แกะรอย แดงปรองดอง สูตร new normal #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แกะรอย แดงปรองดอง สูตร new normal

แกะรอย แดงปรองดอง สูตร new normal

แกะรอย แดงปรองดอง สูตร new normal

++
          พลุสลายสีเสื้อถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง แนวคิดนิรโทษกรรม “คดีชุมนุมทางการเมือง” ได้มีการศึกษากันมาหลายคณะ แต่ก็ไม่ปรากฏเป็นจริง ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบให้โฆษกรัฐบาลออกมาปฏิเสธกระแสข่าวแนวทางนิรโทษกรรมให้กับคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง สรุปนั้นว่า ไม่มีมูลความจริง และไม่ทราบเจตนาผู้ปล่อยข่าว

          อันที่จริง ในวงลับตามร้านอาหาร หรือร้านกาแฟ อดีตแกนนำเสื้อสีจากพันธมิตรฯ , นปช. และ กปปส. จำนวนหนึ่งได้มีการพูดคุยเรื่องการผลักดันให้มีการนิรโทษกรรมคดีชุมนุมทางการเมืองมาหลายรอบแล้ว

อ่านข่าว…  “จตุพร” ชี้ การเมืองของประเทศไทยเป็นเพียงภาพลวงตา หลังเกิดศึกภายในพรรคร่วมรัฐบาล

แกะรอย แดงปรองดอง สูตร new normal

          ย้อนไปดูภาพแฟ้มข่าววันที่ 17 พ.ค.2563 ในงานพิธีทำบุญตักบาตร “28 ปี พฤษภาประชาธรรม” รำลึกเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่สวนสันติพร ถ.ราชดำเนิน ก็มีภาพ จตุพร พรหมพันธุ์ ,พิภพ ธงไชย และอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 2535 ร่วมกันจัดพิธีทำบุญแบบเรียบง่าย

          ว่ากันว่า จตุพร ได้พบปะกับเพื่อนมิตรร่วมยุคสมัยการต่อสู้เผด็จการปี 2535 มาหลายครั้งหลายหน และมีการพูดคุยเรื่องนิรโทษกรรมทุกสีเสื้อ เพื่อความปรองดอง


          บทความเรื่อง “การอำนวยความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” ของ ประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สปช. ถูกกล่าวถึงในวงสนทนาภายในมิตรสหาย

          พวกเขาเห็นพ้องต้องกันว่า สังคมไทยควรหันหน้าเข้าหากันสร้างสานหนทางแห่งสามัคคีธรรม นำประเทศชาติออกจากหลุมดำแห่งความขัดแย้ง พร้อมกับยกตัวอย่างคำสั่งที่ 66/2523 ประกาศหลักการเมืองนำการทหาร  โดยต้อนรับผู้คนที่มีความเห็นต่างทางการเมืองให้ออกจากป่าคืนสู่เมือง โดยปราศจากความผิดใดๆ นำมา ซึ่งผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่น้อมนำประเทศคืนสู่แผ่นดินแห่งสันติสุขได้อย่างสร้างสรรค์สง่างาม

แกะรอย แดงปรองดอง สูตร new normal

          การปรากฏตัวของ “สภาที่ 3” เมื่อกลางปี 2562 โดยมี อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ เป็นแกนหลัก และการจัดเวทีสาธารณะสภาที่ 3 (The Third Council Speak) ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนลดความขัดแย้ง และสร้างปรองดองชาติ

          ไม่น่าแปลกใจที่ ไพศาล พืชมงคล อดีตที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก มีรูปภาพคู่ ตัวเขากับจตุพร พรหมพันธุ์ พร้อมข้อความระบุว่า “..ก็ชัดเจนครับว่าวันนี้ ไม่มีสี ไม่มีพวกมึงพวกกูอีกแล้ว”

          อีกตอนหนึ่ง ไพศาลโพสต์ว่า “…มาเถิดเราทั้งหลาย ยุติความขัดแย้งความแตกแยกแตกสามัคคีในชาติ มาร่วมจิตร่วมใจปรองดองสมานฉันท์ เพื่อความปลอดภัยและความรุ่งเรืองสถาพร ของประเทศชาติ และพระบรมราชจักรีวงศ์ มาเถิดมาเพื่อนผองพี่น้องไทย”

          มินับที่ “จตุพร” ได้ให้ รยุศด์ บุญทัน อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อชาติ และ ธนชาติ ไชยทองพันธ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อคนไทย ไปจดทะเบียนพรรคการเมือง “พรรคสามัคคีไทย” ที่มีโลโก้พรรคเป็นสีธงชาติคือ สีแดงหมายถึงชาติ สีขาวคือ ศาสนา สีน้ำเงินคือ สถาบันพระมหากษัตริย์ สำหรับรูปนกพิราบสีขาว เปรียบเสมือนความคิดที่เป็นอิสระ

          จังหวะก้าวของจตุพร และกลุ่ม นปช.ปีกที่แยกตัวออกมาจากกลุ่ม นปช.สายธิดา น่าจับตายิ่ง

แง้มโผ “นายก อบจ.” คณะก้าวหน้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แง้มโผ “นายก อบจ.” คณะก้าวหน้า

แง้มโผ "นายก อบจ." คณะก้าวหน้า

โหมโรงศึกเลือกตั้งท้องถิ่น คณะก้าวหน้า เปิดตัว 15 ว่าที่นายก อบจ. “ปิยบุตร” ลุยแน่ ไม่หวั่นมาเฟียท้องถิ่น คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
          เลือกตั้งท้องถิ่น ถูกโจษขานอีกครั้ง เมื่อ กกต.แบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิก อบจ.ทั่วประเทศ แต่จะเลือกตั้งวันไหน ก็ต้องอยู่ที่การตัดสินใจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา


          เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2563 ปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์เดอะอีสานเรคคอร์ด จ.ขอนแก่น ยืนยันแนวคิดเดิมคือ ลุยเลือกตั้งท้องถิ่น

อ่านข่าว…   “ธนาธร” ทวงถามเลือกตั้งท้องถิ่น “ประชาชน” หรือ “ประยุทธ์” ที่ไม่พร้อม


          ถ้าจำกันได้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล และ พรรณิการ์ วานิช ได้แถลงข่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ เปิดตัว “คณะก้าวหน้า” (Progressive Movement) เมื่อช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

แง้มโผ "นายก อบจ." คณะก้าวหน้า

คณะก้าวหน้า แถลงลุยเลือกตั้งท้องถิ่น


          ภารกิจของคณะก้าวหน้า 1.การสร้างเครือข่ายทั่วประเทศไทย เหมือนการจัดตั้งองค์กรภาคประชาชน 2. รณรงค์ทางความคิดทั่วประเทศไทย หมายถึงความคิดอุดมการณ์หลัก คนเท่ากัน ประชาธิปไตยสมบูรณ์ ซึ่งไม่ต่างจากอุดมการณ์พรรคก้าวไกล 3. รณรงค์หาเสียงให้แก่การเลือกตั้งท้องถิ่นในทุกระดับทั่วประเทศไทย 
          แสดงว่า พรรคก้าวไกล จะสู้ในเวทีการเมืองระดับชาติ แต่คณะก้าวหน้า จะปักธงการเมืองท้องถิ่น
++
สานต่องานเก่า
++
          ต้นปี 2563 สมัยที่ “ปิยบุตร” ยังเป็นเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้มีการพิจารณาคัดเลือกว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ. เสร็จสิ้นไปแล้ว 15 จังหวัด 


          ภาคกลาง 6 จังหวัด ได้แก่ จ.ฉะเชิงเทรา ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ, จ.นครปฐม ชัชวาล นันทะสาร, จ.พระนครศรีอยุธยา วัสพงษ์ วิทูรเมธา, จ.ระยอง สว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์, จ.สระบุรี วิฑูลย์ แก้วสุวรรณ และ จ.สิงห์บุรี อุดม จำปาสัก
          ภาคเหนือ 2 จังหวัด ได้แก่ จ.พิษณุโลก ณชพล พลอาสา และจ.ตาก คริษฐ์ ปานเนียม
          ภาคอีสาน 7 จังหวัด ได้แก่ จ.มุกดาหาร สุพจน์ สุอริยพงษ์, จ.ยโสธร รุ่งโรจน์ แก่นแก้ว, จ.ร้อยเอ็ด สถาพร ว่องสันธนพงษ์,จ.สกลนคร ณรงเดช อุฬางกูร,จ.หนองคาย กฤศภณ หล้าวงศา, จ.หนองบัวลำภู สมเกียรติ เชษฐสุมน และ จ.อุบลราชธานี เชษฐา ไชยสัตย์
          พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ คณะก้าวหน้า ประกาศตัวสานต่อภารกิจเลือกตั้งท้องถิ่น “ปิยบุตร” ยังจะยืนยันรายชื่อว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ทั้ง 15 จังหวัดหรือไม่? น่าติดตามยิ่ง

แง้มโผ "นายก อบจ." คณะก้าวหน้า

ท้าชนบ้านใหญ่ ปิตุเตชะ
++
จับตาระยอง-นครปฐม
++
          เท่าที่ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ของอดีตพรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกโยกมาเป็นคณะก้าวหน้าโดยอัตโนมัติ ก็มีน่าสนใจ 2 จังหวัด
          สนามนครปฐม “หมอชัช” หรือ ส.นพ.ชัชวาล นันทะสาร ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.นครปฐม ยังเกาะติดทำงานในพื้นที่ต่อเนื่อง และ “เจี๊ยบ นครปฐม” อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นพี่เลี้ยง 
          หาก “ปิยบุตร” ต้องการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ “รื้อระบอบอุปถัมภ์ท้องถิ่น” ก็ต้องลุยสนามนครปฐม
          อีกสนามหนึ่งที่ระยอง ทีมงานของ “สว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์” ในนาม กลุ่มระยองดีกว่านี้ได้ มีทีมงานที่แข็งขัน และเคลื่อนไหวสอดรับกับแกนนำคณะก้าวหน้า

          แม้ตระกูล “ปิตุเตชะ” แห่งบ้านใหญ่บ้านค่าย จะวางเครือข่ายไว้ทั่วระยอง แต่คณะก้าวหน้า ระยอง ก็จะเป็นคู่ต่อสู้ที่ไม่ใช่นักสู้โนเนมในสายตาบ้านใหญ่
          ยังมีอีกหลายสนาม ที่คณะก้าวหน้า วาดหวังจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่น

แง้มโผ "นายก อบจ." คณะก้าวหน้า

หมอชัช และทีมก้าวหน้า นครปฐม

เสี่ยแฮงก์ นกใหญ่ผงาด สายตรงลุงป้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เสี่ยแฮงก์ นกใหญ่ผงาด สายตรงลุงป้อม

  เสี่ยแฮงก์ นกใหญ่ผงาด สายตรงลุงป้อม

หากไม่มีอะไรพลิกผัน ลูกแม่ค้าตลาดโพนางดำตก จะเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เป็นแม่บ้านคนใหม่ของ “บ้านป่ารอยต่อ”

++

หากเอ่ยถึงทีมปราสายสายฟ้า ก็ต้องนึกถึง เนวิน ชิดชอบ เหมือนกับ “นกใหญ่พิฆาต” ก็ต้องนึกเห็น “เสี่ยแฮงก์” อนุชา นาคาศัย 

เสี่ยแฮงก์เป็นคนบ้าบอลตัวจริง อดีต ส.ส.ไทยรักไทย คงจำทีมลูกหนัง “ไทยรักไทย ยูไนเต็ด” สมัยทักษิณ เรืองอำนาจได้ดี ผู้จัดการทีมไทยรักไทยในตอนนั้น ก็คือ อนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท สมัยแรก

ระหว่างเว้นวรรคการเมือง เสี่ยแฮงก์ได้ปั้นทีมลูกหนังบ้านนอก “นกใหญ่พิฆาต” ชัยนาท ฮอร์นบิล จากลีกภูมิภาคขยับขึ้นไปเล่นไทยลีก 
 

ในกลุ่มคนการเมือง ตั้งแต่สมัยไทยรักไทย จนถึงพลังประชารัฐ จะทราบว่า เสี่ยแฮงก์เป็นคนไนซ์ มีน้ำใจไมตรี เพื่อน ส.ส.เดือดร้อนอะไรก็เสนอความช่วยเหลือ

ความเป็นคนไนซ์ของเสี่ยแฮงก์ ก็มาจากความเป็นคนบ้านนอก เป็นลูกพ่อค้าแม่ค้า แห่งตลาดโพนางดำตก ต.โพนางดำตก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท 

พ่อแม่มีลูกชายหญิง 6 คน แม่ค้าขายเก่ง แต่เสี่ยแฮงก์ได้พ่อสุธน เพราะบิดาเสี่ยแฮงก์ เป็นกรรมการสุขาภิบาล ต.โพนางดำตก ได้ช่วยเหลือชาวบ้าน สร้างความเจริญให้กับตำบลริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ชุมชนมีชีวิต ในตลาดเล็กๆ ของ ต.โพนางดำตก สอนชีวิตการทำมาค้าขายให้กับเด็กชายคนหนึ่ง ได้เรียนรู้ การแลกเปลี่ยน หยาดเหงื่อและมันสมอง มาเป็นก้อนเงินอย่างรู้คุณค่า

บทเรียนแรกที่ “แฮงก์ อนุชา” เรียนรู้ก่อนเข้าสู่บทเรียนที่สอง เมื่อเข้าเรียนในกรุงเทพฯ พร้อมกับทำงานพิเศษ ร่วมกันกับญาติพี่น้อง ด้วยการนำเอากระเป๋าตุ๊กตามารับเย็บหัว ติดตา ในวัยที่ยังเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแห่ง

เสี่ยแฮงก์จึงรู้จักทำมาค้าขายแต่เยาว์วัย เมื่อเข้าสู่ตลาดการเมือง ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะบริหาร ‘ทุน’ เพื่อทำงานการเมืองได้อย่างราบรื่น

ในฐานะมือขวาของ สมศักดิ์ เทพสุทิน เสี่ยแฮงก์ตัดสินใจลงสนามการเมืองเพียงสมัยแรกปี 2544 ด้วยวัยเพียง 40 ปี ก็สามารถโค่นแชมป์เก่าอย่าง ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง อดีต ส.ส.หลายสมัย ลงได้อย่างไม่ยากเย็น

จากวันนั้น เสี่ยแฮงก์ก็เริ่มปูฐานการเมืองในชัยนาท ส่งน้องชาย อนุสรณ์ นาคาศัย เป็นนายก อบจ.ชัยนาท และส่งญาติอีกคน จิตร์ธนา ยิ่งทวีลาภา เป็น ส.ว.ชัยนาท ส่วนน้องชายคนเล็ก อนุรุทธิ์ นาคาศัย ทำหน้าที่ดูแลสโมสรฟุตบอลชัยนาท ฮอร์นบิล 

เมื่อเสี่ยแฮงก์ อนุชา เข้าร่วมพรรคพลังประชารัฐ มีภารกิจประสานงานกลุ่มมุ้งต่างๆ และอนุรุทธิ์ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีพลังงาน 

  เสี่ยแฮงก์ นกใหญ่ผงาด สายตรงลุงป้อม

                    เสี่ยอนุรุทธ์ มาทำงานการเมืองเต็มตัว

เสี่ยแฮงก์จึงมอบให้ญาติใกล้ชิด “จิตร์ธนา” เจ้าของหมู่บ้านทวีลาภ แกรนด์วิลล์ เป็นประธานสโมสรฟุตบอลชัยนาท ฮอร์นบิล ในฤดูกาลนี้ มีภารกิจต้องพาทีมนกใหญ่พิฆาต เลื่อนชั้นจากไทยลีก 2 ขึ้นไทยลีก 1 

  เสี่ยแฮงก์ นกใหญ่ผงาด สายตรงลุงป้อม

                 จิตร์ธนา ดูแลทีมนกใหญ่พิฆาต แทนเสี่ยแฮงก์

เสี่ยแฮงก์อยู่ในการเมืองไทยมายาวนานกว่า 30 ปี ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้สมศักดิ์ เทพสุทิน และข่าวล่ามาแรงในวันนี้ การเปลี่ยนแปลงในพรรคพลังประชารัฐ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่าที่หัวหน้าพรรคคนใหม่ จะเลือกเสี่ยแฮงก์ อนุชา นาคาศัย เป็นเลขาธิการพรรค

  เสี่ยแฮงก์ นกใหญ่ผงาด สายตรงลุงป้อม

                     เสี่ยแฮงก์ อยู่กับสมศักดิ์ เทพสุทิน มา 37 ปี

หากมีการปรับคณะรัฐมนตรี คราวนี้ เสี่ยแฮงก์คงไม่พลาดตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะก่อนหน้านั้น เสี่ยแฮงก์ส่ง “นอมินี” เป็นรัฐมนตรีแทนตัวเขา

แดงลี้ภัย รับ ‘ตู่’ แกร่ง ม็อบต้านไม่โต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แดงลี้ภัย รับ ‘ตู่’ แกร่ง ม็อบต้านไม่โต

  แดงลี้ภัย รับ 'ตู่' แกร่ง ม็อบต้านไม่โต

จรัล ดิษฐาอภิชัย ส่องขบวนการต้านเผด็จการในไทย มวลชนคนหน้าเดิม แฟลชม็อบจุดไม่ติด “บิ๊กตู่” แกร่งเกินคาด

++

วันพฤหัสที่ 18 มิ.ย.2563 กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และนิสิต นักศึกษา ผู้ใช้แรงงาน ประชาชน จะไปพบกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน พ่วงด้วยการผูกโบว์ทวงความยุติธรรมให้ “วันเฉลิม”

ในที่สุด กลุ่มเคลื่อนไหวการเมืองนอกสภาก็กลับมาที่ “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” นักกิจกรรมการเมืองรุ่นเก๋าแทนที่จะเป็น “พลังคนรุ่นใหม่” เหมือนก่อนโควิดระบาด ซึ่ง “แฟลชม็อบเบ่งบาน” ผุดทั่วประเทศ ราวประกายไฟไหม้ลามทุ่ง
 

  แดงลี้ภัย รับ 'ตู่' แกร่ง ม็อบต้านไม่โต

++

รุ่นใหญ่วิเคราะห์

++

จรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำสมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน ที่พำนักอยู่ในฝรั่งเศส ได้โพสต์เฟซบุ๊คบทวิเคราะห์การเมืองไทยสั้นๆ สรุปความได้ว่า รัฐบาลประยุทธ์เข้ามาบริหารประเทศครบ 1 ปี ผิดจากการคาดการณ์ก่อนหน้านั้นว่า อยู่ถึง 6 เดือนก็เก่ง เพราะเสียงในสภาฯ “ปริ่มน้ำ”

“สัปดาห์ที่แล้ว ผมไปกระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศส ไปบอกกรณีอุ้มฆ่าวันเฉลิม จบด้วยประเด็นทำไมรัฐบาลประยุทธ์ อยู่มาครบปี..”

นอกจากปัจจัยภายใน ที่แข็งแกร่ง ปัจจัยภายนอกก็ไม่กดดัน “รัฐบาลประยุทธ์” ให้ซวนเซได้ เนื่องจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ไม่มีพลัง และวิกฤตโควิดมาช่วยรัฐบาล

อีกเรื่องหนึ่งคือ การเคลื่อนไหวต่อต้านนอกสภา ไม่ขยายตัว แม้แต่ในระดับสากล จรัล ดิษฐาอภิชัย เคยตั้งองค์กรเสรีไทย ร่วมกับจักรภพ เพ็ญแข และจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ ก็ไปไม่รอด

จรัลจึงบันทึกครบรอบ 6 ปีที่ลี้ภัยมาอยู่ฝรั่งเศสผ่านเฟซบุ๊คว่า “ผมพยายามเคลื่อนไหวทางสากล และกับพี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยในฝรั่งเศสและยุโรป จนถึงวันนี้ แม้ยังไม่ประสบความสำเร็จ จักสู้ต่อไป ต่อไป และต่อไป..”
 

  แดงลี้ภัย รับ 'ตู่' แกร่ง ม็อบต้านไม่โต

                                             จรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำสมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน

++

แฟลชม็อบหายไป
++

วกมาประเด็นที่จรัลประเมินว่า “การเคลื่อนไหวต่อต้านนอกสภา ไม่ขยายตัว” อดีตผู้นำนักศึกษา และนักปฏิวัติมากประสบการณ์ มองจากการชุมนุมติดตามกรณี “อุ้มฆ่าวันเฉลิม” ที่มีมวลชนเข้าร่วมกิจกรรมน้อยมาก

พลังนิสิตนักศึกษา ที่เคยจัดกิจกรรม “แฟลชม็อบ” ช่วงเดือน ม.ค.2563 ดูคึกคักหนักแน่น และเป็นความหวังของนักประชาธิปไตยวัยชรา 

ผ่านไปเพียงเดือนเศษ กระแสแฟลชม็อบก็วูบไหว ไม่ร้อนแรง และเมื่อเผชิญวิกฤตโควิด ในทางกายภาพพลังนักศึกษาก็หายไปเลย

แม้การแสดงความเห็นผ่านสื่อโซเชียล หรือออนไลน์จะดูมีพลัง ร้อนเร่า แต่ก็เป็น “มายาโซเชียล” วัดได้จากม็อบหลักร้อย หน้าสถานทูตกัมพูชา เรียกร้องให้รัฐบาลไทยและกัมพูชา ติดตามตัว “วันเฉลิม” คืนกลับมา

แถมกลุ่มองค์กรนำการเคลื่อนไหวนอกสภา กลายเป็น “คณะประชาชนเพื่ออิสรภาพ” (คปอ.) กลุ่มนักกิจกรรมปีกแรงงานก้าวหน้า ภายใต้การนำของ พัชนีย์ คำหนัก ตัวแทนกลุ่มสังคมนิยมแรงงาน​ นักวิชาการด้านสิทธิแรงงาน และ โชติศักดิ์ อ่อนสูง กลุ่มประกายไฟ

ขบวนการนักศึกษา “แฟลชม็อบ” หายไป จะมีเพียง “เพนกวิน” กับผองเพื่อนจากพรรคโดมปฏิวัติ ธรรมศาสตร์ ที่ออกมาทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์

แตกเป็นแถว ‘สายชิน’ ชิ่งเสรี ปั้นพรรคกลาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แตกเป็นแถว ‘สายชิน’ ชิ่งเสรี ปั้นพรรคกลาง

แตกเป็นแถว 'สายชิน' ชิ่งเสรี  ปั้นพรรคกลาง

ปรองดองมาแรง สัญญาณชัด “แม้วหมอบ” อดีตไทยรักไทย ทิ้งเสรีพิศุทธ์ ปั้นพรรคคนรุ่นใหม่

++

มีความชัดเจนแล้ว “ปิติพงศ์ เต็มเจริญ” อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ได้ประกาศอำลา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส มาปั้นพรรคใหม่ คาดว่า จะเปิดตัวในเร็ววันนี้

ปิติพงศ์ เต็มเจริญ อดีตดาวรุ่งสายเมืองกรุง พรรคไทยรักไทย ได้ปรึกษาหารือกับ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เรื่องอนาคตทางการเมือง พอจับสัญญาณได้ว่า “นายใหญ่” ถอย เปิดทางให้ “คนไทยรักไทย” ได้มีที่อยู่ที่ยืนเป็นของตัวเอง จึงเกิด “กลุ่มแคร์” และพรรคใหม่ของ จาตุรนต์ ฉายแสง

แตกเป็นแถว 'สายชิน' ชิ่งเสรี  ปั้นพรรคกลาง

                            พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร 

ระดับทายาทเจ้าพ่อรถทัวร์สายใต้ “ปิติพงศ์ เต็มเจริญ” จึงมีเอี่ยวบ้าง โดยวางแผนปั้น “พรรคกลาง” และมี “เสธ.แมว” พล.ท.ภราดร เป็นที่ปรึกษา
 

แตกเป็นแถว 'สายชิน' ชิ่งเสรี  ปั้นพรรคกลาง

                                                      ปิติพงศ์ เต็มเจริญ เจ้าพ่อรถทัวร์

เลือกตั้งปี 2538 “ปิติพงศ์” ทายาทตระกูล “เต็มเจริญ” เจ้าของกิจการรถร่วม บขส. ในนามกลุ่มไทยเดินรถ เจ้าพ่อรถร่วม 14 จังหวัดภาคใต้ เปิดตัวลงสมัคร ส.ส.สมัยแรก ในนามพรรคประชากรไทย เวลาปิติพงศ์ อายุ 26 ปี ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.กทม. เขต 10 (บางกอกน้อย,ตลิ่งชัน และบางพลัด)

เลือกตั้งปี 2544 และ 2548 เป็น ส.ส.กทม.ติดต่อกัน 2 สมัย ในสีเสื้อพรรคไทยรักไทย แต่เลือกตั้งปี 2550 และ 2554 ปิติพงศ์ยังอยู่ในเครือข่ายชินวัตร(พลังประชาชนและเพื่อไทย) ลงสมัคร ส.ส.เขตเดิม (ตลิ่งชัน และบางกอกน้อย) ก็พ่ายชนินทร์ รุ่งแสง ค่าย ปชป.ทั้งสองหน

ด้วยผลพวงแห่งรัฐธรรมนูญ 2560 ปิติพงศ์จึงมาสังกัดพรรคเสรีรวมไทย รับตำแหน่งโฆษกพรรค และลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 15 แต่เสรีรวมไทย ได้ ส.ส. 10 คน ปิติพงศ์จึงกลายเป็น ส.ส.สอบตก

แตกเป็นแถว 'สายชิน' ชิ่งเสรี  ปั้นพรรคกลาง

เดือน เม.ย.2563 หลังปรึกษาหารือกับ “เสธ.แมว” แล้ว ปิติพงศ์ก็ลาออกจากพรรคเสรีรวมไทย เพื่อมาร่วมงานกับพรรคกลาง (Moderate Party) ซึ่งมี ชุมพล ครุฑแก้ว เป็นหัวหน้าพรรค 

“ชุมพล” เป็นอดีตผู้บริหารของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) และเป็นนักวิ่งอุลตร้ามาราธอนชื่อดัง

คาดว่า ภายในเดือน มิ.ย.นี้ พรรคกลางจะจัดให้มีการประชุมใหญ่ เพื่อปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรค รองรับการเข้ามาของทายาทเจ้าพ่อรถทัวร์สายใต้

“หม่อมเต่า” ลาออก..หน.พรรค รปช. พอแล้วหรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“หม่อมเต่า” ลาออก..หน.พรรค รปช. พอแล้วหรือ

"หม่อมเต่า" ลาออก..หน.พรรค รปช. พอแล้วหรือ

เจาะประเด็นร้อน….”หม่อมเต่า” ลาออก..หน.พรรค รปช. พอแล้วหรือ

“เรื่องแรงงาน เราพร้อมดูแล”

แคมเปญนี้ของกระทรวงแรงงาน ถูกโซเชียลโจมตีอย่างหนัก หลังผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือมนุษย์เงินเดือน ที่ถูกเลิกจ้างเนื่องมาจากมาตรการของรัฐ เพื่อลดการการแพร่ระบาดของชเื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลทำให้สถานประกอบการต้องปิด หรือเลิกกิจการเป็นจำนวนมาก

อ่านข่าว : ่ดวงฤทธิ์ ่ แจงประกันสังคมจ่ายชดเชยโควิดแล้วกว่า 1.2ล้านคน

แรงงานนับล้านที่ตกงาน มีชีวิตที่ยากลำบาก บางคนต้องกินข้าวคลุกน้ำปลาเพื่อประมังชีวิต แต่ลึกๆ แรงงานรอคอยความหวังจะได้รับความช่วยเหลือจากกระทรวงแรงงาน จากสำนักงานประกันสังคม หลังคณะรัฐมนตรีมีมติให้แรงงานได้รับเงินชดเชยร้อยละ 62 ของเดือน

ระหว่างรอคอย แต่ชีวิตแรงงานไทยยามวิกฤติโควิดยังต้องกินต้องใช้ เงินที่ถูกหักแต่ละเดือนชนิดที่ไม่ต้องแจ้งผู้ประกันตนล่วงหน้า ก็หวังว่าในยามยากลำบากเงินก้อนนี้จะมาเติมเต็มต่อชีวิตเพื่อรอวันใหม่ รอวันที่โควิดจางหาย รอวันที่ภาคธุรกิจกลับมาฟื้นตัว สถานประกอบการเตินเครื่องเต็มสูบ

ม็อบแรงงานจากพิษโควิต บุกสำนักงานประกันสังคม(สปส.)กระทรวงแรงงาน หลายครั้งเพื่อทวงถามสิทธิ์ที่พึงจะได้รับ ว่าทำไม?? ยื่นเรื่องตามระเบียบของสำนักงานประกันสังคมทุกอย่าง แต่ยังไม่ได้รับเงินแทนว่างงาน บางคนรอนานร่วม2-3 เดือน 

ความวุ่นวาย และความไม่พอใจของผู้ประกันตนมีมากขึ้น ขณะที่กระทรวงแรงงานทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการ ออกมาแก้ต่างว่าไม่เกิน วันที่ 7 พ.ค.นี้ได้เงินชดเชยครบ เมื่อถึงวันนัด ก็ถูดโบ๊ยเลื่อนเป็นวันที่ 15 พ.ค. แทน แต่ในที่สุด“ก็ยังไม่ได้เงิน”

โซเชียลหวดกระทรวงแรงงานซ้ำหนัก ด้วยความไม่พอใจ ในการแก้ไขปัญหาที่ล่าช้า

เงินชดเชยไม่อยากจ่ายยังมีหน้าจะมาขึ้นเงินสบทบ

ยุบไปเถอะประกันสังคม ไม่ได้มีประโยชน์กับผู้ประกันตนเลย

นั่งรอตรวจสอบที่ยื่นเหตุสุดวิสัยไว้ พท.6 ได้คิว 62 เพิ่งเรียกถึง 31 ทำงานช่องเดียว ทำไมไม่บริหารจัดการเจ้าหน้าที่ให้มากกว่านี้

ฯลฯ

15 พ.ค. 2563 “ดรา๊ฟ” ดร. ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน ออกมายืนยันผ่านเพจสำนักงานประกันสังคม ผ่านรายการ สายด่วนประกันสังคม แจ้งข่าวดี สำนักงานประกันสังคม เรื่องการหักเงินสมทบ เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับนายจ้างและลูกจ้าง มีมาตการลดอัตราจ่ายเงินสมทบลูกจ้างจากร้อยละ5 เหลือร้อยละ 1 ส่วนนายจ้างจากเดิมจ่ายสมทบร้อยละ 5 เหลือ 4 ลูกจ้างประกันตนตามมาตรา ม.33

“18 พ.ค.นี้ รมว.แรงงานยืนยันแล้วว่า ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เมื่อหลักฐานเอกสารครบ จะได้รับเงินชดเชยตามสิทธิ์ กันครบทุกคน”

แต่ทุกอย่างเป็นแค่ลมปาก  เมื่อแรงงานที่ถูกเลิกจ้างอีกเป็นจำนวนมาก ยังไม่ได้รับการดูแล 

“หม่อมเต่า”ยอมรับ3ข้อผิดพลาด

21พ.ค. 2563 จากมาตรการการจ่ายเงินชดเชยช่วยเหลือลูกจ้างหรือผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ประสบปัญหาในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ล่าช้ากว่า “หม่อมเต่า” ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกมายอมรับข้อผิดพลาดสาเหตุจ่ายเงินเยียวยาผู้ประกันตนตาม ม.33 ได้รับผลกระทบจากโควิด-19ล่าช้า เกิดจากความไม่พร้อมหลายด้าน โดยเฉพาะฐานข้อมูล-นายจ้าง-คอมพิวเตอร์ พร้อมยืนยันประกันสังคมมีเงินพอจ่ายทุกคนในระบบ 

กระแสความไม่พอใจ การทำงานของ“หม่อมเต่า”ถูกส่งต่อถึง แกนนำพรรค “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” หรือรปช.ที่ “หม่อมเต่า” นั่งเป็นหัวหน้าพรรค ท่ามกลางกระแสข่าวจะปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอาชา นายกรัฐมนตรี 

16 มิ.ย.2563 “หม่อมเต่า”ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย ท่ามกลางกระแสข่าวผู้ที่จะมานั่งหัวหน้าพรรค รปช.คนใหม่ มีทั้ง “ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์” กรรมการบริหารพรรค รปช.  และ “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชวิกรม ประธานเจ้าหน้าที่พรรครปช. แต่ล่าสุด “หมอวรงค์” ออกตัวปัด นั่งตำแหน่งแทน“หม่อมเต่า ”แล้ว 

อ่านข่าว: รปช. แถลง ส่ง ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นั่ง รมว.แรงงานแทน หม่อมเต่า

ว่ากันว่า กระแสในพรรคลุงกำนันตก หลังกระทรวงแรงงานแก้ไขปัญหาแรงงานล่าช้า จนนำไปสู่การประเมินการทำงานของ “หม่อมเต่า” และเหล่านี้ได้สร้างแรงกดดันให้ “รมว.แรงงาน” ตามที่ปรากฏผ่านสื่อ

ถึงวันนี้ ถามว่า “หม่อมเต่า” ลาออก..หน.พรรค รปช.พอแล้วหรือ   เมื่อบทบาทและภารกิจหน้าที่ของกระทรวงแรงงานนั้น ต้องการคนที่มีความรู้ ความสามารถ และฉับไวใน การแก้ไขปัญหาวิกฤติของชาติ

จะดีกว่ามั๊ยหากเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ ความสามารรถ เป็นที่เป็นที่ประจักษ์ มีความฉบับไว เข้าใจปัญหาแรงงาน ได้เข้ามาบริหารจัดการเพื่อช่วยเหลือ หรือประกอบประคอง ให้คนที่กำลังจมดิ่งอยู่ในความทุกข์ ให้ก้าวข้ามวิกฤติชาติโดยเร็วที่สุด

  กมลทิพย์ ใบเงิน เรียบเรียง 

ละครตบจูบ ‘ผู้กอง’เจ็บจี๊ด ศึกลำปางเดือด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ละครตบจูบ ‘ผู้กอง’เจ็บจี๊ด ศึกลำปางเดือด

 ละครตบจูบ  'ผู้กอง'เจ็บจี๊ด  ศึกลำปางเดือด

“สิระ-ไผ่” สงครามตัวแทน ค่ายวิรัชและค่ายผู้กองธรรมนัส อาจกระทบเลือกตั้งซ่อมลำปาง ค่ายผู้กองแพ้ไม่ได้ .. ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

++

รายการตบจูบๆๆ ในที่ประชุมพรรคพลังประชารัฐ ระหว่าง “สิระ เจนจาคะ” กับ “ไผ่ ลิกค์” ไม่ใช่เรื่องใหม่เคยเดือดมาแล้วหลายรอบ

ถ้าจำได้เลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชร เขต 2 สิระ จี้จุดแทงใจดำไผ่ว่า “คนไม่ช่วยลูกพี่ไวพจน์ ทำไมไม่ลาออก” เพราะศึกกำแพงเพชรนั้น “สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำกลุ่มสามมิตร ที่รับบทแม่ทัพเลือกตั้งซ่อม

บังเอิญว่า ไผ่ ลิกค์ มีปัญหาหัวใจกับวราเทพ รัตนากร เรื่องการส่งผู้สมัคร ส.ส.แทน พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ เลยไม่ไปเดินหาเสียงช่วยลูกชายไวพจน์

อย่างไรก็ตาม เลือกตั้งซ่อมลำปาง ส.ส.กลุ่มสามมิตร สายเหนือตอนล่าง ก็ไปช่วยผู้กองหาเสียงด้วย ฉะนั้น บทบาทของสิระในวันนี้คือ ตัวแทนของ วิรัช รัตนเศรษฐ์ ประธานวิปรัฐบาลนั่นแล 

++

สายผู้กอง

++

มีความชัดเจนว่า กลุ่มกำแพงเพชร ที่ยกก๊วนจากเพื่อไทย มาอยู่พลังประชารัฐ แบ่งออกเป็น 2 มุ้งคือ ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร เขต 1 อยู่ในสายผู้กองเมืองพะเยา และมีน้องชาย-ภูผา ลิกค์ เป็นเลขานุการ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ

ขณะที่ ปริญญา ฤกษ์หร่าย,อนันต์ ผลอำนวย และเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ สายตรงวราเทพ รัตนากร นั้นไปสังกัดกลุ่มสามมิตร

“ไผ่” ผงาดบนถนนการเมือง เพราะบารมีพ่อ เรืองวิทย์ ลิกค์ อดีต ส.ส.กำแพงเพชร 8 สมัย และรัฐมนตรีหลายกระทรวง เรืองวิทย์ เป็นเจ้าของ “กลุ่มกำแพงเพชรพัฒนา” ซึ่งในอดีต ไวพจน์ก็เติบโตมาจากซุ้มนี้

ไม่แปลกที่วันรับสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 4 ลำปาง ไผ่ จึงนำทีมไปให้กำลังใจ “หมอรวย” วัฒนา สิทธิวัง ผู้สมัคร ส.ส.ค่ายผู้กองธรรมนัส ถึง อ.สบปราบ จ.ลำปาง

++

เดิมพันเลือกตั้ง

++

ช่วงวันที่ 13-15 มิ.ย.2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ภาคเหนือ ได้ยกทีมงานจากขอนแก่น มาช่วยหาเสียงให้ “หมอรวย” วัฒนา สิทธิวัง โดยเปิดปราศรัยย่อย ในพื้นที่ 5 อำเภอ คือ เกาะคา, สบปราบ, เสริมงาม, เถิน และแม่พริก

ส.ส.พลังประชารัฐ ที่โผล่ไปหาเสียงที่ลำปางในโค้งสุดท้าย ก็มาจากหลายภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ สะท้อนบารมีของผู้กองธรรมนัส 

 ละครตบจูบ  'ผู้กอง'เจ็บจี๊ด  ศึกลำปางเดือด

                                      ผู้กองธรรมนัสลุยหาเสียงหนัก 

มีข้อสังเกตประการหนึ่ง การไปหาเสียงเมืองรถม้าเที่ยวนี้ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไม่เห็นเงาร่างของ “ดาชัย เอกปฐพี” ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ลำปาง

ถ้าจำกันได้ เลือกตั้ง ส.ส.หนที่แล้ว ผู้กองธรรมนัสทุ่มสรรพกำลังให้ ดาชัย เอกปฐพี สู้ศึกที่เขต 2 แต่ดาชัยก็พ่ายสิงห์เฒ่า-ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร

ย้อนไปกลางปี 2561 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้พาอดีตแกนนำเสื้อแดงลำปางอย่าง ดาชัย เอกปฐพี พร้อมเดชทวี ศรีวิชัย ส.จ.ลำปาง เขต อ.เถิน และ นริสสา ทองประสิทธิ์ มาเปิดตัวที่กรุงเทพฯ

แต่เมื่อถึงฤดูเลือกตั้ง มีการจัดตัวผู้สมัคร ส.ส.ลำปาง ของพรรคพลังประชารัฐ ทั้ง 4 เขต ประกอบด้วย เขต 1 จินณ์ ถาคำฟู ,เขต 2 ดาชัย เอกปฐพี ,เขต 3 คมสัน จิตรมั่น ส.อบจ.ลำปาง เขต อ.แม่ทะ และเขต 4 วัฒนา สิทธิวัง ส.อบจ.ลำปาง เขต อ.เกาะคา

สจ.เดชทวี ศรีวิชัย หรือหนานแมวคนเมืองเถิน ที่วางตัวไว้ในเขต 4 ก็ต้องหลุดไป กลายเป็น สจ.เกาะคาแทน

 ละครตบจูบ  'ผู้กอง'เจ็บจี๊ด  ศึกลำปางเดือด

                                 ผลคะแนนเลือกตั้ง ชี้อนาคตผู้กอง

เลือกตั้งซ่อมลำปาง ผู้กองธรรมนัสพลาดท่าปราชัย..รับรองว่า โดนขย้ำจาก “สิระ” สายตรงวิรัช รัตนเศรษฐ์แน่นอน

บ่มีสุรชัย ก็มี ‘ส.เผด็จ’ สะบายดีสหาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

บ่มีสุรชัย ก็มี ‘ส.เผด็จ’ สะบายดีสหาย

บ่มีสุรชัย ก็มี 'ส.เผด็จ' สะบายดีสหาย

16 มิถุนายน 2563 – 15:44 น.

สะบายดีฝั่งซ้าย แกะรอย “ส.เผด็จ” ผู้ลี้ภัยสายฮาร์ดคอร์ หนึ่งเดียวที่รอดจากเกมไล่ล่า

++

ยุคแรกๆของขบวนการต่อต้านเผด็จการทหาร ที่มี “คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ” เป็นแกนนำจัดการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ปี 2550-2551

ปรากฏว่า มีอดีตสหายอีสานใต้ ได้เข้าร่วมการชุมนุมต้านระบอบอำมาตย์ โดยการนำของ “สหายเผด็จ” โดยพวกเขาได้ร่วมกันเขียน “วิทยานิพนธ์คนเสื้อแดง” และจัดพิมพ์ออกมาเผยแพร่ ทั้งในเขตเมืองและเขตชนบทสีแดงเก่า

เมื่อสองปีก่อน สหายเผด็จได้บอกเล่าเรื่องวิทยานิพนธ์คนเสื้อแดง ในคลิปเปิดใจสหายเผด็จ รายการโฟนสร้างชาติ ทางช่อง UncleJohn2018 และ UncleJohn2561

หรือคลิปปฏิวัติไทย ไร้ผู้นำ ในรายการสามสหายอีสานใต้ โดย ลุงสนามหลวง(ส.สมชาย), ส.ยังบลัด และ ส.เผด็จ ทางช่องสหพันธรัฐไทย

จากคำบอกเล่าของสหายเผด็จ ผ่านรายการวิทยุใต้ดินจากฝั่งลาว ประมวลความเคลื่อนไหวในอดีตของเขาได้ดังนี้

บ่มีสุรชัย ก็มี 'ส.เผด็จ' สะบายดีสหาย

ช่วงการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 2552-2553 สหายเผด็จ ในนามกองกำลังใต้ดิน ร่วมกับกลุ่มอดีตนายทหารใหญ่ ได้ขับเคลื่อนคู่ขนานกับการชุมนุมของ นปช.

ปี 2554-2556 สหายเผด็จเป็นผู้ประสานงานระหว่าง“จักรภพ”ที่อยู่ในกัมพูชา กับกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ในไทย

หลังรัฐประหาร สหายเผด็จ ถูกฝ่ายทหารจับกุมได้ที่บ้านพักเมื่อกลางเดือน มิ.ย.2557 ต่อมา เขาได้หลบหนีออกจากค่ายทหารแห่งหนึ่ง ระหว่างที่ถูกควบคุมตัวโดยฝ่ายทหาร และเดินทางไปหลบภัยอยู่ในกัมพูชา โดยการช่วยเหลือของจักรภพ

ปี 2559 สหายเผด็จย้ายจากกัมพูชาไปอยู่ สปป.ลาว และเข้าร่วมองค์การ “สหพันธรัฐไท” ที่มี “โกตี๋”วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ และ “ลุงสนามหลวง” ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ เป็นแกนนำ

ช่วงเดือน มี.ค.-มิ.ย.2560 โกตี๋ร่วมกับมิตรสหาย เปิดการขอรับบริจาคเงินทองจากแม่ยกพ่อยก ทั้งในไทยและยุโรป ปรากฏว่า มีเงินทองหลั่งไหลผ่านบัญชีโกตี๋ มากกว่า 20 ล้านบาท

บ่มีสุรชัย ก็มี 'ส.เผด็จ' สะบายดีสหาย

คืนวันที่ 29 ก.ค.2560 ชายชุดดำบุกเข้าจับตัวโกตี๋ ที่บ้านพักในนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว พร้อมกับนำตัวเขาไปสังหารทิ้งที่ดอนทรายกลางแม่น้ำโขง

ในเหตุการณ์คืนวันที่โกตี๋ถูกอุ้ม มีผู้รอดตาย 2 คนคือ สหายเผด็จกับภรรยาของโกตี๋ หลังเกิดเหตุสหายเผด็จได้แจ้งข่าวไปยังจอม เพชรประดับ และเพื่อนมิตรในต่างแดน จึงทำให้ข่าวโกตี๋หายตัวไป มีการแพร่กระจายข่าวไปอย่างรวดเร็ว

หลังโกตี๋ตาย สหายเผด็จยังใช้ชีวิตอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ และเป็นฝ่ายประสานงานให้กลุ่มลุงสนามหลวงหากมีเวลา สหายเผด็จจะเข้าสายโฟนอิน มายังรายการสหพันธ์รัฐไทยของลุงสนามหลวง

ปลายปี 2560 สุรชัย แซ่ด่าน และทหารพิทักษ์ 2 คน ถูกอุ้มหายไป ถัดมาอีกปี ลุงสนามหลวง และสองผู้ใกล้ชิด ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยที่เวียดนาม 

บ่มีสุรชัย ก็มี 'ส.เผด็จ' สะบายดีสหาย

จากนั้น วิทยุใต้ดินทางฝั่งลาวก็เงียบเสียงลงไป กลุ่มวงดนตรีไฟเย็น และวัฒน์ วรรลยางกูร เดินทางออกจากลาว ไปพำนักอยู่ในฝรั่งเศส โดยการช่วยเหลือขององค์กรสิทธิมนุษยชนสากล 

แต่ “ผู้ลี้ภัย” อีกนับร้อยชีวิตยังอาศัยอยู่ในแผ่นดินลาว โดยส่วนใหญ่ พวกเขาหยุดเคลื่อนไหวการเมือง และทำมาหาเลี้ยงชีพเหมือนคนลาวทั่วไป ไม่ว่า “หนุ่มเรดนนท์” ยังทำงานในสถานีทีวีเอกชนของลาว และ “หนุ่มโคราช” ก็พาภรรยาทำมาค้าขายตามวิถี

ที่น่าสนใจ โกตี๋ สุรชัย แซ่ด่าน และลุงสนามหลวง ไม่รอด ต่างจาก “สหายเผด็จ” คือผู้ที่หนีรอดจากการถูกไล่ล่าเพียงคนเดียว  ยังพำนักอยู่ทางฝั่งซ้าย 

“ม.112” สมควรเลิกจริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ม.112” สมควรเลิกจริงหรือ?

"ม.112" สมควรเลิกจริงหรือ?

16 มิถุนายน 2563 – 13:29 น.

เจาะประเด็นร้อน : “ม.112” สมควรเลิกจริงหรือ?

กลายเป็นกระแสขึ้นมาอีกระลอก สำหรับการเรียกร้องให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยกระแสครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ทรงมีพระเมตตา ไม่ให้ดำเนินคดี 112 กับบุคคลใดเลย  แต่กลุ่มที่เคลื่อนไหวหมิ่นเหม่กระทบสถาบันเบื้องสูงกลับฉวยโอกาสออกมาสร้างกระแสใหม่ เรียกร้องให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรานี้เสีย

เหตุผลที่นำมาสู่ข้อเรียกร้อง ก็เป็นเรื่องเดิมๆ เช่น เป็นกฎหมายละเมิดสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นอกจากนั้นก็ยังอ้างว่าเป็นกฎหมายที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ใส่ร้ายป้ายสี 2 รวมไปถึงอัตราโทษ “ขั้นต่ำ” ที่สูงเกินไป ทำให้ศาลไม่อาจใช้ดุลยพินิจลดโทษได้

แต่จากการตรวจสอบข้อมูลของ “เนชั่นทีวี” พบว่า เหตุผลที่นำมากล่าวอ้างกันนั้น เกือบทั้งหมดไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง หรือหากมีปัญหาอยู่จริงบ้าง ก็ได้รับการแก้ไขไปเกือบหมดแล้ว

เริ่มจากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เขียนเอาไว้สั้นๆ ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี”

บทบัญญัตินี้มีเจตนารมณ์ของกฎหมายเพื่อปกป้องคุ้มครองพระมหากษัตริย์ต่อการถูกใส่ร้ายป้ายสี หรือถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม โดยไม่ใช่การติชมโดยสุจริต หรือวิจารณ์ในแง่วิชาการ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการใส่ร้ายป้ายสีมาจากบางกลุ่มมาโดยตลอด จึงต้องมีกฎหมายมาตรานี้ และการมีกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็ไม่ใช่การละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เนื่องจากผู้ที่กระทำผิดมาตรานี้ ต้องถือว่าใช้เสรีภาพอย่างไม่สุจริต และจงใจละเมิดบุคคลอื่น (ในที่นี้คือพระมหากษัตริย์)

หากยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ก็จะเกิดความลักลั่นทางกฎหมาย เพราะบุคคลธรรมดายังมีกฎหมายคุ้มครองกรณีหมิ่นประมาท ทั้งหมิ่นประมาททั่วไป (มาตรา 326 มีทั้งโทษจำคุกและปรับ) และดูหมิ่นซึ่งหน้า (มาตรา 393 มีทั้งโทษจำคุกและปรับ) แต่กับพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงมีสถานะเป็น “ประมุขของรัฐ” ในระบบการปกครองของไทย กลับไม่มีกฎหมายคุ้มครอง

ยิ่งไปกว่านั้นในประมวลกฎหมายอาญา ยังมีบทบัญญัติอีกหลายมาตราที่เป็นกลุ่มความผิดใกล้เคียงกัน เช่น มาตรา 133 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 135 ว่าด้วยการดูหมิ่นธง หรือตราสัญลักษณ์ของรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ฉะนั้้นการจะยกเลิกหรือแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต้องพิจารณาถึงความสอดคล้องกับมาตราอื่นๆ เหล่านี้ด้วย มิฉะนั้นจะกลายเป็นความลักลั่นของกฎหมาย เช่น คุ้มครองประมุขต่างประเทศ แต่ไม่คุ้มครองประมุขประเทศตัวเอง อยางนี้เป็นต้น

ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีบทลงโทษสูงเกินไป โดยเฉพาะ “โทษขั้นต่ำ” คือ 3 ปี ขณะที่โทษขั้นสูงคือ 15 ปี ทำให้ศาลไม่สามารถใช้ดุลยพินิจลงโทษสถานเบากับคนที่กระทำผิดไม่ร้ายแรงได้นั้น

จริงๆ แล้วประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เดิมไม่มีกำหนด “โทษขั้นต่ำ” เอาไว้  มีแต่โทษขั้นสูง  คือเขียนไว้เพียงว่า “ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี” แต่ต่อมามีการแก้ไขกฎหมายให้มีโทษขั้นต่ำ จำคุก 3 ปี และโทษขั้นสูงคือจำคุกไม่เกิน 15 ปี ทว่าก็ยังมีกระแสโจมตีว่าโทษขั้นต่ำสูงเกินไปอยู่ดี และศาลไม่สามารถใช้ดุลพินิจรอลงอาญาได้

ทั้งๆ ที่ในปี 2559 มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจิในการ “รอลงอาญา” สำหรับความผิดที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีได้  ฉะนั้นในปัจจุบัน “โทษขั้นต่ำ” ที่กำหนดไว้ 3 ปี จึงไม่ได้เป็นปัญหาเรื่องการใช้ดุลยพินิจลงโทษสถานเบาหรือรอลงอาญา (ทั้งรอการกำหนดโทษ และกำหนดโทษแล้ว แต่รอการลงโทษเอาไว้ก่อน)

อีกประเด็นหนึ่งที่พูดกันมาก คือการใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ประเด็นนี้จะพบว่ามีการกล่าวหากันในทางการเมืองด้วยการอ้างเรื่องหมิ่นสถาบันเบื้องสูงจริง โดยสถิติคดี 112 จากในอดีตตั้งแต่ปี 2500 ที่เริ่มมีการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาจนถึงปี 2548 มีคดี 112 เกิดขึ้นน้อยมาก บางปีไม่มีเลย / แต่นับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ซึ่งประเทศไทยมีความขัดแย้งทางการเมือง ปรากฏว่ามีคดี 112 มากจนผิดสังเกต และนี่เองที่เป็นเหตุผลให้มีความพยายามกลั่นกรองการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้มาตลอด

กระบวนการนี้เริ่มมาตั้งแต่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยการออกเป็นนโยบายไม่ให้ “ตำรวจโรงพัก” ที่รับแจ้งการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 สอบสวนและทำสำนวนคดีเอง  แต่ต้องส่งให้ “คณะทำงาน” ระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มี “กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง” เป็นเจ้าภาพ ทำหน้าที่สืบสวน สอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อความชัดเจน และป้องกันการตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง

นอกจากนั้นยังให้มีคณะทำงานระดับชาติ กลั่นกรองสำนวนคดี 112 อีกชั้นหนึ่ง เพื่อพิจารณาว่าการสั่งฟ้องคดี จะส่งผลเสียมากกว่าผลดีหรือไม่ (เพราะบางเรื่องเป็นเรื่องทางการเมือง อาจมีการนำไปขยายผลจนกระทบกับสถาบันเบื้องสูงมากกว่าเดิมได้)

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่ามีความพยายามควบคุมและกลั่นกรองการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาตลอด

กองบรรณาธิการข่าว เนชั่นทีวี22

จักรภพโผล่ รับ “พ่าย” หนีตายจากเขมร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จักรภพโผล่ รับ “พ่าย” หนีตายจากเขมร

จักรภพโผล่ รับ "พ่าย" หนีตายจากเขมร

16 มิถุนายน 2563 – 11:28 น.

จักรภพ เพ็ญแข หนีตายจากเขมร ปิดลับแหล่งลี้ภัยแห่งใหม่ ยอมรับขบวนการเสื้อแดงแตกแยก จึงล้มเหลวและถูกไล่ล่า

++
          นับแต่วันที่ “ต้าร์“ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ถูกอุ้มเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย.2563 อีก 5 วันถัดมา ”จักรภพ เพ็ญแข“ ผู้ประสานงานองค์กรเสรีไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊ค ร่ายยาวเรื่อง “จาก จักรภพ เพ็ญแข ต้าร์ถูกฆ่า และผลกระทบต่อไทยทั้งประเทศ”

อ่านข่าว…   “จักรภพ”แค้น สู้แทนวันเฉลิม
 


          บทความชิ้นนี้ของจักรภพ แรงในเนื้อหาและลีลา ต่างจากบทความชิ้นอื่นๆในรอบ 2 ปีมานี้ แสดงว่า จักรภพไม่ได้อยู่ในกัมพูชาแล้ว


          ในหมู่บรรดาผู้ลี้ภัย 112 ทราบดีว่า จักรภพได้รับอภิสิทธิ์ใช้ชีวิตอยู่ในเขมรแบบสบายๆ จะไปประเทศไหนก็ได้ แต่เมื่อเกิดเหตุอุ้มวันเฉลิม จักรภพคนเดิมก็กลับมา

จักรภพโผล่ รับ "พ่าย" หนีตายจากเขมร

“จักรภพ” ไปอยู่ที่ใหม่แล้ว


          ล่าสุด จักรภพ เพ็ญแข ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย ผ่านแอปพลิเคชัน Zoom โดยใช้อินเตอร์เน็ตระบบเครือข่าย VPN (Virtual Private Network) ที่เชื่อว่าสามารถป้องกันความปลอดภัยได้ จักรภพยังปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเรื่องสัญชาติของหนังสือเดินทางที่ใช้ในปัจจุบัน หลังถูกทางการไทยเพิกถอนหนังสือเดินทาง


          ตลอดเวลา 11 ปีที่ออกจากเมืองไทยไปอยู่ในกัมพูชา จักรภพ เพ็ญแข ไม่ประมาท 


          ช่วงปี 2554-2556 จักรภพ พยายามประสานกับกลุ่มแดงสยาม ของสุรชัย แซ่ด่าน และเชื่อมต่อกับอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยบางกลุ่ม หวังก่อรูป “ขบวนการปฏิวัติไทย” ขึ้นมาใหม่


          จักรภพไม่เคยปลาบปลื้มกับชัยชนะของยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย เหมือนคนเสื้อแดงทั่วไป เพราะเขามีเป้าหมายที่มากกว่านั้น


          ปี 2557-2560 จักรภพ ตั้งองค์กรเสรีไทย ร่วมกับแดงลี้ภัย โดยตัวเขาประสานกับสุรชัย แซ่ด่าน ที่อาศัยอยู่ใน สปป.ลาว แต่ก็ล้มเหลว เมื่อ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตนักการเมืองเพื่อไทย ประกาศวางมือ เพราะเบื่อความแตกแยกในกลุ่มคนลี้ภัย 112


          เฉพาะแค่ใน สปป.ลาว แดงลี้ภัยก็แบ่งแยกเป็น 2-3 ก๊ก จัดรายการวิเคราะห์การเมืองทางยูทูบ ก็ทะเลาะเบาะแว้งกัน ออกมาสาวไส้กันเอง 


          สิ่งที่จักรภพ และแดงลี้ภัยบางกลุ่มทราบดี แต่ไม่ยอมปริปากพูดคือ เหตุโกตี๋ สุรชัย แซ่ด่าน และลุงสนามหลวง ถูกอุ้มฆ่าสำเร็จนั้น เป็นผลงานของ “สายลับสองหน้า” ในกลุ่มแดงลี้ภัย 112 


          จักรภพยอมรับกับผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยว่า ประสบความล้มเหลวในการยกระดับขบวนการเสื้อแดงให้เป็นขบวน การทางการเมือง


          “มีการซื้อตัวคน มีการดึงไปได้รับผลประโยชน์ทางการเมือง มีการยุแยงให้แตกกัน ขณะเดียวกันก็แตกกันเองอยู่แล้วหลายส่วน เนื่องจากขบวนการเสื้อแดงไม่ได้ทำในรูปขบวนการณ์อุดมการณ์ตั้งแต่แรก แต่ทำเป็นขบวนการต่อสู้เพื่อการเลือกตั้ง ก็ทำให้ผลประโยชน์ขัดกันง่าย นี่คือข้อบกพร่องใหญ่…เพราะฉะนั้นการที่มันไม่มีผลต่อประชาธิปไตย นี่มันเป็นเหตุแห่งผลอันเดียวกัน”

จักรภพโผล่ รับ "พ่าย" หนีตายจากเขมร

คอนโดที่วันเฉลิมพักอาศัย จักรภพก็พักอยู่ที่นี่

          กรณีของต้าร์ วันเฉลิม ที่ใช้ชีวิตอยู่ในกัมพูชาหลังรัฐประหาร 2557 จักรภพก็คุ้นเคยกันดี และยืนยันว่า ต้าร์วางมือจากการเมืองแล้ว จะทำธุรกิจส่วนตัว


          “ไม่อยากจะไปวิจารณ์ถึงขนาดว่าหละหลวม แต่คิดว่าเขาไม่คิดว่าจะเป็นอันตราย เลยปล่อยตัวสบายไปนิดหนึ่ง ตรงนี้เป็นความผิดของรุ่นพี่ ๆ ที่ควรเตือนเขา ผมก็โทษตัวเองด้วย” จักรภพบอกกับบีบีซีไทย


          “ผมยอมรับว่าในส่วนตัวของผมเองไม่คิดว่าต้าร์จะเป็นอันตราย ไม่ได้คิดจะเตือนน้องเลย เพราะนึกว่าเขาวางมือทางการเมืองไปขนาดนี้แล้ว ฝ่ายโน้นก็น่าจะรู้ และเลิกจองล้างจองผลาญ”


          คำบอกเล่าของจักรภพ ก็ไม่ตรงกับข้อมูล “แดงลี้ภัย” บางคน ที่เชื่อว่า ตาร์ วันเฉลิม กำลังสร้าง “ฐานเศรษฐกิจ” ไว้รองกับการลี้ภัยระลอกใหม่