารงานเศรษฐกิจโดยปราศจากแรงกดดันหรือผลประโยชน์ทางการเมืองได้ในระดับหนึ่ง
การที่พลเอกประยุทธ์สามารถบรรลุความตั้งใจในการเอาคนนอกพรรคการเมืองเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ได้นั้น ต้องบอกว่าเป็นการใช้กลยุทธ์ทางการเมืองที่ 3 ป. ดำเนินการได้อย่างเป็นขั้นตอน ในการกดดันกลุ่ม 2 ส. คือ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน และกลุ่มอื่น ๆ ในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยอมถอยและปล่อยให้การปรับ ครม. เป็นอำนาจของนายก ฯ

แต่นายกพลเอกประยุทธ์เองก็ยอมถอยก้าวหนึ่งด้วยการแบกหน้าไปเจรจากับกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้ยอมแลกกระทรวงแรงงานกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. คนใหม่จะได้ ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ จากพรรครวมพลังประชาชาติไทย เข้ามาดำรงตำแหน่ง ซึ่งบุคลากรในวงการอุดมศึกษา ค่อนข้างพอใจในตัวเลือกนี้มากกว่าที่จะได้ นายอนุชา นาคาศัย เลขาธิการ พปชร. หรือ นายสุชาติ ชมกลิ่นรองหัวหน้า พปชร. รวมถึงนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาล
ส่วน นายอนุชา และ นายสุชาติ จะได้ตำแหน่งใด ๆ ไม่ว่าจะเป็น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชาชนก็อาจจะไม่ค่อยสนใจมากนักเพราะเข้าใจดีว่าเป็นการแบ่งปันอำนาจตามการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา แต่เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งแล้วก็ควรทำงานให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ก็แล้วกัน

ในขณะที่อีกหนึ่งคนที่ข่าวยังสับสนว่าจะได้เป็นรัฐมนตรีหรือไม่ หรือเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงใดคือ นางนฤมล ซึ่งไม่ว่าจะได้รับตำแหน่งใดก็ตามใน ครม. รับรองได้ว่าจะเป็นเป้าในการถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดในกลุ่มรัฐมนตรีใหม่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อ นักวิชาการ ส.ส. ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ขนาดแค่มีข่าวว่าจะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของ พปชร. ก็โดนถล่มและถูกตั้งคำถามมากมายในเรื่องความสามารถและความเหมาะสม เช่น นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความสงสัยว่าจะไหวหรือ “เพราะถ้าพิจารณาจากการที่นางนฤมลที่ทำหน้าที่โฆษกของรัฐบาลเป็นเวลา 1 ปีเศษ การทำงานที่ปรากฏต่อสาธารณชนก็คือไม่ต่างจากรัฐบาลชุดนี้ไม่มีโฆษก”
แม้กระทั่ง ผลสำรวจของนิด้าโพลเมื่อ วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.44 ระบุว่านางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคพลังประชารัฐเพราะ ยังขาดประสบการณ์การทำงานทางด้านเศรษฐกิจ ผลงานยังไม่มีความโดดเด่นเท่าที่ควร และการทำงานยังสู้หัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนเดิมไม่ได้ โดย ล่าสุดนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรังสิตและมหาวิทยาลัยบูรพา ได้ออกมาเตือนพลเอกประยุทธ์เรื่องการสนับสนุนให้ นางนฤมล เป็นรัฐมนตรี ว่าจะทำให้สังคมจะตั้งคำถามและหัวเราะเยาะอย่างสิ้นหวังและจะสร้างความไม่พอใจในกลุ่ม สส. พปชร. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สส. แบบเขต ที่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาฐานเสียงของตนเองและของพรรค ฯจนทำให้ไม่มีเวลาเดินตามผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อความก้าวหน้าทางการเมือง แต่ในทางตรงกันข้ามสส. สมัยแรกที่ไม่มีผลงานและไม่มีเสียง สส. สนับสนุนในพรรค ฯ แต่ผู้ใหญ่ในพรรคเห็นหน้าบ่อย ๆกลับได้ดี ได้เป็นรัฐมนตรี นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีคำวิจารณ์ที่เกี่ยวกับผลงานการเป็นโฆษกรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพและมีส่วนที่ทำให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ และกลุ่มสี่กุมาร ต้องออกจากรัฐบาลและ พปชร. ทั้ง ๆ ที่เคยอุ้มชูกันมาก่อน

รับรองได้เลยว่าในการปรับ ครม. ครั้งนี้ หากมีชื่อรัฐมนตรีหน้าใหม่ที่สังคมตั้งคำถามเกี่ยวกับความสามารถและความเหมาะสม กระแสวิพากษ์วิจารณ์จะยาวเป็นหางว่าว แน่ ๆ ผู้สนับสนุน ทั้งหลายก็อย่าลืมแจกพระรอดให้รัฐมนตรีหน้าใหม่และนายกรัฐมนตรีด้วยก็แล้วกัน…หวังว่าคงอยู่รอดครบเทอมนะ 

ผู้การชาติ ผนึก “หิมาลัย” ชน ปชป.สงขลา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ผู้การชาติ ผนึก “หิมาลัย” ชน ปชป.สงขลา

ผู้การชาติ ผนึก "หิมาลัย" ชน ปชป.สงขลา27 กรกฎาคม 2563 – 15:40 น.

ผู้การชาติ ผนึก “หิมาลัย” ชน ปชป.สงขลา เดือดแน่ 4 ส.ส.สงขลา ดัน “ไพเจน” ชน “ผู้การชาติ” ที่มี “เสธ.หิมาลัย” และไพร พัฒโน อยู่เบื้องหลัง

++
ยิ่งกว่าศึกชนโค เดิมพันเงินล้าน เมื่อพรรคพลังประชารัฐ ท้ารบพรรคประชาธิปัตย์ ชิงเก้าอี้นายก อบจ.สงขลา
 

เดิมทีค่ายประชาธิปัตย์  “พี่หลวงคร” พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี อดีตผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เปิดตัวหาเสียงว่าที่นายก อบจ.สงขลา แต่เดินไปได้สักพัก “พี่หลวงคร” เกิดอาการถอดใจ ขอกลับไปเล่นสนามเล็กคือ เทศบาลนครหาดใหญ่ 

อ่านข่าว…  ฉีกปฎิญญา “นายกชาย” ทิ้ง ส.ส. ชน”ผู้การชาติ” 

ผู้การชาติ ผนึก "หิมาลัย" ชน ปชป.สงขลา

“นิพนธ์” และ “ถาวร” เปิดตัว “ไพเจน” ลงนายก อบจ.สงขลา

“นายกชาย” เดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา ปชป. จึงโยนหินถามทางว่า จะลาออกจากผู้แทน ไปสมัครนายก อบจ.สงขลา แต่ผู้ใหญ่ในพรรค ร้องขอไว้ จึงเปลี่ยนมาเป็นว่าที่ร้อยตรี ไพรเจน มากสุวรรณ์ นายกสมาคมนักเรียนเก่าโรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา และอดีตรองอธิบดีกรมชลประทาน ลงป้องกันแชมป์


++
4 สหาย ปชป.
++
เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2563 ที่โรงแรมต้นอ้อยแกรนด์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ประชาธิปัตย์สงขลา เปิดตัว “ไพเจน มากสุวรรณ์” ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.สงขลา ซึ่งลำพังชื่อ “ไพรเจน” นั้น ยังใหม่มากสำหรับเวทีการเมืองท้องสงขลา
 

ที่ฮือฮามากที่สุดคือ การรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์ของ 4 ส.ส.สงขลาคือ นิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ,ถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม ,เดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา เขต 5 และ พล.ต.ต สุรินทร์ ปาลาเร่ ส.ส.สงขลา เขต 8 
 

นัยว่า ศึก อบจ.สงขลาเที่ยวนี้ จะแพ้ไม่ได้ มิเช่นนั้นแล้ว ปชป.จะไม่มีที่ยืนในภาคใต้ตอนล่าง

ผู้การชาติ ผนึก "หิมาลัย" ชน ปชป.สงขลา

++
แนวร่วมไพร-หิมาลัย
++
ฟากพรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2563 พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.สงขลา ได้จัดประชุมใหญ่เตรียมการเลือกตั้ง
 

ปรากฏว่า ไพร พัฒโน อดีตนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ และหิมาลัย ผิวพรรณ อดีตนายทหารคนดัง พร้อม 3 ส.ส.สงขลา พรรคพลังประชารัฐ อาทิ พยม พรหมเพชร, ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี และศาสตรา ศรีปาน เข้าร่วมประชุมคึกคัก


“ผู้การชาติ” เคยเป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 5 (สงขลา) และผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 43 จังหวัดนราธิวาส จึงมีเพื่อนพ้องน้องพี่มากมาย 
 

รวมถึง “เสธ.หิมาลัย” หิมาลัย ผิวพรรณ ที่อาสาจัดทีมหาเสียงช่วยผู้การชาติ โดยประสานกับ “ประมุขบ้านป่ารอยต่อ” เรียบร้อยแล้ว
 

เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2563 ผู้การชาติ และ “เสธ.หิมาลัย” ได้พาไพร พัฒโน เข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เพื่อพูดคุยเรื่องเลือกตั้งท้องถิ่น โดยไพรหันหลังให้กับพรรค ปชป. พร้อมจะสนับสนุนผู้การชาติ  
 

ผู้การชาติ ผนึก "หิมาลัย" ชน ปชป.สงขลา

“ผู้การชาติ” และ “เสธ.หิมาลัย” ประชุมทีมงาน

แม้เลือกตั้งทั่วไป พรรคพลังประชารัฐ จะเจาะมาได้ 4 เขต สร้างความปราชัยให้ ปชป.ชนิดหักปากกาเซียน แต่เลือกตั้งนายก อบจ. “ผู้การชาติ” รู้ว่าเป็นรอง จึงออกเดินหาเสียงตั้งแต่ปีที่แล้ว
 

“แอ๊ด คาราบาว” มิตรสหายของผู้การชาติ ยกวงคาราบาวมาแสดงคอนเสิร์ตงานการกุศล 5 อำเภอ ไปอำเภอไหน แอ๊ดก็บอกคนสงขลาเลือกผู้การชาติ
 

ยิ่งกว่ามวยถูกคู่ โคชนเงินล้าน รับประกันไม่มีเกี้ยเซี้ย สู้จริง เจ็บจริง ระหว่างผู้การชาติ กับไพเจน

หน่วยงานไหนเกี่ยวข้อง “กระบวนการยุติธรรมไทย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

หน่วยงานไหนเกี่ยวข้อง “กระบวนการยุติธรรมไทย”

หน่วยงานไหนเกี่ยวข้อง  "กระบวนการยุติธรรมไทย" 27 กรกฎาคม 2563 – 15:23 น.

เปิดข้อมูล หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ที่เกี่ยวข้องกับประชาชน

จากกรณีที่ อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส อยู่วิทยา ทายาทธุรกิจเครือกระทิงแดง ในทุกข้อกล่าวหา และพนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติศาลเพิกถอนหมายจับในคดีขับรถชนตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เมื่อปี 2555 

และยิ่งปรากฏเอกสาร สำนวน และเอกสารจากภาควิชาพยาธิวิทยา ที่ระบุข้อมูล สารเสพติดที่อยู่ในร่างกายของนายวรยุทธ อยู่วิทยา ทั้งสารอัลพาโซแลม , โคเคน และรวมถึงสำนวนในคดีที่ระบุ พยานที่เห็นเหตุการณ์รถจักรยานยนต์ ของตำรวจ เลี้ยวตัดหน้า และความเร็วของรถยนต์นายบอส อยู่วิทยา ยิ่งก่อนหน้านี้ อัยการได้เคยสั่งฟ้องคดีแล้ว แต่มาทำสั่งให้ตำรวจสอบเพิ่ม จนอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วกระแสสังคมพุ่งเป้าไปที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ และสำนักงานอัยการ ซึ่งล่าสุดทั้ง 2 หน่วยงาน ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนเรื่องดังกล่าวนี้แล้ว หากพบความผิดปกติ ก็สามารถเอาผิด อัยการที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ และได้รื้อเรื่องนี้มาพิจารณาใหม่ได้ แต่ถ้าผลสอบแล้วไม่พบความผิดปกติ ก็จะเป็นการประทับตราความถูกต้องชอบธรรม ให้กับ ขบวนการสั่งไม่ฟ้อง ในคดีนี้ต่อไป

วันนี้ ทางคมชัดลึก จึงได้ขอนำหน่วยงาน ใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับ “กระบวนการยุติธรรม” ที่ประชาชน อย่างเราๆจะได้เข้าใจ ถ้าหากวันหนึ่งเป็นคดีความขึ้นมาจะได้รู้ว่า หน่วยงานแต่ละหน่วยทำอะไร อย่างไร

หน่วยงาน ที่ 1. ตำรวจ   ซึ่งถือเป็นหน่วยงานแรกของกระบวนการยุติธรรม เมื่อมีการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้น ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดต้องรีบไปแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ ณ สถานีตำรวจท้องที่ ที่การกระทำผิดนั้นเกิดขึ้น เช่น เหตุเกิดที่ อ.เมือง จ.นนทบุรี  ต้องไปแจ้งที่ สภ.อ.เมืองนนทบุรี  ในการแจ้งความนี้ ผู้เสียหายต้องเล่ารายละเอียดเหตุการณ์ ขั้นตอนการกระทำผิด ให้พนักงานสอบสวนฟังโดยกล่าวหาว่า เมื่อวัน เดือน ปี เวลาใด มีการกระทำผิดอะไรเกิดขึ้น เหตุเกิดที่ไหน และต้องการจะให้ผู้กระทำผิดนั้นได้รับโทษ พนักงานสอบสวนก็จะบันทึกหลักฐานการแจ้งความ รับคำร้องทุกข์ ไว้ในสมุดประจำวันเกี่ยวกับคดี และดำเนินการสอบสวนติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป หากมีพยานบุคคลคนรู้เห็นเหตุการณ์ ให้นำพยาน ไปด้วย

เมื่อ ตำรวจสืบสวนจันกุมผู้กระทำผิดหรือผู้ต้องหาได้แล้ว ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะแจ้งให้ญาติหรือผู้ที่ไว้วางใจทราบว่าตนถูกจับและถูกควบคุมตัวอยู่ ณ ที่ใด , สิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความสองต่อสอง , สิทธิที่จะได้รับการเยี่ยมตามสมควร, สิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลทันทีเมื่อเจ็บป่วย ในระหว่างสอบสวนผู้ต้องหาจะถูกควบคุมที่โรงพัก 48 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกนำตัวไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน ถ้าไม่ขอประกันตัว พนักงานสอบสวนก็จะส่งผู้ต้องหาไปฝากขังที่ศาล ญาติของผู้ต้องหาหรือผู้เกี่ยวข้องสามารถติดต่อขอประกันตัวผู้ต้องหาได้ที่ งานประชาสัมพันธ์ของศาล

เมื่อ พนักงานสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้น ก็จะส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมทำความเห็น ควรสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ กรณีผู้ต้องหาประกันตัวในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนจะนำตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนฯส่งพนักงานอัยการ ผู้ต้องหาหรือผู้เกี่ยวข้องสามารถขอประกันตัวต่อได้ที่สำนักงานอัยการ คล้ายกับการประกันตัวที่ตำรวจ ( ผู้ต้องหา คือ บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดอาญา แต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล, จำเลย คือ ผู้ต้องหา ที่ถูกฟ้องต่อศาลแล้ว )

หน่วยงานที่ 2. อัยการ หรือ ทนายแผ่นดิน

อัยการ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๘ ให้อำนาจ พนักงานอัยการ และ ผู้เสียหายหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้ โดยถือหลักของประเทศอังกฤษว่า .. ใครก็เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาได้ .. ( Anyone may prosecute )

กรณี ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาต่อศาล ( ผู้เสียหายฟ้องศาลเอง ไม่แจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ ) ศาลจะไต่สวนมูลฟ้องก่อนว่าเรื่องที่ฟ้องนั้นมีมูลความจริงหรือไม่ เมื่อไต่สวนแล้วศาลเห็นว่า น่าจะมีความผิดเกิดขึ้นจริง และ จำเลยเป็นผู้กระทำผิด ศาลก็จะประทับฟ้องไว้พิจารณา หากศาลเห็นว่าไม่มีมูลความผิด หรือมีมูลความผิด แต่จำเลยไม่ใช่ผู้กระทำผิด หรือเป็นการกลั่นแกล้งฟ้องกันเอง ศาลก็จะพิพากษายกฟ้อง

กรณี พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาต่อศาล ( ผู้เสียหาย แจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ) เมื่อพนักงานสอบสวนรับแจ้งความและทำสำนวนการสอบสวนเสร็จแล้ว ก็จะส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ พนักงานอัยการก็จะพิจารณากลั่นกรองคดีจากสำนวนการสอบสวน แล้วจะมีคำสั่งในคดี ฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหา เมื่อพนักงานอัยการฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ศาลจะประทับฟ้องโดยจะไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ก็ได้ (ในทางปฏิบัติศาลมักจะไม่ไต่สวน เพราะถือว่ามีการสอบสวนกลั่นกรอง ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน และชั้นอัยการ กันมาก่อนแล้ว) เมื่อพนักงานอัยการฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลแล้ว ฐานะของผู้ต้องหาจะเปลี่ยนไปเป็น จำเลย

หน่วยงานที่ 3. ศาล ศาลยุติธรรม การพิจารณาพิพากษาคดีอาญาของศาลไทย ใช้ระบบกล่าวหา (Accusatorail System) ซึ่งมีลักษณะเป็นการต่อสู้คดีกันระหว่าง โจทก์ กับ จำเลย โดยโจทก์มีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย ส่วนจำเลยก็มีสิทธิต่อสู้คดีว่าตนเองไม่ได้กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้อง และมีสิทธินำสืบพยานหลักฐาน เพื่อหักล้างข้อกล่าวหานั้นได้

การพิจารณาพิพากษาคดีอาญาของศาล เริ่มตั้งแต่ โจทก์ไปยื่นฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งอาจจะเป็นอัยการหรือผู้เสียหายฟ้องเอง เมื่อศาลประทับฟ้องแล้ว ศาลจะนัดจำเลยมาสอบคำให้การ เรียกว่า วันนัดชี้ เมื่อถึงวันนัดชี้ คู่ความจะต้องมาศาล ถ้าเป็นคดีที่พนักงานอัยการฟ้อง ต้องนำผู้ต้องหามาด้วยในตอนฟ้อง ( ถือว่าวันที่พนักงานอัยการฟ้อง เป็นวันชี้สองสถานด้วย ) ในวันนัดชี้ดังกล่าว ศาลท่านจะอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟัง แล้วจะถามจำเลยว่า รับสารภาพ หรือ ปฏิเสธ

กรณี จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจะตัดสินในวันนั้นและจะปราณีลดโทษให้จำเลยไม่เกินครึ่งหนึ่ง และศาลจะสั่งงดสืบพยาน เว้นแต่คดีที่มีโทษจำคุกอย่างต่ำ ตั้งแต่ ๕ ปีขึ้นไป แม้จำเลยจะรับสารภาพศาลก็ยังต้องสืบพยานประกอบ เพื่อฟังให้แน่ชัดว่าจำเลยกระทำผิดจริง

กรณี จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลจะนัดสืบพยานโจทก์ และจำเลยต่อไป โดยจะสืบพยานโจทก์ก่อน โดยทั่วไปแล้วผู้เสียหายจะเป็นพยานโจทก์ปากแรก เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจึงจะสืบพยานจำเลย และเมื่อศาลได้สืบพยานทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยเสร็จแล้ว ศาลก็จะพิจารณาพิพากษาตัดสินไปตามรูปคดี ตามความหนักเบาแห่งการกระทำผิด และอ่านคำพิพากษาให้ทั้ง โจทก์ – จำเลย ฟังในศาล

หน่วยงานที่ 4. ราชทัณฑ์ (เรือนจำ) เมื่อคดีถึงที่สุด ( ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วคู่ความไม่ อุทธรณ์ – ฎีกา ) ก็ต้องบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้น เช่นพิพากษาให้ยกฟ้อง ถ้าจำเลยถูกขังอยู่ที่เรือนจำ ศาลก็จะออกหมายปล่อยจำเลยให้พ้นข้อหาได้รับอิสรภาพไป ถ้าพิพากษาลงโทษจำคุกก็จะจำคุกจำเลยตามคำพิพากษาของศาล (ฐานะของจำเลยจะเปลี่ยนเป็น ผู้ต้องขัง) ระหว่างที่ถูกจำคุก ผู้ต้องขังจะได้รับการแก้ไขปรับปรุงความประพฤติ เพื่อให้สามารถกลับสู่สังคมได้ตามปกติหลังจากพ้นโทษแล้ว และไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำอีก

หน่วยงานที่ 5. คุมประพฤติ  การคุมประพฤติ เป็นมาตรการทางกฎหมายที่ ใช้แทน การลงโทษทางอาญาแก่ผู้กระทำผิด เพื่อให้โอกาสแก่ผู้กระทำผิดสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้เช่นเดิม ภายใต้การสอดส่องดูแลของเจ้าพนักงาน ที่เรียกว่า พนักงานคุมประพฤติ การคุมประพฤติมีจุดมุ่งหมายเพื่อ ปรับปรุงแก้ไขผู้กระทำผิดในคดีเล็กๆน้อยๆ ให้กลับตนเป็นพลเมืองดี โดยให้ผู้กระทำผิดซึ่งเรียกว่า ผู้ถูกคุมความประพฤติ นั้น ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ถ้าไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือไม่ปรับปรุงแก้ไขตนเองให้เป็นพลเมืองดี ศาลอาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งเป็นลงโทษในสถานหนักต่อไปได้

ลักษณะงานและบทบาทหน้าที่ของสำนักงานคุมประพฤติ โดยสรุป ดังนี้.-

– การสืบเสาะและพินิจ… เป็นขั้นตอนก่อนศาลพิพากษา โดยศาลจะมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติทำการรวบรวมข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับจำเลย ตลอดจนสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี นำมาประมวลแล้วรายงานต่อศาล เพื่อศาลจะได้ใช้ข้อมูลดังกล่าวประกอบดุลพินิจในการพิจารณาพิพากษาว่า จะลงโทษจำเลยในสถานใด หรือสมควรให้ใช้วิธีการคุมประพฤติหรือไม่ อย่างไร

– การควบคุมและสอดส่อง… เป็นขั้นตอนภายหลังศาลพิพากษาให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ และกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติจำเลยไว้ โดยให้พนักงานคุมประพฤติเป็นผู้คอยช่วยเหลือ แนะนำ ตักเตือนในเรื่องนิสัยและความประพฤติ การประกอบอาชีพและอื่นๆ เพื่อให้ผู้ถูกคุมความประพฤติมีโอกาสได้แก้ไขปรับปรุงตนเองให้เป็นพลเมืองดีต่อไป (โทษทางอาญา คือ ประหารชีวิต – จำคุก – กักขัง – ปรับ – และริบทรัพย์สิน)

หน่วยงานที่ 6. ทนายความ

ทนายความ กับ ผู้ต้องหา

จำเลย ในระบบกล่าวหาดังกล่าว ซึ่งเป็นการต่อสู้คดีกันระหว่าง โจทก์ กับ จำเลย นั้น ทนายความได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือให้ ผู้ต้องหา และจำเลย ได้ใช้สิทธิต่อสู้คดีอย่างถูกต้องและเป็นธรรมตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ผู้ต้องหาหรือจำเลยอาจจะว่าจ้างทนายความโดยจ่ายค่าตอบแทนให้ตามแต่จะตกลงกันเอง หากจำเลยไม่มีทนายความ ศาลจะจัดหาให้ (รัฐจัดหาทนายความให้โดยรัฐเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายกำหนด)

ทนายความ กับ ผู้เสียหาย

– ในชั้นสอบสวนของตำรวจ ผู้เสียหาย สามารถปรึกษาทนายความ เพื่อแนะนำการให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวน หรือ อ้างพยานหลักฐานต่างๆให้รัดกุมมากขึ้น

– ในชั้นอัยการและศาล ผู้เสียหาย สามารถแต่งตั้งทนายความ เพื่อยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ฟ้องคดีอาญาต่อศาลจนกว่าคดีจะเสร็จเด็ดขาดได้

กรณี ผู้เสียหายฟ้องศาลด้วยตนเอง ( ไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม คือ ตำรวจ และอัยการ ) ผู้เสียหาย สามารถแต่งตั้งทนายความให้เป็นผู้ช่วยเหลือ ในการเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาต่อศาล ได้

กรมราชทัณฑ์ 

ฮ่องกงชิดซ้ายม็อบแฮมทาโร่จะไปสู่หนใด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ฮ่องกงชิดซ้ายม็อบแฮมทาโร่จะไปสู่หนใด

ฮ่องกงชิดซ้ายม็อบแฮมทาโร่จะไปสู่หนใด27 กรกฎาคม 2563 – 13:45 น.

ฮ่องกงชิดซ้ายม็อบแฮมทาโร่จะไปสู่หนใด จากฮ่องกงโมเดล สู่ม็อบแฮมทาโร่ พรมแดนใหม่ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย   ++

++
กิจกรรมวิ่งเป็นวงกลม พร้อมร้องเพลงแฮมทาโร่ ของแนวร่วมนวชีวิน (New life Network) ที่หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา จบไปด้วยความครึกครื้นของเยาวชนคนหนุ่มสาว
 

“เอ้า ออกมาวิ่ง วิ่งนะวิ่งนะแฮมทาโร่ ตื่นออกจากรัง วิ่งนะวิ่งนะแฮมทาโร่ ของอร่อยที่สุดก็คือ…. (ไฮ่ เซโน๊ะ!) ภาษีประชาชน (ยุบสภา!!!)..” กลายเป็นเพลงดังแห่งยุคสมัยไปในทันที

อ่านข่าว… นักเรียน- นักศึกษา- เยาวชน วิ่งร้องเพลง ‘แฮมทาโร่ยุบสภา’รอบอนุสาวรีย์ฯ

ฮ่องกงชิดซ้ายม็อบแฮมทาโร่จะไปสู่หนใด

ภาพ : แนวร่วมนวชีวิน

แนวร่วมนวชีวิน จะมีความต่างจากกลุ่มเยาวชนปลดแอก ในแง่กลุ่มผู้ประสานงานส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนมัธยม และเติบโตมาจากเครือข่ายการศึกษาเพื่อความเป็นไท 
 

ดังนั้น รูปแบบการเคลื่อนไหวจึงไม่มีปราศรัย ไม่มีเวที แต่เน้นกิจกรรมสร้างสรรค์ 


++
ม็อบ The New Frontier
++
ผู้เฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวของแนวร่วมนวชีวิน มองว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทย กำลังเข้าสู่พรมแดนใหม่ (New Frontier)
 

แนวคิด The New Frontier หรือพรมแดนใหม่ของโลกการสื่อสาร ที่เป็นมากกว่าการโฆษณา จากไลฟ์สไตล์และการแสดงออกถึงความเป็นตัวตนของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามพัฒนาการของเทคโนโลยี
 

ฉะนั้น คนรุ่นใหม่จะชุมนุม ก็ออกไอเดีย นัดวันเวลา ติดแฮชแท็กในทวิตเตอร์  ไม่ต้องมีการจัดตั้ง ไม่ต้องมีค่ารถ ไม่ต้องเตรียมเสบียง และไม่ต้องจัดหาเวที แสงสีเสียง
 

การประเมินม็อบวัยใส ในแบบของแนวร่วมนวชีวิน จึงต้องเรียนรู้และเข้าใจไลฟ์สไตล์คนยุคนี้
 

มีคำถามจากผู้ใหญ่บางคนว่า การแสดงออกทางการเมืองในโลกออนไลน์ จะแปรเป็นการเคลื่อนไหวในโลกความเป็นจริงอย่างไร
 

ฮ่องกงชิดซ้ายม็อบแฮมทาโร่จะไปสู่หนใด

ภาพ : แนวร่วมนวชีวิน

“ม็อบแฮมทาโร่” ที่วิ่งรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็คือคำตอบ คือแพลตฟอร์มที่จะนำผลงานเหล่านั้นในอินเตอร์เน็ตเข้ามาสู่โลกจริง

++
คนเดือนตุลาเฝ้ามอง
++
คนรุ่น 14 ตุลา ที่ไปเฝ้าดูม็อบแฮมทาโร่ เมื่อวันอาทิตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจ “แกนนำที่จัดคือนักเรียน สาระ วิธีการ อารมณ์ของม็อบก็เป็นแบบเด็กวัยรุ่น คือสนุก สดชื่น รื่นรมย์…แต่สาระ ข้อเสนอก็ชู 3 ประเด็นชัดเจนโดยเฉพาะยุบสภา”
 

ผู้ชุมนุมกว่า 80% คือเด็กนักเรียน  บ้างก็มาเป็นกลุ่ม บ้างก็มากับพ่อแม่ 
 

“องค์ประกอบผู้ชุมนุมของแฟลชม็อบวันนี้ จึงแตกต่างจากม็อบใหญ่เหลือง-แดง ในรอบสิบปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ”
 

ฮ่องกงชิดซ้ายม็อบแฮมทาโร่จะไปสู่หนใด

ภาพ : แนวร่วมนวชีวิน

“ฉะนั้นบรรยากาศ สีสัน เทคนิค วิธีการสื่อสาร รวมถึงกลยุทธ์ ลูกเล่น จึงแตกต่างกัน ระดับที่ว่าคนรุ่นเก่าจะเอากฎเกณฑ์ มาตรฐานแบบเดิมไปชั่ง ตวง วัดม็อบสมัยนี้ไม่ได้ และถ้าทำอย่างนั้น ก็ยากที่จะเข้าใจ ผู้ชุมนุมเยาวชนเหล่านี้ว่า พวกเขากำลังทำอะไรและจะนำไปสู่อะไร”
 

แฟลชม็อบ ภาค 2 จึงมีภาพการชุมนุม 2 รูปแบบคือ การตั้งเวทีปราศรัยแบบเยาวชนปลดแอก หรือกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ของแนวร่วมนวชีวิน
 

เป้าหมายเบื้องต้นของพวกเขาคือ ยุบสภา และประยุทธ์ถอย แต่เป้าหมายที่สูงกว่านี้ ดูสุ่มเสี่ยง