สะท้อน “ชีวิตบนความเสี่ยง” พนักงานกวาดถนน กทม. ใครบ้างที่จะรู้เรื่องแบบนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/532750

10 ต.ค. 2565

สะท้อน “ชีวิตบนความเสี่ยง” พนักงานกวาดถนน กทม. ใครบ้างที่จะรู้เรื่องแบบนี้

เกิดเหตุสลดกับพนักงานกวาดถนน กทม. ถูกรถชนเสียชีวิตคาที่ บนถนนย่านสะพานสูง ส่วนคนขับหลบหนี ตำรวจยังตามจับไม่ได้ เพราะในพื้นที่ไม่มีกล้องวงจรปิด วันนี้ เจาะประเด็นร้อน จะพาไปดูสถิติการเสียชีวิตของพนักงานกวาดถนนขณะปฏิบัติหน้าที่ อาชีพบนความเสี่ยงจากภัยรอบตัว

หากใครใช้รถใช้ถนน ในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า ไปจนถึงช่วงค่ำ ยาม 2 ทุ่ม หากสังเกตุริมฟุตบาท ของถนนสายหลักและสายรอง ที่กระจายอยู่ในพื้นที่ทั้ง50 ของกรุงเทพมหานคร เรามักจะเห็นหนึ่งชีวิตที่จะมาพร้อมกับ อุปกรณ์ทำความสะอาดถนน ทั้งไว้กวาด ที่คีบขยะ และสัมภาระประจำกายเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ อย่างเสื้อสะท้อนแสง ที่เมื่อไฟรถยนต์ส่องไปกระทบ ก็จะเกิดเเสงสะท้อน ทำให้ผู้ขับขี่รับรู้ได้ว่ามี “พนักงานกวาดถนน” ของ “กทม.” กำลังทำงานทำความสะอาดเมือง ให้น่าอยู่สะอาดเรียบร้อย จะได้เพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ 

พนักงานกวาดถนน หลังการชุมนุม พนักงานกวาดถนน หลังการชุมนุม

แต่ถึงแม้จะมีวิธีป้องกันอุบัติเหตุมากมายสาระพัดวิธีการ แต่ก็ยังพบว่า “พนักงานกวาดถนน” ของ ” กทม . ” เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่บนท้องถนนทุกปี 

ล่าสุด ก็เมื่อวันที่9 ตุลาคม ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 05.45 น. เกิดเหตุสลดกับน.ส.สมศรี ยิ้มแฉล้ม  อายุ 59 ปี ลูกจ้างประจำ ตำแหน่งพนักงานทั่วไป (กวาด) ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ​ สำนักงานเขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร​ ถูกรถชนเสียชีวิต ขณะปฏิบัติหน้าที่ อยู่บนถนนคู่ขนานกาญจนาภิเษก แขวง และ เขตสะพานสูง​ 

โดยผู้เสียชีวิตบรรจุเข้าทำงาน กทม. เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2544​ รวมอายุราชการ21 ปี 

ตำรวจ สน.บางชัน เขตสะพานสูง ตรวจสอบพื้นที่ พนักงานกวาดถนน ถูกรถชนตายคาที่ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2565ตำรวจ สน.บางชัน เขตสะพานสูง ตรวจสอบพื้นที่ พนักงานกวาดถนน ถูกรถชนตายคาที่ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2565

ไม้กวาดของผู้เสียชีวิต ตกอยู่ข้างถนนคู่ขนานกาญจนาภิเษก 9 ตุลาคม 2565ไม้กวาดของผู้เสียชีวิต ตกอยู่ข้างถนนคู่ขนานกาญจนาภิเษก 9 ตุลาคม 2565

ส่วนแนวทางการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดนั้น ยังไม่สามารถทำได้ เพราะในที่เกิดเหตุไม่มีกล้องวงจรปิด และเป็นช่วงเช้ามืด จึงไม่มีใครทันเห็นเหตุการณ์ เเต่เบื้องต้น พนักงานสอบสวน สน.บางชัน จะติดตามจากกล้องวงจรในพื้นที่ข้างเคียงเพื่อเชื่อมโยงหาตัวคนร้ายมาลงโทษ

เเละวานนี้ นายชัชชาติ​ สิทธิพันธุ์​ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร​ ได้เดินทางร่วมพิธีทางศาสนา​อิสลาม พิธีละหมาดและฝังร่างผู้เสียชีวิต ​ พร้อมกับผู้บริหารของกรุงเทพมหานคร ณ​ มัสยิดอัลฟาละห์ (สุเหร่าคลองเก้า) ถนนคลองเก้า เขตหนองจอก

พร้อมทั้งได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยา ครอบครัว ในกรณีที่นางสาวสมศรี ผู้เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ ประกอบด้วย

​ 1. เงินช่วยเหลือค่าทำศพ 3 เท่าของเงินเดือนครั้งสุดท้าย จำนวน 63,030 บาท

​ 2. เงินบำเหน็จ จำนวน 441,210 บาท

​ 3. เงินบำเหน็จพิเศษ จำนวน 630,300 บาท

​ 4. เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ จำนวน 364,000 บาท

​ 5. เงินประกันอุบัติภัยการเสียชีวิต จำนวน 100,000 บาท

 รวมทั้งสิ้น 1,598,540 บาท​ 

“ชัชชาติ”และ ผู้บริหาร กทม. ร่วมอาลัยและฝังศพ พนักงานกวาดถนนที่เสียชีวิต 9 ตุลาคม 2565“ชัชชาติ”และ ผู้บริหาร กทม. ร่วมอาลัยและฝังศพ พนักงานกวาดถนนที่เสียชีวิต 9 ตุลาคม 2565

โดยมี​นายณรงค์​ เรืองศรี​ รองปลัดกรุงเทพมหานคร​ นางสาวเสาวลักษณ์ วยะนันทน์ ผู้อำนวยการเขตสะพานสูง​ นางปาณิสรา เนตรธารธร​ และนางนิตยา แพร่หลวง ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตสะพานสูง​ พร้อมผู้บริหารเขตสะพานสูง​ ร่วมพิธีทางศาสนา

  • สิ่งแวดล้อม กทม. ระบุ พนักงานกวาดถนนตายเฉลี่ย 4 คนต่อ ปี 

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ทว่าเกิดมานานและเป็นปัญหาซ้ำซากที่เหยียบย่ำคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนเหล่านี้ ให้ตกต่ำลง

ข้อมูลล่าสุดจาก สำนักงานจัดการมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ระบุจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตขณะปฎิบัติหน้าที่ในช่วงปี2557 – 2560 เฉลี่ยถึงปีละ 4 ราย

และในช่วงปี 2560 – 2565 เฉลี่ยปีละ 1 ราย 

ส่วนพนักงานเก็บขยะมีจำนวนผู้เสียชีวิตในปี 2565 จำนวน 3 คน 

ข้อมูลจากสำนักสิ่งแวดล้อม กทม.  พบว่า ปัจจุบัน มีลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราวทั้งสิ้น 28,122 ราย โดยเป็นลูกจ้างประจำ รวม 17,901 คน แบ่งเป็นด้านเก็บขนมูลฝอย 7,489 คน  กวาด 6,029 คน สวนสาธารณะ 3,492 คน และสิ่งปฏิกูล 891 คน และลูกจ้างชั่วคราว รวม 10,221 คน  แบ่งเป็นด้านเก็บขนมูลฝอย3,710 คน กวาด 3,811 คน สวนสาธารณะ 2,096 คน และสิ่งปฏิกูล 604 คนโดยเพศหญิงจะมากกว่าเพศชายอยู่ที่ร้อยละ 90 

ด้านพื้นที่รับผิดชอบ พนักงานกวาดถนน ทำงานเเบ่งเป็น 2 กะ  กะเเรกช่วงเวลา04.00-12.00 น. และ 13.00 – 20.00 น. ถนนหนึ่งคนจะรับผิดชอบเฉลี่ยอยู่ในระยะ 500-1,000 เมตร นอกจากนั้นยังมีหน้าที่เดินตรวจตราบริเวณที่รับผิดชอบยังไม่นับรวมถารกิจที่เพิ่มขึ้นจากงานหลัก คือ ดูแลรักษาความปลอดภัยเด็กนักเรียนในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งโรงเรียนในและนอกสังกัด กทม.

นอกจากนี้ยังรวมถึง ช่วยเจ้าตำรวจสอดส่องดูแลด้านความปลอดภัยในพื้นที่นั้นๆ  โดยให้ทางสำนักงานเขตจัดอบรม ขอความร่วมมือจากสถานีตำรวจจัดส่งวิทยากรมาให้ความรู้ คำแนะนำ รวมไปถึงซักซ้อมแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อให้มีประสิทธิภาพหากเกิดสถานการณ์จริง

โดยการทำงานของ พนักงานเก็บ-กวาด นอกจากนี้ยังมี “อาสาสมัคร” งานบริการสาธารณะประเภท “ชักลากมูลฝอยในชุมชน” ได้ค่าตอบแทนเพียงวันละ 150 บาท ปฏิบัติงาน 15 วันต่อเดือน คิดเป็นค่าตอบแทน 27,000 บาทต่อปี

ในขณะที่พนักงานจ้างทั่วไป (เก็บ-กวาด) และพนักงานจ้างตามภารกิจ เฉพาะอปท. มีอัตราเงินเดือนระหว่าง 9,000-18,000 บาท โดยกระทรวงมหาดไทยได้จ่ายเงินเพิ่มการเสี่ยงภัยต่อสุขภาพเมื่อปี 2564

สวัสดิการพื้นฐาน สำหรับลูกจ้างชั่วคราว จะได้รับการดูแลจากกองทุนประกันสังคม หากเจ็บป่วยหรือได้รับอุบัติเหตุ จะได้รับการดูแลผ่านกองทุนประกันสังคมหรือโรงพยาบาลของกรุงเทพมหานคร สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลให้แก่ครอบครัวได้ เช่น บุตร พ่อ แม่ สามี  เงินเดือนของลูกจ้างชั่วคราวขั้นต่ำ คือ12,000 บาท กรณีเสียชีวิตขณะปฎิบัติหน้าที่ จะได้ค่าทำศพจากเงินเดือนสุดท้ายและไม่ได้ให้บำเหน็จ แต่จะได้เงินจากกองทุนทดแทน 

ส่วนลูกจ้างประจำจะมีสวัสดิการเหมือนข้าราชการ เงินเดือนของพนักงานประจำสูงสุดอยู่ที่ 21,000 บาท กรณีเสียชีวิตจะได้รับการเงินค่าทำศพ 3 เท่าของเงินเดือนสุดท้าย ทั้งด้วยอุบัติเหตุและไม่ใช่อุบัติเหตุ หากเกิดอุบัติเหตุแล้วเสียชีวิตจะได้รับเงินค่าบำเหน็จ 30 เท่าของเงินเดือน กรณีที่ลูกจ้างประจำเสียชีวิตขณะที่ไม่ได้ปฎิบัติหน้าที่ จะได้รับค่าทำศพ 3 เท่าของเงินเดือนสุดท้ายและได้เงินบำเหน็จ ส่วนสวัสดิการที่พนักงานประจำได้รับคือชุดปฏิบัติงานสะท้อนแสง 2 ชุดต่อปีและอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย เช่น เสื้อกั๊กสะท้อนแสง รองเท้าบูทและถุงมือยางปีละ 1 ชุด 

  • WHO บอก ไทยเสียชีวิตบนท้องถนนอันดับ9 ของโลก 

และปัญหาการเสียชีวิตบนท้องถนนของคนไทยก็ไม่ธรรมดา  เพราะปัญหานี้ได้สร้างความกังวลใจให้กับองค์กรระดับสากล อย่างองค์การอนามัยโลก หรือWHO โดยข้อมูลล่าสุดล่าสุด ในปี 2564 

องค์กรอนามัยโลก จัดให้ไทย เป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุสูงเป็นอันดับ 1 ในเอเชียและอาเซียน โดยอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นคิดเป็น 32.7 คนต่อประชากร 1 แสนคน หรือคิดเป็นอันดับ 9 ในโลก และยิ่งคนที่ต้องอยู่บนท้องถนนตลอดเวลาด้วยแล้ว ความเสี่ยงตรงนี้น่าจะยิ่งเพิ่มขึ้น

แม้ว่าในปี 2563 ที่ผ่านมา สถานการณ์การบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อยในภาพรวม จากอุบัติการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ส่งผลให้ผู้ใช้รถใช้ถนนลดลง แต่ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุดอันดับ 1 ในเอเชียและในภูมิภาคอาเซียน อยู่ดี 

สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม พบ 3 สาเหตุหลักของอุบัติเหตุ คือ

 1) การชนทั่วไป 

2) เกิดจากบุคคล เช่น การขับรถเร็ว ขับรถตัดหน้า 

 3) เกิดจากอุปกรณ์ในตัวรถ

  • รถชน ควันดำ ฝุ่น pm2.5  คนเมา คนสติไม่ดี และระเบิดซุกถังขยะ คือปัจจัยเสี่ยงต่อชีวิตพนักงานกวาดถนน

ก่อนหน้านี้ นาง ภาณุวัฒน์ อ่อนเทศ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการส่วนบริการจัดการมูลฝอย สำนักงานจัดการมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล สำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร เคยให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุหลักในเรื่องนี้ว่า เกิดจากการจราจรของรถจักรยานยนต์และรถยนต์ ที่ส่วนใหญ่มาจากเหตุเมาแล้วขับ ส่วนอันตรายที่พนักงานกวาดถนนเจอไม่ได้มาจากรถเพียงเท่านั้น แต่ยังหมายรวม ถึง การถูกทำร้ายร่างกาย ทั้งจากคนเมา คนสติไม่ดี อุบัติเหตุจากสภาพเเดล้อมหน้างานควันดำ และปัญหาฝุ่นละอองขาดเล็ก pm 2.5  ไปจนถึงเจอระเบิดที่ซุกซ่อนในถังขยะ

สำหรับมาตรการความปลอดภัย ภาณุวัฒน์กล่าวว่าทางสำนักงานได้มีการพูดคุยและกำชับหัวหน้างานให้กวดขันเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงในช่วงเวลามืดค่ำ เปลี่ยนเครื่องแบบให้สะท้อนแสงเด่นชัดขึ้น มีหัวหน้างานตรวจตราพื้นที่ตามถนนต่างๆ  และมีการจ้างเหมารถกวาดถนนเพื่อลดจำนวนอุบัติเหตุโดยจะใช้รถกวาดถนนในส่วนของถนนสายหลัก ผิวจราจร สะพาน อุโมงค์ทั้งหมด พนักงานกวาดถนนจะมีหน้าที่รับผิดชอบแค่ทางเท้าและเข้าไปกวาดในซอยที่รถเข้าไม่ถึงหรือจุดที่ท่อระบายน้ำอุดตันเท่านั้น 

ขณะที่ พนักงานกวาดถนน เขตดินแดง  เพศหญิงวัย 32 ปี เปิดเผยกับทีมข่าว คมชัดลึกออนไลน์ว่า ทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว ของ กทม . มากว่า 3 ปีแล้ว รับผิดชอบดูแลถนน ตั้งแต่หน้า  กทม .2 ดินแดง ไปจนถึงถนนมิตรไมตรี3 ที่เชื่อมต่อไปยังเส้นประชาสงเคราะห์ 

สำหรับอันตรายในอาชีพ ยอมรับว่ามีทุกวัน เพราะทำงานบนถนน ที่ไม่รู้เลยว่าวันไหนจะถูกรถชนจนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ทำได้ดีที่สุดคือต้องคอยระวัง และสวมเสื้อกั๊กสะท้อนแสงทั้งช่วงวันและกลางคืน เพื่อให้อุ่นใจอย่างน้อยก็มีคนหรือถ้าเกิดเหตุก็อาจไม่หนักถึงชีวิต เพราะเขาอาจชะลอหรือช่วยหลบก็ได้ 

ด้าน พนักงานเก็บขยะ เขตดินแดง เพศชาย วัย 50ปี ก็เปิดเผยว่า ทำงานเป็นลูกจ้างประจำ ทุกวันนี้ชีวิตของพวกเขาย่อมมีความเสียงกว่าอาชีพอื่นๆอยู่แล้ว 

แต่สวัสดิการของ กทม . ก็ถือว่า ดีในระดับหนึ่ง ที่พนักงานประจำหากบรรจุเข้าสังกัดเป็นข้าราชการของ กทม. เมื่อยามเกษียน ก็จะได้เงินบำเหน็จบำนาญเหมือนข้าราชการสังกัดกระทรวงอื่นๆ หากอายุราชการถึงตามเกณฑ์ 

และค่ารักษาพยาบาล ครอบครัว พ่อแม่ ลูก ก็สามารถเบิกได้

  • “ชัชชาติ” เปรียบ พนักงานรากหญ้า คือหัวใจสำคัญ กทม .

และในยุค ที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งของอาชีพคนกวาถนน คนเก็บขยะ และพนักงานทำความสะอาดของ กทม. ที่ใครหลายคนในสังคม ดูถูกว่าเป็นอาชีพที่ไร้เกียรติ 

หากจำกันได้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2565 นายชัชชาติ ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.” เหลืออีก 1 วันจะครบเดือน ได้เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักสิ่งแวดล้อม และหัวหน้าฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะสำนักงานเขตครั้งที่ 1/2565 

มีช่วงหนึ่งของการประชุม นายชัชชาติ กล่าวว่า ฝ่ายรักษาความสะอาดฯ เป็นหัวใจสำคัญของกรุงเทพมหานคร ที่จะดูแลประชาชน เวลาลงพื้นที่จะพบพนักงานกวาดตลอด ต้องดูแลพนักงานทั้งในส่วนของลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว รวมถึงสวัสดิการต่าง ๆ ความมั่นคงในชีวิต ที่ได้ยินบ่อยคือ เป็นลูกจ้างชั่วคราวมา 10 ปีแล้วยังไม่ได้บรรจุ ต้องดูเรื่องความเป็นธรรมให้ดี ผลงานของพนักงานรักษาความสะอาดมีผลต่อผลงานของ กทม. พวกเขาคือโซ่ที่เชื่อมระหว่าง กทม. กับประชาชน ถ้าโซ่ที่เชื่อมนี้อ่อนแอ สุดท้ายเราก็ไม่สามารถดีกว่าโซ่ข้อนี้ไปได้ หัวหน้าฝ่ายต้องให้ความเมตตากับลูกน้องและปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน

“พนักงานฝ่ายรักษาความสะอาด เป็นเหมือนหูตาให้กับเรา ช่วยดูเรื่องต่าง ๆ ให้เรา อาจจะดูเรื่องทางม้าลายให้ปลอดภัย ดูแลในเรื่องของจุดที่มีปัญหา อยากให้มีการจัดอบรมเพิ่มเติมเรื่องเทคโนโลยีพวกเขา อย่างระบบ Traffy Fondue ให้กับพนักงานรักษาความสะอาดทุกคน เพื่อให้เขาช่วยแจ้งเหตุ เมื่อเขาแจ้งมาเชื่อว่าทุกจุดได้รับการแก้ไขทั้งหมด เพราะทุกที่ในกรุงเทพฯ ต้องมีคนกวาด หน้าที่ของเขาไม่ใช่แค่ทำความสะอาด แต่หมายถึงการเป็นหูเป็นตาในการดูแลเมือง ” นายชัชชาติ ผู้ว่าฯกทม. กล่าว

และเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2565 นายชัชชาติ ก็ได้สร้างความฮือฮา ให้กับคนในสังคม นั่นก็คือการลงนั่งร่วมรับประทานอาหารมื้อกลางวัน กับพนักงานกวาดเก็บขยะ และทำความสะอาด ขณะลงพื้นที่เขตจตุจักร ดูการทำงานช่วงวันหยุด ที่ใช้ชื่อว่า “ผู้ว่าสัญจร  “  เป็นภาพที่ได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมาก และยังเป็นการตอกย้ำการทำงานของผู้ว่าฯ กทม  ว่าให้ความสำคัญกับพนักงานรากหญ้ากลุ่มนี้อย่างจริงจัง  

อีกทั้งยังให้ความเป็นกันเอง ในการพูดคุย โดยใช้ภาษาง่ายๆในการสอบถามชีวิตความเป็นอยู่ ปัญหา และอุปสรรค ของคนทำงานกลุ่มนี้ 

จากนั้นก็นำมาสู่ การพิจารณาเพิ่มเงินค่าตอบแทนสำหรับพนักงานกวาด

โดยจะมีการปรับสัดส่วนการจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการเก็บขนสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยให้สอดคล้องกับค่าธรรมเนียมเก็บ และขนสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยอัตราใหม่ตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ค่าธรรมเนียมการให้บริการในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข พ.ศ. 2562

รวมถึงจะมีการกำหนดเงินพิเศษรายเดือนสำหรับพนักงานกวาด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาสัดส่วนที่เหมาะสม แล้วจึงเสนอร่างเพื่อพิจารณาตามลำดับต่อไป สร้างความดีใจให้กับพนักงานกวาดถนน เป็นอย่างมาก และ “ชัชชาติ” ก็กลายเป็นขวัญใจของพนักงานชั้นรากหญ้าทันที 

  • การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน คือจิตสำนึกที่ดีของคนในสังคม 

ปัญหา “พนักงานคนกวาดถนน กทม .” ถูกรถชนเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นอีเวนท์ประจำปี ที่ผู้ใช้รถใช้ถนน มักจะสร้างขึ้นอยู่ตลอด ที่ผ่านมา ทาง กทม  . และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างพากันหาแนวทางป้องกันและรักษาชีวิตของคนกลุ่มนี้ ชนิดที่ว่ารัดกุมแล้วสำหรับอาชีพดังกล่าว 

แต่ดูเหมือนตบมือข้างเดียวยังไงก็ดังไม่ได้ เปรียบเสมือนพนักงานกวาดถนน ที่เสียชีวิตขณะทำงาน ถึงแม้อีกฝ่ายจะรักษาชีวิต และป้องกันเหตุต่างๆอย่างรัดกุมและสุดความสามารถขนาดไหนก็ตาม ถ้าอีกฝ่ายคือ คนที่ใช้รถใช้ถนน ยังขับขี่ประมาท มองถนนเป็นสนามซิ่ง และไม่สนใจชีวิตเพื่อนมนุษย์ที่ต้องทำงานบนพื้นฐานความเสี่ยงมากกว่าอาชีพอื่น อย่างอาชีพพนักงานกวาดถนน 

ข่าวรถชนพนักงานตายขณะมือยังกำไม้กวาด ก็จะกลายเป็นแค่ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นทุกๆปี ใช่หมายถึงครอบครัว1 ครอบครัวต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักอย่างไม่มีวันกลับ และในบางครั้งผลของมันก็ร้ายแรงกว่าที่หลายคนคิดโดยเฉพาะผลกระทบทางด้านจิตใจของครอบครัวผู้สูญเสีย หากคนขับขี่ยังไม่มีจิตสำนึกของการใช้รถใช้ถนนที่ดี และละเลยการปฏิบัติตามกฎหมาย ปล่อยให้เป็นเรื่องบุญกรรมหรือคราวเคราะห์ ตัวเลขการเสียชีวิตโดยรวม ก็จะพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี และชีวิตที่ช่วยเพิ่มตัวเลขสถิติ ส่วนหนึ่งก็คือ พนักงานกวาดถนน ที่ต้องมารับผลกรรม จากความประมาทของคนอื่น ซึ่งเขาเหล่านี้ไม่รู้เลยว่า การที่มีชีวิตตื่นมาแต่เช้ามืดเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัวในวันนี้ จะได้มีโอกาสกลับบ้านไปเจอหน้า พ่อแม่ สามี ภรรยา ลูกๆ หรือบุคคลอันเป็นที่รักคนอื่นๆ ในชีวิตของพวกเขาอีกหรือไม่

สะท้อน “ชีวิตบนความเสี่ยง” พนักงานกวาดถนน กทม. ใครบ้างที่จะรู้เรื่องแบบนี้
สะท้อน “ชีวิตบนความเสี่ยง” พนักงานกวาดถนน กทม. ใครบ้างที่จะรู้เรื่องแบบนี้

ถอดบทเรียน โศกนาฏกรรม “สังหารหมู่” ป้องกัน-แก้ไข อย่าให้เป็น “ไฟไหม้ฟาง”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/song-tum-ruat/532696

หนึ่งตะวัน พันดาว

10 ต.ค. 2565

ถอดบทเรียน โศกนาฏกรรม "สังหารหมู่" ป้องกัน-แก้ไข อย่าให้เป็น "ไฟไหม้ฟาง"

ผดุงคุณธรรม ขจัดคนพาล อภิบาลคนดี “หนึ่งตะวัน พันดาว” สอดส่องสังคมส่องกล้องข้าราชการ “กระทรวง-ทบวง-กรม” คนในเครื่องแบบ

ช็อกโลก..โศกนาฏกรรมสังหารหมู่ “ประชาชนคนไทย-ผู้บริสุทธิ์” ครั้งประวัติศาสตร์  กลายเป็น..บันทึกจดจำ “ความสูญเสียครั้งใหญ่หลวง” พลัน ส.ต.อ.ปัญญา คำราบ อดีต ผบ.หมู่ ป.สภ.นาวัง จ.หนองบัวลำภู เกิดสติแตกคลุ้มคลั่ง..OO

หยิบคว้า..“มีดพร้า-อาวุธปืน” บุกเข้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ต.อุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู ไล่ฟันหัวเด็ก พร้อม จ่อยิงครูและเจ้าหน้าที่ดับสยอง หนำซ้ำ..ระหว่างหนีกลับบ้าน ไล่ฆ่าชาวบ้านอย่างโหดเหี้ยม 36 ศพ ก่อน..ตัดสินใจ “ปิดฉากชีวิตตัวเอง” พร้อมลูกเมีย สังเวยความบ้าคลั่ง จากพิษความเครียดและยาเสพติด หลังตกเป็น“ทาสยานรก”มานานแสน..นี่แค่..เศษเสี้ยวส่วนหนึ่ง “ระเบิดเวลาลูกแรก”..OO

ผลพ่วง..กฎหมายใหม่ “ผู้เสพ” คือ “ผู้ป่วย” เมื่อจับกุมต้องนำไปบำบัดรักษา “ย้อนแย้งความจริง”.. สถานบำบัดขาดแคลนไม่มีที่รองรับ ไร้กระบวนการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง เหมาะสม และจริงจัง..OO

บ่อกำเนิด..“ผู้ป่วยเหล่านี้” กระจายอยู่ในสังคม อาศัยอยู่กับครอบครัวตามชุมชน ทั่วประเทศ “ไร้รัฐเหลียวแล”อย่างจริงจัง หนำซ้ำ..บางแห่งปฏิเสธรับตัว บางแห่งรักษายังไม่ทันหายขาด พยายามผลักไสไล่กลับบ้าน ภาระทั้งหมดตกอยู่กับครอบครัว “พ่อแม่-ญาติพี่น้อง”ดูแลตามมีตามเกิด..OO

กลายเป็น..“ปัญหาสังคม” หลายหมู่บ้าน-หลายชุมชน “ผู้เสพยา” เดินขวักไขว่ วันดี-คืนดี เกิดอาการคลุ้มคลั่ง สวมวิญญาณ “ซาตาน” ทำร้ายคนในครอบครัว ไม่วายเว้น.. “บุพการี-ลูกเด็กเล็กแดง” หลายครั้งหลายครา..ไล่ทำร้าย “ชาวบ้าน-ผู้บริสุทธิ์” ไม่รู้..อิโหน่อิเหน่ “บาดเจ็บ-ล้มตาย” สังเวยความบ้าคลั่ง ด้วยน้ำมือพิษภัยยาเสพติด ครั้งแล้วครั้งเล่า..นี่คือ..เสียงสะท้อนความเป็นจริง..OO

ถึงเวลา..สังคายนายกเครื่อง..ทั้งระบบ “หยุดระเบิดเวลา” เกลื่อนกลาดชุมชน “ผู้เกี่ยวข้อง” ทั้งหลายแหล่ ต้องระดมความคิด “ผู้เชี่ยวชาญ” ทบทวนมาตรการ “ป้องกัน-ปราบปราม-บำบัด” ทั้ง..“ปัญหายาเสพติด-ปัญหาอาวุธปืน” เกลื่อนเมือง ยกระดับ..วาระแห่งชาติ “ถอดบทเรียน” อุดจุดบอด-ช่องโหว่ “ลดความสูญเสีย” ป้องกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอย “โศกนาฏกกรรม”เศร้าสลด สะเทือนขวัญ “ประชาชนคนไทยและชาวโลก”..OO

พลันทราบเหตุ..ไม่รอช้า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.ควงแขน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร.บินด่วนลงพื้นที่ เคียงข้างผู้ใต้บังคับบัญชา ประมวลเหตุการณ์ ตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงข้อเท็จจริง ที่มาที่ไป“อดีตตำรวจคลุ้มคลั่ง”..OO

แอ่นอก..รับผิดชอบ แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสีย รับปากนำเหตุการณ์“โศกนาฏกรรม”ครั้งนี้ “ถอดบทเรียน”..ล้อมคอก จัดการปัญหาครอบครองอาวุธปืน และยาเสพติด ต้นสาย-ปลายเหตุ ให้“สะเด็ดน้ำ” เป็นรูปธรรมจับต้องได้ ไม่เป็น“ไฟไหม้ฟาง” เงียบหายตามกาลเวลา วันเวลา..คือ..บทพิสูจน์..ฝีไม้ลายมือ..OO
 

ออกจากปาก..พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร.ผู้คร่ำหวอดศึกษาดูงานอาชญากรรมต่างประเทศมากมาย ผ่านหลักสูตร “เอฟบีไอ” สำนักงานสอบสวนกลาง สหรัฐอเมริกา..OO

เจ้าตัวหวั่น..เกิด“โศกนาฏกรรม”กราดยิงสูญเสีย ซ้ำรอย “เทอร์มินอล” กลางเมืองโคราช..โพทนาป่าวประกาศ..เมื่อหลายปีก่อน ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ต้องถ่ายทอดความรู้แก่ประชาชนทั่วไป ควรรับมืออย่างไร เมื่อเผชิญสถานการณ์ คือ..“วิ่ง-ซ่อน-สู้” พูดมาตลอด แต่เสียงผมมันไม่ดังพอ เหตุการณ์ครั้งนี้ ถึงเวลาแล้ว..ต้องขยับขับเคลื่อนแผนเผชิญเหตุการณ์ เป็นรูปธรรม เต็มรูปแบบ..OO

เจ้าตัว..อธิบาย“รากเหง้าปัญหา” ข้อมูลเบื้องต้นของพฤติกรรม “กราดยิง” (Active Shooter) พัฒนาจากอารมณ์การ “ฆ่าตัวตาย” กับ “ตัวเอง” ขึ้นเป็น “ฆาตกรรม” กับ “คู่กรณี” ยกระดับความรุนแรงไปสู่การ “กราดยิง” กับ “ผู้อื่น” ต้นเหตุ..เกิดจาก “ความเครียด-ภาวะกดดัน-อารมณ์ร้าย-ซึมเศร้า-ทนไม่ไหว” หากทางออกไม่ได้ ไม่ได้รับการช่วยเหลือ ควบคุมตัวเองและสติไม่ได้อีกต่อไป..OO

ผลพ่วง..จากปัญหารุมเร้าหลายด้าน ไล่ตั้งแต่..“สุขภาพกาย-สุขภาพจิต-ความยุติธรรม-ความเหลือมล้ำ-ปัญหาเศรษฐกิจ-การเงิน-สังคมและครอบครัว” ปัญหาทั้งหมด..“ผู้เกี่ยวข้อง”ต้องร่วมมือร่วมแรงแก้ไขปัญหา จะปล่อยให้ตำรวจฉายเดี่ยว เป็นจ้าภาพหน่วยเดียวคงไม่ได้ เพราะ..ต้นตอรากเหง้าสารพัดปัญหา..OO

เดินเครื่อง..พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.รับบัญชา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กวาดล้าง “อาวุธปืน-ยาเสพติด” ครบวงจร สร้างความเชื่อมั่นความปลอดภัย “ประชาชน”..OO

โยนติ้ว..บัญชาการ “แม่ทัพ-นายกอง-ผู้บัญชาการ-ผู้การจังหวัด” ปิดล้อมตรวจค้น “กลุ่มผู้มีอิทธิพล-ผู้กว้างขวาง-นักเลง-อันธพาล” ในทุกพื้นที่ทั่วระหัวระแหง สืบสวนหาแหล่งค้า“อาวุธปืนโลกออนไลน์” ระดมกวาดล้าง ต้นตอ..ก่อเหตุอาชญากรรมทุกประเภท..แถม..ตั้งแท่นสำรวจผู้ครอบครองฯ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เสนอนายทะเบียนถอนใบอนุญาต หยุดยั้งก่อเหตุไม่คาดฝัน..OO

อาญาสิทธิ์..“ผู้นำหน่วย” ทุกระดับต้องลงไปขับเคลื่อนนโยบาย ตามที่สั่งการ จัดทำโครงการ “ตำรวจสีขาว” สุ่มตรวจปัสสาวะตำรวจทุกนาย “ติดตาม-ตรวจสอบ” และควบคุมความประพฤติ ของผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ให้ไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทั้งทางตรงและทางอ้อม..OO

แถมกำชับ..นโยบายป้องกัน ควานหา “ผู้เสพ”ตามสถานบริการ สถานศึกษาและชุมชน โดยเฉพาะ..ผู้มีอาการทางจิตประสาท จัดทำฐานข้อมูลลำดับความรุนแรง เพื่อนำเข้าบำบัดรักษา ส่วน..“ผู้ค้า”ใช้มาตรการปราบปรามในเชิงรุก บูรณาการหน่วยงานผู้เกี่ยวข้อง ระดมกำลัง “กวาดล้างจับกุม-ยึดทรัพย์” ตัดท่อน้ำเลี้ยงเครือข่าย “หน่วยงานไหน” หย่อนยาน หนีไม่พ้น..ความรับผิดชอบ โทษทัณฑ์ทางวินัย..คือ..คำตอบ..OO

ใส่เกียร์เดินหน้า..“ทัพใหม่นายพล”พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ ธนนันท์ทวีสิน ผบก.ภ.จ.ชลบุรี ผนึกกำลัง พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ ผบก.สส.ภ.2 บัดทุกข์-บำรุงสุข “คนชลบุรี” บัญชาการ พ.ต.อ.กุลชาต กุลชัย ผกก.เมืองพัทยา ปิดล้อมตรวจค้นทาวน์เฮาส์ ซอย 22 เฉลิมพระเกียรติ หมู่ 9 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง เปิดยุทธการ “ทลายรังขบวนการปล่อยเงินกู้ชาวฮ่องกง” ใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการปล่อยเงินออนไลน์ข้ามชาติ..OO

ไม่น้อยหน้า..พล.ต.ต.ศารุติ แขวงโสภา ผบก.ปคม.ประเดิมผลงาน บทบาท “แม่ทัพคนใหม่” บัญชาการ พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รอง ผบก.ปคม.เปิดยุทธการ “ถอนขนจิ้งจอก” มอบหมาย พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ผกก. 3 บก.ปคม.นำทีม ล็อกตัว นายอุทัย อาษาพนม วัย 67 ปี อดีต ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งเมืองกาฬสินธุ์ “พ่อเล้าค้ากามเด็กนักเรียน” ส่งให้ข้าราชการครูวัยเกษียณ และนักการเมืองท้องถิ่น ในเมืองกาฬสินธุ์และร้อยเอ็ด..OO

สุดแสบสัน..พฤติกรรม ผู้ต้องหารายนี้ หลังเกษียณราชการ ใช้ช่องทางตำแหน่ง “อาสาสมัครคุมประพฤติ” กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ของ จ.กาฬสินธุ์ ชักชวนเด็กสาวที่รู้จักมักคุ้น และลูกศิษย์ ให้มา“ขายบริการทางเพศ”ที่บ้านตัวเอง..แถม..ผู้ซื้อบริการฯส่วนใหญ่ล้วนเป็น อดีต ผอ.สถานศึกษา ทั้งน้าน..เสื่อมทรามแท้ๆ..นี่..หรือ.. “อดีตพ่อพิมพ์ของชาติ” อนิจจา-อนิจจัง “บ้านนี้เมืองนี้”..OO..สวัสดี

หนึ่งตะวัน พันดาว

สูตรตอกเสาเข็ม “เนวิน” ปั้นซุ้มเจ๊รวย ยึด 3 จว.อีสานชายโขง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/532665

09 ต.ค. 2565

สูตรตอกเสาเข็ม "เนวิน" ปั้นซุ้มเจ๊รวย ยึด 3 จว.อีสานชายโขง

สูตรตอกเสาเข็ม “เนวิน” ปั้นเจ๊รวย บ้านใหญ่เมืองอำนาจเจริญ ต้นแบบตอกเสาเข็ม ต้านพายุแลนด์สไลด์ ตั้งเป้า ส.ส. 6-7 ที่นั่ง จากสนามอำนาจเจริญ-อุบลฯ-ยโสธร

เก็บตกวันเกิด “เนวิน” มีนักการเมืองร่วมร้อยชีวิตแน่นบุรีรัมย์ พบเจ๊รวยคนดังจากอำนาจเจริญ นำทีม ส.ส. และอดีต ส.ส.รายงานตัวนายใหญ่เซราะกราว

“เนวิน” ปั้นเจ๊รวย ดาวรุ่งเมืองอำนาจ ต้นแบบตอกเสาเข็ม ต้านพายุแลนด์สไลด์ สร้างเครือข่าย 3 จังหวัด(อำนาจเจริญ-อุบลฯ-ยโสธร)

วันเกิดครบรอบ 64 ปี เนวิน ชิดชอบ ยังโจษขานกันไม่เลิก เพราะเป็นปีแรกที่นายใหญ่บุรีรัมย์ ประกาศหวนคืนสังเวียนการเมือง

ในกลุ่มนักการเมืองนับร้อยคน ที่เดินทางไปบุรีรัมย์ ปรากฏว่า มีกลุ่ม ส.ส. และอดีต ส.ส. โดยการนำของเจ๊รวย-สุขสมรวย วันทนียกุล เลขานุการรัฐมนตรีคมนาคม ได้รับการจับตามองจากเหยี่ยวข่าวพอสมควร

กลุ่มของเจ๊รวย ประกอบด้วย แนน-บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลฯ พรรค ปชป. , ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ส.ส.อุบลฯ พรรคเศรษฐกิจไทย , สมบัติ รัตโน อดีต ส.ส.อุบลฯ พรรคเพื่อไทย และพิกิฏ ศรีชนะ อดีต ส.ส.ยโสธร พรรคพลังประชารัฐ

นักเลือกตั้งกลุ่มนี้ มีฐานเสียงเฉพาะตัว อย่าง ส.ส.แนน ลูกสาวของอิสสระ สมชัย ถือว่าเป็น ส.ส.ฐานแน่น เคยยืนต้านพายุแลนด์สไลด์มาแล้ว

  • ‘เจ๊รวยคนของเนวิน’

“เนวิน” วางตัว เจ๊รวย-สุขสมรวย วันทนียกุล คหบดีชาวอำนาจเจริญ เป็นผู้บุกเบิกการสร้างฐานมวลชนให้พรรคภูมิใจไทยมาตั้งแต่ปี 2560

นักข่าวการเมืองส่วนกลางจะไม่ค่อยคุ้นชื่อเจ๊รวย แต่นักการเมืองละแวกอำนาจเจริญ และอุบลราชธานี รู้จักมักคุ้นเจ๊รวย ในฐานะผู้ประสานงาน และผู้กำหนดตัวนายก อบจ.อำนาจเจริญ

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ กับซุ้มเจ๊รวย 3 จว.(อุบล ,อำนาจเจริญ และยโสธร)ศักดิ์สยาม ชิดชอบ กับซุ้มเจ๊รวย 3 จว.(อุบล ,อำนาจเจริญ และยโสธร)

ว่ากันว่า เจ๊รวย เป็นมือดีลธุรกิจการเมืองที่นักการเมืองอาวุโสอย่าง สุทัศน์ เงินหมื่น, วิฑูรย์ นามบุตร และอิสสระ สมชัย รู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี

การเลือกตั้งสมัยที่แล้ว แกนนำภูมิใจไทย วางตัวเจ๊รวยลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ(ไม่ได้รับเลือกตั้ง) แต่หลังการจัดตั้งรัฐบาล เจ๊รวยได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีคมนาคม (ศักดิ์สยาม ชิดชอบ)

ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีคมนาคม ทำให้เจ๊รวยได้รับความสนใจจากคนในพรรคสีน้ำเงิน เจ๊รวยคือใคร ทำไมนายใหญ่บุรีรัมย์ จึงยกให้เป็นมือทำงานของเสี่ยโอ๋ ศักดิ์สยาม

  • ‘ตอกเสาเข็ม’

การเลือกตั้งปี 2562 “เนวิน” ไม่ได้คาดหวังว่า จะได้ ส.ส.อำนาจเจริญ เพราะเจ๊รวยเป็นมือใหม่ในการทำศึกเลือกตั้ง แต่ขออย่างน้อยให้ได้เขตละ 2 หมื่นแต้ม

ดังที่ทราบกันดี จ.อำนาจเจริญ มี ส.ส. 2 ที่นั่ง เป็นพื้นที่ของ ปชป. โดยการนำของสุทัศน์ เงินหมื่น ยกเว้นสมัยที่แล้ว เพื่อไทยกวาดยกจังหวัด เขต 1 สมหญิง บัวบุตร ส.ส. 2 สมัย และเขต 2 ดะนัย มะหิพันธ์ ส.ส.สมัยแรก

ปี 2562 เจ๊รวยวางตัว วันเพ็ญ ตั้งสกุล ทายาทนักธุรกิจร้อยล้าน ลงเขต 1 และญาณีนาถ เข็มนาค เขต 2 แม้จะพ่ายแพ้ แต่ก็ได้คะแนนเฉลี่ยเขตละ 2 หมื่นแต้มตามเป้าหมาย

ปลายปี 2563 เจ๊รวย-สุขสมรวย ส่ง วันเพ็ญ ตั้งสกุล ในนามกลุ่มภูมิใจไทอำนาจ ลงสมัครชิงเก้าอี้นายก อบจ.อำนาจเจริญ และได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น

สมัยหน้า เจ๊รวยเตรียมลงสมัคร ส.ส.อำนาจเจริญ เขต 1 ชนแชมป์เก่า สมหญิง บัวบุตร ที่ขี่กระแสทักษิณเข้าสภาฯ มา 2 หน และเขต 2 ญาณีนาถ เข็มนาค ก็ลงทำศึกล้างตาอีกครั้ง

เจ๊รวยตั้งเป้ายกจังหวัด 2 ที่นั่ง เพราะตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทีมเจ๊รวยได้ลงแรงตอกเสาเข็มสร้างฐานมวลชน เพราะรู้ดีว่าต้องเจอพายุแลนด์สไลด์

นอกจากนี้ เจ๊รวยยังหวัง 3 ที่นั่งสนามเมืองอุบลฯ จากป๋าอู๊ด-ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ตัวแทนทุนใหญ่ ส.เขมราฐ , ส.ส.แนน-บุณย์ธิดา สมชัย ลูกสาวพ่อใหญ่ กปปส. และเสี่ยจุ้ย-สมบัติ รัตโน อดีตแกนนำเสื้อแดง

ฝั่งยโสธรก็ได้ลุ้นจาก พิกิฏ ศรีชนะ เด็กสร้างค่ายริมน้ำ สุชาติ ตันเจริญ ลงเขต 3 และประจักษ์ชัย ไหทองคำ คนปั้นลำไย ไหทองคำ ลงเขต 2

นี่คือโฉมหน้าทีมเจ๊รวย สายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์ และน่าจับตากลยุทธ์ตอกเสาเข็ม จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่

ดีลลับ “ธรรมนัส” จิ๊กซอว์ตัวสุดท้าย อุ๊งอิ๊งแลนด์สไลด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/532654

09 ต.ค. 2565

ดีลลับ "ธรรมนัส" จิ๊กซอว์ตัวสุดท้าย อุ๊งอิ๊งแลนด์สไลด์

ดีลลับคนแดนไกล “ธรรมนัส” พาพลพรรคสหายผู้กองกลับเพื่อไทย เสริมทัพอุ๊งอิ๊งในสมรภูมิเหนือ-อีสาน ข่าวลือแรง อดีตขุนศึกลุงป้อมคือ จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายค่ายเพื่อแม้ว

ชัดเจน “ธรรมนัส” ปิดดีลลับคนแดนไกล พาพลพรรคสหายผู้กองอย่างน้อย 9 คน กลับเพื่อไทย เสริมทีมอุ๊งอิ๊ง ในภาคเหนือและภาคอีสาน

ทักษิณเชื่อมือ “ธรรมนัส” เพราะเคยใช้บริการมาตั้งแต่สมัยไทยรักไทย หวังได้ตัวละครลับแห่งบ้านป่ารอยต่อฯ มาเติมเต็มกองกำลังนักเลือกตั้ง

กระแสข่าว ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย ปิดดีลลับดูไบ ถูกนำเสนอมาแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว โดยคนใกล้ชิดสหายผู้กองสู้กับทีมเนวิน

วันที่ 9 ต.ค.2565 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ได้ปฏิเสธข่าวดีลลับดูไบ ไม่ทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

อย่างไรก็ตาม พรรคเศรษฐกิจไทยได้จัดการประชุมใหญ่ วันที่ 10 ต.ค.2565 ที่สโมสรเทศบาลเมืองพะเยา จ.พะเยา เพื่อหารือในหลายวาระ ทั้งการปรับโครงสร้างกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่

นัยว่า ร.อ.ธรรมนัส จะส่งต่อให้กลุ่มบุคคลคณะหนึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และรักษาพรรคเอาไว้ ส่วนตัวผู้กองธรรมนัส และ ส.ส.ที่เหลืออยู่ 14 คน จะตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินของตัวเอง

ว่ากันว่า ส.ส.พรรคเศรษฐกิจ รวมถึง ร.อ.ธรรมนัส 9 คน จะย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย เพราะผู้กองได้เจรจาตกลงกับคนแดนไกลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

  • ‘น้องรักทักษิณ’

“ธรรมนัส” ไม่ใช่คนแปลกหน้าของทักษิณ ชินวัตร เขาเริ่มต้นที่พรรคไทยรักไทยในฐานะผู้ปฏิบัติงานพิเศษ และสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2555

ความปราชัยที่สนามลำปาง เป็นจุดเปลี่ยนของ ร.อ.ธรรมนัสความปราชัยที่สนามลำปาง เป็นจุดเปลี่ยนของ ร.อ.ธรรมนัส

ในแคร์คลับเฮาส์ เมื่อ 30 มิ.ย.2564 ทักษิณพูดถึง ร.อ.ธรรมนัส ช่วงที่เพิ่งได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะทักษิณเป็นรุ่นพี่เตรียมทหาร 10 กับรุ่นน้องเตรียมทหาร 25

“รู้จัก แต่ก็ไม่เคยทำงานร่วมกัน นอกจากตอนที่ทราบว่าเขามาอยู่กับพรรคเพื่อไทยช่วงหนึ่ง ก็ได้พูดคุยกันบ้างในฐานะรุ่นน้อง”

อีกครั้งหนึ่งช่วงต้นปี 2565 ร.อ.ธรรมนัส แยกตัวออกจาก พปชร. ทักษิณบอกผ่านแคร์คลับเฮาส์ว่า “ผมไม่ใช่ศัตรู ร.อ.ธรรมนัส…ร.อ.ธรรมนัส เป็นรุ่นน้องเยอะเลย เคยอยู่พรรคเพื่อไทย เป็นคนเหนือด้วยรู้จักกันดี”

ทักษิณย้ำสองหนว่า ร.อ.ธรรมนัส เคยอยู่พรรคเพื่อไทย แต่เขาไม่ได้เล่าสมัยผู้กองเมืองพะเยา เข้ามาอยู่พรรคไทยรักไทย ในฝ่ายรักษาความปลอดภัย

ปี 2544 ร.อ.ธรรมนัสเป็นนายทหารที่เดินตาม “เสธ.ไอซ์” พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต ซึ่งเป็นเพื่อน ตท.10 ร่วมรุ่นกับทักษิณ ในช่วงการหาเสียงปีนั้น เสธ.ไอซ์ จึงได้เข้าไปช่วยเหลือเพื่อนด้วยความเต็มใจ

ผู้กองธรรมนัสอยู่ในฝ่ายรักษาความปลอดภัยของทักษิณ และพรรคไทยรักไทย ช่วงเลือกตั้งปี 2548 ผู้กองธรรมนัสได้ดูแลสนามเลือกตั้งเมืองหลวง เฉพาะเขตคลองเตย

  • ‘ขุนศึกเมืองเหนือ’

หลังรัฐประหาร 2549 “ทักษิณ” ยังอยู่ในฟากฝ่ายทักษิณ และมีส่วนหนุนช่วย นปช.เสื้อแดงทั้งแผ่นดิน เนื่องจากเวลานั้น ผู้กองทำธุรกิจรักษาความปลอดภัยแล้ว

ดังนั้น การเลือกตั้งนายก อบจ.พะเยา ปี 2555 แกนนำ นปช. ทั้งตู่-เต้น ยกขบวนไปช่วยหาเสียงให้ทีมนายก อบจ.ของผู้กอง จนได้รับชัยชนะ เหนือตัวแทนของตระกูลตันบรรจง

การตัดสินใจกลับบ้านกว๊านพะเยา ร.อ.ธรรมนัส ตั้งใจจะลุยสนามการเมืองเต็มตัว โดยเริ่มจากการเมืองท้องถิ่น

การเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2557 ร.อ.ธรรมนัส เป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แต่การเลือกตั้งหนนั้นเป็นโมฆะ โดยผู้กองได้พูดไว้ในสภาฯว่า “หากไม่มีการรัฐประหารครั้งที่แล้ว ก็คงได้เป็น ส.ส. ทำไมถึงไม่มีปัญหา แต่ทำไมถึงมีปัญหาในครั้งนี้ และไม่ถูกโจมตีอะไรเลย”

เนื่องจาก ส.ส.พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจ ร.อ.ธรรมนัส สมัยเป็น รมช.เกษตรฯ โดยมีแฉประวัติส่วนตัวของผู้กองในด้านลบ สมัยเป็นนายตำรวจหนุ่ม

แกนนำเพื่อไทยบางคน ก็รู้สึกหวั่นวิตก หากสหายผู้กองเข้ามาอยู่ในเพื่อไทยจริง เรื่องเก่าๆที่ก้าวไกลอภิปรายในสภาฯ อาจจะตามมาหลอกหลอนอีกก็เป็นได้

หนองบัวสะอื้น “ทักษิณ” ปราบยาบ้า ส่องบทเรียน มีบวกมีลบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/532454

ขุนน้ำหมึก

07 ต.ค. 2565

หนองบัวสะอื้น “ทักษิณ” ปราบยาบ้า ส่องบทเรียน มีบวกมีลบ

อันเนื่องจากโศกนาฎกรรมหนองบัวลำภู “ทักษิณ” เคยประกาศนโยบายทำสงครามกับยาเสพติด สถานการณ์ยาบ้าลดลง แต่ก็มีคดีฆาตกรรมปริศนาเกิดขึ้นมากมาย

ยาบ้าอีกแล้ว “ทักษิณ” ชื่อนี้หลายคนนึกถึงรัฐบาลไทยรักไทย และนโยบายประกาศสงครามกับยาเสพติด ที่มีการพูดถึงทั้งด้านบวกด้านลบ

อันเนื่องจากโศกนาฎกรรมหนองบัวลำภู “ทักษิณ” ก็เคยพูดมาก่อนหน้านี้ผ่านแคร์คลับเฮาส์ เรื่องยาบ้าระบาดหนัก 

จากเหตุการณ์เศร้าสลดที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.อุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู มีผู้เสียชีวิต 38 ราย โดยผู้ก่อเหตุเป็นตำรวจเสพยาบ้าจนหลอน จึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงการแพร่ระบาดของยาเสพติดในวันนี้

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2565 ทักษิณ ชินวัตร พูดในรายการแคร์คลับเฮาส์ตอนหนึ่งว่า “ถ้าตอนนี้ผมยังอยู่ ยาเสพติดคงไม่ราคาถูกขนาดนี้..ประเทศยิ่งจน ยาเสพติดยิ่งเยอะ วันนี้ยาเสพติดขายถูกมาก ต้นทุนต่ำเหลือเม็ดละ 20 บาท สมัยผมขายเม็ดละ 300-400 บาทนู้น เพราะรัฐบาลเราเอาจริงและเอาอยู่ แต่ตอนนี้กลับปล่อยให้ยาเสพติดเกลื่อนเมือง ถ้าวันนี้ประเทศเป็นประชาธิปไตย รับรองว่านโยบายปราบปรามยาเสพติดจะเป็นนโยบายยืนพื้นเลย”

ดังนั้น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จึงตั้งโต๊ะแถลงว่า ขอประกาศฟื้นนโยบายทำสงครามกับยาเสพติด เหมือนสมัยพรรคไทยรักไทย 

เดือน ก.พ.2546 ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ได้ประกาศสงครามกับยาเสพติด และยกให้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมสั่งการให้แต่ละจังหวัดจัดทำบัญชีรายชื่อผู้เกี่ยวข้อง และกำหนดเป้าหมายลดผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้ได้ 100% ภายใน 3 เดือน(ก.พ.-เม.ย. 2546)

ทักษิณได้เสนอเงินรางวัลแก่ตำรวจ และข้าราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ขจัดผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เมื่อผ่านไป 6 เดือน ทักษิณจึงประกาศชัยชนะในการขจัดยาเสพติดเกือบหมดประเทศ

 วันที่ทักษิณ ประกาศชัยชนะในการทำสงครามปราบยาเสพติด ปี 2546วันที่ทักษิณ ประกาศชัยชนะในการทำสงครามปราบยาเสพติด ปี 2546

‘ตาต่อตาฟันต่อฟัน’

คนไทยจำนวนไม่น้อยยังเพรียกหา “ทักษิณ” ให้ปราบยาบ้าเหมือนสมัยรัฐบาลไทยรักไทย เพราะมาตรการเฉียบขาด ทำให้ผู้ค้ารายย่อยวางมือ และหัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดเผ่นหนีออกนอกประเทศ

ปีที่แล้ว สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ได้นำเสนอรายงานพิเศษว่าด้วยเรื่องการปราบยาเสพติด ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ จนถึงรัฐบาลประยุทธ์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากผลการดำเนินงานปราบปรามยาเสพติดในช่วง 18 ปีที่ผ่านมา 

สมัยรัฐบาลทักษิณ สถานการณ์ยาเสพติดในปีงบประมาณ 2547 ลดลงมาก ทั้งจำ นวนคดียาเสพติดลดลงมาเหลือ 35,213 คดี เปรียบเทียบกับปี 2546 คดียาเสพติดมียอดอยู่ที่ 101,848 คดี ลดลงถึง 65.43% อันเป็นผลมาจากนโยบายทำสงครามกับยาเสพติด

ส่วนจำนวนผู้ต้องหาคดียาเสพติดปีงบประมาณ 2547 ลดลงเหลือ 38,697 ราย เทียบปีก่อนลดลง 64.11% แต่ก็เป็นการลดลงมาได้แค่ปีเดียว จากนั้นปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดกลับมาทวีความรุนแรงต่อเนื่อง จนกระทั่งมาถึงสมัยของรัฐบาลประยุทธ์

‘ปริศนาฆาตกรรม’

แม้ “ทักษิณ” จะได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนในการทำสงครามกับยาเสพติด แต่อีกด้านหนึ่ง นักสิทธิมนุษยชนทั้งในและนอกประเทศ กลับส่งเสียงคัดค้านดังอึงมี่


ปี 2550 รัฐบาลสุรยุทธ์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ ศึกษา และวิเคราะห์ การกำหนดนโยบายปราบปรามยาเสพติดให้โทษและการนำนโยบายไปปฏิบัติจนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง และทรัพย์สินของประชาชน (คตน.) ที่มี คณิต ณ นคร เป็นประธาน 

ข้อมูลของ คตน.พบว่า นโยบายทำสงครามกับยาเสพติด แม้จะจับกุมผู้ เกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้จำนวนมาก แต่ก็ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากเช่นกัน 

คตน.รวบรวมคดีฆาตกรรมผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดว่า มีทั้งสิ้น 1,187 คดี มีผู้เสียชีวิต 1,370 คน ไม่รวมถึงคดีวิสามัญฆาตกรรมอีก 35 คดี มีผู้เสียชีวิต 41 คน

จวบจนถึงปัจจุบัน ตัวเลขผู้ต้องขังในคดียาเสพติดยังไม่ลดลง ทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิผลของการปราบปรามยาเสพติดด้วยวิธีรุนแรง รวมถึงการแก้ไขกฎหมายให้เข้มข้นขึ้น จะทำให้ปัญหาหมดไปจริงหรือไม่

เหนืออื่นใด พรรคเพื่อไทยประกาศปัดฝุ่นนโยบายทำสงครามกับยาเสพติด นักสิทธิมนุษยชนก็กังวลว่าจะซ้ำรอยเดิม
 

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ       โดย … ขุนน้ำหมึก

เนวินร้อยยี่สิบ “อนุทิน” รู้แก่ใจงูเห่าสีส้ม เสี่ยงสูญพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/532415

ขุนน้ำหมึก

07 ต.ค. 2565

เนวินร้อยยี่สิบ “อนุทิน” รู้แก่ใจงูเห่าสีส้ม เสี่ยงสูญพันธุ์

ฝันอาจสลาย “อนุทิน” เชื่อครูใหญ่เนวิน ตั้งเป้า 120 ที่นั่ง ยึดฐาน ส.ส.เดิม บวกกองกำลังงูเห่า เหมือนจะไปถึงฝั่งฝัน เอาเข้าจริง ส.ส.ที่ย้ายมาค่ายสีส้มเป็น ส.ส.ฟองสบู่

ฝันอาจสลาย “อนุทิน” ไปไม่ถึงเก้าอี้นายกฯ ส่องกองกำลังนักเลือกตั้งค่ายสีน้ำเงิน กว่าครึ่งเสี่ยงสอบตก โดยเฉพาะ ส.ส.ที่ย้ายมาจากค่ายสีส้ม

มายาพลังดูด “อนุทิน” ตั้งเป้า 120 ที่นั่ง โดยยึดฐาน ส.ส.เดิม บวกงูเห่า เหมือนจะไปถึงฝั่งฝัน แต่เอาเข้าจริงก็กลายเป็น ส.ส.ฟองสบู่

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขานรับคำอวยพรของครูใหญ่ เนวิน ชิดชอบ ที่ให้ได้เก้าอี้ ส.ส. 120 ที่นั่ง จึงให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า เอาจริงนะ ไม่ใช่เรื่อล้อเล่น

ดังที่ทราบกัน วันเกิดครบรอบปีที่ 64 ของเนวิน ชิดชอบ มีนักการเมือง ทั้ง ส.ส.และอดีต ส.ส.ตบเท้าเข้าร่วมงานประมาณ 110 คน (ข้อมูลจากทีมงานบ้านใหญ่บุรีรัมย์)

แทบไม่น่าเชื่อ จากนักการเมืองที่ได้ฉายา ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ เมื่อปี 2538 และมีตราประทับ คนทรยศนายใหญ่ ปี 2552 จะกลายเป็นนักพัฒนาเมือง ผู้สร้างแบรนด์เมืองบุรีรัมย์ให้ติดตลาดด้วยการกีฬา

คอการเมืองอาจลืมเรื่องยี้ห้อยร้อยยี่สิบไปแล้ว หลังจากครูใหญ่เนวินเอ่ยถึงตัวเลข “ร้อยยี่สิบ” เก้าอี้ ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งหน้าของภูมิใจไทย

‘งูเห่าสีส้ม’

“อนุทิน” เริ่มมั่นใจว่าจะได้เป็นนายกฯ หลังครูใหญ่เนวิน เปิดหน้าอาสาช่วยจัดทัพนักเลือกตั้ง นัยว่า ส.ส.พลังประชารัฐและเพื่อไทยจำนวนหนึ่ง ได้เปิดการเจรจากับนายใหญ่เซราะกราวโดยตรง

ปัจจุบัน พรรคภูมิใจไทย มี ส.ส. 64 คน ในนี้มี ส.ส.ที่ย้ายมาจากพรรคอนาคตใหม่ และพรรคพลังประชารัฐ รวม 13 คน

จะว่าไปแล้ว ตัวเลข ส.ส.ที่ไหลเข้าค่ายเนวิน ส่วนใหญ่เป็น ส.ส.ที่มาจากพรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล ซึ่งใครก็รู้ว่า ส.ส.เหล่านี้ ขี่กระแสธนาธรเข้าสภาฯ

ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ เขต 8 เป็นคนแรกที่ย้ายจากอนาคตใหม่ มาสู่ภูมิใจไทย และเป็นที่มาของฉายา งูเห่าสีส้ม

 ศรีนวล บุญลือ จะถูกจับจ้องมากเป็นพิเศษในการเลือกตั้งสมัยหน้าศรีนวล บุญลือ จะถูกจับจ้องมากเป็นพิเศษในการเลือกตั้งสมัยหน้า

หลังเกิดเหตุยุบพรรคอนาคตใหม่ ก็มี ส.ส.อีก 9 คน ย้ายเข้าค่ายสีน้ำเงิน แยกเป็น 2 ส.ส.บัญชีรายชื่อคือ วิรัช พันธุมะผล และสำลี รักสุทธี 

นอกจากนั้นเป็น 7 ส.ส.เขต เอกการ ซื่อทรงธรรม ส.ส.แพร่ เขต 1,กฤติเดช สันติวชิระกุล ส.ส.แพร่ เขต 2,ฐิตินันท์ แสงนาค ส.ส.ขอนแก่น เขต 1,กิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 1,ร.ต.ต.มณฑล โพธิ์คาย ส.ส.กทม. เขต 10,โชติพิพัฒน์ เตชะโสภนมณี ส.ส.กทม.เขต 23 และอนาวิล รัตนสถาพร ส.ส.ปทุมธานี เขต 3 

เมื่อกำเนิดพรรคก้าวไกล ก็มี ส.ส. 5 คน ที่ใจไปอยู่ค่ายสีน้ำเงินแล้ว แต่ทางกฎหมายยังสังกัดพรรคเดิม ได้แก่ เกษมสันต์ มีทิพย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,ขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี ,คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,พีรเดช คำสมุทร ส.ส.เชียงราย และเอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย

‘หนังตัวอย่าง’

“อนุทิน” และแกนนำภูมิใจไทยก็รู้ดีว่า ส.ส.ที่ย้ายมาจากอนาคตใหม่หรือก้าวไกล รวมแล้ว 15 คนนั้น โอกาสจะได้รับชัยชนะสมัยหน้า ดูไม่ง่ายเลย 

ยกตัวอย่าง อนาวิล รัตนสถาพร ส.ส.ปทุมธานี เขต 3 มากับกระแสธนาธร บวกชาวธรรมกายหนุน เมื่อย้ายพรรคก็หาทางกลับเข้าสภาฯ ยาก

กิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 1 ได้คะแนนจาก ฐิติมา ฉายแสง อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา หลังพรรคไทยรักษาชาติ ถูกยุบ และวันนี้ ฐิติมาย้ายกลับเพื่อไทยแล้ว

เอกการ ซื่อทรงธรรม ส.ส.แพร่ เขต 1 และกฤติเดช สันติวชิระกุล ส.ส.แพร่ เขต 2 ก็ได้อานิสงส์ไทยรักษาชาติถูกยุบ คนเสื้อแดงแพร่เลยเทใจเลือกอนาคตใหม่

ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ เขต 8 เข้าสภาฯ จากการเลือกตั้งซ่อม โดยได้รับแรงหนุนจากพรรคเพื่อไทย สมัยหน้า แชมป์เก่าลงสนามทวงคืนเก้าอี้ ส.ส.

จากหนังตัวอย่างจากบางสนาม ก็สะท้อนว่า ส.ส.ที่ได้มาเพราะกระแสธนาธร และเหตุปัจจัย ทษช.ถูกยุบนั้น เสี่ยงสอบตกยกก๊วน

ทายาท “บุญทรง” ท้าชนชินวัตร อาสาสู้ศึกแทนพ่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/532388

ขุนน้ำหมึก

07 ต.ค. 2565

ทายาท “บุญทรง” ท้าชนชินวัตร อาสาสู้ศึกแทนพ่อ

สมรภูมิเชียงใหม่ ลูกชาย “บุญทรง” ลงสนามเขต 5 ชูคำขวัญไม่ทอดทิ้งใคร ไม่หวั่น “อุ๊งอิ๊ง” ตัวแทนตระกูลชินวัตร ประกาศเชียงใหม่แลนด์สไลด์ ชนะยกจังหวัด 11 ที่นั่ง

ทายาท “บุญทรง” ลงสนาม ส.ส.เชียงใหม่ ไม่หวั่น “อุ๊งอิ๊ง” ตัวแทนตระกูลชินวัตร ประกาศเชียงใหม่แลนด์สไลด์ ชนะยกจังหวัด 11 ที่นั่ง 

หลัง “บุญทรง” รับโทษทัณฑ์คดีจำนำข้าว ได้ฝากฝังลูกชายให้สานต่อภารกิจการเมืองในพื้นที่เขต 5 เชียงใหม่ โดยสมัยที่แล้ว นำร่องลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ 

ในที่สุด เดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ ลูกชายของ บุญทรง เตริยาภิรมย์ ได้เปิดตัวลงสมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เขต 5 อย่างเป็นทางการ 

อันสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 ต.ค.2565 สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง และเลขาธิการพรรค พปชร. ได้เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.จำนวน 6 คน ในพื้นที่ภาคเหนือ เฉพาะ จ.เชียงใหม่ ประกอบด้วย เดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ เขต 5, สันติ ตันสุหัช อดีต ส.ส.เชียงใหม่ เขต 7 และนรพล ตันติมนตรี ที่ปรึกษา รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เขต 11 

ถ้าจำกันได้ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกคดีจำนำข้าว ได้ตกเป็นข่าวใหญ่ เมื่อเขาไปปรากฎตัวในงานศพมารดา ต่อมา กรมราชทัณฑ์ได้ชี้แจงว่า เป็นการให้โอกาส นช.บุญทรง ได้แสดงความกตัญญูและการไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้ายต่อบุพการี

‘สู้เพื่อพ่อ’

ช่วงปี 2560 ก่อนที่ “บุญทรง” จะเจอวิบากกรรมคดีจำนำข้าว ได้วางตัวลูกชาย เดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ เป็นทายาททางการเมือง ในฐานะเลือดใหม่ของพรรคเพื่อไทย

ป้ำ-เดชนัฐวิทย์ ติดสอยห้อยตามพ่อบุญทรงหาเสียงเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2548 ในยามนั้น เสี่ยฮุก-บุญทรง เป็นมือขวาของเจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เจ้าแม่วังบัวบาน

ปลายปี 2561 เดชนัฐวิทย์ เปิดตัวเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ พร้อมกับอดีต ส.ส.ภาคเหนือหลายจังหวัด ที่ย้ายมาจากพรรคเพื่อไทย  

ตอนแรก แกนนำ พปชร.ออกข่าวจะส่งลูกชายบุญทรงลง ส.ส.เชียงใหม่ แต่ตอนหลังเปลี่ยนแผน ป้ำถูกวางตัวให้ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 28 แต่ไม่ได้เป็น ส.ส.


หลังการจัดตั้งรัฐบาลประยุทธ์ มีข่าวจะแต่งตั้งให้เดชนัฐวิทย์ เป็นผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ติดขัดข้อกฎหมาย ลูกชายบุญทรงจึงไปเป็นรองโฆษกกระทรวงพลังงานอยู่ระยะหนึ่ง

ปีนี้ เดชนัฐวิทย์ เริ่มมาทำกิจกรรมช่วยเหลือชาวบ้านใน อ.แม่ริม, อ.แม่แตง ,อ.สะเมิง และ อ.กัลยาณิวัฒนา ป้ำประกาศขอทำงานแทนพ่อบุญทรง พร้อมชูคำขวัญ #ไม่แบ่งแยกไม่ทอดทิ้งใคร

สำหรับเขต 5 เชียงใหม่ ประกอบด้วย อ.แม่ริม, อ.สะเมิง, อ.กัลยาณิวัฒนา และ อ.แม่แตง โดย ส.ส.ปัจจุบันคือ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ลูกชายของ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

  ลูกชายบุญทรง พร้อมแล้วสำหรับสนามเลือกตั้งเขต 5 เชียงใหม่ลูกชายบุญทรง พร้อมแล้วสำหรับสนามเลือกตั้งเขต 5 เชียงใหม่

‘สะบัดชัยเชียงใหม่’

ทายาท “บุญทรง” ก็รู้ว่า คู่ต่อสู้แข็งแกร่งทั้งพรรคและคน แต่พร้อมจะต่อสู้เพื่อพ่อบุญทรง ซึ่งเคยเป็น ส.ส.ในพื้นที่นี้มาก่อน 

บุญทรง เป็น ส.ส.เชียงใหม่ สมัยแรกปี 2544 ในเขต อ.แม่ริม และ อ.แม่แตง ซึ่งเป็น ส.ส.อีก 3 สมัย ก่อนเป็น รมว.พาณิชย์ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์

เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2565 อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร ยกทัพครอบครัวเพื่อไทย มาจัดกิจกรรมสะบัดชัย เพื่อไทยมาเหนือ ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งในวันดังกล่าว คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ เดินทางมาให้ลูกสาวคนเล็กด้วย

วันนั้น พรรคเพื่อไทยได้เปิดว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ 11 เขต ประกอบด้วย เขต 1 จักรพล ตั้งสุทธิธรรม, เขต 2 ณัฏฐ์พัฒน์ รัฐผไท, เขต 3 ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์, เขต 4 วิทยา ทรงคำ, เขต 5 จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, เขต 6 บัณจงศักดิ์ วงศ์รัตนวรรณ, เขต 7 นิติกร วุฒินันชัย, เขต 8 สุรพล เกียรติไชยากร, เขต 9 ศรีโสภา โกฎิคำลือ, เขต 10 โกวิทย์ พิริยะอานันต์ และเขต 11 นพ.ไกร ดาบธรรม

เป้าหมายของคนแดนไกล เชียงใหม่ต้องแลนด์สไลด์ การปรากฏตัวของวงศาคณาญาติ “ชินวัตร” ในกิจกรรมสะบัดชัยฯ ย่อมเป็นการส่งสัญญาณไปถึงพรรคคู่แข่งว่า อย่าคิดมาเจาะเมืองหลวงภาคเหนือของเพื่อไทย
 

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ      โดย … ขุนน้ำหมึก

“น้ำป่า” ต.ค.65 เช็ค 17 อุทยานฯ ปิด ย้อนเหตุ วังตะไคร้ ปี 37 โศกนาฏกรรม 21 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/532274

07 ต.ค. 2565

"น้ำป่า" ต.ค.65 เช็ค 17 อุทยานฯ ปิด ย้อนเหตุ วังตะไคร้ ปี 37 โศกนาฏกรรม 21 ศพ

สำนัก “อุทยานแห่งชาติ” ประกาศปิด “อุทยาน” พร้อมกัน 17 แห่ง เสี่ยง “น้ำป่าไหลหลาก” หลัง “พายุโนรู” เข้าถล่มไทย พร้อมย้อนเหตุโศกนาฏกรรม น้ำป่าไหลหลากปี 2537 ที่ วังตะใคร้ ตาย 21 ศพ เพื่อเป็นอุธาหรณ์ภัยธรรมชาติ และวิธีเอาชีวิตรอด

ผ่านไปแล้ว 9 วัน ที่ “พายุโนรู” ถล่มประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2565 เวลา 19.00 น.  ที่อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นที่แรก จากนั้นได้เคลื่อนไปยังภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลาง อิทธิพลของมันทำให้หลายจังหวัดเกิด “น้ำท่วมเฉียบพลัน” “น้ำป่าไหลหลาก” แม่น้ำสายหลัก และลำน้ำสาขา มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  และไหลเอ่อล้นตลิ่ง เข้าท่วมพืชผลทางการเกษตร รวมถึงบ้านเรือนประชาชน ได้รับความเสียหาย กระจายอยู่เกือบทั่วทุกภาคของประเทศ 

ล่าสุด “พายุโนรู” ยังได้ส่งผลกระทบต่ออุทยานแห่งชาติ หลังสำนักอุทยานแห่งชาติ ประกาศ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2565 ปิดแหล่งท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติ 17 แห่ง จากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน และ “น้ำป่าไหลหลาก” จาก “พายุโนรู” 

สำหรับ แหล่งท่องเที่ยวในเขต “อุทยานแห่งชาติ” 17 แห่ง ที่ได้ประกาศปิดมีดังต่อไปนี้

1. บริเวณน้ำตกแม่เกิ๋งหลวง อุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย

2. บริเวณน้ำตกตาดหมอก น้ำตกสองนาง และเขตบริการห้วยบง อุทยานแห่งชาติตาดหมอก

3. บริเวณดอยค้ำฟ้า อุทยานแห่งชาติผาแดง

4. ปิดการท่องเที่ยวและพักแรม อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์

5. ปิดการท่องเที่ยวและพักแรม อุทยานแห่งชาตินายูง-น้ำโสม
6. บริเวณน้ำตกหินสามชั้น น้ำตกห้วยเตย และน้ำตกห้วยไผ่ อุทยานแห่งชาติภูเรือ

7. บริเวณน้ำตกแม่สา และน้ำตกหมอกฟ้า อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย

8. บริเวณโป่งน้ำร้อนท่าปาย อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง

9. บริเวณน้ำตกหมันแดง อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
10. บริเวณถ้ำธารลอดน้อย และถ้ำธารลอดใหญ่ อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์

11. บริเวณลานกางเต็นท์ลานนับดาว และน้ำตกห้วยเข อุทยานแห่งชาติน้ำพอง

12. บริเวณลานกางเต็นท์แหลมสำราญ อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ

13. ปิดให้บริการกางเต็นท์พักแรม อุทยานแห่งชาติไทรโยค

14. บริเวณเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมทางน้ำ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

15. บริเวณเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมทางน้ำ อุทยานแห่งชาติตาพระยา

16. บริเวณเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมทางน้ำ อุทยานแห่งชาติปางสีดา

17. บริเวณเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมทางน้ำ อุทยานแห่งชาติทับลาน


และก่อนหน้าในวันที่ 3  ตุลาคม 2565 อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ได้ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยว และการพักค้างแรมในเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ และน้ำตกห้วยขมิ้น  เป็นการชั่วคราว

เนื่องจากเกิดสถานการณ์ “น้ำป่าไหลหลาก” ทำให้ “น้ำท่วมฉับพลัน” หากเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาก็เกรงว่าจะเป็นอันตราย

"น้ำป่า" ต.ค.65 เช็ค 17 อุทยานฯ ปิด ย้อนเหตุ วังตะไคร้ ปี 37 โศกนาฏกรรม 21 ศพ

ทีมข่าว “คมชัดลึกออนไลน์”  จึงนำเหตุการณ์ “โศกนาฏกรรม” “น้ำป่าไหลหลาก” ที่ “วังตะใคร้” จ.นครนายก เมื่อปี 2537 มาให้ดูกัน เพื่อเป็นอุธาหรณ์ ว่า “ภัยธรรมชาติ” อยู่นอกเหนือทุกกฎของมนุษย์ เป็นเรื่องใกล้ตัว และอันตรายกว่าที่คิด 

  • “โศกนาฏฆกรรม” ที่ “วังตะใคร้” น้ำป่าฯสังหารหมู่ 21 ศพ

“โศกนาฏกรรม” จาก “ภัยธรรมชาติ” เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน  2537  ในวันนั้นเกิดเหตุการณ์ระทึก!!! ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดเวลา 05.00 น. ผ่านมา ได้เกิด “น้ำป่าไหลหลาก” หลายจุดในพื้นที่ตำบลสาริกา อำเภอเมืองนครนายก

ส่งผลทำให้ระดับน้ำในลำคลองสายต่างๆ เอ่อล้นตลิ่ง บางจุดสูงเหนือตลิ่งมากกว่า 1-2 เมตร ขณะที่เครื่องส่งสัญญาณโครงการเฝ้าระวังและเตือนภัยพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมฉลับพลัน-ดินถล่มสะพานวังตะไคร้  ได้ร้องแจ้งเตือน น้ำป่าไหลบ่าผ่านคลองวังตะไคร้ ทำให้น้ำท่วมสูงมากกว่า 1 เมตร 

ขณะที่นักท่องเที่ยวมากกว่า 500 คน ส่วนใหญ่มากันเป็นครอบครัว เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดพอดี บางครอบครัวก็มาแต่เช้ามืด บางครอบครัวก็มาช่วงสาย โดยทั้งหมดไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองเลยว่าอาจต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ 

พอถึงช่วงบ่ายในขณะที่นักท่องเที่ยวกำลังเล่นน้ำ บางคนก็ล่องเเก่ง และบางครอบครัวก็นั่งสังสรรค์ พร้อมรับประทานอาหารเที่ยงไปด้วย  จู่ๆก็มีมวลน้ำป่าก้อนใหญ่ ไหลทะลักเข้าสู้วังตะใคร้ ในขณะทุกคนกำลังเล่นน้ำ และพักผ่อนกันอย่างมีความสุข 

เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก "วังตะใคร้"  25 กันยายน 2537 เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก “วังตะใคร้” 25 กันยายน 2537

ซักพักน้ำจากเดิมขาวใส กลายเป็นสีแดงที่มาพร้อมกับความเชี่ยวกรากของสายน้ำ “ภัยธรรมชาติ” ที่ดูน่ากลัวมากที่สุดอีกรูปแบบหนึ่ง  จากเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม กลายเป็นเสียงกรีดร้อง ทั้งเสียงหญิง-ชาย เด็กและผู้ใหญ่ ต่างพากันกรีดร้องและตะโกน ขอความช่วยเหลือ บางคนยังไม่สิ้นเสียง ก็ถูกกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก พัดพาพวกเขาไปคนละทิศละทาง

เหตการณ์น้ำป่าไหลหลาก ที่ "วังตะใคร" 25 กันยายน 2537 เหตการณ์น้ำป่าไหลหลาก ที่ “วังตะใคร” 25 กันยายน 2537

สุดท้ายกลายเป็น “โศกนาฏกรรม” ของหลายครอบครัว เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้นักท่องเที่ยวเสียชีวิต ทั้งหมดมากถึง  21 คน และบาดเจ็บจำนวนมาก สภาพศพกระจัดกระจายกันออกไปตามพื้นที่ที่น้ำป่าไหลผ่าน  เพราะหนีน้ำป่าไม่ทัน 

เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก ที่ "วังตะใคร้" 25 กันยายน 2537 เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก ที่ “วังตะใคร้” 25 กันยายน 2537

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้รับการติดต่อจากฝ่ายต้นน้ำวังตะไคร้ บริเวณเขาใหญ่ ว่า มีมวลน้ำป่าขนาดใหญ่กำลังตรงไปทางจุดเล่นน้ำตกวังตะไคร้

ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มีการเป่านกหวีด และเรียกให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาจากน้ำ ไปอยู่ในที่ปลอดภัย แต่บางคนต่างก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น บางคนก็กำลังจะวิ่งขึ้นฝั่งเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ก็ไม่ทัน เพราะ “น้ำป่าไหลหลาก” มาเร็วเเละรุนแรงมาก
 

ผู้เสียชีวิต 1 ใน 21 ศพ  จากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก ที่ "วังตะใคร้" 25 กันยายน 2537 ผู้เสียชีวิต 1 ใน 21 ศพ จากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก ที่ “วังตะใคร้” 25 กันยายน 2537


และเหตุการณ์นี้ก็ได้กลายเป็นหนึ่งบทเรียนที่สำคัญ ของเหตุการณ์ “น้ำป่าไหลหลาก” จนเป็นที่จดจำว่า น้ำป่า อันตรายและร้ายแรงกว่าที่คิด  

ส่วนทางฝั่งเจ้าหน้าที่เอง บทเรียนจากเรื่องนี้ก็คงเป็น การเเจ้งเตือนล่วงหน้า ที่ควรเกิดขึ้นเร็วกว่านี้ เข้าใจว่าในยุคนั้น เทคโนโลยีอาจจะยังไม่ทันสมัย แต่เชื่อว่าทางอุทยาน ต้องมีข้อมูลการแจ้งเตือนเหตุล่วงหน้าอยู่แล้ว  หรือไม่ก็ต้องประเมินสถานการณ์ตามสภาพภูมิศาสตร์ และสภาพอากาศในวันนั้นๆ เพื่อดูความรุนแรงและความเสี่ยง เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่เอง 


ส่วนนักท่องเที่ยวอย่างน้อย ก็ต้องมีความรู้พื้นฐานการเอาชีวิตรอด  เมื่อต้องเผชิญเหตุ ทั้งในกรณีนี้ รวมไปถึงภัยธรรมชาติทุกรูปแบบด้วย  

วันนี้ ทีมข่าว “คมชัดลึกออนไลน์”  จึงนำความรู้ และวิธีการเอาชีวิตรอด รวมถึงการสังเกตลักษณะของ “น้ำป่าไหลหลาก” มาฝากกัน 

  • เตรียมตัวและอุปกรณ์ให้พร้อม 

ช่วงนี้เป็นหน้าฝน ก่อนออกไปเดินป่า หรือเดินเที่ยวชมธรรมชาติ ในเขตอุทยานทั้งหลาย สิ่งสำคัญที่สุดต้องเตรียมร่างกายของเราให้พร้อม ตรวจสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ก่อนออกเดินทาง  พกอุปกรณ์เดินป่า ติดตัวเพื่อเสริมความมั่นใจว่ายังไงเราต้องรอด เพราะภัยธรรมชาติ มักจะมาโดยไม่ๆได้นัดหมาย แต่มันจะมีสัญญาณเตือนมาก่อนเสมอ  

  • สำรวจพื้นที่หาทางหนีทีไล่

เมื่อเดินทางไปถึง ก่อนเดินป่า หรือก่อนลงเล่นน้ำ ควรสำรวจทางเดิน(หรือวิ่ง) ทางขึ้น-ลง หรือพื้นที่สูงเอาไว้ด้วย เผื่อเวลาฉุกเฉินเกิดน้ำป่าไหลหลากจะได้หนีทัน และระหว่างเล่นน้ำต้องสังเกตสัญญาณอันตรายที่บ่งชี้ว่าอีกไม่นาน “น้ำป่าไหลหลาก” มาเยือนอย่างแน่นอน

  • วิธีสังเกต “น้ำป่าไหลหลาก”

1.มีบรรยาการครึ้มฟ้า ครึ้มฝน คล้ายฝนจะตก

2.มีเสียงน้ำดังขึ้นกว่าเดิม หรือดังมากผิดปกติ

3.น้ำตกมีปริมาณหรือระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

4.อุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนไปจากปกติ

5.สังเกตพฤติกรรมของสัตว์ป่า หากจะเกิดอันตราย สัตว์ป่ามักจะแตกตื่น และหนีออกมาจากป่าจนผิดสังเกต

6.มีเศษดิน โคลนลงมาตามลาดเขา และมีเศษไม้ กิ่งไม้ เศษดิน กรวด ไหลมากับน้ำ

7.สีของน้ำเปลี่ยน กลายเป็นสีแดง หรือสีแดงขุ่นขึ้น

กรณีหากไม่สามารถหนีขึ้นที่สูง หรือหาที่ยึดเกาะที่มั่นคงได้ หากมาหลายคน ให้ทุกคนพยายามยืนเรียงกันเป็นแถวตอนเรียงเดี่ยว (ไม่ใช่ยืนเรียงหน้ากระดาน) และพยายามรักษาตำแหน่งเดิมของตนเองไว้ เพื่อลดแรงปะทะของน้ำ โอกาสที่น้ำจะพัดพาเราไปกระแทกสิ่งต่างๆ ก็จะลดลง และโอกาสรอดก็จะมีมากขึ้น จากนั้นควรตะโกนให้คนช่วย และหาอุปกรณ์หรือต้นไม้ยึดไว้ไม่ให้ไหลไปกับน้ำ  

ในภาวะฉุกเฉินที่ไม่มีทางเลือกอื่นใด การทำเช่นนี้ก็อาจเป็นทางเลือกและทางรอดหนึ่ง แต่ทางที่ดีที่สุดก็คือ การป้องกันและเฝ้าระวังโดยไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงเช่นนี้ และที่สำคัญที่สุดอีกหนึ่งอย่างก็คือ ปฏิบัติตามกฎระเบียบและคำเตือนอย่างเคร่งครัด และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดจากทั้งหมดที่กล่าวมา นั่นก็คือ “สติ” เพราะมันจะทำให้มีทางรอดและทางออกในยามฉุกเฉินอยู่เสมอ อย่างคำโบราณที่ว่า “สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา” 

ซ้อสั่งลุย “สมทรง พันธ์เจริญวรกุล” เป้ายกจังหวัดกรุงเก่า ดับฝันทักษิณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/532316

ขุนน้ำหมึก

06 ต.ค. 2565

ซ้อสั่งลุย “สมทรง พันธ์เจริญวรกุล” เป้ายกจังหวัดกรุงเก่า ดับฝันทักษิณ

ซ้อสั่งลุย “สมทรง พันธ์เจริญวรกุล” ผนึกเครือข่ายมนตรี พงษ์พานิช ปิดทางฝันทักษิณ ขานรับเนวินหนุนเสี่ยหนูเป็นนายกฯ ยึดกรุงเก่า 5 ที่นั่ง สกัดแผนแลนด์สไลด์

ซ้อสั่งลุย “สมทรง พันธ์เจริญวรกุล” ประกาศศักดายึดอยุธยา ชนะยกจังหวัด ตอกเสาเข็ม สกัดแผนแลนด์สไลด์คนแดนไกล 

“สมทรง พันธ์เจริญวรกุล” ผนึกกำลังตระกูลชีวานันท์ เครือข่ายมนตรี พงษ์พานิช ปิดทางฝันของอุ๊งอิ๊ง หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย

ในงานวันเกิดครูใหญ่ เนวิน ชิดชอบ หลายคนคงสังเกตเห็นผู้หญิงสูงวัย นั่งประกบติดนายใหญ่บุรีรัมย์ นั่งคุยกันอย่างสนิทสนม ระหว่างประกอบพิธีปะกำช้าง 

ผู้หญิงคนนี้คือ สมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา ที่เดินทางมาพร้อมกับลูกชาย สุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล ส.ส.อยุธยา พรรคภูมิใจไทย และ นพ ชีวานันท์ ส.ส.อยุธยา พรรคเพื่อไทย

นัยว่า นพ ชีวานันท์ ได้ยื่นลาออกจากรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และแจ้งความจำนงจะขอย้ายพรรคต่อหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มาระยะหนึ่งแล้ว

ดังนั้น ในวันเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ภาคกลางของพรรคเพื่อไทย เฉพาะ จ.อยุธยา จึงไม่มีชื่อ นพ ชีวานันท์ โดยทางพรรคได้สรรหาผู้สมัคร ส.ส.คนใหม่แทนไปแล้ว

สำหรับสมัยหน้า เพื่อไทยมอบให้ วิทยา บุรณศิริ อดีต ส.ส.อยุธยา และอดีต รมว.สาธารณสุข เป็นแม่ทัพใหญ่ แต่วิทยาเพิ่งเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน เมื่อ 15 ก.ย.2565 ที่ผ่านมา

แม้พรรคเพื่อไทย จะมีจุดแข็งอยู่ที่ภาคเหนือและภาคอีสาน แต่ก็มีจุดอ่อนอยู่ที่ภาคกลาง เนื่องจาก ส.ส.บ้านใหญ่ ที่เคยอยู่ใต้ร่มธง ทักษิณ ชินวัตร ได้แยกย้ายกันไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ ,พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา จนถึงวันนี้ ส.ส.เหล่านั้น ก็ยังไม่คิดกลับเพื่อไทย

  ซ้อสมทรง นั่งอยู่แถวหน้าร่วมกับเนวิน อนุทิน และศักดิ์สยามซ้อสมทรง นั่งอยู่แถวหน้าร่วมกับเนวิน อนุทิน และศักดิ์สยาม

‘เครือข่ายมนตรี’

“สมทรง พันธ์เจริญวรกุล” บ้านใหญ่วังน้อย ก็เคยเป็นหัวคะแนนของมนตรี พงษ์พานิช อดีต ส.ส.อยุธยา หลังสิ้นมนตรี ซ้อสมทรงจึงส่งลูกสาว ลงสนามการเมืองระดับชาติ

ในอดีต ซ้อสมทรงก็รู้จักมักคุ้นกับ พ้อง ชีวานันท์ อดีต ส.ส.อยุธยา บิดาของ นพ ชีวานันท์ ซึ่งพ้องเป็นเพื่อนรักของมนตรี พงษ์พานิช ตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ที่บริษัท บี.กริมแอนด์โก ก่อนมนตรีจะมาแต่งงานกับคุณหญิงธิดา พงษ์พานิช ลูกสาวเจ้าของโรงสีใหญ่เมืองอยุธยา 

สมัยที่มนตรี เป็น รมช.คมนาคม ปี 2525 ได้เพื่อนรัก พ้อง ชีวานันท์ เป็นที่ปรึกษา และพ้องได้ย้ายไปเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีอีกหลายกระทรวง เรียกว่ามนตรีได้โควตานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงไหน พ้องก็ต้องไปนั่งเป็นที่ปรึกษา

หลังมนตรีเสียชีวิต พ้องจึงสมัคร ส.ส.อยุธยา พรรคไทยรักไทย สานต่อมรดกการเมืองของมนตรี และเป็น ส.ส.อยุธยา อยู่หลายสมัย  

พ้องเสียชีวิตเมื่อปี 2559 นพ ชีวานันท์ ลูกชายจึงลงสมัคร ส.ส.แทนบิดา และได้เป็น ส.ส.สมัยแรก สังกัดพรรคเพื่อไทย

‘ยกจังหวัด’

ช่วงรัฐบาลทักษิณยิ่งลักษณ์ “สมทรง พันธ์เจริญวรกุล” พาลูกสาวและลูกสาว ลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อไทยรักไทยและเพื่อไทย

ก่อนการเลือกตั้งปี 2562 ซ้อสมทรง จับมือ เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร อดีต ส.ส.อยุธยา พรรคชาติไทยพัฒนา ย้ายเข้ามาสังกัดค่ายภูมิใจไทย สร้างความประหลาดใจให้แก่คนแดนไกลเป็นอย่างมาก

ผลเลือกตั้งสมัยแล้ว พรรคภูมิใจไทย ได้ 2 ที่นั่งคือเขต 1 เกื้อกุล ด่านชัยวิจิตร และเขต 3 สุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล ลูกชายซ้อสมทรง ซึ่งสุรศักดิ์ชนะวิทยา บูรณศิริ ค่ายเพื่อไทย 

เลือกตั้งครั้งหน้า จ.พระนครศรีอยุธยา มี ส.ส.เพิ่มเป็น 5 ที่นั่ง ค่ายสีน้ำเงินภายใต้การนำของซ้อสมทรง ได้วางผู้สมัคร ส.ส.ไว้ครบแล้ว โดยมี 3 ส.ส.เป็นตัวยืนคือ เกื้อกุล ด่านชัยวิจิตร เขต 1 ,นพ ชีวานันท์ เขต 2 และสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล เขต 4

ผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ที่เขต 3 คือ พิมพฤดา ตันจรารักษ์ ส.อบจ.อยุธยา เขต อ.วังน้อย ซึ่งเป็นหลานสาวซ้อสมทรง ส่วนผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 เป็นนักการเมืองท้องถิ่น ยังไม่ได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

ภาพซ้อสมทรงนั่งปรึกษาหารือกับนายใหญ่บุรีรัมย์ เหมือนส่งสัญญาณไปถึงนครดูไบ สนามกรุงเก่า 5 ที่นั่ง ค่ายสีน้ำเงินปักธงไว้เรียบร้อยแล้ว

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ    โดย … ขุนน้ำหมึก

“น้ำป่าไหลหลาก” มหันตภัยทางธรรมชาติที่น่ากลัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/532274

06 ต.ค. 2565

"น้ำป่าไหลหลาก" มหันตภัยทางธรรมชาติที่น่ากลัว

สำนัก “อุทยานแห่งชาติ” ประกาศปิด “อุทยาน” พร้อมกัน 17 แห่ง เสี่ยง “น้ำป่าไหลหลาก” หลัง “พายุโนรู” เข้าถล่มไทย พร้อมย้อนเหตุโศกนาฏกรรม น้ำป่าไหลหลากปี 2537 ที่ วังตะใคร้ ตาย 21 ศพ เพื่อเป็นอุธาหรณ์ภัยธรรมชาติ และวิธีเอาชีวิตรอด

ผ่านไปแล้ว 9 วัน ที่ “พายุโนรู” ถล่มประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2565 เวลา 19.00 น.  ที่อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นที่แรก จากนั้นได้เคลื่อนไปยังภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลาง อิทธิพลของมันทำให้หลายจังหวัดเกิด “น้ำท่วมเฉียบพลัน” “น้ำป่าไหลหลาก” แม่น้ำสายหลัก และลำน้ำสาขา มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  และไหลเอ่อล้นตลิ่ง เข้าท่วมพืชผลทางการเกษตร รวมถึงบ้านเรือนประชาชน ได้รับความเสียหาย กระจายอยู่เกือบทั่วทุกภาคของประเทศ 

ล่าสุด “พายุโนรู” ยังได้ส่งผลกระทบต่ออุทยานแห่งชาติ หลังสำนักอุทยานแห่งชาติ ประกาศ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2565 ปิดแหล่งท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติ 17 แห่ง จากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน และ “น้ำป่าไหลหลาก” จาก “พายุโนรู” 

สำหรับ แหล่งท่องเที่ยวในเขต “อุทยานแห่งชาติ” 17 แห่ง ที่ได้ประกาศปิดมีดังต่อไปนี้

1. บริเวณน้ำตกแม่เกิ๋งหลวง อุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย

2. บริเวณน้ำตกตาดหมอก น้ำตกสองนาง และเขตบริการห้วยบง อุทยานแห่งชาติตาดหมอก

3. บริเวณดอยค้ำฟ้า อุทยานแห่งชาติผาแดง

4. ปิดการท่องเที่ยวและพักแรม อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์

5. ปิดการท่องเที่ยวและพักแรม อุทยานแห่งชาตินายูง-น้ำโสม
6. บริเวณน้ำตกหินสามชั้น น้ำตกห้วยเตย และน้ำตกห้วยไผ่ อุทยานแห่งชาติภูเรือ

7. บริเวณน้ำตกแม่สา และน้ำตกหมอกฟ้า อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย

8. บริเวณโป่งน้ำร้อนท่าปาย อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง

9. บริเวณน้ำตกหมันแดง อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
10. บริเวณถ้ำธารลอดน้อย และถ้ำธารลอดใหญ่ อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์

11. บริเวณลานกางเต็นท์ลานนับดาว และน้ำตกห้วยเข อุทยานแห่งชาติน้ำพอง

12. บริเวณลานกางเต็นท์แหลมสำราญ อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ

13. ปิดให้บริการกางเต็นท์พักแรม อุทยานแห่งชาติไทรโยค

14. บริเวณเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมทางน้ำ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

15. บริเวณเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมทางน้ำ อุทยานแห่งชาติตาพระยา

16. บริเวณเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมทางน้ำ อุทยานแห่งชาติปางสีดา

17. บริเวณเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมทางน้ำ อุทยานแห่งชาติทับลาน


และก่อนหน้าในวันที่ 3  ตุลาคม 2565 อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ได้ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยว และการพักค้างแรมในเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ และน้ำตกห้วยขมิ้น  เป็นการชั่วคราว

เนื่องจากเกิดสถานการณ์ “น้ำป่าไหลหลาก” ทำให้ “น้ำท่วมฉับพลัน” หากเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาก็เกรงว่าจะเป็นอันตราย

"น้ำป่าไหลหลาก" มหันตภัยทางธรรมชาติที่น่ากลัว

ทีมข่าว “คมชัดลึกออนไลน์”  จึงนำเหตุการณ์ “โศกนาฏกรรม” “น้ำป่าไหลหลาก” ที่ “วังตะใคร้” จ.นครนายก เมื่อปี 2537 มาให้ดูกัน เพื่อเป็นอุธาหรณ์ ว่า “ภัยธรรมชาติ” อยู่นอกเหนือทุกกฎของมนุษย์ เป็นเรื่องใกล้ตัว และอันตรายกว่าที่คิด 

  • “โศกนาฏฆกรรม” ที่ “วังตะใคร้” น้ำป่าฯสังหารหมู่ 21 ศพ

“โศกนาฏกรรม” จาก “ภัยธรรมชาติ” เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน  2537  ในวันนั้นเกิดเหตุการณ์ระทึก!!! ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดเวลา 05.00 น. ผ่านมา ได้เกิด “น้ำป่าไหลหลาก” หลายจุดในพื้นที่ตำบลสาริกา อำเภอเมืองนครนายก

ส่งผลทำให้ระดับน้ำในลำคลองสายต่างๆ เอ่อล้นตลิ่ง บางจุดสูงเหนือตลิ่งมากกว่า 1-2 เมตร ขณะที่เครื่องส่งสัญญาณโครงการเฝ้าระวังและเตือนภัยพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมฉลับพลัน-ดินถล่มสะพานวังตะไคร้  ได้ร้องแจ้งเตือน น้ำป่าไหลบ่าผ่านคลองวังตะไคร้ ทำให้น้ำท่วมสูงมากกว่า 1 เมตร 

ขณะที่นักท่องเที่ยวมากกว่า 500 คน ส่วนใหญ่มากันเป็นครอบครัว เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดพอดี บางครอบครัวก็มาแต่เช้ามืด บางครอบครัวก็มาช่วงสาย โดยทั้งหมดไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองเลยว่าอาจต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ 

พอถึงช่วงบ่ายในขณะที่นักท่องเที่ยวกำลังเล่นน้ำ บางคนก็ล่องเเก่ง และบางครอบครัวก็นั่งสังสรรค์ พร้อมรับประทานอาหารเที่ยงไปด้วย  จู่ๆก็มีมวลน้ำป่าก้อนใหญ่ ไหลทะลักเข้าสู้วังตะใคร้ ในขณะทุกคนกำลังเล่นน้ำ และพักผ่อนกันอย่างมีความสุข 

เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก "วังตะใคร้"  25 กันยายน 2537 เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก “วังตะใคร้” 25 กันยายน 2537

ซักพักน้ำจากเดิมขาวใส กลายเป็นสีแดงที่มาพร้อมกับความเชี่ยวกรากของสายน้ำ “ภัยธรรมชาติ” ที่ดูน่ากลัวมากที่สุดอีกรูปแบบหนึ่ง  จากเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม กลายเป็นเสียงกรีดร้อง ทั้งเสียงหญิง-ชาย เด็กและผู้ใหญ่ ต่างพากันกรีดร้องและตะโกน ขอความช่วยเหลือ บางคนยังไม่สิ้นเสียง ก็ถูกกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก พัดพาพวกเขาไปคนละทิศละทาง

เหตการณ์น้ำป่าไหลหลาก ที่ "วังตะใคร" 25 กันยายน 2537 เหตการณ์น้ำป่าไหลหลาก ที่ “วังตะใคร” 25 กันยายน 2537

สุดท้ายกลายเป็น “โศกนาฏกรรม” ของหลายครอบครัว เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้นักท่องเที่ยวเสียชีวิต ทั้งหมดมากถึง  21 คน และบาดเจ็บจำนวนมาก สภาพศพกระจัดกระจายกันออกไปตามพื้นที่ที่น้ำป่าไหลผ่าน  เพราะหนีน้ำป่าไม่ทัน 

เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก ที่ "วังตะใคร้" 25 กันยายน 2537 เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก ที่ “วังตะใคร้” 25 กันยายน 2537

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้รับการติดต่อจากฝ่ายต้นน้ำวังตะไคร้ บริเวณเขาใหญ่ ว่า มีมวลน้ำป่าขนาดใหญ่กำลังตรงไปทางจุดเล่นน้ำตกวังตะไคร้

ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มีการเป่านกหวีด และเรียกให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาจากน้ำ ไปอยู่ในที่ปลอดภัย แต่บางคนต่างก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น บางคนก็กำลังจะวิ่งขึ้นฝั่งเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ก็ไม่ทัน เพราะ “น้ำป่าไหลหลาก” มาเร็วเเละรุนแรงมาก
 

ผู้เสียชีวิต 1 ใน 21 ศพ  จากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก ที่ "วังตะใคร้" 25 กันยายน 2537 ผู้เสียชีวิต 1 ใน 21 ศพ จากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก ที่ “วังตะใคร้” 25 กันยายน 2537


และเหตุการณ์นี้ก็ได้กลายเป็นหนึ่งบทเรียนที่สำคัญ ของเหตุการณ์ “น้ำป่าไหลหลาก” จนเป็นที่จดจำว่า น้ำป่า อันตรายและร้ายแรงกว่าที่คิด  

ส่วนทางฝั่งเจ้าหน้าที่เอง บทเรียนจากเรื่องนี้ก็คงเป็น การเเจ้งเตือนล่วงหน้า ที่ควรเกิดขึ้นเร็วกว่านี้ เข้าใจว่าในยุคนั้น เทคโนโลยีอาจจะยังไม่ทันสมัย แต่เชื่อว่าทางอุทยาน ต้องมีข้อมูลการแจ้งเตือนเหตุล่วงหน้าอยู่แล้ว  หรือไม่ก็ต้องประเมินสถานการณ์ตามสภาพภูมิศาสตร์ และสภาพอากาศในวันนั้นๆ เพื่อดูความรุนแรงและความเสี่ยง เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่เอง 


ส่วนนักท่องเที่ยวอย่างน้อย ก็ต้องมีความรู้พื้นฐานการเอาชีวิตรอด  เมื่อต้องเผชิญเหตุ ทั้งในกรณีนี้ รวมไปถึงภัยธรรมชาติทุกรูปแบบด้วย  

วันนี้ ทีมข่าว “คมชัดลึกออนไลน์”  จึงนำความรู้ และวิธีการเอาชีวิตรอด รวมถึงการสังเกตลักษณะของ “น้ำป่าไหลหลาก” มาฝากกัน 

  • เตรียมตัวและอุปกรณ์ให้พร้อม 

ช่วงนี้เป็นหน้าฝน ก่อนออกไปเดินป่า หรือเดินเที่ยวชมธรรมชาติ ในเขตอุทยานทั้งหลาย สิ่งสำคัญที่สุดต้องเตรียมร่างกายของเราให้พร้อม ตรวจสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ก่อนออกเดินทาง  พกอุปกรณ์เดินป่า ติดตัวเพื่อเสริมความมั่นใจว่ายังไงเราต้องรอด เพราะภัยธรรมชาติ มักจะมาโดยไม่ๆได้นัดหมาย แต่มันจะมีสัญญาณเตือนมาก่อนเสมอ  

  • สำรวจพื้นที่หาทางหนีทีไล่

เมื่อเดินทางไปถึง ก่อนเดินป่า หรือก่อนลงเล่นน้ำ ควรสำรวจทางเดิน(หรือวิ่ง) ทางขึ้น-ลง หรือพื้นที่สูงเอาไว้ด้วย เผื่อเวลาฉุกเฉินเกิดน้ำป่าไหลหลากจะได้หนีทัน และระหว่างเล่นน้ำต้องสังเกตสัญญาณอันตรายที่บ่งชี้ว่าอีกไม่นาน “น้ำป่าไหลหลาก” มาเยือนอย่างแน่นอน

  • วิธีสังเกต “น้ำป่าไหลหลาก”

1.มีบรรยาการครึ้มฟ้า ครึ้มฝน คล้ายฝนจะตก

2.มีเสียงน้ำดังขึ้นกว่าเดิม หรือดังมากผิดปกติ

3.น้ำตกมีปริมาณหรือระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

4.อุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนไปจากปกติ

5.สังเกตพฤติกรรมของสัตว์ป่า หากจะเกิดอันตราย สัตว์ป่ามักจะแตกตื่น และหนีออกมาจากป่าจนผิดสังเกต

6.มีเศษดิน โคลนลงมาตามลาดเขา และมีเศษไม้ กิ่งไม้ เศษดิน กรวด ไหลมากับน้ำ

7.สีของน้ำเปลี่ยน กลายเป็นสีแดง หรือสีแดงขุ่นขึ้น

กรณีหากไม่สามารถหนีขึ้นที่สูง หรือหาที่ยึดเกาะที่มั่นคงได้ หากมาหลายคน ให้ทุกคนพยายามยืนเรียงกันเป็นแถวตอนเรียงเดี่ยว (ไม่ใช่ยืนเรียงหน้ากระดาน) และพยายามรักษาตำแหน่งเดิมของตนเองไว้ เพื่อลดแรงปะทะของน้ำ โอกาสที่น้ำจะพัดพาเราไปกระแทกสิ่งต่างๆ ก็จะลดลง และโอกาสรอดก็จะมีมากขึ้น จากนั้นควรตะโกนให้คนช่วย และหาอุปกรณ์หรือต้นไม้ยึดไว้ไม่ให้ไหลไปกับน้ำ  

ในภาวะฉุกเฉินที่ไม่มีทางเลือกอื่นใด การทำเช่นนี้ก็อาจเป็นทางเลือกและทางรอดหนึ่ง แต่ทางที่ดีที่สุดก็คือ การป้องกันและเฝ้าระวังโดยไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงเช่นนี้ และที่สำคัญที่สุดอีกหนึ่งอย่างก็คือ ปฏิบัติตามกฎระเบียบและคำเตือนอย่างเคร่งครัด และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดจากทั้งหมดที่กล่าวมา นั่นก็คือ “สติ” เพราะมันจะทำให้มีทางรอดและทางออกในยามฉุกเฉินอยู่เสมอ อย่างคำโบราณที่ว่า “สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา”