จากเหยื่อผันตัวเป็นโจร(อิเล็กทรอนิกส์) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390663?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จากเหยื่อผันตัวเป็นโจร(อิเล็กทรอนิกส์)

27 กันยายน 2562 – 13:20 น.
สายตรวจระวังภัย,โจรอิเล็กทรอนิกส์,รหัสธุรกรรมโอทีพี
เปิดอ่าน 131 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ทุกวันนี้การก่ออาชญากรรมบนโลกออนไลน์สามารถทำได้ง่าย ซึ่งสวนทางกับการป้องกันและตรวจสอบที่ยังทำได้ค่อนข้างยาก ฉะนั้นผู้ใช้บริการต้องระมัดระวัง โดยต้องคัดกรองบุคคลที่ติดต่อผ่านเครือข่ายออนไลน์อย่างถี่ถ้วน ที่สำคัญข้อมูลสำคัญด้านการเงิน บัตรประจำตัวประชาชน และหลักฐานอื่นที่เป็นเรื่องส่วนบุคคล จึงไม่ควรนำไปเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ หรือไว้ใจให้ใครง่ายๆ ผ่านเสียงตามสายที่ยกหูโทรศัพท์ติดต่อ เพราะผู้ไม่หวังดีอาจนำไปใช้ประโยชน์จนเกิดความเสียหายได้

เมื่อพูดถึงข้อมูลส่วนบุคคลสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง? ก็ต้องบอกว่าในยุคปัจจุบันนี้เอาไปทำอะไรต่อมิอะไรก็ได้สารพัด อาทิ สามารถนำมาใช้ออกแบบสินค้า บริการ เพื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย หรือสามารถนำไปใช้เพื่อหาข้อมูลได้ตรงกับความสนใจของเรามากยิ่งขึ้น ซึ่งส่วนนี้ด้านดีก็มี แต่ด้านร้ายก็เยอะ เพราะข้อมูลของเราอาจจะถูกนำไปใช้ในทางไม่ดีได้เหมือนกัน โดยเกิดคดีเข้าร้องทุกข์กับตำรวจมากมายในยุค “ไซเบอร์” ตอนนี้ เช่น เอาเลขบัตรประชาชน หรือข้อมูลต่างๆ ไปสวมรอย, ข้อมูลพิกัดที่อยู่ต่างๆ สามารถเปิดช่องให้โจรรู้ หรือขโมยเข้าบ้านได้, ติดตาม สะกดรอย สอดแนม ชี้ช่องให้ผู้ไม่หวังดี, การ spam E-mail หรือหมายเลขโทรศัพท์ เป็นต้น

เช่นเดียวกับคดีที่ปรากฏเป็นข่าวการจับกุมล่าสุดที่คนเป็นโจรในวันนี้เคยตกเป็นเหยื่อแก๊งต้มตุ๋นถูก “ฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์” มาก่อน ทว่าความอยากรู้วิธีการโกงของโจรในครั้งนั้นเป็นเช่นไรจึงเข้าไปสอบถามข้อมูลด้วยตัวเอง พอรู้ขั้นตอนวิธีการก็ผันตัวเองจากเหยื่อมาเป็น “โจรอิเล็กทรอนิกส์” เสียเอง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) มีการแถลงผลจับกุม นายวรวัช แดงดี และ นายกานต์ พูนจันทร์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดหัวหิน ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน หลังถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 2 เข้าจับกุมตัว ที่อำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา สืบเนื่องจากช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผู้ต้องหาทั้งสองคนได้ติดต่อผู้เสียหายรวมทั้งสิ้น 12 ราย โดยอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อธนาคารไทยพาณิชย์และมีการเสนอให้ผู้เสียหายทำการกู้ยืมเงิน

ทันทีที่ผู้เสียหายหลงเชื่อก็จะให้เปิดบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ โดยให้มีเงินคงเหลือในบัญชีเอาไว้ จากนั้นก็จะหลอกเอาข้อมูลส่วนตัว อาทิ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน และ รหัสธุรกรรมโอทีพี (OTP) เพื่อยืนยันตัวบุคคล สำหรับนำข้อมูลไปลงในแอพพลิเคชั่นโอนเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ จากนั้นก็โอนเงินออกจากบัญชีผู้เสียหายไปยังบัญชีธนาคารที่รับซื้อผ่านอินเทอร์เน็ตในราคาบัญชีละ 1,000 บาท แล้วถอนเงินออกโดยไม่ใช้บัตรเอทีเอ็ม ซึ่ง นายวรวัช ทำหน้าที่หลอกลวง ซื้อบัญชีทางโซเชียลมีเดีย และโอนเงินจากบัญชีผู้เสียหาย รวมถึงถอนเงินโดยไม่ใช้บัตร ส่วน นายกานต์ ทำหน้าที่นำรหัสตระเวนถอนเงินสดที่ได้จากการหลอกลวงในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

จะเห็นได้ว่าการให้ช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลถึงแม้จะมีข้อดี แต่หากไม่ระวังก็อาจจะส่งผลเสียได้เช่นกัน หากคนอื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ก็สามารถนำไปต่อยอดทำอย่างอื่นได้เหมือนกัน เฉกเช่นโจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังวนเวียนหาเหยื่อที่ไม่ทันระวังตัว รักความสะดวก ชอบความสะบายอยู่ทุกวัน..!!

ทำไมฝุ่นพิษ..ทำให้มองเห็น เมืองอินโดฯท้องฟ้าสีแดง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390536?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำไมฝุ่นพิษ..ทำให้มองเห็น เมืองอินโดฯท้องฟ้าสีแดง

27 กันยายน 2562 – 09:35 น.
ฝุ่นพิษ,เกาะสุมาตรา,อินโดนีเซีย
เปิดอ่าน 280 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ภาพหมู่บ้านในเกาะสุมาตราที่ถูกปกคลุมด้วยท้องฟ้าสีแดงเข้ม ถูกนักข่าวและคนทั่วโลกแชร์กระหน่ำท่วมท้นสื่อสังคมออนไลน์ สร้างความสงสัยว่าทำไมฝุ่นพิษทำให้เมืองกลายเป็นสีแดงเข้มได้ขนาดนั้น และร่างกายคนที่อาศัยในอากาศแดงนั้น จะได้รับอันตรายมากน้อยเพียงไร ?

วันที่ 22-23 กันยายน ที่ผ่านมา สื่อมวลชนอินโดนีเซียรายงานความแตกตื่นของชาวอิเหนาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เมืองจัมบี (Jambi) ตอนกลางเกาะสุมาตรา ที่ตื่นเช้าขึ้นมาพบว่าท้องฟ้ากลายเป็นสีแดงเข้ม หลังเผชิญกับสถานการณ์หมอกควันพิษจากไฟไหม้ป่าต่อเนื่องหลายวัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอินโดนีเซียพยายามออกมาปลอบใจว่า ท้องฟ้าสีแดงที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีอันตรายอะไร และไม่ได้เกิดจากความร้อนในอากาศหรืออุณหภูมิสูงขึ้น แต่เกิดจากอากาศหนาแน่นเต็มไปด้วยอนุภาคของฝุ่นละอองจิ๋วขนาดเล็ก

คำตอบข้างต้นอาจจะยิ่งเพิ่มความสงสัย เหตุไฉนประเทศอื่นมีฝุ่นละอองพิษมากมายแต่ท้องฟ้าไม่เป็นสีแดง ?
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า แสง (light) เกิดจากการแผ่รังสีของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ในบรรยากาศมีคลื่นความถี่หลากหลายรูปแบบ แต่ดวงตาของมนุษย์จะมองเห็นแค่ช่วงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ช่วงแคบๆ ระหว่าง 380-740 นาโนมิเตอร์ (nm.) หรือเรียกกันว่า “ช่วงคลื่นที่มองเห็นได้” แหล่งกำเนิดแสงมี 2 ประเภท คือ 1.แสงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น แสงจากดวงอาทิตย์ ดวงดาว ฟ้าผ่า แสงจากหิ่งห้อย ฯลฯ และ 2.แสงที่เกิดจากฝีมือมนุษย์สร้างขึ้น เช่น ไฟฉาย ไฟฟ้า

แสงเดินทางได้เร็วถึง 3 แสนกิโลเมตรต่อวินาที ไม่มีสิ่งใดในจักรวาลเดินทางได้เร็วเท่าแสงอีกแล้ว โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร แสงจากดวงอาทิตย์ใช้เวลาเดินทางผ่านสุญญากาศมาถึงโลกโดยใช้เวลา 8 นาที หมายความว่าแสงที่เราเห็นตอนนี้ คือแสงจากดวงอาทิตย์เมื่อ 8 นาทีที่แล้ว

เมื่อปี ค.ศ. 1661 หรือ 358 ปีที่แล้ว เซอร์ ไอแซค นิวตัน ค้นพบว่าแสงที่มนุษย์มองเห็นเป็น “แสงสีขาว” (Light White) นั้น ที่จริงแล้วประกอบไปด้วย “7 สีรุ้ง” ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง นั่นเอง

มนุษย์มองเห็นสีต่างๆ ได้เพราะมีแสงไปกระทบสิ่งนั้น แล้วสะท้อนเข้าสู่ดวงตา ส่งผ่านเส้นประสาทตาไปสู่สมอง เรามองเห็นลูกแอปเปิ้ลเป็นสีแดง เพราะสีที่มองไม่เห็นของแสงอาทิตย์ ส่องมายังผิวของลูกแอปเปิ้ล ผิวนั้นดูดซึมสีของแสงทั้งหมดเอาไว้ ยกเว้น “ความยาวคลื่นสีแดง” ที่สะท้อนออกมาได้ ทำให้ส่งต่อสีแดงไปยังตามนุษย์ โดยสีทั้ง 7 มีขนาดความยาวคลื่นแตกต่างกัน สีม่วงคลื่นสั้นสุด ส่วนสีแดงคลื่นยาวมากที่สุด

ในเมื่อแสงจากดวงอาทิตย์ส่องมายังโลกเหมือนกัน แต่ทำไมเราเห็น “สีของท้องฟ้า” แตกต่างกัน ?
โดยตอนเช้าตรู่และตอนเย็นจะเห็นท้องฟ้าเป็นสีส้มๆ แดงอ่อนๆ แต่ตอนกลางวันเห็นเป็นสีฟ้า สืบเนื่องจาก “การกระเจิงของแสง” (Scattering of light) เมื่อรังสีจากดวงอาทิตย์ตกกระทบโมเลกุลของอากาศ จะเกิดการกระเจิงของแสง ช่วงกลางวันแสงอาทิตย์ทำมุมชันกับพื้นโลก แสงเดินทางผ่านบรรยากาศเป็นระยะทางสั้นและมีอุปสรรคกีดขวางน้อย แสงสีม่วง คราม และน้ำเงิน ที่คลื่นเล็กกว่าโมเลกุลของอากาศก็เกิดการกระเจิงของแสงไปบนท้องฟ้าทุกทิศทาง จึงมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า ยิ่งถ้าเป็นฤดูหนาวความกดอากาศสูงจะยิ่งมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินเข้ม ขณะที่ท้องฟ้าตอนเช้าตรู่กับช่วงพลบค่ำแสงอาทิตย์ทำมุมลาดขนานกับพื้นโลก แสงจึงต้องเดินทางผ่านมวลอากาศเป็นระยะทางยาวกว่า มีอุปสรรคขวางกั้นมากกว่า แสงสีม่วง คราม และน้ำเงิน ที่คลื่นสั้นไม่สามารถเดินทางผ่านโมเลกุลอากาศไปได้ จึงกระเจิงไปทั่วท้องฟ้าเหลือแต่แสงสี เหลือง ส้มและแดง ที่มีความยาวคลื่นมากสามารถผ่านโมเลกุลของอากาศไปได้ เลยมองเห็นท้องฟ้าเป็นแสงสีส้มๆ

 กรณีที่บรรยากาศเต็มไปด้วยฝุ่นควันพิษ ทำไมเราจึงมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีแดงตลอดทั้งวันในเมืองจัมบี ?
“รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม” ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อธิบายให้ “คม ชัด ลึก” ฟังว่า ฝุ่นละอองควันพิษโดยเฉพาะฝุ่นขนาดเล็กแบบพีเอ็ม 2.5 ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง เมื่อแสงอาทิตย์ส่องลงมาจะเกิดการกระเจิงของแสง (Light scattering) หมายความว่าฝุ่นละอองที่ล่องลอยอยู่ในอากาศกลายเป็นอุปสรรคขวางกั้นทางเดินของแสง เมื่อแสงม่วง คราม น้ำเงินมีความยาวคลื่นสั้นก็กระเจิงออกไปได้ง่าย แต่แสงสีแดงมีความยาวคลื่นมากกว่า เมื่อเจอกับฝุ่นควันพิษในอากาศไม่สามารถกระเจิงออกไปได้เท่าสีอื่นๆ จึงสะท้อนออกมาทำให้ดวงตาเราเห็นท้องฟ้าเป็นสีแดงเข้มกว่าปกติ

“ท้องฟ้าสีแดงที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย เป็นเพราะฝุ่นควันพิษจำนวนมหาศาลล่องลอยในอากาศ แต่แสงสีแดงเหล่านี้ไม่ได้เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ที่ต้องเป็นห่วงคือฝุ่นพิษขนาดเล็กที่สามารถเข้าสู่ทางเดินระบบหายใจมากกว่า ทำให้แสบตา แสบคอ ถ้าฝุ่นน้อยลงไป แสงสีแดงก็จะค่อยๆ หายไปด้วย” รศ.บุญรักษา กล่าวสรุป

ทั้งนี้ ช่วงเวลาวันที่ 21- 22 กันยายน 2562 ช่วงที่ทั่วโลกตื่นเต้นกับคลิปข่าวท้องฟ้าเป็นสีแดงในบางหมู่บ้านบนเกาะสุมาตรานั้น จากรายงานสภาพอากาศสามารถวัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน ได้ถึงระดับที่เกิน 700 ทำให้ประชาชนหลายหมื่นคนป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรงเรียนและสนามบินประกาศปิดชั่วคราว รัฐบาลอินโดนีเซียจึงรีบสั่งเครื่องบินทหารกว่า 30 ลำบรรทุกน้ำไปพ่นโปรยใส่บริเวณที่เกิดไฟไหม้ป่าบนเกาะสุมาตราฝุ่นควันพิษ

แม้ผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ยังวัดดัชนีคุณภาพอากาศ หรือ “AQI” (Air Quality Index) ได้เกินกว่า 200 กว่า ซึ่งหากตัวเลขสูงกว่า 100 หมายถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 กันยายน 2562 ที่เมืองจัมบี วัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศได้ 220 ส่วนค่าพีเอ็ม 2.5 วัดได้ 199 มก./ลบ.ม. โดยมาตรฐานสากลกำหนดไว้ไม่เกิน 25

ผลจากสภาพการเผาป่าจากอินโดนีเซียได้ลุกลามผ่านสิงคโปร์เข้าสู่มาเลเซียและภาคใต้ของประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 23 กันยายน ค่าดัชนีคุณภาพอากาศที่ปัตตานีวัดได้ 163 ที่สงขลาวัดได้ 151 ส่วนภูเก็ตอยู่ที่ 148 ถือว่าตัวเลขเกินมาตรฐานความปลอดภัย

เปรียบเทียบกับประเทศไทยช่วงต้นปี 2562 วันที่ 24 มีนาคม ข้อมูลจากเว็บไซต์ airvisual.com บันทึกดัชนีคุณภาพอากาศใน จ.เชียงใหม่ ในวันนั้นว่า มีค่าพุ่งสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก คือ 332 วัดค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง พีเอ็ม 2.5 สูงถึง 233 มก./ลบ.ม. แสดงว่าช่วงนั้นควันพิษในอากาศของไทยเลวร้ายยิ่งกว่าเมืองจัมบีในตอนนี้

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า “รัฐบาลชุดใหม่” ของไทย มีมาตรการป้องกันและเตรียมรับมือฝุ่นควันพิษจิ๋วอย่างไรบ้าง เพราะปีหน้าเวลาเดิม “ควันพิษจิ๋ว” น่าจะโผล่มาอีกอย่างแน่นอน

หรือต้องรอ “ท้องฟ้าเมืองไทยปกคลุมด้วยสีแดง” ถึงค่อยมีแผนเร่งด่วนแห่งชาติ !

งูเห่าคลองหลวง “เสี่ยหนู” จู๋จี๋ “เด็กธนาธร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390648?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งูเห่าคลองหลวง “เสี่ยหนู” จู๋จี๋ “เด็กธนาธร”

27 กันยายน 2562 – 09:20 น.
่ ่ เจาะประเด็นร้อน,อนุทิน,เสี่ยหนู อนุทิน ชา,พรรคภูมิใจไทย,พรรคอนาคตใหม่,รังสิต-คลองหลวง,เอกพจน์ ปานแย้ม,อดีต สสปทุมธานี,ชาญ พวงเพ็ชร์,อนาวิล รัตนสถาพร,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 416 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 27 ก.ย. 62

************************

ผ่านไปย่านรังสิต-คลองหลวง ยอดนักชิมต้องรู้จักร้านอาหารป่า “จ่าเริง” ที่มีเมนูเด็ด “ผัดเผ็ดงูเห่า” สูตรของจ่าเริง สงสัย เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อยากชิมงูเห่าผัดเผ็ด จึงดอดไปถ่ายภาพกับ ส.ส.ปทุมธานี

“เสี่ยหนู” โพสต์ภาพในเฟซบุ๊ก โดยถ่ายคู่กับ อนาวิล รัตนสถาพร” ส.ส.ปทุมธานี พรรคอนาคตใหม่ พร้อมระบุแคปชั่นว่า “ไม่มีกัญชา มีแต่กุนเชียง การเมืองไม่ได้คุย คุยแต่เรื่องทั่วไปครับ”

เสี่ยหนูไม่คิดอะไร แต่ข่าวลือ “งูเห่าสีส้ม” ทำเอาผู้แทนหนุ่มต้องแถลงการณ์ส่วนตัวผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 25 กันยายนนี้ว่า “ผมไม่มีวันทรยศพี่น้องประชาชนที่เลือกผม หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่ได้เลือก แต่วันนี้รักในตัวผมแน่นอนครับ..”

ศิษย์ธรรมกาย

การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ที่สนามเมืองปทุมธานี เขตเลือกตั้งที่ 3 อ.คลองหลวง เฉพาะ ต.คลองสาม ต.คลองสี่ ต.คลองหนึ่ง (ในเขตเทศบาลเมืองท่าโขลง) และ ต.คลองสอง (ในเขตเทศบาลเมืองท่าโขลง) มีแชมป์เก่าชื่อ สมศักดิ์ ใจแคล้ว” พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นอดีตกำนัน ต.คลองหนึ่ง มีภรรยาเป็น ส.อบจ.ปทุมธานี เขต อ.คลองหลวง และลูกชายเป็น ส.ท.เมืองคลองหลวง

อนุทิน และอนาวิล พรรคอนาคตใหม่

ก่อนวันหย่อนบัตรไม่มีใครคาดคิดว่า “อนาวิล รัตนสถาพร” พรรคอนาคตใหม่ จะเบียดเอาชนะ “สมศักดิ์” อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ชนิดหักปากกาเซียน

เมื่อฝุ่นควันจาง คอการเมืองจึงเห็นว่า “อนาวิล” เป็นกัลยาณมิตรแห่งวัดพระธรรมกาย มีกองหนุนอย่าง วิระศักดิ์ ฮาดดา นายก อบต.คลองสาม ผู้ปกป้องวัดใหญ่ และ “โต นวนคร” หรือ สิระพงษ์ สิริโพธินันท์ นักธุรกิจใหญ่สายบุญ พร้อมกับ เฉลิมพงศ์ รังสินีวัฒนศักดิ์ ส.อบจ.ปทุมธานี เขต อ.คลองหลวง

กระแสธนาธรเป็นส่วนหนึ่งแต่กองหนุนระดับขาใหญ่ในคลองหลวงที่อุ้มหนุ่มอนาวิลเข้าสภา

ตัวแปรศึกนายก อบจ.ปทุมฯ

ดังที่ทราบกันศึกเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี ครั้งใหม่นี้ รับประกันยิ่งกว่าศึกไทยไฟท์ 5 ดาว เมื่อ “บิ๊กแจ๊ส” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ประกาศท้ารบแชมป์ 3 สมัยคือ ชาญ พวงเพ็ชร์” ค่ายภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 พล.ต.ท.คำรณวิทย์ จัดงานเปิดตัวลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.ปทุมธานี ในนามพรรคเพื่อไทย พร้อมเปิดตัวทีมงานที่ศูนย์ประชุม ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต

วันเดียวกันนั้น “อนาวิล” ได้โพสต์ภาพตัวเขาเองเข้าไปอวยพร “บิ๊กแจ๊ส” ในการเปิดตัวลงสนามนายก อบจ.ปทุมธานี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของบิ๊กแจ๊สด้วย

บิ๊กแจ๊ส และอนาวิล

ไม่ใช่ครั้งแรกที่อนาวิลถ่ายภาพคู่บิ๊กแจ๊ส โดยเฉพาะกิจกรรมในวัดพระธรรมกาย ก็จะเห็นภาพส.ส.หนุ่มคนนี้กับบิ๊กแจ๊ส จนเข้าใจไปว่าพรรคอนาคตใหม่หนุนบิ๊กแจ๊ส

หากเพื่อไทยจับมืออนาคตใหม่จริง ผู้ที่จะต้องออกแรงสองสามเท่าก็ต้องเป็น “ชาญ พวงเพ็ชร์” นายก อบจ.ปทุมธานี ที่ยืนยันว่าจะลงป้องกันแชมป์แน่นอน

ด้วยเหตุนี้กระมัง “เสี่ยหนู” เลยอยากรับประทานเมนูยอดนิยม “งูเห่าผัดเผ็ด” สูตรจ่าเริงแห่งคลองหลวง

สงครามคลองหลวง

การเมืองท้องถิ่นปทุมธานี มิได้มีแต่การชิงเก้าอี้นายก อบจ.ปทุมธานี มีทั้งนายกเทศมนตรี และนายก อบต. เวลานี้มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองในพื้นที่บ้างแล้ว

โต นวนคร” หรือ สิระพงษ์ สิริโพธินันท์ กองหนุนคนสำคัญของ ส.ส.อนาวิล เปิดตัวชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองท่าโขลง ในนามพรรคอนาคตใหม่

โต นวนคร กองหนุนอนาวิล

เทศบาลเมืองท่าโขลงไม่ธรรมดา เพราะเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมนวนคร มีโรงงานประมาณ 200 แห่ง จึงไม่น่าแปลกใจ “กระแสธนาธร” จะมาแรงในเขต 3 ปทุมธานี

อีกรายหนึ่งคือ “เอกพจน์ ปานแย้ม” หรือ เอกพจน์ วงศ์นาค อดีต ส.ส.ปทุมธานี หลายสมัย ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมาตัวเขาไม่ลงสนาม โดยขอย้ายจากระดับชาติมาลงท้องถิ่น

เอกพจน์ วงศ์นาค แนวร่วมอนาวิล

ตำแหน่งนายกเทศบาลเมืองคลองหลวง เป็นเป้าหมายของเอกพจน์ ซึ่งสมัยที่แล้วทีมชาญ พวงเพ็ชร์ ได้บริหารเทศบาลเมืองคลองหลวง โดยทีมงาน “เพื่อนเอกพจน์” เป็นแนวร่วมกับทีม “โต นวนคร” ในการเมืองท้องถิ่น

ชาญ พวงเพ็ชร์ นายก อบจ. ปทุมธานี

นายกชาญจึงต้องแสวงหาแนวร่วมโดยด่วน มิเช่นนั้นแล้วแพ้ทุกสนามท้องถิ่นแน่ๆ

การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคดีปกครองทางเลือกใหม่ในการระงับข้อพิพาท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390650?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคดีปกครองทางเลือกใหม่ในการระงับข้อพิพาท

27 กันยายน 2562 – 08:49 น.
เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง,ข้อพิพาท
เปิดอ่าน 455 ครั้ง

การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง : ทางเลือกใหม่ในการระงับข้อพิพาท คอลัมน์…  เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง 

“ยุติด้วยดี ถูกกฎหมาย เรียบง่าย ได้ผลเร็ว”

“การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง” ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจที่จะช่วยให้ข้อพิพาทยุติได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาล อันเกิดขึ้นภายใต้ความสมัครใจของคู่กรณี และไม่มีรูปแบบพิธีการหรือขั้นตอนที่เคร่งครัด ทั้งยังช่วยรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคู่กรณีอีกด้วย

โดยปัจจุบันพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้ากว่าที่กฎหมายกำหนด คดีละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่น และคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง รวมถึงคดีพิพาทอื่นตามที่กำหนดในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่อาจมีขึ้นในอนาคตครับ

หากพิจารณาข้อพิพาทที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่า…คดีพิพาทเกี่ยวกับกรณีหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยหรือล่าช้าต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เป็นข้อพิพาทที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาลปกครองเป็นจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับเหตุเดือดร้อนรำคาญ ซึ่งข้อพิพาทประเภทดังกล่าวจำนวนหนึ่งมักจะเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในชุมชน หรือปัญหาจากบ้านใกล้เรือนเคียงกันเอง โดยผู้ได้รับความเดือดร้อนจะฟ้องหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการระงับเหตุรำคาญที่เกิดขึ้น ซึ่งกรณีเช่นนี้หากสามารถยุติข้อพิพาทด้วยวิธีการไกล่เกลี่ยได้ย่อมจะเป็นผลดีต่อการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวและทำให้ข้อพิพาทยุติลงได้รวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

ขอยกตัวอย่างข้อพิพาทที่เกิดจากเหตุเดือดร้อนรำคาญที่เข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลปกครองที่ผ่านมา เช่น

1.ปัญหากลิ่นเหม็นของขี้หมูหรือน้ำเสียจากการเลี้ยงหมู โดยผู้ได้รับความเดือดร้อนได้ร้องเรียนต่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบและสั่งการให้ปรับปรุงแก้ไขแล้ว แต่เหตุรำคาญก็ยังคงมีอยู่ ผู้ได้รับความเดือนร้อนจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง โดยศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า แม้จะมีการดำเนินการระงับเหตุแล้ว แต่ก็เป็นการดำเนินการเพียงบางส่วน กรณีจึงยังถือว่าองค์การบริหารส่วนตำบลละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด พิพากษาให้ดำเนินการระงับเหตุดังกล่าวโดยให้มีการประกอบกิจการอย่างถูกสุขลักษณะ ภายใน 30 วัน (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 1624/2559)

2.ปัญหาเสียงดังจากการประกอบกิจการของเพื่อนบ้าน อันเกิดจากการเคาะและเชื่อมโลหะ โดยผู้ได้รับความเดือดร้อนได้ร้องเรียนต่อนายกเทศมนตรี และต่อมาได้นำคดีมาฟ้องต่อศาล ซึ่งศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนตามที่ผู้ฟ้องคดีได้ร้องเรียนมาโดยตลอดและต่อเนื่อง และแม้ว่าเสียงดังยังคงมีอยู่แต่เมื่อผลการตรวจวัดระดับเสียงของแหล่งกำเนิดที่บ้านของผู้ฟ้องคดี หรือระดับเสียง ณ สถานที่ที่มีการรบกวน มีค่าไม่เกิน 10 เดซิเบลเอ ซึ่งถือว่าไม่เป็นเสียงรบกวนที่มีมลพิษทางเสียงต่อสุขภาพ จึงไม่เป็นเหตุรำคาญตามกฎหมายการสาธารณสุข (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.627/2561)

คดีพิพาทที่หยิบยกมานั้นเป็นกรณีที่สามารถใช้วิธีระงับข้อพิพาทด้วยการไกล่เกลี่ย เพื่อให้เรื่องยุติได้รวดเร็วขึ้น ทั้งยังประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย และยังช่วยรักษาความสัมพันธ์ของคู่กรณีด้วย ทั้งนี้หลักการสำคัญของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เช่น หลักความไว้วางใจของคู่กรณี ซึ่งการจะให้ข้อพิพาทสามารถยุติลงได้ต้องเริ่มจากการที่คู่พิพาท “เปิดใจ” ที่จะแสดงออกถึงความต้องการของตนได้อย่างเต็มที่ รับฟังความต้องการ หรือข้อจำกัดของคู่พิพาทฝ่ายอื่น และยอมรับผลของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยมีหลักประกันว่าสิ่งต่างๆ ที่คู่กรณีได้เปิดเผยต่อกันในกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทจะไม่ถูกนำไปเปิดเผยในภายหลัง และหลักความเป็นกลางในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยตุลาการผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทจะต้องไม่ใช่องค์คณะที่รับผิดชอบสำนวนคดี

โดยคู่กรณีที่สนใจสามารถริเริ่มให้มีการไกล่เกลี่ยโดยยื่นคำขอต่อศาลปกครองชั้นต้นหรือศาลปกครองสูงสุดได้ นับแต่มีการฟ้องคดีจนถึงวันสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งระยะเวลาการดำเนินการไกล่เกลี่ยจะมีความรวดเร็ว นอกจากนี้การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครองยังมีรายละเอียดที่ประชาชนจำเป็นต้องรู้อีกหลายประการ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหลักการสำคัญที่จะช่วยให้ข้อพิพาทในคดีปกครองยุติได้โดยเร็วและเป็นธรรมแก่คู่กรณีทั้งสิ้น

ท่านที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดได้จากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 และระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง พ.ศ.2562

แล้วพบกับ “เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง” กันใหม่สัปดาห์หน้า โทรสอบถามข้อมูลเบื้องต้นหรือปรึกษาคดีได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 ครับ

วัฒนธรรมตำรวจย้ายโดยสมัครใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390649?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วัฒนธรรมตำรวจย้ายโดยสมัครใจ

27 กันยายน 2562 – 08:38 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,วัฒนธรรม,ตำรวจ
เปิดอ่าน 24 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ข่าวใหญ่เมื่อวันก่อนน่าตกใจมากเพราะนายตำรวจคนหนึ่งฆ่าตัวตายเพราะไปเรียนสอบสวนแล้วเกิดความเครียดเลยคิดสั้นปลิดชีพตัวเองลาจากโลกนี้ไปเลย

ไม่ทราบว่าการปฏิรูปตำรวจไปถึงไหนแล้วเพราะ ‘วัฒนธรรมตำรวจ’ ยังเหมือนเดิมและต่างใช้กำลังภายใน-กำลังภายนอก-กำลังเงิน และเส้นสายหาทางไปอยู่หน่วยงานตำรวจที่ดีกว่าและมีช่องทางทำมาหากินได้มากกว่า

นี่คือความจริงที่เป็นอยู่ทุกวันนี้และเหมือนผนังทองแดง-กำแพงเหล็กที่ไม่มีใครตัวเขียวๆ สามารถแก้ไขระบบนี้ได้

วัฒนธรรมตำรวจจึงมีอยู่ต่อไปและทุกคนพากันงุนงงเพราะจู่ๆ ผบ.ตร. ‘พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา’  สั่งการว่าต่อไปนี้ใครจะย้ายขอให้เป็นไปโดยสมัครใจไม่มีทางบีบบังคับและต่อไปจะลดจำนวนตำรวจฆ่าตัวตายเพราะถูกโยกย้ายไปอยู่ในที่ไม่สามารถทำงานได้ดี-พูดง่ายๆ เหมือนปลาคนละน้ำ

ดังนั้นต่อไปตำรวจก็จะยังเหมือนเดิมและมีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่เป็นแบบนี้ ตำรวจคือผู้ทรงอิทธิพลมือหนึ่งถือกฎหมาย อีกมือถือปืนใครจะไปสู้!

ตำรวจจึงจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปและอมพระมาพูดก็ไม่เชื่อว่าจะมีการทำลายวัฒนธรรมตำรวจลงได้และให้มีการโยกย้ายโดยสมัครใจ!
อ๊อด เทอร์โบ

เทศกาลเจเยาวราช
28 ก.ย.-7 ต.ค. อย่าพลาด

ผมเป็นคนชอบเดินเยาวราชครับ และว่างๆ ก็มีโอกาสไปเสมอๆ และยิ่งเดี๋ยวนี้ไปมาสะดวกมากเพราะมีรถไฟใต้ดินวิ่งไปถึงเลยไม่ต้องสาละวนหาที่จอดรถและเป็นการป้องกันการติดลมไปในตัวเพราะบางคนเพลินหาของกินของใช้จนลืมเวลา

ที่พูดมายืดยาวเพราะอยากเชิญชวนไปเที่ยวเทศกาลเจเยาวราช จะมีระหว่าง 28 กันยายน-7 ตุลาคมนี้ ซึ่งจัดอย่างใหญ่โตมโหฬารและผมอยากให้ไปร่วมถวายราชสดุดีปีมหามงคลและช่วยกันอนุรักษ์ประเพณีสร้างกุศล

ผมได้รวบรวมข้อมูลมาแจ้งให้ทราบอีกครั้งเพื่อจะได้จัดคิวจัดโปรแกรมวันเวลาได้ดังนี้ครับ

ในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการจัดงานแบ่งเป็น 2 ส่วน คืองานด้านพิธีกรรม เช่น พิธีรวมผงธูปจาก 22 ศาลเจ้าในเยาวราชมาประดิษฐานที่ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติเยาวราช ตลอดงานกินเจ 10 วัน และขบวนแห่อัญเชิญเทพเจ้า ‘กิวอ๋องฮุกโจ้ว เต้าบ้อเนี้ย น่ำซิ้ง-ปั๊กเต้าแชกุง’ เพื่อมาประดิษฐานที่ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติเยาวราช ตลอดงานกินเจ 10 วัน และให้ประชาชนได้สักการบูชา

ได้จัดให้มีการทำอาหารเจมงคลกระทะใหญ่ ‘ผัดหมี่ 10 มังกรทองคำ’ จากโรงแรมแกรนด์ไชน่า เยาวราช มาเป็นมาสเตอร์เชฟในการปรุงอาหาร พร้อมแจกฟรีให้ผู้ร่วมงาน การเปิดงานวันที่ 29 กันยายน และในวันเดียวกันจะมีขบวนแห่รถบุปผชาติองค์สมมติพระโพธิสัตว์กวนอิมที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม

การจำหน่ายอาหารเจเลิศรสจากผู้ประกอบการกว่า 100 ร้านค้า เรียงรายเต็มพื้นที่ 2 ฟากฝั่งเยาวราชตลอดระยะเวลา 10 วัน 10 คืน

การประกวดขบวนแห่ผู้สนับสนุนการจัดงาน ชิงโล่รางวังจากผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเป็นปีแรกที่คณะกรรมการจัดทำขึ้น โดยกติกาคือความสวยงามเป็นระเบียบ แปลก ถูกใจคณะกรรมการก็จะเป็นผู้ชนะได้รับโล่รางวัล

ผมจึงขอเชิญชวนไปร่วมกันนะครับ ปีหนึ่งมีหนเดียว
บุญสร้าง (สีลม)

เรียนคุณบุญสร้าง’ สีลม
         ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่คุณกรุณานำมาแจ้งให้ผมเป็นสื่อกลางแจ้งให้ผู้ต้องการร่วมงานบุญกุศลเยาวราชนี้ ได้ทราบซึ่งดูแล้วน่าไปอย่างมากครับ

ผมเองไปเยาวราชบ้างปีหนึ่งไม่กี่หนโดยจะมีเพื่อนชาวจีนพาไปชิมของอร่อยๆ ซึ่งล้วนแต่ฝีมือระดับเซียนทั้งนั้นและบริเวณนั้นเป็นต้นน้ำของเจ้าสัวระดับท็อปเท็นของเมืองไทย มีตำนานเก่าแก่ยืนยาวตั้งแต่ชาวจีนเข้ามา

ขอแนะนำว่าควรแต่งกายให้เข้ากับยุคสมัยนะครับเวลานี้บ้านเมืองของเรามีแต่เรื่องเครียดออกไปหาความสุขกันแบบง่ายๆ และพอเพียงดีกว่า
อ๊อด เทอร์โบ

ทุนใหม่ ขยับ เกมรุก ปูทางลงถนน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390643?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทุนใหม่ ขยับ เกมรุก ปูทางลงถนน

27 กันยายน 2562 – 08:14 น.
ชูธงทวนกระแส,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,โบว์ ณัฏฐา,ณัฏฐา มหัทธนา,แกนนำกลุ่มพลังมด
เปิดอ่าน 192 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

ปฏิบัติการเขย่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลางเวทีประชุมในนครนิวยอร์กของ “นัชชชา กองอุดม” อดีตนักศึกษาไทยที่ร่วมเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหาร และรัฐบาล คสช. ทำเอากองเชียร์เสื้อแดง และสายส้มหวาน ในเมืองไทยคึกคักขึ้น หลังออกอาการเซ็งที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน ไม่สามารถหักโค่น “ลุงตู่” ในสภาได้

ถ้ายังจำกันได้ นับแต่เกิดรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 “นัชชชา” สมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชน ได้ชู 3 นิ้ว ก่อนการฉายหนังเดอะฮังเกอร์เกมส์ ภาคสุดท้าย กลางโรงหนังในห้างหรูใจกลางเมือง นับเป็นการต้านรัฐประหารเชิงสัญลักษณ์ครั้งแรกๆ

วันนี้ “นัชชชา” กำลังศึกษาต่ออยู่ที่สหรัฐ ได้ขึ้นชูป้ายประท้วงพร้อมกับชูหน้ากาก “ยุทธนอคคิโอ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ฝ่ายต่อต้านเผด็จการทหาร ขณะที่นายกฯ ประยุทธ์ กำลังกล่าวปาฐกถาในการประชุม Asia Society หลังจากนั้น นัชชชาได้โพสต์ภาพและคลิปปฏิบัติการเย้ยลุงตู่ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว

ณัชชา กองอุดม ทำทีมประท้วง พล.อ.ประยุทธ์

ถัดจากนั้น “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มพลังมด และกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้แชร์ต่อผ่านแฟนเพจ Bow Nuttaa Mahattana ก่อนจะกระจายไปตามเฟซบุ๊กคนเสื้อแดงและกองเชียร์พรรคส้มหวาน

อยากย้อนวีรกรรมของ “นัชชชา” กับผองเพื่อน “รังสิมันต์ โรม” และ “ไผ่ ดาวดิน” เมื่อปี 2558 ซึ่งมีตัวละครสำคัญโผล่เข้าฉากด้วย

22 พฤษภาคม 2558 กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ นำโดย รังสิมันต์ โรม และเพื่อนอีก 8 คน ได้นัดชุมนุมแสดงสัญลักษณ์ต้าน คสช. วันครบรอบ 1 ปี รัฐประหาร ที่บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ ตำรวจจึงออกหมายจับ

24 มิถุนายน 2558 นักศึกษาที่ถูกดำเนินคดีมีทั้งหมด 9 คน และหนึ่งในนั้นคือ นัชชชา กองอุดม มีนัดจะเข้าพบตำรวจตามหมายจับ โดยวันดังกล่าว มีการชุมนุมที่หน้า สน.ปทุมวัน ตั้งแต่เช้ายันค่ำ

กลุ่มผู้ชุมนุมประกาศสลายตัว หลังจากตัวแทนนักศึกษาแจ้งความกลับต่อเจ้าหน้าที่ และตำรวจรับปากจะไม่จับกุมนักศึกษาที่มีหมายจับ จากนั้นมีรถคันหนึ่งนำนักศึกษากลุ่มนั้นขึ้นรถไปพักที่สวนเงินมีมา

กระทั่ง 3 เมษายน 2562 พ.ต.ท.เจริญสิทธิ จงอิทธิ พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้ออกหมายเรียก “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มารับทราบข้อกล่าวหา ตามความผิด ม.116 ว่า เป็นเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2558

โปสเตอร์ที่ผลิตโดยบริษัทรับจ้างพีอาร์ในสหรัฐ

อันเนื่องจากหน่วยข่าวได้ติดตาม และจดหมายเลขทะเบียนรถตู้คันที่พานักศึกษากลุ่มนั้นหลบหนี พบว่าเป็นของธนาธร ซึ่งในวันเกิดเหตุธนาธรได้สังเกตการณ์อยู่ภายนอก

จากนั้น นัชชชาก็หายไปจากแวดวงกิจกรรมการเมือง แม้แต่ช่วงที่โรม และเพื่อนก่อตั้งกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ก็ไม่เห็นนัชชชามาร่วมทำกิจกรรมด้วย กระทั่งเกิดเหตุนัชชชาพาเพื่อนมาประท้วงลุงตู่ จึงทราบว่า นัชชชามาเรียนหนังสือที่สหรัฐอเมริกาได้หลายปีแล้ว

มีข้อสังเกตการเคลื่อนไหวประท้วงเผด็จการทหาร ในวาระที่มีการประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาทุกปี และแม่งานในการประท้วงลุงตู่ ก็หนีไม่พ้น “เรดยูเอสเอ” หรือกลุ่มคนเสื้อแดงในอเมริกา

ปีนี้ มีความแปลกแตกต่าง เริ่มตั้งแต่มีป้ายโฆษณาบนอาคารร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่ถนน 45th Street ตัดกับถนน 2nd Ave ในเกาะแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก ใกล้กับที่ทำการสหประชาชาติ โดยป้ายนั้น มีข้อความว่า “Don’t let Democracy Die in Thailand” หรือ“อย่าปล่อยให้ประชาธิปไตยตายในไทย”

ตามมาด้วย กลุ่มชาวต่างชาติที่ใช้ชื่อ Thai Democracy Now ใส่เสื้อหลากสีลายธงชาติไทย ถือป้ายเรียกหาประชาธิปไตยที่ด้านข้างของโรงแรมพลาซ่าแอทธินี ซึ่งเป็นสถานที่พักของ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะ

ลักษณะของตัวอักษรชื่อกลุ่ม Thai Democracy Now เป็นแบบเดียวกับป้ายบนร้านอาหาร ซึ่งกลุ่มเรดยูเอสเอ ไม่ได้แสดงตัวว่า พวกเขาเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมเหล่านี้

มีเพียง “สุนัย จุลพงศธร” อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐ ได้พยายามประโคมข่าวการเคลื่อนไหวประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ โดยก่อนหน้าที่นัชชชาไปยกป้ายประท้วงนายกฯ ประยุทธ์ สุนัยโพสต์ว่า “ประยุทธ์ยังอยู่นิวยอร์ก ผมขอบอกล่วงหน้าให้ว่า จะเจออีกดอก คราวนี้จะจุก พูดไม่ออก ขอบอกเลยว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นสากล มีคนไทยและต่างประเทศร่วมกันทั่วโลก”

ประเมินจากลักษณะการทำกิจกรรมของกลุ่มต้านทหารในนิวยอร์ก สรุปได้ว่า ไม่ใช่ฝีมือ “คนหน้าเดิม” แต่เป็นยุทธการของ “ทุนใหม่” ที่ต้องการหักโค่น “กลุ่มประยุทธ์” ด้วยพลังประชาชน

หายนะที่ผู้นำควรห่างไกล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390640?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หายนะที่ผู้นำควรห่างไกล

27 กันยายน 2562 – 07:24 น.
หายนะที่ผู้นำควรห่างไกล
เปิดอ่าน 27 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 27 กันยายน 2562

“อำนาจแลเงินตรา” เป็นสิ่งหอมหวานและเย้ายวนเสมอ หากใครเข้าไปลิ้มลองยุ่งเกี่ยวพัวพันก็ยากที่จะหลุดพ้นจากวังวนดังกล่าวไปได้ เฉกเช่นสังคมไทยทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่ต่างนับถือเงินและอำนาจเป็นใหญ่มากกว่าสิ่งใดๆ ดังสุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า “มีเงินใช้ผีโม่แป้งก็ยังได้” ซึ่งเป็นคำเปรียบเปรยที่ยังใช้ได้ทุกยุคสมัยไม่ว่าโลกจะหมุนเวียนผ่านไปกี่ร้อยปีก็ตาม

สองสิ่งนี้คือสูตรสำเร็จของความเลวร้ายที่ฉุดรั้งประเทศชาติไม่ให้ก้าวไปไหน…หากไล่ดูตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจะมี “ผู้นำ” ของประเทศไทยสักกี่คนที่สามารถพาตัวเองก้าวผ่านวังวนของการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ไปได้ และเมื่อกางประวัติศาสตร์การเมืองไทยออกมาวิเคราะห์เป็นฉากๆ เราจะได้เห็นถึง “ความหายนะ” ที่เป็นตัวกัดกร่อนประเทศไทยหากผู้นำคนนั้นลุ่มหลงและมัวเมาใน “อำนาจวาสนา และเงินทอง”

ในอดีตประเทศไทยเคยชอกช้ำกับการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์อย่างเบ็ดเสร็จของบรรดาผู้นำเผด็จการทหารจนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดของนักศึกษาหลายครั้งหลายคราทั้งในเดือนตุลาคม 2519 และพฤษภาทมิฬ 2535 จากนั้นยี่สิบปีต่อมาประเทศไทยดูเหมือนจะมีความหวังกับผู้นำคลื่นลูกใหม่ที่ใครก็เชื่อว่า “คนรวยไม่มีวันไม่โกง” แต่สุดท้ายก็เป็นอะไรที่ร้ายกาจสุดๆ เมื่อผู้นำผู้เป็นความหวังของคนไทยกลับเสพติด “อำนาจและเงินตรา” ยิ่งกว่าใคร ซึ่งผลจากความหลงผิดมัวเมาในอำนาจส่งผลให้ประเทศแทบย่อยยับถึงขนาดผู้คนออกมาห้ำหั่นฆ่าฟัน แบ่งพวก แบ่งสีชัดเจน สุดท้ายก็เปิดทางให้กองทัพเข้ามาทำรัฐประหารขับไล่จนต้องระเห็จออกจากแผ่นดินแม่ตลอดกาล

มาถึงวันนี้ประเทศมี “ผู้นำสายเลือดทหาร” ที่คนไทยตั้งความหวังไว้สูงลิบลิ่ว เพราะเชื่อว่าจะเข้ามาคลายทุกข์ แก้ไข และพัฒนาประเทศให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืน..แม้การเข้ามาสู่อำนาจในครั้งแรกจะถูกค่อนขอดว่าเป็นเผด็จการทหารที่มาจากรัฐประหาร แต่สุดท้ายผู้นำคนนี้ก็ฝ่าฟันด้วยการทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างจริงจัง บวกกับการใช้กับดักกฎหมายจากเล่ห์กลของร่างรัฐธรรมนูญปราบโกงจนสามารถกลับเข้ามาสู่เส้นทางแห่ง “ประชาธิปไตย” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ จนเป็นที่ยอมรับของนานาชาติทั่วโลกในวันนี้

แม้ภาพความซื่อสัตย์ สุจริต จงรักภักดีจะเป็นเป็นเหมือนลายเซ็นชั้นดีี ที่สามารถค้ำเก้าอี้ผู้นำเลือดทหารได้เป็นอย่างดี แต่ในเรื่องการถือครอง “อำนาจ” ที่ส่งผ่านไปให้บรรดารุ่นพี่ รุ่นน้อง และพวกพ้องยังเป็นคำถามที่หลายฝ่ายยังกังขา จากนี้ไปในอนาคตไม่มีใครรู้ว่าคนไทยจะจดจำภาพของนายกรัฐมนตรีเลือดทหารในลักษณะใด เพราะการกระทำจากปัจจุบันย่อมส่งผลถึงอนาคตได้ ดังนั้นหลังจากนี้เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี จะทำงานสนองคุณประเทศชาติประชาชนอย่างที่เคยถวายสัตย์ปฏิญาณตนได้หรือไม่ อย่าให้คนไทยผิดหวังซ้ำๆ ซากๆ กับภาพการเมืองเก่าๆ ที่มีผู้นำมุ่งแสวงหาอำนาจอย่างไม่รู้จบ…

แดงไทยถอย ‘แดงละติน’ มาแล้ว โลกล้อมไทยฉบับพิสดาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390463?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แดงไทยถอย ‘แดงละติน’ มาแล้ว โลกล้อมไทยฉบับพิสดาร

26 กันยายน 2562 – 10:25 น.
เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,เซเลบแดง,แดงยูเอสเอ,แดง USA,ดารุณี กฤตบุญญาลัย,คนเสื้อแดง,ลุงตู่,จรัล ดิษฐาอภิชัย,สุนัย จุลพงศธร,ทักษิณ,นายใหญ่,นายใหญ่ดูไบ,Red USA-Thai Voice International,Red USA,นายจารุพงศ์ เรืองสุว,เอนก ซานฟราน
เปิดอ่าน 302 ครั้ง

คมลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 26 ก.ย.62

**************************

บอกแล้ว Red USA หมดเรี่ยวแรง จึงไม่ได้เดินทางไปต้อนรับ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา เลยปรากฏภาพกลุ่มที่ใช้ชื่อ Thai Democracy Now ใส่เสื้อหลากสีลายธงชาติไทย ถือป้ายเพรียกหาประชาธิปไตย ที่ด้านข้างของโรงแรมพลาซ่าแอทธินี ซึ่งเป็นสถานที่พักของลุงตู่ และคณะ

นักข่าวไทยรายงานว่าไม่มีคนไทยอยู่ในกลุ่มนั้น และผู้ประท้วงกลายเป็นชาวเม็กซิโกและเปรู นี่แหละจึงเป็นที่มาของ “แดงละติน” ซึ่งแดงไทยแท้ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินลุงแซม ไม่มีใครแชร์ภาพการประท้วงครั้งนี้เลย

มีข้อน่าสังเกตเสื้อที่แดงละตินสวมใส่มาประท้วง ตัวหนังสือและลายสีธงชาติเหมือนกับตัวหนังสือในป้ายประจานรัฐบาลไทยบนตึกแถวแมนฮัตตัน

เซเลบแดง” เมินลุงตู่

ในสหรัฐมีเซเลบแดงหลายคนส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่ได้เป็นพลเมืองอเมริกัน และให้การสนับสนุน “แดงฮาร์ดคอร์” อยู่ในเมืองไทย 

ส่วนเซเลบแดงที่ชื่นชอบทักษิณเป็นชีวิตจิตใจคนหนึ่ง ได้แก่ “ดารุณี กฤตบุญญาลัย” ที่เดินทางมาอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อส่องเฟซบุ๊ก “ดารุณี กฤตบุญญาลัย–Darunee Kritboonyalai” กลับไม่พบการเคลื่อนไหวที่จะมาถือป้ายต้านลุงตู่ และเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2562 “ดารุณี” เพิ่งไลฟ์เฟซบุ๊กเรื่อง “13 ปี กำจัดทักษิณ ออกจากประเทศไทย”

ดารุณี กฤตบุญญาลัย

มนูญ ชัยชนะ” หรือ เอนก ซานฟราน ก็เงียบเชียบ เมื่อส่องเฟซบุ๊ก Anek Sanfran The Right Man Public รวมทั้ง จุติเทพ วิไชยคำมาตย์ หรือ “โจ กอร์ดอน” อดีตผู้ต้องหาตามมาตรา 112 ที่พ้นโทษออกมาช่วงปี 2556 ก็โพสต์ภาพรถคันใหม่ที่ได้รับมาจากรัฐบาลอเมริกัน

เอนก ซานฟราน

เช่นเดียวกัน “เพียงดิน รักไทย” ไม่ได้ใส่ใจการเดินทางมายูเอ็นของลุงตู่ แถมล่าสุดเพียงดินยังไลฟ์ผ่านเพจ Dr.Piangdin Rakthai’s Education for Peace Foundation เรื่อง “ลันลาเบล มิติลึกสังคมทราม อันตรายของวัฒนธรรมเพศพาณิชย์”

ไม่มีเซเลบแดงคนไหนแชร์ภาพ “แดงละติน” ประท้วงประยุทธ์ เหมือนเป็นภาพที่ไม่เข้าพวก

จรัล” ออนทัวร์

การเดินทางมาถึงนิวยอร์กของ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” แกนนำสมาคมชาวไทยเพื่อประชาธิปไตยไร้พรมแดน ทำให้หน่วยข่าวในทำเนียบรัฐบาล ผลิตข่าวแจกสื่อมวลชนว่าคนเสื้อแดงในสหรัฐได้เตรียมระดมมวลชนมาประท้วงลุงตู่เหมือนทุกปี

วันที่ 21 กันยายน 2562 “จรัล” ไปถ่ายภาพกับป้าย “อย่าปล่อยประชาธิปไตยตายในประเทศ​ไทย” แล้วก็เข้าแถวรอชม ​Fhantom of the Opera ถัดมาอีกวันจรัลไปเที่ยวชมเทพีเสรีภาพ​และแวะมาหน้าตึกยูเอ็น เพื่อนำซองจดหมายไปหย่อนในตู้ไปรษณีย์ ซึ่งจดหมายฉบับนั้น จรัลเขียนถึงเลขาธิการยูเอ็น

ปี 2562 ‘แดงละติน’ มาประท้วงลุงตู่แทนกลุ่มเรดยูเอสเอ

ขณะที่มี “แดงละติน” ไปเดินถือป้ายอยู่หน้าโรงแรมที่ลุงตู่พัก จรัลเดินทางไปรัฐเวอร์จิเนียเพื่อชมบ้านเกิดของจอร์จ​ วอชิงตัน​ ผู้สถาปนาสาธารณรัฐอเมริกา ​

ที่แท้ทรู..จรัลมาทำกิจกรรมหย่อนจดหมายใส่ตู้ไปรษณีย์และเวลาที่เหลือก็ท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ

ท่อตันน้ำมันหมด

แม้เพจ “สุนัย จุลพงศธร” จะโชว์ภาพตัวเขากับจรัล กับป้ายโฆษณาที่นิวยอร์ก เพื่อโปรโมทคลิป “คนไทยในนิวยอร์กขึ้นป้ายต้านเผด็จการประยุทธ์ อ.จรัล ยื่นหนังสือถึงเลขายูเอ็น” แต่จริงๆ แล้ว สุนัยอยู่แอลเอ และเตรียมเดินทางออกจากสหรัฐประมาณ สัปดาห์

สุนัยทำได้แค่โฆษณา ไม่ได้ไปนิวยอร์ค

ชีวิตวันนี้ของสุนัย ทำมาหากินด้วยการไลฟ์อัดคลิปลงยูทูบ เพื่อมีรายได้จากยอดวิวและค่าโฆษณาเลี้ยงชีพไปวันๆ เหมือนกับจอม เพชรประดับ ที่ต้องขับอูเบอร์หารายได้

ดังที่เขียนไปวันก่อน ปีนี้เพจ Red USA-Thai Voice International กระบอกเสียงของ Red USA และองค์กรเสรีไทย ไม่มีการปลุกระดมให้ไปชุมนุมต้าน พล..ประยุทธ์ เหมือนปี 2558 

ปี 2558 แดงยูเอสเอ และ เสรีไทย มาประท้วงประยุทธ์

ปีนั้นองค์กรเสรีไทยเพิ่งเปิดตัว จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ จึงเชิญเซเลบแดงในสหรัฐมาร่วมกันประท้วงทั้ง ดารุณี กฤตบุญญาลัย จอม เพชรประดับ และเพียงดิน รักไทย พร้อมมวลชนเรด ยูเอสเอ

หลัง “จารุพงศ์” ปิดฉากองค์กรเสรีไทย คนเสื้อแดงในลอสแองเจลิส ก็แทบสิ้นแรง ขนาดจัดงานวันเกิดทักษิณเมื่อสองสามเดือนก็ยังไปแอบจัดกันเล็กๆ มีคนแค่ 10 คน 

สิ้นองค์กรเสรีไทยก็เหมือนไฟตันน้ำมันช็อต เป็นช่วงขาลงของคนเสื้อแดงในอเมริกาโดยแท้

p29

สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อในตน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390438?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อในตน

26 กันยายน 2562 – 09:15 น.
วงในวงนอก,รัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 91 ครั้ง

คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย….อสนีบาต   aussaneebard@hotmail.com

ถ้ารัฐธรรมนูญมีชีวิต ก็คงอยากเรียกร้องขอความเป็นธรรมบ้าง

เพราะนับตั้งแต่นักการเมืองผู้ได้สิทธิสวมสูทผูกเนกไทกลายเป็นผู้แทนอันทรงเกียรติเข้าไปนั่งหน้าสลอนอยู่ในสภา ก็เริ่มมีรังสีแห่งอำนาจครอบงำ ออกไปพูดที่ไหนต่อที่ไหนก็ทำให้ผู้คนกริ่งเกรงไปหมด ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนก็ตาม ตั้งแต่ทำตัวกร่างกับเจ้าหน้าที่ตำรวจบ้าง ออกมาตะลุมบอนกันบ้างทั้งที่อยู่พรรคเดียวกันแท้ๆ

บ้างออกไปยุยงส่งเสริมปลุกระดมเดินถนนเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวหารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเฮงซวยทุกมาตราบ้าง กล่าวหาองค์กรอิสระเป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามบ้าง

น่าเห็นใจรัฐธรรมนูญนะครับ กำลังถูกผู้แทนอันทรงเกียรติบางคนบางกลุ่มซึ่งเกิดจากผลผลิตจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้แท้ๆ ปู้ยี่ปู้ยำกระทำชำเรา ทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันผ่านการลงมติจากประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ

พินิจพิเคราะห์สิ่งที่กำลังรณรงค์เรียกร้องอยู่บนฐานอะไรบ้าง เพราะการอ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชนจึงประกาศจะทำอะไรก็ได้ หรืออยากแก้มาตราโน้นมาตรานี้ เพราะเป็นอุปสรรคต่อวงศาคณาญาติ เข้ามาสู่อำนาจไม่สะดวกหรือไม่ จึงต้องระเบิดปากอุโมงค์เสียก่อนเพื่อเข้าไปหยิบขุมทรัพย์ที่อยู่ข้างใน

ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ออกแบบให้มีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญส่งผ่านมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ ต่างทำหน้าที่ตรวจสอบตามปกติแต่พ่อคุณทูนหัวออกมาประกาศกร้าว จะยุบศาลรัฐธรรมนูญซะนี่

ทันทีที่ผลการวินิจฉัยไม่ถูกใจก็ออกมาแสดงความเห็นระดับมหาศาสดานิติศาสตร์ วิพากษ์วิจารณ์ศาล เลาะเลี้ยวจนดูน่าหวาดเสียวจะเข้าข่ายหมิ่นประมาท ก้าวล่วงละเมิด ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ไม่งามเลย

วันดีคืนดี 7 พรรคฝ่ายค้านแถลงเตรียมใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญยื่นเรื่องป.ป.ช.ให้ตรวจสอบจริยธรรม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ต่อปมถวายสัตย์ ที่อุตส่าห์ชี้แจงผ่านเวทีการอภิปรายทั่วไปแล้ว

แต่ขณะเดียวกันท่านผู้ทรงเกียรติโดนโทษประหารและถูกคุมขังพ้นสภาพส.ส. กลับออกมาปกป้องว่ายังไม่หลุดเก้าอี้ หลงลืมจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันเสียนี่

รัฐธรรมนูญออกแบบองค์กรอิสระมาดีอยู่แล้ว เช่น ป.ป.ช. กำหนดให้นักการเมืองเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณชน ล้วนเป็นเรื่องที่ดีของการเริ่มต้นแสดงความโปร่งใส สามารถตรวจสอบพวกท่านได้เมื่อเข้าสู่ตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบบริหารกิจการบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ ข้าราชการระดับสูง ส.ส. สว. ฯลฯ

ในเมื่อพวกท่านไปอวดสรรพคุณตัวเอง “ไว้เยอะ” ก่อนเข้ามาเป็นส.ส.ว่าตัวเองบริสุทธิ์ผุดผ่องจนประชาชนหลงเชื่อ จึงต้องมีระบบการตรวจสอบอีกชั้นผ่านการแสดงบัญชีทรัพย์สิน เพื่อยืนยันว่าท่านไม่ได้โกหก ท่านทำจริง ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ต้องแจ้งอย่างตรงไปตรงมา ซุกเก็บไว้ที่ไหนอย่างไร สาธารณชนจะได้สบายใจว่าเข้ามาไม่หาประโยชน์ทับซ้อน พิสูจน์ให้สิ้นสงสัย คนดีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้

ฉันใดก็ฉันนั้น การเที่ยวโพนทะนา “ผมปล่อยกู้ให้พรรคจำนวนเท่านั้นเท่านี้” ต่อมาไปแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ว่าปล่อยกู้ให้พรรคจริง แต่เป็นจำนวนเงินคนละตัวเลข แล้วจะทำอย่างไร อีกทั้งขัดกฎหมายพรรคการเมืองหรือไม่

“ล้วนมาจากการกระทำของตนเองทั้งสิ้น ไม่มีใครไปปรับเปลี่ยนตัวเลข นอกจากตัวท่านเอง ไม่มีใครไปสร้างข่าวเท็จ ต่างรายงานตามพฤติการณ์ที่ท่านแสดงออกต่อหน้าธารกำนัลครบถ้วนกระบวนความ”

ทีนี้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ยกเว้นคนใดคนหนึ่ง เมื่อท่านกระทำและส่อขัดต่อกฎหมายต้องเป็นไปตามขั้นตอนตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

กล่าวมาทั้งหมด ถามว่าใครกลั่นแกล้ง ใครต้องการเล่นงานท่าน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปตามกฎแห่งกรรม และขอย้ำผู้เข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองทั้งหลายต้องผ่านกระบวนการตามรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน

การที่ท่านใดท่านหนึ่งกำลังเดินเข้าสู่บทพิจารณาลงโทษล้วนเกิดขึ้นจากตัวท่านเลือกเอง เลือกที่จะตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ไม่แสดงความบริสุทธิ์ใจตั้งแต่ต้น
“หาใช่รัฐธรรมนูญเฮงซวย แต่ตัวท่านนั่นล่ะเฮงซวยตั้งแต่มันสมองจรดปลายเท้า”

ฝ่ากระแส เลิกเกณฑ์ทหาร กองทัพ ขอเจอครึ่งทาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390460?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝ่ากระแส เลิกเกณฑ์ทหาร กองทัพ ขอเจอครึ่งทาง

26 กันยายน 2562 – 09:07 น.
เลิกเกณฑ์ทหาร,กองทัพ,ทหารเกณฑ์,พรรคอนาคตใหม่,พรบยกเลิกการเกณฑ์ทหาร
เปิดอ่าน 612 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

ตกเป็นปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของกองทัพ หลังฝ่ายค้านนำโดย ‘พรรคอนาคตใหม่’ เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ให้เปลี่ยนมาใช้รูปแบบสมัครใจ เข้าสภาในสมัยประชุมหน้า เพราะรู้ว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ ในทางปฏิบัติจริงไม่สามารถทำได้เนื่องจากกระทบโครงสร้างกำลังพลและความมั่นคงของประเทศ แต่หากจะปฏิเสธก็สวนกระแสสังคมที่คล้อยตามไปแล้ว

ต้องยอมรับว่าการยกเลิกการเกณฑ์ทหารเปลี่ยนมาสมัครใจได้รับเสียงตอบรับจากสังคม โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง หลัง ‘อนาคตใหม่’ ชูแคมเปญนี้ หาเสียงสู้ศึกเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา ท่ามกลางข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางของฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ร่วมถึงในกลุ่มนักวิชาการ หรือแม้แต่กองทัพบกก็เคยศึกษาถึงความเป็นไปได้และผลกระทบที่จะตามมา

          เบื้องต้นกองทัพบกพบว่า พ.ร.บ.ยกเลิกการเกณฑ์ทหารกระทบต่อกฎหมายหลายฉบับของกระทรวงกลาโหม รวมถึงกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังเป็นภาระงบประมาณและความพร้อมสถานภาพกำลังรบ ตลอดจนถึงระบบฐานข้อมูลกำลังพลซึ่งล้วนส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศทั้งสิ้น

ในแต่ละปีกองทัพต้องการทหารกองประจำการปีละประมาณ 90,000-100,000 คน ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร เพื่อใช้ปฏิบัติหน้าที่ความมั่นคง รักษาอธิปไตย รวมถึงการบรรเทาสาธารณภัย โดยจัดสรรให้กองบัญชาการกองทัพไทยประมาณ 1,900 นาย กองทัพบกประมาณ 70,000 นาย กองทัพอากาศประมาณ 13,000 นาย กองทัพเรือประมาณ 6,000 นาย ส่วนที่เหลือให้แก่กระทรวงกลาโหม

จากข้อมูลย้อนหลัง พบชายไทยสมัครใจเข้ารับใช้ชาติ ปี 2557 จำนวน 35% ปี 2558 จำนวน 44% ปี 2559 จำนวน 47% และสูงสุดในปี 2560 จำนวน 49% ปี 2561 จำนวน 45% และล่าสุดปี 2562 ตัวเลขอยู่ที่ 46% โดยกองทัพบกประเมินว่าปัจจัยทำให้ผู้มาสมัครไม่ครบ 100% เกิดจากขาดแรงจูงใจในเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการที่ในปัจจุบันได้รับค่าตอบแทนตามค่าแรงขั้นต่ำและเบี้ยเลี้ยง 10,000 กว่าบาทต่อเดือน

หาก พ.ร.บ.ยกเลิกเกณฑ์ทหารถูกบังคับใช้ หมายความว่าทหารกองประจำการจะหายไปครึ่งหนึ่งของกองทัพ แม้ในเนื้อหา พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเพิ่มเงินเดือน สวัสดิการ เป็นสองเท่าพร้อมทั้งให้ทุนเรียนปริญญาตรีจนจบ เพื่อเป็นแรงจูงใจ แต่ต้องยอมรับว่าจะกลายเป็นภาระงบประมาณในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ ‘กองทัพบก’ จะมีข้อมูลเก่าอยู่ในมือแล้วแต่ก็ได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาข้อดีข้อเสีย พ.ร.บ.ยกเลิกการเกณฑ์ทหารอีกครั้ง ตามคำสั่งการของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม โดยให้แล้วเสร็จก่อนพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวเข้าสภาในสมัยประชุมหน้าเพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการชี้แจง

โจทย์สำคัญ ‘กองทัพบก’  ต้องหาวิธีอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ พ.ร.บ.ยกเลิกการเกณฑ์ทหารไม่สามารถทำได้ ในขณะเดียวกันต้องเตรียมข้อมูลรับมือฝ่ายค้าน เพราะทันทีที่อ้างเรื่องงบประมาณก็จะถูกตีรวนให้ตัดงบการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เช่น เรือดำน้ำ ของกองทัพเรือ, ยานเกราะล้อยางสไตรเกอร์ ของกองทัพบก

เจตนาแท้จริงของ ‘กองทัพบก’ ไม่ต้องการหักด้ามพร้าด้วยเข่า เพราะต้องยอมรับความจริงว่ากระแสสังคมต้องการให้กองทัพเลิกเกณฑ์ทหาร เพียงแต่จะนำ พ.ร.บ.ดังกล่าวมาพัฒนาเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา และหาจุดกึ่งกลางให้ได้ทางออกในเรื่องนี้โดยไม่ให้กระทบงานมั่นคงในภาพรวม ขณะเดียวกันประชาชนก็รับได้

โดย ‘กองทัพบก’ มีแนวคิดเพิ่มค่าตอบแทน สวัสดิการ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ชายไทยสมัครใจเป็นทหารกองประจำการโดยยึดรูปแบบพลอาสากองพันจู่โจมค่ายเอราวัณ  จ.ลพบุรี ที่ได้รับเงินเดือนสูงสุดอยู่ระหว่าง 12,000-13,000 บาท

โดยจะพิจารณาแบ่งเป็นระยะและปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ ไม่เป็นภาระงบประมาณ

เมื่อดำเนินการไปถึงจุดที่มีชายไทยมาสมัครเกิน 80% นั้นหมายความว่าประชาชนเริ่มพอใจ และกองทัพก็รับได้กับตัวเลขดังกล่าว สุดท้ายแล้ว ‘การเกณฑ์ทหาร’ ก็จะถูกยกเลิกไปโดยปริยาย

แต่กว่าเวลานั้นจะมาถึงพรรคฝ่ายค้านในฐานะผู้เสนอร่างพ.ร.บ.ยกเลิกเกณฑ์ทหาร และกองทัพในฐานะผู้ปฏิบัติ ต้องรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว เปิดใจพูดคุย โดยปราศจากอคติ หรือการตั้งแง่เพื่อหาจุดสมดุลนำไปสู่ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน