ชาวสวน “สะละ” ปลื้ม ได้ “นาโนซิงค์ออกไซด์” ช่วยแก้โรคพืชได้ดี ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต ที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05065151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เทคโนฯ เกษตร

สาวบางแค 22

ชาวสวน “สะละ” ปลื้ม ได้ “นาโนซิงค์ออกไซด์” ช่วยแก้โรคพืชได้ดี ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต ที่ยั่งยืน

“สะละ” เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่น่าสนใจ เพราะปลูกดูแลง่าย หากมีการดูแลจัดการที่ดี สามารถให้ผลผลิตตลอดทั้งปี ที่สำคัญขายผลผลิตได้ราคาดีอีกต่างหาก “โรคและแมลง” นับเป็นอุปสรรคสำคัญของการทำสวนสะละ เช่น “ด้วงเจาะผลสะละ” มักพบในระยะต้นสะละออกดอกและติดผล เนื่องจากเมืองไทยมีสภาพอากาศร้อนชื้น ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอากาศแปรปรวนได้ง่าย โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตกบ่อยและเจอสภาพอากาศร้อนชื้นในวันเดียวกัน มักเกิดโรคใบจุด และโรคผลเน่าได้ง่าย

เพื่อป้องกันความเสียหายในแปลงปลูกสะละ เกษตรกรต้องคอยสอดส่องแปลงปลูกสะละอย่างสม่ำเสมอ เก็บเศษซากพืชและผลร่วงใต้ต้นที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก รวมทั้งตัดแต่งทางใบแก่หมดสภาพที่อยู่ด้านล่างๆ ให้อากาศถ่ายเท เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรคและความชื้นใต้ทรงพุ่มไม่ให้มีมากเกินไป พร้อมฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชอย่างสม่ำเสมอ

“นาโนซิงค์ออกไซด์” ป้องกัน

โรคพืชในสวนสะละได้ดีเยี่ยม

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ดร. ชีวะ ทัศนา ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ร่วมกับวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) นำนวัตกรรมใหม่ “วัสดุนาโนซิงค์ออกไซด์” มาแจกฟรีให้เกษตรกรได้ทดลองใช้ เพื่อแก้ไขปัญหาเชื้อราและแบคทีเรียในกระบวนการผลิต หวังช่วยลดต้นทุนการผลิต “สะละ” ผลไม้เศรษฐกิจของเกษตรกรในจังหวัดจันทบุรี

คุณสมศักดิ์ จันทร์แต่งผล หรือ ลุงหน่อย โทร. (089) 248-1104 เจ้าของสวนสะละ ในตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เล่าว่า ในอดีตผมใช้สารเคมีที่ซื้อขายในท้องตลาดนำมาฉีดพ่นป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคพืชและแมลงตามคำแนะนำของเพื่อนเกษตรกรและร้านขายยาเคมีในท้องถิ่น ปรากฏว่า ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง

จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีก่อน ลุงหน่อยเป็นเกษตรกรรายแรก ที่ ดร. ชีวะ ชักชวนให้เข้าร่วมโครงการทดลองใช้วัสดุนาโนซิงค์ออกไซด์ในสวนสะละ ปรากฏว่าได้ผลดี เพื่อนเกษตรกรที่เห็นก็นำไปพูดกันปากต่อปาก ทำให้มีเกษตรกรผู้ปลูกสะละในท้องถิ่นแห่มาใช้สารดังกล่าว กว่า 30 ราย ทางโครงการก็แจกมาให้ทดลองใช้ฟรี ได้ใช้มา 2 ปีแล้ว เห็นผลเลยว่าสามารถใช้ป้องกันการเกิดโรคได้ดี และสังเกตได้เห็นว่าผลสะละผิวแดงเด่น สวยน่ากินขึ้นอีกด้วย

ด้าน คุณอนุสรณ์ ฐิติคุณรัตน์ เจ้าของสวนสะละ ท่าใหม่ จันทบุรี หนึ่งในสมาชิกหมู่บ้านฟิสิกส์นาโนเพื่อการพัฒนาปลูกสละ จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า เกษตรกรในท้องถิ่นส่วนใหญ่ปลูกสะละพันธุ์สุมาลี ซึ่งเป็นพืชที่อยู่ในสกุลเดียวกับระกำ การปลูกสะละมักมีปัญหาเรื่องโรคพืชรบกวนตลอดทั้งปี เช่น โรคเน่า จะแสดงอาการเริ่มแรกที่เปลือกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เมื่ออาการรุนแรงมากขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำ เน่าลามทั้งผล นอกจากนี้ ยังมีปัญหาโรคเห็ดราบนผล เกิดจากเชื้อราทำลายผลสะละได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ทำให้ผลสะละเน่าเสียหาย

หลังจากมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้แนะนำให้ทดลองใช้ “วัสดุนาโนซิงค์ออกไซด์” ในอัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นในสวนสะละทุกๆ 10-15 วัน ต่อครั้ง พบว่า สามารถลดการเกิดโรคเน่าและโรคราเห็ดบนผลสะละได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ต้นสะละเกิดการติดผลมากขึ้น เพิ่มพูนผลผลิตและรายได้มากกว่าเดิม นับเป็นการแก้ไขปัญหาโรคพืชในสวนสะละได้อย่างยั่งยืน

สจล. พัฒนา “นาโนซิงค์ออกไซด์”

เพื่อแก้ไขปัญหาภาคเกษตร

ศาสตราจารย์ ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า “สจล. จัดตั้งวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบังขึ้น เพื่อนำเอานวัตกรรมนาโนมาแก้ไขปัญหาภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ พลังงานทดแทน และสิ่งแวดล้อม พร้อมการออกแบบผลิตภัณฑ์ของประเทศ เพื่อให้การพัฒนาคุณภาพผลิตผลและสินค้าเกษตรของไทยพอเพียงต่อการบริโภคในประเทศและการส่งออกในต่างประเทศได้ สอดคล้องแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพทางการเกษตรอย่างยั่งยืน นาโนเทคโนโลยีคือคำตอบที่สำคัญ เกษตรกรนำไปใช้ได้ง่าย ไม่สลับซับซ้อน ราคาไม่แพง”

นวัตกรรม “นาโนซิงค์ออกไซด์”

ดร. อดิเรก แรงกสิกรณ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร สังกัดวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า นาโนซิงค์ออกไซด์ (Nano-ZnO) คือ อนุภาคของซิงค์ออกไซด์ที่มีขนาดอยู่ในระดับนาโนเมตร ซิงค์ออกไซด์เกิดขึ้นเมื่อให้ความร้อนกับธาตุสังกะสีจนถึงจุดเดือดและทำปฏิกิริยากับออกซิเจน เมื่อลดอุณหภูมิผ่านการแยกขนาดมีลักษณะเป็นผงอนุภาคละเอียดสีขาว ซึ่งสามารถป้องกันรังสี ยูวีเอ และ ยูวีบี ได้ ใช้เป็นส่วนประกอบการผลิตในอุตสาหกรรม เช่น ยาง สีทาบ้าน พลาสติก แก้ว เซรามิก อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทางด้านชีวภาพเป็นสารที่ใช้ยับยั้งแบคทีเรีย ไม่มีความเป็นพิษต่อร่างกาย รวมทั้งระงับกลิ่นไม่พึงประสงค์ จึงนำมาใช้เป็นยาต้านแบคทีเรียบางชนิด สำหรับประโยชน์ของนาโนซิงค์ออกไซด์ด้านเกษตรกรรมนั้น สามารถนำมาช่วยแก้ไขปัญหาโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรียโดยตรง ซึ่งเป็นการช่วยลดต้นทุนและการเพิ่มผลผลิตการเกษตร โดยใช้อัตราส่วนนาโนซิงค์ออกไซด์ 50 กรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นต้นพืชทุกๆ 15 วัน

ศูนย์วิจัยนาโนสเกลฟิสิกส์ได้ร่วมมือกับศูนย์วิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร จัดโครงการอบรมให้ความรู้การใช้วัสดุนาโนซิงค์ออกไซด์แก่สถาบันการศึกษาต่างๆ นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนกลุ่มเกษตรกรที่สนใจ รวมทั้งให้การสนับสนุนวัสดุนาโนตลอดโครงการ เพื่อจัดตั้งให้เป็นหมู่บ้านต้นแบบด้านนาโนเทคโนโลยีสำหรับแก้ปัญหาโรคที่เกิดกับพืช รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้และเผยแพร่วิชาการด้านนาโนเทคโนโลยีให้ใช้ได้อย่างปลอดภัยเพื่อการเกษตรสู่ชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพของชุมชนให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

ดร. อดิเรก กล่าวว่า ปัจจุบันศูนย์วิจัยนาโนเทคฯ ได้จัดโครงการฝึกอบรมมาแล้วหลายหมู่บ้านทั่วประเทศ และเผยแพร่วัสดุนาโนซิงค์ออกไซด์ในหน่วยงานราชการ เช่น โครงการชั่งหัวมัน มูลนิธิชัยพัฒนา ทั้งนี้มีบทพิสูจน์อย่างชัดเจนว่าวัสดุนาโนซิงค์ออกไซด์สามารถแก้ปัญหาด้านการเกษตรได้อย่างแท้จริง ช่วยลดปัญหาด้านการเกษตรและเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีต่อเกษตรกร ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด

เมื่อวันพุธที่ 21 กันยายน 2559 ศูนย์วิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร สังกัดวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และเกษตรกรอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ก็ได้ร่วมมือกันจัดตั้ง “หมู่บ้านฟิสิกส์นาโนเพื่อการพัฒนาปลูกสละ จังหวัดจันทบุรี” ณ ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี

ปัจจุบัน วิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง ได้จัดจำหน่ายวัสดุนาโนซิงค์ออกไซด์ ในราคากิโลกรัมละ 380 บาท สามารถสั่งซื้อได้ใน 2 ช่องทาง คือติดต่อวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง โดยตรงในเวลาราชการ ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-16.30 น. หรือโอนเงินเข้าบัญชีและจัดส่งวัสดุทางไปรษณีย์ ที่หมายเลขบัญชี 0882543981 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ชื่อบัญชี : ศูนย์วิจัย นาโนเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรด่านช้าง หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. (02) 329-8000 ต่อ 3069 และ 2134

เยี่ยมสวนฝรั่ง บ้านแพ้ว เปิดเทคนิคการผลิต ขายได้ราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

เทคโนฯ เกษตร

หนึ่งฤทัย แพรสีทอง

เยี่ยมสวนฝรั่ง บ้านแพ้ว เปิดเทคนิคการผลิต ขายได้ราคา

ในช่วงหลายปีมานี้ ต้องยอมรับว่า ฝรั่ง คือพืชอีกชนิดที่อยู่ในกระแสความสนใจของหลายคน เนื่องจากฝรั่งเป็นพืชเพียงไม่กี่ชนิดที่มีราคาสูงอย่างต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลาหลายปี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในช่วงนี้เราจะเห็นแปลงปลูกฝรั่งแปลงใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในแหล่งปลูกเดิมอย่าง นครปฐม ราชบุรี และพื้นที่ใหม่ๆ แต่จะว่ากันไปแล้ว ฝรั่งดูจะเป็นพืชที่แอบทำเงินเงียบๆ ให้ชาวสวนมาตลอด เพราะฝรั่งไม่ใช่พืชที่ถูกปลุกกระแสจากสื่อต่างๆ เหมือนกับอีกหลายพืชที่ถูกปลุกกระแสจนโด่งดังหรือน่าสนใจเกินความเป็นจริงเสียอีก จึงทำให้พื้นที่ปลูกฝรั่งไม่เพิ่มขึ้นมากเท่าที่ควรจะเป็น และหลายคนมองข้ามพืชชนิดนี้ไปอย่างน่าเสียดาย แต่ถ้าคุณได้รู้จักพืชชนิดนี้แล้วเชื่อว่าคุณจะกลับมามองฝรั่งในมุมมองใหม่และทิ้งพืชที่คุณกำลังสนใจหันมาปลูกฝรั่งแทนกันเลยทีเดียว

เยี่ยมสวนฝรั่ง

ของชาวสวนรุ่นใหม่

ดีกรี ปริญญาตรี

แม้จะเติบโตมากับอาชีพทำสวน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลูกหลานชาวสวนจะไม่อยากเดินตามรอยอาชีพของพ่อแม่ ขณะเดียวกันพ่อแม่เองก็อยากให้ลูกหลานได้ทำงานบริษัทที่สุขสบาย ไม่ต้องมายึดอาชีพเกษตรกรรมที่ต้องตากแดดแทนการตากแอร์ในออฟฟิศ เช่นเดียวกับ คุณวราภรณ์ ขุนพิทักษ์ ที่มีดีกรีถึงปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ที่จะเลือกทำงานบริษัทในเมืองหลังจากเรียนจบแทนการมาเป็นชาวสวน แต่หลังจากทำงานได้ไม่กี่ปี เธอก็เลือกที่จะมาทำสวน เจริญรอยตามพ่อ-แม่ เพียงเพราะมองว่างานสวนที่บ้านหนักเกินกว่าที่พ่อ-แม่ จะทำไหว ซึ่งที่บ้านทำสวนกว่า 30 ไร่ โดยพืชหลักที่ปลูกก็คือ มะม่วง ชมพู่ และฝรั่ง ส่วนใหญ่จะเป็นมะม่วง

แต่หลังจากที่คุณวราภรณ์เห็นว่าพืชที่ปลูกทั้งหมด ฝรั่งเป็นพืชที่น่าสนใจที่สุด เพราะมะม่วงที่ทำมานานนั้น พื้นที่ 30 ไร่ มีรายได้เพียงปีละ 2-3 แสนบาทเท่านั้น ทั้งยังเป็นมะม่วงพันธุ์ทั่วไปที่เน้นขายป้อนตลาดขายส่งทั่วไป ขณะที่ฝรั่งสามารถให้ผลผลิตเร็ว เพียง 8 เดือน หลังปลูกฝรั่งก็จะสามารถตัดลูกชุดแรกได้แล้ว อีกทั้งผลตอบแทนก็สูง คุณวราภรณ์จึงตัดสินใจเปลี่ยนพื้นที่สวนมาเป็นฝรั่งเพียงอย่างเดียวและปลูกฝรั่งมาตลอด วันนี้คุณวราภรณ์บอกว่า เธอตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกเป็นชาวสวน เพราะรายได้จากการทำสวนเพียงเดือนเดียวมันมากกว่ารายได้ที่เธอทำงานบริษัททั้งปีซะอีก ฝรั่งเพียง 10 ไร่ สามารถทำเงินได้หลักแสนต่อเดือน ปีหนึ่งสามารถทำเงินหลักล้านได้ไม่ยาก จากฝรั่งเพียง 10 ไร่ ซึ่งปัจจุบันคุณวราภรณ์มีพื้นที่ปลูกฝรั่งกว่า 24 ไร่

วางแผนการผลิต

ให้ฝรั่งเก็บผลผลิตช่วงแพง

แปลงฝรั่งของคุณวราภรณ์จะมีอยู่ 2 แปลง แปลงหนึ่ง 14 ไร่ อีกแปลง 10 ไร่ คุณวราภรณ์ บอกว่า พืชทุกชนิดจะมีช่วงราคาถูก-แพง ในรอบปี ฝรั่งก็เช่นเดียวกันค่ะ มักจะมีราคาถูกในช่วงร้อนหรือประมาณเดือน เมษายน-มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลใหญ่ของผลไม้บ้านเรา ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มะม่วง เงาะ ทุเรียน มังคุด บุกตลาดเมื่อไหร่ เมื่อนั้นผลไม้ชนิดอื่นแทบหมดความสำคัญ และช่วงนั้นจะเป็นช่วงตกต่ำของผลไม้ เพราะเป็นช่วงที่มีผลไม้ออกสู่ตลาดมากที่สุด ถ้าไม่อยากเสี่ยงกับราคาช่วงนี้ก็หลีกเลี่ยงที่จะให้มีผลผลิตเก็บขายได้ช่วงที่ผลไม้ประดังกันออกมา ดังนั้น ช่วงนี้คุณวราภรณ์จะไม่ห่อผลฝรั่งเลย ราคาฝรั่งช่วงนี้จะไม่ไกลไปกว่า 10 บาท ต่อกิโลกรัม หน้าสวน

ส่วนช่วงที่ฝรั่งมักมีราคาแพง จะเป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีผลไม้ชนิดไหนออกสู่ตลาด อย่างช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ช่วงนั้นราคาฝรั่งจะสูง 30-40 บาท ต่อกิโลกรัม (หน้าสวน) กับอีกช่วงคือมกราคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งมีเทศกาลต่างๆ มาก การวางแผนจะให้ฝรั่งเก็บได้ช่วงไหนก็นับย้อนไป 5 เดือน แล้วโน้มกิ่งให้ฝรั่งแตกยอดใหม่ เพื่อที่จะให้ผลผลิต หรือนับจากห่อผลก็ 3 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวได้ โดยฝรั่งที่จะเก็บผลได้ในช่วงสิงหาคม-กันยายน ก็จะต้องโน้มกิ่ง ต้นเดือนมีนาคมซึ่งก็คือช่วงนี้นั่นเอง คุณวราภรณ์โน้มกิ่งหลังจากเก็บผลผลิตชุดใหญ่ขายไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงตรุษจีนที่ผ่านมานี้เอง

ฝรั่ง 10 ไร่

ทำเงินหลักแสนต่อเดือน

ชาวสวนหลายคนที่ทำสวนฝรั่งอาจไม่ได้เก็บข้อมูลตัวเลขการลงทุนและรายได้ แต่คุณวราภรณ์เก็บข้อมูลไว้หมด ซึ่งทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนของการทำสวนฝรั่งได้เป็นอย่างดี คุณวราภรณ์ บอกว่า ฝรั่งเป็นพืชที่ให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปีเลยทีเดียว โดยจะมีผลผลิตชุดใหญ่ๆ อยู่ประมาณ 3 ชุด ต่อปี อย่างชุดตรุษจีนที่ผ่านมาซึ่งเป็นชุดใหญ่ พื้นที่ 10 ไร่ สามารถเก็บเกี่ยวได้มากถึง 44,000 กิโลกรัม ในช่วงเวลาการเก็บ 5-6 วัน (หมดชุด) ราคาช่วงนั้น 25-35 บาท ต่อกิโลกรัม ชุดเดียวทำเงินไปเหยียบล้านเลยทีเดียว โดยฝรั่ง 10 ไร่ จะลงทุนต่อ 1 ชุด เพียงแสนกว่าบาทเท่านั้น

เทคนิคการดูแล

สวนฝรั่งให้ได้คุณภาพ

คุณวราภรณ์ เล่าถึงการดูแลฝรั่งที่สวนว่า ฝรั่ง 1 ไร่ สามารถปลูกได้ 150-200 ต้น ขึ้นกับสภาพพื้นที่ปลูก และระยะปลูก ที่จะปลูกแบบยกร่องสวน เนื่องจากเป็นเขตที่ลุ่ม ขนาดร่อง 2 เมตร บนร่องปลูก 2 แถว แบบสลับฟันปลา ระยะปลูก ประมาณ 1.5 เมตร ฝรั่งจะเริ่มเก็บได้เมื่ออายุ 8 เดือน หลังปลูก โดยในรอบ 1 ปี จะทำชุดใหญ่ 3 ชุด โดยชุดที่จะมีราคาแพงที่สุด จะเป็นชุดที่เก็บเกี่ยวเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งเป็นฝรั่งที่จะต้องโน้มกิ่งในช่วงต้นเดือนมีนาคม การโน้มกิ่งฝรั่งจะทำให้ฝรั่งแตกยอดพร้อมกับออกดอกบนกิ่งที่โน้ม โดยจะโน้มกิ่งให้ราบขนานกับพื้นแล้วผูกมัดกิ่งกับหลักไม้ไผ่ พร้อมกับตัดปลายกิ่งเพื่อหยุดการแตกยอดหรือหยุดการเจริญเติบโตของยอด หรือที่ชาวสวนเรียกการหักยอด หรือขลิบยอด ซึ่งฝรั่งจะติดดกหรือไม่นั้นก็ขึ้นกับความสมบูรณ์ของต้น

คุณวราภรณ์ จะดูแลให้ฝรั่งต้นสมบูรณ์ตลอดทั้งปี โดยหลังจากโน้มกิ่งแล้ว จะใส่ปุ๋ย 25-7-7 พื้นที่ 10 ไร่ ใส่ประมาณ 3 กระสอบ หลังจากนั้น อีก 15 วัน ใส่ 16-16-16 อัตราเดิม เมื่อผลโตขนาดเท่าผลส้มจะเปลี่ยนมาใส่ขี้ค้างคาวอัดเม็ดและปุ๋ยอินทรีย์เคมีอัดเม็ดที่มีธาตุอาหารแคลเซียม แมกนีเซียม เป็นส่วนประกอบ (ไบโอฟีด ของ เคโมคราฟ) ซึ่งจะทำให้ฝรั่งผิวสวย ฝรั่งผิวออกขาว ไม่เขียว และรสชาติหวาน กรอบ เนื้อฟู ทางใบพ่นน้ำส้มควันไม้อย่างต่อเนื่องทุก 7-10 วัน เพื่อช่วยในด้านการเจริญเติบโต ความสมบูรณ์ของต้นและยังช่วยแมลงอีกด้วย แคลเซียม-โบรอน พ่นประจำไม่ให้ขาด จะช่วยทั้งเรื่องเพิ่มความสมบูรณ์ของดอก เพิ่มการติดผลดก ขั้วเหนียว ผลกรอบ รสชาติหวาน และช่วงใกล้เก็บเกี่ยวเสริมน้ำตาลทางด่วนเพื่อเพิ่มรสชาติช่วยอีกแรง

นอกจากนี้ จะมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อช่วยปรับสภาพโครงสร้างดินเป็นระยะๆ ปีละ 3 ครั้ง การพ่นสารเคมีกำจัดโรค-แมลง จะพ่นหนักหน่อยในช่วงก่อนห่อผล 7 วันหลัง แต่หลังห่อผลแล้วก็จะพ่นห่างหน่อย สารเคมีที่ใช้ก็จะเป็นยาพื้นๆ อย่างคลอร์ไพรีฟอส ไซเปอร์เมทริน เมโทมิล สารกำจัดเชื้อราก็ใช้เพียงแมนโคเซ็บ คาร์เบนดาซิม นอกจากว่าเจอโรค-แมลงที่หนักๆ จึงจะใช้ยาที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาอะไรรุนแรง ส่วนการให้น้ำ จะให้ 2 วันครั้ง ช่วงร้อนๆ อย่างนี้จะให้น้ำทุกวัน

เมื่อผลขนาดเท่าเหรียญ 10 บาท จะห่อผลเพื่อป้องกันแมลงวันทอง โดยใช้ถุงพลาสติกที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันแมลงวันทองโดยเฉพาะ หน้าตาเหมือนถุงก๊อบแก๊บทั่วไปแต่จะหนากว่า แล้วห่อทับด้วยกระดาษอีกชั้น เพื่อให้ผิวสวย ฝรั่ง 1 ต้น จะห่อประมาณ 100 ลูก ถ้าเลือกไว้ผลมากเกินไปต่อต้นจะทำให้ผลมีขนาดเล็กได้ จึงควรไว้ผลให้พอเหมาะกับขนาดและความสมบูรณ์ของต้น

คุณวราภรณ์ บอกว่า ฝรั่ง เป็นพืชที่ต้องใช้แรงงานเยอะอยู่ 3 ช่วง คือ ช่วงโน้มกิ่ง จะหนักหน่อยก็ช่วงห่อ ฝรั่ง 10 ไร่ วันหนึ่งต้องห่อ 7-8 คน และต้องห่อ 2-3 วัน จึงจะเสร็จ ถ้าให้เสร็จวันเดียวต้องจ้างมากถึง 20-25 คน และต้องเป็นแรงงานที่มีความชำนาญด้วย อีกช่วงคือ ช่วงเก็บฝรั่ง

ฝรั่งส่วนใหญ่จะมีอายุการเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 5 ปี ต้นก็จะเริ่มโทรม การให้ผลผลิตก็จะสู้ต้นสาวๆ หรือต้นอายุน้อยๆ ไม่ได้ ประกอบกับหลายสวนมีปัญหาฝรั่งตาย ต้นเหตุจากไส้เดือนฝอย ซึ่งยังไม่มีวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ผลอย่างชัดเจน นอกจากการปรับปรุงดินให้สมบูรณ์ ร่วนซุย ไม่มีความเป็นกรดมากเกินไปก็จะช่วยลดความรุนแรงของการระบาดลงไปได้บ้าง ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา จึงทำให้ชาวสวนฝรั่งมักจะรื้อแปลงปลูกใหม่ เมื่อฝรั่งอายุ 5-6 ปี จึงทำให้เราเห็นแปลงฝรั่งแปลงใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดในพื้นที่เขตนี้ ตราบใดที่ฝรั่งที่ราคาดีอย่างนี้ โดยราคากิ่งพันธุ์ที่จำหน่ายกันอยู่ที่ 12 บาท ต่อกิ่ง 1 ไร่ ประมาณ 150-200 ต้น ซึ่งลงทุนเพียง 2,000 กว่าบาท ต่อไร่ ถือว่าไม่สูงเลยเมื่อเทียบกับพืชอย่างอื่น

ขณะที่ฝรั่งมีจุดเด่นตรงที่ให้ผลผลิตเร็วเพียง 1 ปี อีกทั้งยังมีต้นทุนในการดูแลไม่สูง แต่ผลตอบแทนสูงมาก ชาวสวนเขตนี้ยังยึดอาชีพปลูกฝรั่งมาตลอดหลายสิบปี ยิ่งช่วง 4-5 ปี มานี้ราคาฝรั่งดีมาก ทำให้คนที่เคยปลูกพืชอื่นหันมาปลูกฝรั่งกันมากขึ้น ขณะที่ในพื้นที่ที่ไม่เคยปลูกฝรั่ง ก็จะกลัวว่าไม่สามารถทำให้ฝรั่งออกดอกติดผลได้ จึงทำให้พื้นที่ฝรั่งเพิ่มขึ้น เฉพาะในพื้นที่แหล่งผลิตเดิมๆ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวราภรณ์ ขุนพิทักษ์ โทร. (091) 782-1263 และ (087) 998-1131

คิงฟรุทส์ ชี้ตลาด “กล้วยหอมทอง” โตไม่ยั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05047010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เทคโนฯ เกษตร

สาวบางแค 22

คิงฟรุทส์ ชี้ตลาด “กล้วยหอมทอง” โตไม่ยั้ง

หลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไม นักกีฬาจึงนิยมกินกล้วยหอมสุกระหว่างพักการแข่งขัน คำตอบก็คือ กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง เพราะมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจและสมอง ไม่ว่าจะเป็นสารโพแทสเซียม แมกนีเซียม และเส้นใยสูง จึงเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนเลือด บำรุงประสาท ทำให้รับส่งสัญญาณประสาทเร็วขึ้น ตัดสินใจได้อย่างฉับพลันแม่นยำและย่อยง่าย

หากใครต้องการกินกล้วยหอมเพื่อเพิ่มพลังงานยามบ่าย แค่กินกล้วยหอม 2 ลูก ก็จะได้พลังงานเพียงพอต่อการทำงานได้นานถึง 90 นาที เพราะกล้วยหอมสุกผลใหญ่ 1 ลูก มีน้ำตาล 23 กรัม (น้ำตาลซูโคส ฟรุกโทส และกลูโคส) และแป้ง 2 กรัม กล้วยหอมจึงเป็นผลไม้มหัศจรรย์ที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับนักกีฬาที่ต้องใช้พละกำลัง และใช้เวลาแข่งขันนานๆ นักกีฬาหลายคนจึงนิยมหยิบกล้วยหอมมานั่งกินยามนั่งพักเพื่อเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายอย่างรวดเร็ว

จับกระแสตลาด

กล้วยหอม กับ “คิง ฟรุทส์”

ผู้เขียนมีโอกาสไปเยี่ยมชมกิจการกล้วยหอมทองรายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ ที่รู้จักกันดีในชื่อ บริษัท คิง ฟรุทส์ จำกัด ที่มีเนื้อที่ปลูกกว่า 3,000 ไร่ ผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพเยี่ยมเกรดส่งออก ยี่ห้อ “BANANA KING” ป้อนตลาดปีละ 6,000 ตัน ส่งขายตลาดไท ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น สายการบิน และวางแผนส่งกล้วยหอมสัญชาติไทยไปแจ้งเกิดในหลายประเทศทั่วโลกในเร็วๆ นี้

คุณเกรียงศักดิ์-คุณเสาวณี วิเลปะนะ สองสามีภรรยาเจ้าของบริษัท คิง ฟรุทส์ จำกัดยืนยันว่า “กล้วยหอมทอง” เป็นสินค้าที่มีลู่ทางเติบโตสดใส เพราะมียอดขายขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี เมื่อปีที่แล้ว มียอดขายรวม 150 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดว่า ยอดขายแตะ 200 ล้านบาท เหตุเพราะกล้วยหอมทองเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย และราคาไม่แพงตลาดยังต้องการกล้วยหอมทองเป็นจำนวนมาก ยิ่งผลิตได้คุณภาพดี ราคาขายก็พุ่งสูงตามไปด้วย เรียกว่า เป็นโอกาสทองของเกษตรกรที่จะลงทุนปลูกกล้วยหอมทอง เพื่อทำกำไรได้ในอนาคต

“ปัจจุบัน กล้วยหอมราคาดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศเรียกว่า ขยายพื้นที่ปลูกเท่าไหร่ ก็ยังผลิตไม่พอขาย เพราะตลาดเติบโตขึ้นทุกปี ยิ่งปีนี้เจอปัญหาภัยแล้ง มีผลผลิตเข้าตลาดน้อย ทำให้ราคากล้วยหอมพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมายิ่งช่วงเทศกาลสำคัญเช่น ตรุษจีนสารทจีนเช็งเม้งกินเจ กล้วยหอมทองยิ่งขายดีเป็นพิเศษ” คุณเกรียงศักดิ์กล่าว

จุดเริ่มต้น

ธุรกิจ “คิงฟรุทส์”

คุณเกรียงศักดิ์ เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า คุณเกรียงศักดิ์และภรรยาเรียนจบสาขาเกษตรจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ อำเภอบางพระ จังหวัดชลบุรี หลังจากเรียนจบ เขากลับมาสืบทอดกิจการ “สวนส้มเขียวหวาน” ของครอบครัวที่ตั้งอยู่ในตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ต่อมาปี 2540 เจอปัญหาผลส้มร่วง จากโรคกรีนนิ่ง เขาจึงปรับพื้นที่สวนส้มมาปลูกผักสวนครัว และกล้วยหอมทอง จำนวน 30 ไร่ ปรากฏว่า กล้วยหอมให้ผลตอบแทนที่ดี เขาจึงมุ่งขยายพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองเป็นหลัก โดยเก็บผลผลิตส่งขายพ่อค้าคนกลาง

ต่อมาคุณเกรียงศักดิ์ได้เช่าพื้นที่ที่ตลาดไท เปิดแผงขายผลผลิตในชื่อ “ร้านเกรียงศักดิ์กล้วยหอม”และเพิ่มบทบาทเป็น “พ่อค้าคนกลาง” โดยสร้างเครือข่ายเกษตรกรลูกไร่ในย่านคลองรังสิต ปทุมธานีและจังหวัดใกล้เคียง เช่น อยุธยา สระบุรี นครนายก ปลูกกล้วยหอมทองส่งขายที่ตลาดไททำให้เขากลายเป็นผู้ค้ากล้วยหอมทองรายใหญ่ของตลาดไทจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน คุณเกรียงศักดิ์มีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทอง 3,000 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของตัวเอง และเช่าปลูก ในอัตราไร่ละ 2,000-5,000 บาท ต่อปี และพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองของเกษตรกรเครือข่ายอีกประมาณ 1,000 ไร่ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดจันทบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี บึงกาฬ พัทลุง นครสวรรค์ กำแพงเพชร ชุมพร ฯลฯ

แปลงปลูกทุกแห่งได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐาน GAP มีทีมนักวิชาการของบริษัทเข้าไปควบคุมดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกหน่อพันธุ์ดี การให้ปุ๋ย-ให้น้ำการเก็บเกี่ยว การขนส่งสินค้าถึงโรงคัดบรรจุ ที่ได้ระบบมาตรฐาน GMP และ HACCP เพื่อให้ได้กล้วยหอมทองที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยส่งถึงมือผู้บริโภค

คุณเกรียงศักดิ์บอกว่า โดยทั่วไปกล้วยหอมจะปลูกหมุนเวียนไปเรื่อยๆ ไม่นิยมปลูกซ้ำในพื้นที่เดิมเพราะเสี่ยงทำให้กล้วยมีผลขนาดเล็ก เครือสั้น นอกจากนี้ปัญหาภัยธรรมชาติ ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการปลูกกล้วยหอมโดยเฉพาะปัญหาเรื่องลมพายุทำให้ต้นกล้วยล้มและใบฉีกขาด ปีนี้เจอปัญหาภัยแล้งรุนแรงในหลายพื้นที่ทำให้ผลผลิตเสียหายจำนวนมากบริษัทจึงวางแผนกระจายความเสี่ยงและให้มีผลผลิตจำนวนมากรองรับการเติบโตของตลาดทั้งในประเทศ และส่งออก โดยขยายพื้นที่ปลูกให้ครบ 10,000 ไร่ทั่วประเทศ ภายในปี 2562

การปลูกกล้วยหอมทอง

ในเชิงอุตสาหกรรม

บริษัทจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปยังแหล่งผลิตได้ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าทุกผลิตภัณฑ์ของเราปลอดภัย ได้มาตรฐาน ผลิตจากวัตถุดิบที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพและมาจากแหล่งที่มีการจัดการด้วยกระบวนการปลูกที่ได้มาตรฐานสากล GlobalGAP เพื่อให้คนไทยได้บริโภคกล้วยหอมทองผลไม้ไทยที่ปลอดภัย กินได้ทุกวัน

สำหรับพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองของบริษัทจำนวน 3,000 ไร่ ถูกควบคุมการปลูกอย่างเป็นระบบ โดยใช้วิธีปลูกหมุนเวียน ครั้งละ 300 ไร่ หรือประมาณ 100,000 ต้น ต่อรุ่น เพื่อให้มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ กล้วยแต่ละรุ่นจะใช้ระยะเวลาปลูก 9 เดือน ถึง 1 ปี ก็ตัดขายได้ เมื่อความแก่ความอ่อนของกล้วยอยู่ที่ 80% ทำให้กล้วยมีรสชาติหวานสม่ำเสมอ หลังเก็บเกี่ยวจะคัดขนาดของผลกล้วยให้ตรงกับความต้องการของตลาด

ยกตัวอย่างเช่น กล้วยหอมทองที่ส่งขายการบินไทย สำหรับเสิร์ฟให้ลูกค้าชั้นเฟิร์สคลาสนั้น ต้องคัดกล้วยหอมเกรด A ผิวสวย น้ำหนักลูกละ 180 กรัม ผิวของกล้วยต้องไม่มีรอยช้ำ รสชาติต้องหวานสม่ำเสมอ ส่วนกล้วยหอมทองที่ส่งขายร้านเซเว่นอีเลฟเว่นนั้น จะคัดเลือกกล้วยหอมทองที่มีน้ำหนักเฉลี่ย120 กรัมต่อผล โดยมียอดขายประมาณวันละ 70,000 ชิ้น

กล้วยจะมีขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก นอกจากจะขึ้นอยู่กับการดูแลที่เอาใจใส่อย่างดีแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นหลัก หากใครอยากปลูกกล้วยหอมทองให้ได้เกรด A คุณเกรียงศักดิ์แนะว่าธรรมชาติของกล้วยชอบปุ๋ยชอบน้ำต้องรดน้ำทุกวันระวังเรื่องน้ำท่วมขังปลูกดินตื้นจะโตไวแต่ล้มง่ายต้องมีไม้ค้ำเมื่อออกปลีให้ใช้ไม้ค้ำทุกเครือออกปลีได้ 70-90 วันจะให้ลูก ใช้ถุงหรือกระดาษคลุมลูกเพื่อให้ผิวกล้วยสวยเมื่อตัดผลผลิตกล้วยจะมีอายุได้ราว 1 ปีให้โค่นทิ้งนำหน่อใหม่จากต้นเดิมลงปลูกแทนทว่าราวเดือนเมษายน-มิถุนายนเป็นช่วงฤดูฝนมีลมพายุ ช่วงนี้กล้วยหอมมักขาดตลาด

เปิดรับ

“เกษตรกรลูกไร่” ทั่วไทย

คุณเกรียงศักดิ์บอกว่า ทางบริษัทยินดีเปิดรับสมัครเกษตรกรลูกไร่ทั่วประเทศ โดยพิจารณาจากความพร้อมของสถานที่ตั้งเป็นสำคัญ เช่น มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับใช้ในการเพาะปลูกตลอดทั้งปี หากเป็นเกษตรกรรายย่อย จะส่งเสริมให้รวมกลุ่มกันปลูกกล้วยไม่ต่ำกว่า 20 ไร่ เพื่อรวบรวมผลผลิตส่งขายไม่ต่ำกว่า 10-15 ตัน ต่อครั้ง

คุณเกรียงศักดิ์บอกว่า เรานำเสนอสิ่งดีๆให้เป็นทางเลือกของเกษตรกร สมาชิกเครือข่าย “คิง ฟรุทส์” จะมีเจ้าหน้าที่วิชาการของบริษัทให้คำแนะนำวางแผนการปลูก ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สามารถซื้อปัจจัยการผลิตในราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป เช่นหน่อพันธุ์ ถุงห่อเครือกล้วย เป็นการลดต้นทุนการผลิตสามารถจำหน่ายสินค้าได้ตามเกรดคุณภาพของสินค้ามากกว่าการขายแบบคละเกรด หรือเหมารวมสามารถขายผลผลิตได้ทุกผล ทุกต้นลดปัญหาการขายสินค้า ด้อยคุณภาพเข้าสู่ท้องตลาด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตเข้าตลาดจำนวนมากพร้อมกัน

ปัจจุบัน บริษัทรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรเครือข่ายตามคุณภาพสินค้า เฉลี่ยกิโลกรัมละ 10-20 บาท หากใครมีข้อสงสัยประการใด สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากบริษัท คิง ฟรุทส์ จำกัด เลขที่ 55/12 หมู่ที่ 4 ตำบลบึงคำพร้อย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี 12150 โทร.(02) 159-9770,(02) 159-9772-73 แฟกซ์ (02) 159-9771

นาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ที่นครราชสีมา ทำชาวนายิ้ม ลดต้นทุนสูบน้ำ ข้าวแตกกอดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เทคโนฯ เกษตร

นาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ที่นครราชสีมา ทำชาวนายิ้ม ลดต้นทุนสูบน้ำ ข้าวแตกกอดี

การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง เป็นเทคโนโลยีการจัดการน้ำในนาข้าวเพื่อให้เกิดความประหยัด สามารถผลิตข้าวได้แม้น้ำชลประทานมีจำกัด และสามารถนำมาใช้กับการเพาะปลูกข้าวได้ทั้งนาปีและนาปรัง โดยพบว่า สามารถลดปริมาณการใช้น้ำลงได้ถึง ร้อยละ 20-50 ขึ้นอยู่กับชนิดของดินและสภาพอากาศ อีกทั้งยังช่วยลดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในการสูบน้ำได้อย่างน้อย ร้อยละ 30 นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มจำนวนรากของต้นข้าวให้มากขึ้น ทำให้สามารถดูดซับธาตุอาหารได้ดีขึ้น ส่งผลให้ลดจำนวนการใส่ปุ๋ยน้อยลง ทำให้ประหยัดต้นทุนได้อีกทางหนึ่ง

เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนที่จัดเก็บในเขื่อน และปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ทำให้หลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งทั้งในและนอกเขตชลประทาน ส่งผลให้ต้องมีการบริหารน้ำอย่างเคร่งครัด ดังนั้น กรมการข้าว จึงมีโครงการขยายผลการส่งเสริมการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ เพิ่มในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังที่ดำเนินการส่งเสริมในพื้นที่ภาคกลาง บริเวณ 22 จังหวัด ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จนมีผลออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า สำหรับการขยายผลการส่งเสริมการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ มีเป้าหมายจะดำเนินการในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ แพร่ อุดรธานี หนองคาย ยโสธร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ และนครราชสีมา ซึ่งจะเน้นเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ที่มีแหล่งน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ด้วยการจัดทำเป็นแปลงสาธิตการทำนาเปียกสลับแห้ง แปลงละ 5 ไร่ จำนวน 100 แปลง รวมพื้นที่ 500 ไร่ เกษตรกรที่เข้าร่วม ประมาณ 6,000 คน

ปีแรกและครั้งแรก ปลูกเปียกสลับแห้ง

นครราชสีมา เป็นหนึ่งในจังหวัดนำร่องตามโครงการขยายผลที่กรมการข้าวจะดำเนินการ ที่สำคัญนับเป็นปีแรกและครั้งแรกของชาวนาในพื้นที่ที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ โดยมีศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมาเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ

นายธีระพงษ์ พุทธรักษา ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กล่าวว่า พื้นที่ดำเนินการของจังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วย 2 อำเภอ ได้แก่อำเภอเมือง มีเกษตรกรเข้าร่วม 16 ราย พื้นที่ 278 ไร่ จัดทำแปลงสาธิต จำนวน 2 แปลง และอำเภอปักธงชัย มีเกษตรกรเข้าร่วม 24 ราย พื้นที่ 450 ไร่ จัดทำแปลงสาธิต จำนวน 3 แปลง โดยพันธุ์ข้าวที่ส่งเสริมให้เกษตรกรภายในโครงการปลูก เป็นพันธุ์ข้าวไม่ไวแสง พันธุ์ชัยนาท 1

ขณะที่ นายประสงค์ ศรีอ่อนหล้า นักวิชาการชำนาญการพิเศษ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในพื้นที่อำเภอเมืองนั้น ได้ดำเนินการส่งเสริมในพื้นที่บ้านท่ากระสัง ตำบลหัวทะเล อำเภอเมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ โดยได้เข้ามาจัดตั้งเป็นกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านท่ากระสัง สำหรับน้ำที่นำมาใช้ในการทำนาของบ้านกระสังนั้น จะใช้น้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียของเทศบาลเมืองนครราชสีมา

“โดยทางศูนย์ได้เข้ามาจัดประชุมในลักษณะเวทีชาวบ้าน ชี้แจงทำความเข้าใจ และรับผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ โดยจนถึงขณะนี้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 ที่ปลูกในแปลงสาธิต คาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณปลายเดือนเมษายนนี้

ขณะที่ นายวิรุจน์ ทาดี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กล่าวเสริมว่า การปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งสำหรับในภาคกลางนั้น มีการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้กันมานานแล้ว แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องบอกว่าเป็นปีแรกที่เริ่มมีการนำองค์ความรู้นี้มาเผยแพร่ให้ชาวนาในพื้นที่ได้ลองปฏิบัติ ซึ่งการที่ชาวนาในพื้นที่จะให้การยอมรับนั้น คงต้องรอประมวลจากผลที่เกิดขึ้น ว่า ต้นทุนเป็นเท่าไร ประหยัดน้ำจริงหรือไม่ และได้ปริมาณผลผลิตข้าวมาน้อยแค่ไหน เมื่อเปรียบเทียบกับการทำนาตามปกติที่เคยทำกันมา

สำหรับเทคโนโลยีการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งที่นำมาทดลองดำเนินการในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาจนถึงขณะนี้ นายวิรุจน์ กล่าวว่า จากระยะเวลาที่ดำเนินการมาเป็นประมาณ 2 เดือน ได้เห็นถึงข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจ และอาจจะนำไปสู่การใช้เป็นแนวทางในการปรับวิธีการเพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่นาของจังหวัดนครราชสีมา

“ที่เห็นชัดตอนนี้ คือ ในพื้นที่นาของสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ 2 ราย ที่นาห่างกัน ประมาณ 1 กิโลเมตร ลักษณะดินในนาเหมือนกันคือ เป็นดินเหนียว แต่เมื่อไปดูน้ำใต้ดินจากท่อดูน้ำแล้วพบว่าแตกต่างกัน โดยรายหนึ่งเมื่อปล่อยน้ำออกจะพบว่ามีน้ำใต้ดินอยู่เหมือนกับในข้อแนะนำของการทำนาเปียกสลับแห้ง และเป็นลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นในพื้นที่นาภาคกลาง แต่ขณะที่ชาวนาอีกรายพบว่า เมื่อน้ำในนาแห้ง แต่หน้าดินยังแสดงให้เห็นว่ายังเปียกอยู่ พอไปดูที่ท่อดูน้ำกลับไม่พบว่ามีน้ำใต้ดินอยู่เลย ตรงนี้หากชาวนาไม่ได้ดูและยึดตามข้อแนะนำ ก็จะคิดว่าในนาของตนเองยังมีน้ำใต้ดินอยู่ แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่า ไม่มี ดังนั้น คงต้องมาดูว่าอาจต้องมีการปรับรอบการนำน้ำเข้านาให้เร็วขึ้นและมากกว่าเดิม เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีความแตกต่างกันนั้น อาจจะจากสภาพที่ตั้งของพื้นที่นา เพราะของรายหนึ่งอยู่บนที่ดอนและไม่มีนาข้างๆ แต่อีกรายหนึ่งอยู่ในที่ลุ่มและมีนาข้างเคียงโดยรอบ”

นายวิรุจน์ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับอุปกรณ์สำคัญในการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้ง คือ ท่อดูน้ำ ซึ่งภายใต้การส่งเสริมตามโครงการได้มีการสนับสนุนท่อดูน้ำให้กับชาวนาที่เข้าร่วม โดยท่อดูน้ำนี้เป็นท่อ พีวีซี ขนาดความกว้าง 4 นิ้ว ยาว 25 เซนติเมตร ด้านข้างท่อเจาะด้วยสว่าน ห่างกันรูละ 5 เซนติเมตร

ท่อดูน้ำจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการสังเกตระดับน้ำใต้ดินในแปลง ซึ่งจะมีการฝังท่อไว้ตามจุดต่างๆ ของแปลงนา ให้ลึกลงไปในดิน ประมาณ 20 เซนติเมตร โดยให้ปากท่อโผล่พ้นดิน ประมาณ 5 เซนติเมตร จากนั้นควักดินภายในท่อออกให้หมด และใช้เป็นเครื่องสังเกตว่าชาวนาควรทดน้ำลงที่นาได้หรือยัง

“สำหรับจุดที่ฝังท่อดูน้ำ ทางศูนย์แนะนำให้ชาวนาสมาชิกฝัง จำนวน 6 จุด ต่อแปลง เหตุเพราะอยู่ที่สภาพการปรับพื้นที่นา ว่าทำได้ดีมีความเรียบเสมอกันทั้งพื้นที่หรือไม่ ถ้าเรียบสม่ำเสมอกันหมด จะฝังท่อเพียง 2-4 จุด ก็เพียงพอ แต่หากยังปรับพื้นที่ไม่เรียบ การฝังท่อประมาณ 6 จุด จะทำให้สามารถมองดูปริมาณน้ำใต้ดินได้ชัดเจนมากกว่า” นายวิรุจน์ กล่าว

ที่เห็นชัดๆ ชาวนาลดต้นทุนค่าสูบน้ำ ลดโรค

นายประเสริฐ แสนสุข ชาวนาเจ้าของแปลงสาธิตการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งของบ้านท่ากระสัง กล่าวเพิ่มเติมว่า จากที่ทำมาเป็นเวลาประมาณ 2 เดือนนี้ ที่เห็นชัดเลยจากวิธีการนี้คือ ต้นข้าวที่ปลูกด้วยวิธีเปียกสลับแห้งนี้ มีการแตกกอที่ดีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รากมีจำนวนมาก ทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตดี อีกทั้งสามารถลดจำนวนการสูบน้ำลง หากทำในระบบปลูกข้าวแบบเดิมมาถึงตอนนี้ต้องสูบน้ำเข้านาแล้วไม่ต่ำกว่า 4-5 ครั้ง แต่การปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งจนถึงขณะนี้ เพิ่งสูบน้ำเข้านาไปตอนเริ่มปลูกครั้งแรกครั้งเดียว

“ค่าสูบน้ำแต่ละครั้งนั้น จะเสียค่าน้ำมัน ประมาณ 200 บาท ดังนั้น ที่ชัดเจนตอนนี้เลยผมลดต้นทุนค่าน้ำมันลงไปได้แล้วประมาณ 1,000 กว่าบาท” นายประเสริฐ กล่าว

นอกจากนี้ นายประเสริฐ ยังบอกว่า ต้นข้าวที่ปลูกด้วยวิธีเปียกสลับแห้งนี้ มีการแตกกอที่ดีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ขณะที่ นายชม แก้วบุญพะเนา ชาวนาเจ้าของแปลงสาธิตการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งของบ้านท่ากระสัง กล่าวว่า อีกสิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ตั้งแต่มาปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้ง จนถึงขณะนี้ยังไม่พบปัญหาการเกิดขึ้นของโรคที่สำคัญในข้าว อย่างโรคไหม้ข้าวเลย อีกทั้งดินในนาก็ไม่เป็นหล่ม ซึ่งเป็นดินที่ยุบเพราะมีขี้โคลนเยอะ ทำให้รถไถไม่อยากเข้ามารับจ้างไถ เพราะต้องเปลืองน้ำมันมากขึ้น

ทั้งนี้ จากคำอธิบายของชาวนาแปลงสาธิตทั้ง 2 ต่างมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า การปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้ง ที่กรมการข้าวนำเข้ามาส่งเสริมนี้ จะทำให้ได้รับผลผลิตที่ดีแน่นอน และน่าจะเป็นทางเลือกใหม่ของการทำนาในพื้นที่ภาคอีสาน

ชาวนาสุรินทร์ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง เพื่อลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05047150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เทคโนฯ เกษตร

พิงค์บุ๊ก

ชาวนาสุรินทร์ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง เพื่อลดต้นทุน

ทุกวันนี้ ต้นทุนค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นทุกอย่าง โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมี ที่อยู่ในเกณฑ์สูง แต่ราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดกลับชะลอตัวลดลง หากผลผลิตที่ปลูกได้ ขายไม่ได้ หรือขายได้ราคาต่ำ เกษตรกรก็อยู่ลำบากขึ้น เพราะรายรับไม่พอกับรายจ่าย ทางออกที่ดีที่สุดคือ ประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายลง เพื่อให้มีผลกำไรเหลืออยู่ในกระเป๋าได้มากที่สุด

วิถีชาวนา ตำบลสลักได

ในฉบับนี้จะขอพาไปเยี่ยมชมวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่บ้านตระแบก หมู่ที่ 4 ตำบลสลักได อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ชุมชนแห่งนี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ผลผลิตแต่ละปีไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับปริมาณและการกระจายตัวของฝน เนื่องจากพวกเขาอาศัยอยู่นอกพื้นที่เขตชลประทาน ปลูกข้าวนาน้ำฝนได้เพียงปีละครั้ง ส่วนใหญ่ปลูกข้าวหอมมะลิเป็นหลัก

หลายสิบปีที่ผ่านมา ชาวนาในท้องถิ่นนี้ปลูกข้าวโดยใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีมาตลอด ทำให้ต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไรต่ำ เนื่องจากสภาพดินเสื่อมโทรม มีความเป็นกรดค่อนข้างสูง ไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูกพืช เนื่องจากเกิดจากการตกค้างของสารเคมี ปุ๋ยเคมี ที่มีการใช้อย่างไม่ระมัดระวังและต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดินตายไป ทำให้สภาพดินเสื่อมโทรม ขาดการบำรุงดิน มีอินทรียวัตถุในดินต่ำ ผลผลิตข้าวต่อไร่มีปริมาณต่ำ เฉลี่ยไร่ละ 400 กิโลกรัม เท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อปากท้องและรายได้ของเกษตรกรในวงกว้าง

ปี 2557 ชาวบ้านจึงรวมตัวกัน จัดตั้ง “กลุ่มเกษตรอินทรีย์” เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เริ่มจากหันมาทำนาอินทรีย์พร้อมกับทำปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นใช้เอง ประจวบเหมาะกับกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีโครงการ “1 ตำบล 1 ล้านบาท” เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน ทำให้เกิดโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชุมชน สร้างรายได้และลดต้นทุนการผลิต เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ของชุมชนแห่งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพึงพอใจของทุกฝ่าย เนื่องจากการดำเนินงานปีแรกสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ 54 ตัน ขายปุ๋ยให้สมาชิกในราคากิโลกรัมละ 4 บาท สร้างเม็ดเงินสะพัดในท้องถิ่นกว่า 200,000 บาท รายได้จากการจำหน่ายปุ๋ยทางกลุ่มฯ จะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับผลิตปุ๋ยในรุ่นต่อไป

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว นับเป็นการปรับตัวสู้วิกฤตได้อย่างยั่งยืน เพราะได้ผลกำไรที่ดี 2 ต่อ ข้อแรก คือ ผลิตปุ๋ยใช้เอง เท่ากับลดรายจ่ายของเกษตรกร ข้อที่ 2 คือ สร้างโอกาสขายสินค้าข้าวอินทรีย์ได้มากขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้ทั่วโลกกำลังตื่นตัวสนใจบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์ ดังนั้น ข้าวอินทรีย์ ของชุมชนแห่งนี้ จะขายได้ราคาที่ดี และเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อทั่วโลก

สูตรปุ๋ยอินทรีย์ ตำบลสลักได

ป้าจันทรา สำเร็จดี วัย 53 ปี หนึ่งในชาวนาที่เข้าร่วมกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในชุมชนแห่งนี้ เล่าว่า การผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อแก้ปัญหาสภาพดินเสื่อมโทรม จะใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นมาเทกอง เช่น 1. มูลสัตว์ 100 กิโลกรัม 2. แกลบดิบ 100 กิโลกรัม 3. แกลบดำ 100 กิโลกรัม 4. รำอ่อน 10 กิโลกรัม 5. กากน้ำตาล 20 ซีซี (ช้อนโต๊ะ) 6. น้ำหมักชีวภาพ 20 ซีซี (ช้อนโต๊ะ) 7. น้ำสะอาด 100 ลิตร

เมื่อเตรียมวัสดุครบถ้วน เกษตรกรจะนำแกลบดิบ แกลบดำ มูลสัตว์ รำละเอียด ผสมให้เข้ากันก่อน หลังจากนั้นจะผสมน้ำหมักชีวภาพกับกากน้ำตาล น้ำ 10 ลิตร ที่เตรียมไว้ ใส่บัวรดน้ำราดบนกองมูลสัตว์กับแกลบให้ชุ่ม คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปุ๋ยหมักจะมีความชื้น ประมาณ 50% หมักปุ๋ยทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน คลุมด้วยกระสอบป่านหรือผ้าใบ เมื่อปุ๋ยเกิดความร้อนให้กลับกองปุ๋ย 1-2 ครั้ง ต่อวัน หากสังเกตพบว่า ปุ๋ยหมักเกิดราสีขาว แสดงว่าจุลินทรีย์กำลังย่อยสลาย เมื่อหมักปุ๋ยครบ 7 วัน ชาวบ้านจะกรอกปุ๋ยใส่กระสอบที่เตรียมไว้ อัตราบรรจุ กระสอบละ 25 กิโลกรัม ก่อนนำไปจัดที่โรงเก็บปุ๋ย เพื่อรอการจำหน่ายต่อไป

“เมื่อต้องการนำปุ๋ยอินทรีย์ไปใช้งานในแปลงนา เกษตรกรจะนำปุ๋ยอินทรีย์ไปผสมดินก่อน จึงค่อยไถกลบตอซังก่อนหว่านเมล็ดข้าว เมื่อต้นข้าวเติบโต สูงประมาณ 1 นิ้ว จึงค่อยใส่ปุ๋ยอีกครั้งเพื่อบำรุงต้น เมื่อต้นข้าวโตเต็มที่จะให้ผลผลิตที่ดี ปริมาณข้าวต่อรวงสูงมาก เมล็ดข้าวแข็งแรง ไม่แตกหักง่าย แถมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของข้าวหอมมะลิเมืองสุรินทร์ ซึ่งแตกต่างจากข้าวหอมมะลิที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมี พบว่า เมล็ดข้าวไม่ค่อยมีกลิ่นหอม แถมเมล็ดข้าวมีสีออกคล้ำ ไม่น่ารับประทาน” ป้าจันทรา กล่าวในที่สุด

การทำปุ๋ยหมักคุณภาพสูง โดยไม่กลับกอง

ปัจจุบัน การผลิตพืชผักมีปัญหามาตลอด เพราะเกษตรกรผู้ผลิตขาดเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมและใช้สารเคมีเกษตรและปุ๋ยเคมีกันมากขึ้น เพื่อป้องกันและกำจัดโรคและแมลง ทำให้ผู้บริโภคได้รับผลจากสารพิษตกค้างในพืชผัก และเกิดปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษตามมา ทั้งนี้ ประเทศไทยมีวัสดุอินทรีย์เหลือทิ้งจากภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก เช่น เศษพืช ใบไม้ ผักตบชวา ฟางข้าว ต้นข้าวโพด ถั่วต่างๆ แกลบ กากอ้อย ประมาณ 80 ล้านตัน ต่อปี ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่นำวัสดุดังกล่าวเผาทิ้ง จึงเป็นสาเหตุประการหนึ่งทำให้เกิดปัญหาสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมและภาวะโลกร้อนตามมา

คุณวุฒิชัย ทองดอนแอ นักวิชาการเกษตร ชำนาญการพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โทร. (081) 944-3805 จึงออกมาเรียกร้องให้เกษตรกรเรียนรู้วิธีการทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง โดยนำวัสดุอินทรีย์เหลือทิ้งจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมมาทำปุ๋ยหมักคุณภาพสูง และลดปริมาณขยะอินทรีย์ รักษาสภาพแวดล้อมและลดภาวะโลกร้อน

ปุ๋ยหมักที่จำหน่ายในท้องตลาดหรือที่เกษตรกรผลิตใช้เองในบางครั้ง อาจมีคุณภาพไม่คงที่ ธาตุอาหารหลักมากบ้าง น้อยบ้างตามวัตถุดิบ ทำให้ไม่ตอบสนองต่อการเจริญเติบโตของพืชในระยะต่างๆ โดยทั่วไป ในระยะแรกของการเติบโต พืชต้องการธาตุไนโตรเจนสูงสำหรับการเจริญเติบโต ช่วงออกดอกต้องการแร่ธาตุฟอสฟอรัส ช่วงออกผล ต้องการแร่ธาตุโพแทสเซียม ดังนั้น เกษตรกรจึงควรศึกษาเรียนรู้ว่าวัตถุดิบมีธาตุอะไรบ้าง เพื่อปรับสูตรให้เหมาะสมกับพืช ก่อนการผลิตปุ๋ยหมักแต่ละสูตร ควรนำธาตุอาหารในวัตถุดิบมาคำนวณ เพื่อกำหนดปริมาณและชนิดของวัตถุดิบที่จะใช้

คุณวุฒิชัย ยกตัวอย่างปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในวัตถุดิบแต่ละประเภท ยกตัวอย่าง เช่น

กลุ่มมูลสัตว์ ประเภท มูลค้างคาว มีปริมาณธาตุอาหาร N (1.05) : P (14.82) : K (1.84) มูลไก่ มีปริมาณธาตุอาหาร N (3.77 ) : P (1.89) : K (1.76) มูลกระบือ มีปริมาณธาตุอาหาร N (1.23) : P (0.55) : K (0.69) มูลโค มีปริมาณธาตุอาหาร N (1.91) : P (0.56) : K (1.40) มูลสุกร มีปริมาณธาตุอาหาร N (2.80) : P (1.36) : K (1.18)

กลุ่มพืช ประเภท ถั่วเหลือง มีปริมาณธาตุอาหาร N (2.71) : P (0.56 ) : K (2.47) ใบก้ามปู มีปริมาณธาตุอาหาร N (2.10) : P (0.09) : K (0.40) ผักตบชวา มีปริมาณธาตุอาหาร N (1.55 ) : P (0.46) : K (0.49) ใบกระถินณรงค์ มีปริมาณธาตุอาหาร N (1.58 ) : P (0.10) : K (0.40) ฟางข้าว มีปริมาณธาตุอาหาร N (0.59 ) : P (0.08) : K (1.72) ซังข้าวโพด มีปริมาณธาตุอาหาร N (1.78) : P (0.25) : K (1.53), (ดูเพิ่มเติมได้จากตารางแสดงปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในวัตถุดิบแต่ละประเภท)

นอกจากนี้ คุณวุฒิชัย ได้แนะนำการผลิตปุ๋ยหมัก 3 สูตร สำหรับ

สูตรที่ 1 ให้เตรียมวัตถุดิบ 100 กิโลกรัม แบ่งเป็น มูลวัว (แห้ง) 75 กิโลกรัม แกลบดิบ 5 กิโลกรัม แกลบดำ 5 กิโลกรัม กระถินสับแห้ง 5 กิโลกรัม รำละเอียด 10 กิโลกรัม

สูตรที่ 2 เตรียมวัตถุดิบ 100 กิโลกรัม แบ่งเป็น มูลโค (แห้ง) 50 กิโลกรัม มูลสุกร (แห้ง) 30 กิโลกรัม แกลบดิบ 10 กิโลกรัม กระถินสับ 10 กิโลกรัม และ

สูตรที่ 3 เตรียมวัตถุดิบ 100 กิโลกรัม แบ่งเป็น มูลโค (แห้ง) 40 กิโลกรัม มูลสุกร (แห้ง) 40 กิโลกรัม แกลบดิบ 10 กิโลกรัม กระถินสับ 10 กิโลกรัม

เมื่อตัดสินใจได้ว่า อยากทำปุ๋ยสูตรไหน และเตรียมวัสดุได้ครบตามสูตรแล้ว จึงค่อยเตรียมน้ำผสม โดยใช้หัวเชื้อน้ำหมัก 2 ลิตร กากน้ำตาล 10 ลิตร น้ำสะอาด 200 ลิตร และนำน้ำผสมแล้วมาเทราดกองปุ๋ยหมัก คลุกเคล้าให้มีความชื้น ประมาณ 40% เมื่อทำเสร็จจนครบทุกขั้นตอนการทำปุ๋ยหมัก จึงค่อยตักปุ๋ยหมักใส่ถุง น้ำหนัก 25 กิโลกรัม ต่อถุง ตั้งเปิดปากถุงเรียงเป็นแถวโดยไม่กลับกอง หมักอยู่ในถุงประมาณ 15 วัน จนเนื้อปุ๋ยหมักเย็น ไม่มีความร้อน จึงจะนำไปใส่ต้นพืชได้

หลักในการพิจารณาปุ๋ยหมักที่ใช้ได้แล้ว คุณวุฒิชัย แนะนำให้ดูจาก

1. สีของปุ๋ยหมัก จะเริ่มเข้มขึ้นกว่าเมื่อเริ่มกอง อาจเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

2. อุณหภูมิภายในกองปุ๋ยหมัก เมื่อเริ่มกองใหม่ๆ จะร้อนมาก เมื่อกองไป 3-5 วัน ความร้อนจะลดลง เมื่ออุณหภูมิภายในและภายนอกกองไม่แตกต่างกัน จนกองปุ๋ยหมักเย็น ใช้เวลาประมาณ 10-15 วัน

3. สังเกตกลิ่นของปุ๋ยหมัก ถ้าเป็นปุ๋ยหมักใช้ได้ ปุ๋ยหมักจะมีกลิ่นคล้ายกลิ่นของดินตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานของปุ๋ยหมักที่แนะนำก็คือ

1. มีอัตราส่วนสารประกอบคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C/N ratio) ไม่มากกว่า 20 : 1

2. เกรดปุ๋ยไม่ควรต่ำกว่า 1-1-0.5 (%ของ N, P2O5, K2O ตามลำดับ)

3. ความชื้นและสิ่งที่ระเหยได้ ไม่ควรมากกว่า 35-40% (โดยน้ำหนัก)

4. ปริมาณอินทรียวัตถุ ประมาณ 30-60% (โดยน้ำหนัก)

5. ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ประมาณ 6.0-7.5

6. ปุ๋ยหมักที่ใช้ได้แล้ว ต้องไม่มีความร้อนหลงเหลืออยู่

7. ปุ๋ยหมักที่ดี ต้องปราศจากเชื้อโรคทุกชนิด

8. ปุ๋ยหมักที่ดี ต้องไม่มีกลิ่น

สำหรับปุ๋ยหมักทั้ง 3 สูตร ข้างต้น คุณวุฒิชัย ได้แนะนำวิธีการใช้ประโยชน์ปุ๋ยหมักในแปลงเพาะปลูกว่า สำหรับพืชผัก ควรใช้ปุ๋ยหมักคลุกบนแปลงปลูก ในอัตรา 200 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือใช้ปุ๋ยหมักรองก้นหลุมก่อนปลูก หรือย้ายต้นกล้าอัตรา 1-2 กำมือ ต่อหลุม ต่อต้น ทั้งนี้ ควรใส่ปุ๋ยหมักในกลุ่มพืชผักและข้าวโพดฝักอ่อน ประมาณ 2 ครั้ง ต่อรุ่น หากเป็นกลุ่มไม้ผล ควรใส่ปุ๋ยหมักอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ในอัตรา 1-2 ตัน ต่อไร่ ควรใส่ที่โคนต้นรอบทรงพุ่ม โดยคำนวณ จากต้นไม้ผลในแปลง แบ่งใส่เท่าๆ กัน ในอัตราที่กำหนด

“การผลิตปุ๋ยหมักทั้ง 3 สูตร เมื่อนำไปใช้ประโยชน์ในแปลงเพาะปลูก จะช่วยเพิ่มธาตุอาหารแก่พืช ในลักษณะต่อเนื่อง ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพและคุณสมบัติทางเคมีของดิน ที่สำคัญยังช่วยเพิ่มผลผลิตพืชและช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี” คุณวุฒิชัย ทองดอนแอ กล่าวในที่สุด