แดงคืนถิ่น “จุรีพร สินธุไพร” แข่งรัชนี เหมือนแบ่งแต้ม พท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/527630

26 ส.ค. 2565

แดงคืนถิ่น “จุรีพร สินธุไพร” แข่งรัชนี เหมือนแบ่งแต้ม พท.

ศึกร้อยเอ็ด “จุรีพร สินธุไพร” ชูกองเชียร์เสื้อแดง แข่งนายก อบจ. เจอคนกันเอง รัชนี พลซื่อ เหมือนรุมกินโต๊ะเศกสิทธิ์ ค่ายเพื่อไทย ที่โหนกระแสอุ๊งอิ๊ง

มาตามนัด “จุรีพร สินธุไพร” ชิงนายก อบจ.ร้อยเอ็ด เจอคู่แข่งคนกันเอง รัชนี พลซื่อ ปะทะค่ายสีแดง เศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ 

ศึกสามเส้า “จุรีพร สินธุไพร” ถอดป้าย พปชร. เหมือนรัชนี โชว์ภาพผู้สมัครอิสระ ต่างจากเศกสิทธิ์ ที่โหนกระแสอุ๊งอิ๊งเต็มๆ

การเลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด แทน เอกภาพ พลซื่อ ที่เจอ กกต.แจกใบแดง ถูกศาลตัดสินตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี มีความสนุกและสุดสูสี เมื่อ จุรีพร สินธุไพร อดีตแกนนำ นปช.พัทยา ตัดสินใจสมัครชิงเก้าอี้นายก อบจ.ร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2565

สรุปว่า ศึกท้องถิ่นร้อยเอ็ดเที่ยวนี้ มีผู้สมัครตัวเต็ง 3 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 รัชนี พลซื่อ ภรรยาของเอกภาพ พลซื่อ อดีตนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ในนามผู้สมัครอิสระ

หมายเลข 2 เศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด ลงสมัครในนามเพื่อไทย และหมายเลข 4 จุรีพร สินธุไพร ในนามผู้สมัครอิสระ

การเลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด จะมีขึ้นในวันที่ 25 ก.ย.2565 โดยผู้สมัครทั้ง 3 คน ลุยหาเสียงในพื้นที่แล้ว 

‘จุรีมาศตัวแปร’

ลึกๆแล้ว “จุรีพร สินธุไพร” ก็มีความใกล้ชิดกับตระกูลการเมือง “จุรีมาศ” บ้านใหญ่ร้อยเอ็ด ไม่ต่างจาก รัชนี พลซื่อ แต่ไม่มีใครทราบว่า เที่ยวนี้ จุรีมาศจะช่วยใคร

พลิกแฟ้มเลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด เมื่อ 21 ธ.ค.2563  เอกภาพ พลซื่อ ผู้สมัครอิสระ ได้ 221,751 คะแนน ชนะ มังกร ยนต์ตระกูล กลุ่มเพื่อไทยร้อยเอ็ด ที่ได้ 215,694 คะแนน โดยเอกภาพทิ้งห่างมังกรแค่ 6,057 คะแนน 

ด้าน สถาพร ว่องสัธนพงษ์ คณะก้าวหน้า อันดับที่ 3 เก็บแต้มได้ 8 หมื่นกว่าคะแนน ทั้งที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล ต่างมาช่วยหาเสียงเต็มที่

ปัจจัยแห่งชัยชนะของเอกภาพ คือฐานเสียงของตระกูลพลซื่อ ในพื้นที่ อ.หนองพอก, อ.โพนทอง, อ.เมยวดี และ อ.โพธิ์ชัย   บวกกับตระกูลจุรีมาศ บ้านใหญ่ร้อยเอ็ด ที่กุมเสียง ส.อบจ.ร้อยเอ็ด กว่าร้อยละ 70 ได้มีสัญญาใจกับเอกภาพ จึงทุ่มสรรพกำลังช่วยดันจนเอกภาพเข้าป้าย

อีกปัจจัยหนึ่งที่เอกภาพเฉือนชนะมังกร เพราะ สถาพร ว่องสัธนพงษ์ คณะก้าวหน้า ได้แย่งชิงคะแนนคนเสื้อแดงร้อยเอ็ดไปส่วนหนึ่ง เพราะวิเชียรชนินทร์ สินธุไพร ย้ายจากเพื่อไทยมาสังกัดก้าวไกล และเป็นกำลังหลักของคณะก้าวหน้า ร้อยเอ็ด

‘รุมกินโต๊ะเพื่อไทย’

วันนี้ วิเชียรชนินทร์ หันมาช่วยพี่สาว “จุรีพร สินธุไพร” เนื่องจากคณะก้าวหน้าไม่ส่งผู้สมัครนายก อบจ.ร้อยเอ็ด จึงมีภาพกองเชียร์คนเสื้อแดงไปชูป้ายหนุนจุรีพร

  จุรีพร สินธุไพร มาพร้อมกองเชียร์เสื้อแดงจุรีพร สินธุไพร มาพร้อมกองเชียร์เสื้อแดง

จริงๆแล้ว จุรีพร สินธุไพร ,เอกภาพ พลซื่อ และรัชนี พลซื่อ ต่างก็สังกัดพลังประชารัฐ ในการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 จุรีพร ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง 

ส่วน รัชนี พลซื่อ สวมเสื้อ พปชร. ลงสมัคร ส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 2 แต่แพ้ฉลาด ขามช่วง พรรคเพื่อไทย เหมือนเอกภาพ พลซื่อ ที่พ่ายนิรมิต สุจารี เพื่อไทย ในเขต 3 

เมื่อพ่ายเลือกตั้ง ส.ส. เอกภาพ ก็เบนเข็มมาลงสมัครนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ในนามผู้สมัครอิสระ ก่อนจะโดนใบแดง และส่งภรรยาลงสนาม หวังกู้ชื่อเสียงคืนมา

คอการเมืองเมืองร้อยเกิน ต่างยกให้ เสี่ยเอ-ศักดิ์สิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ พรรคเพื่อไทย เป็นเต็งแชมป์ เพราะกระแสอุ๊งอิ๊งมาแรงทั่วภาคอีสาน


เศกสิทธิ์ เคยเป็นนักฟุตบอลฝีเท้าดีของภาคอีสาน เกือบติดทีมชาติ และเป็นลูกชายเสี่ยอู๊ด-พรศักดิ ไวนิยมพงศ์ นักการเมืองท้องถิ่น มีฐานเสียงอยู่ใน อ.ธวัชบุรี  เลือกตั้ง ส.ส.ร้อยเอ็ด สมัยที่แล้ว จำนวน ส.ส.ลดลง เศกสิทธิ์เลยไม่ได้ลง ส.ส.เขต และสมัยหน้า ก็เตรียมตัวลงลง ส.ส.เขต แต่บังเอิญ มีเลือกตั้งนายก อบจ.มาขัดตาทัพ  ชั่วโมงนี้ เศกสิทธิ์เหมือนเจอศึก 2 รุม 1 ทั้งรัชนี พลซื่อ ที่มีฐานเสียงของตัวเอง และจุรีพร สินธุไพร ที่มาแย่งชิงฐานคนเสื้อแดง 
    

ตัวแปรจึงฐานเสียงตระกูลจุรีมาศ ภายใต้การนำของอนุรักษ์ จุรีมาศ ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคชาติไทยพัฒนา ว่าจะทุ่มให้ผู้สมัครคนใด ระหว่างรัชนี และจุรีพร

“นิพนธ์ บุญญามณี” ลุ้น “ศาลรัฐธรรมนูญ” 14ก.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/527592

นายหัวไทร

26 ส.ค. 2565

"นิพนธ์ บุญญามณี" ลุ้น "ศาลรัฐธรรมนูญ" 14ก.ย.นี้

“ศาลรัฐธรรมนูญ” นัด “นิพนธ์ บุญญามณี” ฟังาคำวินิจฉัย คดี “ฮั้วประมูล” อบจ.”สงขลา” 14 กันยายนนี้ พ้นตำแหน่งรัฐมนตรี หรือไม่

วันที่ 14 กันยายน เวลา 15.00 น.ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัย “นิพนธ์ บุญญามณี” รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย กรณีที่ตัวแทนพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ยื่นเรื่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร (ชวน หลีกภัย) ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (8) หรือไม่

จากกรณีเคยถูก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งให้พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิ.ย. 2564 และเป็นกรณีที่ผู้ถูกร้องเป็นผู้เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ทำให้ผู้ถูกร้องเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (8) อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (6)  
ครั้งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 และสั่งว่านายนิพนธ์ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

เอกสารข่าวสารของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้อภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยแล้วเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จึงกำหนดนัดแถลงด้วยวาจาปรึกษาหารือ และลงมติ และอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟัง ในวันพุธที่ 14 ก.ย. 2565 เวลา 15.00 น.

ต้นเรื่องก็มาจากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกฯอบจ.สงขลาในการปกป้องงบประมาณแผ่นดินอันเป็นเงินภาษีประชาชน แต่ถูกมองว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา


      เรื่องนี้ “นิพนธ์”สู้ยิบตา เพราะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของทางจังหวัดในฐานะผู้บังคับบัญชา ชะลอการจ่ายเงินให้กับบริษัท พลวิศว์ เทคพลัส จำกัด ผู้ชนะการประมูลรถอเนกประสงค์ซ่อมบำรุงทางของ อบจ.สงขลา เหตุที่ไม่เบิกจ่ายเนื่องจากตรวจสอบพบว่ามีการฮั้วประมูล คดีฮั้วประมูล ตำรวจก็ออกหมายจับหมดแล้ว และติดตามจับกุมได้แล้วบางคน ผู้ต้องหาบางคนหลบหนีไปต่างประเทศ ศาลก็ออกหมายจับแบบ “ไม่มีอายุความ” เพราะผู้ต้องหาหลบหนี ระหว่างหลบหนีไม่นับเป็นอายุความ

แม้ศาลปกครองสูงสุดจะสั่งให้ อบจ.สงขลาจ่ายเงินให้กับบริษัทคู่สัญญาไปแล้ว แต่ในทางอาญา สำนวนอยู่ที่ ปปช. โดยก่อนหน้านี้อัยการสูงสุดได้สั่งไม่ฟ้องไปแล้ว เนื่องจากสำนวนอ่อน และ ปปช.ก็ไม่สามารถหาหลักฐานมาเพิ่มได้ เพื่อให้สำนวนสมบูรณ์ขึ้น
       ปปช.จึงมีมติฟ้องเอง เคยนัดส่งฟ้องเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม แต่นายนิพนธ์ติดราชการ เดินทางไปมอบโฉนดที่ดินให้ชาวบ้านที่นครพนม ซึ่งนัดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม นายนิพนธ์ได้ส่ง “วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์” อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่รับเป็นทนายความแก้ต่างให้ไปยื่นคำร้องขอเลื่อนการรายงานตัวเพื่อส่งฟ้องเป็นวันที่ 5 กันยายนที่จะถึงนี้

       ซึ่งนายนิพนธ์ ยืนยันว่าวันที่ 5 กันยายนนี้ “เจอกันที่ศาลแน่นอน” เพราะเป็นคนส่งทนายความไปนัดเอง และพร้อมสู้คดีในชั้นศาล นายวสันต์ก็ได้อ่านเอกสารที่มีอยู่ทั้งหมดแล้ว จึงรับว่าความแก้ต่างคดีให้
 
     ในสำนวนของ ปปช.ได้ร้องขอให้ศาลสั่งให้นายนิพนธ์หยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วย จึงต้องลุ้นกันว่าวันที่ 5 กันยายน ศาลจะรับคำฟ้องของ ปปช.หรือไม่ และหลังรับคำฟ้องแล้วจะสั่งให้นายนิพนธ์หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
     ย้ำว่าคดีที่ ปปช.นัดส่งฟ้องในวันที่ 5 กันยายนนั้น ไม่ใช่คดีทุจริต และนายนิพนธ์ไม่เคยโดยสอบสวน หรือโดนฟ้องในคดีทุจริต แต่เป็นคดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม ม.157 ตามประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น และเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

      ส่วนคดีในศาลรัฐธรรมนูญที่ศาลนัดอ่านคำวินิจฉัยว่า การถูกสั่งปลดจากตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา หลังจากพ้นตำแหน่งมาแล้วสองปี และมานั่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาว่าอย่างไร แต่ถ้าพิจารณากันโดยเนื้อแท้ นายนิพนธ์ไม่ได้มีเจตนาทุจริต หรือประพฤติมิชอบแต่อย่างใด

      แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เรื่องที่เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และเป็นไป ถือเป็นวิบากกรรมของคนทำงานอย่างขยันขันแข็งของ “นิพนธ์ บุญญามณี” นักปฏิบัติการขับเคลื่อนสังคม

รีแบรนด์ “ประวิตร” ลบภาพป้อแป้ ปรับลุคปลุกนั่งนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/527515

25 ส.ค. 2565

รีแบรนด์ “ประวิตร” ลบภาพป้อแป้ ปรับลุคปลุกนั่งนายกฯ

อำนาจหอมหวาน “ประวิตร” ปั้นแบรนด์พี่ใหญ่ใจดี ลบภาพลุงป้อแป้ หลายคนอาจไม่รู้ บิ๊กป้อมผู้เขียนตำนานทหารบูรพา ยึดอำนาจ 3 ครั้ง ทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย

อำนาจหอมหวาน “ประวิตร” รีแบรนด์ตัวเอง ผ่านหนังสื่อชื่อพี่ป้อม พี่ใหญ่ พี่ชายที่แสนดี ลบภาพลุงป้อแป้ และบิดาแห่งการไม่รู้

บ้านใหญ่บูรพาพยัคฆ์ “ประวิตร” ผู้เขียนตำนานทหารบูรพา ก่อการยึดอำนาจ 3 ครั้ง ทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย 

พลันที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ตำแหน่งรักษาการนายกฯ โดยอัตโนมัติ ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ก็นำหนังสือ “พี่ป้อม พี่ใหญ่ พี่ชายที่แสนดี” มามอบให้ผู้สื่อข่าว

ว่ากันจริง กระบวนการปั้นแบรนด์พี่ใหญ่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้มีการดำเนินการต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปี 2565 ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ สำนักโพลล์บางแห่ง จัดอันดับให้ พล.อ.ประวิตร เป็นบุคคลแห่งปี ที่ช่วยเหลือแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนและปัญหาสังคม หนี้นอกระบบ ที่ดินทำกิน แหล่งน้ำ และอื่นๆ 

ต้นเดือน เม.ย.2565 คนไทยก็ได้เห็นป้ายบิลบอร์ด และป้ายไวนิล ที่มีภาพของ พล.อ.ประวิตร พร้อมข้อความอวยพร “สวัสดีปีใหม่ไทย 2565 ขอให้คนไทย มีสุขภาพดี มีความสุข อยู่ดีกินดีตลอดไป”

เมื่อไม่นานมานี้ ก็มีป้ายไวนิลขนาดใหญ่ มีภาพของ พล.อ.ประวิตร “ไม่รู้ ไม่รู้ แต่ไม่แล้งแน่” ติดทั่วเมืองหนองคาย เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐ ได้จัดอีเวนท์ใหญ่ เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.อีสาน

จริงๆแล้ว หากไม่มีการยึดอำนาจ 2 ครั้ง และการใช้อำนาจพิเศษตั้งรัฐบาลพลิกขั้ว ก็ไม่มีคำว่า พี่ใหญ่ ของ ส.ส., ข้าราชการ, ทหารและตำรวจในวันนี้

  หนังสือประวัติ และผลงาน พล.อ.ประวิตร หนังสือประวัติ และผลงาน พล.อ.ประวิตร

‘ใต้เงาปืน’

“ประวิตร” เป็น ผบ.ทบ.แค่ปีเดียว แต่ก็ช่วยกรุยทางให้น้องรัก 2 คน ก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ และก่อการยึดอำนาจ 2 ครั้ง

เหนืออื่นใด พล.อ.ประวิตร ในฐานะประธานรุ่น จปร.17 รุ่นฝนแรก(เตรียมทหารรุ่น 6 ) ตัดสินเสนอชื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เพื่อนร่วมรุ่นเป็น ผบ.ทบ.

วันที่ 19 ก.ย.2549 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา สมัยที่เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 สั่งการให้นักรบบูรพา ประสานกำลังกับนักรบเมืองหลวง สนับสนุน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก่อการรัฐประหาร ล้มรัฐบาลทักษิณ

วันที่ 22 พ.ค.2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะ ผบ.ทบ.ตัดสินใจเข้าควบคุมอำนาจ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 29 ของประเทศไทย

ผู้มีส่วนในการให้คำปรึกษา พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งสองเหตุการณ์คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) ซึ่งกล่าวได้ว่า บิ๊กป้อมคือต้นขั้วของฉายา บูรพาพยัคฆ์ ตัวจริง

ถ้าไม่มีการยึดอำนาจปี 2549 และปี 2557 ก็เชื่อว่า พี่ใหญ่แห่งบ้านป่ารอยต่อฯ คงเป็นอดีตนายทหาร วัย 77 ปี ที่ไม่มีพิษสงอะไร

“บ้านป่ารอยต่อฯ”

หลังพ้นตำแหน่ง ผบ.ทบ. “ประวิตร” ได้ก่อตั้งมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ได้เชิญเพื่อนร่วมรุ่น ตท. 6 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.สมัยนั้น มาเป็นที่ปรึกษา

สำนักงานมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด หรือบ้านป่ารอยต่อฯ ได้กลายเป็นแหล่งชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ ตามเส้นทางอำนาจที่เติบใหญ่ของพี่น้อง 3 ป.

ปลายปี 2551 พล.อ.ประวิตร กับ พล.อ.อนุพงษ์ ใช้กองบัญชาการสำรอง ด้านหลังตึกบัญชาการของกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ฯ (ร.1 พัน.1 รอ.) ถ.วิภาวดีรังสิต เป็นสถานที่จัดตั้ง รัฐบาลพลิกขั้ว ที่มี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร ได้เป็น รมว.กลาโหม

ปี 2561 พรรคพลังประชารัฐ เริ่มก่อการในทางกฎหมายพรรคการเมือง โดยสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และเหล่า 4 กุมาร แต่ในทางปฏิบัติที่เป็นจริง บ้านป่ารอยต่อฯ ก็เปรียบเสมือนที่ทำการพรรคหลังม่าน

ถ้าไม่มี พล.อ.ประวิตร ก็ไม่มีพลังประชารัฐ พรรคเฉพาะกิจที่มารองรับการเข้าสู่อำนาจผ่านกระบวนการรัฐสภาของ พล.อ.ประยุทธ์ 

ดังที่ทราบกัน พล.อ.ประวิตร มีบุคลิกนายทหารการเมือง ด้วยเครือข่ายที่กว้างขวาง บิ๊กป้อมก็พร้อมแล้วสำหรับการขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

คนมีดวง “ประยุทธ์” โชคชะตา บนเส้นทางอำนาจพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/527481

25 ส.ค. 2565

คนมีดวง “ประยุทธ์” โชคชะตา บนเส้นทางอำนาจพิเศษ

กลับมาแบบไหน “ประยุทธ์” หยุดปฏิบัติหน้าที่ ลดกระแสนายกฯเถื่อน งัดข้อกฎหมายสู้ บิ๊กตู่เป็นคนมีดวง เส้นทางสู่อำนาจ 8 ปีที่แล้ว ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

อยู่หรือไป “ประยุทธ์” หยุดปฏิบัติหน้าที่ ลดกระแส นายกฯเถื่อน สัญญาณ 5 : 4 ถูกตีความทั้งบวกและลบ

กลับมาแบบไหน “ประยุทธ์” งัดข้อกฎหมายสู้ ท่ามกลางวิกฤตการเมืองรอบใหม่ก่อตัว ไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อย ก็ปั่นป่วนแน่

นักวิชาการเห็นตรงกันว่า กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องตีความวาระนายกฯ 8 ปี และมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 สั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ยุติการปฏิบัติ หน้าที่ในตำแหน่งนายกฯ จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาภายในเดือน ก.ย.2565 เป็นการเบรกอารมณ์สังคม ลดกระแสนายกฯเถื่อน เหมือนเปิดรูระบายให้กาน้ำร้อนที่ระอุเดือด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีเวลาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน และกระแสเรียกร้องให้บิ๊กตู่ พักงานในตำแหน่ง รมว.กลาโหม ดังกระหึ่ม

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการนายกรัฐมนตรี ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ เพราะตำแหน่งรักษาการ มีอำนาจเต็มทุกสิ่งอย่าง ทั้งแต่งตั้งโยกย้าย ใช้จ่ายงบประมาณ ปรับ ครม. และยุบสภา

อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่าน ประเมินจากการมีคำสั่งชั่วคราวให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ มีนัยถึงผลของคดีลาง ๆ แม้ไม่ใช่ 100% นั่นหมายความว่า โอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะจบ 8 ปีที่ 24 ส.ค.2565

ในทางกลับกัน อดีตคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญคนหนึ่งก็ประเมินว่า 50 : 50 อาจจะจบ 8 ปี โดยนับจากปี 2562 ซึ่งเป็นทางออกแบบกลาง ๆ

‘คนมีดวง’

“ประยุทธ์” ก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยวิธีพิเศษ และอยู่ยาวมาถึง 8 ปี ต่างจากผู้นำคณะรัฐประหารคนอื่นๆ ที่มักอยู่ในอำนาจไม่นาน เพราะบิ๊กตู่เป็นคนมีดวง ตามความเห็นของนักรัฐศาสตร์บางสำนัก

 พล.อ.ประยุทธ์ บนเส้นทางแห่งโชคชะตาพล.อ.ประยุทธ์ บนเส้นทางแห่งโชคชะตา

มีรายงานข่าวว่า ทีมกฎหมายของบิ๊กตู่ เตรียมสู้อยู่ 2 ประเด็น เพื่อให้ตัวเองกลับมาอีกครั้ง

ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 วรรค 2 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159 โดยให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

มาตรา 159 ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88

ดังนั้น ทีมกฎหมายจะชี้แจงว่า ในปี 2557-2562 พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก ได้รับการแต่งตั้งจากสถานิติบัญญัติแห่งชาติ ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎร และในปี 2557-2562 ไม่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ จึงจะนำมานับรวมไม่ได้

ความเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ 2560 จึงนับหนึ่งที่ปี 2560 หรือปี 2562 แต่ก็มีผู้ทักท้วงว่าการทำหน้าที่ของสถานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่ต่างจากสภาผู้แทนราษฎรแต่อย่างใด จึงต้องนับรวมกัน

ว่ากันว่า ข้อกฎหมายว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่พ้นจากตำแหน่งในประเด็นวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปี คงจะยึดหลักนิติศาสตร์อย่างเดียวไม่ได้ เพราะคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการเมืองโดยตรง

‘3 ป.ไม่มีวันแตก’

ลึก ๆ แล้ว “ประยุทธ์” รู้สัญญาณล่วงหน้าบางประการ จึงปิดห้องคุยตามประสาพี่น้อง 3 ป. ในทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

เสี่ยจ๊ะ-ธนพร ศรียากูล นายกสมาคมรัฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ได้วิเคราะห์ไว้ในรายการคมชัดลึก ทางเนชั่นทีวี ว่า มติศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเหมือนเกมผ่อนคันเร่ง และสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการคือ ให้ศาลแบคอัพแล้วกลับมาใหม่ 

ส่วนความสัมพันธ์พี่น้อง 3 ป. เสี่ยจ๊ะยืนยันว่า ไม่แตกแยก หากน้องเข้าใจในตัวพี่ ต้องไม่โกรธกัน

“ตอนนี้เป็นสถานการณ์ที่พี่ต้องเล่น และเป็นคนจัดการสถานการณ์ …อย่าลืมว่าโผทหาร และโผตำรวจยังไม่ออก ดังนั้น มีรายละเอียดที่รักษากการนายกฯ สามารถจัดความสัมพันธ์ได้อีก”

นักวิชาการผู้คร่ำหวอดในวงการเมืองวิเคราะห์ว่า หากเกิดอุบัติเหตุ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ไปต่อ พล.อ.ประวิตร คือ นายกรัฐมนตรี คนนอก ที่รัฐสภาจะเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ คนต่อไปอย่างแน่นอน

อนาคต “ประยุทธ์” สะดุด รวมไทยสร้างชาติสะเทือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/527419

24 ส.ค. 2565

อนาคต “ประยุทธ์” สะดุด รวมไทยสร้างชาติสะเทือน

อนาคต “ประยุทธ์” มัวซัว พปชร.ทางเลือกแรกไม่สดใส เพราะพี่ใหญ่เตรียมแคนดิเดตนายกฯ ไว้แล้ว หากปม 8 ปีตกเก้าอี้นายกฯ ย่อมสะเทือนรวมไทยสร้างชาติ

อนาคต “ประยุทธ์” ไม่แน่นอน พลังประชารัฐเป็นทางเลือกแรก ก็อาจไม่สดใส เพราะพี่ใหญ่ป้อม เตรียมแคนดิเดตนายกฯไว้แล้ว

“ประยุทธ์” วางเกมปั้นพรรคสำรอง ไว้ต่อรองกับพี่ใหญ่ หากปม 8 ปี ทำให้ตกเก้าอี้นายกฯ ย่อมสะเทือนพรรครวมไทยสร้างชาติ

สัปดาห์ที่แล้ว มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ในเร็วๆนี้ เพื่อล็อกให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เสนอชื่อตัวเองเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพลังประชารัฐ   นับแต่เกิดเหตุกบฏผู้กอง เมื่อกลางปีที่แล้ว ความสัมพันธ์ของพี่น้อง 3 ป. ก็ไม่เหมือนเดิม และตอกย้ำด้วยการที่ซุ้มปากน้ำ โหวตคว่ำ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในศึกซักฟอกครั้งที่ผ่านมา 


ดังนั้น กระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์ ปั้นพรรคสำรอง จึงมีการพูดถึงเป็นระยะ เพราะน้องเล็กต้องหาจังหวะก้าวทางการเมืองใหม่ ในสมการที่ไม่มีพี่ใหญ่ประคับประคอง

การเกิดขึ้นของพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็มีความชัดเจน และเป็นคำตอบเกี่ยวกับทางเดินบนถนนการเมืองของบิ๊กตู่ แต่เมื่อเจอกติกาเลือกตั้งบัตร 2 ใบ หาร 100 เกมสร้างพรรคใหม่ ก็ไม่ง่าย  ว่ากันตามจริง พรรครวมไทยสร้างชาติ คงได้ ส.ส.เขต จากภาคใต้เป็นหลัก ส่วนภาคอื่น และ กทม. ดูแล้วยากมากที่จะเจาะพื้นที่ของพรรคใหญ่ได้

‘ไม่ใช่นั่งร้าน’

เส้นทางรวมไทยสร้างชาติกับ “ประยุทธ์” ก็ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันเสียทั้งหมด เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองในวันข้างหน้า โดยเฉพาะคำวินิจฉัยปม 8 ปี ของศาลรัฐธรรมนูญ


“ผมบอกกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แล้วว่าจะมาทำพรรค มีความตั้งใจอย่างนี้ก็ขออนุญาตที่จะมาทำแบบนี้ ท่านก็รับทราบ” พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดใจผ่านกรุงเทพธุรกิจ

“ผมไม่ใช่พรรคสาขาของพลังประชารัฐ พลังประชารัฐก็ไม่เกี่ยวอะไรกับผม..” พีระพันธุ์ พูดชัดเจน

คอลัมนิสต์การเมืองทุกสำนักวิเคราะห์ว่า รวมไทยสร้างชาติ เป็นนั่งร้านให้บิ๊กตู่ ซึ่งพีระพันธุ์ ก็ได้ปฏิเสธว่า พรรคเขาไม่ใช่นั่งร้านให้ใครทั้งนั้น

“คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีคนต่อไปคือ ต้องนำพาพี่น้องประชาชนผ่านวิกฤติของบ้านเมืองไปให้ได้..” พีระพันธุ์ บอกถึงสเปคนายกรัฐมนตรี

แม้หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ จะออกตัวว่า ไม่ใช่นั่งร้านบิ๊กตู่ แต่ตัวละครในพรรคใหม่นี้ ก็ล้วนแต่เป็นคนที่ชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นชื่นชอบ คงอุดม ลูกชายชัชวาลล์ คงอุดม หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท พร้อมกับสองพ่อลูกแห่งซอยราชครู ปองพล อดิเรกสาร และปรพล อดิเรกสาร 

‘พปชร.คือทางเลือก’

หากว่า “ประยุทธ์” สอบผ่านปม 8 ปี ก็ต้องเลือกเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพลังประชารัฐ เพราะเป็นพรรคที่กองกำลัง ส.ส. กระจายอยู่ในทุกภูมิภาค

ประเด็นนี้ พีระพันธุ์ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ยอมรับได้ หาก พล.อ.ประยุทธ์ เลือกพลังประชารัฐ

“ผมมองว่า นั่นเป็นสิทธิ์ของท่าน ไม่มีใครที่จะไปสั่งท่านได้ ว่าให้อยู่กันตรงนั้นตรงนี้ ท่านก็มีวิจารณญาณของท่าน ที่ต้องตัดสินใจว่าต้องทำอย่างไร ผมก็ไปล่วงเกินแนวความคิดไม่ได้”

อย่างไรก็ตาม ทีมงาน พล.อ.ประยุทธ์ ได้วางรวมไทยสร้างชาติ เป็นพรรคสำรอง พร้อมโหวตหนุนบิ๊กตู่เป็นนายกฯ แน่นอน   ในทางตรงกันข้าม ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ สอบไม่ผ่านด่าน 8 ปี ย่อมสะเทือนถึงอนาคตของรวมไทยสร้างชาติทันที

  อนาคต พล.อ.ประยุทธ์ บนถนนสายเลือกตั้งไม่สดใส อนาคต พล.อ.ประยุทธ์ บนถนนสายเลือกตั้งไม่สดใส

การลงสนามเลือกตั้ง โดยเฉพาะภาคใต้ พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ได้ขายบิ๊กตู่ก็ไม่ต่างอะไรกับพรรครวมพลังประชาชาติไทย ในการเลือกตั้งปี 2562 ที่ถูกมองว่าเป็นสาขาของ ปชป. 

ดังนั้น เส้นทางข้างหน้าของรวมไทยสร้างชาติ จะไปได้ไกลแค่ไหน ก็ขึ้นผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผู้กำหนดชะตากรรมของ พล.อ.ประยุทธ์

น้องไปพี่มา “ประวิตร” บารมีล้น ต้นทางระบอบพี่ใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/527400

24 ส.ค. 2565

น้องไปพี่มา “ประวิตร” บารมีล้น ต้นทางระบอบพี่ใหญ่

เกมชิงอำนาจ “ประวิตร” รักษาการนายกฯ เปิดศักราชระบอบพี่ใหญ่ หลอมรวม ส.ส. 3 พรรคไว้ในมือ พร้อมตั้งรัฐบาลสมัยหน้า โดยไร้เงาน้องเล็ก- พล.อ.ประยุทธ์

ได้เวลา “ประวิตร” รักษาการนายกฯ กรุยทางสู่การเปิดศักราชระบอบพี่ใหญ่ ในสมรภูมิเลือกตั้งครั้งหน้า

“ประวิตร” พี่ใหญ่ปั้นน้อง 2 ป.มากับมือ จนถึงปีที่ 8 ประยุทธ์ขาลง เกมชิงอำนาจจึงบังเกิด 

วันที่ 24 ส.ค.2565 ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับคำร้องของ ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปมสิ้นสุด 8 ปี และมีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมา

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จึงต้องนั่งดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย 


เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งแล้วว่า หากศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ก็ต้องหยุด และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้รักษาการนายกฯ และทำงานร่วมกับ ครม. ที่เหลืออยู่ ซึ่งในนั้นก็รวม รมว.กลาโหมที่ชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ ด้วย

แม้ในการบริหาร พล.อ.ประวิตร จะเป็นรักษาการนายกฯ แต่ในทางการเมือง อำนาจและบารมีเปล่งปลั่งขึ้นมาทันที

บิ๊กป้อม ในวัย 77 ปี ยังมากล้น ด้วยนักการเมือง, นักธุรกิจ,ข้าราชการ, ทหาร และตำรวจ ที่ตบเท้าเข้า-ออกบ้านป่ารอยต่อฯ จึงถูกเรียกขานว่า พี่ใหญ่ ผู้ปั้นน้องๆ ให้เข้าไปอยู่ในองค์กรต่างๆ จนมีคำพูดที่ว่า “ไปไปไหนก็เจอแต่เด็กป้อม”

พล.อ.ประวิตร เป็นผู้ใหญ่อบอุ่น และมีความเมตตา มีบารมี ชอบดูแลลูกน้องอย่างทั่วถึง และฟังทุกความคิดเห็นของ ส.ส. ไม่เคยโกรธใคร” คำพูดของ “เสธ.อ้น” พล.อ.กนิษฐ์ ชาญปรีชญา ส.ว.คนดัง คงอธิบายความเป็นพี่ใหญ่ได้ดีทีเดียว

‘กองกำลังป้อม’

แม้ “ประวิตร” จะออกมายืนยันหลายครั้งว่า ไม่คิดเป็นนายกรัฐมนตรี และจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ไปจนจบภารกิจ แต่ความเคลื่อนไหวของคนข้างกายบิ๊กป้อม ก็มีร่องรอยชวนให้คิดว่า พี่ใหญ่ป้อมคิดการใหญ่

ปีที่แล้ว พล.อ.ประวิตร เข้ามานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เพื่อดูแล ส.ส.ทุกซุ้มทุกก๊ก 97 ชีวิตให้อยู่ในแถว เหมือนพี่ใหญ่คุมกองกำลังนักเลือกตั้ง

บิ๊กป้อม ได้วางตัว วิรัช รัตนเศรษฐ, สมศักดิ์ เทพสุทิน, สันติ พร้อมพัฒน์ ,ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ และสุชาติ ชมกลิ่น ร่วมกันนำทัพเลือกตั้ง โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ภาคเหนือตอนล่าง, ภาคกลาง และภาคใต้ 

มิเพียงเท่านั้น บิ๊กป้อมยังเป็นผู้มีอุปการคุณแก่พรรครวมแผ่นดิน ของ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา และพรรคเศรษฐกิจไทย ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

ขณะที่ฝั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ได้ให้การสนับสนุนพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ปั้นพรรครวมไทยสร้างชาติ เตรียมลงสนามเลือกตั้งสมัยหน้า

ประเมินขุมกำลังกันแล้ว พลังประชารัฐ น่าจะได้ ส.ส.เป็นกอบเป็นกำกว่ารวมไทยสร้างชาติ

  วันนี้ พล.อ.ประวิตร บารมีการเมืองเบ่งบาน เหนือ พล.อ.ประยุทธ์วันนี้ พล.อ.ประวิตร บารมีการเมืองเบ่งบาน เหนือ พล.อ.ประยุทธ์

‘ระบอบพี่ใหญ่’

“ประวิตร” เติบโตมาในยุคทหารพาณิชย์ จึงคบค้าสมาคมกับนักการเมืองอย่าง พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร , คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, วัฒนา เมืองสุข และเสนาะ เทียนทอง  

สมัยรัฐบาลไทยรักไทย ทักษิณ ชินวัตร ได้เข้ามาแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี ด้วยการนำทหารมาเป็นฐานการเมือง เพื่อสร้างความเข้มแข็ง และลดโอกาสการทำรัฐประหาร

ทักษิณจึงตั้ง ผบ.ทบ.ให้อยู่ในตำแหน่งได้คนละ 1 ปี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รุ่นน้องของ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร รมว.กลาโหม ปี 2547 ได้เป็น ผบ.ทบ.อยู่ 1 ปี ก่อนจะส่งต่อให้ พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน

ครั้งหนึ่ง ทักษิณพูดในแคร์คลับเฮาส์ว่า ส่วนตัวไม่รู้จัก พล.อ.ประวิตร แต่ “..ผมไม่ค่อยรู้จักเขา ก็รู้ว่าเป็นพี่ชายของรุ่นพี่ผม คือ พล.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รู้จักกันดี ก็เลยตั้งเป็น ผบ.ทบ.”

ด้วยคอนเนกชั่นที่ลึกล้ำ พล.อ.ประวิตร จึงมีสะพานเชื่อมระหว่างบ้านป่ารอยต่อ กับบ้านจันทร์ส่องหล้า ดังบทวิเคราะห์ของสื่อหลายสำนักเกี่ยวกับดีลลับข้ามขั้วนั่นเอง

จะว่าไปแล้ว เส้นทางข้างหน้าของ พล.อ.ประยุทธ์ ดูตีบตัน ตรงกันข้าม พล.อ.ประวิตร กลับเปิดกว้างสำหรับการเข้าไปมีส่วนตั้งรัฐบาลผสมสมัยหน้า

นับถอยหลัง วาระดำรงตำแหน่งนายกฯ ประยุทธ์ ตีความได้ 3 แนวทาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/kom-daily/526245

24 ส.ค. 2565

นับถอยหลัง วาระดำรงตำแหน่งนายกฯ ประยุทธ์ ตีความได้  3 แนวทาง

ตีความ วาระดำรงตำแหน่งนายกฯ สามทางเลือก ล้วนมีปัญหา นายกรัฐมนตรี จะตัดสินใจ อย่างไร ที่ไม่สร้างเงื่อนไขทางการเมือง

สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 เคยมีการกำหนดวาระดำรงตำแหน่งนายกฯไว้ไม่ให้ดำรงตำแหน่งติดต่อกัน เกิน 8 ปีซึ่งมีช่องโหว่ ใช้เทคนิคทางการเมืองกลับมาดำรงตำแหน่งได้ต่อเนื่องยาวนาน นี่จึงเป็นที่มาให้มีการกำหนด ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งรวมกันไม่เกิน 8 ปีไว้ในรัฐธรรมนูญ2560

การตีความทางกฎหมายเงื่อนไขการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีอยู่สามนัยยะ

นัยยะแรก เป็นการตีความกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา นั่นคือการเอารัฐธรรมนูญ มาตรา 158 ผนวกกับมาตรา 264 ทางแรกนี้ เริ่มนับวาระดำรงตำแหน่งนายกฯตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2557 นั่นหมายความว่า 23 สิงหาคม 2565 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งครบแปดปีตามที่ระบุไว้รัฐธรรมนูญ ถือเป็นการตีความอย่างเคร่งครัด

นับถอยหลัง วาระดำรงตำแหน่งนายกฯ ประยุทธ์ ตีความได้  3 แนวทาง

นัยยะที่สอง ดูเหมือนเป็นทางออกที่ประนีประนอมที่สุด มาตรา158 บทเฉพาะกาลมาตรา264 เขียนขึ้นในรัฐธรรมนูญ2560 มีความมุ่งหมายจะให้ใช้เชื่อมโยงกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  แต่ทั้งสองมาตรานี้ จะใช้บังคับก่อนรัฐธรรมนูญบังคับใช้ไม่ได้ นั่นหมายความว่า การนับระยะเวลา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของพลเอกประยุทธ์ เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560  การนับเช่นนี้  ทำให้มีคำถามว่า แล้วที่ พลเอก ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้รับโปรดเกล้าฯมาตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2557 – 5 เมษายน 2560 พลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี
แบบไหน

นัยยะที่สาม  คือเป็นนายกตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญซึ่งมีอยู่หลายมาตรา ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 158 มาตรา 159  มาตรา 88 มาพิจารณาร่วมกันเป็น ก่อนลงมติร่วมกันตามมาตรา 272  ตามนัยยะนี้ให้ความสำคัญกับบทบัญญัติมาตรา 158 เรื่องการเข้าดำรงตำแหน่ง ไม่เกี่ยวกับมาตรา 264 ซึ่งเป็นการใช้อำนาจบริหาร บัญญัติไว้เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน  หมายความว่านับวาระดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 9 มิถุนายน 2562  ซึ่งก็จะทำให้เกิดปัญหาซ้อนกับการตีความตามนัยยะที่1และนัยยะที่2

คำร้องให้วินิจฉัย วาระดำรงตำแหน่งนายกฯ ถูกส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว  ฝ่ายที่ตีความตามนัยยะแรก มีนัดหมายชุมนุมการเมืองอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าการตีความทั้งสามนัยยะข้างต้น ไม่มีแบบไหนที่จะไม่ก่อให้เกิดเรื่องตามมา  มีคนแนะนำวิธียุติปัญหา แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า  พลเอกประยุทธ์ จะพิจารณาหรือไม่  1คือการหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความให้ เป็นบรรทัดฐาน  2 คือการลาออก แล้วเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีกันใหม่ ตามกลไกรัฐสภา และ 3 คือการยุบสภา ซึ่งถือเป็นไพ่ตาย ก่อนที่ภัยจะถึงตัว

การพิจารณาร่างฯงบประมาณ 2566 ผ่านวาระสามไป เมื่อคืนที่ผ่านมา หลัง พี่ใหญ่ พล.อ.ประวิตร ลงมาบัญชาการก่อนประชุม หมดปัญหาไม่มีงบประมาณใช้  ในทางการเมืองโล่งไปหนึ่งเปราะ รอก็แต่ท่าที ศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ จะออกมาอย่างไร  ขณะที่ยุทธพร อิสระขัย จากสุโขทัย ธรรมาธิราช มั่นใจว่าในสัปดาห์นี้ ยังไม่มีอะไร รวมถึงการตัดสินใจศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาด้วย หรือไม่ 

สิงห์ดำผงาด “อนุพงษ์” จัดเต็ม ผู้ว่าฯคุมสมรภูมิเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/527277

23 ส.ค. 2565

สิงห์ดำผงาด “อนุพงษ์” จัดเต็ม ผู้ว่าฯคุมสมรภูมิเลือกตั้ง

สิงห์ดำผงาด “อนุพงษ์” จัดแถวผู้ว่าฯจังหวัดใหญ่ รับศึกเลือกตั้ง ต้นปี 2566 ล็อกเป้าสายตรงบิ๊กป๊อก คุมพื้นที่สีแดง และพื้นที่ช่วงชิงขั้วรัฐบาล-ฝ่ายค้าน

สัญญาณชัด “อนุพงษ์” จัดแถวผู้ว่าฯ ยกล็อต จับตา สิงห์ดำ คุมจังหวัดใหญ่ รับศึกเลือกตั้งต้นปี 2566 

สแกนสิงห์คลองหลอด “อนุพงษ์” ล็อกเป้าสายตรง คุมพื้นที่สีแดง และพื้นที่ช่วงชิงขั้วรัฐบาล-ฝ่ายค้าน

วันที่ 23 ส.ค.2565 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้พิจารณาอนุมัติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ตามที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เสนอเป็นวาระจร ประกอบด้วยอธิบดี 3 ตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ 31 ตำแหน่ง

มีข้อสังเกตว่า การจัดแถวสิงห์คลองหลอดครั้งนี้ ในระดับอธิบดี และระดับผู้ว่าฯ จังหวัดเกรดเอ ส่วนใหญ่จบจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือที่เรียกกันว่า สิงห์ดำ

โดยเฉพาะผู้ว่าฯ สิงห์ดำในพื้นที่จังหวัดใหญ่ จึงถูกจับตาว่า จะมีส่วนสำคัญในการควบคุมกลไกของการเลือกตั้ง

สยาม ศิริมงคล (สิงห์ดำ) กระโดดจาก ผวจ.อุดรธานี มาดำรงตำแหน่ง ผวจ.นครราชสีมา    

ไกรสร กองฉลาด (สิงห์ดำ) ขยับจาก ผวจ.ชัยภูมิ มาเป็น ผวจ.ขอนแก่น 

นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร (สิงห์ดำ) รองปลัดกระทรวง ขึ้นไปเป็น ผวจ.เชียงใหม่ 

ธวัชชัย ศรีทอง จากผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็น ผวจ.ชลบุรี ตามความคาดหมายของกองเชียร์พลังเฮ้ง

วันชัย คงเกษม (สิงห์ดำ) จาก ผวจ.สมุทรปราการ เป็น ผวจ.อุดรธานี

ชลธี ยังตรง (สิงห์ดำ) จาก ผวจ.ยโสธร มาเป็น ผวจ.อุบลราชธานี

เมื่อไปตรวจสอบข้อมูลของ กกต. จะพบว่า จังหวัดดังกล่าวข้างต้นนี้ มี ส.ส.เพิ่มขึ้นจากเดิม อาทิ จ.นครราชสีมา 16 คน, จ.ขอนแก่น 11 คน, จ.อุบลราชธานี 11 คน, จ.เชียงใหม่ 11 คน, จ.ชลบุรี 10 คน และ จ.อุดรธานี 9 คน 

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จึงวางตัวสิงห์ดำ ที่ไว้ใจได้ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ในพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายการเมือง

‘จับตาพื้นที่สีแดง’

“อนุพงษ์” คุมมหาดไทยมายาวนาน 8 ปี อาจจะตั้งแต่ผู้ว่าฯ หลายคนในวันนี้ ยังมีตำแหน่งนายอำเภอด้วยซ้ำไป

การวางตัว วันชัย คงเกษม จากผู้ว่าฯ สมุทรปราการ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ อุดรธานี เมืองหลวงคนเสื้อแดง และที่มั่นอันแข็งแกร่งของพรรคเพื่อไทย เชื่อว่า บิ๊กป๊อกคงไม่ได้คิดชั้นเดียวเชิงเดียวแน่


ผู้ว่าฯ วันชัย เป็นเพื่อนสนิทของ แมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อดีตผู้ว่าฯ สระบุรี ที่จะมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง และเป็นรุ่นพี่สิงห์ดำของปลัดเก่ง-สุทธิพงษ์

นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ว่าที่ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย วัย 50 ปี มีอายุราชการมากสุด และขึ้นแท่นอาวุโสจ่อคิวปลัด มท.คนต่อไป แต่การส่งนิรัตน์ มาอยู่เชียงใหม่ ในวันที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป ย่อมทำให้หลายคนประเมินว่า ไม่ได้มาอยู่แค่รอวันเป็นใหญ่

‘เป้าหมาย พปชร.’

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “อนุพงษ์” เป็นมือบริหารจัดการสายมหาดไทย ที่เอื้อต่อฝ่ายการเมืองปีกรัฐบาลเป็นอย่างดี

ยกตัวอย่างการแต่งตั้ง ธวัชชัย ศรีทอง ผู้ตรวจราชการมหาดไทย เป็นผู้ว่าฯ ชลบุรี ก็เป็นไปตามที่หัวคะแนนเสี่ยเฮ้ง สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีแรงงาน ได้พูดจากันมานานนับเดือนแล้ว

ธวัชชัย  ศรีทอง มีฉายาว่า แจ้ สีชัง เป็นลูกน้ำเค็ม เกิดที่เกาะสีชัง และเคยเป็นรองผู้ว่าฯ ชลบุรี มาก่อน ซึ่งช่วงหลัง ธวัชชัยได้ไปทำกิจกรรมร่วมกับรัฐมนตรีเฮ้งบ่อยครั้ง

  ธวัชชัย ศรีทอง หรือ แจ้ สีชัง ผวจ.ชลบุรี สายพลังเฮ้งธวัชชัย ศรีทอง หรือ แจ้ สีชัง ผวจ.ชลบุรี สายพลังเฮ้ง

ส่วน สยาม ศิริมงคล จากผู้ว่าฯ อุดรธานี มาเป็นผู้ว่าฯ นครราชสีมา ถือว่า คนใกล้ชิดของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และสิงห์ดำ สายตรงของบิ๊กฉิ่ง-ฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดมหาดไทย

อย่าลืมว่า การเลือกตั้งสมัยหน้า จ.นครราชสีมา จะมี ส.ส.เพิ่มขึ้นเป็น 16 คน และเป็นพื้นที่เป้าหมายของพลังประชารัฐ วิรัช รัตนเศรษฐ แม่ทัพใหญ่โคราช ประกาศแล้ว พปชร.จะได้ ส.ส.มากกว่า 6 คน 

เหนืออื่นใด โคราชจะเป็นสมรภูมิใหญ่ ที่ พปชร. และภูมิใจไทย ดับฝันแลนด์สไลด์เพื่อไทยในภาคอีสานได้ 

ดีเดย์ไล่ “ประยุทธ์” มวลชนอิสระลุยแน่ แต่ไม่เอาตู่-นกเขา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/527234

23 ส.ค. 2565

ดีเดย์ไล่ “ประยุทธ์” มวลชนอิสระลุยแน่ แต่ไม่เอาตู่-นกเขา

ขีดเส้นตายไล่ “ประยุทธ์” ถนนทุกสายมุ่งสู่ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มมวลชนอิสระนัดรวมพลที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คนละเวทีกับคณะหลอมรวมฯ ตู่-นกเขา

ถนนทุกสายมุ่งสู่ทำเนียบขับไล่ “ประยุทธ์” มวลชนอิสระนัดรวมพลอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนเคลื่อนพลตอนเที่ยงคืน

“ประยุทธ์” ตกเป็นเป้าโจมตี 8 ปีจบได้แล้ว จำนวนมวลชนบนท้องถนน อาจไม่เยอะ แต่กองหนุนเพียบ มีแนวร่วมทั่วทิศ 

วันที่ 23 ส.ค.2565 กลายเป็นวันม็อบแห่งชาติ เมื่อมีการนัดหมายชุมนุมมวลชนหลายกลุ่มใน 2 จุดหลักคือ ลานคนเมือง และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนจะมีการเคลื่อนขบวนไปยึดทำเนียบรัฐบาลในวันรุ่งขึ้นคือ 24 ส.ค. เส้นตายประยุทธ์ 8 ปี

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะหลีกเลี่ยงการตอบคำถามสื่อเรื่องครบ 8 ปี ในการดำรงตำแหน่งนายกฯ แต่เสียงขับไล่ประยุทธ์ก็ดังกระหึ่ม

ดังนั้น ในวันสุกดิบ 23 ส.ค.2565 จึงมีนัดหมายการชุมนุมมวลชนของหลายกลุ่ม เริ่มจากช่วงเช้า เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน นัดหมายชุมนุมชูป้ายพอกันทีนายกฯเถื่อน ที่หน้าทำเนียบ ซึ่งกลุ่มนี้ มี สมยศ พฤกษาเกษมสุข เป็นผู้ชี้นำ 

ตกเย็น จตุพร พรหมพันธุ์ และนิติธร ล้ำเหลือ คณะหลอมรวมประชาชนจัดกิจกรรมหยุด 8 ปี ประยุทธ์ ที่ลานคนเมือง 

ส่วนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย รวมพลมวลชนอิสระ อาทิทะลุแก๊ซ, กลุ่ม14 ขุนพลคนของราษฎร, กลุ่มราษฎรไล่ตู่ คนแดงปฏิวัติ, กลุ่มโรนินฝั่งธน ไม่เอาเผด็จการ และกลุ่มอาชีวะพิทักษ์ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  

‘ไม่เอาตู่-นกเขา’

ขีดเส้นตายไล่ “ประยุทธ์” โดยกลุ่มมวลชนอิสระ ที่สร้างวีรกรรมกระหึ่มสามเหลี่ยมดินแดงมาแล้ว จะเริ่มต้นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย


วันที่ 23 ส.ค.2565 ธัชพงศ์ แกดำ ผู้จัดเวทีขีดเส้นตายไล่เผด็จการ แถลงผ่านเฟซบุ๊คว่า “คนละกลุ่ม คนละเวที กับที่จะเคลื่อนไปลานคนเมืองนะครับ..”

  ธัชพงศ์ แกดำ ผู้จัดเวทีขีดเส้นตายไล่ประยุทธ์ ธัชพงศ์ แกดำ ผู้จัดเวทีขีดเส้นตายไล่ประยุทธ์

เนื่องจากมีกลุ่มม่อน อาชีวะมีนบุรี ได้นัดหมายรวมพลที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเหมือนกัน ดังนั้น ธัชพงศ์จึงแสดงตัวชัดเจนว่าคนละกลุ่มกับม่อน อาชีวะมีนบุรี

“เวทีขีดเส้นตายไล่เผด็จการ จะอยู่บริเวณหน้าแมคฯ  เป็นเวทีฟรีไมค์ของมวลชนทุกคนจะได้พูดและปราศรัย ไร้เพดาน  ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเวทีที่จัดอยู่ ณ ลานคนเมืองทางเราจะไม่มีการเคลื่อนขบวนไปลานคนเมือง”

กลุ่มมวลชนอิสระ ที่จะรวมตัวในเวทีขีดเส้นตายไล่เผด็จการ หน้าร้านแมคโดนัลด์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ประกอบด้วยกลุ่มราษฎรไล่ตู่ คนแดงปฏิวัติ, กลุ่มทะลุแก๊ซ, กลุ่ม 14 ขุนพลคนของราษฎร และวง Elevenfinger แรปเปอร์จากคลองเตย

“มวลชนอิสระแปลว่าอิสระ ไม่มีงบประมาณ ไม่มีเวทีใหญ่ ไม่มีเครื่องเสียงอลังการ มีแต่มึงกับกูที่เป็นประชาชน” เพจ Elevenfinger ประกาศชัด

นอกจากนี้ ยังมีมวลชนคนเสื้อแดงอิสระ ที่เป็นแนวร่วม นปช.มาร่วมด้วยอีกหลายกลุ่ม แต่คนเสื้อแดงเหล่านี้ เดินคนละแนวทางกับตู่ จตุพร

‘อาชีวะสายการเมือง’

ม็อบการ์ดอาชีวะกลับมาไล่ “ประยุทธ์” อีกครั้ง โดยมีม่อน อาชีวะมีนบุรี เป็นแกนนำ สมทบด้วยกลุ่มการ์ดฝั่งธนบุรี

เพจโรนิน ฝั่งธน ไม่เอาเผด็จการ ได้แจ้งข่าวสารไปมวลสมาชิกว่า “พวกเรากลับมาแล้ว พบกัน 23 ส.ค.65 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ประยุทธมีเวลาถึงแค่เที่ยงคืนวันที่ 23 ส.ค.65 ..”

เช่นเดียวกับ  ม่อน อาชีวะมีนบุรี ก็ได้แจ้งผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “#พรุ่งนี้ต้องลุยแล้วครับพี่น้อง #บุกทำเนียบไล่ประยุทธ์ แล้วพบกันครับพี่น้อง..”ประยุทธ์ออกไปเท่านั้น”


ในยุทธจักรชาวม็อบยุคใหม่ ม่อน อาชีวะ ศิษย์เก่าวิทยาลัยเทคโนโลยีมีนบุรีโปลีเทคนิค แยกตัวจากเครือกลุ่มราษฎรเมื่อต้นปี 2564  โดยจัดตั้ง กลุ่มอาชีวะพิทักษ์ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นมาใหม่

ปีที่แล้ว จตุพร พรหมพันธุ์ ในนาม คณะไทยไม่ทน สามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย จัดกิจกรรมไล่ประยุทธ์ ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถ.ราชดำเนิน ม่อน อาชีวะ ได้นำทีมงานเข้ามาเป็นการ์ดอาสาให้คณะไทยไม่ทน

ด้วยเหตุนี้ ธัชพงศ์ แกดำ แกนนำกลุ่มราษฎร จึงแถลงดักคอล่วงหน้าว่า เวทีของมวลชนอิสระ ไม่เกี่ยวกับม่อน อาชีวะมีนบุรี ที่จะไปร่วมกับเวทีตู่-นกเขา

เจาะลึก”ไวสาลี” สถานที่กำเนิดภิกษุณี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/527225

เปรียญ12

23 ส.ค. 2565

เจาะลึก"ไวสาลี" สถานที่กำเนิดภิกษุณี

ตามที่เราชาวพุทธทราบกันดีว่า บุคคลากร พระพุทธศาสนา ประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกานั้น พุทธศาสนาสาวกยาน หรือ เถรวาทในไทย ขาดภิกษุณีจึงเหลือเพียง 3  เท่านั้น

ทำไม ภิกษุณี ไม่มีในประเทศไทย คำตอบคือ ไม่มีภิกษุณีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ครั้นจะบวช พูดตรงๆ ก็คือมีความพยายามจะบวชภิกษุณีในไทยหลายครั้ง แต่ทำไม่ได้ เพราะการบวช ต้องมีภิกษุณี เป็นอุปัชฌาย์ จากนั้นให้ภิกษุเป็นอุปัชฌาย์อีกชั้นหนึ่ง เมื่อภิกษุณี ไม่มีแต่แรก จึงไม่มีอุปัชฌาย์ แต่เถรวาท บางประเทศเช่นศรีลังกา เมียนมาร์ ยังสามารถบวชภิกษุณีได้ ส่วนมหายาน มีภิกษุณี จำนวนมาก เช่นที่ไต้หวัน เป็นต้น

ส่วนการเกิดภิกษุณี ในครั้งพุทธกาล นั้นก็เกิดยาก  เพราะพระพุทธเจ้าไม่ต้องการให้มี เพราะถ้ามีแล้วพุทธศานาอายุจะสั้น แทนที่จะดำรงอยู่ 5,000 ปี จะเหลือเพียง 500 ปีเท่านั้น อย่างไรก็ตามภิกษุณี ก็เกิดในสมัยพุทธองค์ ด้วยความพยายามของพระอานนท์ และความตั้งใจจริง ของนางมหาปชาบดีโคตมี และบริวาร นางมหาปชาบดีโคตมีนั้น มีฐานะเป็นพระเจ้าน้า และพระมารดารดาเลี้ยงของ เจ้าชายสิทธัตถะ (ต่อมาคือพระพุทธเจ้า) 
 

เมื่อ เจ้าชายสิทธัตถะ ออกบวช ตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า ได้เสด็จไปเมืองกบิลพัสดุ์ เพื่อโปรดพระบิดา และพระญาติ ครั้งนั้นเอง นางมหาปชาบดีและบริวาร 500 มีศรัทธา เลื่อมใสขอบวช แต่ถูกปฏิเสธ 

ที่กำเนิดภิกษุณีที่กำเนิดภิกษุณี

เมื่อพระพุทธองค์เสด็จกลับจากกบิลพัสดุ์ มาประทับณกูฏาคาร ป่ามหาวัน เมืองไวสาลี นางมหาปชาบดีโคตมี ไม่ละความพยายาม จึงให้ช่างปลงผม ห่มผ้ากาสาวพัตร พร้อมบริวาร เดินเท้าเปล่าจาก กรุงกบิลพัสดุ์ สู่ไ วสาลี (ระยะทางประมาณ 80-100 ก.ม.) ที่ประทับของพระพุทธเจ้า เมื่อถึงประตูเมือง พระอานนท์ ทราบก็มาพบ ได้เห็นสตรีทั้ง 500 และนางมหาปชาบดี เหนี่อยอ่อน เท้าแตกเป็นแผล เหงื่อโทรมพระกาย จึงขอให้พักก่อน ตัวท่านอานนท์ เข้าเฝ้าทูลพระพุทธเจ้าถึงการมาของนางมหาปชาบดีโคตมีและบริวารเพื่อขอบรรพชา แต่พระพุทธองค์ทรงห้ามไว้ พระอานนท์ ทูลขอถึง 3 ครั้ง สุดท้ายเมื่อถูกปฏิเสธ จึงทูลถามว่าสตรีบวชแล้วบรรลุธรรม ถึงพระอรหันต์ได้ไหม 

ทรงตอบว่าได้ ท่านอานนท์ จึงทูลว่า ถ้าอย่างนั้นให้พวกนางบรรพชาเถิดพระเจ้าข้า พุทธองค์ทรงประทานอนุญาตภายใต้เงื่อนไขว่า พวกนางต้องรับครุธรรม 8 ประการ เช่น ภิกษุณีบวชถึง 100 พรรษา แต่ต้องไหว้ภิกษุแม้บวชเพียงพรรษาเดียว ภิกษุณีต้องอยู่ในวัดที่มีภิกษุเท่านั้น  ภิกษุณีต้องถามอุโบสถ และขอโอวาทจากภิกษุทุก 15 วัน สุดท้ายไม่ให้ภิกษุณีว่ากล่าวภิกษุ แต่ให้ภิกษุว่ากล่าวภิกษุณีได้
 

เมื่อได้ฟังเงื่อนไขบรรดานางทั้งหลายมีนางมหาปชาบดี เป็นต้น ยินดีรับครุธรรมทั้ง 8 และถือศีล 311 ข้อ เท่ากับนางทั้งหลายได้บรรพชาเป็นภิกษุณี วันนั้นที่ป่ามหาวัน เมืองไวสาลี เพื่อเป็นที่รำลึก การบรรพชาครั้งแรกของนางภิกษุณี พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงให้สร้างเสาอโศก ด้วยหินทรายทรงกลม สูง 11 เมตร ยอดสูงสุดเป็นสิงห์หมอบแกะสลักอยางงาม
 
เสาอโศกต้นแรกตั้งที่กูฏาคาร ที่บวชนางภิกษุณี ต้นที่ 2 มีรั้วรอบอยู่อีกตำบลหนึ่ง ที่ไวสาลีเช่นกันเสาอโศกต้นแรกตั้งที่กูฏาคาร ที่บวชนางภิกษุณี ต้นที่ 2 มีรั้วรอบอยู่อีกตำบลหนึ่ง ที่ไวสาลีเช่นกัน

พระครูสิทธิ ปริยัติวิเทศ (พระมหาฉลอง จันทสิริ) พระธรรมทูต พระอุปัชฌาย์รูปที่ 2 แห่งอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยไวสาลี ได้ชักชวน ดร.พระครูวินัยธรสมุทร ถาวรธมฺโม รักษาการผู้อำนวยการวิทยาลัยพระธรรมทูต มจร.และผมไปบูชาเสาอโศก พระเจดีย์องค์ใหญ่ที่ตั้งใกล้ๆ กัน

พระครู ดร.มหาฉลองว่า เสาอโศก ต้นนี้มีอายุนับพันปี แต่ยังงดงาม สมบูรณ์ เป็นที่ภูมิใจและบูชาของของชาวพุทธ และผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ทั่วไป และกล่าวว่าผู้ที่มา ไวสาลี ต้องมาชมที่นี่ ที่เกิดนางภิกษุณี ครั้งแรกของโลก เมื่อ 2565 + 45 ปี นอกจากนั้น ยังมี เสาอโศก อีกจำนวนหนึ่งกระจายหลายแห่งทั่วไวสาลี แต่ละจุดสำคัญนั้นๆ จะมีเจดีย์ และเสาอโศกที่ พระเจ้าอโศกมหาราช โปรดให้สร้าง ขึ้น เป็นสัญลักษณ์ที่พระพุทธองค์เสด็จและแสดงธรรม  นอกจากนั้น กูฏาคารแห่งไวสาลี คือสถานที่ทำสังคายนาครั้งที่ 2 หลังพุทธปรินิพพาน 100 ปี

ที่น่าดูและน่าศึกษาคือ ซากเมืองวัชชี เมืองหลวง ที่เจ้าลิจฉวีและราชวงศ์อื่น จำนวน 8 ราชวงศ์สลับสับเปลี่ยนกันปกครองแบบสามัคคีธรรม ดังนั้นการไปเยือนไวสาลีได้ทั้งบุญและเรียนรู้ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาอีกหลายมิติ

ที่ผมเล่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง  เท่านั้น