เร่งคลี่”คดีบิลลี่”ให้กระจ่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386804?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เร่งคลี่”คดีบิลลี่”ให้กระจ่าง

5 กันยายน 2562 – 07:48 น.
พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,ดีเอสไอ,คดีบิลลี่,แกนนำกะเหรี่ยง
เปิดอ่าน 1,007 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวัน

จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ แถลงความคืบหน้าการสอบสวนคดีหายตัวอย่างปริศนาของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี ไปตั้งแต่ปี 2557 และดีเอสไอรับสอบสวนเป็นคดีพิเศษเมื่อปี 2561 โดยค้นพบหลักฐานที่ชัดเจนมีการสำรวจใต้น้ำเขื่อนแก่งกระจานจนเจอกระดูกหลายสิบชิ้น ซึ่งผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์พบว่าส่วนหนึ่งเป็นชิ้นกะโหลกและดีเอ็นเอตรงกับมารดาของบิลลี่ อีกทั้งพบถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ถ่านไม้ เมื่อตรวจพิสูจน์กระดูกก็พบว่ามีการหดตัวจากโดนความร้อนสูง ทำให้คดีนี้จากคดีคนหายตัวกลายเป็น “คดีฆาตกรรมอำพราง” ไปแล้ว และสันนิษฐานว่าบิลลี่โดนอุ้มไปฆ่าโดยทรมาน การบังคับบุคคลให้สูญหาย และมีการเผาทำลายศพนำไปทิ้งน้ำในเขื่อน ซึ่งเป็นคดีที่สังคมและองค์กรสิทธิมนุษยให้ความสนใจมาก

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กองค์กรโดยระบุว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ทางการไทยสามารถนำความคืบหน้าของคดีอาชญากรรมร้ายแรงเช่นนี้ได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสอบสวนให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงว่าผู้กระทำและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมครั้งนี้คือใคร และต้องนำบุคคลดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามมาตรฐานสากล ในขณะที่มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ตั้งข้อสังเกตว่าคดีนี้น่าจะกระทำเป็นขั้นเป็นตอน โดยการอุ้มฆ่าเผาถ่วงน้ำอำพรางศพซึ่งเป็นฆาตกรรมโดยทรมานอย่างโหดร้ายและยังสามารถขัดขวางและประวิงการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ได้นานถึง 5 ปี ดังนั้นผู้ก่อเหตุน่าจะได้รับการบงการหรือสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่รัฐบางคนและร้องให้เร่งรัดตรากฎหมายตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและป้องกันการบังคับบุคคลให้สูญหาย

กว่า 5 ปีที่ครอบครัวของบิลลี่และกลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนได้พยายามติดตามและเร่งรัดให้ภาครัฐหาตัวแกนนำชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอยให้พบเจอตัวแม้จะมีความหวังริบรี่ไปตามระยะเวลาที่เนิ่นนานออกไป จนกระทั่งที่สุดได้พบหลักฐานสำคัญตลอดจนผลนิติวิทยาศาสตร์ที่ชี้ชัดถึงการเสียชีวิต ซึ่งตลอดช่วง 5 ปีนั้นมีบริบทหลายประการที่เชื่อมโยงไปถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วนด้วยความเคลือบแคลงใจ โดยเฉพาะเงื่อนปมที่บิลลี่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดจนกระทั่งมีเหตุการณ์บุกเผาทำลายทรัพย์สินช่วงปี 2553-2554 ซึ่งบิลลี่เป็นหนึ่งในพยานคนสำคัญในคดีชาวบ้านบางกลอยยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐกรณีนำกำลังเข้ารื้อทำลายเผาบ้านเรือนของชาวบ้านกะเหรี่ยง โดยระบุว่ารุกล้ำป่าสงวนขณะที่ชาวบ้านยืนยันว่าตั้งรกรากมาก่อนออกกฎหมายป่าสงวน หลังจากนั้นบิลลี่ก็หายตัวไป

แกนนำรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นว่าคดีนี้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการและต้องสืบสวนต่อไปว่าเป็นอย่างไร ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังตรวจสอบไม่ได้และยังไม่รู้ว่าเป็นใคร ซึ่งก็ต้องรอผลการสืบสวนต่อไป โดยท่าทีดังกล่าวได้สะท้อนว่ารัฐบาลยึดมั่นในกระบวนการยุติธรรมและยึดมั่นในหลักฐานพยานการสอบสวนและไม่ปกป้องผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐในหน่วยงานใดหรืออยู่ในระดับใด แต่ประการสำคัญภาครัฐควรต้องเร่งสืบสวนทำความจริงให้กระจ่างโดยเร็วและจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ เพราะคดีนี้อยู่ในสายตาสังคมรวมทั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนระดับสากลด้วย ซึ่งมีผลพวงไปถึงความเชื่อมั่นของรัฐบาลไทยว่าให้ความสำคัญและจริงจังแค่ไหนกับกลุ่มชาติพันธุ์ของไทย

ตร.อนุมัติ..ตบรางวัลแจ้งจับ แว้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386602?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตร.อนุมัติ..ตบรางวัลแจ้งจับ แว้น

4 กันยายน 2562 – 12:00 น.
เด็กแว้น,รางวัลนำจับ,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,พลตทดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์
เปิดอ่าน 1,416 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…   เจษฎา จันทรรักษ์

การแก้ไขปัญหา “เด็กแว้น” เป็นอีกหนึ่งนโยบายเร่งด่วนของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ทั้งเรื่องการป้องกันและปราบปราม แม้ที่ผ่านมาจะมีการกวดขันมาโดยตลอด แต่ปัญหานี้ยังไม่หมดไป แค่ลดลงไปเพียงนิดหน่อย

ทว่าก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งกำชับให้ทุกท้องที่ดำเนินการจริงจังเด็ดขาด ถ้าพื้นที่ไหนปล่อยปละละเลยตำรวจระดับบริหารที่ควบคุมพื้นที่ต้องถูกคาดโทษ พร้อมกับย้ำว่า “เด็กแว้นต้องสูญพันธุ์”

ถัดจากคำสั่งกำชับเด็ดขาดของผู้นำตำรวจไม่นาน ก็ได้มีการประชุมติดตามผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทางและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมี พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นประธาน ซึ่งครั้งนั้นมีวาระที่น่าสนใจคือ การเสนอตั้ง “รางวัลนำจับ” สำหรับการแจ้งข้อมูลเบาะแสปราบ “เด็กแว้น-แข่งรถ” หากสามารถนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีได้

ล่าสุดหลักการนี้ได้รับไฟเขียว โดย พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ บอกว่า ผบ.ตร.ได้อนุมัติหลักการเรื่องเงินค่าตอบแทนการแจ้งเบาะแสของภาคประชาชน และให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2562 เป็นต้นไป เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กแว้น ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่ได้กำชับสั่งการให้ดำเนินการปราบปรามอย่างจริงตั้งแต่เดือนมิถุนายน โดยเน้น 4 มาตรการเชิกรุก ทั้งก่อนเกิดเหตุ, การปราบปราม ขณะเกิดเหตุ รวมไปถึงการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงต่างๆ โดยดำเนินการอย่างจริงจังมา 2 เดือน พบว่าสถิติลดจำนวนลงอย่างมาก เหลือประมาณ 10-15% เท่านั้น

สำหรับสถิติการรับแจ้งเหตุร้องเรียนแข่งรถในทางจาก ศูนย์ 191 บช.น. 3 ห้วงเวลา “1.ก่อนมาตรการ (1-26 มิ.ย.62) 2.หลังมาตรการ (ก่อนแถลงข่าว 27 มิ.ย.-31 ก.ค.62) 3.หลังมาตรการ (หลังแถลงข่าว 1-31 ส.ค.62)” พบว่า ห้วงเวลาที่ 1 มีสถิติการรับแจ้งรวม 405 ครั้ง โดย พื้นที่ บก.น.7 มีการแจ้งสูงสุดที่ 89 ครั้ง ส่วนห้วงเวลาที่ 2 มีสถิติการรับแจ้งรวม 114 ครั้ง พื้นที่ที่มีการแจ้งสูงสุด คือ บก.น.3 จำนวน 25 ครั้ง และ ห้วงเวลาที่ 3 มีสถิติการรับแจ้งรวม 42 ครั้ง ซึ่งพื้นที่ที่มีการแจ้งสูงสุดเป็นของ บก.น.7 จำนวน 12 ครั้ง

เกี่ยวกับเรื่องรางวัลนำจับเด็กแว้น พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ อธิบายว่า เพื่อให้ปัญหาการแข่งรถหมดไปอย่างยั่งยืน จึงมีแนวคิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้วยการแจ้งเบาะแส ไม่ว่าจะเป็นคลิปวิดีโอ, ภาพถ่าย ระบุวันเวลาเกิดเหตุ, สถานที่เกิดเหตุ, พฤติกรรมในการกระทำผิด ผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ ศูนย์โซเชียลมีเดีย ตร., ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน 1599, ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 หากเบาะแสที่แจ้งมานำไปสู่การจับกุมดำเนินคดี ใน 3-4 ข้อหา ประกอบด้วย การแข่งรถในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต, การขับรถในลักษณะที่ผิดปกติวิสัยของการขับรถตามธรรมดา, ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือความเดือดร้อนของผู้อื่น หรือเป็นผู้สนับสนุน ส่งเสริมให้มีการแข่งรถ(แอดมินเพจ) หลังตำรวจมีการสืบสวนขยายผลจับกุมได้ ผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับเงินรางวัลนำจับ จำนวน 3,000 บาท ต่อ 1 ครั้ง โดยจะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น 10 วันทำการ นับแต่มีการจับกุม

   “ขอยืนยันข้อมูลบุคคลที่แจ้งเบาะแสเจ้าหน้าที่จะปกปิดเป็นความลับ แต่หากบุคคลใดไม่ประสงค์รับเงินรางวัลก็แจ้งความประสงค์ได้เช่นกัน โดยเงินรางวัลดังกล่าวเป็นเงินนอกงบประมาณ และได้รับสนับสนุนก้อนแรกจากภาคประชาชน จำนวน 5 แสนบาท ขณะเดียวกันการถ่ายภาพ หรือคลิปวิดีโอของผู้แจ้งเบาะแส ควรคำนึงถึงความปลอดภัย ซึ่งปัจจุปันส่วนใหญ่มีกล้องหน้ารถอยู่แล้ว หรือหากเจอโดยบังเอิญ ก็ควรถ่ายจากในรถ หรือโทรศัพท์แจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ ถ้าหากในเหตุการณ์เดียวกันมีการแจ้งเบาะแสหลายคน ก็จะมีคณะกรรมการพิจารณาใหัเงินรางวัลตามพยานหลักฐาน” พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ ระบุ

ต้องรอดูว่าหลังตำรวจดำเนินการตามมาตรการอย่างจริงจัง ปัญหา “เด็กแว้น” ที่สะสมมายาวนาน จะลดน้อยหรือหมดไปจนสูญพันธุ์อย่างที่ “แม่ทัพสีกากี” ตั้งความหวังไว้หรือไม่..!?

เปิดดีลธุรกิจทัวร์จีน ยึดพื้นที่วัดปิดประตูตีแมว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386592?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดดีลธุรกิจทัวร์จีน ยึดพื้นที่วัดปิดประตูตีแมว

4 กันยายน 2562 – 11:25 น.
ทัวร์จีน,วัด,ล่าความจริงพิกัดข่าว,ทัวร์ศูนย์เหรียญ,หากินกับวัด
เปิดอ่าน 2,503 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย…  กัมปนาท ละออง, ชลธิชา รอดกันภัย

อีกหนึ่งประเด็นร้อนในโลกโซเชียลก็คือ กรณีที่มีการโพสต์คลิป พร้อมแฉพฤติกรรมของ “กลุ่มผู้ประกอบการทัวร์จีน” ที่ได้ไปเช่าพื้นที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี เพื่อสร้างโบสถ์ปลอมต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะ

การจัดสถานที่พิเศษภายในวัดก็เพื่อรองรับธุรกิจของเครือข่ายทัวร์จีน คือ จำหน่ายพระเครื่อง เครื่องรางของขลัง ซึ่งมีราคาแพงหูฉี่ ตั้งแต่หลัก 3-4 พันบาท ไปจนถึงหลักหมื่น ทั้งๆ ที่เป็นวัตถุมงคลปลอม ผลิตมาด้วยราคากิโลกรัมละ 50 บาท ทำให้ฟันกำไรมหาศาล เม็ดเงินสะพัดเข้ากระเป๋านายทุนในประเทศจีน

หลังเรื่องนี้กลายเป็นข่าวครึกโครม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้นำกำลังรุดไปตรวจสอบวัดตามที่ปรากฏภาพ ปรากฏว่าทางวัดอ้างว่าได้ประโยชน์เฉพาะค่าเช่าสถานที่ ซึ่งมีการทำสัญญากันถูกต้อง แจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเรียบร้อย ไม่มีการกระทำใดที่ผิดกฎหมาย

แต่จากการตรวจสอบของ “ล่าความจริง” พบว่ามีวัดที่ประกอบธุรกิจแนว “พุทธพาณิชย์” ลักษณะนี้ โดย “มีดีล” กับทัวร์จีน เฉพาะใน จ.ชลบุรี มากมายนับสิบแห่ง กลายเป็น “โมเดลธุรกิจทัวร์จีน” มีการกินแบ่ง วัดครึ่ง-กรรมการครึ่ง แต่สุดท้ายคนที่กินรวบผลประโยชน์ทั้งหมดคือนายทุนทัวร์จีน

“แก๊งทัวร์จีน” ประเภทนี้โดยมากเป็น “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ซึ่งบางคนบอกว่าไม่มีแล้ว เป็นเรื่องโบราณ แต่จริงๆ ในปัจจุบันก็ยังมีโมเดลที่เรียกว่า “ทัวร์ต่ำกว่าทุน” อยู่จำนวนมาก โดยบริษัททัวร์หาคนมาเที่ยว เก็บค่าทัวร์ในราคาต่ำ แล้วมาหากำไรจากการจับจ่ายของลูกทัวร์เมื่อมาถึงเมืองไทย เพราะเครือข่ายของบริษัททัวร์เปิดธุรกิจ หรือ “ดีลธุรกิจ” รองรับไว้ทั้งหมด

เริ่มจากเมื่อลูกทัวร์มาถึงไทย รถบัสที่ไปรับก็เป็นของบริษัททัวร์จีน (บริษัทยักษ์ใหญ่เคยโดนตำรวจทลายไปก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังมีอยู่) จากนั้นก็พาไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวที่เครือข่ายจัดไว้ และมีการไปเช่าพื้นที่รอขายของ โดยไกด์ทัวร์จีนจะพาลูกทัวร์ไปซื้อของจากร้านในเครือข่ายเท่านั้น

ส่วนเรื่องอาหารการกิน ไกด์ทัวร์ก็จะพามากินกันที่ร้านอาหารจีนบุฟเฟต์ขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ โดยร้านอาหารเหล่านี้เป็นร้านที่ “ดีล” กับบริษัททัวร์ไว้หมดแล้ว หรือไม่ก็เป็นบริษัทลูกของบริษัททัวร์อีกต่อหนึ่ง บางแห่งก็จ้างคนไทยให้แข่งกันทำอาหารราคาถูก จนคนไทยฟันราคากันเอง เหลือบุฟเฟต์หัวละ 100 บาทก็ยังมีในบางพื้นที่ (สุดท้ายคนไทยเจ๊ง ทัวร์จีนได้ประโยชน์)

โมเดลแบบนี้ยังใช้กับร้านจำหน่ายของที่ระลึกด้วย ถ้าไม่ใช่ร้านในเครือข่าย ก็ต้องเป็นร้านที่จ่ายค่าหัวคิวให้แก่ไกด์และเจ้าของบริษัททัวร์ โดยอัตราหัวคิวไม่ต่ำกว่า 50% มีทั้งที่คิดเป็นรายหัว หรือแบ่งเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย

ส่วนโมเดลที่กำลังเป็นข่าว ก็คือการดีลกับวัด จนกลายเป็นแหล่งทำเงินมหาศาล เนื่องจากชาวจีนมักสนใจในเรื่องของไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลัง ซึ่งจริงๆ ก็มีคนหัวใสคิดทำมาหลายปีแล้ว เริ่มจากบริษัททัวร์จีนที่มีคนไทยเป็นนอมินี เข้าไปติดต่อวัดบางแห่งในพื้นที่ จ.ชลบุรี แล้วเสนอโครงการการปรับปรุงวัด แลกกับการนำทัวร์ไปลง และต้องให้สัมปทานบริษัททัวร์เปิดร้านจำหน่ายเครื่องรางของขลัง และวัตถุมงคลต่างๆ

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่ว่าเป็นการก่อสร้าง หรือวัตถุมงคล ทางบริษัททัวร์จะออกให้ แล้วแบ่งกำไรกันชัดเจน อาจจะ 50-50 หรือวัดครึ่ง-กรรมการครึ่ง แต่พวกพื้นที่สัมปทานขายวัตถุมงคล ทางทัวร์จีนจะแบ่งไปถึง 80% เพราะเป็นช่องทางหารายได้หลัก มีการสร้างห้องลับขึ้นมาดูดวง ทำนายโชคชะตา ก่อนหลอกให้เช่าวัตถุมงคลราคาหลักหมื่นกันแบบครบวงจร

โดยวัตถุมงคลก็ทำเทียมขึ้นมา แต่จำหน่ายในราคาแพง ส่วนโบสถ์ วิหารที่สร้างหรือซ่อมขึ้นใหม่ ก็มักใช้วัสดุราคาถูก เพื่อลดต้นทุน วงจรนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีพระและกรรมการวัดบางส่วนร่วมมือ ทำบัญชีรับ-จ่ายเท็จ แจ้งสำนักพุทธฯ เฉพาะค่าเช่าพื้นที่ แต่ไม่พูดถึงเงินรายได้จากการจ่ายวัตถุมงคล ซึ่งก็ไม่ชัดว่าเงินเข้าวัดหรือเข้ากระเป๋าใคร

ความไม่โปร่งใสที่สัมผัสได้ทันทีคือ วัดที่มี “ดีล” กับทัวร์จีน จะไม่ต้อนรับคนไทย พูดง่ายๆ คือ “คนไทยห้ามเข้า” ทั้งๆ ที่เป็นวัดไทย ส่วนลูกทัวร์จีนที่เข้าไปทำบุญ ก็ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ ห้ามถ่ายรูป ห้ามถ่ายวิดีโอทุกอย่าง

จากวัด ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวตามโปรแกรมทัวร์ ก็มาถึงเรื่อง “ที่พัก” ซึ่งแทนที่จะไปเช่าโรงแรมให้ลูกทัวร์อยู่ แต่ปรากฏว่ามีราคาแพง บริษัททัวร์จีนจึงใช้วิธีเช่าคอนโดให้อยู่แทน

บ้านเราโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยว คอนโดกำลังเฟ้อ ล้นตลาด จึงเกิดช่องทางปล่อยเช่าให้ทัวร์จีน ทั้งเจ้าของห้องปล่อยเอง หรือทางโครงการปล่อยให้เช่า ซึ่งเรื่องแบบนี้ผิดกฎหมาย เนื่องจากเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน เป็นความผิดตามมาตรา 15 ของพระราชบัญญัติโรงแรม และยังผิดกฎหมายคนเข้าเมืองด้วย เพราะการให้คนต่างด้าวพักค้างแรม ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ ตม. แต่สถานที่เหล่านี้ไม่เคยแจ้ง

นี่คือโมเดลธุรกิจทัวร์จีนซึ่งบางเรื่องก็ทำกันมานานแล้ว บางเรื่องก็คิดทำกันใหม่ แต่ปัญหาคือเจ้าหน้าที่ไทยกลับปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้ต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่เป็นโมเดลอันตราย

อย่าเบี้ยวเด็กไทย มารดาประชารัฐ ต้องได้2,000ต่อเดือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386599?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

4 กันยายน 2562 – 10:50 น.
พรรคพลังประชารัฐ,มารดาประชารัฐ,เด็กแรกเกิด,อุตตม สาวนายน
เปิดอ่าน 7,356 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

หลายปีที่แล้วรัฐบาล คสช.เคยทดลอง “แจกเงินเด็กแรกเกิด” เดือนละ 400 บาท ให้ครอบครัวยากไร้บางกลุ่ม ปรากฏว่าได้รับเสียงสนับสนุนชื่นชมล้นหลามจนนำไปสู่ป้ายหาเสียง “พรรคพลังประชารัฐ” ที่ประกาศคำมั่นสัญญาว่าจะอุดหนุนเด็กทั่วไทยตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ขวบ เดือนละ 2,000 บาท แต่พอได้เป็นรัฐบาลแล้วทำไมมีข่าวลือว่าจะลดเหลือแค่ 600 บาท !?!

ย้อนไปปี 2558 “รัฐบาล คสช.” ทดลองทำโครงการช่วยเหลือเด็กแรกเกิดในครอบครัวยากจนเดือนละ 400 บาท เป็นเวลา 1 ปี จากนั้นขยายเวลาให้เงินเพิ่มเป็น 3 ปี และเพิ่มวงเงินเป็นคนละ 600 บาทต่อเดือน จากสถิติของวันที่ 27 มิถุนายน 2559 มีผู้มาลงทะเบียนร่วมโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดจำนวน 108,275 ราย ถือว่าประสบความสำเร็จจนหลายพรรคการเมืองเอาไปเป็นนโยบายหาเสียงซื้อใจประชาชน โดยเฉพาะโครงการ “มารดาประชารัฐ” ของพรรคพลังประชารัฐ

ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ดร.อุตตม สาวนายน เดินสายประกาศไปทั่วประเทศว่าจะมอบเงินให้เด็กเดือนละ 2 พันบาท และค่าช่วยเหลืออื่นๆ รวมแล้วคนละไม่ต่ำกว่า 1.8 แสนบาท โดยหลักฐานหาเสียงที่แน่นหนาสุดคือเฟซบุ๊กของ ดร.อุตตม ที่โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ว่า

“พี่น้องประชาชนคงได้ยินได้ฟังกันบ่อยครั้งที่พรรคการเมืองบอกเราว่าได้ให้ความสำคัญต่อเด็กตั้งแต่เกิดไปจนโต แต่สำหรับพรรคพลังประชารัฐแล้ว เราคิดลึกซึ้งกว่านั้น เพราะความสมบูรณ์ของเด็กไม่ใช่แค่ดูแลเมื่อคลอดออกมาลืมตาดูโลกเท่านั้น แต่ต้องดูแลให้ความสำคัญทั้งแม่และเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จึงจะมีสุขภาพและสมองที่ดี มีการพัฒนาเจริญเติบโตในทุกๆ ด้าน….

“มารดาประชารัฐ” จะดูแลตั้งแต่คุณแม่ฝากครรภ์เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 9 เดือน รวมสูงสุด 27,000 บาท ค่าคลอดจำนวน 10,000 บาท หลังจากนั้นจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กอีกเดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่เกิดจนมีอายุครบ 6 ขวบ เป็นจำนวนเงินรวมสูงสุด 144,000 บาท รวมตั้งแต่ตั้งครรภ์จนเติบโตอายุถึง 6 ขวบ จะเป็นเงิน 181,000 บาทต่อเด็ก 1 คน

นอกจากเงินช่วยเหลือในการตั้งครรภ์ การคลอด และการเลี้ยงดูเด็กแล้ว นโยบายมารดาประชารัฐของพรรคพลังประชารัฐ ยังคำนึงถึงการดูแลในมิติอื่นๆ อย่างครบวงจร ซึ่งถือเป็นการลงทุนในเด็กให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและทำให้เด็กไทยเป็นอนาคตและเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไปครับ”

ช่วงนั้นมีเสียงท้วงติงจากหลายฝ่ายโดยเฉพาะกลุ่มแพทย์และนักวิชาการบางคนที่ประเมินกันว่า

นโยบายหาเสียงนี้อาจกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายอันหนักหน่วง เพราะช่วงปีแรกอาจจ่ายไม่มากนักประมาณปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท แต่หลังจากนั้นต้องจ่ายสะสมเพิ่มทุกปีสำหรับเด็กเล็กและทารกเกิดใหม่ รวมกันอาจถึงปีละกว่า 1.2 แสนล้านบาท

บรรดานักการเมืองพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งตอนนี้หลายคนกลายเป็น “ท่าน ส.ส.” เรียบร้อยแล้ว ก็ออกมายืนยันว่าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่อง “งบประมาณ” เพราะพรรคเตรียมการแล้วว่าจะนำเงินจากกองทุนและเงินส่วนอื่นๆ มาสมทบจ่ายให้ เช่น 1.เงินกองทุนประกันสังคม 2.เงินสนับสนุนเด็กแรกเกิดของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ 3.เงินจากสิทธิข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ และ 4.เงินที่ได้จากการไปหักลดงบประมาณโครงการอื่นๆ

นโยบายนี้เรียกว่า “ได้ใจ” และ “ได้คะแนนเสียง” จากครอบครัวที่กำลังจะคลอดลูกน้อยที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่าปีละประมาณ 6  –7 แสนคนทั่วไทย

แต่พอได้รับเลือกเป็นรัฐบาลจริงคำสัญญาตอนหาเสียงว่าจะให้เดือนละ 2 พันบาทก็เหมือนถูกเพิกเฉย แถมมีข้อมูลวงในหลุดออกมาว่าอาจเหลือแค่ 600 บาท และไม่ได้ให้เด็กทุกคน แต่ให้เฉพาะผู้มีรายได้น้อยก่อน?

หรือเป็นไปได้ว่า “รัฐถังแตก” ต้องเลือกให้เฉพาะกลุ่มลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย หรือ “โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชนระบุว่า ปีนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนโครงการนี้เพียงแค่ 3,485 ล้านบาทเท่านั้น

ตัวเลขข้างต้นถือว่าน้อยมากเพราะถ้าจะให้เด็กเกิดใหม่และเด็กเล็กได้รับทั่วถึงกันในปีแรกควรต้องตั้งงบไว้ไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท
ที่ผ่านมา “องค์การยูนิเซฟ” ได้ช่วยออกแบบโครงการเงินอุดหนุนเด็กเล็ก โดยนำตัวอย่างจากทั่วโลกมาปรับปรุงให้เหมาะสมกับประเทศไทย ซึ่งพบว่าเฉพาะค่าใช้จ่าย “อาหาร” ของเด็กเล็กตกอยู่ที่เดือนละ 579 ถึง 812 บาท ผลวิจัยชี้ชัดว่าการให้เงินอุดหนุนครอบครัวยากไร้ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก ช่วยให้เด็กๆ มีสุขภาพและผลการเรียนดีขึ้น รวมถึงมีโอกาสได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้นในอนาคต ตัวอย่างประเทศที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ เช่น บราซิล จีน แอฟริกาใต้

“เจ้าหน้าที่เครือข่ายคุ้มครองสิทธิเด็ก” ที่เกาะติดนโยบายนี้อย่างใกล้ชิดวิเคราะห์ให้ “คมชัดลึก” ฟังว่า ปัญหาการให้เงินอุดหนุนเด็กในขณะนี้มี 3 ประการ ได้แก่ 1.ครอบครัวของเด็กจำนวนมากไม่ได้รับเงินอุดหนุนเนื่องจากรายชื่อตกหล่นไปจากฐานข้อมูล เช่น พ่อแม่หาเช้ากินค่ำ หรืออาศัยอยู่กับญาติ ฯลฯ ทำให้ไม่รู้ว่าจะไปลงทะเบียนรับเงินอย่างไร หรือไม่มีผู้กล้ารับรองว่าเด็กอยู่ในครอบครัวยากจนจริง  2.คือการเก็บข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กยังไม่มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกระทรวง เช่น กระทรวงพัฒนาสังคมฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง และ 3.การให้เงินอุดหนุนเป็นเรื่องสำคัญแต่ควรมีการให้บริการบางอย่างเสริมด้วย เช่น ให้องค์ความรู้การเลี้ยงดูลูกอย่างเหมาะสม วิธีให้การศึกษาเด็กเล็ก ฯลฯ

“ไม่แน่ใจว่าเงินเดือนละ 2 พันบาท ที่พรรคการเมืองสัญญาว่าจะให้เด็กนั้นจะให้เมื่อไรและให้อย่างไร เพราะตอนนี้เด็กยากไร้ในหลายครอบครัวไม่มีข้อมูลในทะเบียนอาจเกิดจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่ตั้งใจ หรือมีเกณฑ์การคัดเลือกซับซ้อนหลายอย่างทำให้เกิดความสับสนหรือเกิดช่องว่าง หลายประเทศเจอปัญหาแบบนี้เช่นกัน เพราะฉะนั้นวิธีแก้ปัญหาที่ดีสุดคือให้เงินอุดหนุนก้อนนี้เท่าเทียมกันกับเด็กทุกคนในประเทศไทย ไม่ต้องคัดเลือกว่าเด็กคนนี้มีสิทธิ์ได้ เด็กครอบครัวนั้นไม่มีสิทธิ์ได้ ควรถือเป็นหนึ่งในสวัสดิการสังคมที่่มอบให้เด็กๆ ที่จะเติบโตมาเป็นอนาคตของชาติ” ตัวแทนกลุ่มคุ้มครองสิทธิเด็กข้างต้นกล่าวแนะนำ

ทีมข่าว “คมชัดลึก” พบว่านอกจากเด็กในกลุ่มครอบครัวยากไร้จำนวนมากที่อาจไม่ได้รับเงินอุดหนุนแล้วยังมีอีกกลุ่มคือ “แม่วัยใส” ซึ่งเป็นครอบครัวสำคัญที่ต้องการความช่วยเหลือเต็มรูปแบบอย่างเร่งด่วน เพราะจากสถิติกระทรวงสาธารณสุขล่าสุดพบว่า

เด็กวัยรุ่นไทยอายุต่ำกว่า 20 ปี คลอดลูกประมาณวันละ 370 คน หรือปีละ 1.35 แสนคน

นโยบายของรัฐบาลต้องไม่หลงลืม “ครอบครัวแม่วัยใส” พวกเขาต้องการโอกาสและการสนับสนุนมากกว่าคนอื่นหลายเท่า และควรได้รับมากกว่าเดือนละ 2 พันบาท และความช่วยเหลือด้านอื่นด้วย เพื่อไม่ให้พวกเขาถูกทอดทิ้งให้เลี้ยงดูลูกแต่เพียงลำพัง !

สรุปว่าอย่าไปโกงเด็กๆ เลย….นโยบาย “มารดาประชารัฐ” ประกาศสัญญาชัดเจนแล้วว่าเด็ก 0-6 ขวบต้องได้เดือนละ 2 พันบาท ไม่ควรบิดพลิ้วกลายเป็นแค่ 600 บาท และควรรีบให้ทุกครอบครัวเท่าเทียมถ้วนหน้า
โปรดอย่าลืมว่ามีเครือข่ายภาคประชาชนหลายกลุ่มกำลังติดตามนโยบายนี้อย่างใกล้ชิด!?!

จตุพร พรหมพันธุ์ ควรให้ภาคประชาชนนำธงแก้รธน. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386596?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จตุพร พรหมพันธุ์ ควรให้ภาคประชาชนนำธงแก้รธน.

4 กันยายน 2562 – 10:50 น.
จตุพร พรหมพันธุ์,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,รัฐธรรมนูญ,คสช
เปิดอ่าน 1,559 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

รัฐนาวาลุงตู่ชุดปัจจุบันที่นำเรือเหล็กลงร่องน้ำต่อจากรัฐบาลลุงตู่ที่ใช้เรือแป๊ะมาเมื่อห้าปีที่แล้ว โดยวันนี้บางฝ่ายที่ไม่เห็นชอบกับกติกาหลักของบ้านเมืองที่บังเกิดในยุคคสช.นั้น เมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว บางมาตราที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้บังคับใช้นั้น สมควรที่จะมีการแก้ไขเพราะวันนี้ประชาธิปไตยกลับมาแล้ว

   ดังนั้นกระแสการจุดประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถูกจุดขึ้นมาอีกครั้งทั้งจากพรรคการเมืองปีกฝ่ายค้าน รวมทั้งองค์กรภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวกันระยะหนึ่งแล้ว

เพราะกติกาหลักของประเทศตอนนี้ ในบางหมวดนั้น(ที่มาของฝ่ายการเมือง)จะเป็นจุดที่คล้ายว่าเป็นการล็อกเส้นทางให้อดีตคสช.ยังคงสภาพบริหารประเทศต่อไปหลังยึดอำนาจมาแล้วห้าปี แม้วันนี้และวันหน้าคสช.จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ออกไปบ้าง

แต่สภาพการของเรือแป๊ะยังคงรูปอยู่ในหลากองคาพยพที่ก่อกำเนิดจากกติกาหลักฉบับนี้ แปลความว่าคสช.ยังกุมสภาพการบริหารประเทศผ่านยุทธศาสตร์ชาติยี่สิบปีไปจนกว่าบทเฉพาะกาลของกฎหมายหลักฉบับนี้จะสิ้นสุดหรือมีการเสนอแก้ไข….

แม้ว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะบรรจุการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้เป็นหนึ่งในนโยบายรัฐบาลชุดนี้ และเป็นเงื่อนไขการร่วมรัฐบาลของบางพรรค แต่คล้ายว่าการขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้บังเกิดตามนโยบายรัฐบาลโดยฝ่ายรัฐบาลนั้น ความจริงเบื้องต้นที่หลายคนอ่านจังหวะการเมืองออกว่า เรื่องนี้คงต้องรอไประยะใหญ่ เพราะปัญหาปากท้องที่ตอนนี้ชาวบ้านร้องระงมกันทั่วไปและครม.ก็ได้ยินเสียงนี้จึงเตรียมที่จะแก้ไขปัญหานี้ก่อนเป็นภารกิจหลักและเร่งด่วน

มุมมองของ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช.และอดีตคนการเมือง(พรรคไทยรักไทย, พลังประชาชน, เพื่อไทย รวมทั้งกองเชียร์พรรคเพื่อชาติที่วันนี้ยุติบทบาทดังกล่าวแล้ว) รวมทั้งยังเคยเคลื่อนไหวทางการเมืองมายาวนาน มองการเสนอแก้ไขกติกาหลักของประเทศไว้อย่างไร…คำตอบอยู่ที่นี่

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาล็อกไว้หลายชั้นและแก้ไขยากที่สุด แต่มันจะเกิดและสำเร็จได้หากภาคประชาชนนำ เพราะปลายทางแล้วนั้นทุกฝ่ายจะไหลมารวมกันอยู่ดีว่าควรแก้ไข”

 ทำไมมองว่าการเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญควรให้ภาคประชาชนนำ?
“รัฐบาลอย่าวิตกว่าใครนำการเคลื่อนไหว เพราะการเมืองวันนี้ภายใต้กติกาหลักที่ออกแบบมาแบบนี้ ต้องคิดให้ขาด วันนี้แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะหมดอำนาจแต่ปัญหาของประเทศยังไม่หมดไปหากกติกาหลักยังไม่มีการแก้ไข หากไม่มีการแก้ไขดัชนีการเมืองไม่มีทางเปลี่ยนแปลง ผมเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่เป็นนักศึกษาจนมาถึงตำแหน่งอดีตกองเชียร์พรรคเพื่อชาติร่วมยี่สิบกว่าปี มองว่าหากการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเริ่มต้นและสำเร็จ ภาคประชาชนต้องเป็นคนขับเคลื่อนหลัก พรรคการเมืองขับเคลื่อนในลำดับรองลงไป

หากถามว่าทำไมต้องให้ภาคประชาชนนำ เพราะการเสนอรัฐธรรมนูญฉบับธงเขียว(รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540) ก็มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2534 เพื่อให้มีส.ส.ร. ตอนนั้นฝ่ายการเมืองคัดค้านมาก แต่เมื่อภาคประชาชนขับเคลื่อนจริงและเป็นรูปธรรม ฝ่ายการเมืองก็กลับหลังหันทันที

วันนี้หากให้พรรคการเมืองเป็นคนนำธงแก้ไข รับรองไม่มีทางสำเร็จและโดนต่อต้านว่ากระทำเพื่อตัวเอง และอย่าลืมว่าต้องพึ่งส.ว.อย่างน้อย 84 คน แต่ความจริงแล้วส.ว. 250 คนนั้น มีที่มาจากไหน ทุกคนทราบดี ดังนั้นไม่มีทางที่ส.ว.จะแตกแถวมาลงมติให้ หากจะมาก็มาทั้งหมด หากไม่มาก็ไม่มาเลยแม้แต่เสียงเดียว การที่จะทำให้ส.ว.มาลงมติได้ ภาคประชาชนต้องเดินหน้าถือธงนำและกดดันให้ส.ว.ทั้งหมดให้ความเห็นชอบ

การแก้ไขตรงนี้ทำง่ายๆ คือ แก้รัฐธรรมนูญเพิ่มเติมให้มีการตั้งส.ส.ร.ขึ้นมา โดยวางหลักไว้ว่าหมวดที่หนึ่งและหมวดที่สองจะไม่มีการแก้ไข จากนั้นให้มีการทำตามขั้นตอนเหมือนส.ส.ร.ปี 2540 รวมทั้งมีการทำประชามติ ขั้นตอนทั้งหมดน่าจะใช้เวลาหนึ่งปีครึ่ง

ระยะเวลาหนึ่งปีครึ่งนั้นหากรัฐบาลคิดได้ ไม่มีอคติและฉลาดพอ ก็ตั้งส.ส.ร.แล้วปล่อยขั้นตอนให้เดินไป รัฐบาลก็ทำงานแก้ไขปัญหาปากท้องไป การแก้รัฐธรรมนูญก็ปล่อยไปตามขั้นตอน แบบนี้รัฐบาลชุดนี้อยู่ได้โดยรวมเวลาวันนี้จนถึงวันนั้นก็ราวๆ สองปีนิดๆ เพราะอย่าลืมว่าการเมืองนั้นไม่มีใครได้ทั้งหมดไปเพียงคนเดียว หากรัฐบาลเดินหน้าร่วมแก้ไข การอยู่หรือไปของรัฐบาลจะอยู่ในจุดสมดุล และทุกฝ่ายได้ประโยชน์”

   หากดำเนินการแบบนี้จะสำเร็จได้อย่างไร?
“ผมเชื่อว่าหากภาคประชาชนเดินหน้าจริงจัง นักการเมืองอยู่แถวสอง รวมทั้งมีความร่วมมือจากทุกฝ่าย แบบนี้ความเห็นของทุกฝ่ายจะไหลมาบรรจบแล้วร่วมกันเดินหน้า บ้านเมืองจะไม่มีความตึงเครียด”

  ตอนนี้พรรคฝ่ายค้านเดินหน้าเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ฝ่ายรัฐบาลยังไม่ขยับ?
“รัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำแบบนี้และเจอปัญหาเก่าและใหม่มาในชั่วโมงนี้ ผมมองว่าจนถึงตอนนี้ความพยายามของฝ่ายค้านที่จะล้มรัฐบาลก็ยังเดินไปไม่ถึงจุดนั้น อย่าลืมว่าแม้ พล.อ.ประยุทธ์จะเจอปัญหาจนไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ หากมีการเลือกนายกฯ คนใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังกลับมาเป็นนายกฯต่ออยู่ดี เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้แบบนี้จากลงการมติของส.ว.ในการเลือกนายกฯ

ดังนั้นหมากบนกระดานการเมืองวันนี้ทุกฝ่ายต้องอ่านให้ขาด อย่าลืมว่าปัญหาการเมืองและบางปัญหาการบริหารงานการเมืองนั้นอยู่ที่รัฐธรรมนูญที่คสช.วางแนวทางไว้ ย้ำว่าหากรัฐบาลคิดออกก็ควรให้เกิดส.ส.ร.ขึ้นมา บ้านเมืองจะเดินหน้าได้ วันนี้แม้ฝ่ายค้านจะขออภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติก็ตาม แต่ผมมองว่าฝ่ายค้านควรอดเปรี้ยวไว้กินหวานก่อน เพราะหากครม.ชุดนี้เกิดการทุจริตขึ้นมาก็ช่วยไม่ได้

วันนี้ปัญหาเศรษฐกิจทำให้สังคมส่วนใหญ่เดือดร้อน รัฐบาลควรไปแก้ไขปัญหานี้และเล่นการเมืองให้น้อยลง เพราะวันนี้ทุกฝ่ายต่างมีหน้าที่ของตัวเอง หากทุกฝ่ายเคารพการทำหน้าที่ซึ่งกันและกัน บ้านเมืองจะเดินหน้าไปได้

แม้รัฐบาลจะบอกว่าต้องแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก่อน แต่ผมมองว่าเรื่องนี้ก็เดินควบคู่ไปได้ โดยรัฐบาลแค่หนุนสิ่งที่ภาคประชาชนเสนอมา รัฐบาลก็ทำงานของรัฐบาลไป ฝ่ายที่เคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ทำงานของตัวเองไป เมื่อถึงเวลามันก็มาบรรจบกันเอง

รัฐบาลนี้ทำงานได้หนึ่งเดือนกว่าๆ มันก็พอมองกันออกว่ารัฐบาลผสมที่มีหลายพรรคขนาดนี้ แต่ละพรรคที่ไปร่วมรัฐบาลก็พยายามเร่งผลงานของตัวเองเพราะไมรู้จุดหมายปลายทาง แปลว่าไม่รู้ว่าอายุรัฐบาลจะยาวนานเท่าใด ทุกพรรคที่ร่วมรัฐบาลจึงเร่งทำงาน แต่ผมเตือนว่าระวังการทุจริตไว้ด้วย หากเกิดขึ้นในรัฐบาลก็ไม่รู้ว่าจะมีผลเช่นใดต่อ”

          แต่พรรคฝ่ายค้านได้รณรงค์เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วและอ้างว่าต้องดำเนินการไม่เช่นนั้นปัญหาปากท้องของประชาชนจะแก้ไขไม่ได้?
“ทุกพรรคต่างทำหน้าที่ของตัวเองที่มองว่ามันเป็นทางออกของบ้านเมือง หากคิดว่าผลของการดำเนินการนั้นคือความสำเร็จของบ้านเมือง ไม่ใช่ทำไปเพื่อคะแนนเสียงของตัวเอง ย้ำว่าการดำเนินการครั้งนี้ควรให้ภาคประชาชนนำ ฝ่ายการเมืองควรเดินตามและรอ เพราะหากฝ่ายการเมืองคิดแต่ผลที่ตัวเองจะได้รับ ไม่มีทางสำเร็จ”

สิ่งที่ระบุว่า ฝ่ายการเมืองควรรอและให้ภาคประชาชนเป็นคนถือธงนั้น แปลว่าอะไร?
“ผมมองว่า ฝ่ายการเมืองขยับไปก็ขยับลำบาก เพราะเจอด่านส.ว.ก็จบแล้ว ควรปล่อยภาคประชาชนเดินหน้าจะดีที่สุด และอย่าลืมว่า ผลการเลือกตั้งด้วยบัตรเลือกตั้งใบเดียวนั้น ถามว่าพรรคใดได้ประโยชน์ ตอบเลยว่าทุกพรรคที่มีส.ส.ในรัฐสภาวันนี้ แต่พรรคเดียวที่เสียประโยชน์คือพรรคเพื่อไทย เพราะบัตรเลือกตั้งใบเดียวนั้นเลือกได้สามอย่าง(ส.ส.เขต, ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายกฯ) ผมเชื่อว่า หากถึงหมวดนี้และมาตรานี้รับรองเลยว่าไม่มีพรรคใดเสนอแก้ไข เว้นแต่พรรคเพื่อไทย แต่คงลำบากหากจะแก้ไขได้”

ศึกชิงเมืองหลวง “หมอเลี้ยบ” ออกโรง กลัวพ่ายซ้ำซาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386586?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

4 กันยายน 2562 – 09:45 น.
เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,หมอเลี้ยบ,สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี,อนุทิน ชาญวีรกูล
เปิดอ่าน 4,849 ครั้ง

ศึกชิงเมืองหลวง “หมอเลี้ยบ” ออกโรง กลัวพ่ายซ้ำซาก

 

***********************

 

ยังไม่ชัดเจนว่า การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะมีขึ้นหรือเมื่อไร ? ปีหน้าหรือปีโน้น แต่การแย่งชิงเมืองหลวง หรือ พื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายประชาธิปไตย” ก็ทำให้พลพรรคของพรรคเพืื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่ เริ่มมองหน้ากันไม่ติด

ไม่เพียงแต่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” เลขาธิการ นปช. จะเชือดนิ่มๆ “พรรคอนาคตใหม่ ไม่ควรจะพูดบ่อยนะครับว่าตัวเองเป็นเจ้าของคะแนนป๊อบปูลาร์โหวตสูงสุดในกรุงเทพมหานคร” และก่อนหน้านั้น ขาใหญ่ “หมอเลี้ยบ” ก็วิพากษ์แกนนำส้มหวานแบบตรงไปตรงไปเช่นกัน

สามัคคีวิจารณ์ส้มหวาน

วันนี้ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ไม่ได้จัดรายการ “เข้าใจตรงกันนะ” ทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีซทีวี นับแต่แกนนำ นปช.กลุ่ม “ธิดา-เต้น” แยกตัวออกจากกลุ่ม “ตู่ จตุพร” มาสร้างรังใหม่แถวสี่แยกแคราย

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

ดังนั้น “เสี่ยเต้น” จึงเปิดรายการ “หัวใจไม่หยุด..เต้น” เผยแพร่ทางแฟนเพจ “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” เหมือน “ธิดา-เหวง” ก็ใช้เพจ UDD news เป็นช่องทางสื่อสารกับคนเสื้อแดง

เมื่อ 31 ธันวาคม ที่ผ่านมา ณัฐวุฒิ ได้พูดถึงรอยปริร้าวของพรรคฝ่ายประชาธิปไตย และวิเคราะห์ไปถึงสนามเลือกตั้ง กทม. “..นี่คือพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายประชาธิปไตยที่จำเป็นจะต้องช่วงชิงชัยชนะ”

เสี่ยเต้นยังเตือนสติแกนนำอนาคตใหม่ว่า “ไม่ควรจะพูดบ่อยนะครับว่า ตัวเองเป็นเจ้าของคะแนนป๊อบปูลาร์โหวตสูงสุดในกรุงเทพมหานคร เพราะว่าเพื่อไทยเขาส่ง 20 กว่าเขต แล้วไทยรักษาชาติเขาส่ง 10 กว่าเขต”

ที่เสี่ยเต้นเป็นห่วงคือ ถ้าสองพรรคแข่งกันแบบเอาเป็นเอาตาย “พรรคตาอยู่” จะคว้าพุงปลาไปกิน

โตแล้วไม่ใช่นักกิจกรรม

ก่อนหน้าที่ณัฐวุฒิจะหยิบประเด็นศึกชิงเมืองหลวงมาพูด “นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี” ก็เคยคุยเรื่องนี้ผ่านรายการ “สุมหัวคิด” ทางช่องวอยซ์ทีวี เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมนี้

“หมอเลี้ยบ” มองว่า พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งตั้งมาประมาณ 1 ปี ก็มีฐานเสียงบางส่วนทับซ้อนกับพรรคเพื่อไทย แล้วก็มีฐานเสียงบางส่วนไปทับซ้อนกับพรรคประชาธิปัตย์

หมอเลี้ยบ จัดรายการสุมหัวคิด

ด้วยประสบการณ์ซ้ายเก่า หมอเลี้ยบจึงวิเคราะห์ว่า เพื่อไทยกับอนาคตใหม่ มี ความสัมพันธ์ คือเป็นคู่แข่ง และเป็นมิตรกัน เป็นแนวร่วมกัน ซึ่งจะต้องฝ่าฟันเพื่อที่จะให้ประชาธิปไตยมาถึง

ช่วงเวลาที่ผ่านมา หมอเลี้ยบชี้ได้เกิด “จุดปะทะทางความคิด” มาแล้ว 2 ครั้ง กรณีแรก “8 กุมภาพันธ์ 2562” พรรคอนาคตใหม่แสดงท่าทีที่แข็งกร้าว วิพากษ์วิจารณ์พรรคไทยรักษาชาติ

กรณีที่สอง “ส.ส.ดาวสภา” เพื่อไทยพาดพิงเรื่องอนาคตใหม่จะถูกยุบ แกนนำอนาคตใหม่ก็โต้กลับแรงมาก สุดท้ายมีการมาขอโทษ เรื่องนี้ก็คลี่คลายไป

3 ดาวสภา ต้นตอวิวาทะครั้งล่าสุด

“ครั้งนี้อาจจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย อาจจะมีอีกถ้าทั้ง 2 ฝ่ายไม่ระมัดระวัง” หมอเลี้ยบประเมิน และฝากคำเตือนไปยังแกนนำพรรคส้มหวาน “หลายคนเคยทำกิจกรรมมาก่อน เป็นปัญญาชน วันนี้คุณเป็นนักการเมืองแล้ว จะใช้ลักษณะปัญญาชนมาแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน มันไม่ใช่แล้ว”

หมอเลี้ยบกังวล หากสองพรรคไม่มีการพูดคุยกันจริงจัง เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ต้นปีหน้า มีสิทธิแพ้อีก

หมอเลี้ยบยังอยู่

หลายคนอาจไม่เห็นหน้า “หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แต่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ยังแสดงความคิดความเห็นผ่านสื่อในเครือข่ายฝ่ายประชาธิปไตยหรือฝ่ายเสื้อแดง

ไม่ว่าจะเป็นช่องพีซทีวี หมอเลี้ยบจัดรายการ “50 คำถาม กับสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี” และช่วงหลัง ย้ายไปจัดรายการ “สุมหัวคิด” ทางช่องวอยซ์ ทีวี

เมื่อเร็วๆ นี้ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ได้เชิญหมอเลี้ยบมาเป็นที่ปรึกษาในการกำหนดทิศทางเรื่องหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บัตรทอง) เนื่องจากหมอเลี้ยบ เป็นหนึ่งในทีมงานไทยรักไทย ที่ผลักดันเรื่องบัตรทองมาตั้งแต่ต้น

หมอเลี้ยบกับหมอหนู

อย่างว่าแหละ “หมอหนู” เคยเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข เพราะการสนับสนุนของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และสนิทสนมกับคนเพื่อไทยหรือไทยรักไทยมานาน

คงเป็นเพราะหมอเลี้ยบมีท่าทีท่วงทำนองไม่สุดโต่ง หมอหนูจึงกล้าเชิญมาเป็นที่ปรึกษา

สนิมบางจุด..บนเรือเหล็ก รอวัดใจ หกเดือน ลุงตู่จะโละไหม… #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386594?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

4 กันยายน 2562 – 09:14 น.
เรือเหล็ก,รัฐบาล,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,692 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น    โดย…  เร้เนกาย ไร้เงา

ช่วงนี้การทำหน้าที่ของเสนาบดีของลุงตู่บนเรือเหล็กนั้นทำงานมาหลายเพลาแล้ว…รมต.คนใดทำงานแบบไหน ? สายสืบแจ้งว่าลุงตู่และทีมงานมอนิเตอร์ตลอด…

โดยเฉพาะกระทรวงที่มี “ข่าวเชิงลบ” ทีมงานของลุงตู่ลงไปเกาะติดและประมวลผลเสนอมาให้ลุงตู่รับรู้ทุกระยะ

แว่วว่า…กระทรวงบางแห่งที่อยู่บนถนนแจ้งวัฒนะ และบางกระทรวงที่ตั้งบนถนนราชดำเนิน หรือบางกระทรวงริมคลองประปานั้น มี “ข่าวเชิงลบและข่าวที่จ่อจะเกิดผลทางลบ” ทยอยออกมา

เพราะ ขรก.ในกระทรวงเหล่านั้นสุมหัวซุบซิบบทบาทของเสนาบดีและคณะที่ลงมาล้วงลูก-ล้วงงบ รวมทั้งจ่อดันเด็กในคาถาขึ้นเก้าอี้หลักแบบไม่เนียนตา…แถมเสนาบดีบางรายยังเรียกค่าตอบแทนบนปลายปากการ้อยละสามสิบ…

แบบนี้จะไม่ให้มีเสียงครวญครางออกมาได้เช่นไร…เพราะเสียงครวญครางของผู้ที่เกี่ยวข้องที่โดนคนที่มีอำนาจในกระทรวงล้วง, บี้, ทุบ ให้เคลื่อนไหวในแนวทางที่มีผู้มีอำนาจในกระทรวงต้องการนั้น พูดง่ายๆ “มันเกินไป”

เสียงซุบซิบของเหล่าขรก.จากกระทรวงเหล่านี้ลอยลมเข้าหูสายสืบมาได้ แปลว่าเรื่องแบบนี้ลุงตู่ควรยิ่งสอดส่อง เพราะหากลุงตู่ไม่อยากให้มี “สนิมบางจุดบนเรือเหล็ก” ถ้าปล่อยไว้มันอาจ ”ลามไปทั่วทั้งลำเรือและยากที่จะเยียวยา” 

เนื่องจากเจ้ากระทรวงข้างต้น กำลังเดินเกมบนดินและใต้ดินที่สายสืบได้ยินมาแล้วทะแม่งๆชอบกล…เพราะเกมใต้ดินที่พรางมาในโฉมเกมบนดินนั้น อาจมีการยัดไส้ทำนองว่า ดำเนินงานตามแผนของลุงตู่ แต่ประโยชน์โพดผลจะส่งถึงครม.เต็มใบหรือแหว่งไปบางมุม เนื่องจากมีการตัดตอนและหล่นไปอยู่ในมือของคนมีอำนาจบนปลายปากกาในการชงเรื่อง

เรื่องแบบนี้สายสืบยังรู้…ฉะนั้นทีมงานลุงตู่น่าจะ “รู้ลึก” กว่าเป็นแน่แท้และคงเตรียมของแข็งไว้ให้ลุงตู่ลงดาบในวันอันใกล้

ฉะนั้น สิ่งที่สายสืบไปเจาะมาได้นั้น เสนาบดีในบางกระทรวงข้างต้นที่บรรยายไว้นั้น ระวังให้ดีเพราะแว่วว่าลุงตู่ส่งหน่วยลับไปเจาะลึกข้อมูลแล้ว

หากให้จับยามสามตา หกเดือนข้างหน้า ชะตาของรมต.เหล่านั้นหากปรับตัวในเชิงบวกก็อาจรอด แต่หากยังเดินในวิชาเดิมๆ เตรียมใจโดน “ปรับย้าย”

ยังไม่รวมแววการเหยียบตาปลาของรมต.ต่างพรรค แม้ยามนี้จะยังไม่ส่งสัญญาณความไม่พอใจออกมา แต่เชื่อเถอะว่าไม่กี่วันข้างหน้าสัญญาณแบบนี้จะโดนส่งขึ้นมาและอาจลุกลามไป ดังนั้นลุงตู่ต้องตามเกมคนการเมืองให้ดีแล้วกัน

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอขยายความตามท้องเรื่องที่สายสืบไปเคาะแคะมาได้เพิ่มจากที่ทำงานของลุงตู่ว่าตำแหน่งแห่งหนทางการเมืองทยอยคลอดมาปลอบใจคนการเมืองที่อกหักเพราะสอบตก ส.ส.กันเกือบทั่วถ้วน เร็วๆ นี้น่าจะเคาะเก้าอี้ “ประธาน กมธ.” กันแล้ว สำหรับคนที่ “แห้ว” เก้าอี้รมต. เพราะอย่างน้อยคนเหล่านี้ยังพอมีดีกรีไว้ประดับตัวไม่ให้อายชาวบ้าน

แต่ลึกๆ แล้ว สายสืบเจาะได้มาว่า ก่อนที่ครม.จะกดปุ่มโผครั้งนี้ มีการวิ่งเต้นกันฝุ่นตลบ รวมทั้งยังวิ่งข้ามห้วยและเหยียบตาปลากันสนาน…จนคีย์แมนเจ้าของมุ้งโมโห เพราะลูกทีมบางคนแหวกมุ้งวิ่งไปมุดมุ้งอื่นเพียงเพื่อให้ตัวเองคว้าพุงปลา เนื่องจากเจ้าของมุ้งตัวเองไม่มีแววที่จะดันให้แจ้งเกิด

การแหกมุ้งเพื่อไปหารันเวย์ใหม่เพื่อให้ตัวเองสมหวังนั้น มีมาเสมอบนเวทีการเมือง 

แต่สัจธรรมการเมืองบอกไว้ว่าหากใครกล้าทำแบบนี้ รับรองเลยว่าไม่มีทางที่จะสมานใจกันได้…สำหรับมุ้งต่างๆ ในพรรคเดียวกันที่ไปเปิดมุ้งให้คนต่างมุ้งมาแอบอิงแบบไม่บอกไม่กล่าว…

เดนมาร์กปรับปรุงใหม่ ไม่ใช่แค่ นมจากเต้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386591?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เดนมาร์กปรับปรุงใหม่ ไม่ใช่แค่ นมจากเต้า

4 กันยายน 2562 – 09:06 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,นมจากเต้า,เดนมาร์ก,โตเกียวโอลิมปิก 2020,ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค
เปิดอ่าน 895 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ปตท.’ นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนอาวุโสไปดูงานหาความรู้เรื่องพลังงานสะอาดที่ฟินแลนด์และเดนมาร์กเมื่อเดือนก่อน

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ได้พูดถึงฟินแลนด์พอสังเขปแล้ว และต่อไปจะพูดถึงเดนมาร์กซึ่งชาวไทยรู้จักกันดีจากองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย อ.มวยเหล็ก สระบุรี ที่เราเรียกกันติดปากว่า ‘ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค’ หรือ อสค. หรือนมตราวัวแดง ที่ชอบเรียกว่านมจากเต้า

เด็กไทยยุคใหม่นิยมดื่มนมแทนน้ำก็ว่าได้และวันนี้จะขออนุญาตคุยเรื่องพลังงานของเดนมาร์ก ซึ่งเป็นพลังงานจากกังหันไฟฟ้าเป็นตัวชูโรง ซึ่งให้พลังลมที่มองเห็นกลางทะเลกลางทุ่งนาเหมือนกังหันขนาดยักษ์ที่เราเห็นได้ในบ้านเราสมัยก่อน

เหล่านี้เป็น ‘พลังงานสะอาด’ ที่รัฐบาลเดนมาร์กประกาศเป็นนโยบายโดยครึ่งหนึ่งของพลังงานทั้งหมดต้องเป็นพลังงานสะอาด

นี่เป็นตัวอย่างที่เราต้องทำให้ได้เหมือนกับ ‘ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค’ ปลุกกะแสให้เด็กไทยดื่มนมมาแล้ว

ต่อไป ‘พลังงานสะอาด’ จะมาแรงในประเทศไทยเหมือนเดนมาร์กยุคปรับปรุงใหม่!
อ๊อด เทอร์โบ


มาตรฐานญี่ปุ่น 100%
‘โตเกียวโอลิมปิก 2020’ พร้อมแล้ว

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้มาเพื่อแจ้งให้ทราบว่าวันเวลาผ่านไปเหมือนติดปีกบินเป็นเรื่องจริงครับ เพราะกีฬาโอลิมปิก 2020 ปีหน้าที่ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพกำลังจะมาถึงแล้วและในฐานะที่เป็นแฟนกีฬาเลยอดไม่ได้ที่จะเขียนถึงความคืบหน้าเรื่องนี้

‘โตเกียวเกมส์ 2020’ จะมีขึ้น 24 กรกฎาคม-9 สิงหาคม 2563 อีกไม่ถึงปีแล้วครับ ได้ข่าวว่าบัตรเข้าชมหลายประเภทหมดลงแล้ว ผมเลยกระซิบย้ำเตือนว่าคนไทยชอบไปญี่ปุ่นรีบหาซื้อบัตรเข้าชมนะครับ เพราะคราวนี้มีถึง 192 ประเทศเข้าร่วมแข่งขัน ซึ่งต้องผ่านรอบคัดเลือกมาเลือดตาแทบกระเด็น

ช่วงนั้นเป็นหน้าร้อนแต่มาตรฐานญี่ปุ่นเขาเตรียมพร้อมแล้ว โดยจัดเตรียมพ่นไอเย็นเข้าสนามแข่งหรือส่วนใหญ่ก็ติดแอร์

ผมติดตามความคืบหน้าโตเกียวเกมส์ 2020 อยู่ตลอดและหวังลึกๆ ว่านักกีฬาไทยของเราน่าจะได้เหรียญทองติดไม้ติดมือกลับมาให้ชื่นใจกันอีก
เอกศักดิ์ (หัวหมาก)

 เรียน คุณ ‘เอกศักดิ์’ หัวหมาก
ผมว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศและผู้คนที่มีมาตรฐานสูงมากและเรียนให้ทราบว่าอยากไปชมเหมือนกันโดยเฉพาะพิธีเปิด-ปิด ซึ่งข่าวว่าไฮเทคและผสมผสานกับวัฒนธรรมประเพณีญี่ปุ่นซึ่งละเอียดอ่อนน่ารักมาก

ระยะนี้เป็นการแข่งขันรอบคัดเลือก อีกไม่นานสมาคมกีฬาต่างๆ ก็คงประกาศตัวมาว่าใครติดทีมชาติไปแข่งโอลิมปิก 2020 บ้าง

ผมก็เป็นกองเชียร์นักกีฬาไทยของเราและตั้งความหวังความฝันไว้ว่าไทยจะได้เหรียญทองเพราะมาตรฐานกีฬาเราดีขึ้นมากๆ อยู่ในระดับโลกก็หลายคน

ขอให้ความฝันเป็นความจริงเถิดครับ
อ๊อด เทอร์โบ


 นิทรรศการ ‘จิ๋น ซี ฮ่องเต้’
ต่อไปนี้เป็นการเชิญชวนเข้าชมนิทรรศการ ‘จิ๋น ซี ฮ่องเต้’ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ‘อิทธิพล คุณปลื้ม’ ได้นำทีมแถลงข่าวมาให้ทราบและขอเรียนย้ำอีกครั้ง ดังนี้

ประธานจัดคืออดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายกระทรวง ‘พินิจ จารุสมบัติ’ ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมสัมพันธ์ ‘ฉาง ยู่เหมิง’ อุปทูตฝ่ายวัฒนธรรมประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม

เป็นนิทรรศการที่รวบรวมโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอายุกว่า 2,700 ปี จากสุสานจิ๋นซี สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 133 ชิ้น มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พิธีเปิดนิทรรศการจะมีขั้นในวันที่ 15 กันยายนนี้ และเปิดให้ประชาชนเข้าชมจนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2562 เวลา 09.00-16.00 น.

จึงขอเชิญชวนท่านที่สนใจเข้าศึกษาหาความรู้ได้ตามวันเวลาดังกล่าว ซึ่งเป็นประโยชน์มากจริงๆ

สกัดต้นตอบ่มเพาะความรุนแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386581?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สกัดต้นตอบ่มเพาะความรุนแรง

4 กันยายน 2562 – 07:51 น.
สื่อออนไลน์,นักศึกษา
เปิดอ่าน 817 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 4 กันยายน 2562

มีรายงานการสำรวจการใช้งานสื่อออนไลน์ของนักเรียนมัธยมศึกษา จากหน่วยปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านความรอบรู้ทางดิจิทัลและการรู้เท่าทันสื่อ (DIRU) คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า นักเรียนใช้สื่อออนไลน์ทั้งในด้านการเรียน ความบันเทิง การรวมกลุ่ม และแสดงออกถึงความเป็นตัวตน โดยกิจกรรมออนไลน์ที่นักเรียนทำบ่อยๆได้แก่ ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ หาข้อมูลประกอบการเรียน ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ติดตามดาราที่ชื่นชอบ ใช้สร้างกลุ่มบนไลน์ เฟซบุ๊ก ติดตามข่าวสาร และใช้โพสต์รูปภาพ เรื่องราว หรือเข้ากลุ่มสนทนาหรือสมัครสมาชิกเว็บไซต์ หรือติดตามเพจต่างๆ เพื่อแสดงความเป็นตัวตนของตนเอง

แม้ในผลงานวิจัยชิ้่นนี้ จะบอกเอาไว้ว่า โดยภาพรวมแล้ว เด็กส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่เข้าไปดูหรืออ่านเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมที่อาจจะนำไปสู่ความเสี่ยงอันตราย แต่ก็มีกลุ่มตัวอย่างส่วนน้อยหรือคิดเป็นร้อยละ 4 ที่ยอมรับว่า ตนเองเคยเข้าถึงเนื้อหาด้านเพศ เกมรุนแรง การพนัน และเคยแสดงออกด้วยความรุนแรงอยู่บ่อยๆ และมีร้อยละ 23 บอกว่า คุยกับคนแปลกหน้าบนออนไลน์บ่อยๆ ผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่า นักเรียนมีโอกาสพบเจอความเสี่ยงจากการใช้งานสื่อออนไลน์ได้ แม้ตัวเลขอาจจะดูเล็กน้อย แต่ต้องให้ความสำคัญในการป้องกันความเสี่ยง และเสริมสร้างให้

มีความรอบรู้และเท่าทันเพื่อสามารถเผชิญกับสถานการณ์ความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัยมีความพยายามจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่จะดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอมที่กระทบต่อความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน หรือศูนย์เฟคนิวส์ ให้เสร็จเป็นรูปธรรมภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อรับแจ้งข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ และชี้แจงข้อมูลถูกต้อง โดยจะทำงานด้วยความรวดเร็วในการตรวจสอบข่าวปลอม และชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้อง จะทำได้ในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง แต่นั่นก็เป็นการสกัดกั้นข่าวปลอมที่เน้นในประเด็นที่กระทบกับความมั่นคงโดยเฉพาะในทางการเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ทั่วไปของประชาชน มากกว่าการสกัดกั้นสื่อออนไลน์ที่เป็นอันตราย ซึ่งเด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย

ตามสถิติที่อ้างอิงกันอยู่บ่อยๆ พบว่า ส่วนใหญ่แล้ว กลุ่มบุคคลที่มักจะตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมหรือเฟคนิวส์และแชร์ต่ออยู่ในกลุ่มผู้สูงวัย ซึ่งโดยวัยวุฒิแล้วไม่น่าจะมีปัญหาในความรับผิดชอบทางกฎหมาย หากแต่สำหรับเด็กและเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาที่สามารถเข้าถึงเรื่องทางเพศ เกมรุนแรง การพนัน ฯลฯ ผ่านออนไลน์ ดังผลวิจัยข้างต้น นับว่าน่าเป็นห่วงยิ่ง โดยเฉพาะเกมออนไลน์ที่รวมกลุ่มกันเล่น และขาดการกลั่นกรอง ตัวเลขร้อยละ 4 หมายความว่า เด็กหรือเยาวชน 4 คนใน 100 คนเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม แม้จะไม่เป็นภัยกับความมั่นคงหรือทางการเมือง แต่ก็นับว่าเป็นอันตรายกับสถาบันครอบครัวและสังคม ซึ่งรัฐควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

น้ำลดตอผุด ขุดรากเหง้า ก่อสร้างการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386408?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำลดตอผุด ขุดรากเหง้า ก่อสร้างการเมือง

3 กันยายน 2562 – 11:10 น.
พายุโพดุล,ก่อสร้างการเมือง,ถนน,สะพาน
เปิดอ่าน 6,896 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง 

อิทธิฤทธิ์ของพายุโพดุล ทำให้หลายพื้นที่มีน้ำท่วมเกือบครึ่งค่อนภาคอีสาน ทรัพย์สินและที่อาศัยของชาวบ้านจมหายไปกับสายน้ำ นอกจากนี้ กระแสน้ำสร้างความเสียหายให้แก่โครงสร้างพื้นฐานในเขตชนบท ไม่ว่าจะเป็นอ่างเก็บน้ำ ถนน สะพาน สถานที่ราชการ ฯลฯ

ที่ฮือฮาในโลกโซเชียล มีการโพสต์ภาพของถนนลาดยางสายหนึ่ง ที่ถูกน้ำซัดจนผิวหน้าหลุดล่อนเป็นแผ่นๆ จึงมีเสียงวิจารณ์ว่า การก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน

จะว่าไปแล้ว เรื่องถนนไม่ได้มาตรฐาน ก็เหมือนนิยายเรื่องเก่าที่เล่าซ้ำซาก โดยเฉพาะทางหลวงแถวบ้านนอกบ้านนา ที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ลองไปส่องดูเบื้องหลังของนายก อบจ., นายกเทศมนตรี และนายก อบต. กว่าร้อยละ 90 เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างในท้องถิ่น และเชื่อมโยงกับนักการเมืองระดับชาติ

แม้แต่ ส.ส.ชุดนี้ที่อยู่ในสภาผู้แทนฯ กว่าร้อยละ 70 เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน

นับแต่ปี 2518 การก่อสร้างถนน อาคาร สะพาน เขื่อน อ่างเก็บน้ำของรัฐได้เป็นฐานทุนให้แก่กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง ก่อนที่จะผันตัวเองเข้าสู่วงการเมือง จึงเป็นที่มาของงานวิจัยเรื่อง “การเมืองก่อสร้าง ก่อสร้างการเมือง” โดยนพนันท์ วรรณเทพสกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ทำงานวิจัยชิ้นนี้ให้กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

จากงานวิจัยเรื่องก่อสร้างการเมือง-การเมืองก่อสร้าง ที่ทำการศึกษาช่วงก่อนเศรษฐกิจฟองสบู่แตก มาจนถึงยุคไทยรักไทยเฟื่องฟู พบสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นมากขึ้น ระหว่าง “ทุนก่อสร้าง” กับ “การเมือง” โดยเฉพาะ “ผลจากการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง ตั้งแต่ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจจนถึงยุคทักษิณ มีนักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเข้ามาอยู่ในพรรคการเมืองไทยถึง 75 ตระกูล”

งานวิจัยชิ้นนี้ ได้สังเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจรายชื่อ ส.ส. รัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี และเลขานุการรัฐมนตรีใน ครม.ทักษิณ 1 (พ.ศ.2544-2547) เพื่อตรวจสอบบุคคล ที่มีนามสกุลเดียวกับผู้เป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในปัจจุบัน

โดยเทียบกับรายชื่อ “ผู้รับเหมาก่อสร้าง” ที่เป็นสมาชิกในสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ปี 2544-2546 และผู้รับเหมาก่อสร้างที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโยธาธิการและผังเมือง ปี 2546 พบว่า 75 ตระกูลกลุ่มทุนรับเหมาก่อสร้าง ที่ฝังตัวอยู่ในพรรคการเมือง

แยกเป็นพรรคไทยรักไทย 36 ตระกูล, พรรคชาติไทย 13 ตระกูล, พรรคชาติพัฒนา 6 ตระกูล, พรรคความหวังใหม่ก่อนรวมกับไทยรักไทยมีอยู่ 5 ตระกูล, พรรคเสรีธรรมก่อนรวมกับไทยรักไทย มี 3 ตระกูล และพรรคประชาธิปัตย์ มี 13 ตระกูล

ปัจจุบัน ข้อมูลข้างต้นนี้ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เนื่องจาก “นักเลือกตั้ง” หรือทุนรับเหมาก่อสร้างยังเป็นคนหน้าเดิม เพียงแต่ย้ายจาก “ค่ายทักษิณ” ไปอยู่ค่ายอื่นแทน

กว่าสองทศวรรษมานี้ นักเลือกตั้งบ้านเรา โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองท้องถิ่นส่วนใหญ่ ยังเป็นตระกูลเดิมที่ผูกขาดการบริหารงาน อบจ. หรือเทศบาล ชนิดรุ่นต่อรุ่น 

หนังสือ “รัฐ ทุน เจ้าพ่อท้องถิ่นกับสังคมไทย” ที่มี ผาสุก พงษ์ไพจิตร และสังศิต พิริยะรังสรรค์เป็นบรรณาธิการ จึงไม่ล้าสมัย อ่านยามใด ก็เห็นภาพจริงที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตา

ความสัมพันธ์ในเชิงอุปถัมภ์ของ “ทุนท้องถิ่น” กับนักการเมืองระดับชาติ ก็คือ “ระบอบประชาธิปไตยแบบสืบทอดอำนาจ” นั่นเอง อันเป็นเงื่อนไขที่ทำให้รัฐไทยยังเต็มไปด้วยการเล่นพรรคเล่นพวก และระบบเครือญาติ

เฉพาะอำนาจรัฐท้องถิ่น ยังคงถูกควบคุมโดยความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แม้ว่ารูปแบบการแข่งขันจะกระทำในนามระบอบประชาธิปไตย แต่เนื้อหาก็ยังเป็นการแย่งชิงผลประโยชน์

ใครจะคิดว่า มาถึง พ.ศ.นี้แล้ว “กลุ่มทุนหวยเถื่อน” ยังเบ่งบารมีเหนือองค์กรปกครองท้องถิ่นหลายแห่ง แถมสนับสนุนนักเลือกตั้งในสังกัดให้เป็น ส.ส.ในสภาได้

          ผิวแผ่นพื้นถนนลาดยางที่หลุดล่อนเป็นกระแสร้อนในโซเชียล ก็แค่เปลือกหรือกระพี้ แต่แก่นแกนนั้นคือ “การเมืองก่อสร้าง ก่อสร้างการเมือง” ผู้กุมอำนาจรัฐ ไม่ว่ายุคประชาธิปไตยจ๋าหรือประชาธิปไตยในเงาปืน