รู้จัก “สารัชถ์ รัตนาวะดี” เจ้าพ่อ GULF ทำไม ขึ้นแท่น มหาเศรษฐี เบอร์ 1 ของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/526723

19 ส.ค. 2565

รู้จัก "สารัชถ์ รัตนาวะดี" เจ้าพ่อ GULF ทำไม ขึ้นแท่น มหาเศรษฐี เบอร์ 1 ของไทย

รู้จัก “สารัชถ์ รัตนาวะดี” เจ้าพ่อ GULF ทำไมถึงขึ้นแท่น มหาเศรษฐี เบอร์ 1 ของไทย เบียดแซง เจ้าสัวธนินท์-เจ้าสัวเจริญ

จากการจัดอันดับมหาเศรษฐีโลกครั้งล่าสุดของ Forbes ปรากฏว่า ชื่อของ “สารัชถ์ รัตนาวะดี” ประธานกรรมการเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) GULF อยู่อันดับที่ 162 ซึ่งเป็นอันดับที่สูงที่สุดของมหาเศรษฐี ไทย ส่งผลให้เค้า ขึ้นแท่นเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศไทย ด้วยทรัพย์สิน 11,800 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทอยู่ที่ 421,260 ล้านบาท โดยมีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 1.04 % แซงหน้า เจ้าสัวเจริญ และ เจ้าสัวธนินท์ จากการจัดอันดับมหาเศรษฐีแบบเรียลไทม์ของ ฟอร์บส ทำให้ชื่อของ สารัชถ์ รัตนาวะดี เริ่มมีการค้นหามากที่สุดอีกครั้ง คมชัดลึกออนไลน์ จะพาไปทำความรู้จัก บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีใหม่ของประเทศไทย

สารัชถ์ รัตนาวะดี ชื่อเล่นว่า กลาง แต่เพื่อนมัธยมปลายที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย กลับชอบเรียกเขาว่า “แย้ม” ที่มาจากสีหน้าและอารมณ์ของเจ้าตัว ที่เป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส เค้าเกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ.2508 ปัจจุบันอายุ 57 ปี เป็นผู้ก่อตั้ง และปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่ทำธุรกิจหลักเกี่ยวกับโรงไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 583,000 ล้านบาท

บิดาของเขาคือ พล.อ.ถาวร รัตนาวะดี อดีตหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการ กองบัญชาการทหารสูงสุด เพื่อนร่วมรุ่น จปร.5 กับแกนนำคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผู้ทำการรัฐประหารในปี 2534 ทั้ง พล.อ.สุจินดา คราประยูร และ พล.อ.อิสระพงษ์ หนุนภักดี ส่วนปู่ของเขาก็คือ พล.ต.พระอุดมโยธาธิยุต (นายสด รัตนาวะดี) อดีตสมาชิกคณะราษฎร ฟากมารดา คือ นางประทุม รัตนาวะดี น้องสาวของนายวาริน พูนศิริวงศ์ นักธุรกิจและเจ้าของหนังสือพิมพ์แนวหน้า

สารัชถ์ เป็นลูกคนกลาง โดยมีพี่ชายชื่อ สาณิต และน้องชาย ชื่อ สฤษดิ์ ส่วนเรื่องการศึกษา ช่วงมัธยม ศึกษาที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ก่อนศึกษาในระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท ด้านการบริหารจัดการวิศวกรรม จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

สารัชถ์ รัตนาวะดี ซีอีโอ กัลฟ์สารัชถ์ รัตนาวะดี ซีอีโอ กัลฟ์

สารัชถ์ แต่งงานกับ นลินี ตันติสุนทร บุตรสาวของนายรักษ์ ตันติสุนทร คณบดีชาวจีนใน จ.ตาก อดีต ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ 2 สมัย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย มีบุตร 2 คน คือ สาริศ และ สิตมน

ครอบครัว "รัตนาวะดี"ครอบครัว “รัตนาวะดี”

หลังเรียนจบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ (วิศวกรรมโยธา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท ด้านการบริหารจัดการวิศวกรรม จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เขากลับมาก่อตั้ง บริษัท กัลฟ์ อิเล็คตริก จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า ในปี 2537 ขณะอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น โดยสารัชถ์ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ จากนั้นได้จัดตั้งบริษัทอีกจำนวนหนึ่งที่ใช้คำนำหน้าว่า “กัลฟ์” เช่น

  • บริษัท กัลฟ์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด (ก่อตั้ง พ.ศ. 2539)
  • บริษัท กัลฟ์ โคเจนเนอเรชั่น จำกัด (ก่อตั้ง พ.ศ. 2539)
  • บริษัท กัลฟ์ ยะลา กรีน จำกัด (ก่อตั้ง พ.ศ. 2540)
  • บริษัท กัลฟ์ ไอพีพี จำกัด (ก่อตั้ง พ.ศ. 2547)

รวมถึงบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าของเอกชนรายใหญ่ที่สุดของไทยในแง่มูลค่าตามราคาตลาด เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2560 ทำให้ชื่อของสารัชถ์ ปรากฏอยู่ในทำเนียบมหาเศรษฐีไทยของนิตยสาร ฟอรบส์ ในปี 2561

สารัชถ์ รัตนาวะดีสารัชถ์ รัตนาวะดี

ในปี พ.ศ. 2562 สารัชถ์ถือสินทรัพย์ที่เป็นหุ้นไทยที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นปีแรก จากนั้นครองอันดับ 1 ผู้มีหุ้นมากที่สุด 3 ปีซ้อน 

ปี 2563 บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวม 33,370 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4,282 ล้านบาท ถัดมาปี 2564 มีรายได้รวม 49,983 ล้านบาท กำไรสุทธิ 7,670 ล้านบาท และช่วงครึ่งแรกปี 2565 มีรายได้รวม 43,764 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4,925 ล้านบาท

นอกจากนี้ กัลฟ์ฯยังได้ขยายธุรกิจไปยังธุรกิจอื่น เช่น ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอื่น ๆ เช่น การเทกโอเวอร์ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และอินทัชเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ทั้งยังรุกตลาดคริปโตเคอร์เรนซี โดยร่วมมือกับ Binance แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตรายใหญ่สุดของโลก เป็นต้น

GULFGULF

โดยข้อมูลของ ฟอร์บส์ ระบุว่า ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2565 นายสารัชถ์ รัตนาวะดี มีความมั่งคั่งสุทธิอยู่ที่ประมาณ 421,260 ล้านบาท (11,800 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยมีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 1.04% อยู่อันดับ 162 ของโลก ส่วน นายเจริญ มีอยู่ที่ 417,690 ล้านบาท (11,700 ล้านเหรียญสหรัฐ) รวยลดลง 0.28% อยู่อันดับ 163 ของโลก ขณะที่ นายธนินท์ มีอยู่ที่ 410,550 ล้านบาท (11,500 ล้านเหรียญสหรัฐ) รวยลดลง 0.45% อยู่อันดับ 164 ของโลก

ทั้งนี้ จากการจัดอันดับ 50 มหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2565 ของ ฟอร์บส์ ประเทศไทย นายสารัชถ์ อยู่ในอันดับที่ 4 มูลค่าทรัพย์สินขณะนั้น 387,000 ล้านบาท (11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ)

จากความสำเร็จที่ปรากฎ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมชื่อของ สารัชถ์ รัตนาวะดี จะขึ้นแท่นมหาเศรษฐีของไทยคนใหม่ เบียดแซง สองเจ้าสัว ธนินท์ และ เจริญ ไปด้วยวัยเพียง 57 ปี

ขอบคุณข้อมูล วิกิพีเดีย และภาพจาก Hello Magazine

วาระ “นายกรัฐมนตรี” ภาระหนักตกที่ ศาลรัฐธรรมนูญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/kom-daily/525482

19 ส.ค. 2565

วาระ "นายกรัฐมนตรี"  ภาระหนักตกที่ ศาลรัฐธรรมนูญ

วาระ 8 ปี “นายกรัฐมนตรี” ต้องจบที่ ศาลรัฐธรรมนูญ ฝ่ายหนุน -ฝ่ายต้าน เสียงแตก รัฐธรรมนูญ มาตรา158 นับระยะเวลาจากวันไหน

เหลือเวลาอีก สี่วันการเมืองไทยอาจลุกเป็นไฟขึ้นมาอีกครั้ง  คราวนี้ ถูกจุดพลุด้วยกระแส เรียกร้องนายกรัฐมนตรี ต้องลงจากตำแหน่ง โดยอ้าง รัฐธรรมนูญมาตรา 158 ที่กำหนดไม่ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมกันแล้วไม่เกิน 8 ปี

หากย้อนดูไทม์ไลน์ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2557  รัฐธรรมนูญ ฉบับปี2560 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายนในปีเดียวกัน  และเมื่อมีการเลือกตั้ง เมื่อปี 2562
พลเอกประยุทธ์ ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จากที่ประชุมรัฐสภาอีกครั้ง
ได้รับโปรดเกล้าฯเป็นนายกรัฐมนตรี วันที่ 6 มิถุนายนปีเดียวกัน

วาระ "นายกรัฐมนตรี"  ภาระหนักตกที่ ศาลรัฐธรรมนูญ

แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคแรกบัญญัติว่าให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่กลับปัญหาจึงเป็นปัญหาให้ต้องตีความว่า วารดำรงตำแหน่ง ไม่เกิน 8 ปี ตามรัฐธรรมนูญมาตร158 เริ่มนับจากวันไหน
 

หากนับจากวันที่ 24 สิงหาคม 2557 ที่พลเอกประยุทธ์ ได้รับเลือกจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะครบกำหนด 8 ปี วันที่ 23 สิงหาคมเดือนนี้

หากนับจากวันที่รัฐธรรมนูญ บังคับใช้ 6 เมษายน 2560  พลเอกประยุทธ์ ก็จะเป็นนายกฯ ได้อีก สองปี ตามที่พลเอกประวิตร เคยหลุดพูดไว้


แต่หากนับจากวันที่ 9 มิถุนายน 2562  ระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรวมแล้วไม่เกิน 8ปี จะสิ้นสุดวันที่ 8 มิถุนายน 2570

ฝ่ายที่สนับสนุนลุงตู่อยู่ต่อ เห็นว่า การนับวาระดำรงตำแหน่ง ต้องเริ่มหลังจากมีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ฝ่ายที่ คัดค้านบอกว่า  การนับวาระต้องเริ่มจากที่รัฐธรรมนูญรับรองสถานะความเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 264 ที่รับรองไว้ว่าคณะรัฐมนตรี ที่มีอยู่ก่อนหน้า เป็นคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ2560 นี้ สอดรับกับ เจษฎ์ โทณะวนิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ระบุว่านับวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มตั้งแต่ได้ปี 2557 แล้ว

เมื่อดูความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญมาตรา 158 จะพบว่า การกำหนดระยะเวลา 8 ปีไว้เพื่อมิให้เกิดการผูกขาดอำนาจในทางการเมืองยาวเกินไปอันจะเป็นต้นเหตุเกิดวิกฤตทางการเมืองได้ แต่หากดูตามความเคลื่อนไหวของ 3ป. หรือ พลเอกประยุทธ์ ไม่พบเค้าลางว่าจะหยุดตามที่รัฐบุรุษ  เคยทำไว้   นี่เป็นเหตุผลให้คลื่นลมการเมืองระลอกใหม่ มีนัดหมายอีกครั้งในวันที่ 23 สิงหาคมนี้

เสี้ยวชีวิต “สมบัติ เมทะนี” ในเวทีการเมือง ต่างจากพระเอกมิตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/526654

18 ส.ค. 2565

เสี้ยวชีวิต “สมบัติ เมทะนี” ในเวทีการเมือง ต่างจากพระเอกมิตร

เสี้ยวชีวิตพระเอก “สมบัติ เมทะนี” สู่ถนนการเมืองวัย 70 ต่างจาก มิตร ชัยบัญชา ที่เล่นการเมืองสมัยหนุ่มฉกรรจ์ แต่ผิดหวัง เพราะพระเอกมิตรมาก่อนกาล

เสี้ยวชีวิตพระเอกอมตะ “สมบัติ เมทะนี” จากคนของประชาชน สู่ถนนการเมือง เป็น ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง และเป็น สนช.มาจากแต่งตั้ง

ชีวิตการเมืองเริ่มต้นเมื่อ 70 “สมบัติ เมทะนี” ต่างจาก มิตร ชัยบัญชา ที่เล่นการเมืองสมัยหนุ่มฉกรรจ์ แต่ผิดหวัง เพราะพระเอกมิตรมาก่อนกาล

จากไปแล้ว “สมบัติ เมทะนี” พระเอกผู้แสดงภาพยนตร์มากที่สุดในโลกถึง 650 เรื่อง ซึ่งเป็นพระเอกหนังไทยอีกคนหนึ่ง ที่ประสบความสำเร็จทั้งในโลกมายา และโลกการเมือง

การเลือกตั้ง ส.ว.ปี 2549 สมบัติ เมทะนี ตัดสินใจเล่นการเมืองในวัย 70 ปี และได้รับเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 6 ได้ 53,526 คะแนน ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ส.ว.ได้ไม่นาน ก็เกิดรัฐประหาร 19 ก.ย.2529


ที่น่าสนใจ เมื่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ได้แต่งตั้ง สมบัติ เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะตัวแทนกลุ่มวิชาชีพศิลปิน

ถัดมา เลือกตั้งทั่วไป ปี 2550 สมบัติ เมทะนี เข้าพรรคประชาราช ของเสนาะ เทียนทอง และได้ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบสัดส่วน กลุ่มที่ 6 (กรุงเทพฯ และปริมณฑล) ลำดับที่ 1 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง  การเลือกตั้งทั่วไป ปี 2554 สมบัติลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 102 ไม่ได้รับเลือกอีกหน

เมืองไทยมีดารานักแสดงมาเล่นการเมืองเยอะขึ้นในช่วงหลัง แต่ในอดีต ต้องบันทึกไว้ว่า มิตร ชัยบัญชา พระเอกตลอดกาล เป็นคนแรกที่ลุยสมรภูมิเลือกตั้ง

‘มิตรมาก่อนกาล’

“สมบัติ เมทะนี” ได้เห็นพระเอกรุ่นพี่ มิตร ชัยบัญชา เสนอตัวรับใช้ประชาชนในเวทีเลือกตั้ง แต่สอบตก จึงไม่ตัดสินใจเล่นการเมืองตอนวัยหนุ่ม

สำหรับ มิตร ชัยบัญชา เป็นดาราไทยคนแรก ๆ ที่สนใจการบ้านการเมือง ปี 2511 มิตร หรือชื่อจริง พิเชษฐ์ ชัยบัญชา ลงสมัครสมาชิกสภาเทศบาล จังหวัดพระนคร ในนามกลุ่มหนุ่ม เขตบางรัก ยานนาวา สัมพันธวงศ์ ป้อมปราบ แต่ก็ไม่ได้รับเลือก 

การเลือกตั้งทั่วไป ปี 2512 พระเอกมิตร ตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.จังหวัดพระนคร (เวลานั้น ยังแยกเป็น จ.พระนคร และ จ.ธนบุรี) ในนามผู้สมัครอิสระ

มิตรหาเสียงในชื่อ พิเชษฐ์ ชัยบัญชา เจอคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคสหประชาไทย ซึ่งผลเลือกตั้ง มิตรสอบตก

 สมัยที่พระเอก มิตร เล่นการเมืองท้องถิ่น และสมัคร ส.ส.ปี 2512สมัยที่พระเอก มิตร เล่นการเมืองท้องถิ่น และสมัคร ส.ส.ปี 2512

สาเหตุที่มิตร ชัยบัญชา พระเอกยอดนิยมพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง มี 2 ปัจจัยคือ ประการแรก พระเอกมิตร ไม่ใช้ชื่อ มิตร ชัยบัญชา หาเสียง ชาวบ้านร้านถิ่นไม่รู้จัก พิเชษฐ์ ชัยบัญชา 


ประการที่สอง หัวคะแนนของพรรคเก่าแก่ บอกชาวบ้านว่า ถ้าเลือกมิตรเป็นผู้แทน มิตรจะไม่มีเวลาเล่นหนังให้ดูกันอีก ชาวบ้านเลยไม่ลงคะแนนให้มิตร เพราะอยากเก็บพระเอกไว้ในโลกมายาเท่านั้น 

‘พระเอกของทุกพรรค’

“สมบัติ เมทะนี” สนใจการเมืองมาตั้งแต่เด็กๆ ช่วงเยาว์วัย ก็ได้ยินเพลงปลุกใจรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อโตเป็นหนุ่ม ได้เห็นบ้านเมืองยุคสงบราบคาบ สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์

หลัง 14 ตุลา ประชาธิปไตยเบ่งบาน นพ.กระแส ชนะวงศ์ หัวหน้าพรรคพลังใหม่ เคยมาชวนให้ไปลงสมัคร ส.ส.อุบลฯ เพราะเขาเกิดที่ จ.อุบลราชธานี แต่ตอนนั้นงานแสดงหนังเยอะมาก ไม่มีเวลา

จริง ๆ แล้ว ดารานักแสดงบ้านเรา จะรู้จักมักคุ้นนักการเมืองไทยทุกพรรค เหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ซึ่งปี 2529 สมบัติ ก็เคยไปช่วย สุรพันธ์ ชินวัตร อาของทักษิณ และเยาวลักษณ์ ชินวัตร พี่สาวของทักษิณ ที่ลงสมัคร ส.ส.เชียงใหม่

สมบัติ เมทะนี ในวัย 50 ปี ก็มีชวนไปสมัคร ส.ก.ในนามพรรคประชากรไทย แต่เพื่อนฝูงบอกว่า รอไปสมัคร ส.ส.ดีกว่า แต่กฎหมายเลือกตั้ง ผู้สมัคร ส.ส.ต้องจบปริญญาตรี เลยมุมานะเรียนจนได้ใบปริญญา

ปี 2549 สมบัติ เปลี่ยนแผนที่ลงสมัคร ส.ส. หันไปสมัคร ส.ว.กรุงเทพฯ “..มีความคิดว่า ถ้าเราเป็น ส.ว.น่าจะดีกว่า เพราะเราถนัดกว่า เราเป็นคนที่พูดเก่ง มันเหมาะกับวัยวุฒิที่เรามีด้วย” พระเอกอมตะให้สัมภาษณ์นักข่าวผู้จัดการออนไลน์ หลังทราบผลเลือกตั้ง ส.ว.

นี่คือวิถีของ 2 พระเอก บนถนนการเมือง มิตร ชัยบัญชา เลือกเล่นการเมืองตอนอายุ 35 ปี ส่วนสมบัติ เมทะนี มานับหนึ่งตอนอายุ 70 ปี

หนีอุ๊งอิ๊ง “อนุทิน” ลุยใต้ชน ปชป. ขอแบ่ง 20 ที่นั่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/526620

18 ส.ค. 2565

หนีอุ๊งอิ๊ง “อนุทิน” ลุยใต้ชน ปชป. ขอแบ่ง 20 ที่นั่ง

ขั้วรัฐบาลชิงกันเอง “อนุทิน” นำทัพภูมิใจไทยปักธง 2 ฝั่งทะเล จุรินทร์ไม่ถอย เพราะปักษ์ใต้บ้าน ปชป. ค่ายเนวินตีเหนือ-อีสานยาก เบนเข็มล่องใต้ ขอ 20 ที่นั่ง

ขั้วรัฐบาลชิงกันเอง “อนุทิน” นำทัพภูมิใจไทยปักธง 2 ฝั่งทะเล จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ไม่ถอย เพราะปักษ์ใต้บ้านของ ปชป.

ทักษิณมอง “อนุทิน” ตีเหนือ-อีสานยาก จึงเบนเข็มล่องใต้ รุกค่าย ปชป.ชิง ส.ส. 58 ที่นั่ง

สุดสัปดาห์ที่แล้ว อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รุกชายฝั่งอันดามัน เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กระบี่ และพังงา 

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยแกนนำพรรค ลงพื้นที่ จ.สงขลา เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ในงานรวมพลัง 30 เลือดใหม่ ทวงปักษ์ใต้คืน

ด้านพรรคเพื่อไทย ทักษิณ ชินวัตร วิเคราะห์สนามเลือกตั้งสมัยหน้าผ่านแคร์คลับเฮาส์ คุยโวว่าแลนด์สไลด์ เพราะมีฐานที่แข็งแกร่งในภาคเหนือและอีสาน

ทักษิณมองว่า ภูมิใจไทยพยายามเจาะภาคเหนือตอนบน และอีสาน แต่เจาะไม่เข้า เลยล่องใต้ไปหาที่นั่ง ส.ส.เพิ่ม   เลือกตั้งสมัยที่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ ได้ ส.ส.เพียง 22 ที่นั่ง จากทั้งหมด 50 ที่นั่ง ส่วนที่เหลืออีก 28 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ ได้ 13 ที่นั่ง,พรรคภูมิใจไทย 8 ที่นั่ง ,พรรคประชาชาติ 6 ที่นั่ง และพรรครวมพลัง 1 ที่นั่ง

เลือกตั้งครั้งหน้า สมรภูมิปักษ์ใต้ ที่มีจำนวน ส.ส. 58 ที่นั่ง จึงจะเป็นสนามประลองกำลังของ 5 พรรคการเมืองคือ ประชาธิปัตย์ ,ภูมิใจไทย, พลังประชารัฐ, รวมไทยสร้างชาติ และประชาชาติ    

คู่เอกสังเวียนภาคใต้ คงจะเป็นพรรค ปชป. แชมป์เก่าหลายสมัย และผู้ท้าชิงที่มีความพร้อมในทุกด้านอย่างพรรคภูมิใจไทย

‘ปักษ์ใต้บ้านเรา’
 
“อนุทิน” คงมองเห็นจุดอ่อนของ ปชป.สมัยที่แล้ว มนต์ขลังชวน หลักภัย ลดลง จึงกำหนดยุทธศาสตร์ลุยปักษ์ใต้จริงจัง

หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 กระแสชวนฟีเวอร์ ส่งผลให้แบรนด์ประชาธิปัตย์ กลายเป็นพรรคคนใต้ และมีคำกล่าวว่า ประชาธิปัตย์กับคนใต้ คือเนื้อเดียวกัน

วันที่ 14 ส.ค.2565 จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงประกาศทวงคืนปักษ์ใต้ ในงานรวมพลัง 30 เลือดใหม่ ที่ จ.สงขลา  เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค  ยืนยันถึงความพร้อมในการรบครั้งหน้าว่า ครั้งนี้เราจะสู้แบบที่บอกเลยว่า ปชป.ในภาคใต้คือบ้านเรา เพราะฉะนั้น ปชป.ต้องเอาบ้านหลังนี้กลับคืนมา

ดังนั้น เฉลิมชัย จึงดัน เดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา ขึ้นเป็นรองหัวหน้าพรรค รับผิดชอบภาคใต้ ร่วมกับนิพนธ์ บุญญามณี คัดสรรผู้สมัคร ส.ส.เลือดใหม่ แทน ส.ส.เก่าที่สอบตก

วันนี้ ปชป.ภาคใต้ ได้เปลี่ยนจากพรรคดาวสภา กลายเป็นพรรคที่ให้น้ำหนักการสร้างเครือข่าย และเลือกผู้สมัคร ส.ส.ที่มีบุคลิกใจถึงพึ่งได้

กลยุทธ์อาศัยบ้านใหญ่ ประสานการหาเสียงในรูปแบบเดิม จุรินทร์ จึงมั่นใจว่า จะได้ ส.ส.ตามเป้าหมาย 35-40 ที่นั่ง

‘บุรีรัมย์โมเดล’

ภูมิใจไทยรู้ดีว่า ภาคเหนือตอนบนและอีสานเหนือ เป็นจุดอ่อน สู้ยังไงก็ไม่ชนะทักษิณ จึงต้องหาที่นั่ง ส.ส.เพิ่มเติมในสมรภูมิภาคใต้

พรรคภูมิใจไทย ที่มี พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา และ นาที รัชกิจประการ เป็นแม่ทัพใหญ่ พยายามเจาะพื้นที่ปักษ์ใต้มาแต่ปี 2554 และเพิ่งมาประสบความสำเร็จในสมัยที่แล้ว

  อนุทิน ขอแบ่ง 20 ที่นั่ง ในสมรภูมิปักษ์ใต้ สมัยหน้าอนุทิน ขอแบ่ง 20 ที่นั่ง ในสมรภูมิปักษ์ใต้ สมัยหน้า

ส.ส.ปักษ์ใต้ ค่ายสีน้ำเงิน ส่วนใหญ่มาจากนักการเมืองบ้านใหญ่ ฉะนั้น ผู้สมัคร ส.ส.สมัยหน้า จึงมีสไตล์แบบโกเกี๊ยะ-เจ๊เปี๊ยะคือ คำไหนคำนั้น พูดแล้วทำ   ช่วงเลือกตั้งปี 2562 คนภูมิใจไทยภาคใต้ ยกบุรีรัมย์โมเดล เปรียบเทียบกับผลงานของ ส.ส.ปชป.ที่ยึดครองปักษ์ใต้มา 30 ปี และในรัฐบาลชุดนี้ ทีมรัฐมนตรีภูมิใจไทย ได้ทุ่มงบฯพัฒนาลงพื้นที่ภาคใต้เป็นจำนวนมาก

ประกอบกับเนวิน ชิดชอบ ใช้กลยุทธ์ลูกหนังนำการเมือง พาทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาเตะอุ่นเครื่องในจังหวัดที่เป็นเป้าหมายทางการเมือง พบว่าได้ใจคนรุ่นใหม่เมืองใต้

ด้วยเหตุนี้ แม่ทัพตัวจริง เจ๊เปี๊ยะ-นาที รัชกิจประการ จึงขอที่นั่ง ส.ส.เขต 20+ ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทยในสมัยหน้า จากเดิมที่เคยได้ 8 ที่นั่ง

“เนวิน” กินรวบ แน่จริงทีมแม้ว ตีค่ายชิดชอบให้แตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/526535

17 ส.ค. 2565

“เนวิน” กินรวบ แน่จริงทีมแม้ว ตีค่ายชิดชอบให้แตก

ทักษิณหยาม ภท.เจาะอีสานไม่เข้า “เนวิน” คงอยากสวนคืน สมัยหน้า ค่ายสีน้ำเงินจ้องกินรวบ ส.ส.บุรีรัมย์ 10 ที่นั่ง เพื่อแม้วแน่จริง ตีบ้านชิดชอบให้แตก

ที่มั่นบุรีรัมย์ “เนวิน” เตรียมรับมือพายุแลนด์สไลด์เพื่อไทย สมัยหน้า ทักษิณหยามภูมิใจไทย เจาะอีสานไม่เข้า

“เนวิน” ปักธง 10 ที่นั่ง ค่ายชิดชอบกินรวบ หากค่ายเพื่อแม้วแน่จริง ต้องตีบุรีรัมย์ให้แตก

อันเนื่องมากจากแคร์คลับเฮาส์ คืนวันอังคารที่ 16 ส.ค.2565 ทักษิณ ชินวัตร ทำตัวเป็นเกจิการเมืองวิเคราะห์สนามเลือกตั้ง   “อีสาน กับภาคเหนือตอนบนเพื่อไทยแข็งแรงอยู่แล้ว แม้ว่าภูมิใจไทย กับพลังประชารัฐ จะพยายามเจาะพื้นที่นั้น ต้องบอกว่า ได้เจาะ แต่เจาะไม่ได้”

ทักษิณ ย้ำว่า ภูมิใจไทยเตรียมตีอีสานเต็มที่ แต่ตียาก เพราะเพื่อไทยแข็งแรง จึงมาบุกภาคกลาง และภาคใต้  ในทางตรงกันข้าม เนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่ของคนภูมิใจไทย คงอยากจะบอกว่า แน่จริงก็มาตีบุรีรัมย์ให้แตก 

ถ้ายังจำกันได้ วันที่ 26 มิ.ย.2565 เนวิน ชิดชอบ ไปเป็นประธานเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 2 คน ในเขตเลือกตั้งใหม่ 2 เขต โดยเนวิน จะส่งพรชัย ศรีสุริยันโยธิน อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ ลงเขต อ.ปะคำ และไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายคนโต ลงเขต อ.ชำนิ 

เนื่องจากสมัยหน้า ส.ส.บุรีรัมย์ จะเพิ่มจาก 8 เขต เป็น 10 เขต ซึ่งสมัยที่แล้ว ภูมิใจไทยโชว์แลนด์สไลด์บุรีรัมย์

‘ดรีมทีมชิดชอบ’

ครูใหญ่ “เนวิน” ไม่เคยอยู่แถวหน้า แต่คนภูมิใจไทยก็รู้ดีว่า ยุทธศาสตร์การต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง ยังไงก็ต้องเงี่ยหูบ้านใหญ่ชิดชอบ

ปัจจุบัน ส.ส.บุรีรัมย์ 8 คน 8 เขต สังกัดภูมิใจไทย ประกอบด้วยสนอง เทพอักษรณรงค์ เขต 1 ,รังสิกร ทิมาตฤกะ เขต 2 ,สมบูรณ์ ซารัมย์ เขต 3,  โสภณ ซารัมย์ เขต 4 ,อดิพงษ์ ฐิติพิทยา เขต 5, ไตรเทพ งามกมล เขต 6, จักรกฤษณ์ ทองศรี เขต 7 และรุ่งโรจน์ ทองศรี เขต 8

เลือกตั้งครั้งหน้า จ.บุรีรัมย์ จะมี ส.ส. 10 คน โดยอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศแล้วจะสร้างปรากฏการณ์บุรีรัมย์แลนด์สไลด์เป็นสมัยที่ 2 

ดังที่ทราบ เขตเลือกตั้งใหม่ 2 เขต เนวินวางตัวลูกชาย ไชยชนก ชิดชอบ และเสี่ยแก๋ พรชัย ศรีสุริยันโยธิน ลงสนาม รับประกันปิดประตูแพ้  สมัยการเลือกตั้งปี 2554 กระแสยิ่งลักษณ์มาแรง คนเสื้อแดงเต็มแผ่นดิน ทีมเนวินต้องเสียที่นั่งให้เพื่อไทย 2 เขต จากทั้งหมด 9 เขต โดย ส.ส.บุรีรัมย์ เพื่อไทยในตอนนั้นก็คือ พรชัย ศรีสุริยันโยธิน และหนูแดง วรรณกางซ้าย

วันนี้ เสี่ยแก๋ พรชัยย้ายมาอยู่ภูมิใจไทย ยังเหลือแต่หนูแดง ที่ส่งลูกชายสวมเสื้อเพื่อไทยลงสนาม 

‘เพื่อไทยเจาะยาก’

พลพรรค “ทักษิณ” ในบุรีรัมย์ ไม่มีแม่ทัพที่มากบารมี จึงสู้ทีมเนวินไม่ได้ แถมเลือกตั้งสมัยที่แล้ว ยังแบ่งกันสวมเสื้อไทยรักษาชาติกับเพื่อไทย พรรคละ 4 เขต แต่สู้ทีมเนวินไม่ได้

ในการเลือกตั้งสมัยหน้า เพื่อไทยเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ ไปแล้ว 9 เขต ยังเหลืออีก 1 เขต รอการเปิดตัวในภายหลัง   สุรศักดิ์ นาคดี อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ ,เล็ง พยุงแสนกุล อดีตข้าราชการครู อ.พุทไธสง ,ประยูร เพ็งจันทร์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์

ว่าที่ ร.ต. เสนาะ พรหมสวัสดิ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์, พรรณธนู วรรณกางซ้าย ลูกชาย หนูแดง วรรณกางซ้าย อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย  จำรัส เวียงสงค์ อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ ยุคไทยรักไทย ,สมนึก เฮงวาณิชย์ถิรธนา อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ 

ปรัญชญา ตรีกาญจนา อดีตผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคอนาคตใหม่,สุรศักดิ์ เพชรสว่าง อดีตประธาน นปช.บุรีรัมย์  และลูกชายโสภณ เพชรสว่าง

จะว่าไปแล้ว สถานการณ์ในบุรีรัมย์ ก็แตกต่างจาก 10 ปีก่อน ที่ทีมเนวินพ่ายกระแสปูแดง ซึ่งวันนั้น ภูมิใจไทยเพิ่งมีอายุได้แค่ 2 ปี และการพัฒนาแบบบุรีรัมย์โมเดล ก็ยังไม่เกิดขึ้นมา

ดังนั้น พลพรรคของทักษิณ คงจะตีที่มั่นของเนวินไม่แตก แม้จะคาดหวังว่าอย่างน้อยต้องได้ 1 ที่นั่งก็ยังดูยาก

นายกฯ เพื่อไทย ‘ทักษิณ’ ชี้ชัดชื่อ อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/526471

17 ส.ค. 2565

นายกฯ เพื่อไทย ‘ทักษิณ’ ชี้ชัดชื่อ อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา

มั่นใจเกินล้านเปอร์เซ็นต์ “ทักษิณ” แง้มชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ค่ายเพื่อไทย ฟังดูก็รู้ว่าคือ อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา ทวีสิน จัดตั้งรัฐบาลขั้วประชาธิปไตย 360+

มั่นใจเกินล้านเปอร์เซ็นต์ “ทักษิณ” ตั้งวงจัดตั้งรัฐบาลกลางคลับเฮาส์ แง้มชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ฟังดูก็รู้ว่าคือ อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา ทวีสิน

แลนด์สไลด์เพื่อไทย 250+ “ทักษิณ” ยันหลังเลือกตั้งสมัยหน้า ขั้วประชาธิปไตยตั้งรัฐบาล 360+ โควต้า ส.ส. 10 คนต่อ 1 เก้าอี้รัฐมนตรี

ค่ำวันที่ 16 ส.ค.2565 รายการ CareTalk x Care ClubHouse ในหัวข้อ วิเคราะห์พายุการเมืองไทยหลัง 8 ปีประยุทธ์ มีคนเข้าฟังมากมาย เนื่องจาก ทักษิณ ชินวัตร หรือโทนี่ วู้ดซั่ม ตั้งวงวิเคราะห์การเมือง ทั้งประเด็นประยุทธ์ 8 ปี และการจัดตั้งรัฐบาล หลังการเลือกตั้งสมัยหน้า

“ผมเชื่อว่า เพื่อไทยจะไม่จับมือกับพลังประชารัฐ เขาน่าจะเลือกจับมือกับฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกันมากกว่า…” ทักษิณ ชิงเคลียร์ประเด็นนี้ทันที 

 อุ๊งอิ๊ง และเศรษฐา ทวีสิน ในงาน 2 ปีกลุ่มแคร์อุ๊งอิ๊ง และเศรษฐา ทวีสิน ในงาน 2 ปีกลุ่มแคร์


สองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวปล่อยเรื่อง เพื่อไทยจับมือกับพลังประชารัฐ มาแรงมาก โดยเฉพาะในปีกของพลพรรคสีส้ม ที่มีการขยายผลเรื่องดีลลับป้อม-แม้ว จนคนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

“ผมเชื่อว่า เพื่อไทยเขาคงไม่จับมือกับพลังประชารัฐหรอก เขาน่าจะเลือกจับมือกับฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกันมากกว่า อันนี้ผมเดานะ”

ทักษิณประเมินว่า หลังการเลือกตั้งสมัยหน้า พรรคเพื่อไทย และพรรคฝ่ายประชาธิปไตย จะได้ ส.ส.รวมกันแล้ว 350+ จึงไม่น่ามีปัญหาเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล

‘แง้มชื่อนายกฯคนใหม่’

“ทักษิณ” มีความมั่นใจในกระแสแลนด์สไลด์ จึงชักชวนผู้คนมาตั้งวงจัดตั้งรัฐบาลใหม่ กลางแคร์คลับเฮาส์


ตอนหนึ่ง ผู้ดำเนินรายการได้ถามตอนหนึ่งว่า พรรคเพื่อไทยมีแคนดิเดตนายกฯในใจแล้วหรือยัง ทักษิณ ชินวัตร ตอบว่า “น่าจะมีแล้วนะ ถาม นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ที่อยู่ใกล้ชิดกับพรรคพวกว่า ใครจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ”

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี บอกว่า มีแพลมๆ มาบ้าง คนที่พูดถึงน่าจะเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ มีคนเดียว  ถึงตอนนี้ ทักษิณโพล่งขึ้นทันทีว่า “ชาวบ้านน่าจะเดาได้..” ทุกคนในคลับเฮาส์ ก็ร้องฮือ..

จากนั้น นพ.สุรพงษ์ ได้ขยายต่อว่า พรรคเพื่อไทยน่าจะมี 3 คน คนแรกที่เป็นแคนดิเดต คนที่ 2 เริ่มแพลม ๆ เป็นคนมีความรู้ความสามารถ แก้วิกฤตที่เผชิญกันอยู่ เราอยากได้รัฐบาลใหม่แก้ปัญหา คนเป็นนักบริหารที่ดูไว้ก็เห็นว่าเตรียมพร้อมแล้วที่จะเข้าสู่การเมืองแล้ว ส่วนคนที่ 3 ยังเป็นปริศนาอยู่ 

ฟังคำใบ้จากหมอเลี้ยบ คอการเมืองก็รู้ว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของเพื่อไทยคือ คนแรก อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร และคนที่สอง เศรษฐา ทวีสิน 

“จริงๆ เขาเดาได้หมดแล้ว” ทักษิณสำทับอีกที ส่วนคนที่สาม ในพรรคเพื่อไทยคาดหมายว่า จะเป็น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว

‘อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา’

คำพูดที่ว่า “จริงๆ เขาได้หมดแล้ว” ของทักษิณ ก็มีความชัดเจนมาตั้งแต่งาน 2 ปี CARE คิดเคลื่อนไทย ที่หอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ เมื่อ 2 ก.ค.2565

ในงานดังกล่าว แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย เดินทางเป็นประธานมอบรางวัลคนเคลื่อนไทย หรือพูดง่ายๆว่า รางวัลโทนี่อะวอร์ด หนึ่งในผู้ที่ได้รับรางวัลวันนั้นคือ เศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) 

ก่อนหน้านั้น ช่วงปลายเดือน มิ.ย.2565 ค่ายประชาชื่น จัดสัมมนา ได้เชิญ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กมม. และเศรษฐา ทวีสิน มาขึ้นเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในหัวข้อ Stronger Bangkok ; Stronger Thailand

มีการตั้งข้อสังเกตจากผู้ดำเนินรายการบนเวทีวันนี้ว่า มองเห็นแคนดิเดต 2 นายกรัฐมนตรี จึงมีการตั้งคำถามกับชัชชาติว่า ถ้าทำงานในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. กับนายกฯ ชื่อ เศรษฐา จะทำงานง่ายไหม ชัชชาติ นิ่งอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนตอบว่า “คือนายกฯ จริง ๆ แล้ว ตามลำดับชั้น เป็นหัวหน้า ถ้าหัวหน้าดีก็ดี พูดตามหลักนะ”

คำตอบของชัชชาติ เรียกเสียงหัวเราะจากผู้เข้าร่วมงานทั้งห้อง เหมือนทุกคนจะรู้ว่า เศรษฐา ทวีสิน มาแน่..ในสีเสื้อเพื่อไทย

อีสานป่วน “อุ๊งอิ๊ง” เจอขาใหญ่สไลด์ เขี่ย ส.ส.เก่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/526387

16 ส.ค. 2565

อีสานป่วน “อุ๊งอิ๊ง” เจอขาใหญ่สไลด์ เขี่ย ส.ส.เก่า

อีสานตลาดแตก “อุ๊งอิ๊ง” แบรนด์นี้แลนด์สไลด์ เจอขาใหญ่สไลด์ กดดัน ส.ส.เก่าถอย ดันคนใหม่เสียบ จับตานครพนม ชวลิต-ไพจิตจะโดนสไลด์ไปทางไหน

กระแส “อุ๊งอิ๊ง” มาแรง ขาใหญ่ใกล้ชิดมาดามเมืองหลวง จัดแถว ส.ส.อีสาน กดดันคนเก่าถอย ดันคนใหม่เสียบแทน 

แบรนด์ “อุ๊งอิ๊ง” ติดตลาดอีสาน นักเลือกตั้งแห่เข้าคิวลงสมัคร ส.ส. หลายจังหวัดไม่ลงตัว รอคนแดนไกลเคาะ

วันที่ 16 ส.ค.2565 อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร เป็นประธานเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคอีสาน 93 คน จาก 17 จังหวัด โดยผู้สมัครส่วนใหญ่เป็น ส.ส.ปัจจุบัน และเป็นคนหน้าเก่า

มีข้อน่าสังเกตว่า มีผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ในหลายเขต แต่ก็เป็นทายาทของ ส.ส. และอดีต ส.ส. เช่นนครราชสีมา เขต 3 พชร จันทรรวงทอง ลูกชายประเสริฐ จันทรรวงทอง จะลง ส.ส.เขตแทนพ่อ ซึ่งจะขยับไปลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ

แม้ทักษิณ ชินวัตร จะบอกว่า อยากให้เลือดใหม่ลงสนาม และผลักดัน ส.ส.เก่าที่ไม่มีแพชชั่น (Passion) ขึ้นบัญชีรายชื่อ หรือวางมือไปก่อน แต่ก็ยังเห็น เจริญ จรรย์โกมล อดีต ส.ส.ชัยภูมิ กลับมาลง ส.ส.อีกหน

‘อีสานเหนือไม่ลงตัว’

เนื่องจากกระแส “อุ๊งอิ๊ง” มาแรงในภาคอีสาน จึงมีแต่คนอยากมาลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อเพื่อไทย ส่งผลให้มีการทำโพลคัดสรรผู้สมัคร ส.ส.ในหลายเขต

สำหรับการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ภาคอีสานครั้งนี้ ยังขาดอยู่ 3 จังหวัดคือ กาฬสินธุ์, บึงกาฬ และอุดรธานี ส่วนหลายจังหวัด ก็ไม่สามารถเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ได้ครบทั้งจังหวัด  จ.กาฬสินธุ์ เป็นของพรรคเพื่อไทยทั้ง 5 เขต สมัยหน้า จะเพิ่มขึ้นอีก 1 เขต แกนนำพรรคอ้างว่า รอให้ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งนายก อบจ.กาฬสินธุ์ไปเสียก่อน จึงจะเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ครบทั้ง 6 เขต


จ.อุดรธานี ส.ส.เพื่อไทยทั้ง 8 เขต เลือกตั้งหนหน้า จะมี ส.ส.เพิ่มเป็น 9 เขต จักรพรรดิ ไชยสาส์น ย้ายไปภูมิใจไทย และอาภรณ์ สาราคำ จะให้ลูกชายลง ส.ส.แทน  แกนนำเพื่อไทย กำลังปวดหัว เพราะอีก 3-4 เขต จัดตัวผู้สมัครไม่ลงตัว โดยเฉพาะอีโต้อีสาน-ธีระชัย แสนแก้ว ที่ย้ายมาจากภูมิใจไทย อาจไม่ได้ลง ส.ส.เขต เพราะมีกระแสต้านเยอะ

จ.บึงกาฬ ส.ส. 2 เขตตกเป็นของเพื่อไทย คือ เชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์ เขต1 และไตรรงค์ ติธรรม เขต 2  สมัยหน้า จะเพิ่มเป็น 3 เขต จึงทำให้มีผู้เสนอตัวมากกว่า 10 คน และส.ส.เชิดพงศ์ ก็จะดันลูกสาว ภัทรพร ราชป้องขันธ์ ลงเขต 2 เลยยังหาข้อสรุปไม่ได้

‘นครพนมแตก’

นับแต่ “อุ๊งอิ๊ง” เป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และเฮียเพ้งเข้ามาดูแลภาคอีสาน ปรากฏว่า มนพร เจริญศรี มีบทบาทมากขึ้นในพื้นที่นครพนม

ระยะหลัง ส.ส.เดือน มนพร ยังมีความใกล้ชิดกับเจ๊แจ๋น พวงเพ็ชร ชุนละเอียด คนสนิทเฮียเพ้ง ซึ่งใครก็รู้ว่า เจ๊แจ๋นมีบารมีมากแค่ไหน  ในวันเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.อีสาน ชุดแรก นครพนม มี 4 เขต แต่เพื่อไทยเปิดแค่ 2 เขตคือ ภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ เขต 1 และมนพร เจริญศรี เขต 2

 เจ๊แจ๋น ถ่ายรูปร่วมกับมนพร เจริญศรี และสมชอบ นิติพจน์ เจ๊แจ๋น ถ่ายรูปร่วมกับมนพร เจริญศรี และสมชอบ นิติพจน์

ส่วน ส.ส.นครพนมที่หายหน้าไปคือ ไพจิต ศรีวรขาน เขต 3 และชวลิต วิชยสุทธิ์ เขต 4   ก่อนหน้านั้น ส.ส.เดือน มนพร เจริญศรี พยายามจะดัน สมนาม เหล่าเกียรติ อดีต ส.ว.นครพนม ประกบ ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม และส่ง สมชอบ นิติพจน์ อดีตนายก อบจ.นครพนม เป็นตัวสำรอง ชวลิต วิชยสุทธิ์ 

นัยว่า ผู้ใหญ่ในเพื่อไทยได้เจรจาให้ไพจิต และชวลิต ได้ขยับขึ้น ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อเปิดทางให้คนหน้าใหม่ได้ลง ส.ส.เขต

ล่าสุด ชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม ถูกกดดันหนัก จึงเริ่มเปิดตัวทำกิจกรรมกับพรรคไทยสร้างไทย ในพื้นที่เขต 4 แล้ว  ส่วน ส.ส.นครพนม 8 สมัย ไพจิต ศรีวรขาน ยังยืนกรานจะลง ส.ส.เขตในนามเพื่อไทย ไม่ย้ายไปภูมิใจไทยตามข่าวลือก่อนหน้านี้

ต้องลุ้นเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.อีสาน ครั้งหน้า จะมีชื่อสิงห์เฒ่า-ไพจิต เป็นผู้สมัคร ส.ส.นครพนมหรือไม่?

สงครามเงา “พีระพันธุ์” ชักธงสู้ หนุนตู่ไม่ชูป้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/526351

16 ส.ค. 2565

สงครามเงา “พีระพันธุ์” ชักธงสู้ หนุนตู่ไม่ชูป้อม

กระชากโฉมนักเล่นเกม “พีระพันธุ์” แห่งรวมไทยสร้างชาติ นับวันจะเหินห่างและแตกต่างจากพลังประชารัฐ ยุคบ้านใหญ่ ที่ไม่ต่างจากเพื่อไทย สาขา 2

กระชากโฉมนักเล่นเกม “พีระพันธุ์” ไม่สนใจ ทีมกฎหมาย พปชร.ขู่ฟ้อง สร้างความเสียหายให้บิ๊กป้อม ฟ้องมาก็ฟ้องกลับ

“พีระพันธุ์” แห่งรวมไทยสร้างชาติ นับวันจะเหินห่างและแตกต่างจากพลังประชารัฐ ยุคบ้านใหญ่ ที่ไม่ต่างจากเพื่อไทย สาขา 2 

อันสืบเนื่องจาก พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็น ต่อวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พ่วงเรื่องเกมสภาล่ม พลิกเกมสูตรหาร 500 เป็นหาร 100

“ประชาชนเคยให้ความหวังกับการเลือกตั้งปี 2562 สุดท้ายทั้งพรรคหลักพรรครองแปรสภาพเป็นนักกีฬามาเล่นเกม หัวหน้าทีมก็มีความสุขกับการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับตัวเองและการยกยอปอปั้นจากบรรดาคนรอบข้าง คิดว่าการเมืองมีเพียงแค่เงินกับอำนาจ แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือการใช้บ้านเมืองเป็นสนามเล่นเกม โดยมีประชาชนเป็นผู้รับเคราะห์..”

ข้อความบางตอนในเฟซบุ๊กของหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ สร้างความเดือดดาลให้แก่ทีมกฎหมายพรรคพลังประชารัฐ ถึงขั้นขู่จะฟ้องร้องผู้ใส่ร้ายหัวหน้าพรรค พปชร.

จะว่าไปแล้ว ดีเอ็นเอแบบพีระพันธุ์ ก็มีความแตกต่างจากดีเอ็นเอนักเลือกตั้งจำนวนมากใน พปชร. 

‘รวมไทยสายตู่’

หลังพ่ายศึกชิงหัวหน้าพรรค ปชป. “พีระพันธุ์” ก็รอวันขยับออกจากบ้านหลังเก่า และปลายปี 2562 ได้ลาออกจากค่ายสีฟ้ามาอยู่ทำเนียบรัฐบาล

วันที่ 17 ธ.ค.2562 คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี  ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งภายในพลังประชารัฐ ระหว่าง 6 รัฐมนตรีกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็มีข่าวลือว่า ฝั่งทำเนียบรัฐบาล จะส่งพีระพันธุ์ เข้ามาจัดทัพใหม่ ไม่เอาผู้กอง

ต้นเดือน ต.ค.2564 พล.อ.ประวิตร ตั้ง  พีระพันธุ์ นั่งที่ปรึกษาหัวหน้า พชปร. และมีกระแสการต่อต้านพีระพันธุ์ จากปีก ส.ส.สายธรรมนัส  ถัดมา ร.อ.ธรรมนัส พา ส.ส.กลุ่มหนึ่งไปตั้งพรรคเศรษฐกิจไทย เหมือนจะสงบศึก แต่พีระพันธุ์ ก็ยังมีสถานะเป็นคนนอก ของ พปชร. 

วันที่ 3 เม.ย.2565 พีระพันธุ์ ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ โดยบอกว่า ได้จัดทำโครงสร้างพรรค พปชร.เสร็จเรียบร้อยแล้ว 

 พล.อ.ประวิตร ไปลงพื้นที่สระบุรี ช่วย ส.ส.เอ๋ พีระวิทย์ พรรคไทรักธรรมพล.อ.ประวิตร ไปลงพื้นที่สระบุรี ช่วย ส.ส.เอ๋ พีระวิทย์ พรรคไทรักธรรม

‘เพื่อไทยสาขา 2’

“พีระพันธุ์” มีแผนแยกตัวออกจาก พปชร.นานแล้ว เหตุที่ยังมีท่าทีกั๊ก ๆ เรื่องหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็เพราะรอความชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  พรรคพลังประชารัฐ พรรคเฉพาะกิจเพื่อการสืบทอดอำนาจของ คสช. อาจมีความแตกต่างจากกำเนิดพรรคสามัคคีธรรม  

สมัยก่อตั้งพลังประชารัฐ เหมือนแหล่งรวมแม่น้ำหลายสาย มีทั้งเทคโนแครต และอดีต ส.ส.หลายพรรค ทั้งเพื่อไทย ,ปชป. และพลังชล  หลังการอำลาของสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ,อุตตม สาวนายน ,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ และสุวิทย์ เมษินทรีย์ พรรคพลังประชารัฐ ก็มีสภาพไม่ต่างจากพรรคสามัคคีธรรม 

ยิ่งช่วงที่ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ติดบ่วงคดี กปปส. ต้องหลุดจากตำแหน่งทางการเมือง ยิ่งทำให้ พปชร.แปรสภาพเป็นเพื่อไทย สาขา 2 ไปโดยปริยาย  เนื่องจากนักเลือกตั้งตระกูลเทียนทอง, เทพสุทิน, พร้อมพัฒน์, รัตนากร,รัตนเศรษฐ ฯลฯ ที่เป็นกำลังหลักให้กับ พล.อ.ประวิตร ล้วนแต่เป็นแขนขาของทักษิณมาก่อน    

ชั่วโมงนี้ วิรัช รัตนเศรษฐ ,สมศักดิ์ เทพสุทิน และสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นคนข้างกาย พล.อ.ประวิตร จึงไม่น่าแปลกใจที่แกนนำ พปชร.จะคิดอ่านทางการเมืองไม่ต่างจากแกนนำเพื่อไทย 

ในอดีต รัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้นักการเมืองเจ้าพ่อที่ต้องการอยู่รอด วิ่งซุกปีกทักษิณ ทำนองเดียวกัน รัฐธรรมนูญ 2560 นักการเมืองบ้านใหญ่ได้ทิ้งทักษิณมาซบอกพี่ใหญ่บ้านป่ารอยต่อฯ เพื่อความอยู่รอดเช่นกัน

ไฟลามทุ่งอีสาน “ทักษิณ” ผยองเดช ร้อยเอ็ดแลนด์สไลด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/526277

15 ส.ค. 2565

ไฟลามทุ่งอีสาน “ทักษิณ” ผยองเดช ร้อยเอ็ดแลนด์สไลด์

แลนด์สไลด์ลามทุ่ง “ทักษิณ” คึกคัก คิวต่อไปปั้นเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ สู่นายก อบจ.ร้อยเอ็ด ส่วน รัชนี พลซื่อ และจุรีพร สินธุไพร หนีตายทิ้งพลังประชารัฐ

แลนด์สไลด์ลามทุ่ง “ทักษิณ” ผยองเดช หลังเพื่อไทยชนะเลือกตั้งนายก อบจ.กาฬสินธุ์ คิวต่อไปคือ นายก อบจ.ร้อยเอ็ด

อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด พึ่งแบรนด์ “ทักษิณ” ต่างจากคู่แข่ง รัชนี พลซื่อ และจุรีพร สินธุไพร พากันทิ้งแบรนด์ลุงป้อม 

หลังปรากฏการณ์แลนด์สไลด์เพื่อไทย ในการเลือกตั้งซ่อมนายก อบจ.กาฬสินธุ์ ดูเหมือนแบรนด์ ทักษิณ ชินวัตร จะกลับมาอยู่ในใจคนอีสานอีกครั้ง  การเลือกตั้งนายก อบจ.ในภาคอีสาน เมื่อปี 2563 มีผู้สมัครนายก อบจ.หลายจังหวัด ที่ใช้แบรนด์เพื่อไทย แต่ปรากฏว่า สอบตก 6 จังหวัด ทำให้มีการวิเคราะห์ว่า แบรนด์ทักษิณสิ้นมนต์ขลัง


การเลือกตั้งซ่อมนายก อบจ.กาฬสินธุ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ส.ค.2565 ไข่มุก เฉลิมขวัญ หล่อตระกูล เพื่อไทย ได้รับความไว้วางใจจากชาวเมืองน้ำดำมากถึง 249,093 คะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งเกือบแสนคะแนน เนื่องจากไข่มุกหาเสียงด้วยการชูอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ลูกสาวทักษิณ

เกจิการเมืองวิเคราะห์ว่า จากปรากฏการณ์กาฬสินธุ์แลนด์สไลด์ จะส่งผลถึงการเลือกตั้งซ่อมนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ในอนาคตอันใกล้นี้

‘เพื่อไทยมาแล้ว’

เปิดตัวแล้ว ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ค่าย “ทักษิณ” หลังทราบข่าวศาลเห็นด้วยกับ กกต.แจกใบแดง เอกภาพ พลซื่อ และตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี

นั่นคือ เศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย แสดงความพร้อมที่จะสมัครนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ในการเลือกตั้งซ่อมฯ ที่จะมีขึ้นในเร็ววันนี้

เสี่ยเอ-เศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ เคยจะลงสมัครนายก อบจ.ร้อยเอ็ด มาแต่ปี 2563 แต่เกิดปัญหาภายในครอบครัว มังกร ยนต์ตระกูล อดีตนายก อบจ.ร้อยเอ็ด เกิดเปลี่ยนใจ อยากลงป้องกันแชมป์ เสี่ยเอเลยต้องเปิดทางให้คู่เขย

ผลการเลือกตั้งสมัยที่แล้ว เอกภาพ พลซื่อ ได้ 221,751  คะแนน ชนะมังกร ยนต์ตระกูล ที่ได้ 215,694 คะแนน   เอกภาพ พลซื่อ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด ได้รับการสนับสนุนจากทีมงานของอนุรักษ์ จุรีมาศ ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคชาติไทยพัฒนา จึงเบียดเอาชนะมังกรไปได้

เสี่ยเอ-เศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ บุตรชาย พรศักดิ์ ไวนิยมพงศ์ นักการเมืองท้องถิ่น อ.ธวัชบุรี แจ้งเกิดเป็น ส.ส.สมัยแรก พรรคความหวังใหม่ จึงมีความสนิทสนมกับเสี่ยอ๋อย-จาตุรนต์ ฉายแสง  ส่วน มังกร ยนต์ตระกูล ดีลเลอร์ขายรถรายใหญ่ภาคอีสาน (โตโยต้าร้อยเอ็ด และโตโยต้าสาเกตนคร) ได้แต่งงานกับน้องสาวของเศกสิทธิ์ และเคยเป็น ส.ส.ร้อยเอ็ด 1 สมัย ในนามพรรคชาติไทย ปี 2548 

คอการเมืองกำลังจับตาดูเสี่ยมังกร ว่าจะออกแรงช่วยพี่เขย-เศกสิทธิ์ มากน้อยแค่ไหน เพราะสมัยที่แล้ว ก็ลงแรงไปเยอะ 

‘ทิ้งพลังประชารัฐ’

เมื่อพรรคเพื่อไทยเปิดตัวแคมเปญแลนด์สไลด์ ขายแบรนด์อุ๊งอิ๊งพ่วง“ทักษิณ” ได้ปลุกกระแสแดงอีสานให้มีความคึกคักขึ้นมา

ดังนั้น คู่แข่งของเสี่ยเอ เศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ ที่เปิดตัวแล้ว 2 คนคือ จุรีพร สินธุไพร และรัชนี พลซื่อ จึงต้องทิ้งแบรนด์พลังประชารัฐ เพราะขายไม่ได้  จุรีพร สินธุไพร ข้าราชการเมืองประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำพลังประชารัฐ ร้อยเอ็ด ซึ่งวันนี้ได้ปลดป้าย พปชร.ออกจากหน้าสำนักงานในตัวเมืองร้อยแล้ว

จุรีพร ออกเดินสายเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ในนามผู้สมัครอิสระ พร้อมแคมเปญคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อ 101 บ้านเฮา

  จุรีพร สินธุไพร ออกหาเสียงแล้วจุรีพร สินธุไพร ออกหาเสียงแล้ว

ส่วนเอกภาพ พลซื่อ อดีตนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ที่ถูกแจกใบแดง ได้ประกาศว่า จะส่งภรรยา รัชนี พลซื่อ อดีตนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ลงสมัครทวงแชมป์คืน  รัชนี พลซื่อ เคยเป็นนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ปี 2547 สมัยนั้น เอกภาพ พลซื่อ เป็น ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยรักไทย สังกัดกลุ่มวังพญานาค

การเลือกตั้งปี 2562 เอกภาพ-รัชนี ลงสมัคร ส.ส.ร้อยเอ็ด ในนามพลังประชารัฐ แต่สอบตกยกทีม จึงหันมาสมัครนายก อบจ. ก่อนเจอใบแดง  เอกภาพ พลซื่อ ได้แถลงผ่านเฟซบุ๊กว่า ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค พปชร.ตั้งแต่ปี 2563 ฉะนั้น เอกภาพจึงไม่มีอะไรเกี่ยวพันกับ พปชร.อีกต่อไป

สรุปว่า เพื่อไทยแลนด์สไลด์มาแรง ทำให้ จุรีพร สินธุไพร และรัชนี พลซื่อ ยอมทิ้งแบรนด์ พปชร. และประกาศตัวเป็นกลุ่มอิสระ    

นับถอยหลัง วาระดำรงตำแหน่งนายกฯ ประยุทธ์ มี 3 ทางเลือก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/kom-daily/526245

15 ส.ค. 2565

นับถอยหลัง วาระดำรงตำแหน่งนายกฯ ประยุทธ์ มี 3 ทางเลือก

ตีความ วาระดำรงตำแหน่งนายกฯ สามทางเลือก ล้วนมีปัญหา นายกรัฐมนตรี จะตัดสินใจ อย่างไร ที่ไม่สร้างเงื่อนไขทางการเมือง

สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 เคยมีการกำหนดวาระดำรงตำแหน่งนายกฯไว้ไม่ให้ดำรงตำแหน่งติดต่อกัน เกิน 8 ปีซึ่งมีช่องโหว่ ใช้เทคนิคทางการเมืองกลับมาดำรงตำแหน่งได้ต่อเนื่องยาวนาน นี่จึงเป็นที่มาให้มีการกำหนด ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งรวมกันไม่เกิน 8 ปีไว้ในรัฐธรรมนูญ2560

การตีความทางกฎหมายเงื่อนไขการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีอยู่สามนัยยะ

นัยยะแรก เป็นการตีความกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา นั่นคือการเอารัฐธรรมนูญ มาตรา 158 ผนวกกับมาตรา 264 ทางแรกนี้ เริ่มนับวาระดำรงตำแหน่งนายกฯตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2557 นั่นหมายความว่า 23 สิงหาคม 2565 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งครบแปดปีตามที่ระบุไว้รัฐธรรมนูญ ถือเป็นการตีความอย่างเคร่งครัด

นับถอยหลัง วาระดำรงตำแหน่งนายกฯ ประยุทธ์ มี 3 ทางเลือก

นัยยะที่สอง ดูเหมือนเป็นทางออกที่ประนีประนอมที่สุด มาตรา158 บทเฉพาะกาลมาตรา264 เขียนขึ้นในรัฐธรรมนูญ2560 มีความมุ่งหมายจะให้ใช้เชื่อมโยงกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  แต่ทั้งสองมาตรานี้ จะใช้บังคับก่อนรัฐธรรมนูญบังคับใช้ไม่ได้ นั่นหมายความว่า การนับระยะเวลา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของพลเอกประยุทธ์ เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560  การนับเช่นนี้  ทำให้มีคำถามว่า แล้วที่ พลเอก ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้รับโปรดเกล้าฯมาตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2557 – 5 เมษายน 2560 พลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี
แบบไหน

นัยยะที่สาม อันตรายที่สุด คือเป็นนายกตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญซึ่งมีอยู่หลายมาตรา ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 158 มาตรา 159  มาตรา 88 มาพิจารณาร่วมกันเป็น ก่อนลงมติร่วมกันตามมาตรา 272  ตามนัยยะนี้ให้ความสำคัญกับบทบัญญัติมาตรา 158 เรื่องการเข้าดำรงตำแหน่ง ไม่เกี่ยวกับมาตรา 264 ซึ่งเป็นการใช้อำนาจบริหาร บัญญัติไว้เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน  หมายความว่านับวาระดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 9 มิถุนายน 2562  ซึ่งก็จะทำให้เกิดปัญหาซ้อนกับการตีความตามนัยยะที่1และนัยยะที่2

นับถอยหลังอีกหนึ่งสัปดาห์ วาระดำรงตำแหน่งนายกฯ ถูกนำมาเป็นเงื่อนไขสุมไฟการเมืองขึ้นอีกครั้ง การตีความทั้งสามนัยยะข้างต้น ไม่มีแบบไหนที่จะไม่ก่อให้เกิดเรื่องตามมา  มีคนแนะนำวิธียุติปัญหา แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า  พลเอกประยุทธ์ จะพิจารณาหรือไม่  1คือการหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความให้ เป็นบรรทัดฐาน  2 คือการลาออก แล้วเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีกันใหม่ ตามกลไกรัฐสภา และ 3 คือการยุบสภา ซึ่งถือเป็นไพ่ตาย ก่อนที่ภัยจะถึงตัว