เมืองหลวงไทย ย้ายดีไหม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387454?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมืองหลวงไทย ย้ายดีไหม

9 กันยายน 2562 – 09:50 น.
โจโก วิโดโด,ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย,เมืองหลวง,รู้ลึกกับจุฬาฯ
เปิดอ่าน 3,476 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ  

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวการย้ายเมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซีย จากจาการ์ตา สู่นครแห่งใหม่ บริเวณจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก ในเกาะบอร์เนียว โดยมีแผนการการสร้างเมืองหลวงใหม่ในปี 2564 และจะเริ่มทำการย้ายในช่วงปี 2566–2567

โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย แถลงข่าวเมื่อวันที 26 สิงหาคม ว่า กรุงจาการ์ตามีความแออัดหนาแน่น และยังเผชิญปัญหาน้ำท่วม แผ่นดินทรุดตัว และแผ่นดินไหว และรับภาระหนักเกินไปในฐานะศูนย์กลางการปกครอง ธุรกิจ การเงิน การค้า การบริการ ขณะที่ตำแหน่งเมืองหลวงแห่งใหม่มีความเสี่ยงทางภัยธรรมชาติน้อยที่สุด

รศ.ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ จากภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ในอดีตมีหลายๆ ประเทศเลือกย้ายเมืองหลวงเนื่องด้วยเหตุผลต่างกัน ทั้งเหตุผลด้านการเมืองการปกครอง รวมถึงเหตุผลด้านความมั่นคง ทั้งกรุงวอชิงตัน ดีซี ของสหรัฐอเมริกา, กรุงแคนเบอร์รา ออสเตรเลีย, กรุงบราซิเลีย ประเทศบราซิล ฯลฯ

การย้ายเมืองหลวงเป็นการตอบสนองวัตถุประสงค์ของนโยบายยุทธศาสตร์การสร้างชาติรูปแบบหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำประเทศมองเห็นว่าจะได้อะไรกับการย้ายเมืองที่เป็นศูนย์กลางการปกครองนั้นๆ ซึ่งนับเป็นการลงทุนที่ใช้ต้นทุนสูงในการสร้างพื้นที่ใหม่ และทำลายสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่เดิม

“ส่วนใหญ่คือการย้ายกิจการภาครัฐ เป็นการกระจายความเจริญที่ห่างออกไป แต่ก็มีคำถามว่าจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำจริงหรือ เพราะรัฐย้าย เอกชนไม่ย้ายก็มี เช่นเมียนมาร์ ซึ่งเพิ่งย้ายไปไม่ถึง 20 ปี เอกชนก็ยังอยู่ย่างกุ้งเหมือนเดิม ความแออัดก็ยังเท่าเดิม มีคนบอกด้วยว่าที่เนปิดอว์ สร้างถนน 10 เลน แต่มีรถวิ่ง 10 คันก็มี ต้องมองในระยะยาวว่าจะเป็นอย่างไรต่อ”

สำหรับประเทศไทย เคยมีแนวคิดเรื่องการย้ายเมืองหลวงตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไปจังหวัดเพชรบูรณ์ หรือแม้แต่ยุคต่อๆ มา ที่มีการนำเสนอว่าจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดนครปฐม จังหวัดนครนายก น่าจะเป็นเมืองหลวงใหม่ของประเทศไทยได้ แต่ท้ายที่สุดแนวคิดการย้ายเมืองหลวงของไทยก็ไม่สำเร็จ

“ผมคิดว่าการย้ายเมืองหลวงคือการทุ่มทุนมหาศาล และเป็นการตัดสินใจที่ต้องเด็ดขาดมาก ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีผู้นำไทยคนไหนน่าจะยอมเด็ดขาดขนาดนั้น เพราะพอกางงบประมาณออกมาแล้วเป็นภาระทางการคลังของรัฐบาลอย่างหนัก เห็นตัวเลขก็กลัวกันแล้ว” อย่างไรก็ตาม ปัญหากรุงเทพมหานครมีความแออัด รถติด น้ำท่วม ก็เป็นสิ่งที่ถกเถียงกันมาอย่างต่อเนื่อง

อาจารย์อภิวัฒน์ชี้ว่าการย้ายเมืองหลวงไม่ใช่คำตอบเดียวของการแก้ปัญหาความแออัดของเมือง แต่ควรเน้นไปที่การกระจายความพัฒนาไปสู่เมืองอื่นๆ เช่น การเพิ่มทางเลือกให้แก่เมืองระดับรองลงมา เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น อุบลราชธานี อุดรธานี ฯลฯ เพื่อสร้างทางเลือกในพื้นที่ให้คนไม่มากระจุกตัวที่กรุงเทพฯ และเป็นการลดภาระการลงทุนการพัฒนาเฉพาะกรุงเทพฯ เพียงแห่งเดียว

“มีเมืองหลายเมืองแบ่งเมืองเศรษฐกิจกับเมืองราชการ เช่น ออสเตรเลียก็แบ่งแคนเบอร์รากับซิดนีย์ อเมริกาก็แบ่งวอชิงตัน ดีซี กับนิวยอร์ก แต่ลอนดอนกับปารีสก็ไม่ได้แยกระบบราชการกับระบบเศรษฐกิจกัน ผมเองก็มองว่าไทยเราไม่ได้มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ถึงขั้นต้องแยกเมืองใหม่อีกเมืองให้เป็นราชการ”

อาจารย์อภิวัฒน์ย้ำว่าการย้ายเมืองหลวงไม่น่าจะใช่ทางออกของการแก้ปัญหาที่กรุงเทพฯ กำลังเผชิญอยู่ ทั้งปัญหาด้านผังเมืองที่ทำให้เกิดน้ำท่วม แผ่นดินทรุดตัว ก็สามารถใช้วิธีการทางวิศวกรรมและการใช้ประโยชน์จากที่ดินแก้ปัญหาได้ หากมีการวางแผนที่ดีพอ

“ผังเมืองเราแย่ และก็มีปัญหาอย่างที่เห็น แต่มันก็ยังพอมีความหวัง ยังแก้ไขได้ คนพูดเรื่องรถติดมานานมากแล้ว แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเราก็มีรถไฟฟ้า มีรถไฟใต้ดิน เรียกได้ว่าก็มีทางเลือกมากขึ้น สิ่งที่ควรทำคือการพัฒนาระบบรถเมล์ ระบบขนส่งมวลชน ทางเท้า ไม่ถึงกับแย่จนต้องย้ายเมืองหลวง”

นอกจากนี้ การที่เมืองมีความกระจุกตัวยังเอื้อต่อการเป็นเมืองใหญ่ เพราะจะมีพลังของการกระจุกตัว ทำให้มีความประหยัดต่อต้นทุนต่างๆ เช่น ความประหยัดต่อค่าขนส่ง การเดินทาง การจ้างงาน รวมถึงองค์ความรู้ต่างๆ (Economies of agglomeration) และเป็นแรงขับเคลื่อนต่อการเกิดระบบเศรษฐกิจยุค 4.0 ซึ่งหากมีการย้ายเมืองหลวงใหม่และต้องเริ่มต้นจากศูนย์ เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์หรือเศรษฐกิจที่มีการใช้นวัตกรรม จะเกิดขึ้นได้ยากในเมืองหลวงแห่งใหม่

“อย่างไรก็ตาม กรุงเทพฯ ก็ยังเป็นที่ที่มีเสน่ห์ และยังพัฒนาต่อไปได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มกับกรุงเทพฯ อย่างเดียว เพราะเมืองอื่นๆ ในภูมิภาคเราก็ยังทุ่มได้ ส่วนปัญหาของกรุงเทพฯ ผังเมืองแม้จะแย่ แต่ก็ยังมีความหวังว่าทำอะไรได้บ้าง แม้ในเชิงกายภาพจะไม่ได้ แต่เปลี่ยนระบบการบริหารการจัดการได้ ดังนั้น การย้ายเมืองหลวงจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดีที่สุด” อาจารย์อภิวัฒน์กล่าวสรุป

ฝ่าศึกซักฟอก รอยร้าวเพื่อไทย&อนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387453?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝ่าศึกซักฟอก รอยร้าวเพื่อไทย&อนาคตใหม่

9 กันยายน 2562 – 09:11 น.
พรรคอนาคตใหม่,พรรคเพื่อไทย,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ถวายสัตย์,ซักฟอก
เปิดอ่าน 2,525 ครั้ง

ฝ่าศึกซักฟอก รอยร้าวเพื่อไทย&อนาคตใหม่

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ3บก.ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น ”วีระศักดิ์ พงษ์อักษร“ บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ ”บากบั่น บุญเลิศ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจร่วมวิเคราะห์ประเด็น ”ผ่าศึกซักฟอก! รอยร้าวเพื่อไทย-อนาคตใหม่”

   “สมชาย” กล่าวว่า ไม่กี่วันข้างหน้าการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติจะเริ่มขึ้น ข่าวการเมืองตอนนี้ไม่มีข่าวใดน่าสนใจเท่าข่าวนี้ แม้ครั้งนี้จะไม่มีการลงมติ แต่ที่ผ่านมาการอภิปรายแบบนี้หากรัฐบาลตอบไม่ได้คะแนนนิยมจะลดลงได้ ในอดีตมีครั้งเดียวที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วแพ้ ที่ผ่านมามักจะได้รับความไว้วางใจแต่คะแนนอาจไม่เท่ากัน คราวนี้ต้องดูว่ารัฐบาลตอบได้ชอบธรรมหรือไม่

ที่ผ่านมาฝ่ายค้านยื่นกระทู้, ยื่นญัตติ แต่นายกฯ ไม่มาตอบ จึงขยับมาอภิปรายทั่วไป

ฝ่ายค้านจะซักฟอกและถลกหนังรัฐบาลแน่ โดยจะอภิปรายการถวายสัตย์ปฏิญาณตน รวมทั้งการแถลงนโยบายรัฐบาลที่ไม่ชี้แจงที่มาของงบประมาณ แม้รัฐบาลบอกว่าตัวเลขงบประมาณจะชี้แจงในช่วงกลางเดือนตุลาคม ในช่วงเสนอร่างกฎหมายงบประมาณ

ดังนั้นเชื่อว่าฝ่ายค้านจะให้น้ำหนักกับการถวายสัตย์ปฏิญญาณตน เพราะส.ส.ฝ่ายค้านสองร้อยสิบสี่คนลงชื่อในการยื่นอภิปรายทั่วไป ตอนแรกฝ่ายค้านอยากได้ห้วงเวลาต้นเดือนกันยายน แต่ ครม.ให้เวลาวันที่ 18 กันยายน เพราะนายกรัฐมนตรีมีวาระงานที่วางไว้แล้ว และไม่แทรกคิวห้องประชุมจันทราในวันที่ 16-17 กันยายน เพราะ ส.ว.ใช้ห้องประชุมนี้เช่นกัน แม้ฝ่ายค้านขอสองวัน แต่ได้วันเดียวตามที่ ครม.เสนอ

สุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ระบุว่า ขอให้ได้คำตอบจากนายกฯ ว่าทำไมไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในการถวายสัตย์ เมื่อเกิดเหตุแล้วจะแก้ไขเช่นใด เพราะสถานภาพรัฐบาลไม่สมบูรณ์ ตอนนี้ควรเคลียร์ให้จบให้เป็นบรรทัดฐาน รัฐบาลจะได้เดินหน้าทำงานได้ แม้ตอนนี้เรื่องนี้อยู่ในองค์กรอิสระ แต่ไม่กังวล ฝ่ายนิติบัญญัติก็ทำควบคู่กันได้เพราะในอดีตก็เคยทำกันมา แต่ต้องดำเนินในวุฒิภาวะ เวลาที่ให้มานั้นเป็นการเอาเปรียบของรัฐบาล เมื่อเป็นแบบนี้ฝ่ายค้านต้องปรับเนื้อหาและบุคคลที่จะอภิปราย

วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ประสานพรรคร่วมรัฐบาลให้อยู่ฟัง ยืนยันไม่มีประชุมลับในวันนั้น การที่ฝ่ายค้านบอกว่ารัฐบาลปฏิบัติไม่ครบ ควรรอการวินิจฉัยขององค์กรอิสระว่ารัฐบาลปฏิบัติได้คบถ้วนสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องรอผลการวินิจฉัย แม้ฝ่ายค้านจะสอบถามนายกฯในที่ประชุม แต่ไม่มีหน้าที่ตัดสิน นายกฯ ไปตอบฝ่ายค้านได้เพียงว่าเรื่องนี้รอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

สิ่งที่วิปทั้งสองฝ่ายระบุนั้น ขออธิบายว่าการประชุมแบบเปิดเผยนั้น สามารถถ่ายทอดการประชุมได้ ประชาชนเข้ารับฟังได้ แต่หากมีการประชุมลับ ประธานในที่ประชุมจะสั่งให้ทุกคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากที่ประชุม ดังนั้นการประชุมลับในสภาผู้แทนฯ ก็ดำเนินการได้ในสองกรณี และเชื่อว่าวันนั้นอาจมีประชุมลับ

“บากบั่น” ตั้งประเด็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 161 นั้น กำหนดให้นายกฯ นำ ครม.ไปถวายสัตย์ปฏิญาณตน และฝ่ายค้านบอกว่านายกฯ ปฏิบัติไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ นายกฯ บอกว่าจะมาตอบเอง ดังนั้นการอภิปรายคราวนี้นายกฯ จะคุมอารมณ์ได้หรือไม่

  “สมชาย” กล่าวว่า รัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวไม่มีบทลงโทษ ส่วนที่ถามถึงนายกฯ นั้น นายกฯยอมรับว่าบางครั้งอาจหัวร้อน ดังนั้นครั้งนี้นายกฯ ควรคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ ล่าสุดนายกฯ ตอบคำถามสื่อมวลชนและประชาชนว่ามั่นใจตอบฝ่ายค้านได้ เชื่อว่านายกฯ จะบอกว่าเรื่องนี้อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ

แม้วันอภิปรายนั้นศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคุณสมบัติการเป็นเจ้าหน้าที่อื่นๆ ของรัฐหรือไม่ (หัวหน้าคสช.) ของนายกฯ หากวันนั้นมีการวินิจฉัยว่าหัวหน้าคสช.คือเจ้าหน้าที่อื่นๆ ของรัฐ วันอภิปรายนั้นนายกฯ ไม่ต้องตอบฝ่ายค้านเพราะพ้นจากหน้าที่นายกฯ แล้ว

 “วีระศักดิ์” มองว่า แบบนี้แสดงว่านายกฯ มั่นใจว่า เรื่องนี้จบแล้ว และในอดีตนั้นการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมตินั้นมีหรือไม่

    “สมชาย” กล่าวว่า ส่วนใหญ่ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฝ่ายค้านยื่นขออภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ที่ผ่านมารัฐบาลจะขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อหารือกับฝ่ายค้านหลายครั้ง

       “บากบั่น” สรุปว่า แสดงว่าตอนนี้ฝ่ายค้านหาจังหวะชกท้องรัฐบาลเก็บคะแนนไปก่อน

ส่วนความขัดแย้งของพรรคอนาคตใหม่กับพรรคเพื่อไทยนั้น

    “บากบั่น” ตั้งคำถามว่า วันนี้สองแกนนำพรรคฝ่ายค้านคือเพื่อไทยกับอนาคตใหม่นั้นยังมีความขัดแย้งกันอยู่หรือไม่และด้วยเหตุผลใด

        “สมชาย” กล่าวว่า สองประเด็นที่สองพรรคปริร้าวนั้นคือ แกนนำพรรคเพื่อไทยบอกว่าพรรคอนาคตใหม่จะโดนยุบพรรค รวมทั้ง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช.ที่เตือนว่า พรรคอนาคตใหม่ที่หวังไปปักธงเลือกตั้งท้องถิ่นให้ได้ และอย่าอ้างคะแนนป๊อปปูลาร์โหวตสูงสุดใน กทม. ดังนั้นขอให้ไปคุยกับพรรคเพื่อไทยก่อน

ล่าสุดการคัดเลือกผู้สมัครนายกอบจ.นนทบุรี ของพรรคอนาคตใหม่ มีความขัดแย้งกันเองแล้ว

ที่ผ่านมาการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นย่อมมีการแข่งขัน และตอนนี้เป็นปมขัดแย้งระหว่างพรรคอนาคตใหม่กับพรรคเพื่อไทย รวมทั้งยังขัดแย้งกันเองในพรรคอนาคตใหม่

   “วีระศักดิ์” สรุปว่า ตอนนี้แกนนำพรรคอนาคตใหม่ลดเป้าแล้วจากตั้งไว้ห้าสิบจังหวัด ลดลงเหลือสิบห้าจังหวัดนั้น แสดงว่าแกนนำพรรคอนาคตใหม่รู้เรื่องรอยปริของสองพรรคแล้ว

บัตรทอง รับยาจากร้านเริ่มต้นเลิกคนป่วยชั้น2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387446?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บัตรทอง รับยาจากร้านเริ่มต้นเลิกคนป่วยชั้น2

9 กันยายน 2562 – 09:00 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,บัตรทอง,รมวสาธารณสุข,อนุทิน ชาญวีรกุล
เปิดอ่าน 2,138 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ ‘ดับเครื่องชน’ มีข่าวดีมาแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับเรื่องบัตรทอง ซึ่งปรับปรุงใหม่ในยุคที่มี ‘หมอหนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข

ขอบอกตามตรงว่าใครที่เป็นเจ้าของ ‘บัตรทอง’ จะได้รับการดูแลเป็นคนไข้ชั้น 2 ต่อไปนี้จะเป็นการยกระดับให้ดีขึ้น ซึ่งตามนโยบายแล้วเป็นเรื่องที่ดีมากๆ จะมีอะไรบ้างโปรดทราบดังนี้

โครงการบัตรทองนี้จะเริ่ม 1 ตุลาคมปีนี้ โดยผู้ป่วยสามารถไปรับยาจากร้านแทนแผนกเภสัชกรรมของโรงพยาบาล ซึ่งแต่เดิมนั้นเจ้าของบัตรทองต้องไปรับยาของโรงพยาบาลเท่านั้น ทำให้สะดวกและรวดเร็วขึ้นมาก

ขณะนี้มีโรงพยาบาลที่พร้อมแล้วจะนำร่องคือ รพ.ระยอง, รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์, รพ.สวนปรุง, รพ.ชลบุรี, รพ.เลิดสิน, รพ.นพรัตน์ และ รพ.ราชวิถี และเท่าที่ทราบมามี 50 โรงพยาบาลพร้อมจัดการให้ไปรับยาได้ 500 แห่งแล้ว

เหล่านี้จะลดภาระของโรงพยาบาลได้มาก และแผนการนั้นโรงพยาบาลยังเป็นผู้รับผิดชอบยาและได้รับการชดเชยค่ายาเหมือนเดิม คือ 1.โรงพยาบาลจัดยารายบุคคลส่งให้ร้านยา ไม่ช่วยลดภาระงานของโรงพยาบาล 2.โรงพยาบาลจัดสำรองยาไว้ที่ร้านยา เป็นเหมือนคลังยาของโรงพยาบาล ช่วยลดภาระงานที่โรงพยาบาลได้ แต่มีภาระการดูแลคลังยาย่อยที่ร้านยา และ 3.ร้านยาดำเนินการจัดการด้านยาเอง แต่ต้องมีราคายามาตรฐานที่โรงพยาบาลจ่ายให้แก่ร้านยา

จะเป็นรูปแบบใดให้ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลตกลงกับร้านยา โดยงบประมาณที่ใช้นำร่องนโยบายในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 153 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าจัดบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ของร้านยา 70 บาทต่อครั้ง (อ้างอิงตามประกาศค่าบริการกระทรวงสาธารณสุข ปี 2560) และค่าจัดบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ของหน่วยบริการร่วมกับร้านยา เหมาจ่ายอัตรา 33,000 บาทต่อร้านยา 1 แห่งต่อปี

จึงขอให้โครงการนำเรื่องนี้ประสบผลสำเร็จ บรรลุเป้าหมายต่อไป ผู้ป่วย ‘บัตรทอง’ จะได้พ้นสภาพจาก ‘คนไข้ชั้น 2’ เสียที
อ๊อด เทอร์โบ


 มาตรฐานการลงโทษนักเรียน
 ครูต้องไม่ใช้อารมณ์

ดิฉันได้อ่านข่าวเรื่องครูผู้หญิงที่อยุธยาคนหนึ่งลงโทษเด็กนักเรียนชั้นป.4 ที่ไม่ได้ทำการบ้านส่งเลย ด้วยการเฆี่ยนตีอย่างรุนแรง 30 ทีจนไข้ขึ้น อยากจะถามผู้บริหารการศึกษาว่าเรามีมาตรฐานการลงโทษเด็กขนาดไหน จะทำอย่างไรจึงจะพอดีหรือเหมาะสม

ที่ถามมานี้เพราะมีข่าวบ่อยๆ ว่าครูเกิดอารมณ์หลุดหรือฟิวส์ขาด เฆี่ยนตีจนเด็กนักเรียนเจ็บ พ่อ แม่ ผู้ปกครองเลยเอาเรื่องไปฟ้องร้องตำรวจ ข้อหาทำร้ายร่างกายไปโน่นเลย

เรื่องนี้รู้สึกว่าจะหมดยุคการเฆี่ยนตีแล้ว และหาวิธีการลงโทษอื่นๆ ให้พอสมควรพอจะทำให้เด็กเป็นคนดีในสังคมต่อไป

ที่เขียนจดหมายฉบับนี้รีบส่งมาเพื่อจะได้ร่วมกันพิจารณาและหาทางพบกันระหว่างครูกับเด็กนักเรียน ไม่ใช่แค่ลงโทษครูเด้งไปทำหน้าที่อื่นๆ
แม่ลูกสาม

เรียนคุณ ‘แม่ลูกสาม’
เท่าที่ทราบมาเด็กนักเรียนที่ปรากฏเป็นข่าวนี้เป็นเด็กพิเศษหรือบกพร่องทางสติปัญญา เรียนช้ากว่าเพื่อนเลยเกิดปัญหาขึ้นดังกล่าว

ผมขอสนับสนุนให้ทางกระทรวงศึกษาธิการหรือผู้บริหารการศึกษาช่วยกันหาความเหมาะสมหรือมาตรฐานว่าสมควรทำอย่างไร เพราะดูแล้วครูอาจจะอารมณ์หลุดเลยกระทำการอันไม่เหมาะสม

เราเคยได้ยินคำว่า ‘รักวัวให้ผูก-รักลูกให้ตี’ ผมคิดว่าอาจจะไม่ถูกกับสมัยนี้ เพราะเด็กนักเรียนสมัยนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน

ครู อาจารย์จึงต้องปรับตัวปรับใจให้ทันยุคสมัยด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 ชื่นชมเด็กไทยยอดเก่ง
 37 เหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิก

จดหมายฉบับนี้ไม่ต้องการคำตอบแต่ขอแสดงความชื่นชมนักเรียนไทย 179 คน ตั้งแต่ชั้นอนุบาล-มัธยม 6 ที่สร้างชื่อเสียงการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกที่ฮ่องกง

เด็กนักเรียนไทยได้ 37 เหรียญทองจากผู้ร่วมแข่งขัน 1,200 คนจาก 19 ประเทศ ที่สิ้นสุดเมื่อ 2 กันยายน ที่ผ่านมา และเดินทางกลับบ้านแล้ว

ขอแสดงความชื่นชมว่าเก่งจริงๆ
ครูไมตรี (กทม.)


หนี้ครัวเรือนต้องแก้ให้ถูกจุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387445?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หนี้ครัวเรือนต้องแก้ให้ถูกจุด

9 กันยายน 2562 – 08:19 น.
หนี้ครัวเรือน
เปิดอ่าน 747 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 9 กันยายน 2562

ปัญหาเศรษฐกิจยังคงเป็นหนามยอกอกรัฐบาลท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดจากสงครามการค้าสหรัฐอเมริกา-จีน ทำให้รัฐบาลไทยเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ พร้อมยืนยันเศรษฐกิจของไทยยังไม่อยู่ในภาวะถดถอย โดยมีการสั่งการหน่วยงานเศรษฐกิจต่างๆ ให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณต่างๆ เพื่อให้เม็ดเงินไหลลงสู่ระบบอย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อที่จะส่งผลทันไตรมาสสุดท้ายของปี แต่กลับมีปัญหาเพิ่มมาอย่างน่าตกใจเมื่อสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2/2562 พบหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสิ้นไตรมาส 1 หนี้ครัวเรือนเท่ากับ 13 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 6.3% และคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีเท่ากับ 78.7% สูงสุดในรอบ 9 ไตรมาส หรือ 2 ปี 3 เดือน นับตั้งแต่ปี 2560

และดูเหมือนจะน่าสนใจเมื่อตัวเลขในไตรมาส 2 จากรายงานเดียวกันระบุแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะภาพรวมสินเชื่อธนาคารพาณิชย์เพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นระดับสูง 9.2% โดยยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ขยายตัว 11.3% สูงสุดในรอบ 4 ปี นับตั้งเเต่ไตรมาส 4/58 เป็นต้นมา ส่วนยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและรถยนต์ขยายตัว 7.8% และ 10.2% ชะลอลงจาก 9.1% และ 11.4% จากไตรมาสก่อน บทสรุปที่ได้มาหนี้ครัวเรือนไทยสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากเกาหลีใต้ และอันดับ 11 ของโลก จาก 74 ประเทศ โดยหนี้ที่ต้องจับตา คือ หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล ทั้งหนี้บัตรเครดิต และรถยนต์ มีเเนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง ส่วนเเนวโน้มครึ่งปีหลัง คาดว่าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะชะลอตัวลง จากความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยกู้มากขึ้น

แม้ภาครัฐจะไม่กังวลกับตัวเลขดังกล่าว แต่ปัญหาของเศรษฐกิจไทยขณะนี้ที่ถือว่าน่าเป็นห่วงก็คือปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่นับวันจะอยู่ในระดับที่ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากการวิจัยเก็บข้อมูลของสถาบันเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าขณะนี้ คนไทยเป็นหนี้เร็วมาก และมีมูลค่ามาก กระจุกตัวอยู่ในคนกลุ่มอายุ 30-35 ปี มากที่สุด สัดส่วน 68% และในจำนวนนี้ มีสัดส่วนหนี้เสียถึง 20% ซึ่งหนี้เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการลงทุน นำไปซื้อสินทรัพย์ เช่น บ้าน หรือเป็นหนี้ที่เป็นการก่อร่างสร้างตัว แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการอุปโภค บริโภค เช่น นำเงินไปท่องเที่ยว ซื้อข้าวของต่างๆ โดยเฉพาะภาคเกษตร เห็นได้ชัดว่าเป็นหนี้มากขึ้น ภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้น เป็นตัวฉุดไม่ให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย กระทบต่อกำลังซื้อ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวไม่เติบโตเท่าที่ควร

ต้องยอมรับว่าตลอดการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลลุงตู่สมัยหนึ่งต่อเนื่องมาถึงสมัยที่สอง หลายปัจจัยกดดันให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไม่สามารถขยับไปข้างหน้าได้ และเมื่อปัญหาถูกทับถมขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำให้เกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของคนในชาติถ่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญปัญหาเชิงโครงสร้างนั้น เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน และยังถูกฝังรากลึกในพฤติกรรมของประชาชนในการก่อหนี้ที่ผิดพลาด การวางแผนการเงินที่ผิดพลาด ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย จึงเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน รวมไปถึงภาคประชาสังคม ต้องบูรณาการร่วมกันจัดระเบียบปัญหา เพื่อทำการแก้ไขอย่างจริงจังทั้งระบบ

“บิ๊กหนุ่ย” พยัคฆ์บูรพาคนสุดท้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387366?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“บิ๊กหนุ่ย” พยัคฆ์บูรพาคนสุดท้าย

8 กันยายน 2562 – 14:23 น.
ท่องยุทธภพ,บิ๊กหนุ่ย,พลทธรรมนูญ วิถี,สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 8,228 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก”

*************************

เมื่อคืนที่ผ่านมา (7 ก.ย.2563) มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้นายทหารรับราชการ จำนวน 871 นาย โดยสื่อทุกสำนักพร้อมใจกันพาดหัว “โผไม่พลิก” และ “เป็นไปตามคาด”

ที่น่าสนใจ นักวิเคราะห์ข่าวสายทหารได้สรุปไว้ล่วงหน้าว่า จะสิ้นสุดยุค “บูรพาพยัคฆ์” คุมกองทัพบก เหมือนช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อ “ตู่เล็ก” พล.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ข้ามไปเป็น รองปลัดกระทรวงกลาโหม

 พล.ท.ธรรมนูญ วิถี

บิ๊กหนุ่ย” พล.ท.ธรรมนูญ วิถี ขยับจากแม่ทัพน้อยที่ 1 เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 น่าจะเป็นนายทหารที่เติบโตมาจากปราจีนบุรีคนสุดท้าย ที่จะมีโอกาสเข้าไลน์ 5 เสือ ทบ.ในปีหน้า

พล.ท.ธรรมนูญ วิถี ตท.22 และ จปร.33 อายุ 57 ปี เพื่อนร่วมรุ่นกับ บิ๊กบี้-พล.ต.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ บิ๊กติ่ง-พล.ต.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ

บิ๊กหนุ่ย” เติบโตมาจากรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์(ร.12 รอ.) ค่ายไพรีระย่อเดช จ.สระแก้ว ซึ่งครั้งหนึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เคยเป็น ผบ.ร.12 รอ.

ปี 2544 ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์

ปี 2548 ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์

ปี 2549-2551 เสนาธิการ ฉก นราธิวาส

ปี 2553 ผู้อำนวยการกองยุทธการ กองทัพภาคที่ 1

ปี 2554 ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์

ปี 2556 รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (รองผบ.พล.2 รอ.) ปี 2556

ปี 2558 ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9

ปี 2559 เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 ควบสมาชิกสนช.

ปี 2560 แม่ทัพน้อยที่ 1

“บิ๊กหนุ่ย” ได้ชื่อว่าเป็นนายทหาร ที่ชำนาญ “งานมวลชน” และมีบทบาทในการแก้หนี้เกษตรกร ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

สมัยทำงานกับเกษตรกรแก้หนี้สิน

สมัยที่บิ๊กหนุ่ย เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ ได้ร่วมมือกับชรินทร์ ดวงดารา ผู้นำเกษตรกร แก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร จ.กาญจนบุรี จนสำเร็จในระดับหนึ่ง เรียกว่า โมเดลกาญจนบุรี

ครั้นบิ๊กหนุ่ยขยับเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 ได้เสนอ คสช.จัดตั้ง “คณะกรรมการเฉพาะกิจ” ขึ้นมาใหม่ 1 คณะ เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินให้เกษตรกร 15,000 ราย วงเงิน 3,000 ล้านบาท

ปี 2561 เมื่อเป็นแม่ทัพน้อยที่ 1 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายภารกิจพิเศษ ทั้งการจัดระเบียบคลองลาดพร้าว จัดระเบียบคลองเปรมประชากร

แม่ทัพคลองลาดพร้าว

บิ๊กหนุ่ย จับมือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เนรมิตคลองลาดพร้าว ให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง บ้านเรือนเป็นระเบียบ สีสันสดใส และลำคลองสะอาดขึ้น

พล.ท.ธรรมนูญ ทำงานกับ พอช.

ตามมาด้วย การก่อสร้างเขื่อนคลองเปรมประชากร ระยะที่ 1 และการจัดการที่อยู่อาศัยประชาชน ช่วงหมู่บ้านแกรนด์คาแนล–คลองบ้านใหม่ เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร

น่าจับตา “จอมยุทธ์งานมวลชน” ในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ ซึ่งมีภารกิจงานความมั่นคงที่ท้าทาย ในยุครัฐบาลประยุทธ์ 2

‘บิลลี่’ เขายังอยู่ที่นี่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387216?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

7 กันยายน 2562 – 10:28 น.
บิลลี่,กะเหรี่ยง,แก่งกระจาน,บ้านบางกลอยบน,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 4,959 ครั้ง

คงไม่เพียงร่างไร้ลม ที่สิ้นสูญในแผ่นดินที่เป็นหัวใจ แต่วิญญาณแห่งขุนเขาของบิลลี่ ยังกรุ่นกลิ่นความหวังไปทั่วแผ่นดินปกาเกอะญอ

แม้ว่า ปู่คออี้” รากเหง้าและจิตวิญญาณชาวกะเหรี่ยงแห่งผืนป่าแก่งกระจาน ได้ลาโลกไปแล้วด้วยวัย 107 ปี ช่วงปีที่ผ่านมาด้วยความชราภาพ หากรากแห่งความเป็น “คน” ที่ส่งต่อมายังคนรุ่นหลัง ก็คือยอดดอกใบที่กำลังชู่ช่อ

นี่หมายความว่า แม้ “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ กลายเป็นหนึ่งยอดใบที่โดน “เด็ดทิ้ง” แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม อย่าลืมว่าพืชพรรณหลายชนิด ยิ่งเด็ดยอด ยิ่งแตกกิ่ง รอแค่เวลาเท่านั้น

เราได้แต่หวังว่า พลังแห่งผืนป่าในใจบิลลี่ ยังคงวนเวียน สูบฉีดอยู่ในเส้นเลือดของพี่น้องร่วมแดนดินของเขาทุกๆ คน!

ผืนป่าที่เป็นบ้านเกิด เรือนตาย 

วันนี้คำถามว่า “ฆ่าบิลลี่ทำไม” ที่กำลังดังกึกก้องไปทั่วประเทศ แม้เรามองตาก็รู้คำตอบ แต่ก็ยังสงสัยอยู่ดีว่า ทำไมภาพของกะเหรี่ยงที่ถูกฉายตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มักถูกมองว่าเป็นตัวการผู้ตัดไม้ทำลายป่าตัวจริง

ทั้งที่เราต่างรู้ว่ามีข้อมูลมากมายที่ย้อนแย้งกับภาพเหล่านี้ หรือมันจะมีอะไรมากกว่านั้น

เรียบง่าย-ชัดเจน

คำถามที่ไร้คนตอบ ต่อให้สำคัญแค่ไหนก็ป่วยการที่จะรอ แต่เรื่องจริงที่คนไทยหลายคนที่ยังไมรู้และควรทำความเข้าใจใหม่ คือชนชาวกะเหรี่ยงอาจไม่ใช่ทุกคนที่เป็นอย่างที่ “ถูกทำให้ใช่”

ผืนป่าแก่งกระจาน บ้านบิลลี่ และครอบครัวปกาเกอะญอต้นน้ำเพชรฯ 

เชื่อหรือไม่ว่ากลุ่มชนที่คนไทยเรียกว่าชาวกะเหรี่ยง (หรือ กาเรน กะยีน หรือ คนยาง ในภาษาเมียนมาร์และมอญ) กลุ่มคนที่เราเผลอพูดโดยไม่คิดว่าคือ “ชาวเขาไม่ใช่ชาวเรา” มีแบบแผนการดำรงชีวิตของกลุ่มที่แม้จะเรียบง่าย สมถะ แต่ก็แข็งแรง เคร่งครัด

กะเหรี่ยงในไทยมี 4 กลุ่มย่อย คือ สะกอ หรือยางขาว เรียกตัวเองว่า ปกาเกอะญอ เป็นกลุ่มที่มีประชากรมากที่สุด “โป” เรียกตัวเองว่า “โพล่” ส่วนใหญ่อยู่ในเขต จ.กาญจนบุรี แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และลำพูน “ปะโอ” หรือ “ตองสู” อาศัยอยู่ในเขต จ.แม่ฮ่องสอน เช่นเดียวกับ “บะเว” หรือ “คะยา” ก็อยู่ในแหล่งเดียวกัน

แต่โดยทั่วไปเราจะพบชนกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ใน 15 จังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันตก ซึ่งรวมถึง จ.เพชรบุรีด้วย

อย่างไรก็ดีชนกะเหรี่ยงนั้นที่จริงไม่ได้อาศัยอยู่บนที่สูงเสียทั้งหมด บางส่วนก็ตั้งบ้านเรือนบนที่ราบทั่วไปและยังนิยมตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่งถาวร ไม่นิยมย้ายถิ่นบ่อยๆ

ขณะเดียวกันบ้านเรือนของชาวกะเหรี่ยงนิยมสร้างเป็นบ้านยกพื้น มีชานบ้าน หรือไม่ก็ใช้เสาสูง ซึ่งแตกต่างจากชาวเขาเผ่าอื่นๆ ที่นิยมสร้างบ้านชั้นเดียว พื้นติดดิน เช่น ชาวม้ง หรือชาวเมี่ยนเป็นต้น

ส่วนระบบครอบครัว การเลือกคู่ครองนั้นฝ่ายหญิงจะเป็นผู้เลือกชายก่อน และบางครั้งฝ่ายหญิงก็ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการแต่งงาน และเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียวไม่มีการอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานเป็นอันขาด การหย่าร้างมีน้อย

สังคมกะเหรี่ยงเป็นครอบครัวเดี่ยว เมื่อแต่งงานก็จะแยกครอบครัวไปปลูกบ้านใหม่ แต่ฝ่ายชายต้องอยู่บ้านพ่อแม่ภรรยา ฤดูเก็บเกี่ยว หลังจากนั้นจึงปลูกบ้านใกล้พ่อแม่ฝ่ายภรรยา ถ้ามีลูกสาวคนเล็กจะต้องอยู่ดูแลพ่อแม่

หัวใจผืนป่า

ว่าตรงกันว่าชาวกะเหรี่ยงมีภูมิปัญญาในการจัดการทรัพยากรดินและแหล่งน้ำเป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อพวกเขามีชีวิตแบบพึ่งพาน้ำ พึ่งพาป่า  “ป่า”  จึงนับว่าเป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนในชุมชน เป็นสิ่งสำคัญที่พวกเขารักและหวงแหนไม่แพ้นักอนุรักษ์ที่ไหน

มีข้อมูลว่าชาวปกาเกอะญอ หรือกะเหรี่ยง แบ่งป่าเป็น 4 ประเภท คือ ป่าต้นน้ำ” และ ป่าอนุรักษ์” ซึ่งสองป่านี้ชาวปะกาเกอะญอจะให้ความสำคัญและอนุรักษ์เป็นอย่างมาก จะมีการพึ่งพิงป่านี้เมื่อยามจำเป็นเท่านั้น เช่น การหาสมุนไพรรักษาโรค การหาสีย้อมผ้า และการล่าสัตว์ขนาดเล็กเป็นต้น

ผู้หญิงและเด็ก อยู่บ้านอยู่เรือน ผู้ชายไปหางานทำในเมือง

ส่วน ป่าใช้สอย” พวกเขาจะเอาไม้ในป่ามาใช้งานเช่น ทำเครื่องจักสาน สร้างบ้าน ส่วน ป่าทำกิน” เป็นป่าที่เอาไว้ทำไร่ปลูกพืชบริโภค สร้างรายได้

หากชนกะเหรี่ยงลึกซึ้งกว่าที่คิดเพราะพวกเขาจะมีการเลือกทำเลทำไร่ โดยตั้งกฎว่าห้ามทำไร่ในเขตต้นน้ำ หรือตาน้ำ ห้ามทำไร่ระหว่างสองฝั่งแม่น้ำ ห้ามทำไร่บนยอดเขา

และเมื่อทำไร่เสร็จในปีนั้นก็ต้องปล่อยทิ้งไว้ให้พื้นดินมีโอกาสฟื้นสภาพป่า มีข้อมูลว่าโดยมากชาวบ้านจะทำไร่ 7 แปลง และจะเวียนทำไร่ปีละ 1 แปลง โดยกว่าจะทำให้ครบ 7 แปลง ก็จะวนกลับมาแปลงที่ 1 อีกรอบ

บางสถานการณ์ก็จะทำ 3-4 แปลง แล้วแต่สภาพเอื้ออำนวย รูปแบบนี้เรียกว่า การทำไร่หมุนเวียน” ที่สภาพดินและป่าจะกลับมาสมบูรณ์ภายหลัง แตกต่างจากการทำ ไร่เลื่อนลอย” ที่พวกเขาถูกยัดเยียดว่าทำมาตลอด

เด็กน้อยน่ารักแห่งบ้านบางกลอย แก่งกระจาน

ทั้งนี้กะเหรี่ยงจะปลูกข้าวแบบผสมผสาน คือมีพืชผักหลายชนิดปลูกลงบนแปลง เช่น ผัก พริก เผือก มัน ฯลฯ เพราะพืชผักบางชนิดเป็นตัวล่อแมลง เป็นอาหารของแมลงอีกชนิด ถือเป็นภูมิปัญญาที่ไม่ต้องใช้สารเคมีฆ่าแมลง

ยิ่งเรื่องผืนป่าแล้วมีข้อมูลว่า “ปู่คอี้” เคยเล่าว่าในช่วงชีวิตพรานไพรสมัยวัยหนุ่ม มีสัจจะที่ยึดถือมาตลอดชีวิตว่าเวลาเข้าป่าสิ่งที่ต้องระวังมากคือเรื่องของคำพูด อย่าลบหลู่ป่าเขา เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ทุกที่

“ปู่คอี้” รากเหง้า รากวิญญาณ ของกะเหรี่ยงต้นน้ำเพขร ผู้จากไป

ช่วงที่ออกไปล่าสัตว์ปล่อยให้ผู้หญิงและเด็กอยู่บ้าน หากมีอะไรไม่เหมาะสมในหมู่บ้านเสือจะมาคำราม เรื่องนี้ปู่คออี้ยังเล่าว่า ตนนั้นเคยเจอเสือหลายครั้ง แต่ไม่เคยยิงเสือเลย เช่นเดียวกับช้างก็ไม่เคย

กะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร

อย่างที่รู้กระเหรี่ยงในหมู่บ้านของปู่คออี้ พวกเขาอยู่ตรงนั้นมาชั่วนาตาปี มีวีถีทำมาหาเลี้ยงชีพทำไร่ข้าวหมุนเวียน (เวียนประมาณ 2 ปี) และพืชผสมผสาน โดยมีไร่ห่างออกจากตัวบ้านไปราว 1 ชม.เดินเท้า

แต่ทุกวันนี้ปัญหาหลักของกะเหรี่ยงแก่งกระจานคือการไร้ที่ทำกิน ไม่สามารถใช้ชีวิตตามวิถีดั้งเดิมได้ คนในหมู่บ้านบางส่วนยังไม่ได้สัญชาติไทย แม้แต่ปู่คออี้เองเพิ่งได้บัตรประชาชนไทยเอาก่อนเสียชีวิตเพียง เดือน

กะเหรี่ยง หรือปกาเกอะญอรุ่นใหม่ จึงต้องออกไปทำงานรับจ้างในเมือง มีเพียงผู้หญิงเด็กและคนชราไว้ในหมู่บ้าน

บิลลี่กับครอบครัว

ถามว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ก็คงเหมือนภาคบังคับให้ไล่ดูย้อนขึ้นไปถึงช่วงปี 2524 หลังมีเขื่อนแก่งกระจาน บริเวณนั้นมีการประกาศให้พื้นที่แก่งกระจานเป็นอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

พอปี 2539 ทางการให้กะเหรี่ยงตรง “ใจแผ่นดิน” อพยพลงมาอยู่ที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย พวกเขาทั้งหมดหลายสิบครอบครัว หลายร้อยชีวิตต้องจำใจย้ายลงมาตามคำสั่ง

ภรรยาและลูกๆของ บิลลี่

แต่ในที่สุดเมื่อความรู้สึกมันบอกว่า “ไม่ใช่บ้าน” ปู่คออี้ บิลลี่ และครอบครัวจึงตัดสินใจอพยพกลับไปอยู่ที่บ้านหลังเดิมที่บางกลอยบน

นับแต่นั้นรอยปริแยกก็เดินทางมาจนถึงปี 2554 เจ้าหน้าที่กรมอุทยาน “ปราบปรามหนัก” ตามมาตรา 22 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ เผาทำลายบ้านเรือนหลายครอบครัวจนกลายเป็นคดีดัง ชาวบ้านเข้ายื่นฟ้องในปี 2555

แต่เรื่องนี้จบลงไปแล้วเมื่อปี 2561 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้พวกเขาทุกคน

ส่วนเรื่องที่ยังไม่จบคือการหายตัวไปของหลานชายแท้ๆ วัย 31 ปีของปู่คออี้ในวันที่ 17 เมษายน 2557 ผู้คนพากันเชื่อมโยงกับการที่บิลลี่เป็นพยานปากสำคัญและเป็นผู้ประสานงานในดคีปี 2554

แม้จะเป็นนักต่อสู้เพื่อมวลขน แต่ “บิลลี่” ยังเป็น สมาชิก อบต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน​ จ.เพชรบุรี​

หากเส้นทางเดินของนักต่อสู้ หลายคนมักจบแบบนี้ บิลลี่ก็คือนักสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงแห่งบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน สู้เพื่อให้ได้กลับไปใช้ชีวิตตามวิถีเดิม ไม่มากไปกว่านี้

แต่การที่เขาเหลือเพียงชิ้นส่วนกระดูกในถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ที่พบเอาตอนที่ผ่านมาถึง 5 ปี หลายคนเชื่อว่าบิลลี่เข้าป่าไปหนนั้น คงไม่ได้ไปเจอ “น้ำผึ้งป่า” อย่างเดียว

ฮุยเลฮุย! คนไทยน้ำท่วม ผู้นำ “งาน” ท่วม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387211?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮุยเลฮุย!  คนไทยน้ำท่วม ผู้นำ “งาน” ท่วม

7 กันยายน 2562 – 08:00 น.
น้ำท่วม,พายุ,พายุโพดุล,อุทกภัย,ลงพื้นประสบอุทกภัย,บิ๊กตู่,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 3,234 ครั้ง

รายงานพิเศษ จาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 7-8 ก.ย.62

***********************

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่างานลงพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมจากอิทธิพลของพายุโพดุลในภาคเหนือและอีสานหนนี้จะเป็นภารกิจวัดใจวัดพลังนักการเมืองไทยอย่างดีทีเดียว คือวัดกันว่าใครจะมีภาพลงเรือ ลุยน้ำ เปียกปอนม่อล่อกม่อแล่ก ออกสื่อมากน้อยกว่ากัน (ฮา)

พูดไปจะหาว่าขำ เรื่องนี้ดูเบาไม่ได้ เพราะหน้าที่อันดับหนึ่งของส.ส.หรือนักการเมือง คือต้องเป็นที่พึ่งให้ชาวบ้าน และถ้าเป็นไปได้…ยิ่งลงมาสัมผัสทุกข์ร้อนของประชาชนด้วยตนเองยิ่งจัดว่าเด็ด

ดังนั้นยิ่งพอมีโลกออนไลน์ที่ฉับไวแบบนี้เราคนไทยจึงได้เห็นภาพลีลาทั่นผู้นำหลายคนพากันทำหน้าที่สุดฤทธิ์ ไม่รู้ว่าจะแข่งกับระดับน้ำ เร่งไปดูแลประชาชน หรือว่าแข่งกันเองกันแน่ แต่ภาพที่ออกมามันดูไม่จืดเลยจริงๆ

วันนี้มาย้อนดูลีลาของพวกท่านอีกครั้ง

พ่อฟ้าอยู่ไหน

ที่ต้องเปิดด้วยรายนี้ ก็เพราะบังเอิญว่าแฮชแทก #ธนาธรอยู่ไหน ติดเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 1 พอดีในโลกโซเชียลช่วงนั้น

เรื่องเริ่มจากการที่มีคนจุดประเด็นด้วยการทวิตข้อความตามหา ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในภาพที่ทหารเข้าช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทำให้เกิดการถกเถียงกันในโลกออนไลน์ไปมา

พ่อฟ้าก็ลงพื้นที่นะ

แน่นอนกองเชียร์ฟ้าของพ่อ จะออกมาโต้ตอย โดยอ้างว่าธนาธรเป็นพรรคฝ่ายค้าน ไม่ใช่ฝ่ายรัฐบาล ลืมไปหรือเปล่าว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมถามย้อนกลับมาอย่างแซบว่า

แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หายไปไหน ทำไมไม่ถามหา”

ที่สุดขณะที่เราเริ่มเห็นด้วยและพากันตามหาว่านายกฯ อยู่ไหน แต่ยังไม่ทันเจอตัว ปรากฏพ่อฟ้าก็โผล่มาพอดี วันที่ 3 กันยายน 2562 ในไลฟ์เฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkit

  

ผมอยู่นี่กั๊บ ทุกคนกั๊บ

พ่อฟ้าตอบกลับมาว่าผมอยู่นี่ และได้พาไปดูการทำงานที่ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือน้ำท่วมของพรรคอนาคตใหม่ พร้อมเผยว่า ทางพรรคมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามสถานการณ์น้ำท่วมแบบเรียลไทม์

หลักฐานว่าพรรคอนาคตใหม่ก็ไม่ทิ้งคนไทย ภาพจากเฟซบุ๊ก   อ๋อง ปดิพัทธ์ สันติภาดา

ซึ่งพรรคไม่ได้นิ่งเฉยเนื่องจากมีสมาชิกของพรรคส.ส. แต่ละพื้นที่รวมถึงอดีตผู้สมัครส.ส. ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอยู่ อาทิ ใน จ.พิษณุโลก แพร่ พิจิตร ร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม และยังมีอีกหลายพื้นที่

แถมยังส่งพลพรรคทีมส.ส.ลงไปดูแลถึงพื้นที่ด้วยแล้ว ทีนี้รู้หรือยังว่าธนาธรอยู่ไหน ก็อยู่ตรงใจกลางฝูงชนไง ไม่เชื่อไปดูภาพสิ (ฮา)

เอ้า เซลฟี่กันจนลืมน้ำท่วมไปเลยนะเนี่ย

แม่หน่อยอยู่นี่

ระหว่างที่ยังตามหานายกฯ ไม่เจอ หันมาดูคนนี้ก่อน แม่หน่อย” สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รายนี้ไม่ต้องตามมหา เพราะล่วงหน้าไปตั้งแต่พายุตั้งเค้าแล้วมั้ง

กลัวแม่ลื่นจริงๆ 

วันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา คุณหญิงหน่อย ประกาศโครงการ “เพื่อไทยช่วยไทย รวมใจช่วยน้ำท่วม” ทันที ภารกิจคือให้ศูนย์ประสานงานของพรรคเพื่อไทยและศูนย์ประสานงานของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยในทุกเขต ทุกจังหวัดของประเทศเป็นศูนย์รับบริจาคสิ่งของและความช่วยเหลือต่างๆ จากประชาชนทุกพื้นที่ของประเทศ

ทั้งยังตั้ง “ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือน้ำท่วมของภาคอีสาน” และ “ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือน้ำท่วมของภาคเหนือ” ไว้คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ทันการณ์

เรื่องเชิงยุทธศาสตร์ว่าเด็ดแล้ว แต่เรื่องลงเอง ลุยเอง แม่หน่อยเคยยั้งที่ไหน พาทีมงานลุยน้ำไปดูชาวบ้านในภาคอีสานชนิดถึงตัวตั้งแต่ร้อยเอ็ดไปจนถึงขอนแก่น

ใครนะว่าแม่มาเป็นภาระ ตีปากๆ

แต่ก็นั่นแหละ ต่อให้ฝนจะตก น้ำจะท่วมยังไง เสียงกองเชียร์ยังพอเข้าใจได้ที่พากันชื่นชมยินดี แต่กองไม่ชอบที่แซะเสียดนี่ช่างร้ายเหลือ

หลายคนเห็นรูปแม่หน่อยลงเรือด้วยความทุลักทุเลก็ยังแซะมาว่า “เป็นภาระจริงๆ” งานนี้ทำเอากองเชียร์ไม่เดือดยังไงไหว

นี่มาดูแลคนไทยค่ะ

ส่วนเจ้าตัวน่ะหรือ ขอเดินหน้าช่วยชาวบ้านต่อไปสวยๆ อย่าได้แคร์! พร้อมโพสต์เรื่องราวในวันที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมาว่า

“วันนี้หน่อยพยายามที่จะเข้าไปกอดเข้าไปจับมือพี่น้องให้มากที่สุดเพื่อให้กำลังใจ ให้พี่น้องอดทน และสู้ไปด้วยกัน หน่อย และ #ทีมเพื่อไทย เราขอสัญญาว่า “เราจะไม่ทอดทิ้งพี่น้อง”

สอดรับกับซิงเกิลเพลงที่ปล่อยออกมาพอดี ชื่อว่า #เพื่อไทย คนไทยไม่ทิ้งกัน ฝีมือเจ้าเก่า “วันชนะ เกิดดี” อดีตเลขาฯ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์​ ชินวัตร ผู้เคยแต่ง “คนดีอย่าร้องไห้” ให้หญิงปูมาแล้ว

เจอลุงแล้วจ้า

กองเชียร์ลุงตู่ประกาศไม่ต้องอินกับ “เจ้าพ่อส้มหวาน” และ “เจ้าแม่ค่ายแดง” มากนัก ที่มาช้าเพราะลุงเขางานเยอะ

ปรากฏราววันที่ 3 กันยายน นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เลยประกาศแผนเดินทางไปเป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

พร้อมลุยแล้วครับ ฮึ่ม!!!

รุ่งขึ้นวันที่ 4 กันยายน เลยมีภาพมาอวดเหมือนกัน โดยที่แรกที่ไปคือบ้านดงพลวง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ก่อนจะเดินทางไปยัง จ.สุโขทัย เพื่อเยี่ยมผู้ประสบภัยอุทกภัยพร้อมมอบถุงยังชีพให้

และแน่นอนระดับท่านผู้นำเบอร์ 1 มีหรือดราม่าจะไม่บังเกิด ไม่เพียงแค่การแซะแซวจากกองเชียร์ฝ่ายตรงข้ามแรงๆ แบบที่แม่หน่อยเจอ

ข้าวกระเพราในตำนาน

แต่ยังเจอดราม่า “ข้าวผัด” หลังจากที่ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อุตส่าห์ทำหน้าที่กองเชียร์โพสต์ภาพผ่านเพจเฟซบุ๊ก ตอนที่ลุงตู่ลงพื้นที่อยู่

เป็นภาพข้าวผัดกะเพราหมูสับไข่ดาวในกล่องพลาสติกสีดำ พร้อมแคปชั่นว่า “มื้อแรกวันนี้ของท่านนายกฯ ระหว่างเดินทางไปพบพี่น้องประชาชนที่พิษณุโลก และสุโขทัย”

แต่เป้าหมายแทนที่จะเป็นเสียงชื่นชมในความสมถะเรียบง่าย กลายเป็นกระแสตีกลับว่าทำไมใช้กล่องพลาสติกเสียเอง ทั้งที่ผู้นำเรียกร้องให้คนไทยเลิกใช้พลาสติก!

ใบตองมาแล้วจ้า

รุ่งขึ้นคนโพสต์ต้องออกมาขอโทษขอโพยพร้อมแจงยิบ ประกอบภาพข้าวหน้าหมูในห่อใบตองสีเขียวสดรักษ์โลกสุดๆ งานนี้นับเป็นบทเรียนของคนเป็นโฆษกที่ต้องละเอียดยิบให้ทันชาวเน็ตเหมือนกัน

เฮ้ออออ ….

แต่ที่แน่ๆ ข้างฝ่ายบิ๊กตู่เองก็หนีไม่พ้นบทเรียนเหมือนกันเพราะเกิดไปพูดแนะนำว่าพื้นที่ไหนที่เจอน้ำท่วมให้มาเลี้ยงปลาแทนปลูกข้าว เท่านั้นแหละกระแสรุมถล่มก็ประเดประดังใส่ไม่แพ้พายุโพดุลเลยทีเดียว

ฮึบๆๆๆ

น้ำท่วมคราวนี้คนไทยเจอแค่ดราม่า  3  ผู้นำ ก็แทบไม่มีพื้นที่ไปชื่นชมคนอื่นๆ ที่กำลังลุยช่วยคนไทยอยู่เหมือนกันในเวลานี้

ยังดีหน่อยตรงที่ปีนี้ไม่มีดราม่าบู๊ทไฮโซลุยน้ำ “Burberry” เหมือนที่ผู้นำหญิงของเราเคยเจอ ไม่งั้นคนไทยยังมีเรื่องเมาท์มากกว่านี้เยอะ!

ภาพหญิงปูตอนน้ำท่วมปี 2554

ซื้อของออนไลน์สะดวกง่าย..แต่ร้ายกว่าที่คิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387055?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

6 กันยายน 2562 – 13:45 น.
สายตรวจระวังภัย,ซื้อของออนไลน์,ตำรวจไซเบอร์,ฉ้อโกง
เปิดอ่าน 2,930 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  กรกมล อักษรเดช

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันธุรกิจบนโลกออนไลน์เติบโตและเป็นที่นิยมมาก เป็นช่องทางการค้าที่ง่าย สะดวกรวดเร็วทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย แต่ถึงกระนั้น “เหรียญมีสองด้าน” ในเมื่อการซื้อขายบนโลกออนไลน์ง่าย สะดวก เป็นประโยชน์ แต่ก็ไม่วายมีโทษตามมาเช่นกันหากไม่รู้เท่าทัน เพราะ “มิจฉาชีพ” ก็ปรับตัวตามยุคสมัย กลายเป็น “โจรดิจิทัล” โลดแล่นต้มตุ๋นบนโซเชียลมีเดีย และเกิดเป็นคดีหลอกลวงฉ้อโกงมากมายไม่เว้นวัน โดยเฉพาะเหล่า “นักช็อปออนไลน์” ที่สุ่มเสี่ยงตกเป็นเหยื่อ

ที่ผ่านมาหลายคนคงได้ทราบจากสื่อต่างๆ เกี่ยวกับคดี “ฉ้อโกงออนไลน์” มีทั้งผู้เสียหายที่เป็น ดารา ข้าราชการ คนดัง เน็ตไอดอลถูกแอบอ้างไปก่อเหตุหลากรูปแบบเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ “ตำรวจไซเบอร์” กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ซึ่งมีหลายคดีจับกุมได้ หลายคนถูกจับแต่ยังหวนกลับมาก่อเหตุซ้ำ และมีอีกไม่น้อยที่ยังหลบหนีลอยนวล รวมถึงโจรหน้าใหม่ที่โผล่มาสร้างความเดือดร้อนด้วยการต้มตุ๋นฉ้อโกงในโลกออนไลน์

แม้กระทั่งนามสกุลผู้นำประเทศอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังถูกมิจฉาชีพนำมาแอบอ้าง เพื่อหลอกขายนาฬิกาผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย โดยการันตีว่าถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป เมื่อมีคนหลงเชื่อสั่งของและโอนเงินกลับไม่ได้รับสินค้า ส่งผลให้มีคนตกเป็นเหยื่อกว่า 100 ราย

กรณีดังกล่าวหลังจับกุมได้จึงต้องมาแถลงต่อสื่อมวลชน เพื่อเผยแพร่เป็นการย้ำเตือนประชาชนให้ใช้สติระวังตัวก่อนตัดสินใจสั่งซื้อของทางออนไลน์ ป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ โดยสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. พร้อมด้วย น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และตำรวจ บก.ปอท. ร่วมกันแถลงจับกุม นายทัดภูมิ ไชยกุลวัฒนา หรือ นัท อายุ 23 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาปลอมเฟซบุ๊กโดยแอบอ้างนามสกุลนายกรัฐมนตรีหลอกลวงขายนาฬิกาแล้วไม่ส่งสินค้า

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ บอกว่า กรณีนี้ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผ่านเว็บไซต์ของ บก.ปอท. ว่ามีผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Surinya JanOcha (สุรินยา จันทร์โอชา) โดยมีเจตนาให้ประชาชนเข้าใจผิดว่ามีความเกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี หลอกลวงขายสินค้านาฬิกาข้อมือ มีการเสนอขายนาฬิกาหลายรุ่นในบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวที่ใช้รูปโปรไฟล์ปลอม ด้วยการใช้รูปผู้หญิง เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินค่านาฬิกาให้ก็จะตัดการติดต่อ หรือบล็อกผู้ซื้อ และจากการตรวจสอบพบว่ามีบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวหลอกลวงขายสินค้าตามที่มีการร้องเรียนจริง คาดว่าจะมีผู้เสียหายประมาณ 100 คน จากนั้นจึงสืบสวนจนสามารถจับกุมได้ พร้อมกับสารภาพสาเหตุที่ใช้นามสกุลของนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เฟซบุ๊กมีความน่าเชื่อถือ มีเจตนาให้คนเข้าใจผิดเชื่อว่าเป็นญาตินายกรัฐมนตรี

“ขอฝากพี่น้องประชาชนที่นิยมติดต่อซื้อขายสินค้าทางออนไลน์ ให้ตรวจสอบข้อมูลของผู้ขายให้รอบคอบเสียก่อน ยกตัวอย่าง เช่น กรณีนี้หากผู้เสียหายนำชื่อของเจ้าของบัญชีธนาคารไปค้นหาใน Search Engine ก็จะพบข้อร้องเรียนที่ปรากฏตามสื่อออนไลน์อยู่แล้วเป็นจำนวนมาก และการใช้สื่อออนไลน์จะต้องมีสติ” พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวย้ำ

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่ายังมีโจรออนไลน์หน้าใหม่พร้อมจะหลอกลวง และแอบอ้างคนดัง บุคคลสำคัญ เพื่อความน่าเชื่อถือ เหล่านักช็อปออนไลน์ควรมีสติรอบคอบก่อนหลงเชื่อสั่งซื้อและโอนเงิน เพราะความสะดวกง่ายๆ จะมีผลร้ายกว่าที่คิด..!!

p30

กฎจราจรใหม่..สะท้อน(วินัย) คนไทย โอนลี่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387048?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กฎจราจรใหม่..สะท้อน(วินัย) คนไทย โอนลี่

6 กันยายน 2562 – 13:15 น.
วินัยจราจร สะท้อนวินัยชาติ,ตำรวจ,การจราจร
เปิดอ่าน 3,985 ครั้ง

กฎจราจรใหม่..สะท้อน(วินัย) คนไทย โอนลี่ 

สโลแกนที่ว่า “วินัยจราจร สะท้อนวินัยชาติ” แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมีผู้ฝ่าฝืนทำผิดกฎจราจร แม้แก้กฎหมาย เพิ่มโทษขนาดไหน หลายๆ คนยังทำตัวเป็น “ทองไม่รู้ร้อน” ยิ่งไปกว่านั้นบางรายยังทำผิดซ้ำซ้อน ได้รับใบสั่งซ้ำซาก ทั้งที่ของเดิมยังไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับ ตลอดจนพฤติกรรมตำรวจจราจร(บางนาย) ที่ทำตัวนอกรีตแหกแถวขูดรีดเอาเปรียบประชาชน ทำให้หลายคนไม่ไว้ใจ ซ้ำร้ายยังระแวงตำรวจจนเกิดการกระทบกระทั่งบาดหมางระหว่างประชาชนกับตำรวจ ยิ่งแล้วเป็นเรื่องของการยึด “ใบขับขี่”

ปัญหาจราจรเสมือนเป็นปัญหาโลกแตกที่ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยก็แก้ได้ไม่ถูกปม บ้างก็บอกกฎหมายจราจรเก่าคร่ำครึล้าสมัย ไม่ทันยุค หรือเอื้อประโยชน์ให้ตำรวจกินส่วนแบ่งค่าปรับ แต่บางครั้งพฤติกรรมของบางคน หรือหลายคนคงลืมสำนึก ไม่เคารพกฎหมายขาดวินัยจราจร จึงทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ “ตำรวจ” ในแต่ละยุคแก้กฎ เพิ่มนโยบายกวดขัน ซึ่งปัจจุบันมีหลายเรื่องที่เริ่งดำเนินการใบแล้ว และมีอีกเพียบที่จ่อคิวนับถอยหลังรอวันมีผลบังคับใช้

เริ่มต้นเดือนกันยายน 2562 ตำรวจได้ดำเนินการกฎเกณฑ์การจราจรไปแล้ว 2 เรื่อง เริ่มจากวันที่ 1 กันยายน ตำรวจนครบาลก็เอาฤกษ์เอาชัยนับหนึ่งกวดขันรถบนท้องถนน โดยเฉพาะแยกไฟแดงกับ โครงการปรับปรุงและพัฒนาระบบตรวจจับรถฝ่าสัญญาณไฟจราจรแบบใหม่ หรือ “Red light camera system” ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบตรวจจับรถที่ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรแบบอัตโนมัติ ทันทีที่เริ่มตรวจจับจริงก็เห็นผลทันตา เพราะเพียงแค่วันแรกก็มีสถิติชัดว่าคนไทยขาดสำนึกไม่มีวินัยจราจร

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.) บอกว่า สำหรับวันแรกที่ใช้ระบบตรวจจับรถฝ่าสัญญาณไฟจราจรแบบใหม่ หรือ Red light camera system ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบตรวจจับรถที่ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรแบบอัตโนมัติ บริเวณ 30 จุดทางแยก และก่อนหน้านี้เราได้ประชาสัมพันธ์มาโดยตลอด เนื่องจากต้องการให้ประชาชนที่ใช้รถปฏิบัติตามกฎจราจรเพื่อการลดอุบัติเหตุในแต่ละจุดจะมีการติดตั้งป้ายเตือนก่อนถึงแยกสัญญาณไฟแดงประมาณ 50-100 เมตร ให้รู้ว่าบริเวณแยกด้านหน้ามีการติดตั้งกล้อง ส่วนคนที่ฝ่าฝืนถือว่าเป็นการจงใจ ตั้งใจ ซึ่งจริงๆ แล้วตำรวจไม่ได้มุ่งหวังที่จะออกใบสั่งเพียงอย่างเดียว เรามีความต้องการไม่อยากให้ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรเพื่อความปลอดภัยมากกว่า

สำหรับ 30 จุด พบมีผู้ฝ่าฝืนสัญญาณไฟโดยนับตั้งแต่เวลา 00.01 ของวันที่ 1 กันยายน จนถึงเวลา 15.00 น. พบมีผู้ฝ่าฝืนรวมรถทุกประเภททั้งหมด 538 ราย ซึ่งแยกที่พบว่ามีการกระทำความผิดมากที่สุดยังคงเป็นแยกรัชดา-พระราม 4 จำนวน 269 ราย คิดเป็น 49.9 % รองลงมา อโศก เพชรบุรี จำนวน 78 ราย คิดเป็น 14.5% เมื่อจำนวนตัวเลขออกมาแบบนี้ทำให้ตำรวจจะต้องนำไปวิเคราะห์ในเชิงลึกอีกครั้งว่า เพราะเหตุใดจึงมีการฝ่าฝืน ซึ่งจะต้องมีการนำไปแก้ไขทั้งในเรื่องโครงสร้าง กายภาพ หรือเป็นการตั้งสัญญาณไฟไม่เหมาะสม

“ตัวเลขผู้ฝ่าฝืนยังถือว่าจำนวนลดลงจากเดิมที่เราทดลองตรวจจับเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ประมาณ 948 รายด้วยกัน ถือว่าจำนวนลดลงร่วม 410 ราย คิดเป็น 43.24% ซึ่งเราคาดว่าการประชาสัมพันธ์ การติดตั้งป้ายเตือน จะทำให้มีผู้กระทำความผิดน้อยลงไป” พล.ต.ต.จิรสันต์ ระบุ

พล.ต.ต.จิรสันต์ บอกอีกว่า ที่ผ่านมามีการปรับปรุงพัฒนากล้องทั้งในเรื่องความคมชัดในเวลากลางคืน มีการนำระบบอินฟราเรดเข้ามาใช้ ทำให้เวลากลางคืนเราสามารถจับภาพได้ชัดเจนมากขึ้น ด้วยความคมชัด 12 ล้านเมกะพิกเซล นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงให้สามารถจับภาพรถได้ทุกประเภท

ถัดจากเรื่องจับรถฝ่าไฟแดงไม่กี่วัน ตำรวจก็ได้รับอนุมัติให้ประเดิมเรื่องที่สอง ซึ่งเริ่มไปแล้วเช่นกันในวันที่ 3 กันยายน นั่นคือ “รางวัลแจ้งจับเด็กแว้น” หากสามารถนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีได้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เปิดเผยว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้อนุมัติหลักการเรื่องเงินค่าตอบแทนการแจ้งเบาะแสของภาคประชาชน และให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน เป็นต้นไป เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กแว้น ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้กำชับสั่งการให้ดำเนินการปราบปรามอย่างจริงตั้งแต่เดือนมิถุนายน

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ อธิบายว่า เพื่อให้ปัญหาการแข่งรถหมดไปอย่างยั่งยืนจึงมีแนวคิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้วยการแจ้งเบาะแส ไม่ว่าจะเป็นคลิปวิดีโอ ภาพถ่าย ระบุวันเวลาเกิดเหตุ สถานที่เกิดเหตุ พฤติการณ์ในการกระทำผิดให้แก่เจ้าหน้าที่ผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ ศูนย์โซเชียลมีเดีย ตร., ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน 1599, ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 หากเบาะแสที่แจ้งมานำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีใน 3-4 ข้อหา ประกอบด้วย การแข่งรถในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต, การขับรถในลักษณะที่ผิดปกติวิสัยของการขับรถตามธรรมดา, ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือความเดือดร้อนของผู้อื่น หรือเป็นผู้สนับสนุน ส่งเสริมให้มีการแข่งรถ (แอดมินเพจ) โดยหลังจากที่ตำรวจมีการสืบสวนขยายผลจับกุมได้ ผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับเงินรางวัลนำจับจำนวน 3,000 บาทต่อ 1 ครั้ง ซึ่งจะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น 10 วันทำการ นับแต่มีการจับกุม และยืนยันข้อมูลบุคคลที่แจ้งเบาะแสเจ้าหน้าที่จะปกปิดเป็นความลับ

อีกเรื่องดูแล้วเหมือนจะเป็นข่าวดีอาจทำให้ประชาชนได้เฮดังๆ กับ “พ.ร.บ.จราจรทางบกฉบับใหม่” เพราะพ.ร.บ.ฉบับล่าสุดนี้ระบุให้ตำรวจยกเลิกเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ หรือยึดใบขับขี่ ทำได้เพียงขอดูได้ เพื่อออกใบสั่งไปชำระค่าปรับเท่านั้น โดยจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 20 กันยายนนี้ ขณะเดียวกันประชาชนก็สามารถพก “ใบขับขี่ดิจิทัล” แทนของจริงได้

พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ

กรณีนี้ พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการศึกษา (รองผบช.ศ.) กล่าวว่า พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2562 ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 กันยายน โดยมีสาระสำคัญคือเจ้าพนักงานจราจร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่สามารถเรียกตรวจใบอนุญาตขับขี่ แต่ไม่มีอำนาจในการเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ของผู้ขับอีกต่อไป จะต้องคืนให้ประชาชน โดยผู้ขับขี่จะต้องพกใบอนุญาตขับขี่ขณะขับรถ และจะต้องแสดงใบขับขี่เมื่อเจ้าหน้าที่ขอตรวจ ซึ่งสามารถแสดงได้ 3 แบบ ได้แก่ 1.ใบอนุญาตขับขี่ตัวจริงแบบเดิม 2.ใบอนุญาตขับขี่ด้วยวิธีการทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือใบขับขี่ดิจิทัล ผ่านแอพพลิเคชั่น DLT QR LICENCE และ 3.สำเนาภาพถ่ายใบอนุญาตขับขี่ตามแบบฟอร์มที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดซึ่งไม่สามารถใช้ภาพที่ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือได้

“หลังจากประกาศใช้แล้วประชาชนสามารถพกใบอนุญาตขับขี่ได้อย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 แบบ ยืนยันว่าสามารถใช้ได้จริง เพราะบังคับเป็นกฎหมาย เพื่อความสะดวกสบายของประชาชน สำหรับกฎหมายใหม่ฉบับนี้เจ้าพนักงานจราจรไม่จำเป็นต้องยึดใบขับขี่ เนื่องจากมีระบบใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์ของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งสามารถเปรียบเทียบปรับได้ โดยเจ้าพนักงานจราจรจะตรวจสอบความถูกต้องของใบขับขี่ จากนั้นจะบันทึกข้อมูลผู้ขับขี่และการกระทำความผิดลงในใบสั่ง ให้แก่ผู้ขับขี่พร้อมใบขับขี่ ส่วนต้นขั้วใบสั่งจะนำกลับไปที่สถานีตำรวจ หรือหน่วยงานจราจร เพื่อลงบันทึกตัดแต้ม เมื่อผู้ขับขี่มาเสียค่าปรับจะทราบว่าถูกตัดแต้มไปเท่าใด และหากแต้มหมดทั้ง 12 แต้ม จะถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ 90 วัน และแต้มจะกลับคืนมา 12 คะแนนตามเดิม โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการอบรมใหม่ และต้องสอบให้ผ่าน จะได้รับแต้มคืน

หากภายใน 3 ปี ผู้ขับขี่ถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เกินกว่า 2 ครั้ง ซึ่งในครั้งที่ 3 จะถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลา 1 ปี และช่วงระหว่าง 1 ปี หากกระทำผิดอีกเป็นครั้งที่ 4 จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ในทันที” พล.ต.ต.เอกรักษ์ ยืนยัน

สอดคล้องกับอีกเรื่องที่จะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นั่นคือการชำระค่าปรับจากใบสั่งจราจร เพราะถึงแม้ใบสั่งของตำรวจจะยังเป็นกระดาษ แต่หลังการเชื่อมระบบหลังบ้านทั้ง กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และ ธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางชำระที่สะดวกรวดเร็วขึ้น ซึ่งวันที่ 1 ตุลาคม จะเชื่อมระบบทุกหน่วยงาน

นายธวัชชัย ชีวานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงไทย บอกว่า กรุงไทยเป็นผู้พัฒนาระบบบริหารจัดการใบสั่งจราจร (Police Ticket Management-PTM) ที่เชื่อมโยงทั้งธนาคาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการขนส่งทางบก โดยเฟส 2 เริ่มวันที่ 1 ตุลาคมนี้ จะเชื่อมโยงให้เป็นระบบออนไลน์ ทำให้การชำระเงินง่ายขึ้น และจะเปิดตัวเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลใบสั่งของตนเองย้อนหลัง สามารถเช็กได้ทั้งใบสั่งแบบกล้อง (แบบที่กล้องจับภาพแล้วส่งไปทางไปรษณีย์) ใบสั่งแบบเล่ม และคาดว่าช่วงต้นปีหน้าจะมีแอพพลิเคชั่นออกมาให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ง่ายขึ้น มีระบบแจ้งเตือนให้จ่ายใบสั่ง หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพิ่มการบันทึกคะแนนความประพฤติก็จะสามารถตรวจสอบได้ทั้งบนเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น

อย่างไรก็ตามคนที่ยังไม่ชำระค่าปรับตามใบสั่งจราจรยังสามารถต่อทะเบียนและชำระภาษีประจำปีได้ แต่จะยังไม่ได้ป้ายวงกลมตัวจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะออกเป็นสำเนาเอกสารชั่วคราวให้ โดยมีอายุการใช้งานได้ 30 วัน หากยังไม่ชำระค่าปรับ เมื่อพ้น 30 วันที่เอกสารชั่วคราวหมดอายุแล้ว หากถูกเรียกตรวจก็จะมีความผิดอีกกระทงฐานใช้รถยนต์โดยไม่มีเครื่องหมายการเสียภาษีประจำปี หรือป้ายวงกลม มีโทษปรับ 2,000 บาท ขณะเดียวกันตำรวจก็สามารถแจ้งกรมการขนส่งให้งดออกป้ายวงกลมสำหรับรถคันดังกล่าวและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนอีกด้วย แม้จะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2562 แต่ระหว่างนี้ก่อนไปถึงวันเริ่ม และย้อนไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2561 ก็จะถูกนำข้อมูลมาเชื่อมโยงกับระบบที่ว่านี้ด้วย เนื่องจากปกติแล้วใบสั่งมีอายุความ 1 ปี ซึ่งการดำเนินการที่เข้มงวดแบบนี้จะช่วยให้ประชาชนเคารพกฎจราจรมากขึ้นก็เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน

นอกจากนี้ในช่วงปลายปียังมีอีกกติกาที่ตำรวจต้องออกมากวดขันคนที่ใช้รถใช้ถนน ซึ่งสอดรับกับหลายๆ กฎที่บังคับใช้ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับใหม่) ซึ่งจะเป็นการตัดคะแนนความประพฤติกับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายจราจร โดยเริ่มในวันที่ 19 ธันวาคม 2562

กฎหมายแก้ได้ให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน ไม่ล้าหลัง แต่จะไม่มีประโยชน์และขาดประสิทธิภาพ หมดความขลัง ถ้าคนยังขาดสำนึก ไม่มีวินัย ไม่เคารพกฎ..!!

เจาะลึก เอฟซีแม้ว กับ ม็อบทีละก้าว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387039?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะลึก เอฟซีแม้ว กับ ม็อบทีละก้าว

6 กันยายน 2562 – 11:15 น.
ดีเจสาวฝั่งโขง,ทักษิณ ชินวัตร,ชูธงทวนกระแส
เปิดอ่าน 4,259 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหนมานัดชุมนุม “ขับไล่ลุงตู่” บริเวณด้านหน้าร้านแมคโดนัลด์ ราชดำเนิน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2562 พวกเขาปราศรัยทางโทรโข่ง สรุปใจความว่า 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลลุงตู่ ที่เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มนายทุน ทำให้ประชาชนอดอยาก จึงต้องการ “2 แก้” คือแก้ไขปัญหาปากท้อง และแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มาจากประชาชน

เฉพาะหน้านี้ ลุงตู่ต้องลาออกจากนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดทางให้มีรัฐบาลของประชาชน และมีนัดหมายจะชุมนุมต่อไปทุกวันอาทิตย์ จนกว่ารัฐบาลลุงตู่ จะลาออก

เมื่อส่องดูหน้าตาของกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า “กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย” ประมาณ 100 คน ก็เป็นคนหน้าคุ้นๆ ในม็อบ นปช. ม็อบคนเสื้อแดง และม็อบคนรักทักษิณ ระหว่างปี 2550-2556

จะว่าไปแล้ว คนเหล่านี้ก็คือ “เอฟซีชินวัตร” ที่รักและศรัทธาสองพี่น้อง “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” พร้อมกับให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทย

พวกเขาใช้ชื่อองค์กรว่า “พลังประชาธิปไตย ไร้พรมแดน” และ “กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย” โดยจัดกิจกรรมรวมใจเป็นหนึ่งเดียว จุดเทียนนำแสงสว่างสู่สภาของประชาชนเมื่อตอนสายวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ที่ทำการรัฐสภาชั่วคราวหน้าทีโอที ถนนแจ้งวัฒนะ

กิจกรรมจุดเทียนดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณการขับเคลื่อนของมวลชนคนรักทักษิณและเป็นการอวยพรวันเกิดล่วงหน้าให้คนแดนไกล

แกนนำกลุ่มพลังประชาธิปไตยไร้พรมแดนคือ “อุบลกาญจน์ อมรสิน” หรือ “สาว” หรือ “ดีเจสาวฝั่งโขง” แกนนำแดงเมืองอุบลฯ

“สาว” หรือ “ดีเจสาวฝั่งโขง” ไม่ใช่แกนนำแดงบ้านๆ เธอจัดอยู่ในกลุ่มเซเลบแดง และใกล้ชิดตระกูลชินวัตร เข้านอกออกในบ้านพักของทักษิณที่ดูไบได้ตลอดเวลา

เมื่อคนแดนไกลสนับสนุนการจัดตั้งพรรคไทยรักษาชาติ ดีเจสาวฝั่งโขง ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรค และมีรายชื่อเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรค ในลำดับที่ 31

ระหว่างการหาเสียง ดีเจสาวฝั่งโขงหรืออุบลกาญจน์ ได้ลุยหาเสียงช่วยพรรคไทยรักษาชาติ และตามเปิดโปงกลุ่มนักการเมืองที่ย้ายจากเพื่อไทย ไปอยู่พลังประชารัฐ เมื่อพรรคถูกยุบ เธอก็ช่วยงานพรรคเพื่อไทย

ดีเจสาวฝั่งโขงประกาศชัดจะต้องมีกิจกรรมเสวนาการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ คสช. คู่หูของเธอคือ “นิล อุบล” หรือผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก Ubon Thongming ที่ไลฟ์เฟซบุ๊กในการชุมนุมครั้งแรก

มีข้อน่าสังเกต ดีเจสาวฝั่งโขงไม่ปรากฏตัวที่การชุมนุมนัดแรก และปล่อยให้ “นิล อุบล” ดำเนินรายการไปจนจบ นี่คือกลยุทธ์ “อำพรางแก่นแกน” ไม่ต้องการให้หน่วยข่าวสันติบาล หรือ กอ.รมน.เกาะติด “เซเลบแดง”

การเคลื่อนไหวของเอฟซีทักษิณ โดยแกนนำไร้ชื่อเสียง ทำให้นึกถึง “กลุ่มคนวันเสาร์ ไม่เอาเผด็จการ” เมื่อปี 2549-2550 ซึ่งก่อรูปขึ้นมาโดยนักกิจกรรมสมัครเล่น

กลุ่มคนวันเสาร์ ไม่เอาเผด็จการ เป็นการต่อยอดกลุ่มการเมืองจากเว็บบอร์ดราชดำเนิน พันทิป โดยเวลานั้น มีการรวมตัวในนาม “คนรักทักษิณ” เปลี่ยนมาเป็น “คนผ่านฟ้า” แตกตัวมาเป็นกลุ่มวายุภักษ์

หลังรัฐประหาร 19 กันยา 2549 บรรดานักกิจกรรม “คนเดือนตุลา” หรือ “คนเดือนพฤษภา” จะถูกจับตามอง และติดตามความเคลื่อนไหว แต่สิ่งที่ฝ่ายทหารคาดไม่ถึงคือ “กลุ่มคนวันเสาร์ ไม่เอาเผด็จการ” เป็นการรวมตัวของชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ที่ชื่นชอบนายกฯ ทักษิณ ซึ่งได้นัดหมายเจอกันทุกวันเสาร์ที่ท้องสนามหลวง

ช่วงแรกๆ แกนนำต้องหาชื่อแฝงหรือชื่อจัดตั้ง อาจใช้ชื่อสมศักดิ์ สมชาย สมหญิง หรือสุชาติก็ว่ากันไป และเนื่องจากเป็นภาคพลเมืองของแท้ ไร้การจัดตั้งใดๆ

ปลายปี 2549 อดีตซ้ายไทยก็ปรากฏตัวที่สนามหลวง อาทิ ชูชีพ ชีวสุทธิ์, ชูพงศ์ ถี่ถ้วน และสุรชัย แซ่ด่าน ตามมาด้วยนักสู้ฮาร์ดคอร์ อย่างเช่น ดา ตอร์ปิโด

เวทีท้องสนามหลวงเมื่อปีโน้น มีลักษณะพิเศษคือ เป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มต่อต้านที่เป็นประชาชนผู้สนใจการเมืองทั่วไป เวทีไฮด์ปาร์คเล็กๆ สร้างนักพูดนิรนามจำนวนมาก และเป็นจุดเริ่มของการอภิปรายปัญหาทางประวัติศาสตร์ และวิพากษ์วิจารณ์การรัฐประหารอย่างจริงจัง

กลุ่มคนรักทักษิณ กำลังดำเนินกลยุทธ์เดียวกันกับปลายปี 2549 สร้าง “ม็อบธรรมชาติ” ขึ้นมาทีละก้าว สร้างแกนนำมวลชนขึ้นมาจากการต่อสู้

หมดเวลาของป้าธิดา ลุงเหวง น้าตู่ พี่เต้น…เวทีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต้องการคนหน้าใหม่เข้ามารับไม้ต่อ โดยวันนี้ มีเพียง “เซเลบแดง” ที่ใกล้ชิดแม้วเท่านั้น ที่คอยวางเกมอยู่เบื้องหลัง