คมสันต์ แสนทวีสุข คนอุบลฯ เพาะเห็ดขาย สร้างรายได้ เดือนละ 5 หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

เทคโนโลยีการเกษตร

กิตติภณ เรืองแสน

คมสันต์ แสนทวีสุข คนอุบลฯ เพาะเห็ดขาย สร้างรายได้ เดือนละ 5 หมื่น

เห็ด เป็นพืชชั้นต่ำจำพวกเชื้อรา เป็นอาหารประเภทผักที่ไม่มีไขมัน มีการเจริญเติบโตเป็นสายใย มีรูปร่างสวยงามแตกต่างกันไป และเห็ดก็เป็นแหล่งอาหารโปรตีนจากธรรมชาติ อุดมไปด้วยวิตามิน จึงให้คุณค่าทางโภชนาการ และมีสรรพคุณทางยา ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย และช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากโรคร้ายต่างๆ เช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน และความดันโลหิตสูง เบาหวาน เป็นต้น ในปัจจุบันยังพบว่า เห็ด ให้คุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างมากมาย มีผู้เพาะเห็ดขาย สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยเลยทีเดียว

คุณคมสันต์ แสนทวีสุข หนุ่มโสด ชาวไร่ วัย 30 ปีเศษๆ แห่งเมืองอุบลราชธานี เป็นอีกผู้หนึ่งที่หันมาเพาะเห็ดขาย จนมีรายได้อย่างน่าพอใจ ซึ่งเมื่อก่อนคุณคมสันต์ได้ผ่านการประกอบอาชีพต่างๆ มานับไม่ถ้วน ทั้งเป็นช่าง ทั้งทำนา ทำไร่มัน ค้าขาย ทำค่ายมวย แต่ก็ไม่รวยสักที จนกระทั่ง ต้นปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา จึงได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการเพาะเห็ดนางฟ้าและเห็ดขอน เพื่อเพาะเห็ดขาย รายได้จึงทะลักเข้ามาอย่างน่าพอใจ จากที่เคยตระเวนขายไปเรื่อยๆ ด้วยตัวเอง ก็เปลี่ยนมาเป็นนั่งขายอยู่ที่ฟาร์ม หรือบางทีมีลูกค้าสั่งเป็นจำนวนมากๆ ก็นำส่งถึงที่ มาถึงตอนนี้ใครๆ ต่างก็เรียก เสี่ยเหน่ง

คุณคมสันต์ หรือ เสี่ยเหน่ง เล่าให้ฟังว่า ตนมีอาชีพหลักคือ ทำไร่มัน ในปัจจุบันนี้หันมาเพาะเห็ดขายด้วย โดยฟาร์มเห็ดของตน มีชื่อว่า ฟาร์ม ส. เทพพิทักษ์ ตั้งอยู่ที่บ้านของตนเอง คือ บ้านเลขที่ 220 หมู่ที่ 6 ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เพิ่งทำมาได้ 1 ปีเศษๆ โดยมีญาติพี่น้องคอยช่วยดูแลอยู่ 2-3 คน เห็ดที่คุณคมสันต์เพาะขายก็มี เห็ดขอนขาว และเห็ดนางฟ้าภูฏาน นอกจากจะขายดอกเห็ดสดๆ แล้ว คุณคมสันต์ยังจำหน่ายหรือขายก้อนเห็ดอีกด้วย สำหรับเรื่องตลาดรองรับนั้นสบายมาก เพราะในปัจจุบันมีลูกค้ามาซื้อถึงฟาร์ม และยังมีขาประจำจากตลาดเจริญศรีมาสั่งซื้อคราวละมากๆ คุณคมสันต์ก็ขายส่ง และนำส่งให้ถึงที่ในราคาขายส่ง แต่บางครั้งก็ให้ญาตินำไปขายปลีกตามตลาดนัดในเขตอำเภอวารินชำราบและอำเภอสว่างวีระวงศ์ ที่ฟาร์มของคุณคมสันต์จะมีโรงเรือนเพาะเห็ด 3 โรงเรือน และเพาะเห็ดขายตลอดทั้งปี ทำให้มีรายได้ประมาณเดือนละ 50,000 บาท เป็นอย่างต่ำ สำหรับในช่วงฤดูหนาวอากาศจะเหมาะสำหรับการเพาะเห็ดนางฟ้า และช่วงฤดูร้อนอากาศจะเหมาะกับการเพาะเห็ดขอน ตอนนี้คุณคมสันต์กำลังขยายกิจการ โดยเพิ่มโรงเรือนขึ้นมาอีก 2 โรงเรือน รวมเป็น 5 โรงเรือน จึงได้จ้างแรงงานจากเพื่อนบ้านเข้ามาช่วย เพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกทางหนึ่ง และจากการขยายกิจการนี้ คาดว่ารายรับหรือกำไรคงได้เพิ่มขึ้นมาอีก ส่วนราคาจำหน่ายนั้น เห็ดขอนขาว จะขายกิโลกรัมละ 80 บาท เห็ดนางฟ้า ขายกิโลกรัมละ 70 บาท และก้อนเห็ด จะขายก้อนละ 7 บาท เสี่ยเหน่งกล่าว

คุณคมสันต์ บอกว่า การเพาะเห็ดนางฟ้าและเห็ดขอนขาวนั้น ถ้าเราสนใจและตั้งใจทำจริงๆ มันก็ไม่ยุ่งยากเหมือนอย่างที่หลายๆ คนคิด อย่างคุณคมสันต์นี่ก็จะศึกษาหาความรู้จากตำราต่างๆ พร้อมกับออกไปศึกษาจากฟาร์มเห็ดจริงๆ ด้วย จึงอยากจะบอกว่า ถ้าใครคิดจะหันมาเพาะเห็ดขายเป็นรายได้เสริม หรือเพาะเป็นอาชีพ มันไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย แต่ต้องศึกษาให้เข้าใจและถ่องแท้ก่อนนะ

เริ่มต้นที่ การเตรียมโรงเรือนสำหรับเพาะเห็ดนางฟ้าจะต้องถูกวิธีและถูกสุขลักษณะ และควรมีขนาดมาตรฐาน เป็นแบบที่สร้างง่าย ลงทุนน้อย ใช้วัสดุในท้องถิ่นเราเอง ฟาง หญ้าแฝก ไม้ไผ่ เป็นต้น และสร้างในที่เย็นชื้น การมุงหลังคาขึ้นอยู่กับชนิดของเห็ดด้วย และให้ดูสภาพอากาศด้วยว่า เห็ดอะไรชอบอากาศแบบไหน สำหรับประตูโรงเรือนให้ปิดประตูด้วยกระสอบป่าน ปูพื้นด้วยทราย เพื่อเก็บความชื้น และทิศทางลมก็สำคัญมาก เพราะมีผลต่อก้อนเห็ด และการออกดอกของเห็ด และการทำก้อนเชื้อเพาะเห็ดนางฟ้า ก็ต้องมีความรู้ในการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เช่น ขี้เลื่อยยางพารา หรือขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อน แต่ขี้เลื่อยยางพาราจะให้ผลดีมากกว่า จากนั้นก็หาส่วนผสมอื่นๆ มาผสม ทั้ง ขี้เลื่อยยางพาราแห้งสนิท 100 กิโลกรัม รำละเอียด 6-8 กิโลกรัม ข้าวโพดป่น 3-5 กิโลกรัม ปูนยิปซัม 1 กิโลกรัม หินปูนหรือผงชอล์ก 1 กิโลกรัม ดีเกลือ 0.2 กิโลกรัม น้ำ 80 กิโลกรัม และ EM 1 ลิตร เป็นต้น

จากนั้น เมื่อหาส่วนผสมได้ครบ ก็ลงมือทำก้อนเชื้อ ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ต้องผสมให้ดีหรือให้ถูกสูตร ก่อนผสมต้องตากกองขี้เลื่อยกี่วัน เวลาผสมต้องเติมน้ำกี่ลิตร เมื่อผสมเสร็จก็กรอกใส่ถุงเพาะเห็ด ใส่ให้ได้น้ำหนักเท่าไร เราต้องทำให้ถูก เมื่อทำก้อนเชื้อเสร็จ ก็จะเป็นการหยอดเชื้อและบ่มเชื้อเห็ดนางฟ้า และนึ่งเพื่อฆ่าเชื้อโรค นึ่งกี่ครั้ง ใช้อุณหภูมิเท่าไร นึ่งนานกี่ชั่วโมง เราต้องรู้และทำให้ถูก เมื่อนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว ก็จะหยอดเชื้อเห็ดลงก้อนเชื้อ หยอดกี่เม็ดนั้นควรทำตามสูตร เมื่อหยอดเชื้อลงก้อนเชื้อเห็ดเสร็จแล้ว ให้ปิดปากถุงก้อนเชื้อให้เรียบร้อย หลังจากหยอดเชื้อลงในก้อนเชื้อเสร็จ เราก็จะบ่มเชื้อเห็ดในอีกขั้นตอนหนึ่ง โดยการบ่มเชื้อเห็ดนั้นต้องนำก้อนไปบ่ม ประมาณ 20-25 วัน อย่างนี้เป็นต้น เราต้องทำให้ถูก ผลผลิตจึงจะออกมาดี ส่วนการเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้น เราควรมีเทคนิคที่ทำให้ออกดอกสม่ำเสมอและดอกใหญ่ ซึ่งทำได้ดังนี้ คือ เมื่อเก็บดอกเสร็จต้องทำความสะอาดหน้าก้อนเชื้อโดยเขี่ยเศษเห็ดออกให้หมด งดให้น้ำสัก 3 วัน เพื่อให้เชื้อฟักตัวแล้วก็กลับมาให้น้ำอีกตามปกติ เห็ดก็จะเกิดเยอะเหมือนเดิม หรือเมื่อเก็บดอกเห็ดเสร็จก็ทำความสะอาดหน้าก้อนเชื้อเหมือนเดิม แล้วรัดปากถุงไม่ให้อากาศเข้า ทิ้งระยะเวลาประมาณ 2-3 วัน ให้น้ำปกติ หลังจากนั้น เปิดปากถุงก็จะเกิดดอกที่สม่ำเสมอ และเมื่อเห็ดออกดอกและบานจนได้ขนาดที่ต้องการแล้ว ให้เก็บดอกโดยจับที่โคนดอกทั้งช่อ โยกซ้ายขวา-บนล่าง แล้วดึงออกจากถุงเห็ด ระวังอย่าให้ปากถุงเห็ดบาน ถ้าดอกเห็ดโคนขาดติดอยู่ให้แคะออกทิ้งให้สะอาด เพื่อป้องกันการเน่าเสีย และป้องกันแมลงมาวางไข่แล้วเกิดเป็นตัวหนอน หากพบดอกแก่เกินไปก็ควรเก็บทิ้งด้วย

นอกจากนี้ คุณคมสันต์ ยังได้พูดถึงปัญหาในการเพาะเห็ดนางฟ้าว่า เราต้องศึกษาถึงปัญหาต่างๆ ให้ดี เช่น เชื้อในถุงไม่เดิน จะมีสาเหตุมาจากขณะหยอดเชื้อ ถุงก้อนเชื้อร้อนเกิน เชื้ออ่อนแอเกินไป และลืมหยอดเชื้อ นอกจากนี้ต้องรู้เรื่องศัตรูจำพวกหนอน แมลงหวี่ และปัญหาอื่นๆ รวมทั้งการเลือกวัสดุก็สำคัญไม่น้อย เช่น การใช้ขี้เลื่อย ถ้าเป็นขี้เลื่อยจากไม้ยางพารา เห็ดจะออกดอกดีที่สุด เอาเป็นว่าถ้าท่านใดสนใจอยากดูตัวอย่าง หรืออยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ให้ไปพบคุณคมสันต์เพื่อขอคำแนะนำ หรือศึกษาดูงานของจริงได้ที่ฟาร์มของคุณคมสันต์ ตามที่อยู่ข้างต้น คุณคมสันต์ยินดีต้อนรับทุกท่านด้วยความเต็มใจ

ผู้สนใจดูงานหรือซื้อผลผลิต สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (061) 110-3094, (081) 957-7837

เคล็ดลับทำทุเรียนคุณภาพส่งออก สวนนวรัตน์ จันทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

เทคโนโลยีการเกษตร

เคล็ดลับทำทุเรียนคุณภาพส่งออก สวนนวรัตน์ จันทบุรี

ฤดูกาลแห่งผลไม้ภาคตะวันออกยังไม่สิ้นสุด แม้จะเข้าสู่ช่วงฤดูมาระยะหนึ่งแล้ว เพียงแต่ปีนี้เป็นปีที่แล้งหนัก แหล่งน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรแทบไม่มี ชาวสวนไม้ผลหลายรายต้องทยอยถอดใจ ปล่อยให้ต้นตายไปต่อหน้าต่อตา หรือหากทำให้ติดดอกออกผลเก็บเกี่ยวได้ ก็น้อยรายที่จะได้ผลที่สมบูรณ์แบบตามที่คาดหวัง

แต่สำหรับสวนนี้ สวนนวรัตน์ ตั้งอยู่ ตำบลเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี มี คุณรังสฤษดิ์ รัตนพันธ์ และ คุณจารุวรรณ รัตนพันธ์ เป็นเจ้าของ กล้าการันตีได้ว่า เป็นสวนทำทุเรียนคุณภาพส่งออก แม้ฤดูแล้งขณะนี้ ก็ยังสามารถทำทุเรียนได้คุณภาพตามต้องการ แม้คุณรังสฤษดิ์ จะยอมรับว่า “ยาก”

ความยากที่สามารถทำทุเรียนคุณภาพได้นั้นคือ เทคนิค ที่ต้องขอความรู้จากคุณรังสฤษดิ์ เพื่อนำมาเผยแพร่ให้กับผู้อ่านได้หยิบยกนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้

ในวันที่ไปพบคุณรังสฤษดิ์ และคุณจารุวรรณ ทั้งคู่พร้อมให้ข้อมูล และเปิดโอกาสให้ซักถามได้ตามต้องการ จึงเป็นโอกาสดีที่จะนำเทคนิคการทำสวนทุเรียนคุณภาพส่งออกมาเผยแพร่ในครั้งนี้

คุณรังสฤษดิ์ เท้าความให้ฟังว่า สวนทุเรียนเดิมเป็นของครอบครัว เมื่อต้องดูแลมรดกตกทอดของครอบครัว ก็จำเป็นต้องประคับประคองสวนไปให้รอด และตัวเขาเองไม่ได้ร่ำเรียนมาทางด้านเกษตรแม้แต่น้อย จึงต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม แรกเริ่มเมื่อเห็นสิ่งใดในสวนขวางหูขวางตา ก็จับเปลี่ยน ปรับปรุงตามความถนัดและเห็นว่าดีงาม แต่สุดท้ายก็ขาดทุนถึงกับเป็นหนี้ เมื่อถึงที่จะต้องดิ้นรนเพื่อให้สวนอยู่รอดและคงคุณภาพทุเรียนไว้ให้ได้เช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษทำมา จึงตัดสินใจโค่นต้นทุเรียนอายุกว่า 30 ปี กว่า 200 ต้นทิ้ง เพื่อเริ่มปลูกใหม่และวางระบบภายในสวนใหม่ทั้งหมด

“ตอนนั้นเหลือทุเรียนพันธุ์ชะนีไว้จำนวนหนึ่ง เพราะต้นเพิ่งอายุ 6 ปี ส่วนพันธุ์หมอนทองโค่นทิ้งปลูกใหม่ทั้งหมด เดิมปลูกระยะห่าง 10×10 เมตร เป็นระยะ 8×8 เมตร เพราะจากเดิมการปลูกทุเรียนจะปล่อยให้ทุเรียนสูงชะลูดขึ้น โดยไม่มีการตัดแต่งกิ่ง เมื่อถึงระยะต้องพ่นยา ก็ต้องใช้ไม้ต่อ เอื้อมมือสูงขึ้นไป บางทียังไม่ถึง การโยงรับน้ำหนักลูกของกิ่งทุเรียน ก็ทำได้ยาก แม้จะจ้างคนงานก็จะมาโยงให้ แต่ก็ช้ากว่าสวนอื่น เพราะสวนเราทุเรียนต้นสูง อายุมาก กว่าจะมาถึงกิ่งก็หักไปบ้าง ผลเสียหายไปก็เยอะ”

ด้วยเหตุนี้ ทำให้คุณรังสฤษดิ์ ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ด้วยระยะ 8×8 เพราะเหตุผลว่า มีการจัดการภายในสวนด้วยการบล็อกทรงพุ่ม ตัดแต่งทรงพุ่มทุกครั้งหลังเก็บผลผลิต ต้นจะไม่สูงชะลูด ทำให้การจัดการยากเหมือนที่ผ่านมา รวมถึงการให้น้ำด้วยระบบสปริงเกลอร์ เดิมใช้หัวสปริงเกลอร์ขนาด 200 ลิตร ต่อชั่วโมง เปิดครั้งละ 45 นาที 2 วัน ให้น้ำ 1 ครั้ง กว่าจะครบทั้งสวนใช้เวลานาน แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นหัวสปริงเกลอร์ขนาด 150 ลิตร ต่อชั่วโมง ระยะเวลาการให้น้ำทั้งสวนลดลง เพราะเมื่อแรงดันน้ำไปยังหัวสปริงเกลอร์แต่ละหัวมากขึ้น จะช่วยให้การรดน้ำใช้เวลาไม่นาน ความชื้นก็ได้ตามต้องการแล้ว

การให้ปุ๋ย น้ำ และฮอร์โมนต้องถึง หากต้องการทำให้ทุเรียนมีคุณภาพตามต้องการ

“ปุ๋ยให้ทางระบบน้ำ คือปุ๋ยเกล็ดละลายเข้าไปทางท่อ อิงจากที่เคยมีประสบการณ์การปลูกผักมาก่อน ส่วนปุ๋ยเม็ดผสมอินทรีย์ จะใช้เพื่อฟื้นฟูสภาพดินหลังเก็บเกี่ยว”

คุณรังสฤษดิ์ แนะวิธีง่ายๆ ในการดูแลสวนทุเรียนให้ได้คุณภาพ ตามแนวทางการให้ปุ๋ยและฮอร์โมน

ระยะฟื้นสภาพต้นหลังเก็บเกี่ยว

1. ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง แสงแดดส่องถึงใต้ต้นทุเรียน และไม่ให้ทรงพุ่มชนกัน ให้ตัดกิ่งที่ถูกแมลงเข้าทำลาย กิ่งที่เป็นโรค กิ่งที่ชี้ลงดินออก หลังตัดแต่งกิ่งให้ปุ๋ยทางดิน

2. หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ควรตัดแต่งกิ่งทันที ระเบิดดิน เพิ่มการแตกรากฝอย ให้ปุ๋ยทางดินและอาหารเสริมทางใบ จะทำให้ต้นทุเรียนแตกกิ่งก้านใบใหม่ เพื่อสังเคราะห์แสงและสะสมอาหารเต็มที่อีกครั้ง พร้อมที่จะให้ผลผลิตครั้งต่อไป

ระยะทำใบ

3. ควรให้ต้นทุเรียนแตกใบอ่อนอย่างน้อย 2-3 ครั้ง การให้อาหารเสริมทางใบจะเพิ่มการสะสมอาหารให้สมบูรณ์อย่างรวดเร็ว สังเกตได้จากพัฒนาการของใบอ่อน เปลี่ยนเป็นใบสีเขียวเข้ม ใบมัน

4. ต้นทุเรียนจะแตกใบอ่อน หลังจากต้นทุเรียนแตกรากฝอย การระเบิดดินและเพิ่มการแตกรากฝอยของต้นทุเรียน จะทำให้น้ำซึมผ่านดินได้ดีขึ้น น้ำจะไม่ขังเมื่อฝนตกหนัก ช่วยลดปัญหาโรครากเน่า โคนเน่าในทุเรียน

ระยะโฉบสาร

5. ควรโฉบสารพาโคลบิวทราโซล ระยะทุเรียนแตกใบอ่อนชุด 2 ในช่วงใบเพสลาด ต้นทุเรียนไม่ควรโดนฝนนาน 4-5 ชั่วโมงหลังโฉบสาร และควรงดน้ำใต้ต้นทุเรียนภายหลังโฉบสาร

6. สารพาโคลบิวทราโซล มี 2 ชนิด คือ สารพาโคลบิวทราโซล 10 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการให้ทุเรียนออกดอกสม่ำเสมอทั่วทั้งต้น และสารพาโคลบิวทราโซล 25 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการให้ต้นทุเรียนออกดอกก่อนฤดู แต่ผลเสียของสารพาโคลบิวทราโซล มีผลทำให้ท่อลำเลียงอาหารที่ปลายใบเล็กลง มีผลเสียต่อระบบรากฝอย และทำให้ต้นทุเรียนแตกใบอ่อนยาก ภายหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต

ระยะสะสมอาหาร

7. เลือกต้นทุเรียนที่มีความสมบูรณ์ อายุไม่ควรต่ำกว่า 4 ปี หากต้องการทำทุเรียนนอกฤดู ซึ่งการทำทุเรียนนอกฤดู ต้องมีแหล่งน้ำเพียงพอไปตลอดถึงการเก็บเกี่ยว ระยะนี้ ควรใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 8-24-24 หว่านใต้ทรงพุ่ม

8. ต้นทุเรียนที่มีการสะสมอาหารที่ดี โดยการใส่ปุ๋ยทางดินและฉีดพ่นฮอร์โมนทางใบ มีผลทำให้ต้นทุเรียนมีความอุดมสมบูรณ์ มีความพร้อมในการออกดอกพร้อมกันทั่วทั้งต้น และทำให้ง่ายต่อการดูแลรักษา

ระยะกระตุ้นตาดอก

9. เมื่อสภาพอากาศแล้งติดต่อกัน 7-10 วัน ต้นทุเรียนจะมีอาการใบตั้งชันสู้แสง ให้น้ำเฉพาะที่โคนต้นพอประมาณ ไม่ต้องให้น้ำที่ปลายทรงพุ่ม และให้นำเศษใบไม้ใต้ต้นทุเรียนออกให้หมด เพื่อให้ต้นทุเรียนเกิดความเครียด มีผลทำให้ต้นทุเรียนมีความพร้อมในการออกดอก

10. ปุ๋ยทางใบ สูตร 0-52-34 ไม่เหมาะสำหรับต้นทุเรียน เพราะมีผลข้างเคียงต่อใบทุเรียนในระยะยาว อาจทำให้ใบทุเรียนกรอบ หรือไหม้ได้ ปุ๋ยทางใบ สูตร 0-42-56 เหมาะสำหรับต้นทุเรียน ใช้ในการยับยั้งการแตกใบอ่อนของต้นทุเรียน สารเมพิควอต คลอไรด์ คือสารยับยั้งการเจริญเติบโตของพืช ใช้ในการยับยั้งการแตกใบอ่อนของต้นทุเรียน

ระยะไข่ปลา ตาปู เหยียดตีนหนู กระดุม มะเขือพวง หัวกำไล

11. ระยะไข่ปลา ตาปู เหยียดตีนหนู ระยะนี้ควรให้น้ำมากขึ้น ทุกๆ 2 วัน ระยะกระดุม มะเขือพวง หัวกำไล ระยะนี้ควรให้น้ำมากขึ้น ทุกๆ 2 วัน ระยะดอกบาน ระยะนี้ให้น้ำแต่น้อยลง

12. โดยธรรมชาติ ต้นทุเรียนจะแตกใบอ่อนทั่วทั้งต้น ถ้าต้นทุเรียนสูญเสียพลังงานมาก หรือต้นทุเรียนมีใบที่ไม่สมบูรณ์ และมีจำนวนใบน้อย ดังนั้น ถ้าต้นทุเรียนแตกใบอ่อนก่อนดอกบาน จะเป็นการดีมาก เพราะจะมีผลต่อต้นทุเรียนในระยะทางแย้ไหม้ จนถึงระยะขยายขนาดผล

ระยะหางแย้ไหม้-ระยะติดผลอ่อน

13. กรณีต้นทุเรียนไม่สมบูรณ์ มีจำนวนใบน้อยและใบมีขนาดเล็ก ควรป้องกันต้นทุเรียนแตกใบอ่อน โดยใช้สามสหายอย่างละ 200 ซีซี ผสมปุ๋ยเหลว 0-25-30 อัตรา 300 ซีซี ผสม เคลียร์ 50 ซีซี ผสม เมพิควอต คลอไรด์ 25 เปอร์เซ็นต์ อัตรา 50 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นทางใบ 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน กรณีต้นทุเรียนสมบูรณ์ มีจำนวนใบมาก ใบมีขนาดใหญ่ ใบหนา ใบเขียวเข้ม ใบมัน กรณีนี้ไม่ต้องฉีดพ่นทางใบป้องกัน แต่ถ้าต้นทุเรียนแตกใบอ่อนให้ใช้สามสหายอย่างละ 200 ซีซี ผสม ปุ๋ยเกล็ด 11-0-46 อัตรา 500 กรัม ผสม เคลียร์ 50 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นทางใบ 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน

14. ไนโตรเจนในดินจะสูงหลังฝนตกหนัก มีผลทำให้ต้นทุเรียนแตกใบอ่อน ดังนั้น กรณีต้นทุเรียนไม่สมบูรณ์ มีจำนวนใบน้อย และใบมีขนาดเล็ก โอกาสที่ต้นทุเรียนจะแตกใบอ่อนทั่วทั้งต้นมีโอกาสสูงมาก ทำให้ผลอ่อนร่วงหล่นเป็นจำนวนมาก ควรฉีดพ่นทางใบ เพื่อป้องกัน ส่วนกรณีที่ต้นทุเรียนสะสมอาหารมาดี ต้นทุเรียนสมบูรณ์ จำนวนใบมาก ใบใหญ่ ใบหนา ใบเขียวเข้ม ใบมัน โอกาสที่ต้นทุเรียนจะแตกใบอ่อนมีน้อย ผลอ่อนจะร่วงหล่นน้อย

ระยะขยายขนาดผล-ระยะก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 1 เดือน

15. ควรให้น้ำต้นทุเรียนอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา ควรตัดแต่งลูกที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งและควรเก็บลูกไว้ให้เหมาะสมกับขนาดของต้นทุเรียน ควรใช้เชือกฟางโยงลูกและกิ่งทุเรียน เพื่อป้องกันกิ่งทุเรียนฉีกหัก ควรป้องกันการเข้าทำลายของแมลงและศัตรูพืช

16. ทุเรียนจะเริ่มสร้างเนื้ออย่างรวดเร็ว ประมาณ 30 วัน ก่อนเก็บเกี่ยว ดังนั้น ระยะนี้ น้ำ แสงแดด ปุ๋ยและอาหารเสริม จึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อการสร้างเนื้อ สร้างเปลือก เพิ่มความหวาน และลดการหลุดร่วง

“การทำเทคนิคให้ทุเรียนทรงสวย ต้องมีการคัด ตามเทคนิคการฉีดบำรุงของแต่ละสวน แต่หลักๆ คือ เมื่อหลังติดผลแล้วต้องคัดลูก เพราะลูกอาจจะติดมาเยอะ คัดแต่งให้ดี รอให้ติดผลขนาดเท่าลูกหมาก หรือเล็กกว่าไข่ไก่นิดนึง ดูทรงแล้วน่าจะสวยก็ให้เก็บไว้ ควรระวังรูปทรงผลทุเรียนจะบิดเบี้ยว เพราะเมื่อทุเรียนแตกใบอ่อนตอนติดลูก มีโอกาสผลทุเรียนบิดเบี้ยวสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากฉีดฮอร์โมนบำรุงไม่ทัน บางต้นไม่แค่ลูกเบี้ยวแต่จะหลุดไปทั้งลูกเลย”

ทั้งหมดนี้เป็นข้อคิดและเทคนิคการดูแลสวนทุเรียน รวมถึงการทำผลทุเรียนให้มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ เมื่อได้ดังนั้น มูลค่าการผลิตตามปริมาณที่ควรได้ จะสร้างรายได้ให้สวนได้รับความนิยม และเป็นหลักประกันความมั่นคงของเกษตรกรชาวสวนทุเรียนได้อย่างแน่นอน

ในท้ายที่สุด คุณรังสฤษดิ์ ยังฝากเบอร์โทรศัพท์หมายเลข (089) 098-4901 ไว้ หากเกษตรกรรายใดมีข้อสงสัย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ในฐานะเกษตรกรชาวสวนทุเรียนรายหนึ่ง คุณรังสฤษดิ์ ยินดีตอบทุกข้อซักถาม

ลิ้มลองรสชาติทุเรียนลูกผสมพันธุ์ใหม่ จันทบุรี 1-2-3 @ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05043150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เทคโนโลยีการเกษตร

กาญจนา จินตกานนท์

ลิ้มลองรสชาติทุเรียนลูกผสมพันธุ์ใหม่ จันทบุรี 1-2-3 @ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี

ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ได้จัด “งานมหกรรม ชิมทุเรียนพันธุ์ใหม่ จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3” แบบชิมฟรี ทุเรียนดังกล่าวเป็นผลพวงการวิจัยที่ได้ผลประสบความสำเร็จมาแล้ว โดยใช้พันธุ์ลูกผสม ระหว่างทุเรียนพันธุ์หลักๆ ที่ได้รับความนิยมเข้าด้วยกัน เช่น ชะนี หมอนทอง ก้านยาว กับทุเรียนพันธุ์หลักกับพันธุ์พื้นเมืองโบราณ เช่น พวงมณี ผลงานวิจัยได้จดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่โดยกรมวิชาการเกษตร ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ทุเรียนพันธุ์จันทบุรี 1 – จันทบุรี 9 และมีการขยายพันธุ์จำหน่ายให้เกษตรกรที่สนใจนำไปปลูก ปีนี้มีผลผลิตส่งจำหน่ายตลาดจีนระดับพรีเมี่ยมแล้ว ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีจึงเห็นว่าควรประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรทั่วไป ผู้บริโภคคนไทย ผู้ประกอบการค้าได้รู้จักและลิ้มลองรสชาติ ทุเรียนพันธุ์ลูกผสมต่างๆ ซึ่งเป็นทุเรียนต้นฤดู ผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ และรสชาติอร่อย เพื่อพัฒนาเป็นทางเลือกสำหรับตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ

ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี…

บุกเบิก ทุเรียนพันธุ์ลูกผสม 30 ปีเต็ม

ได้สายพันธุ์ใหม่เกือบ 10 สายพันธุ์

คุณวีรญา เต็มปีติกุล นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี เล่าว่า การวิจัยทุเรียนพันธุ์ลูกผสม ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ได้เริ่มทำมาร่วม 30 ปีเต็ม ตั้งแต่ ปี 2528-2529 โดย ดร. ทรงพล สมศรี ผู้เชี่ยวชาญ กรมวิชาการเกษตร เป็นผู้ริเริ่มทดลองไว้เป็นคนแรกและมีนักวิชาการทำมาอย่างต่อเนื่อง และตนเองได้มารับช่วง เมื่อ ปี 2551 ได้ทำการวิจัยทดลองต่อ เพื่อสร้างทุเรียนลูกผสมพันธุ์ใหม่ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น สามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงต้นฤดู ซึ่งเป็นการกระจายช่วงการผลิตทุเรียนและเพื่อปรับปรุงคุณภาพทุเรียนลูกผสมให้ตรงกับความต้องการของตลาด ผลผลิต ในขณะนี้มีทุเรียนพันธุ์ลูกผสมอยู่ 7-9 สายพันธุ์ คือ จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 จันทบุรี 4 จันทบุรี 5 จันทบุรี 6 และพันธุ์นวลทองจันท์ โดยจดทะเบียนได้รับการรับรองพันธุ์เรียบร้อยแล้ว และมี 3-4 สายพันธุ์ ที่กำลังดำเนินการวิจัยทดลองอยู่ เช่น เบอร์ 5 เบอร์ 15 และที่กำลังเริ่มทดลองวิจัยหมอนทองและกระดุมอยู่ ที่จดทะเบียนแล้วแนะนำเกษตรกรนำไปปลูกหลายสายพันธุ์ ตั้งแต่ ปี 2549 เป็นต้นมา และ ปี 2551 พันธุ์ลูกผสมจันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 เกษตรกรประมาณ 700 ราย ซื้อไปปลูกกระจายไปทั่วจังหวัดจันทบุรีเริ่มมีผลผลิตออกสู่ตลาด

ปีนี้มีบริษัทจีนส่งออกทุเรียนและผลไม้ไทยนครกวางโจวรายใหญ่ รับซื้อทุเรียนพันธุ์ลูกผสม จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 และว่าที่จันทบุรี 10 (ชะนี+นกหยิบ) ส่งไปศูนย์กระจายสินค้าในจีน ที่มีลูกค้าสาขาย่อยกว่า 1,300 สาขา เพื่อทำตลาดพรีเมี่ยมเป็นปีแรก ตั้งราคาปานกลาง เพื่อให้สามารถอยู่ทำตลาดบริโภคได้ยาว ส่วนการจัดงานมหกรรมชิมฟรีทุเรียนพันธุ์ลูกผสม เพื่อต้องการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภค เกษตรกร ผู้ประกอบการ และบุคคลทั่วๆ ไปภายในประเทศได้รู้จักและทดลองชิมรสชาติ เพื่อส่งเสริมการปลูก และส่งเสริมตลาดทั้งในและต่างประเทศ ไม่ใช่เฉพาะตลาดจีนอย่างเดียว

“ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จัดงาน 7 วัน วันละ 2 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 10.00-12.00 น. มีคนสนใจมาชิมคึกคักมากเป็นปีแรก ก่อนหน้านี้เคยจัดชิมทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง ตั้งเป้าไว้ วันละประมาณ 100 คน ชิมฟรี มีทุเรียนพันธุ์ลูกผสม 4-5 ชนิด คือ จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 และ เบอร์ 5 เบอร์ 15 ที่ยังไม่มีชื่อ ให้เปรียบเทียบกับหมอนทองที่เป็นพันธุ์ยอดนิยม และมีตารางประเมินผลเป็นรายพันธุ์ตามรายละเอียด รสชาติ เนื้อ ความสุก ความหวาน สีสัน กลิ่น ได้รับความร่วมมืออย่างดี กลุ่มที่มาชิมหลากหลาย มีเกษตรกรประมาณ 50% ผู้บริโภค 30% และผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว และอื่นๆ 20% หากสนใจซื้อกิ่งพันธุ์ ซื้อได้ไม่เกินคนละ 25 กิ่ง กิ่งละ 25 บาท ตลอด 7 วัน มีผู้สั่งซื้อจำนวนมาก มีไม่พอ อย่างพันธุ์ จันทบุรี 1 จันทบุรี 4 จันทบุรี 6 จันทบุรี 8 จันทบุรี 9 หมด ต้องรอรับปีหน้า” คุณวีรญา กล่าว

ผสมข้ามพันธุ์…หาจุดเด่น

ส่งเสริมตลาดในและต่างประเทศ

คุณวีรญา เล่าถึงทุเรียนพันธุ์ลูกผสมว่า เป็นการผสมข้ามพันธุ์ จะเลือกแม่พันธุ์คุณภาพดี ผลผลิตสูง พ่อพันธุ์มาผสมกัน โดยใช้วิธีเสียบยอดกับต้นตอ โดยเลือกลักษณะเด่นๆ มาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์เพื่อให้ได้ทุเรียนตามที่เราต้องการ ที่เรียกว่า “ALL IN ONE” เช่น การให้ผลแก่สุกเร็ว รสชาติเข้มข้ม เนื้อละเอียด เมล็ดลีบ การเก็บเกี่ยวให้ผลระยะสั้นเป็นผลผลิตช่วงต้นฤดู เช่น แม่พันธุ์ชะนี เนื้อละเอียด สีสวย กลิ่นอ่อนมากผสมพ่อพันธุ์หมอนทอง ใช้เวลาเก็บเกี่ยว 120-135 วัน เนื้อหนา สีอ่อน เนื้อเหนียวน้อย แต่ได้ลูกผสมจันทบุรี 1 หรือลูกผสม จันทบุรี 5 ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 90-100 วัน หรือแม่พันธุ์ก้านยาวผสมพ่อพันธุ์แบบเปิด คือปล่อยให้ผสมตามธรรมชาติ ได้ลูกผสม เนื้อค่อนข้างหนา รสชาติดี หวาน มัน เนื้อสีเหลืองสวย แต่มีลักษณะด้อย เมล็ดค่อนข้างโต พบมีอาการแกนเต่าเผา ไส้ซึม

“ส่วนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ คือ เบอร์ 5 และ เบอร์ 15 น่าจะสรุปผลจดทะเบียนได้เร็วๆ นี้ และมีพันธุ์ลูกผสมพันธุ์แม่หมอนทองกับพันธุ์พ่อกระดุมที่อยู่ในระหว่างวิจัยทดลองที่เริ่มทำไว้ ปี 2555 คาดว่าอีก 5-6 ปี เราจะได้ทุเรียนที่มีคุณภาพรสชาติอร่อย หากทำทุเรียนพันธุ์ลูกผสมหลายๆ พันธุ์ที่มีคุณภาพปริมาณมากๆ และเป็นทุเรียนต้นฤดูได้ราคาสูง ต่อไปเกษตรกรอาจจะไม่ต้องทำทุเรียนราดสารอีก” คุณวีรญา กล่าวทิ้งท้าย

บรรยากาศภายในงานมหกรรม ชิมทุเรียนพันธุ์ใหม่ จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 แต่ละวัน คึกคัก สนุกสนาน มีผู้สนใจทั้งในและต่างจังหวัดเดินทางมาแวะชิมกันจำนวนมาก บรรดาเกษตรกรมืออาชีพต่างให้ความสนใจซื้อกิ่งพันธุ์ลูกผสมกันหมดไปหลายสายพันธุ์ เกษตรกรรายใหม่ๆ หรือบรรดาผู้สูงวัยหลังเกษียณสนใจที่จะปลูกทุเรียน ขอคำปรึกษากับนักวิชาการในงาน…น่าปลื้ม

ขอบคุณ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ที่ได้ทำงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้างและจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ดีๆ รูปแบบใหม่ จับต้องและกินได้ สร้างความสุขให้ผู้มาเยือนท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนตับแตกในเดือนเมษายน ให้คลายร้อนและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม…สนใจสอบถามรายละเอียด โทร. (039) 397-030 และ (039) 397-146

จบปริญญาโท ทำทุเรียนต้นฤดู ท้าทายตลาดทุเรียน ราคาดีไม่ใช่เฉพาะหมอนทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เทคโนโลยีการเกษตร

กาญจนา จินตกานนท์

จบปริญญาโท ทำทุเรียนต้นฤดู ท้าทายตลาดทุเรียน ราคาดีไม่ใช่เฉพาะหมอนทอง

ตำบลอ่าวใหญ่ ตำบลห้วงน้ำขาว อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เป็นพื้นที่ที่ติดชายฝั่งทะเล สภาพดินเป็นดินปนทราย เหมาะกับผลไม้ประเภท ทุเรียน เงาะ มังคุด นอกจากเจริญเติบโตได้ดีแล้ว ยังให้ผลผลิตต้นฤดูกาลราวๆ เดือนมีนาคมของทุกๆ ปี พ่อค้าส่งออกวิ่งมาซื้อถึงสวน หรือขอทำสัญญาซื้อขายไว้ล่วงหน้า ทำให้ได้ราคาสูง พันธุ์กระดุมจะสุกก่อนใคร ได้ราคากิโลกรัมละ 90-95 บาท ตามมาด้วยพันธุ์หมอนทอง ซื้อขายกันถึงกิโลกรัมละ 120-130 บาท ชาวสวนทุเรียนปลูกหมอนทอง พื้นที่ 30 กว่าไร่ และผลผลิตมีคุณภาพราว 200 ต้น ต้นใหญ่ต้นเดียวมีลูก 200 กว่าลูก น้ำหนักเกือบ 600 กิโลกรัม ขายได้ถึง 74,000 บาทเศษ ปีหนึ่งมีรายได้นับ 10 ล้านบาท เป็นเรื่องจริง

เกษตรกรรุ่นใหม่…

ปลูกทุเรียน

ต้องหลากหลายพันธุ์

ว่าที่ ร.ต. กรีฑา งาเจือ อยู่บ้านเลขที่ 30 หมู่ที่ 5 ตำบลห้วงน้ำขาว อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด วัย 29 ปีเกษตรกรรุ่นใหม่ ลูกชายคนเดียวในครอบครัวที่เรียนรู้การทำสวนผลไม้ ทุเรียน เงาะ จาก คุณพ่อวิสุทธิ์ และ คุณแม่ทับทิม งาเจือ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา หลังจากจบปริญญาตรี ด้านการตลาด ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มารับช่วงทำสวนผลไม้เต็มๆ ร่วมกับพ่อแม่เต็มตัวเมื่อ 10 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ปี 2552 จากนั้นได้แต่งงานกับ “น้องหนู” คุณณัฐวรรณ แปลงดี ขณะที่ทำสวนก็หาเวลาไปเรียนต่อปริญญาโท ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ด้านบริหารรัฐกิจ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยบูรพา จบเมื่อปี 2558 สวนนี้ทำเป็นระบบครอบครัว 4 คน มีจ้างแรงงานเฉพาะหน้างานเป็นบางครั้ง ส่วนใหญ่จะช่วยๆ กันทำ

สวนทุเรียนมี 4 แปลง ให้ผลแล้ว 2 แปลง และรอให้ผลอีก 2 แปลง คือแปลงแรกที่บ้านตำบลห้วงน้ำขาว เป็นแปลงที่พ่อวิสุทธิ์-แม่ทับทิม ทำอยู่ดั้งเดิม มี 13 ไร่ ปลูกเงาะ ลองกอง มังคุด กับทุเรียน เป็นทุเรียนพันธุ์กระดุม ชะนี และตอนหลังเปลี่ยนมาปลูกทุเรียนชะนี หมอนทอง ก้านยาว นวลทองจันท์ แต่ยังเก็บกระดุมและชะนีไว้อย่างละ 3-4 ต้น ถึงตอนนี้อายุ 30 กว่าปี ให้ผลปีนี้ต้นละเกือบ 300 ลูก อีกแปลงติดๆ กัน 5 ไร่ เพิ่งปลูกทุเรียนหมอนทอง 90 ต้นอายุได้ 5 ปี ทำแบบพัฒนา ยกร่องให้โคนสูงขึ้น เพื่อระบายน้ำ และปลูกเงาะสีทองแซม เพื่อให้ผลก่อนทุเรียน จะได้มีรายได้ ส่วนแปลงใหญ่ที่ตำบลอ่าวใหญ่ พื้นที่ 44 ไร่ ทำมา 9 ปี ปลูกตั้งแต่ ปี 2549 มี กระดุม ชะนี หมอนทอง หลงลับแล ผลผลิตดีปีนี้ขายไปจำนวน 31 ตัน ตั้งแต่ต้นและปลายเดือนมีนาคม และแปลงน้องใหม่ล่าสุดที่ตำบลหนองโสน อำเภอเมืองตราด พื้นที่ 10 ไร่ เพิ่งปลูกได้ 2 ปี มีหลายพันธุ์ ก้านยาว หมอนทอง พานพระศรี นวลทองจันท์ หลงลับแล

“ทุกวันนี้ทุเรียนให้ผลผลิตต้นฤดูตลอด รุ่นแรกที่ตำบลอ่าวใหญ่ ขายไปเมื่อกลางเดือนมีนาคม และ รุ่น 2 ที่ตำบลห้วงน้ำขาว ตัดได้กลางเดือนเมษา และ รุ่น 3 ปลายพฤษภาคม ทุกแปลงจะปลูกทุเรียนหลายๆ สายพันธุ์ แต่ที่เหมือนกันคือ ทำคุณภาพ เพราะทุเรียนแต่ละสายพันธุ์มีความอร่อยต่างๆ กัน โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์เดิมๆ ของไทย เช่น หลงลับแล พวงมณี กบ หากปลูกแล้วทำคุณภาพให้ดี แนะนำให้ลูกค้ารู้จักรับประทาน ตลาดจะตามมาเอง ไม่มุ่งเน้นว่าเป็นตลาดต่างประเทศอย่างเดียว ตลาดภายในประเทศมีกำลังซื้อสูง เราไม่ควรมองข้าม” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา กล่าว

บริหารจัดการทุเรียนต้นฤดู

ปัจจัยหลัก ดินปนทราย

อากาศถ่ายเท…ไม่ขาดน้ำ

“ทุเรียน ที่บ้านแหลมศอก ตำบลอ่าวใหญ่ เป็นทุเรียนต้นฤดู ออกผลเดือนมีนาคม เนื่องจากปัจจัยธรรมชาติ สภาพอากาศที่ติดชายทะเล 2 ด้าน อากาศโปร่งไม่ชื้น สภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย แต่ต้องให้น้ำมาก เพราะรากจะอยู่หน้าดิน ดินร้อนให้น้ำมากๆ ที่โคนต้น ในสวนต้องมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำตลอดปี นอกจากนั้น ต้องดูแลตั้งแต่การบำรุงต้น จนกระทั่งออกดอกและให้ผลเก็บเกี่ยว และหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อให้มีผลผลิตต้นฤดูในปีถัดไป เป็นวัฏจักรทุกปี” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา เผยเคล็ดลับการทำทุเรียนต้นฤดู

ว่าที่ ร.ต. กรีฑา เล่าว่า ครอบครัวทำสวนผลไม้มาก่อน ได้ฝึกฝน เพิ่มประสบการณ์จากการเป็นผู้ช่วยพ่อกับแม่ตั้งแต่เล็กๆ และพ่อมีประสบการณ์ทำสวนมา 40 ปี ให้เรียนรู้ถ่ายทอด เมื่อโตจบปริญญาตรีเริ่มเป็นตัวแทนพ่อแม่ทำสวนอย่างจริงจังตอนอายุ 21-22 ปี ทำสวนเดิมของพ่อแม่และขยายพื้นที่ปลูกออกไปอีก 3 แปลง เมื่อแต่งงานกับคุณณัฐวรรณ ได้ช่วยกันทำทุกอย่าง เรียกว่าทำกันเป็นระบบครอบครัว จะจ้างคนงานมาช่วยตอนใส่ปุ๋ย ฉีดพ่นยา และเก็บเกี่ยวเป็นช่วงๆ ทั้งนี้ ต้องวางแผนการบริหารจัดการสวนตั้งแต่ต้นฤดูกาลจนเก็บเกี่ยวเสร็จ เป็นวัฏจักรทุกๆ ปี มีขั้นตอนดูแลหลักๆ 6-7 ขั้นตอน ดังนี้

1. การปลูกยกร่อง ทุเรียนจะมีโรคเชื้อรา รากเน่า โคนเน่า เกษตรกรจะกลัวมาก เนื่องจากที่ตราดอากาศชื้น ฝนตก ระยะหลังมีวิธีป้องกันไม่ให้น้ำท่วมขัง โดยการยกร่องปลูก ทำโคนต้นให้สูงไม่ให้น้ำขัง ใช้หญ้าคลุมดินไม่ให้ดินแห้ง ทั้งนี้ต้องติดตั้งสปริงเกลอร์ให้พ่นน้ำกระจายรอบๆ โคนต้น แต่ไม่ให้ถูกต้นเปียก จะทำให้เน่า ต้นอ่อนติดตั้งสปริงเกลอร์อันเดียว ต้นโตขึ้นจึงเพิ่มเป็น 3 และ 5 หัว เพื่อให้น้ำกระจายทั่วโคน แต่ไม่โดนต้นทุเรียน

2. การดูแลรดน้ำ ใส่ปุ๋ย พ่นยา ทำใบ ดูแมลง ทุเรียนเป็นพืชที่ต้องให้น้ำอย่างพอเพียงตลอดฤดูกาล โดยเฉพาะที่เป็นดินปนทรายจะร้อน ต้องให้น้ำมากกว่าดินทั่วไป จึงต้องมีแหล่งน้ำที่ใช้ได้ตลอดปี จากนั้นดูแลใส่ปุ๋ยในดิน ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยคอกสลับกัน และพ่นยาให้ปุ๋ยทางใบ ตัดแต่งกิ่ง ใบ และตรวจดูแมลงเพลี้ยไฟและพ่นยา

3. การผสมดอก หรือปัดดอก จะมีทั้งให้ติดผลโดยธรรมชาติ และการปัดดอกผสมเกสร ที่ทำอยู่จะใช้เกสรดอกกระดุมมาปัดเกสรชะนี จะช่วยให้ติดผลง่าย รูปทรงทุเรียนกลมสวย พูเต็ม ไม่ลีบ แป้ว แก่เร็ว ส่วนทุเรียนหมอนทองปล่อยให้ผสมตามธรรมชาติ

4. การแต่งลูกให้เป็นรุ่นเดียวกัน โดยดูขั้วทุเรียนที่มีลูกให้จำนวนลูกเหมาะกับกิ่ง และไม่ให้ลูกเล็กไป ใหญ่ไป ถ้าขั้วใหญ่ จะไว้ 4 ลูก ขั้วเล็ก 2 ลูก จึงต้องแต่งถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่ออายุลูกเล็กๆ ได้ 30 วัน 45 วัน และ 60 วัน และเหลือเอาไว้ทดสอบดูเนื้อ 1-2 ลูก เมื่อตัดแต่งครั้งสุดท้ายจะรู้ว่าแต่ละต้นจะมีผลทุเรียนให้ขายกี่ลูก

5. การผูกเชือกโยงรับน้ำหนัก เมื่อลูกอายุประมาณ 45 วัน ต้องออกแบบการผูกโยง ใช้เชือกเหนียวๆ ผูกกิ่งที่มีลูกกับลำต้นให้แน่น เชือกนี้จะใช้แทนบันไดปีนไปตัดลูกด้วย และเมื่อเป็นลูกแล้วช่วงนี้ใช้โฟมหนาตัดเป็นชิ้นๆ รองกั้นหนามไม่ให้ลูกชนกัน จะช่วยไม่ให้หนอนเจาะเข้าไปและหนามสวย

6. การเก็บเกี่ยวผล ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว จะเริ่มนับตั้งแต่ดอกบาน และนับไป 90-100 วัน พันธุ์ชะนีกับกระดุม ส่วนหมอนทอง 100-120 วัน ส่วนใหญ่เกษตรกรจะให้ดอกบานมกราคม เร่งให้สุกภายใน 90 วัน ประมาณช่วงเดือนมีนาคม เพราะจะได้ราคาดี

7. การตกแต่งกิ่ง ใบ ใส่ปุ๋ย เมื่อเก็บเกี่ยวผลแล้ว ต้องตัดกิ่ง แขนง ที่เป็นกระโดงออกทั้งหมด เตรียมใส่ปุ๋ย บำรุงต้น ดูแลให้น้ำ เพื่อผลผลิตในปีต่อไป ถ้าทำได้เร็วผลผลิตจะออกเร็ว

“ทุกๆ คน จะช่วยกันทำ แม่และภรรยาช่วยรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ตัดแต่งแขนง ส่วนพ่อและผมจะผสมเกสร ตัดแต่งกิ่ง มีจ้างแรงงานตอนเก็บเกี่ยว พ่นยา ปีนี้สภาพอากาศแปรปรวน ลมแรงมาก ทำให้ผลผลิตสู้ปีที่แล้วไม่ได้ เพราะช่วงมีพายุฝนทำให้ตาดอกร่วง จึงติดผลน้อย ปัญหาเรื่องน้ำเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าขาดน้ำ เนื้อข้างในสุก มีสีเหลืองแต่เปอร์เซ็นต์แป้งจะไม่ได้ ทุเรียนแก่ถ้าตัดรับประทานเอง สุกประมาณ 90% ถ้าขายส่ง 70% ทดลองดีดระหว่างร่องตามโพกให้เสียงหลวม ดูโคนหนามใหญ่ ปลายหนามแห้งเล็กไม่แข็ง บิดแยกจากกัน ร่องตาแห้ง” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา กล่าว

อนาคต หมอนทอง

ตลาดอาจตัน

“เตรียมปลูกพันธุ์ใหม่ๆ

พันธุ์เดิมๆ ขายตลาดภายใน

ว่าที่ ร.ต. กรีฑา เล่าว่า ตนเองสามารถทำทุเรียนต้นฤดูได้ และมองเห็นว่าไม่ใช่มีเฉพาะหมอนทองเท่านั้นที่ได้ราคาดี เพราะจากสวนที่ให้ผลอยู่ทั้ง 2 แปลง ปลูกหลายพันธุ์ ที่ตำบลอ่าวใหญ่ 44 ไร่ มีกระดุม ชะนี หมอนทอง หลงลับแล ผลผลิตได้ 31 ตัน ขายได้ราคาดีทั้งหมด เกษตรกรทั่วไปคิดว่าปลูกอะไรที่ได้ผล ได้ราคา แล้วปลูกตามๆ กัน 2 ปีมานี้หมอนทองต้นฤดูราคาดีมาก เพราะตลาดส่งออกจีน ไต้หวัน ซื้อหมด กิโลกรัมละ 120-130 บาท บางคนได้ยินข่าวมาว่า ปลูกได้ต้นละแสน จึงคิดแต่จะปลูกให้มาก แต่ไม่เข้าใจว่าต้องเป็นต้นใหญ่อายุถึง 30 ปี ต้องติดลูก 200-300 ลูก ได้น้ำหนัก 9-10 ตัน จึงจะได้เงินแสน จริงๆ แล้ว ตลาดภายในน่าสนใจไม่เฉพาะพันธุ์หมอนทองเท่านั้น มีทุเรียนพันธุ์ดีของเดิมๆ หรือที่พันธุ์ลูกผสม คุณภาพดี รสชาติอร่อย เมล็ดเล็ก เนื้อเยอะ เปลือกบาง ลูกเล็กๆ 1-2 กิโลกรัม ขายทางออนไลน์ได้

“ทุเรียนที่ตำบลอ่าวใหญ่ กระดุม ชะนี หมอนทอง หลงลับแล ผลผลิตออก รุ่น 1 เดือนมีนาคมไล่เลี่ยกัน เพราะสภาพดินปนทรายและได้ลมทะเลโกรก หมอนทอง กิโลกรัมละ 120 บาท กระดุม 95 บาท ส่วนแปลงที่ตำบลห้วงน้ำขาว รุ่นแรก มีหลงลับแลต้นหนึ่ง 95 ลูก ขายได้ 40,000 บาท กิโลกรัมละ 250 บาท และ รุ่น 2 ตัดกลางและปลายเดือนเมษายน ประมาณ 1,000 ลูก เป็นพันธุ์ชะนี 500 ลูก มีพ่อค้ามาจองไว้หมดแล้ว กิโลกรัมละ 70 บาท ส่วนพันธุ์หมอนทอง 500 ลูก จะขายเอง และปลายพฤษภาคมจะมีอีกรุ่น มีพันธุ์นวลทองจันท์ หมอนทอง ถ้าเราทำคุณภาพทุเรียนรูปทรงสวย แก่จัด ทำมาตรฐานเกรดเดียวกันจะได้ราคาสูง ทุกวันนี้ตอนทุเรียนออกสู่ตลาดมากๆ พ่อค้าจะแบ่งเป็น 3 เกรด ซื้อตามเกรด เกรดดีสุดยอด 6 พูเต็ม ไต้หวันจะเหมาหมด ให้ราคาดี แต่ที่เหลือจะกด ราคาจะต่ำ” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา บอก

“ตลาดหมอนทองที่ส่งตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่ อนาคตอาจจะมีปัญหาอย่างลำไย เพราะปลูกกันทั่วประเทศมีปริมาณมาก หมอนทองเคยราคาตกถึงกิโลกรัมละ 20 บาท ตอนนี้พันธุ์อื่นๆ อย่างเช่น หลงลับแล ที่คุณภาพดี รสชาติอร่อย พ่อค้าส่งต่างประเทศไม่ซื้อ บอกว่าไม่มีตลาด ต่อไปเกษตรกรควรปลูกหลายๆ พันธุ์ที่รสชาติดี แปลงใหม่ที่ตำบลหนองโสน ปลูกกระดุม หลงลับแล นวลทองจันท์ สาลิกา และต่อไปจะปลูกพานพระศรี คิดว่าน่าจะขายตลาดภายในประเทศได้ เช่น ทางออนไลน์และบริการส่งให้ลูกค้า ลูกเล็กๆ ขนาด 1-2 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 250 บาท ถ้าเราทำคุณภาพให้มาตรฐาน ทุกลูกเนื้อดีหมด กำหนดเวลารับประทานถูกต้อง ตลาดจะมาหาเราเอง และกำหนดราคาได้ ปีนี้เริ่มขายให้ทางชมรมคนรักทุเรียนแห่งประเทศไทย ที่นำไปขายออนไลน์ ซึ่งเป็นตลาดในประเทศแล้ว” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา กล่าว

การปรับตัวแบบตั้งรับของเกษตรกรไทยรุ่นใหม่อย่าง ว่าที่ ร.ต. กรีฑา งาเจือ น่าจะเป็นแบบอย่างผู้ผลิตผลไม้ไทย ด้วยความมุ่งมั่นทำทุเรียนคุณภาพสร้างความต่าง ให้ตลาดเดินเข้ามาหาเพื่อเกษตรกรจะได้เป็นผู้กำหนดราคาเอง…ชื่นชมกับความสำเร็จของเกษตรกรเงินล้าน สนใจสอบถาม โทร. (080) 101-9389

เกษตรกรแม่สอด สู้วิกฤตภัยแล้ง รวมกลุ่มเพาะเห็ดฟาง สร้างรายได้เสริม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05053150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เทคโนโลยีการเกษตร

ธนบดินทร์ วงษ์เมืองแก่น

เกษตรกรแม่สอด สู้วิกฤตภัยแล้ง รวมกลุ่มเพาะเห็ดฟาง สร้างรายได้เสริม

ในฤดูแล้ง ปี 2558/59 นี้ เป็นปีหนึ่งที่ประเทศไทยประสบกับปัญหาวิกฤตภัยแล้งอย่างหนัก จากปริมาณน้ำฝนที่มีน้อยกว่าค่าปกติในเกือบทุกภาคของประเทศ ส่งผลต่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนขนาดใหญ่ของไทยลดลง เมื่อคาดการณ์จากการวัดปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ ภาวะภัยแล้ง ใน พ.ศ. 2558 นับว่าหนักที่สุดในรอบ 15 ปี โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีการใช้น้ำไปเพื่อการเพาะปลูกพืชเกษตรเป็นสำคัญโดยเฉพาะข้าว ปริมาณน้ำต้นทุนที่ใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งโดยตรงคือ ชาวนาและเกษตรกรที่เคยเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ของกลุ่มวางแผนการจัดการที่ดินในพื้นที่เสี่ยงภัยทางการเกษตร กองนโยบายและแผนการใช้ที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน คาดการณ์ว่าพื้นที่เกษตรที่จะประสบความแห้งแล้งในช่วงปี 2559 จะประสบความแห้งแล้งรวม 63 จังหวัด คิดเป็นเนื้อที่ 101.75 ล้านไร่

รัฐบาลได้ตระหนักและมีความเป็นห่วงเกษตรกรและประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง จึงมีนโยบายให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนให้สามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้ ผ่านโครงการบูรณาการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบภัยแล้ง และโครงการจัดทำแผนชุมชนเพื่อแก้ไขวิกฤตภัยแล้ง ปี 2558/59 ใน 8 มาตรการ กล่าวคือ

1. มาตรการส่งเสริมความรู้และการสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน

2. มาตรการชะลอ หรือขยายระยะเวลาชำระหนี้ที่เกษตรกรมีภาระหนี้กับสถาบันการเงิน

3. มาตรการจ้างงาน เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร

4. มาตรการเสนอโครงการตามความต้องการของชุมชน เพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง

5. มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ

6. มาตรการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน

7. มาตรการเสริมสร้างสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

8. มาตรการสนับสนุนอื่นๆ

โดยการดำเนินงานตาม มาตรการ 4 โครงการ ตามแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมตามความต้องการของชุมชน เพื่อบรรเทาภัยแล้ง ปี 2558/59 โดยมี กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน โดยผ่านศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล (ศบกต.) ซึ่งเป็นองค์กรบริหารงานด้านการเกษตรระดับตําบลที่จัดตั้งขึ้นตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 ทําหน้าที่เป็นองค์กรตัวแทนของชุมชนในพื้นที่ พิจารณาโครงการและจัดทำแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาภัยแล้ง (พชภ.) ปี 2558/59 เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการ

ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแม่ปะ (ศบกต. แม่ปะ) อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ได้จัดทำแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาภัยแล้ง (พชภ.) ปี 2558/59 จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการส่งเสริมอาชีพเพาะเห็ดฟางเพื่อสร้างรายได้ โดยมีกลุ่มผู้ใช้น้ำตำบลแม่ปะ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ได้รับการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณดำเนินการจากคณะรัฐมนตรี จำนวน 960,000 บาท มีระยะเวลาดำเนินงานโครงการตั้งแต่ธันวาคม 2558-เดือนกุมภาพันธ์ 2559

การดำเนินงานโครงการส่งเสริมอาชีพเพาะเห็ดฟางเพื่อสร้างรายได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวในช่วงฤดูแล้ง เพื่อให้เกษตรกรได้ฝึกและเรียนรู้วิธีการเพาะเห็ดฟาง ส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้ในช่วงฤดูแล้ง และสร้างอาชีพใหม่ให้เกิดขึ้นในชุมชน โดยมีพื้นที่การดำเนินงาน ได้แก่ 11 หมู่บ้าน ในพื้นที่ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยผลิตเห็ดฟางแบบกองเตี้ย ขนาด สูง 30 เซนติเมตร กว้าง 30 เซนติเมตร ยาว 120 เซนติเมตร จำนวนหมู่บ้านละ 400 กอง รวม 4,400 กอง ดำเนินงานโดยกลุ่มผู้ใช้น้ำของทั้ง 11 หมู่บ้าน

องค์ความรู้เรื่องการเพาะเห็ดฟางกองเตี้ยนั้น เกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำตำบลแม่ปะ ได้รับความช่วยเหลือทางด้านวิชาการจากสำนักงานเกษตรจังหวัดตาก และสำนักงานเกษตรอำเภอแม่สอด ที่เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำต่างๆ ตลอดจนการติดตามให้ความช่วยเหลือตลอดระยะเวลาของการดำเนินโครงการ การผลิตกองเห็ดฟางนั้นได้กำหนดให้มีการทำ หมู่บ้านละ 40 กอง ต่อวัน เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2559 จนถึงกลางเดือน เพื่อป้องกันผลผลิตที่จะออกมามากจนเกินไป โดยวิธีการการเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย และดูแลรักษา มีดังต่อไปนี้

1. วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ ได้แก่

1.1 ไม้แบบ ไม้แบบเพาะเห็ดใช้ไม้กระดานมาทำเป็นแบบแม่พิมพ์ โดยมีความกว้าง 120 เซนติเมตร สูง 30 เซนติเมตร ด้านล่างกว้าง 30 เซนติเมตร

1.2 วัตถุดิบในการเพาะเห็ด จะนิยมฟางข้าว เพราะหาง่ายและมีจำนวนมาก จะใช้ฟางทั้งต้น หรือฟางข้าวนวดก็ได้ ยังมีวัตถุดิบอีกหลายชนิดที่ใช้เพาะเห็ดฟางได้ เช่น เปลือกของฝักถั่วเขียว ถั่วเหลือง ต้นถั่ว เปลือกผิวมันสำปะหลัง ผักตบชวา เศษต้นพืช วัตถุดิบที่ใช้ในการเพาะเห็ด ต้องนำไปแช่น้ำให้เปียก ใช้เวลาในการแช่ประมาณ 30 นาที ก็นำไปเพาะเห็ดได้

1.3 อาหารเสริม การเพิ่มอาหารเสริมจะเป็นการเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น ที่นิยมคือ ไส้นุ่น เปลือกฝักถั่ว ผักตบชวา จอกหูหนู มูลสัตว์ที่แห้ง เช่น ขี้ควาย ก่อนใช้ต้องแช่ให้ชุ่มน้ำเสียก่อน

1.4 เชื้อเห็ด เชื้อเห็ดฟางที่นำมาใช้ ควรมีอายุ 5-10 วัน จะเห็นเส้นใยเจริญเติบโตเต็มถุงสีขาว ถ้าเส้นใยแก่จะมีสีเหลืองเข้ม หรือมีดอกเห็ดเจริญในถุงเชื้อ ไม่ควรนำไปใช้ และต้องไม่มีศัตรูเห็ด เช่น ตัวไร ไม่มีเชื้อราชนิดอื่นปนอยู่ เช่น ราเขียว ราเหลือง ราดำ หรือเชื้อราชนิดอื่นที่ไม่ใช่เชื้อเห็ด และมีกลิ่นหอมของเห็ด

1.5 วัสดุคลุมแปลงเพาะเห็ด โดยทั่วไปจะใช้ผ้าพลาสติกคลุม เป็นการควบคุมความชื้นและรักษาอุณหภูมิให้เหมาะสมต่อการเจริญของเห็ด

2. ขั้นตอนการทำเห็ดฟางกองเตี้ย

2.1 เตรียมดินบริเวณเพาะเห็ด โดยพรวนดินและย่อยให้ละเอียด รดน้ำให้ดินเปียกชุ่ม

2.2 นำไม้แบบ หรือแม่พิมพ์เพาะเห็ดวางบนพื้นที่เตรียมไว้ นำฟางที่แช่น้ำใส่ลงในไม้แบบ ขึ้นย่ำพร้อมรดน้ำจนแน่นพอดี และให้มีความหนาประมาณ 10 เซนติเมตร

2.3 นำอาหารเสริมที่ชุ่มน้ำ โรยรอบขอบไม้แบบบนฟางบางๆ ทั้ง 4 ด้าน

2.4 ใส่เชื้อเห็ดฟาง ที่ขยี้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้ว หนักประมาณ 100 กรัม โรยลงบนอาหารเสริมให้ทั่วทั้ง 4 ด้าน

2.5 การเพาะ ชั้น 2-4 ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับ ชั้นที่ 1 จนครบ 4 ชั้น ชั้นที่ 4 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด ให้โรยอาหารเสริมและเชื้อเห็ดให้ทั่วผิวหน้าของแปลง แล้วนำฟางแช่น้ำมาคลุม หนาประมาณ 2-3 เซนติเมตร ใช้มือกดให้แน่นพอสมควร

2.6 ยกแบบไม้ออก ควรยกด้านหัวและท้ายพร้อมๆ กัน นำไปเพาะแปลงต่อๆ ไป โดยแต่ละกอง แปลงเพาะเห็ดให้ห่างกันประมาณ 10-15 เซนติเมตร ช่องว่างระหว่างแปลงเพาะเห็ดให้โรยอาหารเสริมและเชื้อเห็ด บนดินคลุมด้วยฟางบางๆ

2.7 คลุมแปลงเพาะเห็ดด้วยผ้าพลาสติก ถ้าทำหลายๆ กอง ให้คลุมผ้าพลาสติกยาวตลอดทุกแปลงเป็นผืนเดียวกัน

3. การดูแลรักษา

3.1 คลุมผ้าพลาสติกแปลงเพาะเห็ด เป็นการรักษาอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสมต่อการเจริญของเชื้อเห็ด โดย ในวันที่ 1-3 ไม่ต้องเปิดผ้าพลาสติกเลย เมื่อถึง วันที่ 3-6 ให้เปิดผ้าพลาสติก เพื่อเป็นการระบายอากาศปล่อยไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ในระยะนี้จะสังเกตเห็นเส้นใยของเห็ดเจริญบนอาหารเสริมและฟาง ยังไม่เกิดตุ่มดอก นี้ถ้ากองเห็ดแห้งให้รดน้ำเบาๆ เป็นฝอยละเอียดบนฟางคลุมกอง และรอบกองห้ามรดน้ำแปลงเพาะเห็ดเด็ดขาด จะทำให้ดอกเห็ดฝ่อและเน่า

3.2 ดอกเห็ดจะพัฒนาเจริญเติบโต และเก็บผลผลิตได้ราว วันที่ 7-9 ของการเพาะเห็ด แล้วเก็บดอกเห็ดได้ ราว 2-3 วัน โดยไม่ต้องรดน้ำ หลังจากนั้น ให้รดน้ำพอชุ่มทุกวัน จะสามารถเก็บเห็ดได้ต่อไปอีก 10-15 วัน

ผลผลิตเฉลี่ยที่ได้ต่อ 1 กอง คือ ประมาณวันละ 0.5-0.8 กิโลกรัม ต่อวัน โดยเห็ด 1 กอง สามารถให้ผลผลิตได้ประมาณ 10-15 วัน โดยเฉลี่ยแล้ว เห็ด 1 กอง เก็บได้ประมาณ 5-12 กิโลกรัม ต่อรุ่น

ผลผลิตเห็ดฟางที่ได้ กลุ่มผู้ใช้น้ำตำบลแม่ปะ จะนำไปจำหน่ายในหมู่บ้านก่อน ซึ่งบางครั้งก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่ในบางวันที่ผลผลิตออกมากเหลือจากการขายในหมู่บ้าน ก็จะนำไปขายให้กับแม่ค้าที่ตลาดสดเทศบาลนครแม่สอด หรือร้านอาหารต่างๆ ราคาที่ขาย อยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท พอเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ก็มีการสั่งจองล่วงหน้า และมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงกลุ่ม

เงินที่ได้จากการขาย กลุ่มจะจ่ายให้เป็นค่าแรงสำหรับผู้ที่มาเก็บเห็ดฟางในตอนเช้า ทำความสะอาด และรดน้ำเห็ดฟาง อีกส่วนหนึ่งจะเก็บไว้เป็นกองทุนเพื่อพัฒนากลุ่มและนำไปต่อยอดการผลิตเห็ดฟางในรุ่นต่อๆ ไป

หลังจากเห็ดฟางในรุ่นแรกเริ่มเก็บผลผลิตได้น้อยลง กลุ่มผู้ใช้น้ำตำบลแม่ปะเริ่มมีแนวคิดที่จะทำกองเห็ดฟางเพิ่ม โดย หมู่ที่ 7 ตำบลแม่ปะ เป็นหมู่บ้านแรกที่เริ่มขยายผลโดยการทดลองนำกากมันสำปะหลังซึ่งเป็นของเหลือใช้จากโรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง นำมาเป็นวัสดุเพาะเห็ดแทนฟางข้าว ซึ่งหายากและมีราคาสูง เนื่องจากไม่ใช่ฤดูกาลทำนา และในพื้นที่จังหวัดตากมีผู้เลี้ยงวัวเป็นจำนวนมาก ฟางข้าวจึงหายากในท้องตลาดและมีราคาสูง ส่วนกากมันสำปะหลังโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังให้ฟรี จะมีค่าใช้จ่ายคือ ค่าขนส่ง ในอัตรา ตันละ 200 บาทเท่านั้น โดยกากมันสำปะหลัง 1 ตัน สามารถทำกองเห็ดได้ ประมาณ 50 กอง เมื่อเปรียบเทียบค่าวัสดุการผลิตต่อกองเพาะเชื้อเห็ดฟาง 1 กอง กองเห็ดฟางที่ทำด้วยฟางข้าว จะอยู่ที่ประมาณ 80 บาท ต่อกอง ส่วนกองเห็ดฟางที่ทำจากกากมันสำปะหลัง จะอยู่ที่ ประมาณ 30 บาท ต่อกอง ซึ่งถือว่าช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมาก

คุณประเสริฐ แก้วทันคำ เกษตรกร หมู่ที่ 7 บ้านหนองบัว ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ผู้แทนกลุ่มผู้ใช้น้ำตำบลแม่ปะ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลผลิตที่ได้จากเห็ดฟางที่เพาะโดยกากมันสำปะหลังนั้น พบว่ามีผลผลิตที่สูงกว่ากองเห็ดฟางที่ใช้ฟางเป็นวัสดุเพาะ คือ ประมาณวันละ 1-1.2 กิโลกรัม ต่อวัน และจะสามารถเก็บเห็ดได้ต่อไปอีก 15-20 วัน โดยเฉลี่ยแล้ว เห็ด 1 กอง เก็บได้ประมาณ 15-24 กิโลกรัม ต่อรุ่น ซึ่งถือว่าสามารถสร้างรายได้ให้คนในกลุ่มเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ผลผลิตเห็ดฟางที่ได้จะออกมามาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

คุณประเสริฐ เล่าว่า มีการประชุมคณะกรรมการกลุ่มเพื่อหาแนวทางในการพัฒนากิจกรรมการเพาะเห็ดฟาง ซึ่งถือว่าช่วยสร้างรายได้ยามว่างในฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี และเป็นกิจกรรมที่ทำให้คนในกลุ่มได้มีกิจกรรมร่วมกัน ถือว่าเป็นการสร้างความสามัคคีในชุมชน กลุ่มผู้ใช้น้ำจึงมีแนวคิดที่จะเพาะเห็ดฟางในรูปแบบของโรงเรือน ซึ่งจะทำให้ดูแลง่ายกว่าแบบกองกับพื้นดิน ซึ่งแบบกองกับพื้นดินต้องใช้พื้นที่มาก และต้องเปลี่ยนพื้นที่ใหม่เมื่อมีการทำรุ่นต่อไป โดยขณะนี้กำลังศึกษาหาความรู้ถึงรูปแบบที่เหมาะสม โดยมีสำนักงานเกษตรอำเภอแม่สอด และสำนักงานเกษตรจังหวัดตากเป็นที่ปรึกษา

หากเกษตรกรท่านใดสนใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สามารถสอบถามได้ที่ คุณประเสริฐ แก้วทันคำ กลุ่มผู้ใช้น้ำตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โทร. (087) 844-1664 หรือ สำนักงานเกษตรอำเภอแม่สอด โทร. (055) 531-900

เจริญ ปัญญาชื่น เกษตรกรแม่นาเรือ เมืองพะเยา ปลูกผักหลังนา ทำรายได้สู้แล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05055150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เทคโนโลยีการเกษตร

การุณย์ มะโนใจ

เจริญ ปัญญาชื่น เกษตรกรแม่นาเรือ เมืองพะเยา ปลูกผักหลังนา ทำรายได้สู้แล้ง

ปีนี้ไปทางไหนคนก็บ่นเรื่องความแห้งแล้ง ความไม่ปกติของธรรมชาติทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี เกษตรกรที่อาศัยธรรมชาติ จำเป็นต้องปรับตัวและเตรียมการรับมือไว้ เพื่อสู้กับความแห้งแล้งนี้

ช่วงวันอาทิตย์ก่อนปั่นจักรยานผ่านไปทางตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมืองพะเยา เห็นเกษตรกร สามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังมัดผักกาดอยู่ที่แปลงผัก เลยลงไปพูดคุยด้วย ทราบชื่อว่า คุณเจริญ ปัญญาชื่น อยู่บ้านเลขที่ 349 หมู่ที่ 18 ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ด้วยวัย 55 ปี มีลูก 2 คน คนโตเรียนจบแล้ว ทำงานเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช คนสุดท้องเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนฟากกว๊านวิทยาคม ตั้งอยู่ตำบลติดกัน ถามว่าลูกชายมาช่วยงานบ้างหรือเปล่า คุณเจริญ ส่ายหน้า บอกว่าไม่เหมือนสมัยลูกสาวเรียน เดี๋ยวนี้ลูกชายมีแต่กิจกรรมของโรงเรียน วันหยุดก็ต้องเรียนพิเศษ ก็อาศัย 2 แรง สามีภรรยา หากวันไหนที่ต้องเก็บผักชีซึ่งต้องใช้แรงงานมาก ก็ต้องจ้างแรงงานเพื่อนบ้านมาช่วย

คุณเจริญ เล่าว่า ที่ดินที่ปลูกผักเป็นมรดกที่คุณพ่อมอบให้ จำนวน 2 ไร่ 2 งาน สันนิษฐานว่า บริเวณนี้น่าจะเป็นชุมชน ดึกดำบรรพ์ หลายพันปีมาแล้ว เป็นแนวทางน้ำเพราะชุมชนโบราณมักจะตั้งอยู่ริมน้ำเพื่อสะดวกในการใช้น้ำในการอุปโภค บริโภค และการเพาะปลูก เมื่อเกิดโรคระบาดหรือน้ำท่วมใหญ่จึงอพยพหนีไปอยู่ที่อื่น สมัยคุณเจริญ ยังเด็ก เห็นเขาขุดหินจากบริเวณนี้ไปถมเป็นถนนสายแม่ต๋ำ-แม่ใจ ต่อมาคุณพ่อของคุณเจริญ จึงบุกเบิกปรับที่ดินมาถมทำเป็นนา บางครั้งไถนายังเจอเครื่องใช้ในยุคโบราณ พบหินสีที่แตกต่างกันอยู่เป็นประจำ

เมื่อได้รับมรดกตกทอดจากคุณพ่อของคุณเจริญ ก็สืบทอดอาชีพการเกษตรทำนาปี เสร็จจากการทำนา ประมาณเดือนธันวาคมถึงมกราคม ก็จะเริ่มปลูกผัก โดยผักที่ปลูกประกอบด้วย ผักกวางตุ้ง ทั้งกวางตุ้งต้น และกวางตุ้งดอกหรือทางเหนือเรียกผักกาดจ้อน ผักชี ขึ้นฉ่าย หอมแบ่ง โดยผักกาดจะหว่านทีละแปลง พื้นที่ประมาณ 1 งาน จากนั้น 5-7 วัน ก็จะหว่านอีกแปลง เพื่อให้ผลผลิตทยอยออกสู่ตลาด การดูแลรักษา จะให้น้ำโดยดูจากสภาพความชื้นของดินมี 7 วัน หรือ 10 กว่าวันครั้ง โดยสูบปล่อยท่วมแปลง เนื่องจากที่ดินเป็นดินร่วนปนทราย จึงไม่มีปัญหาน้ำท่วมขัง อาศัยบ่อน้ำที่ขุดไว้ในบริเวณแปลงปลูกผัก ซึ่งน้ำไม่ลึกเท่าไร สาเหตุน่าจะมาจากเป็นพื้นที่ทางน้ำเดิมในสมัยโบราณ ดั่งที่คุณเจริญสันนิษฐานไว้ ปัญหาการปลูกผักของคุณเจริญ คือโรคเน่า โดยเฉพาะขึ้นฉ่ายและผักชี จะปลูกซ้ำที่ไม่ได้เลย และปัญหาหนักมากในส่วนของหมัดผัก เดิมมีการใช้สารเคมีชนิดหนึ่งซึ่งมีกลิ่นฉุนมาก จะป้องกันได้นานเป็น 10 กว่าวัน แต่ปัจจุบันสารเคมีดังกล่าวถูกห้ามใช้ไปแล้ว ในส่วนของปุ๋ยจะใช้ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยคอก เช่น ขี้ไก่และขี้หมู คุณเจริญ ทราบดีว่า หากใช้เคมีอย่างเดียวจะทำให้โครงสร้างของดินเสีย แต่หากใช้ชีวภาพอย่างเดียว การเจริญเติบโตช้า โดยการใช้สารเคมีให้ถูกช่วงเวลา หากจะเก็บเกี่ยวก็งดก่อนอย่างน้อย 15 วัน

การตลาดนั้นจะมีพ่อค้าแม่ค้า เข้ารับผลผลิตถึงแปลง และอีกส่วนคุณเจริญจะนำไปส่งให้ผู้ค้าส่งในหมู่บ้านรับไปขายต่อ รายได้แต่ละปีก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของผักว่างามหรือไม่ ราคาในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดว่าสูงต่ำอย่างไร อย่างผักชีที่ขายไปก่อนหน้านี้ประมาณ 1 งาน ผลผลิต 400 กว่ากิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 15 บาท ก็ได้ประมาณ 6,000 บาท ถ้าผักกาดงามๆ รายได้ประมาณ 5,000 บาท ต่องาน ไร่หนึ่งก็ได้ประมาณ 20,000 บาท ใช้เวลาประมาณ 60 วัน ก็พอคุ้มค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและส่งลูกเรียน

คุณเจริญ บอกว่า ปีนี้ถือว่าแล้งจัดในรอบ 10 กว่าปี การปลูกพืชผักซึ่งเป็นพืชฤดูแล้งที่ใช้น้ำน้อย ก็เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับเกษตรกรที่จะสู้กับภัยแล้ง แต่ก็ดูแหล่งน้ำที่จะใช้ด้วยว่ามีเพียงพอหรือไม่ เพราะตนเองไม่ได้ปลูกที่นี่แปลงเดียว มีปลูกบริเวณบ้านอีกแปลง จำนวน 3 ไร่ ใช้ระบบสปริงเกลอร์ แต่ตอนนี้ต้องหยุดเพราะน้ำไม่พอ แปลงนี้ดีเนื่องจากมีระบบ บ่อน้ำตื้นจึงสามารถที่จะมีผลผลิตออกจำหน่ายได้

ข้อมูลทางวิชาการของการปลูกผักกาดกวางตุ้ง เป็นผักที่นิยมบริโภคกันมาก ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว อายุการเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 35-45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง นำมาประกอบอาหารประเภทผัด แกงจืด ผักจิ้ม เป็นต้น สามารถปลูกได้ทุกฤดูและนิยมปลูกกันทั่วประเทศ ทั้งในรูปของสวนผักการค้า

ราก เป็นระบบรากแก้ว อยู่ในระดับตื้น ส่วนที่ใหญ่สุดของรากแก้ว ประมาณ 1.20 เซนติเมตร มีรากแขนงแตกออกจากรากแก้วมาก โดยรากแขนงแผ่อยู่ตามบริเวณผิวดิน รากแก้วอาจมีขนาดใหญ่ขึ้น ถ้าดินมีสภาพชื้นและเย็น ลำต้น ตั้งตรง มีสีเขียว ขนาดโตเต็มที่ใช้กินได้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.4-1.8 เซนติเมตร สูงประมาณ 43-54 เซนติเมตร ก่อนออกดอกลำต้นจะสั้น มีข้อถี่มากจนดูเป็นกระจุกที่โคนต้น เมื่อออกดอกแล้วในระยะติดฝักต้นจะสูงขึ้นมาก โดยเฉลี่ยสูงประมาณ 85-144 เซนติเมตร ใบ ใบเลี้ยงมี 2 ใบ มีสีเขียว ปลายใบตรงกลางจะเว้าเข้า ส่วนใบจริงจะแตกเป็นกระจุกที่บริเวณโคนต้น เป็นใบเดี่ยว ใบเรียบไม่ห่อหัว สีเขียว ใบอ่อนมีสีเขียวอ่อน ขอบใบเป็นรอยฟันเลื่อยเล็กมาก ใบแก่ผิวใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ไม่มีขน ขอบใบเรียบหรืออาจมีรอยเว้าตื้นๆ ขนาดเล็ก โคนใบหยักเป็นคลื่นเล็กน้อย ปลายใบมน ก้านใบที่ติดกับลำต้นมีสีเขียวอ่อนเป็นร่องและเรียวกลมขึ้นไปหาแผ่นใบ ก้านใบหนาและมีสีขาวอมเขียว สำหรับใบที่ช่อดอกจะมีก้านใบยาว 2-3 เซนติเมตร รูปใบเรียวแหลมไปทางฐานใบและปลายใบ ขอบใบเรียบ

ช่อดอกและดอก ผักกาดเขียวกวางตุ้งจะออกดอกเมื่ออายุประมาณ 55-75 วัน ช่อดอกยาว 50-90 เซนติเมตร ดอกตูมรวมกลุ่มอยู่บนยอดดอกช่อดอก ดอกบานจากด้านล่างไปหาด้านบน ดอกที่บานแล้วมีก้านดอกยาวกว่าดอกที่ตูม ดอกเป็นแบบสมบูรณ์เพศ ขนาดดอก 1-1.5 เซนติเมตร กลีบชั้นนอกสีเขียวอ่อน 4 อัน ขนาดเล็ก กลีบกว้าง 0.1-0.2 เซนติเมตร ยาว 0.7-0.8 เซนติเมตร กลีบชั้นในสีเหลืองสด 4 อัน แยกเป็นกลีบๆ ขนาดกลีบกว้าง 0.5-0.6 เซนติเมตร ยาว 1.1-1.2 เซนติเมตร มีเกสรตัวผู้ 6 อัน อับเกสรสีเหลืองแก่ ก้านชูเกสรสีเหลือง รังไข่ยาว 0.5-0.6 เซนติเมตร ซึ่งอยู่เหนือกลีบดอกและเกสรตัวผู้ ก้านเกสรตัวเมียสีเขียว ยาว 0.2-0.25 เซนติเมตร ยอดเกสรตัวเมียเป็นตุ่มสีเหลืองอ่อน ดอกบานในตอนเช้าประมาณเวลา 08.00 น. ผล ผลมีลักษณะเป็นฝัก รูปร่างเรียวยาว แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนปลายไม่มีเมล็ด ยาวประมาณ 0.9-1.5 เซนติเมตร และส่วนที่มีเมล็ด ยาวประมาณ 3-4.1 เซนติเมตร กว้าง 0.3-0.5 เซนติเมตร ก้านผลยาว 1.3-2.5 เซนติเมตร ผลตั้งขึ้น เมื่อผลแก่จะแตกตามยาวจากโคนไปหาปลายผล เมื่ออ่อนมีสีเขียว ผลแก่มีสีน้ำตาล

เมล็ด ค่อนข้างกลม มีทั้งสีน้ำตาลและสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ผิวเมล็ดมีลายแบบร่างแห เห็นไม่ค่อยชัด น้ำหนัก 1,000 เมล็ด ประมาณ 2.5 กรัม ผักกาดเขียวกวางตุ้งที่ปลูกมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน แต่ที่นิยมปลูกและบริโภคกันมากคือ ผักกาดเขียวกวางตุ้งใบ สำหรับพันธุ์ผักกาดเขียวกวางตุ้งใบที่ทางกรมวิชาการเกษตร ส่งเสริมแนะนำคือ พันธุ์น่าน 1 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้รับการคัดเลือกพันธุ์โดยกรมวิชาการเกษตร ลักษณะประจำพันธุ์ เป็นผักกาดชนิดไม่ห่อปลี ส่วนกลางของก้านใบค่อนข้างหนา ใบมีสีเขียวอ่อน ความยาวเฉลี่ย 19.5 เซนติเมตร (อายุ 40 วัน) ความหนาของก้านใบเฉลี่ย 0.9 เซนติเมตร ความกว้างเฉลี่ย 1.3 เซนติเมตร ใบสีเขียว ลักษณะยาวรี ความยาวของใบเฉลี่ย 30 เซนติเมตร กว้าง 19 เซนติเมตร ความสูงเมื่ออายุ 40 วัน เฉลี่ย 57.26 เซนติเมตร น้ำหนักต้นเฉลี่ย 550 กรัม ออกดอกเมื่ออายุ 50 วัน ลักษณะเด่นของพันธุ์น่าน 1 คือ เป็นพันธุ์ที่เจริญเติบโตเร็ว อายุสั้น เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุระหว่าง 30-40 วัน น้ำหนักเฉลี่ยต่อต้นสูง ต้นไม่แตกแขนง ทำให้เสียหายน้อยในการบรรจุเพื่อการขนส่ง ไม่ออกดอกก่อนอายุ 40 วัน จึงสามารถทยอยเก็บเกี่ยวส่งตลาดได้ตั้งแต่อายุ 30-40 วัน แต่ข้อเสียของพันธุ์น่าน 1 ก็คือ ไม่ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง

ผักกาดเขียวกวางตุ้งสามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่จะเจริญได้ดีที่สุดในสภาพดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ดี มีอินทรียวัตถุสูง ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (pH) ควรอยู่ระหว่างสภาพเป็นกรดเล็กน้อยจนถึงปานกลาง คือ pH อยู่ระหว่าง 6-6.8 ชอบดินที่มีความชื้นสูงเพียงพอสม่ำเสมอ ได้รับแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 20-25 องศาเซลเซียส แต่อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยสามารถปลูกผักกาดเขียวกวางตุ้งได้ตลอดปี เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักที่มีระบบรากตื้น ดังนั้น ในการเตรียมดินควรขุดไถดินให้ลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร แล้วตากดินทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายตัวแล้วให้มาก คลุกเคล้าให้เข้ากันดี แล้วไถพรวนให้ดินละเอียด ในกรณีที่ดินมีสภาพเป็นกรดก็ควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับระดับ pH ของดินให้เหมาะสม ขนาดของแปลงปลูก กว้าง 1 เมตร ยาวประมาณ 10 เมตร หรือตามความเหมาะสม ในการปลูกผักกาดเขียวกวางตุ้งนิยมทำกัน 2 วิธีด้วยกัน คือ

1. การปลูกแบบหว่านเมล็ดโดยตรง วิธีนี้นิยมใช้ในการปลูกแปลงที่ยกร่อง มีร่องน้ำกว้าง และพื้นที่ควรมีการเตรียมอย่างดี และเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ผักกาดเขียวกวางตุ้งมีขนาดเล็กมาก ดังนั้น ก่อนหว่านควรผสมกับทรายเสียก่อน โดยใช้เมล็ดพันธุ์ 1 ส่วน ผสมกับทรายสะอาด 3 ส่วน แล้วหว่านให้กระจายทั่วแปลงสม่ำเสมอ แล้วหว่านกลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก หนาประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร หลังจากนั้น คลุมด้วยฟางข้าวบางๆ เพื่อช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นในดิน เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่ม หลังจากงอกได้ประมาณ 20 วัน ควรทำการถอนและจัดให้มีระยะระหว่างต้น 20-25 เซนติเมตร

2. การปลูกแบบโรยเมล็ดเป็นแถว การปลูกวิธีนี้หลังจากเตรียมดินแล้วจึงทำร่องลึกประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ให้เป็นแถว โดยให้ระยะระหว่างแถวห่างกัน 20-25 เซนติเมตร นำเมล็ดพันธุ์ผสมกับทราย แล้วโรยหรือหยอดเมล็ดเป็นแถวตามร่อง แล้วกลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบางๆ คลุมด้วยฟางข้าวบางๆ รดน้ำให้ชุ่มด้วยสม่ำเสมอ หลังจากปลูกได้ประมาณ 20 วัน หรือต้นกล้ามีใบ 4-5 ใบ จึงทำการถอนแยกในแถว โดยพยายามจัดระยะระหว่างต้นให้ห่างกันประมาณ 20-25 เซนติเมตร ให้เหลือหลุมละ 1 ต้น

การให้น้ำ เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักที่ต้องการน้ำมาก และมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เกษตรกรจะต้องให้น้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง โดยใช้ระบบพ่นฝอยหรือใช้สายยางติดหัวฝักบัว อย่าให้ผักกาดเขียวกวางตุ้งขาดน้ำในระยะการเจริญเติบโต เพราะจะทำให้ผักกาดเขียวกวางตุ้งชะงักการเจริญเติบโตได้ การใส่ปุ๋ย เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักกินใบและก้านใบ ดังนั้น การใส่ปุ๋ยควรใช้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) หรือแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ เป็นการเร่งการเจริญเติบโตทางใบและก้านใบให้เร็วขึ้น หรือใช้ปุ๋ยสูตร 20-11-11 หรือสูตรใกล้เคียง ในอัตรา 30-50 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังจากใส่ปุ๋ยทุกครั้งควรมีการรดน้ำตามทันที อย่าให้ปุ๋ยตกค้าง สำหรับการพรวนดินและกำจัดวัชพืช ควรทำให้ระยะแรกพร้อมกับการถอนแยก อายุการเก็บเกี่ยวของผักกาดเขียวกวางตุ้งค่อนข้างเร็ว คือประมาณ 35-45 วัน การเก็บเกี่ยวโดยเลือกต้นที่มีขนาดใหญ่ตามต้องการ แล้วใช้มีดคมๆ ตัดที่โคนต้น แล้วตัดแต่งใบนอกที่แก่หรือใบที่ถูกโรคหรือแมลงทำลายออก หลังจากตัดแต่งแล้วจึงบรรจุภาชนะเพื่อส่งจำหน่ายตลาดต่อไป สำหรับการเก็บรักษา เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักอวบน้ำ ดังนั้น การเก็บรักษาจึงควรเก็บไว้ในที่อุณหภูมิต่ำ ประมาณ 0 องศาเซลเซียส ที่ความชื้นสัมพัทธ์ 95 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานถึง 3 สัปดาห์

สนใจแลกเปลี่ยนความรู้พูดคุยกันเรื่องการปลูกผัก ติดต่อได้ที่ คุณเจริญ ปัญญาชื่น บ้านเลขที่ 349 หมู่ที่ 18 ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา โทรศัพท์ (085) 029-0864 ขอเป็นเรื่องปลูกผักนะครับ เรื่องอื่น นอกเหนือจากนี้ขออย่าได้รบกวนเวลาทำมาหากินกันเลยครับ

เศรษฐกิจพอเพียง ที่ศูนย์เรียนรู้กลุ่มเกษตรกรทำสวนผสมผสาน โคกสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05059150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เทคโนโลยีการเกษตร

กระแต รายงาน

เศรษฐกิจพอเพียง ที่ศูนย์เรียนรู้กลุ่มเกษตรกรทำสวนผสมผสาน โคกสูง

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำริชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย พระองค์ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไข เพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ มาจวบจนทุกวันนี้

หน่วยงานราชการที่ให้การส่งเสริมสนับสนุนการประกอบอาชีพของราษฎร โดยเฉพาะเกษตรกรต่างได้น้อมนำมาปฏิบัติโดยการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรในโครงการต่างๆ ได้นำไปปฏิบัติใช้ อย่างเช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์ หน่วยงานภาครัฐ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปส่งเสริมสนับสนุนให้สหกรณ์ต่างๆ นำไปปฏิบัติ จนประสบความสำเร็จอย่างเป็นที่น่าพอใจยิ่ง

ดร. วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า การน้อมนำแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พวกเราได้น้อมนำมาถือปฏิบัติในการส่งเสริมและรณรงค์เกษตรกรทุกคนได้นำแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มาถือปฏิบัติเพื่อสร้างความเข้มแข็งในอาชีพ และสร้างความผาสุกให้กับครัวเรือน เรื่องของการกระจายแนวคิดแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การดำเนินการในเรื่องของทฤษฎีใหม่

โดยทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รณรงค์ให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรได้น้อมนำไปถือปฏิบัติในฟาร์มหรือไร่นาของตัวเอง เพื่อทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางด้านอาหารและมีรายได้เสริมจากอาชีพ มีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิตเพื่อนำไปสู่ความพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของคนไทย สังคมไทย เพื่อให้ก้าวทันต่อยุคโลกาภิวัตน์ เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าไปพร้อมกับความสมดุลและพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะในระดับบุคคลนั้น การน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติใช้จักก่อให้เกิดความมั่นคงในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิต ดังเช่น กลุ่มเกษตรกรทำสวนผสมผสาน ตำบลโคกสูง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น

กลุ่มเกษตรกรทำสวนผสมผสาน ตำบลโคกสูง เป็นเกษตรกรที่รวมกลุ่มกันทำการเกษตรแบบผสมผสาน ที่ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าไปให้การสนับสนุนเรื่องการเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการตามรูปแบบของสหกรณ์ ในลักษณะของการรวมการผลิตและรวมกันขาย จนก่อเกิดรายได้อย่างมั่นคงให้กับกลุ่มเกษตรกรเป็นอย่างดี

ทางด้าน นางสาวบัวลี บุดดีคำพา ประธานศูนย์เรียนรู้กลุ่มเกษตรกรทำสวนผสมผสาน ตำบลโคกสูง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ได้เล่าให้ฟังว่า ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2555 โดยใช้ชื่อกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตำบลโคกสูง และขยายผลเป็นศูนย์เรียนรู้แห่งที่ 2 เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2557 กลุ่มได้จดทะเบียนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2557 ในชื่อกลุ่ม ศูนย์เรียนรู้กลุ่มเกษตรกรทำสวนผสมผสาน ตำบลโคกสูง มีสมาชิกกลุ่มทั้งหมด 200 คน

“แต่ที่เป็นแกนนำและร่วมปฏิบัติในศูนย์นี้ จำนวน 10 คน แล้วก็อีกส่วนหนึ่งเขาจะไปประกอบอาชีพเอง คือทุกคนจะมีหลากหลายอาชีพ จะมี 10 กลุ่มย่อย ของเราคือกลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ และมีกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม กลุ่มทอผ้าฝ้าย กลุ่มขนมไทย กลุ่มนวดแผนไทย กลุ่มจักสานแบบไม้ไผ่ กิจกรรมทุกอย่างเราจะต้องมารวมกันที่ศูนย์เรียนรู้ ภาคการเกษตรก็มีอยู่ประมาณ 3 กลุ่ม ที่ทำด้วยกัน และมีภาคีเครือข่ายด้วย” นางสาวบัวลี กล่าว

ทั้งนี้ ทางกลุ่มได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ จังหวัดขอนแก่น โดยได้มาให้ความรู้เรื่องการทำบัญชี ตอนแรกเราก็ไม่เคยทำเลย ท่านก็มาฝึกสอนเรื่องบัญชี รายรับ-รายจ่าย และการออม และก็มีการต่อยอดโครงการด้วย เมื่อก่อนนี้เราก็ทำโครงการไม่เป็น แต่ตอนนี้คณะกรรมการทุกคนก็ทำโครงการมาส่ง ก็คือให้ทุกคน ทุกฝ่าย ได้รู้เรื่องโครงการหมดทุกคน มีโครงการในใจทุกคน

ในส่วนแปลงเกษตรศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก นางอาลัย เพริกภูเขียว โดยให้พื้นที่ จำนวน 8 ไร่ แบ่งเป็นโซนข้างบนจะเป็นการทำการเกษตร ปลูกมะนาวระบบท่อและไม่ท่อ ปลูกกล้วยน้ำว้า กุยช่าย มีพืชผักสวนครัวอื่นๆ มีการเลี้ยงปลาดุก มีโรงเพาะเห็ด จำนวน 4 โรงเรือน บรรจุได้ที่ 20,000 ก้อน เลี้ยงไก่พันธุ์พื้นบ้านและพันธุ์ไข่ ไว้บริโภคและจำหน่าย ส่วนพื้นที่ต่ำข้างล่างเราก็ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ เราจะจำหน่ายในช่วงที่มีการศึกษาดูงานในศูนย์แห่งนี้

โดยมีการบริหารจัดการกลุ่มและมีการต่อยอด โดยทางศูนย์จะมีการประชุมทุกวันที่ 5 ของเดือน ทุกคนจะต้องมีโครงการประจำของตัวเองว่าจะทำอะไรมานำเสนอในการประชุมด้วย และเมื่อได้ผลกำไรจากกิจกรรมภายในศูนย์ มีการแบ่งสันดังนี้

ส่วนที่หนึ่ง โดยจะแบ่งปันให้สมาชิกคนที่มาทำงาน

ส่วนที่สอง จะเป็นเงินออม เงินฝาก เข้าหุ้น โดยจะมีการปันผลทุกวันที่ 5 ของเดือน

ส่วนที่สาม กันไว้เพื่อต่อยอดกิจการ

ส่วนสุดท้าย เอาไว้สำหรับร่วมงานบวช งานบุญ งานกุศล เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังให้ทุกกลุ่มย่อยเข้ามามีส่วนร่วมและมีการแบ่งปัน อย่างเช่น เรื่องต้นมะนาว มีการแบ่งให้กลุ่มอื่นๆ โดยแต่ละกลุ่มจะให้ 100 ต้น ซึ่งของทุกอย่างทุกกลุ่มจะเอาไปได้เลย เพื่อไปต่อยอดในกลุ่มของตนเอง ไม่ใช่จะอยู่ที่ศูนย์นี้ศูนย์เดียว คือเราจะให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ถ้าเขาตอนกิ่งมะนาวด้วยตัวเอง เขาต้องมาเรียนรู้เอง เราจะไม่ให้สำเร็จรูปเลย

ที่ผ่านมาสมาชิกกลุ่มได้ไปเรียนรู้งานที่โครงการหลวง ในโครงการพระดาบส รุ่นที่ 107 และได้ไปศึกษาดูงานอยู่ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร และศูนย์ภูมิรักษ์ จังหวัดนครนายก ได้นำความรู้ที่ได้มาผสมผสานกัน

“ถ้าจะทำแบบอย่างของท่านเลย ก็ไม่มีทุน ก็เลยดึงเอาของเราที่มีอยู่ แล้วก็มาปรับใช้เอง เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายได้ กลุ่มของเราได้น้อมนำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปรับใช้ในศูนย์ ก็คือให้ทุกคนมีความสามัคคี เป็นเรื่องแรก แล้วก็มีการรวมกลุ่มกัน โดยที่เรานำความรู้สึกของเรามาคุยกัน ถ้าเราต่างคนต่างอยู่ เราไม่รู้ว่าใครคิดอย่างไร ใครมีปัญหาอะไร เราใช้ระบบครอบครัวเหมือนที่ในหลวงว่า เราก็มาคุยกัน มาสะท้อนปัญหากัน พอเรารู้ว่าอีกคนหนึ่งมีปัญหา อีกคนหนึ่งไม่มีปัญหา เราก็เลยเอามารวมกันเลย เอามาปรับใช้ได้ผล บางคนมีข้าว อีกคนหนึ่งมีปลา เราก็เลยมารวมกัน”

“บางทีของทุกอย่างในนี้ เราไม่ได้จำหน่าย เราแลกเปลี่ยนกันเลย เป็นการแลกเปลี่ยนของทุกอย่างในสถานที่นี้ เราถือว่าเป็นของกลางหมดเลย ทุกคนใช้ได้ ทำได้ แต่ต้องมาทำงาน เอาความขยัน ขนาดในหลวงอยู่ตั้งไกล ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่ทำงาน ท่านยังทรงงานอยู่ตลอดเวลา เราแค่นี้เอง ทำไมเราจะทำไม่ได้ เราอยากทำและอยากให้ท่านรู้ว่าเราก็ทำกันทุกคน เราจะน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงมาดำเนินชีวิตเพื่อความยั่งยืนและผาสุกของชุมชน ท้ายนี้ก็ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน” นางสาวบัวลี กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

จะเห็นว่า การพัฒนาชุมชนภายใต้การน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติใช้นั้น จะเป็นการใช้คนเป็นเป้าหมายสำคัญ และเน้นการพัฒนาแบบองค์รวม หรือการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งด้านเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การเมือง โดยใช้พลังทางสังคมเป็นกลไกในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาในรูปของกลุ่ม เครือข่ายหรือประชาสังคม เป็นการผนึกกำลังของทุกฝ่ายในลักษณะพหุภาคี ประกอบด้วยภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ซึ่งก็คือระบบสหกรณ์

แลกเปลี่ยนข้อมูล

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้การต้อนรับ Mr. Mohamed Saeed รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจมัลดีฟส์ และคณะ รวม 12 คน ประกอบด้วย ผู้แทนระดับสูงจากภาครัฐ และผู้แทนจากภาคเอกชนในสาขาต่างๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อมูลในการส่งเสริมสหกรณ์ในประเทศไทย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการสหกรณ์ของ 2 ประเทศ เพื่อศึกษาแนวทางความร่วมมือเพื่อการพัฒนาสหกรณ์และ SME และความร่วมมือที่สามารถดำเนินการได้ ณ ห้องประชุม กรม 226 เมื่อเร็วๆ นี้

กะหล่ำปลี ดินแดนสะตอ…ใครว่าปลูกไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เทคโนโลยีการเกษตร

ธีระพงษ์ กำหนด

กะหล่ำปลี ดินแดนสะตอ…ใครว่าปลูกไม่ได้

หากคิดถึงภาพภูเขาที่เต็มไปด้วยไร่กะหล่ำปลี แน่นอนว่าทุกท่านจะนึกถึงภาพบรรยากาศของพื้นที่ภูเขาในแถบภาคเหนือ ที่มีอากาศหนาวเย็น เอื้อต่อการปลูกพืชผักเมืองหนาว ฮิตมากๆ คือ ภูทับเบิก อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์

แต่ใครจะรู้ว่า มีเกษตรกรที่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการปลูกกะหล่ำปลีอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าซอม อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตโครงการลุ่มน้ำปากพนัง มีสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น

โดยปกติแล้ว กะหล่ำปลี ที่เราบริโภคกันอยู่นั้น ผลผลิตได้มาจากภาคเหนือ และนำเข้ามาจากประเทศจีน ซึ่งกว่าจะเดินทางมายังผู้บริโภคในแถบภาคใต้ ส่งผลให้กะหล่ำปลีไม่สด ใหม่ มีราคาสูงจากราคาต้นทุนการขนส่ง

ด้วยเหตุนี้เอง คุณเมษายน คงสำราญ เกษตรกรหัวไวใจสู้ จากตำบลท่าซอม อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ริเริ่มนำกะหล่ำปลีเข้ามาปลูกในพื้นที่ ตั้งแต่ ปี 2527 โดยคุณเมษายน กล่าวให้ฟังว่า “ได้เดินทางไปยังภาคเหนือแล้วเห็นแปลงปลูกกะหล่ำปลี จึงมีแนวคิดริเริ่มนำมาปลูกในพื้นที่ของตน โดยทดลองนำเมล็ดพันธุ์ที่มีขายในท้องตลาดมาทดลองปลูก จนได้พันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และสภาพภูมิอากาศ ในตอนนั้นมีเกษตรกรเพื่อนบ้านที่สนใจร่วมปลูก 3-4 ราย”

ในระยะแรกประสบปัญหาด้านการตลาด เนื่องจากจำหน่ายผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ ต่อมาจึงได้มีการรวมกลุ่มเกษตรกร โดยมีแนวคิดปลูกเอง ขายเอง ทำให้สามารถกำหนดราคาเองได้ และเริ่มเป็นที่รู้จักของตลาดในพื้นที่

วิธีการดูแล โดยเฉพาะการใส่ปุ๋ย ได้รับคำแนะนำจากคุณเมษายนว่า เมื่อปลูกต้นกล้าได้ 7 วัน ใส่ปุ๋ย สูตร 25-7-7 จำนวนครึ่งช้อนชา ต่อต้น เมื่ออายุได้ 15 วัน ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 จำนวนครึ่งช้อนชา ต่อต้น เมื่ออายุ 40 วัน ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 จำนวนครึ่งช้อนชา ต่อต้น ส่วนปุ๋ยคอก ใส่ช่วงที่เตรียมดิน

คุณเมษายน อธิบายว่า…กะหล่ำปลีที่ปลูก ใช้พันธุ์เดียวกับที่ปลูกทางภาคเหนือ อายุการเก็บเกี่ยว 55 วัน ผลผลิตที่ได้น้ำหนักเฉลี่ย 1.5 กิโลกรัม ต่อหัว

“สามารถปลูกได้ทั้งปี ผลผลิตกะหล่ำปลี รสชาติหวาน กรอบ ศัตรูที่พบมีหนอนใยผัก สามารถป้องกันกำจัดได้ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด” คุณเมษายน บอก

ปัจจุบันนี้ มีการรวมกลุ่มสมาชิกผู้ปลูกกะหล่ำปลีในตำบลท่าซอม อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 10 ราย มีพื้นที่ปลูกกว่า 30 ไร่ ผลผลิต 4-5 ตัน ต่อไร่ สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรและสมาชิกจากการจำหน่ายกะหล่ำปลี และแขนง กว่า 80,000 บาท ต่อไร่ ต่อ 1 รุ่นการปลูก ซึ่งใน 1 ปี สามารถปลูกได้ถึง 3 ครั้ง

เกษตรกรท่านใดสนใจ ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ คุณเมษายน คงสำราญ โทร. (082) 275-9974 หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช โทร. (075) 446-164

ปลูกมะละกอในป่ายางพารา ที่ดอนก่อ อำเภอเมืองสรวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เทคโนโลยีการเกษตร

วัชรินทร์ เขจรวงศ์

ปลูกมะละกอในป่ายางพารา ที่ดอนก่อ อำเภอเมืองสรวง

วันนี้แวะเยี่ยมเกษตรบ้านดอนก่อ หมู่ที่ 9 ตำบลหนองหิน อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ มี คุณสีดา ผลาผล เป็นผู้ใหญ่บ้าน โทร. (086) 084-1591 เป็นแปลงยางพาราของ คุณสุวรรณ-คุณลุน สนิทพจน์ และ คุณสีดา ไชยรัตน์ เป็นแปลงยางพารา 15 ไร่ อายุยางพาราสูงสุด 5 ปี เขาใช้เป็นพื้นที่เลี้ยงวัว จำนวน 7 ตัว ส่วนยางพาราอายุ 2-5 ปี พื้นที่ว่างระหว่างแถว 3×6 เมตร เกษตรกรใช้ประโยชน์จากพื้นที่อย่างเต็มที่ ตามคำแนะนำของ คุณยุทธพร ฝนทั่ง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ ที่ได้รับมอบหมายจาก คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอเมืองสรวง

คุณสุวรรณ-คุณลุน สนิทพจน์ ให้ข้อมูลว่า ปี 2554 ลูกชายมาจากปักษ์ใต้พร้อมเพื่อน ที่เดินทางไปทำงานรับจ้างกรีดยางพารา เห็นคนใต้รวยๆ ยางพารา นำยางมาปลูก 10 ไร่ ระยะเวลาที่ยางพาราจะให้ผลผลิต มันยาวนาน 6-7 ปี ครอบครัวตนเองต้องกิน ต้องใช้ พร้อมได้รับคำแนะนำจาก “เกษตรตำบล” ให้ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า โดยแนะนำให้ปลูกข้าวโพด ตนเองปฏิบัติตามทันที ต้มขาย ขายสด พออยู่ได้ หมุนเวียนกับพืชผัก เช่น หอม ผัดกาดขาวปลี เขียวปลี กวางตุ้ง มะเขือเปราะ บร็อกโคลี่ ผักเสี้ยน ผักโขมที่ขึ้นเอง เก็บไปขายกำละ 3-5 บาท ได้เงินหมุนเวียนตลอดทั้งปี 30,000-4,000 บาท

คุณสุวรรณ บอกว่า พอตนเองปลูกยางพารา ตอนนี้ราคาลดลงๆ ดังที่ภาษาอีสานที่ว่า “คนจะโชคดี ไปขี้ก็พบเห็ด คนที่โชคไม่ดี ไปเก็บดันเหยียบขี้” วาสนาคนมันต่างกัน เลี้ยงวัวในป่ายางพารา เป็นรายได้รายปี 7 ตัว ให้ลูกทุกปี ที่นี่ตนเองเน้นการเกษตรอินทรีย์ ใช้มูลโค มูลกระบือ มูลไก่ ผักเขียวงามสดใสมากครับ มีรายได้ทุกวัน

ทางด้าน คุณสีดา ไชยรัตน์ เกษตรกรวัย 65 ปี กล่าวว่า ตนเอง ปลูกพริก มะเขือเทศ มะละกอ ให้ผลผลิตสูงมาก โดยเฉพาะมะละกอ เป็นพันธุ์พื้นเมือง ลูกโตมาก 3-5 กิโลกรัม/ผล ให้ผลผลิตตั้งแต่โคนต้น จนถึงยอด ใครเดินทางมาพบเห็นต่างขอเก็บพันธุ์ไว้ปลูก การปลูกไม่ได้ยุ่งยากมากนัก ขุดหลุมขนาดปี๊บ 20 ลิตร ผสมดิน ปุ๋ยคอก แกลบ อัตราส่วน 1 : 1 : 1 มะละกอเจริญเติบโตดีมาก ต้านทานโรคและแมลง ลูกโต กินสุกรสชาติหวานหอม สามารถขายได้ 50-100 บาท มะละกอ 1 ต้น สามารถทำเงินได้มากกว่า 1,000 บาท

คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอเมืองสรวง กล่าวว่า ตนเองได้รับมอบหมายจาก คุณเสน่ห์ รัตนาภรณ์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ให้ดำเนินการส่งเสริมการเกษตร โดยน้อมนำพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง หรือโครงการตามแนวทฤษฎีใหม่ เกษตรกรในพื้นที่อำเภอเมืองสรวง 5 ตำบล 49 หมู่บ้าน 3,855 ครัวเรือน ได้รับการเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เพราะมีอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) บ้านเมืองแก้ว และมีศูนย์ ขยายครบ 5 ตำบล พร้อมให้คำตอบเกษตรกรได้ทั้งด้านการลดต้นทุน โซนนิ่ง แปลงใหญ่ การเกษตรอินทรีย์ ศูนย์เรียนรู้ฯ และธนาคารสินค้าเกษตร ให้เป็นไปตามนโยบายแห่งรัฐ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Single Command) อำเภอเมืองสรวง ดำเนินการตามนโยบาย ฯพณฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ประชารัฐเพื่อการพัฒนา ระบบน้ำหยดในมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ที่หนองบุญมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เทคโนโลยีการเกษตร

ประชารัฐเพื่อการพัฒนา ระบบน้ำหยดในมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ที่หนองบุญมาก

“จากการสำรวจพื้นที่บ้านหัวอ่างพัฒนา เบื้องต้นพบว่า เกษตรกรได้นำน้ำมาใช้เพื่อการผลิตมันสำปะหลังโดยใช้ระบบน้ำหยด แต่ยังขาดความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำหยดในแปลงมันสำปะหลัง รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า การจัดการพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ การจัดการดิน การจัดการปุ๋ย และการอารักขาพืช”

คุณสุกิจ รัตนศรีวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 4 อุบลราชธานี สังกัดกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงปัญหาที่พบในการประกอบอาชีพปลูกมันสำปะหลังของเกษตรกรบ้านหัวอ่างพัฒนา ตำบลหนองไม้ไผ่ อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา

ทั้งนี้ บ้านหัวอ่างพัฒนา เป็นพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังอาศัยน้ำฝน และต่อมาในปี 2557 ได้รับการสนับสนุนขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรจากสำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขตที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา จนสามารถนำน้ำมาใช้เพื่อการปลูกมันสำปะหลัง ครอบคลุมพื้นที่ 400 ไร่ เกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จำนวน 24 ราย

แต่การใช้ประโยชน์จากความช่วยเหลือของภาครัฐ ยังประสบปัญหาดังที่กล่าวข้างต้น ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำและการดูแลในด้านต่างๆ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 4 อุบลราชธานี จึงเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือ และเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ในพื้นที่บ้านหัวอ่างพัฒนา

“จากความพร้อมของพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 อุบลราชธานี จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ “Center of Knowledge” ด้วยการจัดทำเป็นแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่” คุณสุกิจ กล่าว

คุณสุกิจ กล่าวว่า การจัดทำแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ในพื้นที่บ้านหัวอ่างพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ

หนึ่ง เป็นแหล่งเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร

สอง เป็นต้นแบบการทำงานแบบบูรณาการ ตลอดห่วงโซ่การผลิตมันสำปะหลัง

สาม สร้างเครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังเฉพาะพื้นที่

แปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 อุบลราชธานี ได้นำกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง “สีคิ้วโมเดล” ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานแบบบูรณาการ โดยความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในรูปแบบของประชารัฐ ไม่ว่า เกษตรกรในนามกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ใช้น้ำบาดาลเพื่อการเกษตรบ้านหัวอ่างพัฒนา ภาคเอกชนในนามคลัสเตอร์มันโคราช (Korat Tapioca cluster : KOTAC) ประกอบด้วย โรงแป้ง 8 แห่ง โรงงานเอทานอล 1 แห่ง สหกรณ์การเกษตร 13 อำเภอ ธ.ก.ส. รวมถึงผู้ประกอบผลิตปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย เครื่องจักรกลการเกษตร ขณะที่หน่วยงานวิจัย ประกอบด้วย กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และหน่วยงานส่งเสริม ได้แก่ สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดนครราชสีมา สุดท้ายคือ หน่วยงานสนับสนุน ได้แก่ สำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขตที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา

การดำเนินการ จะมี 2 กิจกรรม ได้แก่

หนึ่ง จัดทำแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง เริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาการผลิต และคัดเลือกเทคโนโลยี จากผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และสำนักวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแห่งชาติ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกร

สอง ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง ให้ความรู้เทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง ได้แก่ การจัดการพันธุ์ การจัดการน้ำหยด การจัดการดิน การจัดการปุ๋ย และอารักขาพืช ทั้งด้านทฤษฎีและฝึกปฏิบัติจริง ผ่านการศึกษาดูงานจากแปลงเรียนรู้ การอบรม และการจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยเกษตร นักวิชาการ และผู้ประกอบการ

โดยจะมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2559-2561 ในปีแรก ดำเนินการในพื้นที่นำร่องของเกษตรกรจำนวน 10 ราย รายละ 5 ไร่ รวมพื้นที่ 50 ไร่ และในปีที่ 2 จะขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่อีก 24 ราย รวมพื้นที่ 400 ไร่ ส่วนงบประมาณที่ใช้ดำเนินการนั้นจะเป็นงบปกติของแต่ละหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน

“ในส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในแปลงมันสำปะหลังของเกษตรกรนั้น สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 4 อุบลราชธานี จะสนับสนุนเทคโนโลยีและการบริหารจัดการเกี่ยวกับระบบน้ำหยด ด้วยการติดตั้งระบบท่อส่งน้ำ การให้ปุ๋ยร่วมกับระบบน้ำหยด รวมถึงการวัดปริมาณการใช้น้ำ (crop water use) และประสิทธิภาพการใช้น้ำ (water use efficiency) และการคำนวณอัตราปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน สุดท้ายคือ การถ่ายทอดความรู้ผ่านแปลงเรียนรู้ไปสู่เกษตรกรในพื้นที่และใกล้เคียงเพื่อขยายผลการดำเนินงานตามโครงการ” คุณสุกิจ กล่าว

จากสิ่งที่ดำเนินการแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่นี้ คุณสุกิจมั่นใจว่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการตอบสนองตามนโยบายประชารัฐ มุ่งเป้าพัฒนาการผลิตมันสำปะหลังแบบบูรณาการเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อันจะสร้างประโยชน์อย่างมากให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนผู้สนใจทั่วไปที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้

ทั้งหมดคืออีกหนึ่งตัวอย่างของการทำงานเพื่อการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่บ้านหัวอ่างพัฒนา โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 4 อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง