ฟื้นอดีตเด็กแว้น “เนวิน” สายบู๊สายมู ทักษิณจำแม่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/532225

ขุนน้ำหมึก

05 ต.ค. 2565

ฟื้นอดีตเด็กแว้น “เนวิน” สายบู๊สายมู ทักษิณจำแม่น

กลับมาแล้ว “เนวิน” อดีตเด็กแว้นซุ้มสิงห์ทอง นักบู๊เซราะกราว ก่อนจะเป็นกลุ่มเพื่อนเนวิน โมเดลสร้างพรรคภูมิใจไทย สมัยหน้าครูใหญ่ขอปั้นเสี่ยหนูเป็นนายกฯ

ครูใหญ่มาแล้ว “เนวิน” สวมบทนักบู๊เซราะกราว รวบรวมไพร่พลจากหลายซุ้มการเมือง ตั้งเป้าปั้นเสี่ยหนู เป็นนายกฯ  

ครั้งหนึ่งในชีวิต “เนวิน” คือหัวหน้าซุ้มเด็กแว้นชื่อ สิงห์ทอง ก่อนพัฒนามาเป็นกลุ่มเพื่อนเนวิน และกลายเป็นโมเดลสร้างพรรคภูมิใจไทย

ยังเล่าขานกันไม่จบ สำหรับวันเกิดครบรอบ 64 ปีของครูใหญ่ เนวิน ชิดชอบ ที่เมืองบุรีรัมย์ เนื่องจากมี ส.ส.ต่างพรรคแห่ไปอวยพรเกือบ 30 คน มีทั้งเปิดหน้า และไม่เปิดหน้า

ช่วงหนึ่ง นักข่าวไปสอบถาม สุชาติ อุสาหะ ส.ส.เพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐว่า จะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ครูใหญ่เนวินได้ยิน จึงหันกลับมาตอบทันทีว่า “มางานวันเกิด อย่าคิดมาก เดี๋ยวลุงเครียด และการมาวันเกิดผม จะต้องขออนุญาตด้วยหรือ”

เหมือนเนวินจะรู้ว่า ส.ส.สุชาติ สังกัดซุ้มเสี่ยเฮ้ง จึงยกตัวอย่างสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน และ ผอ.พปชร. ยังไปอวยพรวันเกิด วัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ไม่เห็นต้องขออนุญาตใคร 

หลังพิธีปะกำช้าง ที่เป็นการสืบทอดมาอย่างยาวนานของตระกูลชิดชอบ เนวินได้ทักทาย ส.ส.พรรคภูมิใจไทยว่า “ขอให้ได้เป็น ส.ส.ทุกคน และมึงต้องดูแลประชาชน” พร้อมบอกแกนนำภูมิใจไทย “รอบหน้าให้ได้ 120 คน เท่ากับอายุหมอช้าง ที่มาทำพิธีในวันนี้”

‘หัวหน้ากลุ่มสิงห์ทอง’

ภาพลักษณ์นักการเมืองขาบู๊ของ “เนวิน” นั้น มีปฐมบทมาจากสมัยวัยรุ่นที่โลดโผนโจนทะยาน เป็นหัวหน้ากลุ่มเด็กแว้น ก่อนพัฒนาเป็นกลุ่มการเมืองท้องถิ่น

เนวินเคยให้สัมภาษณ์นิตยสารผู้จัดการรายเดือน และบอกเล่าเรื่องช่วงชีวิตวัยรุ่น หลังกำนันชัย ส่งลูกชายมาเรียน ม.ศ.1-5 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ปี 2518 กำนันชัยพ่ายเลือกตั้ง จึงเรียกตัวลูกชายกลับบุรีรัมย์ เพราะพฤติกรรมบางด้านในช่วงวัยคะนองของลูกชาย 

เมื่อกลับมาอยู่บ้านเกิด กำนันชัยนำเนวินไปฝากฝังกินนอนอยู่บ้านนายตำรวจใหญ่จังหวะนั้น เนวินตั้งกลุ่มชื่อ “สิงห์ทอง” พากันจับกลุ่มขี่มอเตอร์ไซค์แว้นไปทั่วเมือง

จากกลุ่มสิงห์ทองในช่วงวัยรุ่น ได้แปรสภาพเป็น “กลุ่มเพื่อนเนวิน” องค์กรทางการเมืองระดับท้องถิ่นช่วงที่เขาไปเรียนครูภาคค่ำที่วิทยาลัยครูบุรีรัมย์ 

เนื่องจากผู้ที่มาเรียนหลักสูตรพิเศษภาคค่ำ มักจะเป็นผู้นำท้องถิ่น เนวินจึงเกาะเกี่ยวเป็นกลุ่มเพื่อนเนวิน ใครลงสมัครผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน ก็ไปช่วยกันจนได้รับชัยชนะ 

ปี 2528 เนวินได้รับเลือกเป็น ส.อบจ.บุรีรัมย์ ด้วยแรงหนุนของเพื่อนกำนัน 10 ตำบลในพื้นที่ อ.เมืองบุรีรัมย์

ปี 2531 กำนันชัยส่งลูกชายลงสนามการเมืองระดับชาติ เนวินได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.บุรีรัมย์ สมัยแรก สังกัดพรรคสหประชาธิปไตย โดยมีเพื่อนกำนัน- ผู้ใหญ่บ้าน ในนามกลุ่มเพื่อนเนวิน เป็นหัวคะแนน

ภาพเนวิน ที่เป็นนักการเมืองกล้าได้กล้าเสีย มีบุคลิกนักเลงบ้านนอก ล้วนมีที่มาจากประสบการณ์ในช่วงชีวิตวัยรุ่นทั้งสิ้น

  โปสเตอร์หาเสียง เนวิน สมัยลงสมัคร ส.ส.ปี 2531 พรรคสหประชาธิปไตย โปสเตอร์หาเสียง เนวิน สมัยลงสมัคร ส.ส.ปี 2531 พรรคสหประชาธิปไตย

‘ครูใหญ่กลับมาแล้ว’

บนเส้นทางการเมืองของ “เนวิน” เคยผ่านช่วงชีวิตตกต่ำ ก่อนเลือกตั้งปี 2539 เนวิน เจอแรงต่อต้านจากคนชั้นกลาง แทบจะหาพรรคสังกัดไม่ได้ แต่โชคดีที่พรรคเอกภาพ ของตระกูลสะสมทรัพย์ อ้าแขนรับตระกูลชิดชอบ

ปี 2544 เนวิน กลับมาอยู่พรรคชาติไทยอีกครั้ง และวันหนึ่ง กำนันชัยเอ่ยปากกับทักษิณว่า “อาขอฝากลูกชายไปทำงานกับท่านนายกฯด้วยนะ” หลังจากนั้น ทักษิณตั้งลูกกำนันชัยเป็น รมช.เกษตรฯ ตามมาด้วย รมช.พาณิชย์ 

จากขุนพลคู่บารมีของทักษิณ ปลายปี 2551 เนวินได้นำ ส.ส. 23 คน ในนาม กลุ่มเพื่อนเนวิน เข้าร่วมการจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ พร้อมวลีเด็ด “มันจบแล้วครับนาย”

หลังพ่ายแพ้เลือกตั้งปี 2554 เนวินก็ถอยห่างจากเวทีการเมือง หันไปลุยทำทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จนประสบความสำเร็จ 

วันที่ 4 ต.ค.2565 เนวินประกาศหวนกลับสู่สมรภูมิการเมือง ในฐานะครูใหญ่ พรรคภูมิใจไทย และวาดหวังที่จะสนับสนุนอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้
    

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ   โดย … ขุนน้ำหมึก 

ปิ๊กบ้านเฮา “ธรรมนัส” เติมฝันพลังลูกข้าวนึ่ง ยุคอุ๊งอิ๊ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/532195

ขุนน้ำหมึก

05 ต.ค. 2565

ปิ๊กบ้านเฮา “ธรรมนัส” เติมฝันพลังลูกข้าวนึ่ง ยุคอุ๊งอิ๊ง

ข่าวลือมาแรง “ธรรมนัส” ร้องเพลงปิ๊กบ้านเฮาเต๊อะ หันไปซบคนแดนไกล ลูกพรรคหวั่นกระแสแลนด์สไลด์ ในอดีต ผู้กองแจ้งเกิดกับไทยรักไทย มีสายสัมพันธ์แน่นปึ้ก

ข่าวลือมาแรง “ธรรมนัส” ร้องเพลงปิ๊กบ้านเฮาเต๊อะ หันไปซบคนแดนไกล อ้างลูกพรรคหวั่นกระแสแลนด์สไลด์ เศรษฐกิจไทยจะสูญพันธุ์

“ธรรมนัส” แจ้งเกิดทางการเมืองจากพรรคไทยรักไทย มีสายสัมพันธ์อันดีกับคนในตระกูลชินวัตร ทักษิณยังยอมรับว่าเป็นคนมีฝีมือ 

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย เงียบหายไปพักใหญ่ท่ามกลางกระแสข่าวว่า อาจจะกลับมาช่วยงาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่พรรคพลังประชารัฐ 

พลันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ไปต่อ ก็มีข่าวลือว่า ผู้กองจะหวนคืนพรรคเพื่อไทย โดยจะมี ส.ส.เศรษฐกิจไทย 9 คน ตามไปด้วย

เมื่อวันที่ 4 ต.ค.2565 ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคเศรษฐกิจไทยแจ้งผู้สื่อข่าวว่า วันที่ 10 ต.ค.2565 พรรคเศรษฐกิจไทยได้นัดประชุมใหญ่ที่ จ.พะเยา เพื่อปรับโครงสร้างบริหารพรรค โดยเบื้องต้นหัวหน้าพรรค ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะยื่นหนังสือลาออก เพื่อที่จะมีการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่

ส.ส.ไผ่ ไม่ตอบกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส และ ส.ส.คนใกล้ชิด จะย้ายไปซบพรรคเพื่อไทยหรือไม่ แต่ไผ่ยืนยันว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงในพรรคเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน

ว่ากันว่า ส.ส.ภาคเหนือ พรรคเศรษฐกิจไทย รู้สึกหวั่นไหวในกระแสเพื่อไทยแลนด์สไลด์ ถ้าสวมเสื้อเศรษฐกิจไทยหรือพลังประชารัฐ สอบตกแน่นอน จึงปรึกษา หารือกับผู้กองธรรมนัสในเรื่องดังกล่าว

‘ไปไหนไปกัน’

“ธรรมนัส” แยกตัวออกจากพลังประชารัฐ มีเพื่อน ส.ส. 21 คน ตามไปร่วมหัวจมท้ายปั้นพรรคเศรษฐกิจไทย ภายหลังมี 3 คนที่เลือกไปอยู่พรรคภูมิใจไทย จึงเหลือ 18 คน แต่ศาลให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ 2 คนคือ ทัศนาพร เกษเมธีการุณ ส.ส.นครราช สีมา และวัฒนา สิทธิวัง ส.ส.ลำปาง ที่เพิ่งพ่ายเลือกตั้งซ่อม

เท่ากับว่า พรรคเศรษฐกิจไทย มี ส.ส.เป็นเพื่อนตายสหายศึกรวม 16 คน แต่ก็เหลือแค่ 13 คน เพราะมี 3 ส.ส.ไปร่วมอวยพรวันเกิดเนวิน

นัยว่า ร.อ.ธรรมนัส ยังเหลือ ส.ส. 9 คน ที่จะไปไหนไปด้วยกัน ประกอบด้วย ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2 คนคือ บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ และ ยุทธนา โพธสุธน

ส่วน ส.ส.เขตนำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา เขต 1, จีรเดช ศรีวิราช ส.ส.พะเยา เขต 3 ,ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร เขต 1 ,พรชัย อินทร์สุข ส.ส.พิจิตร เขต 1 ,ภาคภูมิ บูลย์ประมุข ส.ส.ตาก เขต 3 ,ปัญญา จีนาคำ ส.ส.แม่ฮ่องสอน และจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ส.ส.สมุทรสาคร 

เหลือแต่ สะถิระ เผือกประพันธุ์ ส.ส.ชลบุรี เขต 8, สมศักดิ์ คุณเงิน ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 และเกษม ศุภรานนท์ ส.ส.นครราชสีมา เขต 1 ที่ยังลังเลใจอยู่ รอการตัดสินใจหลัง 10 ต.ค.นี้

  ร.อ.ธรรมนัส ยังมีฐานเสียงแข็งแกร่งที่ จ.พะเยา ร.อ.ธรรมนัส ยังมีฐานเสียงแข็งแกร่งที่ จ.พะเยา

‘เจาะสนามพะเยา’

ที่แน่ ๆ “ธรรมนัส” มั่นใจในขุมกำลังของตัวเองที่ จ.พะเยา รวมถึงเพื่อน ส.ส.กำแพงเพชร, แม่ฮ่องสอน และตาก ว่าจะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.อีกสมัยแน่ หากได้สวมเสื้อเพื่อไทย หรือพรรคที่อยู่ขั้วตรงข้ามพี่น้อง 3 ป.

ช่วงต้นเดือน ก.ค.2565 พรรคเพื่อไทยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด เฉพาะที่ จ.พะเยา วางผู้สมัครหน้าใหม่ไว้ 2 เขต และเหลืออีก 1 เขต ยังไม่เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.

วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา 5 สมัย ตัดสินใจลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และส่งพล.ต.ต.ธรรมนูญ มั่นคง ลงสมัคร ส.ส.เขต 2 ฐานที่มั่นของตัวเอง

ส่วนเขต 3 เพื่อไทยส่ง อำนาจ วิชัย อดีตเลขานุการนายก อบจ.พะเยา(วรวิทย์ บุรณศิริ) ลงชนกับ จิรเดช ศรีวิราช พี่ชายภรรยาของ ร.อ.ธรรมนัส 

มีข้อน่าสังเกตว่า เพื่อไทยไม่ส่งอดีต ส.ส.ในตระกูลตันบรรจง ลงสนาม รวมถึงอรุณี ชำนาญยา อดีต ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย หากว่า ทีมผู้กองธรรมนัส จะกลับมาเพื่อไทย ก็คงไม่มีปัญหาการจัดวางตัวผู้สมัคร ส.ส.พะเยา 

ลำพังคนแดนไกล คงไม่ติดใจอะไรกับ ร.อ.ธรรมนัส และอยากได้ช่วยงานในสนามภาคเหนือ แต่แกนนำเพื่อไทย อาจคิดคนละแบบกับนายใหญ่ จึงต้องติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้กองกันต่อไป 
 

คอลัมน์ …  ท่องยุทธภพ    โดย … ขุนน้ำหมึก 

“น้ำท่วมใหญ่ปี 54” ฝันร้ายที่ “นิคมอุตสาหกรรม” ไทยไม่เคยลืม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/532188

05 ต.ค. 2565

"น้ำท่วมใหญ่ปี 54"  ฝันร้ายที่ "นิคมอุตสาหกรรม" ไทยไม่เคยลืม

“น้ำท่วมใหญ่ปี 2554” ฝันร้ายที่ “นิคมอุตสาหกรรม” ไทยไม่เคยลืม สร้างความเสียหายกว่า 3.5 แสนล้าน และเป็น ภัยธรรมชาติ ที่มี นักการเมือง เข้าไปวุ่นวาย จนผู้คนในสังคมต้องเรียกน้ำท่วมในปีนั้น ว่า “น้ำท่วมการเมือง”

สถานการณ์น้ำท่วมปีนี้ ดูเหมือนว่าจะรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ กระจายไปเกือบทุกภูมิภาคของประเทศ จุดเริ่มต้นของ อุทกภัย ก็คือ “พายุโนรู” มหันตภัยร้ายทางธรรมชาติ ที่เข้าถล่มไทยตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2565  ทางฝั่ง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เวลา 19.00 น. 

อิทธิพลของมัน ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก กระจายครอบคลุมไปเกือบทุกพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะ “ภาคอีสาน” ที่ดูเหมือนว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ทั้งจังหวัดอุบลราชธานี  ขอนแก่น และล่าสุดก็ จังหวัดชัยภูมิ ที่ถูกน้ำท่วมสูง 2 ปีติดต่อกันแล้ว  

นอกจากนี้ยังทำให้ภาคเหนือตอนล่าง ก็ได้รับผลกระทบสาหัสไม่แพ้กัน โดยเฉพาะจังหวัดเพชรบูรณ์ และล่าสุดก็ สุโขทัย 

"น้ำท่วมใหญ่ปี 54"  ฝันร้ายที่ "นิคมอุตสาหกรรม" ไทยไม่เคยลืม
"น้ำท่วมใหญ่ปี 54"  ฝันร้ายที่ "นิคมอุตสาหกรรม" ไทยไม่เคยลืม

จากนั้นก็ลงมาสู่ “ลุ่มน้ำเจ้าพระยา” เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงผู้คนในพื้นที่ภาคกลาง พบว่าปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง  อีกทั้งเกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา ที่พบว่าพื้นที่ในอำเภอเสนา ชาวบ้านในพื้นที่บอกว่า ทนอยู่กับน้ำแบบนี้มานานกว่า 2 เดือนแล้ว  และระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนขณะนี้iระดับน้ำก็ใกล้เคียงกับ น้ำท่วมใหญ่ปี 54 แล้ว  

สิ่งนี้เอง หลายฝ่ายจึงมีความกังวัง โดยเฉพาะความเสียหายด้านเศรษฐกิจ ของภาคอุตสาหกรรม เพราะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี พื้นที่ติดต่อ เป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่ง และเคยถูกน้ำท่วมใหญ่ปี 54 ครั้งนั้นทำให้นิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง ต้องจมไปกับสายน้ำ สร้างความเสียหายกว่า 3.5 แสนล้านบาท  

"น้ำท่วมใหญ่ปี 54"  ฝันร้ายที่ "นิคมอุตสาหกรรม" ไทยไม่เคยลืม
"น้ำท่วมใหญ่ปี 54"  ฝันร้ายที่ "นิคมอุตสาหกรรม" ไทยไม่เคยลืม

และล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา  นายไพรรัตน์ เพชรยวน รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัด  ได้เรียกประชุมด่วนที่สุด 5 นิคมอุตสาหกรรม ประกอบด้วย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) 3 แห่ง คือ  1.นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน 2.นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) 3.นิคมอุตสาหกรรมนครหลวง (เดิมคือ นิคมสหรัตนนคร) 

และเอกชน 2 แห่ง คือ 1.นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ  2.นิคมอุตสาหกรรมแฟคตอรี่แลนด์วังน้อย มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ 2,134 โรงงาน  เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัย ปี 2565 ของเขตนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัด

เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ลักษณะอากาศช่วงฤดูฝนของประเทศไทยจะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนตุลาคม 

โดยช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนจะเป็นช่วงที่มีฝนตกชุกหนาแน่น ซึ่งจะส่งผลให้มีฝนตกหนักถึงหนักมาก อาจก่อให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน รวมทั้งน้ำล้นตลิ่งได้ในบางพื้นที่ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมและนอกนิคมอุตสาหกรรม


วันนี้ คมชัดลึกออนไลน์ จะพาไปย้อนดูเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นกับนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่งในปี 2554  ที่สาเหตุหลักมาจาก 2 ปัจจัย คือ ภัยธรรมชาติที่มีพายุเข้ามาในประเทศ  ทั้งหมด 5 ลูก ประกอบด้วย พายุโซนร้อนไหหม่า นกเตน ไห่ถาง เนสาด และนาลแก  และปัจจัยที่สอง ก็มาจากน้ำมือมนุษย์ ที่เกิดหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบ หลังผิดพลาด เรื่องบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้น  ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือ มีนักการเมืองบางคน ที่เห็นแก่ตัว  เข้าไปแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันมวลน้ำไม่ให้เข้าจังหวัดตัวเอง เป็นการรักษาฐานเสียง ที่สร้างความเสียหาย และความเดือดร้อนให้กับคนหมู่มาก  จนเลยเถิดทำให้มวลน้ำมหาศาลไหลเข้าท่วมพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเขตดอนเมือง เป็นพื้นที่รับน้ำด่านแรก และเป็นพื้นที่สุดท้ายที่น้ำลดเช่นกัน  


สำหรับพื้นที่ “นิคมอุตสาหกรรม” ทั้ง 7 แห่ง ที่ถูกน้ำท่วมอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เป็นมวลน้ำเหนือ ที่ไหลสู่ “ลุ่มน้ำเจ้าพระยา”  ก่อนเอ่อล้นตลิ่งไหลบ่า เข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศ  


 
วันเริ่มต้น คือ วันที่ 4 ตุลาคม 2554 น้ำเหนือไหลเข้า “นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร”  ที่แรก พื้นที่กว่า  1,441 ไร่ และโรงงาน 43 แห่ง เต็มไปด้วยน้ำ  มูลค่าความเสียหายเกือบ 9500 ล้านบาท  และส่งผลให้ แรงงานเกือบ 15000 คน ต้องหยุดงานทันที 

8 ตุลาคม 2554 น้ำเหนือไหลต่อมายัง “สวนอุตสาหกรรมโรจนะ” อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  มวลน้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่กว่า  3,675 ไร่  โรงงาน 236 แห่ง เสียหายหนัก  แรงงาน 100,000 ชีวิต ขาดร่ายได้ เพราะน้ำท่วมสูงไม่ต่ำกว่า2เมตร


13 ตุลาคม 2554  ถึงคราว “นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า  (ไฮเทค)”  อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  มวลน้ำเข้าท่วมเต็มพื้นที่ 2,446 ไร่  โรงงาน 143 แห่ง จมไปกับสายน้ำ  แรงงาน 51,186 คน ต้องหยุดงานกระทันหัน      ส่วนมูลค่าความเสียหายสุงกว่า  65000 ล้านบาท 

15 ตุลาคม 2554  น้ำที่ท่วมรอบพื้นที่อำเภอบางปะอิน  ทะลักคันดินความสูง6 เมตร เข้าท่วม “นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน”  เต็มพื้นที่1,962 ไร่ สร้างความเสียหายกับโรงงาน 90 แห่ง ความสูงน้ำเฉลี่ย 2.50 – 4 เมตร เพราะเป็นพื้นที่ต่ำ  เงินกว่า 60,000 ล้านสูญหาย  ส่วน แรงงานกอีกประมาณ 60,000 คน ต้องหยุดงานนานกว่า 2เดือน


16ตุลาคม 2554  ถึงทีของ “เขตประกอบการอุตสาหกรรม แฟตตอรี่แลนด์”  น้ำเหนือไหลเข้าท่วมพื้นที่ 130 ไร่ ส่งผลให้โรงงาน 93 แห่งปิดทำการชั่วคราว  กระทบแรงงานเกือบ 9000 คน  มูลค่าลงทุน 8000 ล้านบาท สูญหายไปกับน้ำ


เพียงแค่ครึ่งเดือนตุลาคม ปี 2554  น้ำเหนือไหลเข้าท่วมนิคมอุตสาหกรรมแล้ว 5แห่ง ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 2 แสนล้านบาท แรงงานกว่า 2 แสน ชีวิต ต้องหยุดชั่วคราว ขาดรายได้ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ เพราะบางคนเป็นหัวหน้าครอบครัว และบางคนก็มีพ่อแม่ ญาติพี่น้องที่รอเงิน จากเขาเหล่านี้ไปจุนเจือครอบครัวที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด  


จากนั้น วันที่ 17 ตุลาคม 2554 มวลน้ำยังเดินทางต่อไปตามหลักภูมิศาสตร์ คือจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ จากเมืองหลวงเก่าแก่ สู่ เมืองที่อยู่ปริมณฑล อย่าง จังหวัดปทุมธานี ในวันนั้น มวลน้ำทะลักพนังกั้นน้ำความสูง 5เมตร ของ “เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร”  จุดแรกที่ด้านหลังวัดพืชนิมิตร  จุดที่2บริเวณบ่อบำบัดน้ำเสียด้านโรงงานคูโบต้า 
 

แม้จะมีความพยายามที่จะเอาชนะภัยธรรมชาติ อย่างเต็มที่ และคิดว่าป้องกันได้ แต่ใครจะล่วงรู้ ว่าธรรมชาติโหดร้ายกว่าที่คิด มวลน้ำมหาศาล ได้ทำลายล้างสิ่งกีดขวางด้านหน้า จนพังเสียหาย ทำให้น้ำท่วมเต็มพื้นที่อย่างรวดเร็ว นวนครเกือบ 6500 ไร่ จมไปกับสายน้ำ พร้อมโรงงาน 227 แห่ง  ระดับน้ำที่นี่ท่วมสูงสุดถึง4เมตร  แรงงานกว่า  170,000 คน ต้องหยุดงานทันที  บางคนถูกเลิกจ้าง  เพราะเจ้าของโรงงานก็ล้มละลายจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในครั้งนั้น 


21 ตุลาคม 2554 น้ำเหนือจากพื้นที่อำเภอเมืองปทุมธานี ก็เข้ามาประชิดแนวกั้นของ “สวนอุตสาหกรรมบางกะดี” มันค่อยๆกัดเซาะคันดินความสูงเกือบ 5 เมตร ที่เจ้าของทำกั้นไว้ แต่สิ่งกีดขวางเพียงเท่านี้ไม่สามารถป้องกันมวลน้ำได้ เพราะขนาดหินที่แข็งแกร่งถูกน้ำหยดลงทุกวัน หินยังกร่อนได้ นับประสาอะไรกับแค่คันดิน ที่ไม่นานมันฝ่าด่านวงล้อมเข้ามาได้เเบบสบายๆ  ไม่ถึงชั่วโมงพื้นที่ 250ไร่ เต็มไปด้วยน้ำ  แรงงานมากกว่า 25,000 คน จากโรงงาน 47แห่ง ต้องหยุดงานกะทันหัน รวมไปถึง เงินลงทุน 22,000ล้านบาทสูญสิ้นทันทีเช่นกัน   

เหตุการณ์ในครั้งนั้น ถึงแม้มนุษย์ จะพยายามใช้วิธีหลากหลายในการป้องกัน และสร้างปราการกั้นน้ำหลายจุด แต่ธรรมชาติมักมีอาวุธที่พร้อมนำออกมาทำลายล้างสิ่งต่างๆอยู่เสมอ สุดท้าย 2 จังหวัด ไม่มี “นิคมอุตสาหกรรม” ไหนรอด  

คราวนี้รัฐบาลและเอกชนจึงร่วมมือกันเพื่อรักษา และป้องกัน นิคมอุตสาหกรรมที่เหลืออยู่ ถึงแม้จะมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกน้ำท่วม นั่นก็คือ “นิคมอุตสาหกรรมบางชัน” ย่านเสรีไทย  กรุงเทพมหานคร 

แต่ความพยายามครั้งนี้ไม่สูญเปล่า ผลของการสูบน้ำในคลองหลอแหล  และคลองแสนแสบ รวมถึงการคิดค้น “แผนมะรุมมะตุ้ม” ของเหล่าทหาร จึงเกิดขึ้นด้วยการปิดกั้นน้ำและสูบน้ำที่ท่วมขังบนถนนเสรีไทยลงท่อ  แม้จะไม่เป็นผลในช่วงแรก  แต่สุดท้ายก็สามารถระบายน้ำที่ประชิด “นิคมอุตสาหกรรมบางชัน” ได้  ทำให้โรงงานจำนวน 231 แห่ง รอดพ้นจากน้ำท่วม  แรงงานจำนวน 48,097 คนไม่ตกงาน  เป็นโรงงานแรกที่ “เสี่ยง” และ “รอด” จากน้ำท่วม ถือเป็นความสำเร็จของภาคอุตสาหกรรม 


นอกจากนี้ยังมี นิคมอุตสาหกรรมอีกแห่งที่รอดจากน้ำท่วมปี 2554 มาได้ คือ “นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง”  จังหวัดสมุทรปราการ  ด้วยการนำถังน้ำมันบรรจุน้ำไว้จนเต็ม ทำเป็นพนังกั้นน้ำ และปิดกั้นด้วยแผ่นวีว่าบอร์ด ที่สร้างขึ้นตลอดแนวคลองลำแตงโม คลองที่ไหลผ่ากลางนิคม  รวมทั้งทำพนังกั้นน้ำรอบพื้นที่17กิโลเมตร ตลอด นิคมลาดกระบัง มีหน่วยเคลื่อนที่เร็ว สอดส่องดูแลจุดเสี่ยง 24ชั่วโมง  

ผลลัพธ์ของการวางแผนที่เป็นระบบในครั้งนี้ ทำให้  โรงงาน137 แห่ง แรงงาน 22,884 คน ภายในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง รอดพ้นวิกฤติน้ำท่วมไปได้อย่างน่าชื่นชมถึงความทุ่มเทของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ร่วมมือกัน  

กระทั้ง วันที่ 8 ธันวาคม  2554 กรมโรงงานอุตสาหกรรม สรุปภาพรวมความเสียหายจากน้ำท่วม ข้อมูลพบว่า มีผู้ประกอบการขึ้นทะเบียนขอรับความช่วยเหลือประมาณ 2,676 ราย แบ่ง เป็นภาคการผลิตเสียหาย 1,218 ราย มูลค่าเงินลงทุน 268,157 ล้านบาท ผลกระทบต่อการจ้างงานเกือบ 142000 คน ความเสียหายมากกว่า 88000 ล้านบาท  รวมแล้วในปีนั้่นเราต้องจ่ายภาษีคืนธรรมชาติไปเกือบ 3.5 แสนล้านบาท 

ส่วนสถานการณ์น้ำท่วม ในปี 2565 ที่พบว่า กำลังขยายวงกว้างไปในหลายพื้นที่ วันนี้ ทีมข่าว คมชัดลึกออนไลน์ ได้พูดคุยกับ  นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่มาร่วมงานสัมนา “Thailand Ecodomic 2023” ที่จัดขึ้นโดย กรุงเทพธุรกิจ บริษัทในเครือ เนชั่น กรุ๊ป ในโอกาสฉลองครอบรอบ 36 ปี และร่วมปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ  “ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ 2023 รอดหรือร่วง” ได้กล่าวถึงมาตรการรับมือ – ป้องกัน น้ำท่วม ภายของนิคมอุตสาหกรรม ในปีนี้ 

นายเกรียงไกร เปิดเผยว่า ปีนี้ยอมรับว่ามีความกังวล จึงต้องกำชับให้นิคมอุตสาหกรรม เฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะไม่อยากให้เป็นฝันร้ายเหมือนน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 


โดยช่วงแรก นิคมอุตสาหกรรม โรงงาน ที่อยู่ในพื้นที่ น้ำท่วมใหญ่ปี 54 ในภาคกลาง ก็เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ตลอด ทุกโรงงานมีการเตรียมกระสอบทราย เครื่องสูบน้ำ เเละอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันน้ำท่วมไว้เเล้วอย่างเต็มที่  

พร้อมมีการวางแผนรับมือ ถึงแม้การประเมิณเบื้องต้น ยังไงก็ไม่มีเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนปี 2554 แต่เพื่อความไม่ประมาท และภัยธรรมชาติ คือมหันตภัยร้าย ที่ไม่บอกให้รับรู้ล่วงหน้าถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจริงเหมือนปี 2554  ประเทศไทยก็หมดเชื่อความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศในระยะยาว สร้างเสียหายเป็นเม็ดเงินมหาศาล ที่ไทยจะเสียโอกาศจากการลงทุน 

แต่หากมองในมุมกลับ ถ้าไทยผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ ก็จะกลายเป็นผลดี ที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ รวมถึงช่วยสร้างความเชื่อมั่น กับนักลุงทุนทั้งไทยและต่างประเทศได้ในระยาวเช่นกัน


“น้ำท่วมใหญ่ปี 54” ได้สร้างความเสียหายในทุกมิติ  โดยเฉพาะมิติทางเศรษฐกิจ มีมูลค่าความเสียหายโดยรวมสูงกว่า 14.4 ล้านล้านบาท ประชาชนได้รับผลกระทบ กว่า 12.8 ล้านคน  แต่ตัวเลขนี้ยังไม่นับรวม ผลกระทบทางจิตใจ ความสูญเสียของบ้านเรือน ที่พักอาศัย โรงเรียน อาคาร โรงงานต่างๆ ที่คงไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับคืนมาเหมือนเดิมได้


“น้ำท่วมใหญ่ปี 54”  คืออุทกภัยที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 70 ปี เหตุการณ์ในครั้งนั้น กลายเป็นฝันร้ายของใครหลายคน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ที่นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เสียหายไป 7 แห่ง 

ส่งผลยังรายได้ของประเทศที่มาจากเม็ดเงินลงทุนใน  นิคมอุตสาหกรรม ก็สูญหายไปกว่า 3.5 แสนล้านบาท  และเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนั้น ทำให้คนไทยทั้งประเทศได้รับรู้ว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นเรื่องใกล้ตัวและควรรับมือให้ดีที่สุด 

รวมทั้งยังได้รับรู้ ว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่าภัยธรรมชาติ นั่นก็คือมนุษย์  เห็นได้จากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดตั้งแต่ต้น แถมยังมี  “นักการเมือง” พ่วงท้ายมาด้วย  โดยสิ่งที่เขาทำก็คือพยายามแทรกแทรงเอาผลประโยชน์ส่วนตน ไม่คำนึงถึงความเสียหาย และเดือดร้อนในภาพรวม  มิหนำซ้ำทำให้สถานการณ์น้ำท่วม กลับเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม  “น้ำท่วมใหญ่ปี 54”  จึงถูกคนในสังคมเรียกอีกอย่างว่า  “น้ำท่วมการเมือง” 
 

"น้ำท่วมใหญ่ปี 54"  ฝันร้ายที่ "นิคมอุตสาหกรรม" ไทยไม่เคยลืม
"น้ำท่วมใหญ่ปี 54"  ฝันร้ายที่ "นิคมอุตสาหกรรม" ไทยไม่เคยลืม
"น้ำท่วมใหญ่ปี 54"  ฝันร้ายที่ "นิคมอุตสาหกรรม" ไทยไม่เคยลืม

ฤทธิ์พลังใบ “เนวิน” ส.ส.นกรู้นกแล แห่หนีค่ายลุงป้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/532081

ขุนน้ำหมึก

04 ต.ค. 2565

ฤทธิ์พลังใบ “เนวิน” ส.ส.นกรู้นกแล แห่หนีค่ายลุงป้อม

ฤทธิ์พลังใบ “เนวิน” สะเทือนบ้านป่ารอยต่อฯ ส.ส.นกแลค่ายลุงป้อม ตามกลิ่นถึงบุรีรัมย์ สะท้อน 3 ป. แพแตกแยกย้าย ปลดล็อก 10 ปี ครูใหญ่ลุยสงครามครั้งสุดท้าย

พลังดูด “เนวิน” สะเทือนบ้านป่ารอยต่อฯ ส.ส.พลังประชารัฐ ตามกลิ่นกัญชาถึงบุรีรัมย์ สะท้อนภาพค่าย 3 ป. ถึงคราวแพแตกแยกย้าย

ปลดล็อก 10 ปี “เนวิน” หลังยุติบทบาททางการเมือง วันนี้ขอประกาศหนุนอนุทิน เป็นนายกฯ ทำไม่ได้ ลาออกจากครูใหญ่ค่ายสีน้ำเงิน

วันที่ 4 ต.ค.2555 เนวิน ชิดชอบ ได้ประกาศยุติบทบาททางการเมือง ไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี หรือ ส.ส.ในงานวันเกิด (ครบรอบ 54 ปี) สาเหตุมาจากความปราชัยย่อยยับในการเลือกตั้งปี 2554

10 ปีผ่านไป เนวิน แถลงต่อหน้าสื่อมวลชนว่า ถ้าการรณรงค์เลือกตั้งครั้งหน้า ไม่สู้ให้อนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ตนเองจะลาออกจากครูใหญ่ พรรคภูมิใจไทย โดยการเลือกตั้งสมัยหน้า ค่ายสีน้ำเงินตั้งเป้าต้อง 100 ที่นั่งขึ้นไป 

ดังนั้น บรรยากาศงานวันเกิดของครูใหญ่เนวิน จึงไม่ต่างอะไรกับงานวันเปิดตัว ส.ส.ที่ย้ายจากพรรคอื่นมาสังกัดภูมิใจไทย เท่าที่นักข่าวได้รับโพยจากทีมงานเนวิน มีประมาณ 30 คน 

ที่น่าสนใจคือ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ จำนวนหนึ่งมาร่วมอวยพรเนวิน และเป็นที่สังเกตว่า ส.ส.เหล่านี้ เป็น ส.ส.สมัยแรก และไม่สังกัดซุ้มบ้านใหญ่ชัดเจน

ส.ส.พลังประชารัฐ และ ส.ส.อีกหลายพรรค ร่วมงานวันเกิดเนวิน ส.ส.พลังประชารัฐ และ ส.ส.อีกหลายพรรค ร่วมงานวันเกิดเนวิน

‘ตัวใครตัวมัน’

เสียงเพลงงานวันเกิด “เนวิน” ดังสะท้านสะเทือนถึงบ้านป่ารอยต่อฯ เพราะมี ส.ส.พลังประชารัฐ นับสิบรายมาโผล่กลางดงกัญชาบุรีรัมย์

มาไล่เรียงชื่อ ส.ส.พปชร.แต่ละคน ที่แหกค่ายมางานวันเกิดนายใหญ่บุรีรัมย์ ว่ามีใครบ้าง และสังกัดซุ้มไหน

กฤษณ์ แก้วอยู่ ส.ส.เพชรบุรี เขต 1 และสุชาติ อุสาหะ ส.ส.เพชรบุรี เขต 3 เดิมที ส.ส.เพชรบุรี 3 คน สังกัดซุ้มมังกรน้ำเค็ม ของสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน

“กำนันฉอย” สมเกียรติ วอนเพียร ส.ส.กาญจนบุรี เขต 2 อดีตกำนันดังแห่ง อ.ท่าม่วง แวะไปหลายซุ้ม เพราะเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นดาวฤกษ์

ปฐมพงศ์ สูญจันทร์ ส.ส.นครปฐม เขต 4 เคยสังกัดซุ้มเสี่ยเฮ้ง แต่พักหลังก็บินเดี่ยว ตามประสานักการเมืองท้องถิ่นจอมเก๋า

ประทวน สุทธิอำนวยเดช ส.ส.ลพบุรี อาศัยบารมีบ้านใหญ่เมืองลิง ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก จึงต้องตอบแทนบ้านใหญ่มาอยู่ค่ายสีน้ำเงินในสมัยหน้า

อนุชา น้อยวงศ์ ส.ส.พิษณุโลก เขต 3 บ้านใหญ่ อ.เนินมะปราง ตอนแรกสังกัดกลุ่มสามมิตร แต่ดูไม่มีอนาคต เลยขอแยกวง

มณเฑียร สงฆ์ประชา ส.ส.ชัยนาท เขต 2 มีความเคลื่อนไหวร่วมกับน้องสาว ส.ส.มันแกว นันทนา สงฆ์ประชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาภิวัฒน์ มานานแล้วเรื่องการย้ายพรรค และในที่สุด ก็มาจอดป้ายที่ภูมิใจไทย

ตระกูลสงฆ์ประชา ขอแยกทางกับเสี่ยแฮงก์ อนุชา นาคาศัย แม้ลุงป้อมจะไปเหยียบชัยนาทเมื่อวันก่อน ก็ไม่มีความหมาย

‘หอมกลิ่นกัญชา’

หลังลุงตู่ไปต่อได้แค่ 2 ปี พรรค พปชร.ก็ปั่นป่วน ย่อมเข้าทาง “เนวิน” และพรรคพวก เนื่องจาก ส.ส.พรรษาแรกค่ายลุงป้อม ต้องการกระสุนดินดำลงสู้ศึกใหญ่

กรณี วีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ จุดพลุเรื่องจะเสนอชื่อนายกฯ ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร แถมแจกแจงว่า ได้เวลาลุงตู่ถอย เพื่อให้ลุงป้อมได้เป็นนายกฯ

สิ่งที่ ส.ส.วีระกร พูดจาออกมานั้น ไม่ใช่คิดเองทำเอง และคิดคนเดียวแน่นอน เชื่อว่า ส.ส.พลังประชารัฐอีกจำนวนไม่น้อย ก็คิดเช่นนี้


อย่างที่ทราบกัน ส.ส.พลังประชารัฐ กว่าร้อยละ 40 เป็น ส.ส.สมัยแรก และได้เข้าสภาฯ เพราะกระแสความสงบจบที่ลุงตู่ และพลังอำนาจรัฐ ส.ส.เหล่านี้ ก็หวาดหวั่นในอนาคตของตัวเอง เมื่อลงสนามครั้งหน้า

ขณะที่แกนนำ พปชร.อย่างวิรัช รัตนเศรษฐ พยายามจะเข็นลุงป้อมเป็นผู้นำ แต่เอาเข้าจริง เรตติ้งลุงป้อมก็สู้ลุงตู่ไม่ได้ แม้ 3 ป.จะวางตัวทายาท ป.แป๊ะ ขึ้นมาเป็นผู้นำ ก็ยากที่จะปั้นแบรนด์ให้แข็งแรงเท่ากับลุงตู่สมัยเรตติ้งสูงสุดได้ ส.ส.นกแลนกรู้ จึงแห่หนีเอาตัวรอด
    
    

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ    โดย … ขุนน้ำหมึก 

แผนตอกเสาเข็ม “อิสสระ สมชัย” อุ้ม “ส.ส.แนน” ซบบ้านใหญ่ชิดชอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/532042

ขุนน้ำหมึก

04 ต.ค. 2565

แผนตอกเสาเข็ม “อิสสระ สมชัย” อุ้ม “ส.ส.แนน” ซบบ้านใหญ่ชิดชอบ

ชัดเจนแล้ว “อิสสระ สมชัย” หอบหิ้ว “ส.ส.แนน” ออกจาก ปชป.ไปอยู่ใต้ชายคา “ชิดชอบ” ตอกเสาเข็มเมืองอุบลฯ ในอดีตพ่อใหญ่อิสสระ ฝ่าพายุแลนด์สไลด์มาได้ทุกครั้ง

ชัดเจนแล้ว “อิสสระ สมชัย” หอบหิ้ว ส.ส.แนน สมชัย เตรียมย้ายบ้านจาก ปชป.ไปอยู่ใต้ชายคา “ชิดชอบ” ตอกเสาเข็มเมืองดอกบัวบาน

พ่อใหญ่ กปปส. “อิสสระ สมชัย” สวมเสื้อสีฟ้า ฝ่าพายุแลนด์สไลด์มาหลายสมัย สมัยหน้าขอเดินทางสายสีน้ำเงิน ส่ง ส.ส.แนน ทายาทขึ้นฝั่งอีกสมัย

งานวันเกิด เนวิน ชิดชอบ ครบรอบ 64 ปี ที่เมืองบุรีรัมย์ ในวันที่ 4 ต.ค.2565 มีกลิ่นอายการเมืองมากกว่าทุกปี เพราะปี่กลองการเมืองดังกระหึ่มแล้ว

เหมือนมาตามนัด ส.ส.แนน หรือ บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมาอวยพรวันเกิด “อาเนวิน” บอกกับนักข่าวสั้นๆว่า จะมีความชัดเจนหลังจากสภาฯครบวาระ 

จริงๆแล้ว ข่าวพ่อใหญ่เมืองอุบลฯ อิสสระ สมชัย จะพาลูกสาว ส.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ย้ายจาก ปชป.ไปอยู่ภูมิใจไทยนั้น ตกเป็นข่าวมานานหลายเดือนแล้ว

ต้นเดือน ก.พ.2565 นวลนภา สมชัย ภรรยา อิสสระ สมชัย อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป. ไปปรากฎตัวในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย แถวซอยรางน้ำ ก็สร้างความฮือฮาในหมู่คน ปชป. แต่ ส.ส.แนน ลูกสาวของนวลนภา ก็ไม่ปริปากพูดอะไร 

สำหรับ อิสสระ สมชัย หรือพ่อใหญ่ของชาว กปปส. ได้พ้นจากการเป็น ส.ส.ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อต้นเดือน ธ.ค.2564 สืบเนื่องจากศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษจำคุกอิสสระ ในคดีกบฎ กปปส. และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

มรดกทางการเมืองของพ่อใหญ่อิสสระ ก็คือ ส.ส.แนน ลูกสาวคนเดียว ที่เขาปลุกปั้นมากับมือ ซึ่ง ส.ส.แนน เป็น ส.ส.อุบลราชธานี เขต 8 มา 2 สมัยแล้ว

‘อดีตเสาเข็ม ปชป.’

“อิสสระ สมชัย” เป็น 1 ใน 2 ส.ส.อีสาน ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยืนต้านพายุแลนด์สไลด์ของทักษิณ ในปี 2548 และปี 2554

นับแต่ทักษิณ ชินวัตร ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ก่อนจะแตกหน่อออกมาเป็นพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ปรากฏว่า ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ปชป.ภาคอีสาน ก็ไม่เคยได้ ส.ส.มากกว่า 4 ที่นั่ง

ตระกูลการเมืองที่เป็นเสาหลักให้ ปชป.อีสาน ได้แก่ตระกูลสมชัย ,นามบุตร และเงินหมื่น ซึ่งในวันนี้ ก็ยังเหลือ สุทัศน์ เงินหมื่น อดีต ส.ส.อำนาจเจริญ เพียงคนเดียว

เนื่องจาก อิสสระ สมชัย พาลูกสาวไปซบค่ายชิดชอบ ยังเหลือแต่วิฑูรย์ นามบุตร อดีต ส.ส.อุบลฯ ที่ลาออกจาก ปชป.แล้ว แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่า จะไปสังกัดพรรคไหน

การเลือกตั้งปี 2562 สนามภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด มี ส.ส.ทั้งหมด 116 คน แต่ผู้สมัคร ส.ส.ของ ปชป.อีสาน ฝ่าพายุอำนาจนิยม-ประชานิยม เข้าสภาฯได้ 2 คน คือ วุฒิพงษ์ นามบุตร เขต 3 อุบลฯ และแนน-บุณย์ธิดา สมชัย เขต 8 อุบลฯ

สมัยหน้า ตระกูลนามบุตร ยังปักหลักที่ ปชป. ก็พอได้ลุ้น ส.ส.เขต 1 ที่นั่ง ตรงกันข้าม ถ้าวิฑูรย์พาหลานชาย-วุฒิพงษ์ เดินหน้าไปซบพรรคอื่น ก็จบเกม

‘พ่อใหญ่ใจถึง’

“อิสสระ สมชัย” ทนายความหัวเห็ด ขวัญใจชาวพิบูลมังสาหาร ก้าวสู่สภาฯสมัยแรก ปี 2529 ในนามพรรคราษฎร ก่อนจะย้ายมาพรรคความหวังใหม่ และพรรคประชาธิปัตย์ 

ตลอดชีวิตการเป็น ส.ส.ของอิสสระ มีหลังบ้านชื่อ นวลนภา สมชัย เป็นกองหนุนหลักทั้งในยามสุขและทุกข์ โดยพ่อใหญ่อิสสระ มีบุคลิกแบบนักเลงบ้านนอก คำไหนคำนั้น ชาวบ้านนิยมชมชอบเป็นการส่วนตัว ไม่ว่าจะสวมเสื้อพรรคสีไหน

  พ่อใหญ่อิสสระ และนวลนภา สมชัย คู่ทุกข์คู่ยาก พ่อใหญ่อิสสระ และนวลนภา สมชัย คู่ทุกข์คู่ยาก

สมัยที่แล้ว ส.ส.แนน บุณย์ธิดา กว่าจะได้เป็น ส.ส.สมัยที่ 2 ทำเอาพ่อใหญ่อิสสระออกแรงลุ้นหนัก โดย ส.ส.แนนเฉือนชนะเอกพล ญาวงค์ เพื่อไทย แค่ 2 พันคะแนน

วันนี้ พ่อใหญ่อิสสะเป็นเพียงอดีต ส.ส. และมีภารกิจที่ต้องอุ้มแนน-บุณย์ธิดา เป็น ส.ส.อุบลฯ สมัยหน้าให้ได้ จึงต้องเลือกทางเดินสายใหม่ เพื่อความชัวร์

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ      โดย … ขุนน้ำหมึก 

ลุยชัยนาท “ประวิตร” หนุนเสี่ยแฮงก์ มัดใจทายาทเจ้าพ่อหันคา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/531965

03 ต.ค. 2565

ลุยชัยนาท “ประวิตร” หนุนเสี่ยแฮงก์ มัดใจทายาทเจ้าพ่อหันคา

มัดใจสามมิตร “ประวิตร” บุกชัยนาท บ้านเกิดเสี่ยแฮงก์ อนุชา นาคาศัย แถมพักนี้มีข่าวลือสองพี่น้อง ทายาทเจ้าพ่อหันคา จะบินหนีบ้านป่ารอยต่อฯ ไปซบบ้านหลังใหม่

มัดใจสามมิตร “ประวิตร” บุกชัยนาท บ้านเกิดเสี่ยแฮงก์ อนุชา นาคาศัย พักนี้มีข่าวลือ ทายาทเจ้าพ่อหันคา จะโบยบินหนีบ้านป่ารอยต่อฯ

เบื้องหลัง “ประวิตร” เดินสายเอาใจลูกพรรค เพราะวงใน พปชร. ไม่เป็นเอกภาพ ส.ส.บ้านใหญ่ฐานแน่น จึงคิดหาทางไป

คิววันจันทร์ที่ 3 ต.ค.2565  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ชัยนาท,อ่างทอง จนถึงพระนครศรีอยุธยา 

เมื่อ พล.อ.ประวิตร เดินทางถึง สำนักงานชลประทานที่ 12 อ.สรรพยา จ.ชัยนาท เสี่ยแฮงก์-อนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี และ ส.ส.ชัยนาท พร้อมน้องชาย อนุสรณ์ นาคาศัย นายก อบจ.ชัยนาท พาชาวบ้านประมาณ 200 คนมาต้อนรับลุงป้อม


ส่วน มณเฑียร สงฆ์ประชา ส.ส.ชัยนาท เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ ก็โผล่หน้ามาต้อนรับหัวหน้าพรรค ท่ามกลางสายตานักข่าวท้องถิ่นที่จับจ้องอยู่ เนื่องจากมีข่าวตระกูลสงฆ์ประชา จะย้ายไปอยู่พรรคใหม่

ถ้าจำกันได้ ก่อนเปิดศึกซักฟอกครั้งสุดท้าย พล.อ.ประวิตร เรียกประชุม ส.ส.พลังประชารัฐ และได้สอบถามเรื่องกระแสข่าวย้ายพรรค ตอนหนึ่งหัวหน้าป้อมแซวมณเฑียร สงฆ์ประชา ส.ส.ชัยนาท ว่า “แดงอยู่ด้วยกันนะ”

“แดง” เป็นชื่อเล่นของ ส.ส.มณเฑียร ซึ่งคนชัยนาทต่างก็เรียก ส.ส.แดง เหมือนคนแถวสรรพยา เรียกอนุชาว่า ส.ส.แฮงก์ 

‘บ้านใหญ่หันคา’

พลังประชารัฐยุค “ประวิตร” ใจบันดาลแรง ได้หลอมรวม ส.ส.บ้านใหญ่ไว้เป็นหนึ่งเดียว เพราะ ส.ส.เหล่านี้เป็นกำลังหลักของ พปชร.

ต้นเดือน ส.ค.2565 งานวันเกิด ประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ปรากฏว่า ส.ส.แดง-มณเฑียร สงฆ์ประชา และ ส.ส.มันแกว-นันทนา สงฆ์ประชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาภิวัฒน์ ได้เข้าร่วมอวยพรด้วย จึงเป็นที่มาของข่าวลือ สองพี่น้องจะย้ายพรรค

ทั้ง ส.ส.แดง และ ส.ส.มันแกว เป็นทายาท บุญธง สงฆ์ประชา อดีต ส.ส.ชัยนาท พรรคชาติไทย ที่มีฐานธุรกิจอยู่ใน ต.ไพรนกยูง อ.หันคา จ.ชัยนาท และได้ฉายา “เจ้าพ่อหันคา”

เลือกตั้งปี 2562 มณเฑียร สงฆ์ประชา ลงสมัคร ส.ส.เขต 2 คู่กับเสี่ยแฮงก์ อนุชา นาคาศัย เขต 1 โดยสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ส่วน นันทนา สงฆ์ประชา แยกทางไปตั้งพรรคประชาภิวัฒน์ และได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ

เดิมที ตระกูลสงฆ์ประชา กับเสี่ยแฮงก์ เป็นคู่แข่งกันในสนามเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งปี 2554 มณเฑียร-นันทนา ย้ายจากพรรคชาติไทยพัฒนา มาเป็นพันธมิตรกับเสี่ยแฮงก์ สังกัดภูมิใจไทย ก่อนจะย้ายมา พปชร.

  มณเฑียร-นันทนา สงฆ์ประชา ออกเดินสายพบปะหัวคะแนนในเขต 2 ชัยนาทมณเฑียร-นันทนา สงฆ์ประชา ออกเดินสายพบปะหัวคะแนนในเขต 2 ชัยนาท

‘นกใหญ่บินสูง’

ระยะหลัง อนุชา นาคาศัย กลุ่มสามมิตร กลายเป็นขุนพลคนสนิท “ประวิตร” และได้รับการสนับสนุนจากประมุขบ้านรอยต่อฯ ให้มาดูแลสารพัดม็อบชาวบ้าน

เสี่ยแฮงก์ เป็นลูกพ่อค้าแม่ค้า แห่งตลาดโพนางดำตก ต.โพนางดำตก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท จึงรู้จักทำมาค้าขายแต่เยาว์วัย เมื่อเรียนจบทนายความ จึงไปทำงานกับสมศักดิ์ เทพสุทิน ตั้งแต่สมัยอยู่พรรคกิจสังคม

ยุคพรรคไทยรักไทย ในฐานะมือขวาของสมศักดิ์ เสี่ยแฮงก์ตัดสินใจลงสนามการเมืองที่บ้านเกิด ด้วยวัยเพียง 40 ปี ก็สามารถโค่นแชมป์เก่าอย่าง ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง อดีต ส.ส.หลายสมัย เป็น ส.ส.ชัยนาท สมัยแรก

เสี่ยแฮงค์ส่งน้องชายชิงตำแหน่งนายก อบจ.ชัยนาท โค่นจิรดา สงฆ์ประชา อดีตนายก อบจ.ชัยนาท ส่งผลให้ อนุสรณ์ นาคาศัย เป็นนายก อบจ.ชัยนาท และนั่งเก้านี้ติดต่อกัน 3 สมัยแล้ว

หลังยึด อบจ.ชัยนาทได้ เสี่ยแฮงค์ คนชอบฟุตบอล จึงสร้างสโมสรฟุตบอลชัยนาท ฮอร์นบิล ฉายา นกใหญ่พิฆาต และให้ อบจ.ชัยนาท สร้างสนามเขาพลองสเตเดี้ยม เป็นรังเหย้า

หากวันข้างหน้า ตระกูลสงฆ์ประชา ต้องแยกทางไปสังกัดพรรคใหม่ เสี่ยแฮงก์ก็อาจต้องหาตัวแทนมาลงสนามที่เขต 2 ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะโค่น ส.ส.แดง มณเฑียร สงฆ์ประชา

ทุกวันนี้ สองพี่น้อง ส.ส.แดง-ส.ส.มันแก้ว ออกพบปะหัวคะแนนถี่ขึ้น แต่ก็ยังไม่แสดงความชัดเจนเรื่องอนาคตทางการเมือง 
 

คอลัมน์  … ท่องยุทธภพ     โดย … ขุนน้ำหมึก 

14 ปีฝังใจจำ “เนวิน” ง้อนายใหญ่ ไม่มีสัญญาณตอบรับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/531940

03 ต.ค. 2565

14 ปีฝังใจจำ “เนวิน” ง้อนายใหญ่ ไม่มีสัญญาณตอบรับ

วันเกิดนายใหญ่บุรีรัมย์ “เนวิน” เหมือนวันเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ภูมิใจไทย วัน เวลาผ่านไป ค่ายสีน้ำเงินยื่นไมตรีถึงนายใหญ่ แต่คนดูไบไม่เปลี่ยน แค้นนี้ 14 ปียังไม่สาย

วันเกิดนายใหญ่บุรีรัมย์ “เนวิน” ไม่ต่างจากวันเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภูมิใจไทย เพราะปี่กลองเลือกตั้งดังก้องมาแต่ไกล

14 ปีที่อำลาคนแดนไกล “เนวิน” ปั้นอาณาจักรธุรกิจ-การเมือง พร้อมลบวลีเด็ด “มันจบแล้วครับนาย” ทิ้งไป เพราะเวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน

วันที่ 4 ต.ค.2565 เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 64 ปี เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และผู้มากบารมีแห่งค่ายสีน้ำเงิน

ปีนี้ พรรคภูมิใจไทยขนกองทัพสื่อไปทำข่าววันเกิดเนวิน ถึงสถานที่จัดงานคือสนามแข่งรถช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ 

แน่นอน ค่ายสีน้ำเงินต้องการให้สื่อส่วนกลาง ได้เห็นขบวนแถวนักเลือกตั้ง ทั้ง ส.ส. ,อดีต ส.ส. และนักการเมืองท้องถิ่น ที่จะเข้าคิวมาอวยพรนายใหญ่บุรีรัมย์

เหนืออื่นใด ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศของภูมิใจไทย คงแห่มารวมตัวกัน ประหนึ่งว่าเป็นการปราศรัยใหญ่ ซึ่งคาดว่า ส.ส.เพื่อไทย 7 คน ,พรรคเศรษฐกิจไทย 3 คน และพรรคก้าวไทย 5 คนคงไปกันพร้อมหน้า  

  เนวิน ทิ้งนายใหญ่มาสร้างอาณาจักรใหม่ 14 ปีแล้วเนวิน ทิ้งนายใหญ่มาสร้างอาณาจักรใหม่ 14 ปีแล้ว

‘สกัดกัญชาหาเสียง’

ในแคร์คลับเฮาส์ ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้พูดถึง “เนวิน” โดยตรง แต่ก็มักวิจารณ์เรื่องพลังดูด ส.ส. และคัดค้านนโยบายกัญชาของภูมิใจไทย

วันที่ 22 มิ.ย.2565 ทักษิณหรือโทนี่ พูดเรื่องกัญชาในแคร์คลับเฮาส์เป็นครั้งแรก โดยมองว่า กัญชาก็เหมือนฝิ่น “..เรื่องนี้ต้องดูให้ครบวงจร ไม่ใช่อยากหาเสียงว่า ปลูกกัญชาได้แล้ว บอกว่าชนะแล้ว” 

ล่าสุด เมื่อ 27 ก.ย.2565 ทักษิณพูดถึงกรณีมีคลิปเด็กสูบกัญชาในโรงเรียนว่า “ทุเรศสุดๆ” และเปรียบการปลดล็อกกัญชาวันนี้ว่า “จริงๆแล้ว เราปล่อยเชื้อโรค โดยยังไม่ได้ฉีดวัคซีนให้”

ต้องยอมรับช่วงที่มีการปลดล็อคกัญชาใหม่ๆ อีสานโพลได้แถลงผลสำรวจเรื่องคนอีสานกับการปลูกกัญชาเสรี ปรากฏว่า ความนิยมของพรรคภูมิใจไทย เพิ่มจากร้อยละ 9 ในเดือน เม.ย.2565 เป็นร้อยละ 13.7 หลังมีข่าวการปลดล็อคกัญชา

แน่นอน พรรคคู่แข่งเบอร์หนึ่งของ พท.ในสมรภูมิอีสานก็คือ ภูมิใจไทย และวัดผลจากการเลือกตั้งปี 2554 และปี 2562 เพื่อไทยเหนือกว่าเยอะ แต่การขายนโยบายกัญชา ,ปลอดหนี้ กยศ. ,ปลดหนี้ 3 ปี ฯลฯ เริ่มมีเสียงตอบรับ ทักษิณจึงอยู่นิ่งไม่ได้

จะว่าไปแล้ว ทางค่ายสีน้ำเงินก็พยายามส่งสาส์นไปถึงคนแดนไกลว่า อย่าเพิ่งด่วนตัดรอน ภท. เพราะพรรคนี้ไม่มีแตกแถว ฟังนายใหญ่ศิลาชัยคนเดียว

’14 ปีแห่งความหลัง’

14 ปีที่แล้ว เป็นจุดเปลี่ยน “เนวิน” หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคพลังประชาชน จึงได้เกิดกลุ่มเพื่อนเนวิน แยกตัวออกจากนายใหญ่ทักษิณ

เนวินนำ ส.ส. 23 คน ในนามกลุ่มเพื่อนเนวิน รวมกับกลุ่มสมศักดิ์ เทพสุทิน 8 คน เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ จึงทำให้เกิดวลียอดฮิต “มันจบแล้วครับนาย”  ตามมา

ปี 2560 เนวินปรับภูมิใจไทย เป็นพรรคทางสายกลาง ดัน อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรค ลดการเผชิญหน้ากับนายใหญ่ และเหมือนส่งสัญญาณไปถึงดูไบว่า พร้อมทำงานร่วมกัน 

ผลเลือกตั้งปี 2562 พรรคภูมิใจไทย ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 12 ที่นั่ง และ ส.ส.เขต 39 ที่นั่ง (ไม่นับรวมงูเห่า) ซึ่งดีกว่าการเลือกตั้งปี 2554 (กติกาบัตร 2 ใบ) ภูมิใจไทย ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 5 คน และ ส.ส.เขต 34 ที่นั่ง

จะเห็นได้ว่า ภท.ได้ ส.ส.เขตเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ตรงกันข้ามกับได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้นเท่าตัว อันเนื่องมาจากกติกาเลือกตั้งบัตรใบเดียว

ยุทธศาสตร์ของครูใหญ่เนวิน จึงมุ่งไปที่ภาคกลาง ,ภาคเหนือตอนล่าง และภาคใต้ เพื่อจะได้ ส.ส.เพิ่ม เพราะภาคอีสาน และภาคเหนือตอนบน ยากที่จะสู้กับทักษิณได้    

อีกด้านหนึ่ง การเบรกนโยบายกัญชาของโทนี่ ก็แสดงชัดว่า ยังไม่มีสัญญาณปรองดองจากนายใหญ่ เรียกว่า 14 ปีสางแค้นนี้ ยังไม่สาย

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ      โดย … ขุนน้ำหมึก

ยกเครื่องใหม่ “กระบอกเสียง” จะไฉไล หรือ ย่ำต๊อก อยู่กับที่เหมือนเดิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/song-tum-ruat/531916

หนึ่งตะวัน พันดาว

03 ต.ค. 2565

ยกเครื่องใหม่ "กระบอกเสียง" จะไฉไล หรือ ย่ำต๊อก อยู่กับที่เหมือนเดิม

ผดุงคุณธรรม ขจัดคนพาล อภิบาลคนดี “หนึ่งตะวัน พันดาว” สอดส่องสังคมส่องกล้องข้าราชการ “กระทรวง-ทบวง-กรม” คนในเครื่องแบบ

ก้าวแรก..บนตำแหน่ง “เจ้าสำนักปทุมวัน”พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.คนใหม่ ไม่รีรอเสียเวลาไหว้ครู เดินเครื่องขับเคลื่อน “องค์กร-หน่วยงาน”เปิดอาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการตำรวจ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” มอบนโยบายการบริหารราชการ จัดทัพนายพลสีกากี ดูแลความสงบสุข “บ้านเมือง- ประเทศชาติ”..OO

ชู 10 นโยบายหลัก..“พิทักษ์ เทิดทูน เทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์-เสริมสร้างภาพลักษณ์ด้วยการยกระดับการบริการประชาชนของสถานีตํารวจ-แก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนและขับเคลื่อนนโยบายสําคัญของรัฐบาล/แก้ไขปัญหายาเสพติดทุกมิติอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการกับทกุ ภาคส่วน เพิ่มการมีส่วนร่วมระหว่างตํารวจกับประชาชนโดยเปิดช่องทางรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชน”..OO

ตามด้วย..”เร่งพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างขวัญกําลังใจให้แก่ข้าราชการตํารวจ- พัฒนาองค์ความรู้ข้าราชการตํารวจทุกสายงานโดยมุ่งเน้นการฝึกอบรมทบทวนยุทธวิธีอย่างต่อเนื่อง-พัฒนาระบบฐานข้อมูลและนําเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมาใช้-ปรับปรุงระเบียบกฎหมายให้สอดคล้องกับการทํางานของตํารวจ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น- เสริมสร้างระเบียบวินัยควบคุมดูแลความประพฤติและป้องกันมิให้ข้าราชการตํารวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต”..OO

เน้นย้ำ..ปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ชูวิสัยทัศน์ ความเป็นมืออาชีพในหน้าที่ ทำงานเชิงรุก เพื่อความสงบสุขของประชาชน ตีกรอบ  3 ภารกิจเร่งด่วน ขจัดทุกข์ภัย “ชาวบ้าน-ร้านตลาด” เร่ง.. ขุดราก-ถอนโค่น ยาเสพติด มหันตภัยร้าย ภัยคุกคาม “ประชาชาชน”ทุกหย่อมหญ้า ด้วยน้ำมือทาสยานรกคลุ้มคลั่ง วันเว้นวัน-กวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มิจฉาชีพบนโลกออนไลน์ ต้มตุ๋นหลอกลวง “สุจริตชน-ผู้หาเช้ากินค่ำ”-ยกระดับบริการประชาชนของสถานีตำรวจหัวใจหลัก สัมผัสประชาชน สร้างความเชื่อมั่นไม่ถูกทอดทิ้งเดียวดาย เมื่อยามทุกข์ร้อน..OO

ส่วน..ขวัญกำลังใจ “ลูกน้อง” สร้างความปลอดภัย “ผู้ใต้บังคับบัญชา”เดินหน้าโครงการฝึกอบรมยุทธวิธีตำรวจ เสริมเขี้ยวเล็บ มาตรฐานการปฏิบัติงานอย่างมืออาชีพ ลดความสูญเสีย บาดเจ็บ-ล้มตาย..-เร่ง..ดูแล “ผู้ใต้บังคับบัญชา”เพิ่มสวัสดิการที่พักอาศัยให้เพียงพอ ไม่ขาดแคลน ใครทำดี มีรางวัลตอบแทน-ใครทำผิด วินัย-อาญา..คือ..คำตอบ  “พวกนายๆ” เบียดบัง “ลูกน้อง”กลับเนื้อกลับตัวยังไม่สาย นี่..คือ..อาญาสิทธิ์ “แม่ทัพสีกากีคนใหม่”..OO


จัดทัพ..“รอง ผบ.ตร.”รับผิดชอบหน้างาน 6 ด้าน  พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์  คุมงานบริหาร พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล คุมงานป้องกันและปราบปราม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล คุมงานสืบสวนสอบสวน พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน คุมงานกฎหมายและคดี พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์  คุมงานความมั่นคงและกิจการพิเศษ พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ คุมงานจเรตำรวจ..OO

หน้างาน..“ศูนย์อาชญากรรม” พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล หัวหน้าศูนย์ปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา-ศูนย์บริหารงานป้องกันปราบปรามศูนย์ปราบปรามการลักลอบตัดไม้ ทำลายป่า ทรัพยากรธรรมชาติ-  ศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ และศูนย์ป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทาง..00

ส่วน“บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หัวหน้าศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ – ศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื่อเพลิง-  ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว และปราบปรามการค้ามนุษย์..ขยับมา“บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร หัวหน้าศูนย์ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ..OO

ส่วนที่เหลือ..พล.ต.อ.ชินภัทร สารสินหัวหน้าศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้าง- ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และศูนย์บริหารงานสอบสวนคดีอาญา “บิ๊กรอย”พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ หัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ-  ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมและความมั่นคง-  ศูนย์บริหารงานจราจร  และศูนย์บังคับและต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ ท้ายสุด“บิ๊กหิน”พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ หัวหน้า ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและคนเข้าเมือง..OO

กลายเป็น..“วลีเด็ดบนโลกโซเชียล” พลัน พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร.ขึ้นแถลงนโยบายการบริหาหน้างานป้องกันปราบปรามที่ตัวเองรับผิดชอบ  “หัวใจหลักของงานป้องกันปราบปราม” คือ..“งานสายตรวจโรงพัก” กำชับกำชา “ผู้กำกับ-รองผู้กำกับ” ดูแล “ผู้ใต้บังคับบัญชา”..OO

อัดแหลก..“พวกวิ่งเต้น” กินงบ- รบช้า- ลีลาเยอะ- ใจไม่ถึงพึ่งลำบาก- หาตัวยาก แต่อยากเป็น ..สะท้อนความจริง..ชัดเจน..ส่งสัญญาณเตือน “เด็กเส้น-เด็กฝาก”ไร้คุณสมบัติ อย่าหวัง..OO

ยกเครื่องใหม่..“กระบอกเสียงองค์กร”มอบหมาย พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม.รับบทบาท “โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ”คนใหม่ วางแผนปรับกลยุทธ์ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร “ฟอร์มทีม”  ดึง พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สพฐ.ตร. เพื่อนร่วมรุ่นเสริมทัพทีมงาน พร้อมทีมงานประชาสัมพันธ์  “ตำรวจหนุ่มสาว”สายเลือดใหม่ ไล่ตั้งแต่ พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร ผกก.ตม.สมุทรปราการ พ.ต.อ.ชินวุฒิ ตั้งวงษ์เลิศ ผกก.สภ.ฉิมพลี จ.ฉะเชิงเทรา พ.ต.ต.หญิงณพวรรณ ปัญญาอาจารย์ (สบ2) กลุ่มงานคณาจารย์ คณะสังคมศาสตร์ ร.ร.นายร้อยตำรวจ ร.ต.อ.พากฤต กฤตยพงษ์ รอง สว.(สอบสวน) กก.2 บก.สอท.1 ร.ต.อ.หญิง พิชญากร สุขทวี รอง สว.ฝ่ายยุทธศาสตร์ บก.อก.บช.ปส. ช่วยสร้างสรรค์งานประชาสัมพันธ์ “องค์กร- หน่วยงาน” กาลเวลา..คือ บทพิสูจน์ ฝีไม้ลายมือ  “ทีมงานพีอาร์ป้ายแดง”..จะไฉไลหรือ..ย่ำต๊อกอยู่กับที่เหมือนเดิม..OO

ประเดิมเก้าอี้..“เจ้าสำนักปทุมวัน”คนใหม่  พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช  ผบช.ก.นำทีม ผนึกกำลัง พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน  ผบก.ป. เปิดการปฏิบัติการสอบสวนกลางกวาดล้างปืน เถื่อนseason 2 (CIB Ghost Guns Operation) ปูมพรมปิดล้อม126 จุด 115 เป้าหมาย คลอบคลุม 50 จังหวัด จับกุมผู้ต้องหากว่า 61 คน ยึดของกลางอาวุธปืน 145 กระบอก ..โชว์ผลงานสนองนโยบาย “แม่ทัพใหญ่สีกากีคนใหม่”..OO

พ่นพิษ..พล.ต.ต.สาธิต พลพินิจ อดีต ผบก.ภ.จ.สุราษฎร์ เซ็นคำสั่งทิ้งทวนก่อนดำรงตำแหน่ง ผบก.สส.ภ.9 “ย้าย 5 เสือโรงพักเกาะสมุย”  นำทีม พ.ต.อ.พงษ์ขจร สุกกสังข์ ผกก. พ.ต.ท.ชัชชีวิน นาคมูสิก รอง ผกก.ป.พ.ต.ท.วรพงศ์ ชุมวรฐายี รอง ผกก.สส. พ.ต.ท.สุเมธ สวัสดี สวป.พ.ต.ท.บุญฤทธิ์ สุดทองคง สว.สส.เข้ากรุ  “ศปก.บก.ภ.จ.สุราษฎร์ธานี” ฐานหย่อนยานปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชา..OO

รอผลสอบ.. “ปม..2 ข่าวฉาว” คดีแก๊งมาเฟียต่างชาติ “ปล้นทรัพย์ยูทูบเบอร์ชาวรัสเซีย-จับยาบ้า 2 ผัวเมีย” แค่เม็ดเดียว จ่าตัวแสบเรียกเงิน 5 หมื่นบาท หนำซ้ำ..ขอมีเซ็กซ์ฝ่ายหญิงแลกอิสรภาพ อะไรจะป่านนั้น..บ้านนี้เมืองนี้..OO

ฉาวโฉ่ไม่สิ้น..“สีกากีนอกแถว”สร้างรอยด่างอยู่ร่ำไป สดๆร้อนๆ ด.ต.สมภพ   ลีลาพันธิสิทธิ์ ผบ.หมู่ ป. สภ.เอราวัณ จ.เลย ควงอาวุธปืน ฉายเดียวชิงทรัพย์ร้านทองในห้างโลตัสเมืองเลย กวาดทองรูปพรรณหนักกว่า 50 บาท เพียงแค่..วันเดียว จนมุมรับใช้กรรมที่ก่อ..OO

ไม่รอช้า..พล.ต.ต.สุรชัย สังขพัฒน์ ผบก.ภ.จ.เลย ลงนามคำสั่งให้ ออกจากราชการไว้ แถม..ลงดาบ“ย้าย 4 ตำรวจโรงพักเอราวัณ” ไล่ตั้งแต่ พ.ต.อ. ณัทญา ทองจันทร์ ผกก. พ.ต.ท.สมยศ เชียงกางกุล รอง ผกก.ป. ร.ต.อ.จีระศักดิ์ สิทธิสาร -ร.ต.อ. ประยูร จงกรด รอง สว.สส.เข้ากรุ  “ศปก.บก.ภ.จว.เลย” ฐานไม่สอดส่องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา รอผลสอบ..ใครต้องรับผิดชอบ..วีรกรรมฉาวครั้งนี้..OO

ชุมยิ่งกว่ายุง..วายร้ายเมืองกรุง สวมบท “ตีนแมว”ย่องเบายกเค้า 2 หมู่บ้าน ในท้องที่ สน.หลักสอง แค่..คืนเดียวนับสิบหลัง ยัง..เงียบกริบ ไม่เป็นโล้เป็นพายฝากรบกวน พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์  ผู้การสืบสวนนครบาลคนใหม่ ปัดเป่าคลายทุกข์ที ชาวบ้านเขาเดือดร้อน..OO..สวัสดี 

หนึ่งตะวัน พันดาว

สนาม “เลือกตั้ง” อันดามันเดือด หลายพรรคปักธง ไม่มีใครยอมใคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/531902

นายหัวไทร

03 ต.ค. 2565

สนาม "เลือกตั้ง" อันดามันเดือด หลายพรรคปักธง ไม่มีใครยอมใคร

เลือกตั้ง ครั้งหน้า 6 จังหวัด “อันดามัน” เดือด 3 พรรคการเมือง ตั้งเป้า กวาด 15 เก้าอี้ ปักธง ลงเสาเข็ม ไม่ขอเป็นตัวเลือก

เมื่อสนามเลือกตั้งฝั่งอันดามันกลายเป็นสนามเดือดในการช่วงชิง 15 ที่นั่งในสภา จาก 6 จังหวัด อันประกอบด้วย
ระนอง 1  ภูเก็ต 3  พังงา 2  กระบี่ 3  ตรัง 4 และสตูล 2   สนามเดือดอันจะเป็นการเชือดเฉือนกันของสองพรรคการเมืองหลัก คือประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย ซึ่งทั้งสองพรรคประกาศยึดฝั่งอันดามัน ฝั่งอันดามันที่มีประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และพลังประชารัฐ แบ่งกันอยู่แล้ว  

กล่าวสำหรับกระบี่ ในการเลือกตั้งครั้งปี 2562 พรรคภูมิใจไทยมีอยู่แล้ว 1 คือ สฤษดิ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ประชาธิปัตย์มีอยู่แล้ว 1 เช่นกัน คือสาคร เกี่ยวข้อง คราวที่แล้ว “ตระกูลเกี่ยวข้อง” ตกลงกันได้แบ่งกันพรรคละเขต เลือกตั้งครั้งใหม่กระบี่จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น จำนวน ส.ส.จึงเพิ่มเป็น 3 คน

แน่นอนว่าทั้งประชาธิปัตย์ และ “ภูมิใจไทย” ต่างหมายมั่นปั่นมือรักษาของเก่า เพิ่มของใหม่ และทั้งสองพรรคตั้งเป้ายึด 3 ที่นั่งของกระบี่ ต่างเปิดตัวผู้สมัครกันไปหมดแล้ว เพื่อยืนยันความพร้อม

13 สิงหาคม 2565 อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และโกเกี๊ยะ-พิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพใต้ ได้ยกทีมไปเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.กระบี่ ทั้ง 3 เขต ที่ลานพระอาทิตย์ อบจ.กระบี่

ผู้สมัคร ส.ส. อันดามัน พรรคภูมิใจไทยผู้สมัคร ส.ส. อันดามัน พรรคภูมิใจไทย

พรรคภูมิใจไทย ได้วางตัวผู้สมัคร ส.ส.ไว้เรียบร้อยแล้วเขต 1 โกหนึ่ง-กิตติ กิตติธรกุล เลขานุการนายก อบจ.กระบี่ ถือเป็นตระกูลการเมืองใหญ่ของกระบี่ เขต 2 สจ.ม้อ-ถิรเดช ตั้งมั่นก่อกิจ อดีต ส.อบจ.กระบี่ เขต อ.อ่าวลึก และเขต 3 โกสุทธิ์-สฤษดิ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่  

พรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ปล่อยให้ภูมิใจไทยเหยียบจมูกในฐานะเจ้าถิ่นเก่า จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กรีฑาทัพหลวง ทั้งบัญญัติ บรรทัดฐาน เฉลิมชัย ศรีอ่อน นิพนธ์ บุญญามณี ไปจัดสัมมนาที่กระบี่ พร้อมเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.กระบี่ ทั้ง 3 เขต ประกาศความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง “จุรินทร์” มั่นใจว่า จะกลับมายึดกระบี่คืนได้ทั้ง 3 เขต

3 คนของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะลงสู้ศึกครั้งหน้าชื่อเสียงเรียงนามไม่ธรรมดาเหมือนกัน เขต 1 โกเคี่ยง ธนวัช ภูเก้าล้วน ลูกชายกีรติศักดิ์ ภูเก้าล้วน อดีตนายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ มีฐานะจัดอยู่ในระดับเศรษฐีเขต 2 สาคร เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ และเขต 3 พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลูกสาวพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล นั้นเอง

ผู้สมัคร ส.ส. อันดามัน พรรคประชาธิปัตย์ผู้สมัคร ส.ส. อันดามัน พรรคประชาธิปัตย์

แม่ทัพตัวจริงของภูมิใจไทย เมืองกระบี่คือ โกหงวน- สมศักดิ์ กิตติธรกุล นายก อบจ.กระบี่ 7 สมัย สหายร่วมรบของเนวิน ชิดชอบ แห่งเมืองบุรีรัมย์

หนที่แล้ว โกหงวน ตั้งเป้าปั้น สฤษดิ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เป็นหัวหอกในการเจาะฐานเสียงประชาธิปัตย์ และโกสุทธิ์ ก็ทำได้สำเร็จ เอาชนะสุชีน เอ่งฉ้วน พรรคประชาธิปัตย์ไปได้ 

เป็นที่น่าสังเกตว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ ตระกูลเอ่งฉ้วน ที่เคยมีอาคม เอ่งฉ้วน เป็นหัวหอก ชื่อหายไปจากสาระบบของประชาธิปัตย์ แต่มี “กิตติชัย เอ่งฉ้วน” เป็นผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย

เมื่อการเมืองไม่มีการรอมชอม หรืออ่อนข้อให้กัน การประดาบก็จะเกิดขึ้น เลือดสาดแน่นอน ภูมิใจไทย ก็ประกาศเป็นยุทธศาสตร์แล้วว่า จะต้องเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ขอเป็นฝ่ายเลือกพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ใช่นั่งรอให้เขาเลือกอีกต่อไป ในสนามเลือกตั้งก็จะไม่เกรงใจใครอีกแล้ว แตกหักเพราะกัญชาถูกโค่นเมื่อประชาธิปัตย์จับมือเพื่อไทยล้ม พรบ.กัญชา กัญชง ของภูมิใจไทย

การเดินหน้าสู้ในทุกสนามรบจึงเกิดขึ้น และรบแบบไม่รามือ เพราะเป้าหมายคือพรรคใหญ่ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ศึกอุบล “สุดารัตน์” ได้ทีเด็ดดับฝันเสี่ยเกรียง สายตรงดูไบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/531852

02 ต.ค. 2565

ศึกอุบล "สุดารัตน์" ได้ทีเด็ดดับฝันเสี่ยเกรียง สายตรงดูไบ

น้ำท่วมอุบล “สุดารัตน์” นำทีม ทสท.ให้กำลังใจชาวบ้าน พร้อมคนในตระกูลนิลเปรม คู่รักคู่แค้นเกรียง กัลป์ตินันท์ เที่ยวหน้า คนดูไบสั่งเสี่ยเบี้ยวล้างบางคนทิ้ง พท.อีกรอบ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

น้ำท่วมอุบล “สุดารัตน์” นำทีมไทยสร้างไทยให้กำลังใจชาวบ้าน ตามด้วยแกนนำเพื่อไทยก็ลงพื้นที่ และ พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมบินด่วนไปดูอุทกภัยเมืองดอกบัวบาน

สมรภูมิเลือกตั้งอุบล “สุดารัตน์” ก็สนุกขึ้น เมื่อตระกูลนิลเปรม สวมเสื้อ ทสท. ลงทำศึกล้างตาลูกชาย เกรียง กัลป์ตินันท์ ที่เขต 1 พื้นที่อุทกภัยซ้ำซาก

ชาวอุบลราชธานี เฉพาะ อ.เมือง และ อ.วารินชำราบ เผชิญภาวะน้ำท่วมเป็นพื้นที่กว้างขวาง ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางลงพื้นที่ จ.อุบลฯ เพื่อติดตามการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ในวันที่ 4 ต.ค.2565

ก่อนหน้าลุงตู่ไปอุบลฯ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พร้อมด้วยสิทธิชัย โควสุรัตน์ และอดุลย์ นิลเปรม ทีมไทยสร้างไทยอุบลฯ ลงเรือให้กำลังใจประชาชนแถวบ้านคูเดื่อ อ.เมืองอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2565

ถัดมาอีก 1 วัน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส. น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ ส.ส.อุบลฯ เขต 1 และกิตติ์ธัญญา วาจาดี ส.ส.อุบลฯ เขต 2 ได้ลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนในพื้นที่ชุมชนเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี

เนื่องจากกฎเหล็ก 180 วัน ของ กกต. ทำให้คณะของคุณหญิงสุดารัตน์ และ นพ.ชลน่าน ทำได้เพียงให้กำลังใจชาวบ้าน ไม่สามารถแจกข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เพราะจะผิดกฎหมายเลือกตั้ง

  • ‘ความหวังไทยสร้างไทย’

น้ำท่วมใหญ่เมืองอุบลปี 2562 “สุดารัตน์” สมัยนั่งเก้าอี้ประธานยุทธศาสตร์เพื่อไทย ก็ร่วมกับ เกรียง กัลป์ตินันท์ ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย แต่ปีนี้ ทั้งคู่แยกทางกันเดิน จึงไปเยี่ยมชาวบ้านที่ประสบภัยกันคนละขบวน คนละพรรค

คุณหญิงสุดารัตน์ พาอดุลย์ นิลเปรม ให้กำลังใจผู้ประสบภัยน้ำท่วมคุณหญิงสุดารัตน์ พาอดุลย์ นิลเปรม ให้กำลังใจผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ต้นปีเดียวกันนั้น มีการเลือกตั้งทั่วไป เฉพาะเขต 1 อ.เมืองอุบลราชธานี เป็นการต่อสู้ระหว่าง วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ (พท.) กับ อดุลย์ นิลเปรม (พปชร.) ผลปรากฏว่า วรสิทธิ์ ได้ 38,660 คะแนน และอดุลย์ ได้ 37,476 คะแนน เรียกว่า เฉือนชนะกันแค่พันแต้ม

ปัจจุบัน อดุลย์ นิลเปรม ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.อุบลราชธานี และน้องชาย อมร นิลเปรม ส.ว. ได้ย้ายจากพลังประชารัฐ ไปอยู่ไทยสร้างไทย โดยมีตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรค ทสท.

หลังพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง ส.ส. อดุลย์ ในฐานะตัวแทนกลุ่มทุนเมืองอุบลฯ ที่เคยบริหารเทศบาลนครอุบลฯ ก็จัดทีมสู้ศึกเลือกตั้งเทศบาลนครอุบลฯ แต่ก็พ่ายทีมลูกสะใภ้เกรียง กัลป์ตินันท์

สมัยหน้า อดุลย์ นิลเปรม ถือธงไทยสร้างไทย ลุยเขต 1 ชนแชมป์เก่า วรสิทธิ์ ทายาทเสี่ยเกรียง เปรียบได้กับคู่เอกศึกไทยไฟต์ งานนี้มีเดิมพันสูง

  • ‘สายตรงคนแดนไกล’

ในอีกมิติหนึ่ง ศึกเลือกตั้งเขต 1 อุบลฯ เป็นสงครามตัวแทน “สุดารัตน์” ต้องเจอตระกูลกัลป์ตินันท์ ที่รู้กันว่าเป็นสายตรงคนดูไบ

เสี่ยเบี้ยว- เกรียง กัลป์ตินันท์ รองประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้รับความไว้วางใจจากทักษิณ ชินวัตร มากที่สุดในนาทีนี้ เนื่องจากเสี่ยเบี้ยว ได้ชำระแค้นแทนนายใหญ่ โดยปราบกลุ่มที่เลือกข้างฝั่ง 3 ป. พ่ายแพ้ทั้งสนาม ส.ส. และท้องถิ่น

เลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 สนามอุบลฯ ค่าย พท. ได้มา 7 ที่นั่งจาก 10 ที่นั่ง ส่วนกลุ่มสุพล ฟองงาม ในสีเสื้อ พปชร. พ่ายแพ้เกือบหมด เหลือเพียง ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ตัวแทนกลุ่มทุน ส.เขมราฐ ที่ได้เป็น ส.ส.เขต 6

เลือกตั้งนายก อบจ.อุบลฯ ปลายปี 2563 กานต์ กัลป์ตินันท์ น้องชายเสี่ยเบี้ยวชนะผู้สมัครนายก อบจ.กลุ่มสุพล ฟองงาม และกลุ่ม พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์

ถัดมา เลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครอุบลฯ ต้นปี 2564 พิศทยา ไชยสงคราม ลูกสะใภ้เสี่ยเบี้ยว เอาชนะประชา กิจตรงศิริ ที่มีตระกูลนิลเปรม ให้การสนับสนุน

สมัยหน้า สนามอุบลฯ มี ส.ส.เพิ่มเป็น 11 ที่นั่ง เสี่ยเบี้ยวคงหวังที่จะกวาดที่นั่ง ส.ส.ยกจังหวัด แต่ตระกูลนิลเปรม ได้สวมสีเสื้อคุณหญิงสุดารัตน์ ทายาทเสี่ยเกรียงคงเหนื่อยขึ้น เนื่องจากอดุลย์ มีฐานเสียงส่วนตัวแน่น และการตัดสินใจทิ้ง 3 ป.ที่ชาวบ้านเบื่อหน่าย ก็อาจเป็นผลดีแก่ตัวเขา